ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 14:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918272

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 14:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918272

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 13:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918242

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 เม.ย. 2560 11:46
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/919171


http://www.thairath.co.th/clip/120235
เมื่อ 21 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ช็อกชาวฝรั่งเศส ขณะเหลืออีก 3 วันจะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรก ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 เม.ย. เมื่อมีมือปืนชายคนหนึ่งก่อเหตุอุกอาจลงจากรถ และยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งอยู่ในรถตู้อยู่ริมถนนฌ็องเซลิเซ กลางกรุงปารีส เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของคืนวันที่ 21 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น จนทำให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 2 นาย ก่อนเขาจะถูกตำรวจวิสามัญยิงปลิดชีพ ในที่เกิดเหตุว่า สำนักข่าวเอพีได้มีการเผยแพร่ภาพมือปืนผู้ลงมือก่อเหตุออกมาเป็นครั้งแรกแล้ว โดยอ้างจากแหล่งข่าวระบุว่า มือปืนรายนี้ชื่อว่า นายคาริม ชูร์ฟี อายุ 39 ปี ซึ่งเคยมีประวัติก่อคดีอาญามายาวนาน และล่าสุด นายชูร์ฟียังต้องโทษจำคุกนานถึง 15 ปี จากความผิดในคดีพยายามฆ่า และเพิ่งถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำเมื่อปี 2559

ซีเอ็นเอ็น เผยว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นมือปืนก่อเหตุยิงตำรวจรายนี้เป็นชาวฝรั่งเศส เคยก่อเหตุยิงตำรวจเมื่อปี 2544 หลังจากโดนตำรวจเรียกให้เขาหยุดรถ โดยระหว่างที่เขาถูกควบคุมตัวไปสอบปากคำ ปรากฏว่านายชูร์ฟียังก่อเหตุฉวยปืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายหนึ่ง และเหนี่ยวไกยิงถึง 3 นัด จนถูกตัดสินจำคุกในข้อหาพยายามฆ่า ขณะที่จากการตรวจสอบประวัติเคยก่อเหตุคดีอาญา แต่เป็นคดีเกี่ยวกับการปล้น

ขณะที่ เว็บไซต์มิร์เรอร์ รายงาน อ้างข่าวจากสถานีโทรทัศน์ BFMTV ว่า ก่อนหน้าที่นายชูร์ฟีจะลงมือก่อเหตุยิงตำรวจในกรุงปารีส จนเขาถูกตำรวจวิสามัญยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุนั้น นายชูร์ฟีได้เคยเตือนไปยังหน่วยข่าวสารทางโทรเลข ว่ากำลังต้องการสังหารตำรวจด้วย
ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุร้ายแรงในกรุงปารีสเพียง 3 วัน ก่อนถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ด้านกลุ่มติดอาวุธ รัฐอิสลาม หรือไอซิส ได้อออกมาอ้างผ่านเว็บไซต์ข่าว Amaq ฝ่ายสื่อของไอซิสว่า นายชูร์ฟี คือ ‘ทหารแห่งคอลีฟะห์’ และระบุชื่อทางทหารของเขาว่า คือ ‘อาบู ยูซูฟ ชาวเบลเยียม’ ขณะที่ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์แห่งฝรั่งเศส กล่าวถึงมูลเหตุจูงใจของการก่อเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ว่า เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย.

ข่าวเกี่ยวข้อง
ไอซิสอ้างส่งนักรบยิงตร.ตาย 1 เจ็บ 2 ที่ฌ็องเซลิเซ ก่อนโดนวิสามัญฯ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 เม.ย. 2560 09:34
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918986

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Royal Thai Embassy – Paris, France – สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส‘ ระบุ ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์คนร้ายเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศสในย่านนักท่องเที่ยวบริเวณถนน Champs-Elysées กรุงปารีส ในช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันนี้ (20 เมษายน 2560) โดยล่าสุด ทางการฝรั่งเศสประกาศว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตหนึ่งคนนั้น
สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอประกาศแจ้งข่าวดังกล่าวให้ทราบทั่วกันด้วยความห่วงใยและขอให้คนไทยที่พำนักอยู่หรือที่จะเดินทางมาในกรุงปารีส รวมถึงบริเวณใกล้เคียง หลีกเลี่ยงบริเวณดังกล่าว เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางสัญจรในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงติดตามข่าวของทางการและสื่อมวลชนของฝรั่งเศสอย่างใกล้ชิด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ไอซิสอ้างส่งนักรบยิงตร.ตาย 1 เจ็บ 2 ที่ฌ็องเซลิเซ ก่อนโดนวิสามัญฯ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 06:00
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918865

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 เม.ย. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918595

คล้อยหลังไม่นาน เจ้าภาพผู้นั้น กลับมานั่งที่โต๊ะอาหารตัวเดิมอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยปาก บอกกับ แขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญผู้นั้น ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจัง ว่า…
“ท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ผมเพิ่งสั่งยิง ขีปนาวุธ โทมาฮอว์ก 59 ลูก ถล่ม ซีเรีย!”

และแม้แทบจะในทันที ที่เกิดการถล่มดังกล่าว รัสเซีย ชาติมหาอำนาจที่เป็นพันธมิตรสำคัญ ของซีเรีย ได้ออกคำสั่งเคลื่อนเรือรบ เข้าประกบ กองเรือที่เป็นฝ่ายยิงมหามิตรของตัวเอง พร้อมกับประกาศคำขู่ที่รุนแรงว่า
อย่าได้คิดทำแบบนั้น อีกเป็นอันขาด! ชายผู้ออกคำสั่ง ก็ได้หาหวาดกลัวไม่

หลังส่งแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญกลับประเทศได้ไม่นาน เจ้าภาพงานเลี้ยงผู้นั้น ได้ประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ทั่วกัน ผ่านทาง ทวิตเตอร์ ว่า
“หาก จีน ไม่สามารถจัดการกับเกาหลีเหนือได้ สหรัฐฯ และพันธมิตร จะเป็นคนทำมันเอง!”
พร้อมกันนี้ ยังได้สั่งการให้ ฐานทัพลอยน้ำ เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ คาร์ล วินสัน เบนเข็มจากเป้าหมายเดิมที่จะไปซ้อมรบที่ประเทศออสเตรเลีย มุ่งหน้าไปคาบสมุทรเกาหลีแทนทันที

และหากเพียงเท่านี้ ชาวโลกยังระทึกขวัญกันไม่พอ ชายผู้ออกคำสั่งคนเดิม ยังคงเดินหน้าข่มขวัญฝ่ายตรงกันข้ามและชาวโลกที่เริ่มตื่นกลัวต่อไป คราวนี้ หวยไปออกที่ อัฟกานิสถาน ระเบิดยักษ์ ฉายา Mother of all bombs (มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง) ถูกหย่อนถล่มที่ซ่อนตัวใต้ดินของกลุ่มไอซิส จนแหลกเป็นจุณ!

เรื่องราวที่ราวกับพลอตหนัง ในภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่มันคือเรื่องจริง! โดยการนำแสดงของ ชายผู้มีชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีผู้นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้มีอำนาจสูงที่สุดในโลก ได้ยังไม่ถึง 100 วันดี และยังเป็นคนเดียวกับ ชายคนหนึ่งที่ให้สัญญากับอเมริกันชน เอาไว้ในช่วงหาเสียงก่อนหน้านี้ว่า Make America Great Again
ฤา พฤติการณ์ก้าวร้าว ข่มขวัญ แถมหมิ่นเหม่ต่อการทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ของท่านผู้นำทรัมป์ ในครั้งนี้ จะทำให้ Make America Great Again ได้กระนั้นหรือ?
เหตุใดชายผู้ประกาศปาวๆ ว่า สหรัฐฯ จะเลิกยุ่งกับปัญหาของชาติอื่นๆ นับจากนี้ต่อไป ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ จะต้องดูแลตัวเอง เพราะอเมริกา จะเน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องของคนในชาติเป็นลำดับแรก ถึงได้เปลี่ยนท่าที 180 องศา จนทำให้ชาวโลกหวาดผวาต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือหนักกว่านั้น อาจถึงขั้นมีการเปิดฉากใช้อาวุธนิวเคลียร์กันล่ะ?
และเหตุใด สหรัฐอเมริกา จึงต้องออกแรงเบ่งกล้ามโชว์อาวุธข่มขู่ ซีเรีย เกาหลีเหนือ จีน และรัสเซีย ในคราวเดียว ด้วยยุทธการที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอตั้งชื่อว่า Trump’s Attack กันล่ะ?
ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะได้ให้ 3 ผู้เชี่ยวชาญมาค่อยๆ ถอดรหัส ยุทธการ Trump’s Attack กันทีละเปลาะ ว่า จริงๆแล้ว ท่านผู้นำทรัมป์ ดำเนินยุทธการนี้ ด้วยสาเหตุอะไร และเป้าสำคัญที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง คืออะไร?
และแน่นอน คำถามสำคัญที่แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ สนใจใคร่อยากรู้…
มันจะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือ สงครามนิวเคลียร์ล้างโลก ได้หรือไม่?
มองผ่านมุม จีน และเกาหลีเหนือ

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ประมวลดูแล้ว สงครามแบบเต็มรูปแบบ ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ หรือสงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้หรอก”
ผศ.ดร.นภดล ชาติประเสริฐ ที่ปรึกษาศูนย์เกาหลีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้คลุกคลีวงในสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีมาเป็นเวลานาน เริ่มต้นให้ความเห็น กับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์
อย่าว่าแต่ จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เลย แม้แต่จะเกิดสงครามขนาดย่อมๆ ก็น่าจะยังเป็นไปได้ยาก
แต่อย่างไรก็ดี ด้วยท่าทีในปัจจุบัน ที่ยั่วยุกันไปกันมา มันก็อาจจะมีปะทะกันได้อยู่บ้าง เล็กๆ น้อยๆ แบบจำกัดขอบเขต เช่น ยิงเรือ ยิงปืนใหญ่ถล่มกัน หรือแม้กระทั่งยิงจรวดข้ามพรมแดนใส่กันในบางจุด หากเป็นแบบนี้ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะเวลายั่วยุกันมากๆ เข้า ในอดีตที่ผ่านมา ก็มักจะเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นได้บ้างเหมือนกัน
หากเกิดสงครามขึ้น ลูกพี่ใหญ่ของเกาหลีเหนือ อย่างจีน จะยังนิ่งอยู่ได้กระนั้นหรือ?
ผศ.ดร.นภดล ให้ความเห็นในประเด็นนี้ กับทีมข่าวฯ ว่า ส่วนตัวคิดว่า จีน ไม่น่าจะเข้าไปร่วมวงช่วยเกาหลีเหนือแบบเต็มตัว เพราะ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ตั้งแต่ขึ้นครองอำนาจ มีท่าทีและการส่งสัญญาณออกไปค่อนข้างชัดเจนว่า แม้จะต้องการให้ระบอบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของเกาหลีเหนือดำรงอยู่ต่อไป เพื่อเป็นรัฐกันชน มิให้ สหรัฐอเมริกา และพันธมิตรที่ใกล้ชิด อย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ขยายอิทธิพลเข้ามาประชิดบ้านของตัวเองมากไปกว่าที่เป็นที่อยู่
แต่การคงอยู่ของเกาหลีเหนือ ต้องเป็นไปในแบบที่จีน ต้องการจะให้เป็นด้วย คือเป็นแบบจีน ที่แม้ระบบการเมืองจะยังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ แต่ก็จะมีการเปิดประเทศ ทำมาค้าขายกับชาวโลก
แต่แน่นอน จีน ไม่พึงปรารถนาที่จะให้ เกาหลีเหนือ พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และขีปนาวุธระยะไกล ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน นั่นเป็นเพราะ….
จะเท่ากับ เป็นการเรียกแขก ที่จีนไม่พึงปรารถนา ซึ่งก็คือ สหรัฐอเมริกา เข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายบนคาบสมุทรเกาหลี โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง ความเกเรเกตุงของเกาหลีเหนือ เป็นปฐมเหตุ
นอกจากนี้ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น พันธมิตรสำคัญของสหรัฐอเมริกาเอง ก็จะมีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล สำหรับการสะสมอาวุธเพื่อเพิ่มศักยภาพกองทัพตัวเองให้มากขึ้นด้วย

ระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD อาวุธทางยุทธศาสตร์ ที่ พญามังกร ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง
นอกจากนี้ สิ่งที่จีนไม่อาจยอมได้ ทางยุทธศาสตร์ทางการทหาร ก็คือ การที่สหรัฐอเมริกา จะใช้ข้ออ้างเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ติดตั้ง ระบบป้องกันขีปนาวุธ Terminal High Altitude Area Defense หรือ THAAD เทคโนโลยีชั้นสูงทางการทหาร ของ กองทัพสหรัฐอเมริกา บนดินแดน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพราะนั่นจะเท่ากับ สหรัฐฯ สามารถตรวจสอบการเคลื่อนไหวขีปนาวุธนิวเคลียร์ของจีน ได้ชนิดจ่อคอหอย จนเสียยุทธศาสตร์ขีปนาวุธนิวเคลียร์ตัวเอง

ซึ่งหากไปถึงจุดนั้นจริง อาจทำให้ดุลอำนาจบนคาบสมุทรเกาหลีที่จีน เป็นชาติใหญ่ยักษ์บิ๊กเบิ้ม แปรเปลี่ยนไป และจีนก็จะกลายเป็นผู้เสียผลประโยชน์ไปโดยปริยาย
ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ จีน จึงได้เริ่มนโยบายที่จะกดดันต่อเกาหลีเหนือ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การยุติการค้าขายถ่านหิน การสั่งบริษัทนำเที่ยว งดจัดทัวร์ไปเที่ยวประเทศเกาหลีเหนือ และแม้กระทั่งสั่งงดเที่ยวบินระหว่าง กรุงปักกิ่ง กับกรุงเปียงยาง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างรุนแรง
แต่ที่สำคัญจริงๆ ก็คือ บนเวทีองค์การสหประชาชาติ จีน ไม่ได้แสดงตัวว่าโอบอุ้มเกาหลีเหนือแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ชนิดห้ามแตะต้อง เวลาเกิดกรณีพิพาทกับชาติอื่นๆ เช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว
ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเครื่องสะท้อนว่า ไพ่สำคัญใบหนึ่งบนคาบสมุทรเกาหลี ของจีน เริ่มชักจะมีต้นทุนที่แพงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจจะไม่คุ้มเสี่ยงที่จะเก็บไว้ต่อไป
จีน สหรัฐฯ เริ่มจับมือเฉพาะกิจ เล่นบท ทั้งขู่และปลอบ หลังเกาหลีเหนือ เริ่มออกท่าแข็งขืน
นอกจากนี้ การหารือระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในประเด็นปัญหาเรื่องเกาหลีเหนือเอง ล่าสุด ก็ดูเหมือนจะลงตัวได้ในระดับหนึ่ง คือ หากจีนสามารถทำให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ลงได้จริง สหรัฐอเมริกา ก็จะไม่ทำอะไรที่เลยเถิดมากไปกว่านี้
เมื่อสองยักษ์ใหญ่จับมือพูดคุยกันลงตัว แถมเล่นบทบาทรับส่งกัน เป็น Good cop Bad Cop อีกคนหนึ่งขู่ อีกคนหนึ่งปลอบ ทุกอย่างจึงน่าจะลงตัวอยู่
ส่วนเบื้องลึกของการเล่นบทบาทที่สอดรับกันได้เนียนตาแบบนี้ ทั้งสหรัฐอเมริกา และจีน จะมีการเจรจาต่อรอง เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในเรื่องใดอีกชั้นหนึ่งหรือไม่นั้น เวลานี้ ยังไม่มีความกระจ่าง
พญามังกร ยังคงมีอิทธิพล สามารถบัญชาอะไรต่อมิอะไร กับ เกาหลีเหนือได้อยู่หรือไม่?
ผศ.ดร.นภดล ตอบคำถามในประเด็นนี้ ว่า จีนยังสั่งเกาหลีเหนือได้ แต่ สั่งได้จำกัด ไม่ได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์
เหตุผลที่สำคัญก็คือ…
หลังสิ้นสุดสงครามเย็น สหภาพโซเวียตล่มสลาย ประเทศที่นิยมระบอบคอมมิวนิสต์ ค่อยๆ หดหายลงไปจากแผนที่โลกเรื่อยๆ จนปัจจุบัน เหลืออีกเพียงไม่กี่ประเทศ เช่น จีน คิวบา และเวียดนาม แถมปัจจุบัน ประเทศที่ว่านี้ ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป เริ่มมีการเปิดประเทศ โดยเฉพาะเรื่องระบบเศรษฐกิจที่เป็นทุนนิยมมากขึ้น มิใช่ใช้หลักของระบอบคอมมิวนิสต์จ๋า เหมือนเช่น เกาหลีเหนือ อีกต่อไปแล้ว
เกาหลีเหนือ จึงรู้สึกว่า กำลังโดดเดี่ยว ออกจากสังคมโลก
สหรัฐฯ เที่ยวไล่เปลี่ยนผู้นำประเทศคู่ขัดแย้ง ตัวกระตุ้น เกาหลีเหนือ ต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ป้องกันตัว
นอกจากนี้ การที่สหรัฐอเมริกา เอะอะเป็นยกกำลังทหารไปถล่มประเทศที่ขัดแย้งกับตัวเอง หรือเข้าไปร่วมแทรกแซง เพื่อเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้ง หลายครั้งหลายครา เช่น ที่ อิรัก อัฟกานิสถาน ลิเบีย และล่าสุดที่ ซีเรีย
เกาหลีเหนือ จึงเกิดความรู้สึก ทั้งโดดเดี่ยวและไม่ไว้วางใจ ท่าทีของโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา มากขึ้นๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางเลือกเดียวของเกาหลีเหนือ คือ ต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ พอเสียทีกับการยืมจมูกจีน เพื่อหายใจและมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะกับจีนในปัจจุบัน ที่แทบจะเรียกได้ว่า เป็นทุนนิยมเกือบจะเต็มรูปแบบ แถมยังมีท่าทีอี๋อ๋อกับศัตรูตัวฉกาจ อย่างสหรัฐอเมริกา เสียเหลือเกิน
เพราะ เกาหลีเหนือ จะไปรู้ได้อย่างไรว่า ในอนาคต นโยบายของจีนที่มีต่อเกาหลีเหนือ จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่? และจะรู้ได้อย่างไรว่า จีนจะไม่เอาเกาหลีเหนือ ไปเป็นเครื่องเซ่นสังเวย เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อะไรบางอย่าง?
เพราะก็อย่างที่ เราๆ ท่านๆ ทราบกันดีกว่า ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศนั้น ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร
และนั่นคือคำตอบของคำถามที่ว่า เหตุใด เกาหลีเหนือจึงต้องมีอาวุธนิวเคลียร์
ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ ณ เวลานี้ แม้ เกาหลีเหนือ จะได้รับความกระทบกระเทือนจากมาตรการต่างๆ ที่จีนใช้กดดัน แต่เกาหลีเหนือใช่ว่าจะยอมรับฟังหรือทำตามที่จีนสั่งเสียทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์

วิเคราะห์พลังทำลายล้าง จาก อาวุธนิวเคลียร์ ของเกาหลีเหนือ
พูดกันตามตรง อาวุธนิวเคลียร์ที่เกาหลีเหนือมีทั้งหมด น่าจะมีเทคโนโลยีที่ตามหลัง สหรัฐอเมริกา อยู่ประมาณ 60 ปี หากเปิดฉากยิงถล่มกันจริงๆ สหรัฐอเมริกา ก็อาจจะไม่เป็นอะไรเลย หรือได้รับความเสียหายบ้าง หรือหากร้ายที่สุด ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ ในฐานะพันธมิตรใกล้ชิด และอยู่ใกล้กับเกาหลีเหนือ ก็อาจจะได้รับเคราะห์แทนสหรัฐอเมริกาอย่างหนัก
แต่ ฝ่ายเกาหลีเหนือ นี่สิ…จะถูกทำลายพินาศย่อยยับไม่มีชิ้นดีแน่นอน
และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ จนถึง ณ เวลานี้ ก็ยังไม่มีข้อมูลใดที่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่า เกาหลีเหนือ สามารถพัฒนาศักยภาพถึงขนาดติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์บนขีปนาวุธของตัวเอง เพื่อนำไปใช้โจมตีศัตรูได้แล้วหรือยังกันแน่?
ฉะนั้น ส่วนตัวมั่นใจว่า เกาหลีเหนือ จะไม่มีทางเป็นฝ่ายลงมือใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีก่อนแน่นอน เว้นเสียแต่ถูกรุกรานจนอยู่ในสภาพจนตรอก ไม่เหลือทางเลือกอื่นใดแล้ว
นั่นแหละ…เกาหลีเหนือ จึงจะขอยอมกอดคอตายไปพร้อมกับศัตรู
ซึ่งจุดนี่แหละ ที่โลกตะวันตกเอง ก็จับจุดได้เช่นกัน ฉะนั้น แม้จะพยายามฮึ่มฮั่มใส่เกาหลีเหนือมากมายขนาดไหน แต่ก็จะไม่ถึงขั้นรุกไล่ จนกระทั่งเกาหลีเหนือ ไม่มีที่ยืนแน่นอน
แต่…ผู้นำเกาหลีเหนือ คาดเดาใจได้ยาก?
ผมไม่คิดเช่นนั้นนะ! ผศ.ดร.นภดล ตอบด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำในประเด็นนี้
เอากันจริงๆ ภาพที่เกาหลีเหนือถูกสร้างโดยสื่อของโลกตะวันตกนั้น เต็มไปด้วยอคติ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เกาหลีเหนือ สามารถดำเนินนโยบายทางการทูตเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่ขัดแย้งได้เหนือชั้นมาแล้วหลายครั้ง
พูดง่ายๆ ว่า รู้จักวิธีเอาตัวรอด รู้จักจังหวะจะโคน รู้จักว่า…เวลานี้ควรรุก เวลานี้ควรถอย ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงสู่ความพินาศย่อยยับ
มองผ่านมุม พญาอินทรี สหรัฐอเมริกา
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์สถานการณ์ต่างประเทศ มองผ่านเลนส์ มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ให้ทีมข่าวฯ ฟังว่า
ความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้น จาก นโยบายของสหรัฐอเมริกา ยังไม่น่าจะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้
เพราะหากมันจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีปัจจัยสำคัญ คือ ชาติมหาอำนาจ คือ สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย เกิดขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ระหว่างกัน จนกระทั่งไม่สามารถเจรจาเพื่อหาทางออกได้

แต่สำหรับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน กรณีที่เกิดขึ้นที่ประเทศซีเรีย ซึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนขึ้นมานั้น เห็นได้ชัดว่า…
สหรัฐฯ และรัสเซีย ยังไม่ได้ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนกระทั่งน่ากังวล นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ยังเป็นที่กังขา ถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในครั้งนี้อีกด้วย ว่า ตกลงแล้ว เอาจริงมากสักแค่ไหนกันแน่?
“หากใครยังนึกภาพไม่ออก ขอยกตัวอย่างกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า ได้สั่งขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ถึง 59 ลูก ยิงถล่มเข้าใส่สนามบินของกองทัพซีเรีย ซึ่งก็มีทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพรัสเซียประจำการอยู่ด้วย …

แต่จากภาพถ่ายดาวเทียม กลับเห็นได้ชัดว่า สนามบินแห่งนั้น ได้รับความเสียหายน้อยมาก แถมคล้อยหลังอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็สามารถกลับมาใช้ปฏิบัติการทางการทหารได้เป็นปกติ
คำถามคือ … มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?
แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ อีกเพียงไม่กี่วันต่อมา กองทัพสหรัฐฯ ก็ได้โชว์แสนยานุภาพทางการทหารอีกครั้ง โดยการหย่อนระเบิด mother of all bombs ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรง ถล่มสถานที่ ที่อ้างว่าเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มไอซิส ในประเทศอัฟกานิสถาน
คำถามที่น่าสนใจสำหรับประเด็นนี้ก็คือ หากสหรัฐฯ คิดจะรุกเข้าไปในซีเรีย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเผชิญหน้ากับรัสเซียอย่างจริงจัง เหตุใด ทำเนียบขาว จึงไม่สั่งใช้ mother of all bombs ที่สนามบินของกองทัพซีเรีย ที่มีทหารรัสเซียประจำการอยู่กันล่ะ? เหตุใดจึงเลือกใช้ ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ซึ่งสามารถสั่งการให้ล็อกเข้าถล่มเป้าหมายที่ต้องการอย่างแม่นยำราวกับจับวางได้แทน…
หรือนั่นเป็นเพราะ ใช้โทมาฮอว์ก มันสามารถควบคุม ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความสูญเสียได้?

และนอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือ หลังจากเหตุถล่มสนามบินที่ซีเรีย สหรัฐฯ ส่ง นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บินไปมอสโก ซึ่งทั้งๆ ที่ รัสเซีย ควรจะแสดงความไม่พอใจออกมา แต่ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กลับยังยอมให้ ผู้แทนจากวอชิงตัน ได้เข้าพบอยู่
ฉะนั้น พูดได้เลยว่า ความขัดแย้ง ณ ขณะนี้ ระหว่าง สหรัฐฯ และรัสเซีย ยังไม่ได้ถึงขั้น “ความร้าวฉานที่เลยเถิด” อย่างที่ใครๆ พากันกังวล
Trump’s Attack แค่กลบการเมืองภายใน กำจัดจุดอ่อน ข้อหาโปรรัสเซีย
อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ วิเคราะห์เงื่อนปมต่อไปว่า …ในความเห็นส่วนตัว จึงรู้สึกว่า การปฏิบัติการทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งที่ซีเรียและเกาหลีเหนือ ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
เป็นเพียงเกมการเมือง เพื่อพยายามดับความขัดแย้งภายในสหรัฐฯ และกลบกระแสความล้มเหลวทางการเมืองของตัวเองเท่านั้น
เพราะในห้วงเกือบ 100 วัน ที่นั่งเป็นผู้นำสหรัฐฯ ทรัมป์ เจอฝ่ายตรงข้าม ซึ่งก็มีทั้ง สื่อมวลชน สภาคองเกรส หรือแม้กระทั่งคนในพรรครีพับลิกันด้วยกัน ที่มองว่า ท่านประธานาธิบดีมีสัมพันธ์แนบชิดกับมอสโกมากเกินไป “ต่อต้าน” จนประสบความล้มเหลวในการผลักดันนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ก่อนหน้านี้เกือบทั้งหมด กระทั่งเรียกได้ว่า เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย แทบจะบริหารประเทศไม่ได้
ฉะนั้น จึงเป็นที่มาของ การกำจัด “จุดอ่อน” เรื่องโปรรัสเซีย ของตัวเองลงเสีย
ที่น่าสังเกตอีกข้อคือ เมื่อ ทรัมป์ เดินเกมซึ่งหากจะพูดกันตรงๆ ค่อนข้างหมิ่นเหม่ต่อการทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายในบ้านของตัวเอง เพราะสั่งการถล่มโดยยังไม่ผ่านความเห็นของสภาคองเกรส แต่ไฉน บรรดาผู้ที่เคยต่อต้านในทุกนโยบายของ ทรัมป์ กลับนิ่งเฉยหรือบางคนถึงขั้นออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้าในเรื่องที่เกิดขึ้น
เอาล่ะ คำถามต่อมาคือ การดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ของ ทรัมป์ ได้รับการสนับสนุนอย่างมาก สหรัฐฯ จะรุกคืบเข้าไปในซีเรีย ดินแดนอารักขาของ รัสเซีย มากขึ้นไปกว่านี้ไหม? …
ส่วนตัวก็คิดว่า “ไม่” เพราะหากไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลซีเรีย ที่ รัสเซีย อุ้มชูอยู่ ก็ย่อมจะทำให้สงครามกลางเมืองในซีเรียขยายตัวออกไปอีก หากเป็นเช่นนั้น คำถามคือ ปัญหาเรื่องผู้อพยพหนีภัยสงคราม
ทั้งสหรัฐฯ และโลกตะวันตก ที่ทุกวันนี้ก็แทบจะรับไม่ไหวกันอยู่แล้วนั้น จะยังแฮปปี้ที่จะเจอปัญหาเดิมอีกหรือไม่
Oil diplomacy คำตอบ ไฉน สหรัฐฯ ต้องง้อ รัสเซีย
ลึกๆ แล้ว สหรัฐฯ และรัสเซีย กำลังพยายามจับมือกัน เพื่อบริหารจัดการราคาน้ำมันโลกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากสังเกตกันดีๆ ปัจจุบัน สหรัฐฯ เริ่มขุดน้ำมันของตัวเองขึ้นมาใช้อย่างจริงจังแล้ว ทั้งๆ ที่ในอดีต มีนโยบายเก็บของตัวเองไว้ก่อน แล้วนำเข้าน้ำมันจากนอกประเทศมาใช้โดยตลอด นั่นเป็นเพราะ สหรัฐอเมริกา คงจะเล็งเห็นแล้วว่า อีกไม่นาน “น้ำมัน” อาจจะไม่มีค่าอีกต่อไป เพราะกำลังจะถูกพลังงานทดแทนอื่นๆ เข้ามาแทนที่
ฉะนั้น เมื่อต้องเร่งขุดน้ำมัน แต่ในขณะเดียวกัน ต้องทำให้มีราคาดี เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ สหรัฐอเมริกา จะไม่ร่วมมือกับ รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย ได้อย่างไรกัน …
เพราะ 3 ประเทศ นี้คือผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก หากมาร่วมมือกัน จะสามารถผลิตน้ำมันได้รวม 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ทั้งโลกรวมกัน ขุดขึ้นมาได้ 90 ล้านบาร์เรลต่อวัน
วิเคราะห์ เกมพญาอินทรี กางกรงเล็บจิก กดดัน เกาหลีเหนือ
“ประเด็นนี้ล่อแหลมกว่าเยอะ” รศ.ดร.สมภพ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอกหนักใจ
เพราะจุดยืนของสหรัฐฯ ชัดเจนมาโดยตลอดว่า เกาหลีเหนือต้องยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่เงื่อนปมเรื่องนี้กุญแจสำคัญ คือ จีน และ รัสเซีย หากจีนและรัสเซียยังพูดคุยกับเกาหลีเหนือได้อยู่ ก็ไม่น่าเป็นกังวลมากนักหรอก เพราะเกาหลีเหนือ ยังจะพอฟัง 2 ชาตินี้อยู่บ้าง และที่สำคัญ ท่าทีของสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ในปัจจุบัน ยังเป็นไปในลักษณะ “เกทับบลัฟแหลก” ผ่านเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพและรัฐบาลของกันและกันอยู่
ฉะนั้น หากทั้งสองฝ่ายไม่มีใครทำอะไรเลยเถิด โดยเฉพาะฝ่ายเกาหลีเหนือ ไม่ไปท้าทาย สหรัฐอเมริกา ชาติมหาอำนาจที่ไม่มีวันจะยอมเสียหน้า โดยการไปทดลองขีปนาวุธขึ้นมาอีก ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นได้แน่นอน
END GAME ปูทางสู่การกลับมาเปิดโต๊ะเจรจา 6 ฝ่าย อีกครั้ง
ปัจจุบัน ส่วนตัวมีความเชื่อมั่นว่า บรรดาผู้นำของประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ที่วอชิงตัน สร้างขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เกาหลีเหนือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กำลังมีการเจรจากันอย่างลับๆอยู่ เพื่อปูทางไปสู่การเปิดโต๊ะเจรจา 6 ฝ่าย เพื่อยุติปัญหาต่างๆ บน คาบสมุทรเกาหลี ที่เคยล้มเลิกไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาอีกครั้ง
และหากสังเกตดีๆ เมื่อเร็วๆ นี้ เกาหลีเหนือ เพิ่งจะตั้งหน่วยงานพิเศษ ที่จะนำไปสู่การเจรจาในประเด็นเรื่องการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ซึ่งอาจเป็นการเปิดช่องทางครั้งสำคัญ ที่จะนำไปสู่การพูดคุยกับคู่ขัดแย้งต่างๆ ก็เป็นได้
มองผ่านมุมมอง พญาหมีขาว รัสเซีย

ดร.กัณฐัศศา พงษ์หิรัญ ผู้อำนวยการโครงการรัสเซียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์แนวคิด รัสเซีย ให้ทีมข่าวฟังว่า …ช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัสเซีย มีการแสดงออกที่ชัดเจนมากว่า
ต้องการ ล้มล้างระบบขั้วอำนาจเดียว ของสหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินมาตั้งแต่ สหภาพโซเวียตล่มสลาย ให้ไปเป็นระบบ หลากหลายขั้วอำนาจ เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันแทน
หากสังเกตให้ดี จะพบว่าปัจจุบัน รัสเซีย และจีน มีการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปูทางไปสู่การร่วมมือกัน วางระเบียบใหม่โลก แทนที่จะปล่อยให้ สหรัฐฯ บรรลุความต้องการในการวางระเบียบใหม่ของโลก ได้ด้วยตัวเองเพียงฝ่ายเดียว
เหตุใดต้องค้ำบัลลังก์ ผู้นำซีเรีย ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ ไม่ต้องการ
ในประเด็นนี้ ดร.กัณฐัศศา ให้ความเห็นว่า จุดประสงค์สำคัญของรัสเซีย ในเรื่องนี้ คือ ต้องการรักษาอิทธิพลของตัวเอง บนดินแดนตะวันออกกลางเอาไว้ จากความพยายามรุกคืบขยายอิทธิพล ของสหรัฐอเมริกา ขณะที่ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศนั้น เครมลิน ต้องการแสดงนัยทางการเมือง อวดบนเวทีโลกด้วยว่า กำลังให้การสนับสนุน การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเห็นได้จากการอ้างเสมอๆ ว่า ที่รัสเซีย เข้าไปให้ความช่วยเหลือในซีเรียนั้น เป็นเพราะได้รับการร้องขอจากรัฐบาลที่ถูกต้อง
ด้วยเหตุนี้ รัสเซีย จึงประกาศชัดเจนมาโดยตลอดว่า สหรัฐอเมริกา ห้ามแตะต้อง รัฐบาลซีเรีย ที่นำโดย บาร์ชาร์ อัล-อัสซาด อย่างเด็ดขาด
รัสเซีย กับการเผชิญหน้า สหรัฐอเมริกา บนคาบสมุทรเกาหลี
ผู้อำนวยการโครงการรัสเซียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองในประเด็นนี้ว่า หากจะว่ากันจริงๆ แล้ว ในทางภูมิรัฐศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ซีเรีย ยังอยู่ห่างไกลจากรัสเซียมากกว่าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นที่เกาหลีเหนือมากนัก เพราะรัสเซียมีพรมแดนติดต่อกันกับจีนซึ่งอยู่ใกล้กับเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือ และ รัสเซีย มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด
ฉะนั้น รัสเซีย คงจะไม่อยู่เฉยแน่ๆ หาก สหรัฐอเมริกา มีท่าทีที่จะรุกคืบกับ เกาหลีเหนือ มากกว่าที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้
ซึ่งนั่นเท่ากับว่า หากสหรัฐอเมริกา คิดจะทำอะไร เกาหลีเหนือ ก็อาจจะต้องเผชิญหน้ากับ 2 ผู้อุปถัมภ์สำคัญ คือ จีน และรัสเซีย ด้วย
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน
เครดิตภาพ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918861

ฟอร์บระบุด้วยว่า ทรัพย์สินรวมกันของเหล่าเศรษฐีทั้ง 200 อันดับเพิ่มขึ้นจาก 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 460,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ จำนวนมหาเศรษฐีก็เพิ่มจาก 77 เป็น 96 คน ทั้งนี้ เพราะเงินรูเบิลแข็งค่าขึ้นสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับราคาตลาดเหล็กกล้าเติบโตดี.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 เม.ย. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918881

การเลือกตั้งคราวนี้คาดเดาผลลัพธ์ได้ยากเพราะ เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อน สถานการณ์ดูเหมือนว่าศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของแดนน้ำหอมครั้งนี้จะเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างนาง มารีน เลอ แปง หัวหน้าพรรค ‘แนวหน้าแห่งชาติ’ และนาย เอมมานูเอล มาครอง ผู้สมัครอิสระ
แต่ในขณะที่การลงคะแนนรอบแรกกกำลังจะมาถึง กลับเกิดคลื่นลูกใหม่คือนาย ฌอง-ลุค เมลองชอง ตัวแทนพรรคฝ่ายซ้ายทำคะแนนนิยมตีตื้นขึ้นมาด้วยความเร็วที่ไม่ธรรมดา นอกจากนี้ ยังมีนาย ฟรองซัวส์ ฟิยง อดีตตัวเก็งอันดับ 1 ที่ถูกมรสุมด้านคดีความรุนเร้า แต่ยังคงไม่ยอมแพ้โดยไม่ต่อสู้เป็นคู่แข่งที่ไม่อาจมองข้ามได้อีก 1 คน
รู้จัก 4 ตัวเก็งเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส
1. มารีน เลอ แปง จากพรรค ‘แนวหน้าแห่งชาติ’ (FN)

มารีน เลอ แปง ลูกสาวของนาย ฌอง-มารี เลอ แปง ผู้ก่อตั้งพรรคแนวหน้าแห่งชาติ เป็นผู้แทนจากพรรคฝ่ายขวาจัดที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสมากที่สุดในรอบ 15 ปี ด้วยความเป็นผู้สมัครหัวประชานิยมและชาตินิยมสายแข็ง ชูนโยบายต่อต้านการรับผู้อพยพเข้าประเทศ เช่นเดียวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างพลิกความคาดหมายของคนทั้งโลก
เลอ แปง ในวัย 48 ปี ต้องการพาฝรั่งเศสออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เหมือนที่สหราชอาณาจักรทำมาแล้ว, ออกจากความตกลงเชงเกน ให้ฝรั่งเศสกลับมาควบคุมพรมแดนของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง และผลักดันเรื่องการออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ด้วย เธอยังต้องการหยุดรับผู้อพยพชั่วคราว และจำกัดจำนวนการรับผู้อพยพเข้าเมืองไว้ที่ 10,000 คนต่อปี รวมทั้งประณามกระแสโลกาภิวัติน์ และให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับพวกอิสลามหัวรุนแรง
“การรับผู้อพยพจำนวนมากไม่ใช้โอกาสสำหรับฝรั่งเศส มันเป็นโศกนาฏกรรมสำหรับฝรั่งเศส” เลอ แปง บอกกับกลุ่มผู้สนับสนุนเมื่อวันจันทร์ “บางครั้งชาวฝรั่งเศสก็มีสิทธิน้อยว่าชาวต่างชาติ แม้จะเป็นผู้ที่เข้ามาอย่างกฎหมายผิด” ซึ่งหากเธอชนะการเลือกตั้ง เธอจะกลายเป็นประธานาธิบดีฝ่ายขวาจัดคนแรกในประวัติศาสสหภาพยุโรป
2. เอมมานูเอล มาครอง ผู้สมัครอิสระ

คู่แข่งที่คู่คี่ที่สุดของนางเลอ แปง ก็คือ เอมมานูเอล มาครอง ผู้สมัครอิสระสายกลาง วัย 39 ปีผู้นี้ ซึ่งผลโพลชี้ว่า หากเขาหลุดไปถึงการลงคะแนนเสียงรอบ 2 กับนางเลอ แปง ในวันที่ 7 พ.ค. เขาจะเป็นผู้ที่ได้รับชนะ และจะทำให้เขากลายเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์
มาครอง ไม่ได้เป็นส.ส. และไม่เคยลงสมัครเลือกตั้งมาก่อน แต่การไต่เต้าทางการเมืองของเขานั้นไม่ธรรมดา จากนักเรียนปัญญาเลิศผู้หวังอยากเป็นนักลงทุนธนาคาร ได้เข้าทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ โอลลองด์ ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกิจการดิจิตอล, อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ในปี 2014
อย่างไรก็ตาม หลังจากเขาก่อตั้งพรรค ‘เอ็น มาร์เค’ ในปี 2016 และประกาศตัวเป็นกลาง สถานะของเขาในรัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคสังคมนิยมก็เริ่มไม่มั่นคง ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ก่อนจะประกาศตัวลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีนโยบายแนวเสรีนิยม แต่ยังเน้นส่งเสริมเศรษฐกิจและสนับสนุนการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เขายังต้องการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของฝ่ายกลาโหมและตำรวจ รวมถึงเพิ่มเงินเดือนครูด้วย
3. ฌอง-ลุค เมลองชอง จากกลุ่มเคลื่อนไหว ‘ลา ฟรองซ์ อินซูมีส’ (ฝรั่งเศสยอมสยบ)

ฌอง-ลุค เมลองชอง ม้ามืดวัย 65 ปี จากฝ่ายสังคมนิยมผู้นี้ ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ก้าวขึ้นมาแย่งคะแนนจากผู้สมัครรายอื่นๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างแท้จริง หลังคะแนนนิยมของเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟังในการโต้อภิปรายทางโทรทัศน์ และใช้ภาพโฮโรแกรมของตัวเองช่วยในการหาเสียง ทำให้เหมือนกับว่าเขาสามารถปรากฏตัวในหลายสถานที่ได้พร้อมๆ กัน
เมลองชองใช้การพูดที่เสน่ห์ และเป็นกันเอง มัดใจผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงอายุน้อย นอกจากนี้ เขายังเสนอจะมอบสิ่งที่ชาวฝรั่งเศสกำลังต้องการหากเขาชนะการเลือกตั้ง คือ การเปลี่ยนแปลง แต่อาจไม่ถูกใจทุกฝ่าย โดยเขาต้องการผลักดันให้ฝรั่งเศสออกจากการเป็นสมาชิกนาโต และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เขายังต้องการเจรจาเรื่องกฎหมายของสหภาพยุโรปใหม่ และเรียกร้องให้มีการจัดการลงคะแนนเสียงประชามติถามประชาชนว่าฝรั่งเศสความออกจากอียูหรือไม่ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎข้อบังคับ
ขณะที่นโยบายอื่นๆ ของเขารวมไปถึง การเพิ่มรายได้ขั้นต่ำ, เพิ่มการเก็บภาษีคนรวย จำกัดเวลาทำงานต่อสัปดาห์ไว้ที่ 35 ชั่วโมง และช่วยเหลือชาวฝรั่งเศสกลุ่มล่างมากขึ้น
4. ฟรองซัวส์ ฟิยง จากพรรค ‘รีพับลิกัน’

ฟิยง ผู้ชนะการเลือกหัวหน้าพรรค รีพับลิกัน เหนือนายนิโคลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส เคยเป็นตัวเก็งอันดับ 1 ในผลโพลเลือกตั้งแทบทุกสาขา จนกระทั่งการหาเสียงของเขาต้องสะดุดลงเมื่อภรรยาและลูก 2 คนของเขา ถูกกล่าวหาว่ารับเงินค่าจ้างจากรัฐทั้งที่ไม่ได้ทำงานจริงๆ แต่นายฟิยงยืนยันว่า ภรรยาของเขาทำงานเป็นผู้ช่วยเขามานานถึง 15 ปี ส่วนลูกๆ ก็ทำงานในตำแหน่งเดียวกันนาน 6-15 เดือน
ถึงกระนั้น ข้อกล่าวหานี้ก็ส่งผลกระทบต่อความนิยมในตัวเขาอย่างร้ายแรง ทว่ายังไม่หลุดจากวงโคจรของการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยตอนนี้คะแนนนิยมของเขาตามหลังนางเลอ แปง และนายมาครอง ไม่มาก นอกจากนี้ ทีมหาเสียงของเขายังมั่นใจว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้
ในด้านนโยบาย ฟิยงซึ่งปัจจุบันมีอายุ 62 ปี เป็นนักการเมืองสายกลางขวา เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกิจการดิจิตอล, อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ในยุครัฐบาลซาร์โกซี ทำให้เขาคุ้นเคยกับการทำงานในภาพการเงินของประเทศเป็นอย่างดี และเป็นที่รู้จักจากการบังคับใช้นโยบายรัดเข็มขัด
การเลือกตั้งครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ฟิยง ต้องการแก้กฎหมายทั้งของฝรั่งเศสและยุโรปซึ่งจำกัดเวลาทำงานไว้ที่ 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์, ลดการใช้งบประมาณ 1 แสนล้านยูโร และลดการจ้างเจ้าหน้าที่รัฐลง 5 แสนตำแหน่ง, ยกเลิกภาษีคนรวยและลดการรับผู้อพยพเป็นต้น

ความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง
สำหรับชาวยุโรปที่กำลังรับมือกับเรื่องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสถือเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะมีผู้สมัครตัวเก็งอย่างน้อย 2 คน ที่ต้องการพาฝรั่งเศสออกจากสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ก็หมายความว่า อียูเสีย 2 สมาชิกที่มั่งคั่งและมีประชากรมากที่สุดไป
ขณะที่ผู้กระทบต่อสกุลเงินยูโรมีหลากหลาย เช่นตัวเก็งอันดับ 1 อย่างนางเลอ แปง ต้องการทอดทิ้งสกุลเงินยูโรและบังคับใช้เงินฟรังซ์ฝรั่งเศสใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบมากกว่า ยูเคออกจากอียูเสียอีก เพราะฝรั่งเศสเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ในยูโรโซน ส่วนนายมาครองต้องการให้ชาติสมาชิกยูโรโซนที่เข้มแข็ง มอบงบประมาณให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ เพื่อผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมกันทางการเงิน ซึ่งหากสำเร็จเงินยูโรก็สามารถเข้มแข็งขึ้นได้
สำหรับชาวแอฟริกาและตะวันออกกลาง ดูเหมือนประตูสู่ฝรั่งเศสของพวกเขาจะปิดลงแล้วไม่ว่าตัวเก็งคนใดจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากประเด็นเรื่องผู้อพยพ โดยเฉพาะจากชาติมุสลิม ถือเป็นเรื่องใหญ่สุดที่ถูกพูดถึงในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลังเกิดเหตุก่อการร้ายบ่อยครั้งในยุโรป โดยผู้สมัครบางคนต้องการลดการรับผู้อพยพ ขณะที่บางคนถึงกับหยุดรับชั่วคราวเลยทีเดียว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 21 เม.ย. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918060

ศุกร์วันนี้ 08.30-12.00 น. พูด “อนาคตท้องถิ่นไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0” ที่โรงแรมรอยัล พาราคลิฟฟ์ บีช ระยอง จัดโดยสมาคมนักบริหารและพนักงานส่วนท้องถิ่น
เสาร์พรุ่งนี้ 09.00-12.00 น. พูด “เกษตรบริการในโลก 4.0” ที่ศูนย์เครือข่ายรัฐวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์อุบลราชธานี 52 อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
ตั้งแต่ พ.ศ.2556 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศโครงการหนึ่งแถบเศรษฐกิจหนึ่งเส้นทาง หรือ One Belt, One Road (OBOR) โดยเปิดเส้นทางบกสายไหมเก่ายุคโบราณที่จีนค้าขายกับเอเชียและยุโรปและเส้นทางสายไหมใหม่ทางทะเล จีนก็อัดเงิน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1,400,000 ล้านบาท) เข้าไปในกองทุนเส้นทางสายไหมอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่สหรัฐฯ รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศในทวีปยุโรปวุ่นวายขายปลาช่อนกับสงครามความขัดแย้งและผู้ลี้ภัย จีนใช้พลังของตนส่วนใหญ่พัฒนาเส้นทางสายไหมใหม่อย่างจริงจัง เพื่อเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน การค้า นโยบาย การเงิน และประชาชนของ 64 ประเทศ 4,000 ล้านคน ร้อยละ 40 ของจีดีพีโลก ทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา และยุโรป เข้าเป็นแถบเศรษฐกิจเดียวกันทั้งทางบกและทางทะเล
ถ้าแถบเศรษฐกิจประสบความสำเร็จ จีนก็จะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจอย่างแท้จริง มหาอำนาจที่มีทั้งพระเดชและพระคุณ ไม่เหมือนกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่มักจะใช้พระเดชเข้าไปบริหารจัดการความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆมากกว่าพระคุณ
14-15 พฤษภาคม 2560 จีนจะจัดงานใหญ่ในรอบทศวรรษที่ชื่อว่างานการประชุมสุดยอดเส้นทางสายไหม วันก่อน หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน ออกมาบอกกับโลกเองว่า ประธานาธิบดีปูตินมางานนี้แน่นอน โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นาวาซ ชารีฟ นายกฯปากีสถาน ฮุน เซน นายกฯกัมพูชา นาจิบ ราซัค นายกฯมาเลเซีย ฯลฯ ก็จะมา
สหรัฐฯทำทีพีพีเพราะต้องการเตะจีนออกจากวงเศรษฐกิจ ตอนที่จีนตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) สหรัฐฯก็ต่อต้านหนัก เที่ยวโพนทะนาสาธยายว่าธนาคารใหม่ที่นำโดยจีนนี้ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีความโปร่งใส
แต่เมื่อจีนทำหนึ่งแถบเศรษฐกิจหนึ่งเส้นทาง (OBOR) สหรัฐฯ ก็แบะๆ ทำอะไรจีนไม่ได้ เพราะจีนฉลาดที่ดึงเอาทรัพยากรทางการคมนาคมโบราณซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของตนมาเป็นตัวตั้ง เส้นทางสายไหมที่จีนนำมาเป็นหลักเพื่อใช้ต่อยอดนั้น เกิดก่อนสหรัฐฯมากมายหลายพันปี เก่าแก่จนสหรัฐฯ ไม่มีความชอบธรรมที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์
เส้นทางสายไหมทั้งทางบกทางทะเลซึ่งมารวมเป็นแถบเดียวกันนี้ กินพื้นที่ทั้งทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา OBOR นี่แหละครับที่จีนสามารถจะใช้เตะสหรัฐฯออกจากวงโคจรมหา-อำนาจเบอร์ 1 ทางเศรษฐกิจโลกได้อย่างช้าๆ
แม้ว่าเส้นทางสายไหมใหม่จะวิ่งไปในพื้นที่ของ 64 ประเทศ แต่ผู้อ่านท่านครับ ที่เราฟังจากการแถลงของหวัง อี้ ทำให้ทราบว่าจะมีตัวแทนจากมากถึง 110 ประเทศ เข้าประชุมการประชุมสุดยอดเส้นทางสายไหมในเดือนหน้านี้
ในวันแถลงงานการประชุมสุดยอด หวัง อี้ ไม่พูดถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลียแม้แต่คำเดียว อาจจะเป็นเพราะ 3 ชาตินี่เป็นคอหอยลูกกระเดือกกับสหรัฐฯ ตอนที่จีนเป็นแม่งานตั้ง AIIB ก็ญี่ปุ่นนี่แหละครับ ที่ออกมาค้านจีนตามสหรัฐฯ แถมยังบอกให้ชาติต่างๆ หันไปใช้บริการของธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเพิ่มขึ้น
อุปสรรคอย่างหนึ่งในงานการประชุมสุดยอดที่จะจัดในเดือนหน้านี้ก็คือประธานาธิบดีปูตินออกมายืนยันแล้วว่าข้าไปร่วมแน่นอน ทำให้หลายประเทศในทวีปยุโรปลังเล เพราะบางคนอาจจะไม่ชอบพฤติกรรมของปูตินจากกรณีซีเรียและไครเมีย
ผู้อ่านท่านคงจะนึกออกนะครับ ว่า 2 ปีที่แล้ว จีนจัดสวนสนามครั้งใหญ่เพื่อฉลองการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง 70 ปี ทั้งที่สงครามโลกเป็นความหายนะร่วมกัน ทำให้บางประเทศตัดสินใจไม่ไปร่วมงาน และแสดงความไม่สบายใจที่ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียเดินทางไปร่วมงาน
แม้ว่าสิ่งที่จีนปฏิบัติในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ อาจจะทำให้หลายประเทศอึดอัดคัดใจ
แต่เรื่องเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นสิ่งที่นานาประเทศอ้าแขนรับครับ.
นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 21 เม.ย. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918000

โดยเฉพาะรสนิยมของการบริโภคสินค้า ทั้งเรื่องกิน & ดื่ม ของสดๆ ใหม่ ที่อิมพอร์ตจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย แต่ “จีน” ก็เป็นที่เลื่องลือเรื่องสารพัดปลอม
ทำให้ผู้ผลิต 2 ประเทศ สรรหาทีมมาพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันของปลอม โดยติดตั้งระบบติดตาม ใส่รหัส ไว้คอยสกัดกลุ่มพ่อค้าขี้โกงที่ สร้างความเสียหายไปทั่วโลกราวปีละ 40,000 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 1.3 ล้านล้านบาท จากเดิมที่มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง HP กับห้างวอลมาร์ต ซึ่งล่วงหน้าติดตั้งไปแล้ว
เพราะมูลค่าการส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ไปยังจีน นับแต่ปี 2550 อัพขึ้นสี่เท่าตัวเป็น 12,000 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ ส่วนใหญ่เน้นไปในเรื่องอาหารการกินกับเครื่องดื่ม ขณะที่สินค้าส่งออกของออสเตรเลียเป็นสินค้าทางการเกษตร มากกว่า 5 ปีก่อนหน้า 2 เท่าตัวเป็น 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
โดยผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน สามารถใช้แอพพลิเคชั่น “WeChat” ของจีนเอง สแกนว่าสินค้าที่วางขายนั้น ต้นทางผลิตมาจากไหน อาลีบาบา เองก็เริ่มนำร่องตั้งระบบติดตามและเซ็นสัญญากับ บ.ฟอนเทอร์รา ผู้ผลิตนมรายใหญ่ในกีวี และวิตามินเสริม “แบลคมอร์ส” จากออสเตรเลียไปแล้ว
ส่วนที่เมืองโอ๊คแลนด์ ณ กีวี มร.วอลเกอร์ จง ผู้บริหาร บริษัทโอเชียเนีย เนเชอรัล ผู้ผลิตน้ำผึ้งแท้ บอกว่าเขาใช้การเรียนรู้นิสัยช็อปปิ้ง พฤติกรรมใช้สื่อโซเชียลมีเดีย และการชอบเข้าร้านสะดวกซื้อของคนจีน แล้วสร้างระบบสแกนนิ่งของตัวเอง ด้วยต้นทุน 1 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์
แต่ไม่ว่าจะพยายามอุดทุกจุดให้พ้นจากเหล่าจอมโจรฉกไอเดียยังไงก็ไม่พ้นกลโกงแก้เกมกลับ เพราะแม้แต่กล่องแพ็กเกจจิ้งยังก๊อปจนเหมือนจริง ผู้ส่งออกเนื้อก็ยังจัดส่งแบบไม่ได้บรรจุหีบห่อให้กับลูกค้า “หนทางเดียวที่จะพิสูจน์จริงได้ก็คือเทสต์ครับ” มร.จงกล่าวไว้…
ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ