ระทึกปารีส! คนร้ายพยายามแย่งปืนทหาร ถูกยิงดับคาสนามบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มี.ค. 2560 23:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/889045


เจ้าหน้าที่ความมั่นคงฝรั่งเศส ตัดสินใจยิงชายคนหนึ่งจนเสียชีวิตคาสนามบิน ปารีส ออร์ลี ในกรุงปารีส หลังจากเขาพยายามแย่งปืนจากทหารหญิงคนหนึ่ง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 18 มี.ค. ชายวัย 39 ปีคนหนึ่งพยายามแย่งปืนจากทหารหญิงคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินลาดตระเวนในอาคารผู้โดยสารของ สนามบิน ปารีส ออร์ลี ในกรุงปารีส ตามปฏิบัติการ ‘เซนทิเนลล์’ ทำให้เกิดเหตุยื้อยุดต่อสู้กันขึ้น จนทหารอีกนายต้องตัดสินใจยิงสังหารชายคนนี้

ตำรวจระบุชื่อของคนร้ายว่า ซีเยด บี. อายุ 39 ปี ชาวมุสลิม ซึ่งถูกตำรวจและหน่วยข่าวกรองจับตาดูอยู่แล้ว เนื่องจากมีประวัติลักขโมยและความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยประมาณ 90 นาทีก่อนหน้านั้น เขาเพิ่งก่อเหตุใช้ปืนอัดลมยิงตำรวจจนได้รับบาดเจ็บหลังถูกเรียกให้หยุดที่จุดตรวจในภาคเหนือของกรุงปารีสด้วย จากนั้นจึงหลบหนีไปด้วยรถยนต์ ก่อนจะไปก่อเหตุจี้รถยนต์ที่เขต วิทรีย์ และเดินทางไปสนามบินออร์ลี

ตำรวจหน่วย ค้นหา, ช่วยเหลือ, แทรกแซง, ป้องปราม หรือหน่วย เรด (RAID) ถูกส่งมารับมือสถานการณ์

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างคำพูดของแหล่งข่าวในฝ่ายตุลาการของฝรั่งเศสว่า บิดาและพี่น้องคนหนึ่งของนายซีเยดถูกตำรวจควบคุมตัวด้วย ขณะที่สถานีโทรทัศน์ BFMTV ของฝรั่งเศสรายงานว่า ผู้ก่อเหตุส่งข้อความหาพ่อของเขา ระบุว่า “ผมแย่แล้ว ผมยิงตำรวจ”

ด้านประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ กล่าวว่า คดีนี้ถูกส่งต่อกับอัยการฝ่ายต่อต้านการก่อการร้ายแล้ว และเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการหลายๆ เรื่อง เขากล่าวอีกว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีปฏิบัติการ ‘เซนทิเนลล์’ (Sentinelle) ซึ่งเป็นการยกระดับการรักษาความปลอดภัยที่เริ่มใช้หลังเกิดเหตุก่อการร้ายในกรุงปารีส เมื่อปลายปี 2015 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 230 คน

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่ต้องอพยพผู้โดยสารประมาณ 3,000 คน ออกจากสนามบินออร์ลี ซึ่งเป็นสนามบินที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในกรุงปารีส พร้อมทั้งยกเลิกเที่ยวบินหลายสาย โดยเจ้าหน้าที่ปิดล้อมสนามบินและออกตรวจค้นหาวัตถุระเบิดที่คนร้ายอาจเตรียมมาแต่ไม่พบ และล่าสุด บริการต่างๆ ของสนามบินเริ่มกลับมาให้บริการได้ตามปกติแล้ว

 

ทองคำเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มี.ค. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/888480


ราคาทองวันที่ 18 มี.ค. เปิดตลาดราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.26 ขายออกบาทละ 20,800 บาท

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาคงที่จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 บาท ขายออกบาทละ 20,300 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.26 บาท ขายออกบาทละ 20,800 บาท.

 

ติดดาบ ก.ล.ต.ฟันผู้บริหาร คลังปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อยก่อนเสียหายหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/888327


“คลัง” ติดดาบ “ก.ล.ต.” เตรียมชงกฎหมาย เพิ่มอำนาจปลดกรรมการและผู้บริหาร บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ หากมีความขัดแย้งหรือทะเลาะกันรุนแรง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงทีโดยไม่ส่งผลกระทบบานปลายจนเสียหายหนักไปจนถึงผู้ถือหุ้นรายย่อย

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ งานสัมมนาเปิดตัว CG Code ใหม่ “บริษัทจดทะเบียนไทยก้าวไกลไปกับไทยแลนด์ 4.0” ว่า การออกเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ CG Code เป็นเรื่องของการพัฒนาตลาดทุนที่ดี โดยมุ่งหวังให้กิจการมีผลประกอบการที่ดี ยั่งยืน โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น สังคม สิ่งแวดล้อม ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ล่าสุดกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกับ ก.ล.ต. แก้ไข พ.ร.บ.กฎหมายหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต.มีอำนาจเข้าไปจัดการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดทุนได้ทันท่วงที เช่น หากผู้บริหาร หรือกรรมการทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการส่วนรวม หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ขัดแย้งหรือทะเลาะกัน จนส่งผลกระทบหรือเกิดความเสียหายไปถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยก็จะเพิ่มอำนาจ ให้ ก.ล.ต.เข้าไปจัดการได้อย่างรวดเร็ว หรือทันสถานการณ์ ก่อนที่จะเกิดความเสียหายบานปลายมากขึ้น ถือเป็นการติดดาบให้อำนาจกับ ก.ล.ต. ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการกำกับดูแลตลาดทุนได้มากขึ้น โดยคาดว่าจะเสนอให้ ครม.พิจารณาได้กลางเดือนเมษายน 2560

“ปัญหาบางเรื่องหากไม่เข้าไปจัดการอย่างรวดเร็ว จะเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ขณะที่บริษัทมหาชนเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก และพบว่ากฎหมายปัจจุบัน ก.ล.ต.ไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการในบางเรื่องได้ เช่น เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ขัดแย้งกัน หรือผู้บริหารหรือกรรมการทะเลาะกันจนทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย ผู้ถือหุ้นเสียหาย ราคาหุ้นตกลง และเจ้าหนี้ได้รับผลกระทบ หากเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ส่วนรวมเสียหายก็จะให้อำนาจ ก.ล.ต.สามารถเข้าไปจัดการได้ทันที”

รมว.คลังยังกล่าวถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดีว่า ล่าสุดทาง ก.ล.ต.ได้ออกหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนฉบับใหม่ซึ่งเอกชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการร่างหลักการขึ้นมาจึงเชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้จริง

นอกจากนี้ ในเร็วๆนี้กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัทที่รวมกลุ่มกันเพื่อลงทุนงานวิจัยใน 5 อุตสาหกรรม สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้ 2-3 เท่า เพื่อหนุนให้เกิดการพัฒนางานวิจัยที่ตรงกับความ ต้องการของผู้ประกอบการ และนำประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

ขณะที่นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและ ก.ล.ต.ได้หารือถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ (ฉบับที่ 6) ซึ่งเป็นการปรับแก้เพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่เพิ่งปรับแก้ไปเมื่อปี 59 มีเรื่องที่แก้ไข 20 มาตรา เป็นประเด็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ และอีกประเด็นคือกรณีที่บริษัทจดทะเบียน กรรมการ ผู้บริหาร มีปัญหาหรือเกิดเรื่องราวขัดแย้งหรือทะเลาะกันจนเกิดความเสียหายกับบริษัท พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะให้อำนาจ ก.ล.ต.ปลดกรรมการบริษัทได้ หลังจากนั้นต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อคืนอำนาจให้ผู้ถือหุ้น เพื่อให้กรรมการใหม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

ทั้งนี้ จะนำร่างกฎหมายนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ก.ล.ต.สิ้นเดือนมีนาคมนี้ หลังจากนั้นจะส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาก่อนเสนอเข้า ครม.ต่อไป

ทั้งนี้ ในต่างประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนไม่ได้มีอำนาจเข้าไปปลดผู้บริหารเช่นนี้ แต่ครั้งนี้ถือเป็นอำนาจพิเศษที่หน่วยงานของไทยทำขึ้นมา เพราะเราเห็นปัญหาในประเทศที่เกิดขึ้นเนื่องจากต่างประเทศมีผู้ถือหุ้นมาใช้สิทธิ์ของตัวเอง แต่ประเทศไทยมีผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมาก และการรวมตัวใช้สิทธิ์เกิดขึ้นยาก จึงคาดว่าการใช้อำนาจตรงนี้จะเป็นประโยชน์ในการดูแลคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย

“ที่ผ่านมาทุกคนเห็นปัญหาอยู่แล้ว หากปล่อยให้เกิดความขัดแย้งของผู้บริหารเช่นนี้ต่อไป บริษัทหรือธุรกิจก็จะเป็นปัญหาได้ และอำนาจนี้ไม่ได้แรงไป เพราะเป็นการคืนอำนาจให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งเหตุในการใช้อำนาจของ ก.ล.ต.ไม่ได้ใช้ง่ายๆ ต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้เชื่อหรือเห็นได้ว่าหากไม่ใช้อำนาจจะเกิดความเสียหายกับบริษัท ซึ่ง ก.ล.ต.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆแล้ว เพราะตัวกฎหมายมีความเร่งด่วนมาก อย่างที่ รมว.คลังย้ำว่า ต้องเร่งดำเนินการเพราะจะไม่ทันต่อการนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)”.

 

“อุตตม” มั่นใจ “อีอีซี” สร้างอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/888322


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวในการปาฐกถาพิเศษในการสัมมนา EEC Strategy : Thailand’s Competitive Transformation ว่า การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ในจังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการลงทุนในอนาคตของประเทศไทย และเป็นยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับยุทธศาสตร์ชาติสอดคล้องกับแนวทางไทยแลนด์ 4.0 ที่ใช้แนวทางการดำเนินงานแบบประชารัฐ เพื่อให้เกิดการยกระดับของการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ดังนั้น ในปีนี้ แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว สิ่งที่จะเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนก็คือ 1.การประกาศนโยบายเมืองการบินภาคตะวันออก ที่สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับประชากร 60 ล้านคนในอนาคต รวมทั้งการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และระบบสาธารณูปโภค 2.การลงทุนรถไฟความเร็วสูง สายตะวันออก โดยได้วางแผนให้รถไฟความเร็วสูงภาคตะวันออกเชื่อมต่อได้ทั้ง 3 สนามบิน คือ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสนามบินอู่ตะเภา เพื่อให้เป็นส่วนขยายของกรุงเทพมหานคร 3.การเป็นประตูตะวันออกสู่ทวีปเอเชีย โดยทั้ง 3 ท่าเรือ (แหลมฉบัง มาบตาพุด สัตหีบ) ต้องเป็นส่วนหนึ่งของประตูแห่งการค้าการลงทุนของทวีปเอเชียในระยะยาว 4.เป็นผู้นำอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก เข้าลงทุนในพื้นที่ และ 5.การพัฒนา 3 เมืองใหม่ ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเป็นมหานครแห่งอนาคต

“ผมเชื่อมั่นว่าภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2565 ในพื้นที่อีอีซี จะมีการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจะเป็นการลงทุนจากภาครัฐประมาณ 20% และอีก 80% จะเป็นของภาคเอกชน ซึ่งจะมีนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ”.

 

นักลงทุนสนใจแห่จองหุ้นไอพีโอ “เอแซ็ป” ชี้นำไปสร้างศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/888320


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ asap (เอแซ็ป) ผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ให้เช่าระยะยาวแบบครบวงจรสำหรับลูกค้านิติบุคคล รถยนต์ให้เช่าระยะสั้น และรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับ ภายใต้แบรนด์ asap (เอแซ็ป) ได้ลงนามแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย รวมทั้งแต่งตั้งผู้ร่วมจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 5 ราย

โดยนายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซินเนอร์เจติค ออโต้ฯ กล่าวว่า บริษัทเตรียมขายหุ้น IPO จำนวน 210 ล้านหุ้น โดยการระดมทุนครั้งนี้ จะนำเงินบางส่วนไปใช้พัฒนาโครงการศูนย์รวมการให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์แบบครบวงจร “asap Auto Park” ย่านบางนา-ตราด ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้สิ้นปีนี้ ก่อนจะเสร็จทั้งโครงการภายในไตรมาส 1 ปี 61 และส่วนที่เหลือจะนำไปชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ

ด้านนายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ หัวหน้าสายวาณิชธนกิจ บล.ทิสโก้ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้ทำการสำรวจความต้องการซื้อหุ้น ของนักลงทุนสถาบัน เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยมีราคาเสนอขายที่ 2.97-3.03 บาทต่อหุ้น พบว่านักลงทุนได้แสดงความต้องการซื้อที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 3.03 บาท โดยมีความต้องการรวมคิดเป็น 21 เท่าของจำนวนหุ้นที่จัดสรรให้แก่นักลงทุนสถาบัน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในอนาคตของบริษัท ดังนั้น จึงกำหนดราคาหุ้น IPO ที่หุ้นละ 3.03 บาท โดยจะเปิดให้จองซื้อหุ้นในระหว่างวันที่ 22-24 มี.ค.นี้ และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้วันที่ 30 มี.ค.นี้.

 

บอร์ดปตท.อนุมัติปันผล 10 บาทต่อหุ้น ดันธุรกิจน้ำมัน-ค้าปลีกเข้า SET

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 มี.ค. 2560 01:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/888265


บอร์ดปตท.มีมติจ่ายปันผลงวดกำไรปี 2559 อีก 10 บาทต่อหุ้น หลังจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 6 บาท พร้อมชงแผนผลักดัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.60 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประชุมคณะกรรมการบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ครั้งที่ 3/2560 เห็นสมควรอนุมัติการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี 2559 และการจ่ายเงินปันผลปี 2559 ในอัตรา 16.00 บาทต่อหุ้น โดยจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 6 บาทต่อหุ้น คงเหลือการจ่ายเงินปันผลที่เหลืออีก 10.00 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่าย 15 พ.ค.นี้

โดยในปี 2559 ปตท.ได้จ่ายเงินปันผลให้กับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท. ในสัดส่วน 51.11% คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนการจ่ายเงินปันผลของ ปตท.ที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการขยายการเจริญเติบโตทางธุรกิจและความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุน ปตท.ในระยะยาว

นายเทวินทร์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้าง ปตท. ด้วยการโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมัน รวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินของหน่วยธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด ( PTTOR ) โดยมูลค่าการโอนกิจการในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่า 121,953 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สมเหตุสมผลตามความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ทั้งนี้ ถ้าการโอนกิจการเกิดขึ้นภายหลังวันที่ 1 ก.ค.60 มูลค่าการโอนกิจการดังกล่าวจะถูกปรับด้วยมูลค่าตลาดของสินทรัพย์สุทธิที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้การเสนอขายหุ้นสามัญของ PTTOR ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และการนำ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการเสนอขายหุ้น IPO นั้นรวมถึงการเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ ปตท. ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น แต่จะไม่เสนอขายให้ผู้ถือหุ้นที่ทำให้ PTTOR มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ (Preferential Share Offering) ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของ PTTOR ที่จะเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

โดยปตท. มีนโยบายที่จะคงสัดส่วนการถือหุ้นขั้นต่ำใน PTTOR ที่อย่างน้อยร้อยละ 45.0 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว โดยที่ ปตท. และหน่วยงานของรัฐจะถือหุ้นใน PTTOR ต่ำกว่าร้อยละ 50.0 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ภายหลังจากที่มีการเสนอขายหุ้นของ PTTOR และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้ง ปตท. จะต้องเสียภาษีที่เกี่ยวข้องให้กับภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วยภาษีจากการโอนกิจการให้กับ PTTOR และภาษีจากการเสนอขายหุ้นเดิมที่ปตท. ถืออยู่ใน PTTOR ให้แก่ประชาชนทั่วไป

สำหรับขั้นตอนต่อไป ปตท. จะเตรียมเสนอการปรับโครงสร้าง ปตท. ในครั้งนี้ต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท. ช่วงปลายเดือนเมษายนศกนี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป

 

‘พาณิชย์’ เดินหน้าตั้งตลาดกลางข้าวสาร หวังเป็นศูนย์กลางทันสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 มี.ค. 2560 22:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/888071


“พาณิชย์” เดินหน้าตั้งตลาดกลางข้าวสาร หวังเป็นศูนย์กลางซื้อขายที่ทันสมัย หลังพบไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก แต่ไม่มีตลาดกลางบริหารจัดการซื้อขายข้าวครบวงจร พร้อมหนุนเอกชนที่มีความพร้อมในการจัดตั้ง แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด มั่นใจช่วยส่งเสริมการตลาดข้าวไทย และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น…

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารสู่มาตรฐานสากล เพื่อให้เป็นที่รวบรวมและจำหน่ายข้าวสาร โดยมีการบริการอย่างเบ็ดเสร็จครบวงจร สามารถเชื่อมโยงข้าวสารไปยังตลาดภายในและต่างประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวสารของอาเซียนและตลาดโลก เพราะปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ส่งออกปีละประมาณ 10 ล้านตัน มูลค่ากว่า 155,000 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการในการซื้อขาย และการให้บริการด้านโลจิสติกส์ เพื่อส่งออกไปต่างประเทศนั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ประกอบการแต่ละราย ยังไม่มีศูนย์รวบรวมข้าวสารที่ให้บริการครบวงจร จึงต้องการผลักดันให้มีตลาดกลางค้าข้าวสาร นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายให้ตลาดกลางเป็นแหล่งข้อมูลการตลาดและราคากลางที่สามารถเชื่อมโยงการซื้อขายภายใต้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ระหว่างผู้ขาย (เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ โรงสี) กับผู้ซื้อ (โรงงานแปรรูป ผู้ค้า ผู้ส่งออก ตลอดจนผู้นำเข้าในต่างประเทศ) เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้อ้างอิงประกอบการวางแผนการเพาะปลูก และผู้ประกอบการสามารถใช้วางแผนด้านการผลิตและการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับหลักเกณฑ์พิจารณาจัดตั้งตลาดกลางข้าวสาร จะพิจารณาความพร้อมของเอกชนที่ประกอบการตลาดข้าวสารในด้านความเหมาะสมของสถานที่ ที่สามารถเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการดำเนินการของตลาดกลาง การจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการซื้อขายข้าวสาร ดำเนินการบริหารจัดการตลาดและจัดทำ และบำรุงรักษาระบบฐานข้อมูลสินค้า ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย มีระบบการซื้อขายที่มีมาตรฐานสากล โปร่งใส ตรวจสอบได้ สามารถรองรับระบบการซื้อขายในระบบออนไลน์ได้

“กระทรวงจะสนับสนุนด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการซื้อขายข้าวสาร เพื่อให้มีการพบปะระหว่างผู้ผลิตกับผู้ซื้อ กระตุ้นการซื้อขาย เพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกร และพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวสารให้ตรงความต้องการของผู้ซื้อ ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการ การตลาด และการพัฒนาคุณภาพสินค้า ให้แก่ผู้ประกอบการ ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ สร้างการรับรู้การเป็นตลาดกลางข้าวสารที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม รวมทั้งเป็นแหล่งอ้างอิงราคาซื้อขายข้าวสารด้วย” นางอภิรดีกล่าว

รมว.พาณิชย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับข้าวสารที่จะนำมาจำหน่ายในตลาดกลางนี้ จะมีข้าวสารทุกชนิดทั้ง ข้าวขาว ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม ข้าวเหนียว และข้าวที่มีคุณลักษณะพิเศษ หรือข้าวที่มีความเฉพาะถิ่นทุกสายพันธุ์จากทุกภูมิภาคของประเทศ เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวพื้นเมือง เพื่อให้ข้าวไทยมีช่องทางในการจำหน่ายได้เพิ่มขึ้น และเกษตรกรได้รับผลตอบแทนจากการปลูกข้าวดีขึ้น.

 

องค์การคลังสินค้า แจงเงื่อนไขคุมย้ายข้าวเสื่อม ก่อนประมูล 23 มี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 มี.ค. 2560 21:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/888191


อคส. แจงเงื่อนไขควบคุมขนย้ายข้าวเสื่อมเข้าสู่อุตสาหกรรม ก่อนเปิดประมูล 23 มี.ค.นี้ 3.66 ล้านตัน ป้องกันรั่วไหลสู่การบริโภคของคน ลั่น เซอร์เวเยอร์ ค้านขายข้าวลอตนี้ อย่าคิดขัดขวางการทำงานของรัฐ ระบุ ถ้าเชื่อข้าวไม่เสื่อมจริง เหตุใดไม่ร้องตั้งแต่ตรวจสอบครั้งแรก

พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า วันที่ 23 มี.ค.นี้ กรมการค้าต่างประเทศ จะเปิดให้ผู้สนใจเสนอราคาประมูลข้าวสารในสต็อกรัฐบาลปริมาณกว่า 3.66 ล้านตัน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน เพราะเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ ที่ไม่เหมาะกับการบริโภคของคน และเป็นข้าวที่ผิดมาตรฐานจากบัญชีรับข้าวเข้าเก็บในคลังกลาง แต่ยังมีข้อกังวลว่า ข้าวดังกล่าวอาจรั่วไหลเข้าสู่ตลาดการค้าข้าวปกติ หรือตลาดสำหรับผู้บริโภค อคส.จึงหามาตรการควบคุมการขนย้ายข้าวออกจากโกดังจนไปถึงโรงงานอุตสาหกรรมของผู้ชนะการประมูล รวมทั้งจะมีการสุ่มตรวจตลอดเส้นทางการขนย้ายข้าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และแสดงถึงความโปร่งใสในการดำเนินงานของ อคส.

สำหรับการขนย้ายข้าวครั้งนี้ อคส.ได้ผ่อนคลายความเข้มงวดในการขนย้าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ชนะการประมูลสามารถขนย้ายข้าวออกจากโกดังได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด โดยกำหนดให้ผู้จะขนย้ายข้าว ไม่ต้องขออนุญาตการขนย้ายจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จากเดิมที่จะต้องขออนุญาต ซึ่งจะทำให้การขนย้ายรวดเร็วมากขึ้น แต่ อคส.จะแจ้งไปหัวหน้าคลังของ อคส.ที่ประจำอยู่ตามโกดังต่างๆ ให้รับทราบ และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในส่วนของข้าวที่อยู่ในความดูแลขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้

นอกจากนี้ ยังได้ผ่อนคลายในเรื่องระยะเวลาการขนย้ายข้าว ที่จากเดิมกำหนดให้ขนข้าวได้ในช่วงตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงตกดิน แต่ครั้งนี้กำหนดให้รถบรรทุกคันสุดท้ายออกจากโกดังได้ไม่เกินเวลา 18.00 น. และสามารถขนย้ายได้จนถึงจุดหมาย ไม่ต้องหยุดพักจนกว่าพระอาทิตย์ขึ้น ขณะเดียวกัน ยังต้องปิดผนึก (ซีล) รถบรรทุกที่ขนข้าว ติดตามการควบคุมการขนย้าย โดยระยะทางและระยะเวลาต้องสอดคล้องกัน หากพบว่า ใช้เวลามากเกินไป เจ้าหน้าที่ตำรวจในจุดตรวจ สามารถเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบได้ สำหรับสถานที่ปลายทางที่จะเก็บข้าว ต้องติดตั้งกล้อง CCTV และต้องรายงานข้อมูลสินค้า ผ่านเว็บไซต์ http://www.pwo.co.th เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ อคส.รับทราบ และจะสุ่มตรวจปริมาณข้าวว่าตรงกับที่ขนย้าย และปริมาณที่ซื้อหรือไม่

”ถ้าพบว่าผู้ซื้อไม่นำเข้าสารเข้าสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมตามที่ได้แจ้งในวัตถุประสงค์ไว้ ต้องชำระค่าปรับ 25% ของมูลค่าข้าวสารที่ไม่ได้นำเข้าสู่กระบวนการอุตสาหกรรม และหาก อคส.เลิกสัญญา ผู้ซื้อจะต้องเสียค่าปรับ 25% ของมูลค่าปริมาณข้าวสารที่ยังไม่ได้รับมอบและขนย้าย รวมทั้งจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งแพ่งและอาญาด้วย”

พล.ต.ท.ไกรบุญ กล่าวต่อถึงกรณีที่สมาคมผู้ตรวจสอบสินค้าเกษตรไทย (เซอร์เวเยอร์) อ้างว่า ข้าวที่จะเปิดประมูลครั้งนี้ ยังมีบางส่วนที่เป็นข้าวดี และสามารถปรับปรุงเพื่อนำไปเป็นอาหารของคนไทยว่า การตรวจสอบคุณภาพข้าวเกิดขึ้นมานานแล้ว ขณะนี้ถึงขั้นตอนการระบายแล้ว ถ้าเซอร์เวเยอร์ไม่ยอมรับว่าข้าวที่จะเปิดประมูลเป็นข้าวเสื่อม ทำไมไม่แจ้งให้ผู้ตรวจสอบคุณภาพทราบตั้งแต่แรก ซึ่งตนให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานตามคำสั่งของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยการระบายข้าวครั้งนี้ได้รับการอนุมัติจาก คสช.แล้ว ดังนั้นอย่าคิดขัดขวางการทำงานของ อคส. และรัฐบาล

ขณะที่สมาคมผู้ตรวจสอบสินค้าเกษตรไทยระบุว่า ข้าวเสื่อมที่เตรียมเปิดระบายในครั้งนี้ จากการไปตรวจสอบคุณภาพข้าวในคลังที่นำมาเปิดประมูล ทั้งคลังที่กำแพงเพชร ชัยนาท นครสวรรค์ สุพรรณบุรี มีบางส่วนที่ยังสามารถนำมาปรับปรุง เพื่อการบริโภคของคนได้ เพราะคุณภาพยังดีอยู่ จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบซ้ำ เพื่อคัดแยกข้าวที่ได้คุณภาพ และไม่มีคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นห่วงว่า ถ้ารัฐยังขายข้าวคุณภาพที่บริโภคได้ ในราคาอาหารสัตว์ หรือราคาสำหรับนำไปใช้เป็นพลังงาน จะทำให้รัฐเสียหายมาก ซึ่งก่อนหน้านี้สมาคมฯ ได้ยื่นคัดค้านการระบายข้าวลอตนี้ไปแล้ว แต่รัฐบาลยังยืนยันที่จะเดินหน้าประมูลต่อไป.

 

รฟม.แจงแท่งเหล็กรถไฟฟ้าร่วงทับรถ เร่งสอบสาเหตุ-ดูแลผู้เสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 มี.ค. 2560 19:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/888137


ภาพจาก Pavorn Pram Thavornchan

รฟม.แจงแท่งเหล็กรถไฟฟ้าร่วงทับรถ เร่งสอบสาเหตุ พร้อมดูแลผู้เสียหาย ชี้ หากพบผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย จะมีบทลงโทษต่อไป…

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ชี้แจงกรณี อุบัติเหตุอุปกรณ์ช่วยยกคานรองรับทางวิ่งรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต หล่นลงมาบนถนนพหลโยธิน ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายโดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต (แท่งเหล็ก รฟม.สายสีเขียวร่วงทับรถเก๋งหน้าเมเจอร์รัชโยฯ ไม่มีผู้บาดเจ็บ)

เบื้องต้น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ส่งเจ้าหน้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ และได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายรถคันที่เสียหายออกจากบริเวณที่เกิดเหตุโดยทันที เพื่อลดผลกระทบด้านการจราจร พร้อมทั้งดูแลผู้เสียหายและดำเนินการรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น โดย รฟม.กำลังดำเนินการตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุนี้ และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป และหากพบว่าผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย จะกำหนดบทลงโทษผู้รับจ้าง พร้อมทั้งสั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้เข้มงวดมากที่สุด เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก.

 

สค.จับมือหอการค้าไทยและโคโลญเมสเซ่ประกาศความยิ่งใหญ่อาหารไทยในเวทีโลก ในงาน THAIFEX – World of Food Asia 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 17 มี.ค. 2560 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/887717


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จับมือ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ ประกาศความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารไทยในเวทีโลก ในงาน THAIFEX – World of Food Asia 2017 ดึงผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารร่วมออกงานคึกคักกว่า 2,000 ราย จาก 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมขยายพื้นที่จัดงานเกือบ 1 แสน ตร.ม. ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานมากกว่า 150,000 ราย มั่นใจไทยครองแชมป์ผู้จัดงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหารโลก

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า “อุตสาหกรรมอาหารของไทย เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา ไทยเป็นประเทศอันดับ 1 ที่ส่งออกสินค้าอาหารไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน และอันดับที่ 12 ของประเทศที่ส่งออกสินค้าอาหารไปทั่วโลก โดยอุตสาหกรรมอาหารสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 800,000 ล้านบาท สินค้าอาหารของไทยหลายรายการที่มีมูลค่าการส่งออกจัดอยู่ใน 5 อันดับแรกในตลาดโลก อาทิ ข้าว ไก่แปรรูป อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป กุ้งแช่แข็งและแปรรูป และเครื่องปรุงรส ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านวัตถุดิบที่หลากหลาย และผู้ประกอบการในภาคการผลิตมีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในทุกห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมอาหาร”

“เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหารโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในซุปเปอร์คลัสเตอร์ ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ โดยมุ่งเน้นที่จะเชิญชวนบริษัทผู้ผลิตหรือวิจัยพัฒนาอาหารชั้นนำของโลกมาลงทุนในกิจการด้านนวัตกรรมอาหารใน
ประเทศไทย และยังสนับสนุนให้บริษัทเอกชนไทยในทุกระดับได้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่สร้างมูลค่าอุตสาหกรรม
อาหารระดับโลก ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าผ่านการเจรจาเชิงรุก เพื่อเปิดตลาดและลดอุปสรรคทางการค้าภายใต้กรอบการเจรจาระดับต่างๆ ควบคู่ไปกับการร่วมพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง สามารถยกระดับการประกอบการไปสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้มแข็ง เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและส่งเสริมการส่งออกอุตสาหกรรมการเกษตรและ
อาหาร ให้สามารถแข่งขันและเป็นผู้นำในตลาดโลกได้”

ด้าน นายกลินท์ สารสิน รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า “อุตสาหกรรมอาหาร ถือเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตต่างๆ ทั้งจากภาคเกษตรกรรม การประมง ปศุสัตว์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งยังมีผลกระทบกับคนจำนวนมาก เนื่องจากมีห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เกี่ยวพันในหลากหลายธุรกิจ และเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ Local Content สูง มีผลกระทบด้านการจ้างงานและอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้ประกอบการอาหารของไทยจำนวนมาก ยังประสบปัญหาเรื่องการสร้างนวัตกรรม ทำให้มูลค่าจากการขายสินค้าไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น”

“การส่งออกอาหารในรูปของวัตถุดิบ คงไม่สามารถทำให้อุตสาหกรรมอาหารของเราเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ดังนั้น การสร้างนวัตกรรมที่อาศัยการวิจัยและพัฒนา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันส่งเสริม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ซึ่งในบางสินค้าสามารถเพิ่มมูลค่าได้เป็น 100 เท่า”

“สำหรับงาน THAIFEX – World of food ASIA เป็นอีกหนึ่งความพยายามของหอการค้าไทยและพันธมิตร ที่ต้องการจะพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านอาหาร ความสำคัญของงานคือการที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs จะได้เรียนรู้รูปแบบธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ จากต่างประเทศที่มาร่วมออกบูธในงาน ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาธุรกิจของตนได้ต่อไป นอกจากนั้น ยังมีโอกาสพบปะคู่ค้าทางธุรกิจเพื่อสร้างช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งยังมีโอกาสได้นำเสนอ
ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการจากทั่วโลกอีกด้วย โดยปีนี้จะมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมประมาณ 700 ราย โดยเป็น SMEs 520 ราย และมีรายใหม่อีก 180 ราย เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนถึง 38%”

ด้าน นายมาเธียส คุปเปอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคโลญเมสเซ่ จำกัด กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศเป็นอย่างมาก ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับประเทศในแถบอินโดจีน และกล่าวได้ว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนประตูของผู้ส่งออกและผู้นำเข้าอุตสาหกรรมอาหารจากทั่วโลก ซึ่งผู้เข้าชมงาน THAIFEX จะมีโอกาสเข้าถึงตลาดที่เกิดใหม่ในแถบอินโดจีน อาทิ กัมพูชา ลาว เมียนมา ฯลฯ เพราะงาน THAIFEX เปรียบเสมือนเวทีสำคัญที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทย ซึ่งเปี่ยมไปด้วยศักยภาพให้มีโอกาสเติบโตในภูมิภาค
เอเชียและตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของการปั้นให้ประเทศไทยเป็น “ครัวไทยสู่ครัวโลก : Kitchen of the World”

“งาน THAIFEX – World of Food Asia ในปีนี้ นอกจากการเพิ่มพื้นที่จัดงานเป็น 93,500 ตร.ม.แล้ว ในโซนของนิทรรศการยังเน้นการจัดแสดงสินค้าอาหาร 11 แนวโน้มเทรนด์อาหารโลก อาทิ อาหารมังสวิรัติ อาหารออร์แกนิก อาหารที่รับประทานด้วยมือ อาหารฮาลาล อาหารเพื่อสุขภาพ ฯลฯ รวมถึงการจัดแสดงผลิตภัณฑ์อาหารไทยมาตรฐานระดับส่งออก การันตีด้วยตราสัญลักษณ์ Thai Select และกิจกรรมไฮไลต์ต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ การโชว์ศิลปะการปรุงกาแฟลาเต้จากบาริสตาชื่อดัง การแข่งขันเมนูจานเด็ดจากเชฟนับพันคนเพื่อรับการคัดเลือกเข้าสู่รอบ 2018 World Congress”

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศขอเชิญชวนผู้ผลิต ผู้นำเข้า-ส่งออกและผู้สนใจร่วมชมงาน THAIFEX – World of Food Asia 2017 วันเจรจาธุรกิจระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม–2 มิถุนายน 2560 เวลา 10.00–18.00 น. และวันจำหน่ายปลีกวันที่ 3-4 มิถุนายน 2560 เวลา 10.00–20.00 น. ณ อาคารชาแลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 และอาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 1-6 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ www.ditp.go.th  www.thaitradefair.com และ www.worldoffoodasia.com หรือ สายด่วนการค้าระหว่างประเทศ 1169