พณ. ยกเครื่องตลาดสดทั่วกรุง ช่วยแม่ค้าสู้ศึกโมเดิร์นเทรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 21:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894096


“พาณิชย์” เตรียมยกเครื่องตลาดสด เร่งถก กทม.ปรับปรุงแผงค้าให้มีมาตรฐาน หวังช่วยแม่ค้าสู้ศึกโมเดิร์นเทรด กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก…

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงมีแผนจะยกระดับตลาดสดทั่วกรุงเทพฯให้ได้มาตรฐาน ทั้งด้านความสะอาด และถูกสุขลักษณะ โดยไตรมาส 2 นี้ เตรียมหารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการพัฒนาตลาดสดในพื้นที่กทม.ก่อน เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด ยกระดับแผงค้าให้มีมาตรฐาน และทำให้ประชาชนมาใช้บริการมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ค้าสามารถแข่งขันกับการขายสินค้าอาหารสดในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) หรืออยู่ร่วมกันได้

“ตลาดสดเป็นอีกตลาดที่จะต้องพัฒนา แม้ปัจจุบันจะดีขึ้นมาก แต่การยกระดับยังไม่ได้ทำเต็มที่ ในขณะที่ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ค่อยนิยมมาซื้อของที่ตลาดสด ไปเดินโมเดิร์นเทรดกันหมด จะทำให้พ่อค้าแม่ค้าข้างล่างอยู่ไม่ได้ ซึ่งการยกระดับ เช่น แผงขายเนื้อไก่ เนื้อหมู ต้องมีกระจกกั้นเพื่อรักษาความสะอาด ปัจจุบันมีไม่กี่แห่งเท่านั้น จึงทำให้ผู้บริโภคไม่เชื่อถือ แต่หากทำให้ตลาดสดทุกแห่งมีมาตรฐาน คนจะกลับมาเชื่อถือ และถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เดินหน้าต่อไปด้วย”

อย่างไรก็ตามในช่วง 3 เดือนที่เข้ามาทำงาน ได้เน้นการทำงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง และเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งได้เร่งให้พัฒนาหลายด้าน โดยเฉพาะตลาดต่างๆ ทั้งตลาดชุมชนประชารัฐ ตลาดกลางสินค้าเกษตร ตลาดต้องชม และตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยว (แม็คเน็ต มาร์เก็ต) ซึ่งภายในเดือนพ.ค.นี้ จะเปิดตลาดทุเรียน ที่จ.เชียงใหม่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนมาเที่ยวและกินทุเรียน และกำลังพิจารณาจะเปิดตลาดซีฟู้ด อาหารทะเลให้นักท่องเที่ยว ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และเมืองพัทยา.

 

บขส. เพิ่มรถ 7 พันเที่ยวรับมือคนกลับสงกรานต์ วางแผนแก้รถติดรอบขนส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 19:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893942


บขส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนช่วงสงกรานต์ สั่งคุมเข้มความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ ทั้งการรัดเข็มขัดนิรภัย การติดตั้ง GPS งดจำหน่าย-ดื่มแอลกอฮอล์บนรถ และภายในสถานีทุกแห่ง ตามนโยบาย คสช.

พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวภายหลังประชุมแผนปฏิบัติการเดินรถ วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ปี 2560 ร่วมกับหน่วยงานด้านการจราจร ด้านขนส่ง และด้านความปลอดภัย ว่า บขส.ได้จัดเตรียมแผนอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่จะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีวันหยุดติดต่อกัน 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 13–17 เม.ย. โดย บขส. ได้จัดเที่ยววิ่งรถโดยสาร (รถ บขส.,รถร่วม,รถตู้) เพื่อรองรับประชาชนทั้งเที่ยวไป-กลับ จากปกติวันละ 5,986 เที่ยว เพิ่มเที่ยววิ่งเสริมประมาณ 1,316 เที่ยว/วัน รวมเที่ยววิ่งประมาณ 7,302 เที่ยว สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงถึง 168,641 คน/วัน

ทั้งนี้ บขส. ได้จัดแผนเพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัด บริเวณโดยรอบ สถานีขนส่งหมอชิต 2 ดังนี้ 1.ผู้โดยสารที่จองตั๋วโดยสารล่วงหน้า เฉพาะรถโดยสาร ป.1 และรถวีไอพีของ บขส. เส้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่วันที่ 10-12 เมษายน 2560 ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น. ให้ไปขึ้นรถที่กรมการขนส่งทางบก โดย บขส. ได้จัดรถตู้ไว้ให้บริการรับ–ส่งฟรี บริเวณด้านหน้าอาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) 2.ผู้โดยสารที่ไม่ได้จองตั๋วโดยสารล่วงหน้า เส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ให้ติดต่อซื้อตั๋วโดยสาร และขึ้นรถโดยสารที่ สถานีขนส่งหมอชิต 2 ตั้งแต่วันที่ 10-12 เมษายน 2560 ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป จนถึงเที่ยวสุดท้ายของการเดินรถ

รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวด้วยว่า ตามที่ คสช. ใช้ ม.44 เพิ่มมาตรการความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์ต้องรัดเข็มขัดนิรภัยขณะอยู่บนรถ โดยตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป บขส.จะออกใบบรรจุเที่ยววิ่งให้เฉพาะรถตู้โดยสารที่ติดตั้ง GPS เท่านั้น โดยรถที่ไม่ติดตั้งระบบ GPS ถือเป็นรถที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ดี บขส. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งจุดตรวจรถโดยสาร และตรวจวัดแอลกอฮอล์ให้กับพนักงานขับรถ บนทางหลวงสายหลัก พร้อมกำหนดให้รถสายยาวที่ใช้เวลาในการเดินทาง เกินกว่า 4 ชั่วโมง ต้องจัดพนักงานขับรถ จำนวน 2 คน และควบคุมไม่ให้ขับรถโดยสารด้วยความเร็ว เกินกว่า 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง รวมทั้งติดป้ายห้ามดื่มแอลกอฮอล์บนรถโดยสารทุกคัน และภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่ง ทั้งนี้หากประชาชนมีข้อสงสัยในการเดินทางสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ไทยเฮ! ได้โอกาสขยายตลาด เกาหลีใต้เว้นภาษีนำเข้าไก่ เริ่มต้น เม.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893940


“พาณิชย์” เผยเกาหลีใต้เตรียมประกาศเว้นภาษีนำเข้าไก่ตั้งแต่ต้น เม.ย.นี้ แก้ปัญหาการขึ้นราคาจากเชื้อไข้หวัดนกระบาด ทำไก่ไทยมีโอกาสส่งออกมากขึ้น เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมดันไก่ไทยเข้าตลาดเพิ่มขึ้น…

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ รายงานว่ากระทรวงเกษตรของเกาหลีใต้มีแผนจะยกเว้นภาษีนำเข้าไก่ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.60 เป็นต้นไป เพื่อป้องกันการขึ้นราคาในระหว่างที่มีเชื้อไข้หวัดนกระบาดอย่างรุนแรงภายในประเทศ และมีการระงับการนำเข้าไก่จากสหรัฐฯ ถือเป็นโอกาสของผู้ส่งออกไก่ปรุงสุก และไก่แช่เย็นแช่แข็งของไทยในการขยายตลาดในเกาหลีใต้

”ปัจจุบัน ไก่ไทยเสียภาษีนำเข้าเกาหลีใต้ในอัตราสูง โดยเฉพาะไก่ปรุงสุก มีภาษีนำเข้า 30% ส่วนไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง 20% สูงกว่าไก่จากสหรัฐฯ ที่เสียภาษีนำเข้าเพียง 8% หากรัฐบาลเกาหลีใต้มีการยกเว้นภาษีนำเข้าไก่ดังกล่าว จะทำให้ไก่ไทยมีการขยายตลาดในเกาหลีใต้มากขึ้น และแข่งขันกับคู่แข่งที่สำคัญ เช่น บราซิล และสหรัฐฯ ได้”

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้ได้อนุญาตให้ไทยสามารถส่งออกไก่สดไปยังเกาหลีใต้ได้ กระทรวงได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล เร่งดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออกไก่ไทยเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้เพิ่มมากขึ้น

ด้านนางสาววิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล กล่าวว่า การยกเว้นภาษีนำเข้าครั้งนี้ เกิดขึ้นจากผู้ผลิตชาวเกาหลีใต้ต้องการขึ้นราคาขายไก่ หลังจากที่ระงับการนำเข้าสัตว์ปีกจากสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา สำนักงานฯ ได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกไก่ไทย และผู้นำเข้าเกาหลีใต้ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี คาดว่าจะนำเข้าไก่ปรุงสุกและไก่แช่เย็นแช่แข็งจากไทยภายใน 1 ปี มูลค่า 43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยปี 59 ไทยส่งออกไก่แปรรูปและไก่สดแช่เย็นแช่แข็งไปเกาหลีใต้รวม 43.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 50.08% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เกาหลีใต้ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา จึงฆ่าทำลายสัตว์ปีกกว่า 35 ล้านตัว หรือมากกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนไก่ทั้งหมดในเกาหลีใต้ ปัจจุบันราคาขายปลีกไก่กิโลกรัม (กก.) ละ 5,713 วอน หรือ 4.98 เหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.7% เพราะมีการระงับการนำเข้าไก่จากสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 60.

 

เอกชน 15 ราย เสนอราคาซื้อข้าวรัฐ 2.07 ล้านตัน สูงสุดโลละ 5.10 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 18:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893881


พาณิชย์ เผยเอกชน 15 รายเสนอราคาซื้อข้าวรัฐเข้าอุตฯ มิใช่คนบริโภค แค่ 2.07 ล้านตัน จาก 3.66 ล้านตัน เสนอราคาซื้อต่ำสุดโลละ 1.88 บาท สูงสุดโลละ 5.10 บาท เตรียมชงคณะทำงานระบายข้าวเคาะ 28 มี.ค. ก่อนเสนอ นบข. เห็นชอบ…

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการเปิดซองเสนอราคาซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มิใช่คนบริโภคปริมาณ 3.66 ล้านตันว่า มีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ 19 ราย มายื่นซองเสนอราคาซื้อเพียง 16 ราย โดยมี 15 รายที่ยื่นเสนอซื้อในราคาสูงสุดรวมปริมาณ 2.07 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 56.50% ของปริมาณข้าวที่เปิดประมูลทั้งหมด มูลค่าที่เสนอซื้อ 9,205 ล้านบาท โดยเสนอราคาซื้อตั้งแต่ตันละ 1,880-5,100 บาท/ หรือกิโลกรัม (กก.) ละ 1.88-5.10 บาท

สำหรับผู้ที่เสนอซื้อครั้งนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พลังงานไฟฟ้า อบเมล็ดพันธุ์พืช และกรดมะนาว โดยข้าวที่เสนอซื้อมากสุดคือ ข้าวขาว 5% ปริมาณ 1.56 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 42.5% รองลงมา คือ ปลายข้าว เอวัน เลิศ ปริมาณ 180,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 5% อย่างไรก็ตาม กรมจะนำผลการประมูลเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานระบายข้าว ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะนำเสนอให้ประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติต่อไป

นายกีรติ กล่าวว่า ตามแผนการเปิดระบายสต๊อกข้าวรัฐบาลที่ได้รับความเห็นชอบจาก นบข.นั้น ในเดือนเม.ย.นี้ จะนำข้าวกลุ่ม 3 หรือข้าวที่เก็บเกิน 5 ปีขึ้นไป ที่ไม่เหมาะสมทั้งการบริโภคของคนและสัตว์ ต้องเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานเท่านั้น ปริมาณ 1.8 ล้านตัน มาเปิดประมูล ส่วนในเดือนพ.ค.จะนำข้าวที่เหลือในกลุ่ม 1 คือ ข้าวเกรดพี, เอ และบี (ข้าวผ่านมาตรฐาน) ที่มีข้าวเกรดซี (ข้าวเสื่อมคุณภาพ) ปนไม่เกิน 20% และคนสามารถบริโภคได้ ซึ่งเหลืออยู่ 1.5 ล้านตัน มาเปิดประมูลทั่วไป

ขณะที่เดือนมิ.ย. จะนำข้าวกลุ่ม 2 หรือข้าวที่เข้าสู่อุตสาหกรรมมิใช่คนบริโภค ที่เหลือจากการประมูลเมื่อวันที่ 23 มี.ค. มาเปิดประมูลอีกครั้ง รวมถึงจะนำข้าวกลุ่ม 3 ที่จะเปิดประมูลในเดือนเม.ย. มาเปิดประมูลอีกครั้งในเดือนก.ค.นี้ หากระบายในเดือนเม.ย.ไม่หมด

สำหรับการระบายสต๊อกข้าวรัฐบาลทั้งหมด 18 ล้านตัน นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศนั้น ล่าสุด สามารถระบายไปแล้ว 10 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 103,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมข้าวที่กำลังทยอยระบายในปีนี้ เชื่อว่า ภายในปี 60 รัฐบาลน่าจะระบายข้าวออกจากสต๊อกได้หมด ส่วนการส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-21 มี.ค.60 ส่งออกแล้ว 2.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา มูลค่า 38,000 ล้านบาท ลดลง 1%.

 

หุ้นไทยปิดบวก ปรับเพิ่มขึ้น 2.06 จุด ที่ 1,568.72 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 18:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894002


หุ้นไทยปิดบวก เพิ่มขึ้น 2.06 จุด ปิดที่ 1,568.72 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,378.33 ล้าน…

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายในแดนบวก ปรับขึ้น 2.06 จุด หรือ 0.13% ปิดที่ 1,568.72 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,378.33 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวก แตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,573.25 จุด และต่ำสุดที่ 1,567.42 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน).

 

รอเติมพรุ่งนี้ ข่าวดี!! ปตท.-บางจาก ลดราคาดีเซลลง 40 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 16:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893895


บางจาก-ปตท.ประกาศลดราคาดีเซล 40 สต.ต่อลิตร เบนซิน-โซฮอล์ คงเดิม มีผลตี 5 วันที่ 24 มี.ค….

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. บมจ.ปตท.-บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลลง 40 สต./ลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์คงเดิม มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 24 มี.ค.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 33.66 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 26.55 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 26.28 บาท/ลิตร, E20 ราคา 24.04 บาท/ลิตร, E85 ราคา 19.34 บาท/ลิตร และ ดีเซล 25.09 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

รอศุลกากรสรุป!! ขสมก.ไม่ฟันธงยกเลิกจัดซื้อเมล์เอ็นจีวี ย้ำยึดตามสัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 15:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893770


ขสมก.ยังไม่ฟันธงปัญหาจัดซื้อเมล์เอ็นจีวี ชี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ให้ความกระจ่าง โดยเฉพาะกรมศุลกากร ย้ำบอร์ด กำชับปฏิบัติตามสัญญา รับหาก “เบสท์ริน” ยื่นฟ้อง จะไม่สามารถดำเนินการใดๆ จนกว่าศาลมีคำพิพากษา…

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายสุระชัย เอี่ยมวชิระสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ขสมก.ยังไม่สามารถตัดสินใจปัญหาการจัดซื้อรถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นเชื้อเพลิงจำนวน 489 คัน ที่ยังมีปัญหาแหล่งกำเนิดสินค้าในการนำเข้าได้ เพราะยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความกระจ่างมา แม้จะส่งหนังสือขอรับคำปรึกษาไปหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเรียก ขสมก.ไปให้ข้อมูล โดย สตง.แนะนำว่า ขสมก.ควรทำหนังสือสอบถามเรื่องนี้ไปยังสถานทูตมาเลเซีย จึงได้ทำตามคำแนะนำแล้ว และสถานทูตมาเลเซียยังไม่ตอบกลับมา

ส่วนทางด้านกรมศุลกากรนั้น ขสมก.ได้ทำหนังสือทวงถามไป 2-3 ฉบับแล้วเพื่อขอผลสรุปการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบเช่นกัน ขณะที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้ให้คำแนะนำว่า ขสมก.ควรรอผลสรุปจากกรมศุลกากรก่อน

ทั้งนี้ ขสมก.ได้หารือเรื่องดังกล่าวในการประชุมคณะกรรมการ ขสมก.ทุกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการให้นโยบายว่า ขสมก.ต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามสัญญา กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ส่วนกระทรวงคมนาคมก่อนหน้านี้เคยเร่งรัด แต่ปัจจุบันก็ขอให้ขสมก.รอคำตอบจากกรมศุลกากรเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า หากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญายื่นฟ้องร้อง ขสมก.จะเข้าสู่การพิจารณาของศาล จากนั้นขสมก.จะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้อีกต่อไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ขณะที่ นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมหลักฐานเอกสาร เพื่อรวบรวมส่งให้ดีเอสไอ กรณีนำเข้ารถเมล์ NGV จำนวน 99 คัน ที่มีการสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จและเลี่ยงภาษี และความผิดฐานเป็นนอมินีในการนำเข้ารถเมล์ NGV โดยยืนยันว่าหลักฐานทั้งหมดจะถูกส่งถึงมือดีเอสไอโดยเร็วที่สุด โดยกรมศุลกากรทำหน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบเท่านั้น ส่วนเรื่องสัญญาที่บริษัทเอกชนทำไว้กับขสมก. เป็นเรื่องที่ต้องไปตกลงกันเอง ซึ่งจะไม่ก้าวก่ายส่วนใดที่นอกเหนือจากหน้าที่ของหน่วยงาน

พร้อมยอมรับที่ผ่านมาได้มีการส่งหนังสือจากกรมศุลกากรไปยังขสมก.แล้วหลายฉบับ โดยรายละเอียดในหนังสือจะเป็นการตอบคำถามในกรอบที่กรมศุลกากรได้ดำเนินการอยู่ แต่ไม่ได้มีการก้าวล่วงระหว่างหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานแต่อย่างใด.

 

ดัชนีราคาสินค้าเกษตร ก.พ. เพิ่มขึ้น ‘ยาง-ปาล์ม-กุ้งขาว’ ขยับสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 14:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893576


สศก. เผยดัชนีราคาสินค้าเกษตร ก.พ. เพิ่มขึ้น 12.72% พบราคายาง-ปาล์มน้ำมัน-กุ้งขาวแวนนาไม ขยับ สวนกับราคามันสำปะหลังร่วงลง ขณะที่รายได้เกษตรกรปรับเพิ่ม สะท้อนกำลังซื้อครัวเรือนพุ่งต่อเนื่อง…

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ภาพรวมราคาสินค้าเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เพิ่มขึ้น 12.72% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากฝนตกและมีน้ำท่วมที่ผ่านมา รวมทั้งเข้าสู่ช่วงต้นยางผลัดใบทำให้ผลผลิตลดลง, ปาล์มน้ำมัน ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากโรงงานสกัดแข่งขันกันรับซื้อ, กุ้งขาวแวนนาไม ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาคใต้มีสภาพอากาศแปรปรวนไม่เอื้อต่อการเติบโต ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากราคาส่งออกมันเส้นและแป้งมันอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดต่ำลง

ทั้งนี้ หากเทียบกับเดือนมกราคม 2560 ภาพรวมดัชนีราคาลดลง 0.39% สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ สับปะรดโรงงาน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก, หอมแดง ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าเดือนที่ผ่านมา

สำหรับในเดือนมีนาคม 2560 คาดว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 สินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน กุ้งขาวแวนนาไม และปาล์มน้ำมัน

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เพิ่มขึ้น 8.16% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2559 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ยางพารา และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตลดลง 0.72% สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และไก่เนื้อ

ส่วนในเดือนมีนาคม 2560 ดัชนีผลผลิตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร หอมแดง และกุ้งขาวแวนนาไม

ในส่วนของภาพรวมรายได้ วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เพิ่มขึ้น 21.91% จากเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งเป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.72% และดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.16% ซึ่งในเดือนมีนาคม 2560 คาดว่ารายได้ของเกษตรกรขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตและดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสะท้อนกำลังซื้อของครัวเรือนภาคเกษตรที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง.

 

พาณิชย์ปลื้มศูนย์พัฒนาการค้าอาเซียน มีผู้ประกอบการสนใจเฉียด 30,000 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 23 มี.ค. 2560 11:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893425


นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการให้บริการของศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในอาเซียนทั้ง 9 แห่งในส่วนกลางและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ 8 สำนักงานในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการรุกตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ว่า ตามที่ศูนย์ฯ เปิดให้บริการมาเป็นเวลาเกือบ 4 ปี (นับตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2556) ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้ประกอบการเข้ารับบริการข้อมูลแล้วเกือบ 30,000 ราย คาดว่าสิ้นปี 2560 จะมีผู้มาใช้บริการเพิ่มเป็นกว่า 35,000 ราย

“จากสถิติล่าสุดในปีงบประมาณ 2559 ภาคเอกชนทั้งเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาใช้บริการรวม 6,611 ราย ซึ่งกรมฯ ให้บริการ 4 ประเภท ได้แก่ บริการข้อมูล ให้คำปรึกษาเชิงลึก อำนวยความสะดวก และประสานงาน/จัดทำนัดหมายที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาเชิงลึก มีผู้ประกอบการเข้ามาขอรับบริการทั้งในสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศและส่วนกลางรวมถึง 1,479 บริษัท”

สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเชิงลึกในการทำตลาด สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศได้ส่งข้อมูลขึ้นเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ โดยแบ่งเป็นรายประเทศ อาทิ มาเลเซีย กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารและเครื่องดื่ม เมียนมา กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ เครื่องดื่ม สินค้าแฟชั่น เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ไอที เครื่องสำอาง และเครื่องจักรกลการเกษตร เวียดนาม กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ เครื่องประดับ อาหาร ร้านอาหารไทย วัสดุก่อสร้าง กัมพูชา กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เครื่องจักรกล สปป.ลาว กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง สิงคโปร์ กลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มดี ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์สปา เป็นต้น

ด้านกิจกรรมในประเทศ ศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในอาเซียนได้จัดโครงการพัฒนาและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดอาเซียนใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศรวม 8 ครั้ง ซึ่งภายใต้กิจกรรมดังกล่าวมีการจัดเสวนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการรวมกว่า 870 ราย และมีการจับคู่ธุรกิจรวมกว่า 230 คู่ นอกจากนี้ได้จัดโครงการให้คำปรึกษาโดยทูตพาณิชย์ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เกี่ยวกับการเข้าสู่ตลาดอาเซียนให้แก่ผู้ประกอบการรวม 45 บริษัท รวมถึงจัดทำคู่มือโอกาสและทิศทางการค้าการลงทุนในตลาดอาเซียน 8 ประเทศ พร้อมจัดส่งให้แก่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดรวมกว่า 240 หน่วยงาน เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาและเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการค้าและการลงทุนแก่นักศึกษาและผู้ที่สนใจ

ผู้ประกอบการที่สนใจขยายธุรกิจสู่ตลาดในภูมิภาคอาเซียน สามารถรับบริการข้อมูลการค้า การลงทุน กฎระเบียบ ตลอดจนคำปรึกษาเชิงลึกได้ที่ศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในอาเซียน (AEC Business Support Center) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 02 507 8218 ถึง 20 อีเมล aecplus.tdc@gmail.com หรือ Facebook: DITP AEC Club

 

ธุรกิจไอทียังไปได้ ปี 59 เมโทรซิสเต็มส์ฯ มีกำไร 188 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มี.ค. 2560 10:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/893370


เมโทรซิสเต็มส์ฯ เผยผลประกอบการปี 2559 เติบโตต่อเนื่อง มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 7,651 ล้านบาท กำไรสุทธิ 188 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 2560 มุ่งสู่ธุรกิจบริการ หวังขับเคลื่อนองค์กรสู่ผู้นำธุรกิจบริการด้านไอที

นายกิตติ เตชะทวีกิจกุล รองประธานกรรมการ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “MSC” แถลงผลประกอบการของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ปี 2559 มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 7,651 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 188 ล้านบาท มาจากกลุ่มสินค้าด้านฮาร์ดแวร์ 32%, ซอฟต์แวร์โซลูชั่นและบริการ 40% และวัสดุสิ้นเปลือง 28%

นายอรุณ ต่อเอกบัณฑิต กรรมการบริหาร บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผย มั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถเติบโตอย่างมั่นคงจากนโยบายการดำเนินธุรกิจที่ตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจไอทีด้วยการปรับ Business Model สู่ธุรกิจบริการเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2560 บริษัทฯ วางแผนกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ธุรกิจบริการ โดยตั้งเป้าหมายขยายรายได้เพิ่มจากธุรกิจบริการด้าน Business Consulting Services และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง (Recurring Revenues) จากโซลูชั่นต่างๆ ได้แก่ Solutions Rental Services, Managed Services และ Printing Solution Services การสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ด้าน BI, Big Data Analytic, On-Premises Cloud Services และ Intellectual Properties ตลอดจนการลงทุนในเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องใน Data Center และ Technology Center อาทิ IBM, Microsoft, HPE

ทั้งนี้ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งเมื่อปี 2529 ดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลากว่า 31 ปี ธุรกิจหลักของบริษัทฯ ประกอบด้วย ด้านฮาร์ดแวร์ ได้แก่ Server, Storage, IT Infrastructure, Client Solutions ด้านซอฟต์แวร์โซลูชั่นและบริการ และด้านวัสดุสิ้นเปลือง ได้แก่ Printer Hardware, Printer Supplies และอื่นๆ.