นายกฯสวีเดนยันก่อการร้าย!ขับรถบรรทุกพุ่งชนกลางกรุงสตอกโฮล์มตายเจ็บอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 22:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907970


ผู้ก่อการร้าย ขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนกลางแหล่งช็อปปิ้งดัง กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย บาดเจ็บจำนวนมาก ด้านนายกรัฐมนตรีสวีเดน ระบุชัด ก่อการร้าย ด้านตร.สามารถจับผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 1 ราย

บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำประเทศเบลเยียมรายงาน เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 7 เม.ย. (เวลาท้องถิ่น) เกิดเหตุผู้ก่อการร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนที่บริเวณศูนย์การค้าใกล้กับย่ายถนนคนเดินกลากรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน หน่วนงานด้านความมั่นคงของสวีเดน (Säpo) ได้ยืนยันเหตุการณ์ ขณะที่สถานีวิทยุของราชการ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว จำนวน 3 คน

โฆษกของหน่วยงานด้านความมั่นคงสวีเดน ระบุว่า “มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก” ทางการกำลังทำการสืบหาบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเหตุก่อการร้ายในครั้งนี้
โศกนาฏกรรมเกิดขึ้น เมื่อเวลาก่อน 13 นาฬิกาเล็กน้อย (18 น.เวลาประเทศไทย) ใกล้กับศูนย์การค้าใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับถนนที่ตัดกับถนนคนเดินที่เป็นย่านที่มีคนพลุกพล่านมากที่สุดของกรุงสตอกโฮล์ม

มีกลุ่มควันดำพวยพุ่งออกมาจากจุดที่เกิดเหตุ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการปิดกั้นเป็นเขตห้ามเข้า กองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีเฮลิคอปเตอร์บินวนเวียนอยู่เหนือกรุงสตอกโฮล์ม

ทั้งนี้มีรายงานว่า การจราจรโดยรถไฟใต้ดินได้หยุดให้บริการ เหตุก่อการร้ายเกิดใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน T-Centralen ที่รถไฟใต้ดินหลายสายวิ่งผ่าน

ล่าสุด มีรายงานว่า ตร.สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน แต่ยังไม่สามารถระบุว่าได้ว่า จำนวนผู้ก่อเหตุมีมากกว่า 1 คนหรือไม่

โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น บริเวณถนนดร็อตต์นิงกาตันกลางกรุงสตอกโฮล์ม ล่าสุด นายกรัฐมนตรีสเตฟาน ลอฟเว่น ของสวีเดนระบุว่า ทุกอย่างบ่งชี้ว่าเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นนี้เป็นการก่อการร้าย ทั้งนี้ ตำรวจสวีเดนจับกุมผู้ต้องสงสัย 1 คน แต่ไม่เผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ขณะที่บริษัท Spendrups เจ้าของรถบรรทุกคันที่ถูกใช้ก่อเหตุ เผยกับสื่อท้องถิ่น ว่า รถบรรทุกคันดังกล่าว ถูกขโมยในวันเดียวกันก่อนหน้านี้ ขณะที่คนขับกำลังลงไปขนของลงจากรถ โดยถูกปล้นมาจากชานกรุงสตอร์กโฮล์ม ขณะกำลังบรรทุกสินค้าส่งร้านอาหาร โฆษกบริษัทขนส่ง Spendrups ระบุ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของสวีเดน ที่ระบุว่าได้ยินเสียงคล้ายเหตุยิงปืนที่บริเวณพื้นที่อื่นของกรุงสตอลโฮล์ม แต่ไม่ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับเหตุรถบรรทุกพุ่งชนคนหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การใช้รถบรรทุกเป็นเครื่องมือในการก่อการร้ายของกลุ่มรัฐอิสลามที่ใช้มาหลายครั้งในหลายเมือง อาทิ 14 ก.ค. 2016 ที่เมืองนีซ 19 ธ.ค. 2016 พุ่งชนตลาดคริสต์มาสกลางกรุงเบอร์ลิน 22 มี.ค. 2017 รัฐสภาอังกฤษกลางกรุงลอนดอน

 

ราคาทองไทยเสาร์ 8 เม.ย. ลดลงบาทละ 100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 เม.ย. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908230


สมาคมค้าทองคำแจ้งปรับราคาทองคำประจำวันลดลงบาทละ 100 ทำให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ส่วนทองรูปพรรณราคารับซื้ออยู่ที่…

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศปรับราคาทองประจำวัน โดยลดลงบาทละ 100 บาท ทำให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 บาท ขายออกบาทละ 20,600 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 บาท ขายออกบาทละ 21,100 บาท.

 

ได้ฤกษ์เคาะทีโออาร์ทางคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908090


นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ กรรมการและรักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด รฟท. มีมติเห็นชอบร่างเงื่อนไขการประมูล (TOR) งานโยธาและระบบราง รถไฟทางคู่ เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กิโลเมตร วงเงิน 8,500 ล้านบาท คาดว่าจะประกาศเชิญชวนเอกชนให้เข้าร่วมการประมูลปลายเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งจะรู้ผลผู้ชนะการประมูลสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ โดยจะลงนามในสัญญาก่อสร้าง ก.ค.และเริ่มก่อสร้างช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตามในขั้นตอนจากนี้ รฟท.เสนอร่าง TOR ให้คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) พิจารณาก่อนนำขึ้นเปิดรับฟังความเห็นบนเว็บไซต์ รฟท. ในวันที่ 10 เม.ย.นี้ จากนั้นจะนำความเห็นมาประมวลเพื่อปรับปรุงร่าง TOR และเปิดรับฟังความเห็นครั้งที่ 2 ใช้เวลาอีก 4 วันทำการ

ทั้งนี้การรับฟังความเห็นร่าง TOR เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ หากไม่มีการแปลงในสาระสำคัญ บอร์ด รฟท.จะนำร่าง TOR สัญญาโยธาและระบบรางของรถไฟทางคู่ อีก 4 โครงการรวม 9 สัญญา ขึ้นรับฟังความคิดเห็นบนเว็บไซต์ เพราะ TOR สัญญางานโยธาทุกฉบับใกล้เคียงกัน แต่ รฟท.ต้องเสนอร่าง TOR ทั้งหมดให้บอร์ดเห็นชอบก่อนนำไปประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมประมูล หากเป็นไปตามขั้นตอนปกติ บอร์ด รฟท.ต้องเห็นชอบร่าง TOR ฉบับละ 3 ครั้งถึงเปิดประมูลได้ “ตั้งเป้าว่าจะจัดทำร่าง TOR งานโยธาเสร็จสัปดาห์ละ 1 โครงการ หรือแล้วเสร็จทั้งหมด 10 สัญญา 5 โครงการภายในต้นเดือน พ.ค.นี้ ส่วน TOR ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณอีก 3 สัญญาจะพิจารณาอีก 1-2 เดือนหลังจากนั้นต้องรอให้งานโยธาคืบหน้าไปแล้ว 6 เดือน จึงเข้าพื้นที่ติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ”

สำหรับรถไฟทางคู่ 9 เส้นทาง ระยะทาง 2,217 กิโลเมตร วงเงิน 390,000 ล้านบาท ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน (Action Plan) ปี 2560 ที่ต้องเสนอให้บอร์ด รฟท.ทบทวนด้วยนั้น จะยังไม่สามารถเสนอให้ทบทวนรถไฟทางคู่ทั้ง 9 เส้นทางในครั้งนี้อาจจะเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดครั้งต่อไป.

 

ต่างชาติหอมกรุ่นกลิ่นอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908086


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังจากนายเจฟฟรี่ย์ ดี.ไนการ์ด ประธานหอการค้าสหรัฐฯ นำคณะนักลงทุนสหรัฐฯเข้าหารือ ว่า ประธานหอการค้าสหรัฐฯระบุว่า นักลงทุนสหรัฐฯที่อยู่ในไทย 700 บริษัท มูลค่าลงทุนขณะนี้รวม 40,000 ล้านบาท สนใจลงทุนในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมการบิน และคอมพิวเตอร์ เช่น บริษัท ซีเกทเทคโนโลยี จำกัด บริษัท ไอบีเอ็ม จำกัด และได้สอบถามรายละเอียดสิทธิประโยชน์ต่างๆของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน “นักลงทุนสหรัฐฯในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น ค่ายฟอร์ด ก็ไม่ได้ถามเรื่องกฎหมายควบคุมการโดยสารรถกระบะ โดยเฉพาะการนั่งโดยสารในบริเวณแค็บ ซึ่งผมเชื่อว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าใจในเรื่องนี้ เพราะจะส่งผลดีต่อความปลอดภัยของประชาชน และเชื่อมั่นการผลิตรถกระบะต่อไป จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์มาหารือทำความเข้าใจแต่อย่างใด”

นอกจากนี้ หอการค้าสหรัฐฯยังสนใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานประชารัฐของรัฐบาลซึ่งตนได้แจ้งไปว่า จะให้มาเข้าร่วมในชุดที่ตนร่วมทำงานอยู่ เช่น คณะทำงานด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ, คณะทำงานด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (เอสเอ็มอี และสตาร์ต อัพ) จากก่อนหน้านี้มีคณะทำงานของหอการค้าญี่ปุ่นแล้ว.

 

พาณิชย์พาผู้ส่งออกบุกตลาดข้าวฟิลิปปินส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908082


นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้กรมได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเดินทางเยือนสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เพื่อหารือกับองค์การอาหารแห่งชาติของฟิลิปปินส์ (เอ็นเอฟเอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่นำเข้าข้าวและผู้นำเข้าข้าวภาคเอกชน ซึ่งผลจากการหารือกับประธานเอ็นเอฟเอพบว่า ในปีนี้เอ็นเอฟเอมีแผนจะนำเข้าข้าวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิม 450,000 ตัน ในปี 59 เพิ่มเป็น 1-1.3 ล้านตัน ในปี 60 เพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเอ็นเอฟเอ เปิดประมูลนำเข้าข้าวเป็นชนิดข้าวขาว 25% แต่ในปีนี้ จะพิจารณาเปิดประมูลเพื่อนำเข้าข้าวคุณภาพดีขึ้น เช่น ข้าวขาว 5% 10% และ 15% ในปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งการที่เอ็นเอฟเอนำเข้าข้าวคุณภาพดีเพิ่มมากขึ้นจะส่งผลดีต่อการส่งออกข้าวของไทยทั้งในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) หรือเอกชนต่อเอกชน เพราะจะทำให้มีตลาดขนาดใหญ่มารองรับผลผลิตข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ และเป็นสัญญาณเชิงบวกกระตุ้นราคาข้าวไทยทั้งระบบและส่งผลถึงราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรจะได้รับด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการเดินทางมาเยือนฟิลิปปินส์ครั้งนี้ นอกจากกรมได้นำผู้แทนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยหารือกับผู้นำเข้าข้าวภาคเอกชนของฟิลิปปินส์เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเจรจาธุรกิจการค้าแล้ว ผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์แจ้งว่าข้าวไทยยังได้รับการยอมรับในตลาดฟิลิปปินส์และต้องการนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย.

 

“สมคิด”เมิน“ทรัมป์”เกมล่าแกะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908076


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีการลงนามในคำสั่งพิเศษเพื่อดำเนินการตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับ 16 ประเทศนั้น ได้ประชุมร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยแล้ว เพื่อประเมินและเตรียมการซึ่งเห็นตรงกันว่า ยังไม่ควรตกอกตกใจเกินเหตุ เพราะยังไม่มีการระบุชื่อประเทศที่สหรัฐฯขาดดุลการค้าด้วย อีกทั้งทางสหรัฐฯจะใช้เวลา 90 วัน ในการหาข้อมูล ประเทศไทยเองก็ยินดีให้ข้อมูล และอยากเชิญสหรัฐฯมารับข้อมูลด้วย

“หากยังจะมาเล่นเกมหมาป่าลูกแกะ หาเรื่องพาล เราเข้มแข็งพอและไม่มีอะไรต้องกลัว เราไม่ได้ทำผิดอะไร โครงสร้างเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะส่งออก กระจายตัวมาก โดยส่งออกไปสหรัฐฯ เพียง 10% ที่สำคัญบริษัทอเมริกันเองด้านอิเล็กทรอนิกส์ ก็ผลิตในไทยส่งออกไปสหรัฐฯเพื่อผลิตต่อ ซึ่งช่วยการจ้างงานคนอเมริกัน อุตสาหกรรมอื่นๆหากแกล้งเราทั้งที่เราไม่ผิด เชื่อว่าเอกชนไทยหาตลาดอื่นได้ ด้านลงทุนและท่องเที่ยวก็ไม่มีปัญหา แต่ทั้งหมดนี้เราบริสุทธิ์ใจและพร้อมให้ข้อมูล
ไม่ใช่เรื่องต้องตื่นตระหนก และรัฐบาลไม่ประมาท”

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.2560 อยู่ที่ 76.8 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และสูงสุดรอบ 24 เดือน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 54.5 เพิ่มขึ้นจาก 53.8 ในเดือน ก.พ.2560 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 85.9 เพิ่มขึ้นจาก 84.8 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 มาอยู่ที่ 65.1 สูงสุดในรอบ 15 เดือน เพิ่มขึ้นจาก 64.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 71.4 จาก 70.3 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 93.8 เพิ่มจาก 92.8

“จากค่าดัชนีที่ออกมาทำให้เห็นภาพเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบอ่อนๆ เพราะยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ เช่น สินค้าเกษตรบางรายการที่ราคายังทรงตัวในระดับต่ำ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน จากนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผลกระทบจาก Brexit ที่ยังไม่ชัดเจน เป็นตัวกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค”.

 

สงกรานต์นี้คนไทยจ่ายลืมจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908072


เงินสะพัด 1.27 แสนล้านบาทสูงสุดรอบ 12 ปี

ม.หอการค้าไทย คาดสงกรานต์ปีนี้เงินสะพัด 1.27 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.53% ชี้คนนำเงินเดือนมาใช้จ่ายมากขึ้น จากที่ผ่านมาใช้เงินออม สะท้อนผู้บริโภคเริ่มรับรู้การมีเงินในกระเป๋าเพิ่ม ส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว ด้านกรมการท่องเที่ยวชวนเที่ยวประเพณีเทศกาลสงกรานต์เชิงวัฒนธรรมใน 15 จังหวัด หวังช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้คาดว่าจะมีการใช้จ่ายเงิน อยู่ที่ 127,693 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.53% สูงสุดในรอบ 12 ปีนับตั้งแต่ทำการสำรวจมา แต่อัตราการขยายตัวไม่สูงมากนัก เพราะประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ จึงทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายอยู่บ้าง

ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เมื่อเทียบกับปีก่อนนั้น ผู้ตอบส่วนใหญ่ 65.2% ตอบว่า มีการใช้เงินเพิ่มขึ้น จากปีก่อนที่มีคนตอบใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 40.1% โดยให้เหตุผลของการใช้เงินเพิ่มขึ้นว่าเป็นช่วงวันหยุดยาว รายได้เพิ่มขึ้น สินค้าและบริการมีราคาแพงขึ้นจึงต้องใช้เงินมากขึ้น, ส่วนอีก 22.1% ตอบว่า ใช้จ่ายลดลง เพราะต้องการประหยัด สินค้าและบริการมีราคาแพงขึ้นจึงเข้มงวดเรื่องการใช้จ่าย และมีรายได้ลดลง โดยบรรยากาศภาพรวมเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ส่วนใหญ่ 53.1% ยังบอกว่า สนุกสนานเหมือนเดิม

นอกจากนี้ ผู้ตอบ 71.6% ระบุว่า มีแผนการใช้จ่ายในเรื่องการท่องเที่ยวอยู่ ซึ่งผู้ตอบ 90.1% มีแผนจะท่องเที่ยวในประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,951.76 บาท/คน ส่วนอีก 9.9% มีแผนเที่ยวต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และยุโรป โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 75,300 บาท/คน ขณะที่ที่มาของเงินที่ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ส่วนใหญ่ 67.4% ตอบว่า มาจากเงินเดือน, 14.3% มาจากเงินออม, 10.8% มาจากโบนัส และ 3% มาจากเงินกู้ ซึ่งโครงสร้างของที่มาของเงินที่ใช้จ่ายในปีนี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยพบว่ามีการใช้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนที่มีผู้ตอบว่าใช้เงินเดือนอยู่ที่ 34% ขณะที่ผู้ตอบว่าใช้เงินออมในปีนี้ลดลงจากปีก่อนที่มีผู้ตอบ 34.4%

“ปีนี้ที่มาของเงินที่นำมาใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงไป โดยประชาชนที่ตอบว่านำเงินเดือนมาใช้มากขึ้น จนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2550 ที่เศรษฐกิจไทยโต 5% สะท้อนว่า คนเริ่มมีรายได้ มีเงินในกระเป๋ามากขึ้น พอที่จะใช้เป็นฐานการใช้จ่ายได้ จึงพอตีความได้ว่า เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว

ส่วนกรณีการเข้มงวดความปลอดภัยในการเดินทางด้วยการให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารรัดเข็มขัดนิรภัย หรือห้ามบรรทุกผู้โดยสารหลังรถกระบะนั้น นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปีนี้มากนักเพราะรัฐผ่อนคลายกฎระเบียบให้แล้ว ต้องรอดูว่าปีหน้าจะดำเนินการอย่างไร ขณะนี้จึงยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน

ขณะที่นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยวได้สนับสนุนการจัดกิจกรรมประเพณีสงกรานต์ใน 15 จังหวัด โดยเน้นกิจกรรมส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงขอเชิญชวนประชาชนให้ท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ให้สนุก ปลอดภัย และได้สืบสานประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น และเป็นการท่องเที่ยววิถีไทย ตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมสงกรานต์ที่กรมการท่องเที่ยวเข้าไปสนับสนุนใน 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน มหาสารคาม นครราชสีมา มุกดาหาร สกลนคร ระยอง และยะลา แต่ละโครงการใน 15 จังหวัด ที่กรมการท่องเที่ยวเข้าไปสนับสนุน ล้วนแล้วแต่ยังยึดถือประเพณีวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม จึงขอเชิญชวนคนไทยเที่ยวงานเทศกาลสงกรานต์เชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะได้ประสบการณ์ในรูปแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนด้วย

สำหรับการจัดงานที่สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละแห่ง เช่น งานประเพณีสงกรานต์ของเทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 11-13 เม.ย. 2560 มีการแสดงนาฏศิลป์ รำวงย้อนยุค ดนตรีไทย และวงดนตรีลูกทุ่ง, ประเพณีสงกรานต์นุ่งผ้าเมือง ปลอดเหล้าเบียร์ จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 12-16 เม.ย.2560 ภายในงานมีขบวนแห่นางสงกรานต์ของชุมชน มีการแข่งขันบั้งไฟ การเล่นน้ำตามวัฒนธรรม รวมทั้งพิธีบวงสรวงเสาหลักเมืองน่าน และโครงการประเพณีสงกรานต์ (ปี๋ใหม่เมืองลำปาง) วันที่ 9-13 เม.ย.2560 ภายในงานมีจัดขบวนแห่สลุงหลวง การอัญเชิญองค์พระคู่บ้านคู่เมือง เป็นต้น.

 

ไปเที่ยวเช็กก่อน 15 จังหวัดเตรียมจัดงานสงกรานต์ สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 23:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907937


กรมการท่องเที่ยวสนับสนุนการจัดงานประเพณีเทศกาลสงกรานต์เชิงวัฒนธรรมใน 15 จังหวัด ขอเชิญชวนประชาชนท่องเที่ยวร่วมฉลองสงกรานต์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น และช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล

นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยวได้สนับสนุนการจัดกิจกรรมประเพณีสงกรานต์ใน 15 จังหวัด โดยเน้นกิจกรรมส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จึงขอเชิญชวนประชาชนให้ท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ให้สนุก ปลอดภัย และได้สืบสานประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น และเป็นการท่องเที่ยววิถีไทย ตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมสงกรานต์ที่กรมการท่องเที่ยวเข้าไปสนับสนุนใน 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน มหาสารคาม นครราชสีมา มุกดาหาร สกลนคร ระยอง และยะลา แต่ละโครงการใน 15 จังหวัด ที่กรมการท่องเที่ยวเข้าไปสนับสนุน ล้วนแล้วแต่ยังยึดถือประเพณีวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม โดยแต่ละแห่งมีรายละเอียดดังนี้

1. งานประเพณีสงกรานต์ประจำปี พ.ศ.2560 ของเทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 11-13 เม.ย. มีการแสดงนาฏศิลป์ รำวงย้อนยุค ดนตรีไทย และวงดนตรีลูกทุ่ง

2. มหาสงกรานต์เมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม วันที่ 12 เม.ย. ภายในงานมีขบวนแห่การสืบสานประเพณีสงกรานต์

3. ประเพณีสงกรานต์นุ่งผ้าเมือง ปลอดเหล้าเบียร์ ประจำปี 2560 จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 12-16 เม.ย. ภายในงานมีขบวนแห่นางสงกรานต์ของชุมชน มีการแข่งขันบั้งไฟ การเล่นน้ำตามวัฒนธรรม รวมทั้งพิธีบวงสรวงเสาหลักเมืองน่าน

4. โครงการอนุรักษ์สืบสานประเพณีสงกรานต์จังหวัดยะลา วันที่ 13 เม.ย. มีกิจกรรมรดน้ำ ดำหัวผู้ใหญ่ การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งรำไทย รำพัดจีน และรำตาลีกีปัส

5. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวประเพณีสงกรานต์ไทลื้อตานตุงท่าฟ้าใต้ ครั้งที่ 5 จังหวัดพะเยา วันที่ 13 เม.ย. ภายในงานมีขบวนการแสดงวิถีชีวิตการตานตุงไทลื้อท่าฟ้าใต้

6. โครงการสืบสานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ตำบลบ้านธิ ประจำปี 2560 จังหวัดลำพูน วันที่ 13-14 เม.ย. มีการแสดงทางวัฒนธรรมขบวนแห่เครื่องสักการะดำหัวคนเฒ่า สืบเก๊าประเพณี 10 ขบวน การก่อเจดีย์ทราย 10 หมู่บ้าน และการแสดงวิถีชีวิตวัฒนธรรม

7. งานประเพณีสงกรานต์ประจำปี 2560 จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 13-14 เม.ย. ภายในงานมีขบวนแห่ กิจกรรมวิถีไทย วัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน ประเพณีท้องถิ่น ประเพณีชาติ ขบวนฟ้อนรำของนางสงกรานต์ 8 ขบวน

8. งานเทศกาลสงกรานต์ล้านนาประเพณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. ภายในงานมีการแสดงดนตรีพื้นบ้านการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา ขบวนแห่ประเพณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ กิจกรรมประเพณีต่างๆ ถนนรอบเชียงใหม่จะมีโคมล้านนาสีต่างๆ พร้อมประดับไฟ และที่ขาดไม่ได้คือกิจกรรมกาดหมั้วเมืองเชียงใหม่

9. ประเพณีสงกรานต์วิถีพุทธ 4 แผ่นดินอินโดจีน จังหวัดมุกดาหาร ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. ภายในงานมีพิธีตักบาตรเปิดศักราชปีใหม่ไทย กิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง พิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมสองฝั่งโขง

10. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวมหัศจรรย์ สงกรานต์วิถีไทย จังหวัดสกลนคร วันที่ 13-15 เม.ย.ภายในงานมีการแสดงท้องถิ่น 6 ชาติพันธุ์ 2 เชื้อชาติ และขบวนแห่กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสกลนคร

11. งานประเพณีสงกรานต์ชาวรามัญจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 13-15 เม.ย. ภายในงานมีกิจกรรมขบวนแห่หงส์ธงตะขาบ (โน่) การละเล่นพื้นเมือง การแสดงพื้นบ้าน และกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีสงกรานต์

12. โครงการส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2560 จังหวัดแพร่ วันที่ 13-17 เม.ย. ภายในงานมีขบวนแห่ด้านวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละชุมชน จำนวน 20 ชุมชน

13. โครงการสงกรานต์เชียงแสน จังหวัดเชียงราย ระหว่าง 16-18 เม.ย. ภายในงานมีกิจกรรมไหว้บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง การแสดงชุดแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมลาว-จีน-พม่า ขบวนแห่ประเพณีท้องถิ่น และพิธีสรงน้ำพระคู่บ้านคู่เมือง 5 องค์

14. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว ประเพณีวันไหลสงกรานต์ประจำปี 2560 จังหวัดระยอง วันที่ 16 เม.ย. มีขบวนรถบุปผชาติที่ตกแต่งอย่างสวยงาม เพื่อเข้าร่วมงานวันไหลสงกรานต์ และการแสดงศิลปะพื้นบ้านร่วมในขบวนแห่หลวงพ่อทอง

15. โครงการประเพณีสงกรานต์ (ปี๋ใหม่เมืองลำปาง) วันที่ 9-13 เม.ย. ภายในงานมีจัดขบวนแห่สลุงหลวง การอัญเชิญองค์พระคู่บ้านคู่เมือง และการจัดขบวนแห่ชมพระจำนวน 4 องค์ ได้แก่ พระเจ้าทองทิพย์ พระเจ้าฝนแสนห่าแก้วโคมคำ พระเจ้าไม้แก่นจันทร์ พระแสนแซ่ทองคำ ตลอดจนการอัญเชิญองค์พระเจ้าแก้วมรกต และจัดริ้วขบวนแห่ปีใหม่เมือง

 

พช.จับมือ บริษัทเอกชน หนุน Trader ขยายตลาดสินค้า OTOP สู่ตลาดจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 21:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907965


กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) จับมือ บริษัท ไทย พาวิลเลี่ยนคอร์เปอเรท หนุน Trader ขยายตลาดสินค้า OTOP สู่ตลาดจีน

วันนี้ 7 เมษายน 2560 นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธาน ในพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (mou) โครงการส่งเสริมช่องทางการตลาด สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ( ONE TUMBON ONE PRODUCT : OTOP) ระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่&nnbsp;กรมการพัฒนาชุมชน (โดยนายศุภกร มูลสุวรรณ ผอ.สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน พช.)  บริษัท โอทอปอินเตอร์เทรดเดอร์ (ประเทศไทย) (โดยนายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ) และบริษัท ไทย พาวิลเลี่ยนคอร์เปอเรท จำกัด จำกัด (โดย ดร.นรีรัตน์ รัตนพรวิเศษกุล)

โอกาสนี้ได้บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “บทบาทของกรมการพัฒนาชุมชนในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล” และจัดการประชุมเชิงปฎิบัติการสร้างเครือข่ายการตลาด OTOP Trader ภายในประเทศ (OTOP Minimart)

คุณนรีรัตน์ รัตนพรวิเศษกุล ผู้จัดการ บริษัท ไทย พาวิลเลี่ยนคอร์เปอเรท จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ไทย พาวิลเลี่ยนคอร์เปอเรท จำกัด ได้เปิดช่องทางการตลาดในประเทศจีน ทั้งในระบบออนไลน์ และร้านค้าซุปเปอร์มาร์เกตรายใหญ่ 7ภูมิภาค ทั่วประเทศจีน พร้อมส่งเสริมสร้างการรู้จักสินค้าไทย ผ่านการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าในศูนย์การแสดงสินค้าในประเทศจีน ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ผลไม้แปรรูป อาหารแปรรูป เครื่องแกง สปา ความงาม หมอนยางพาราเป็นต้น โดยเตรียมวางแผนจัดงานแสดงสินค้าครั้งใหญ่ นำสินค้าโอทอปไทย สร้างยอดขายในผรพเทศจีน 4 มณฑล ได้แก่ กวางตุ้ง ชิงเต่า หูเป่ย อู้ฮัน

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน mou ความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อขยายช่องทางการตลาดสินค้าโอทอป ส่งออกจำหน่ายร้านค้าขนาดใหญ่และซุปเปอร์มาร์เกตในประเทศจีน ทำให้ผู้ประกอบการโอทอป มีช่องทางการจัดการตลาดที่เพิ่มมากขึ้น สร้างความมั่นคง ได้อย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้จัดการอบรมเสร้มสร้างความรู้ให้กับ OTOP Trader จากทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการบริหารงานขายแบบมืออาชีพ ทั้งด้านการวางแผนการตลาด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อโลจิสติก ความรู้ด้านการพัฒนาสินค้า OTOP และการคัดเลือกสินค้า OTOP ข้อกำหนด กฎระเบียบ เพื่อการส่งออก ไปประเทศจีน  ระหว่างวันที่ 5-7 เมษายน 2560 ณ โรงแรมเดอะบาซาร์ กรุงเทพมหานคร

 

ย้ำนักท่องเที่ยวเช็กให้ชัวร์ หลังทัวร์ถูกเพิกถอนใบอนุญาตกว่า 874 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 21:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907927


‘พงษ์ภาณุ’ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาฯ เน้นย้ำนักท่องเที่ยวเช็กให้ชัวร์ หลังสั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว 874 ราย

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2560 นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า นายอักษร แสนใหม่ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง เพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบธุรกิจ นำเที่ยว 874 ราย ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.59 โดยแยกประเด็นความผิดได้เป็น 4 กลุ่มประเด็นหลัก ดังนี้ กลุ่มที่ 1. คำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 18 ราย 2. คำสั่งเพิกถอนประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 35 ราย

3. คำสั่งเพิกถอนประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 6 ราย เนื่องจาก ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวมีการประพฤติหรือปฏิบัติการอันเป็นการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่นักท่องเที่ยวหรือธุรกิจนำเที่ยวอย่างร้ายแรง โดยนายทะเบียนได้ตักเตือนและสั่งระงับหรือให้แก้ไขแล้ว แต่ไม่ดำเนินการ

โดยทั้ง 3 กลุ่มนี้ ส่งผลให้ผู้ที่ขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้อีก เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งเพิกถอน

ส่วนกลุ่มที่ 4 คำสั่งเพิกถอนประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 815 ราย เนื่องจาก ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 46 (2) และมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 เพราะ ไม่ชำระค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจนำเที่ยว จนพ้นกำหนดระยะเวลาหกเดือน ความผิดกรณีนี้ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว สามารถมายื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้ใหม่

“เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักท่องเที่ยว ก่อนการเลือกใช้บริการนำเที่ยวจากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ให้ตรวจสอบว่าท่านได้เลือกใช้บริการจากบริษัทนำเที่ยวที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น โดยนักท่องเที่ยวจะได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยว ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายได้ด้วยตนเอง ที่ http://www.tourism.go.th หรือ Call Center 0-2401-1111”