เกาะลัมมา อันซีนใหม่ในฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/482657

เกาะลัมมา อันซีนใหม่ในฮ่องกง

โดย…ประลองยุทธ ผงงอย

คนไปเที่ยวฮ่องกงส่วนใหญ่คงคิดถึงการไปช็อปปิ้งหรือไหว้พระที่วัดชื่อดัง แต่อีกมุมฮ่องกงยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นอันซีนที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักอย่าง เกาะลัมมา

เกาะลัมมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปโดยใช้เรือเฟอร์รี่ข้ามฟากที่มีบริการตลอดทั้งวัน ทั้งเรือแบบปกติหรือเรือด่วนใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ลัมมาเป็นเกาะที่ชาวฮ่องกงมักจะพาครอบครัวหนีความวุ่นวายออกมาซบอกความสงบ ดื่มด่ำบรรยากาศธรรมชาติโดยไม่ต้องเดินทางไกลเกิน รวมถึงมีชาวต่างชาติบางส่วนที่เปลี่ยนบรรยากาศมาพบธรรมชาติที่นี่

เมื่อถึงท่าเทียบเรือจะพบกับร้านอาหารทะเลมากมายที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ ซึ่งแนะนำว่าควรเติมพลังก่อนออกทัวร์ ปัจจุบันเกาะลัมมาเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีปล่องปล่อยควัน 3 ปล่องคล้ายธูปขนาดใหญ่ 3 ดอกปักเรียงกันบนผืนน้ำริมผืนดินหันหน้าออกไปยังทะเล ส่วนบรรยากาศบนเกาะกลับเต็มไปด้วยป่าไม้สลับกับหมู่บ้านคนท้องถิ่น โดยชุมชนไม่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รู้สึกถึงมลพิษใดๆ ทว่ายังมีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ตั้งยื่นบนคาบสมุทร

 

นักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าบนเทรลเล็กๆ รอบเกาะได้ ระยะทางที่สั้นที่สุดอยู่ที่ประมาณ 4 กม. แต่ถ้าเป็นสายโหดสามารถเลือกเส้นทางที่ไกลออกไปประมาณ 10 กม. โดยทางเดินจะเทด้วยปูนซีเมนต์ตลอดทางทอดยาวไปสู่ศาลาชมวิวบนยอดเขา ที่มองเห็นวิวทะเลและเกาะได้เกือบ 360 องศา นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถปั่นจักรยานซึ่งเป็นยานพาหนะชนิดเดียวที่อนุญาตให้ใช้ได้ เพื่อรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด

บนเกาะลัมมายังมีร่องรอยความเจริญที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ในบางมุมในอดีตอย่าง ถังบรรจุขนาดใหญ่ที่สร้างแทรกอยู่ตามแนว เพราะในอดีตเคยถูกใช้เป็นพื้นที่ทำเหมืองหินปูน หรือถ้ำคามิคาเซ่ ที่กองทัพทหารญี่ปุ่นเป็นผู้สร้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไว้เป็นที่เก็บซ่อนอาวุธเพื่อโจมตีทำลายกองเรือสัมพันธมิตร

เส้นทางเดินเที่ยวธรรมชาติที่จัดวางให้เดินโดยรอบเกาะสามารถชมธรรมชาติบนเกาะและวิวทะเล

 

จากนั้นเมื่อถึงเส้นทางถนนวัฒนธรรมที่ปรับสภาพเป็นร้านขายงานฝีมือของคนท้องถิ่นต่างๆ ทั้งหมวก ผ้าพันคอ ผ้าม่าน กระเป๋า เสื้อผ้าแบบท้องถิ่น รวมถึงอาหารขึ้นชื่ออย่าง เต้าฮวย แต่หากนักเที่ยวต้องการพักค้างคืนสามารถเดินหาที่พักแบบเกสต์เฮาส์ได้ไม่ยาก หรือหากต้องการเล่นน้ำทะเลจะมีชายหาดฮุงซิงเย่ให้พักเล่นน้ำได้

ส่วนทางใต้ของเกาะฮ่องกงยังมีแหล่งท่องเที่ยวอันซีนอีกแห่งที่อยากแนะนำ คือ หว่องจ๊กห่าง ย่านที่ถูกปรับปรุงและแปลงสภาพโรงงานร้างให้เป็นแหล่งชิลเอาต์ใหม่ของเหล่าวัยรุ่น แหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสถาบันการสอนต่างๆ โดยสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว

จุดพักชมวิวบนยอดเขาที่สามารถนั่งพักขาสูดอากาศบริสุทธิ์คู่กับดูทิวทัศน์รอบเกาะ

 

มาลี ถามรางกุล คุณป้ามัคคุเทศก์การท่องเที่ยวฮ่องและกรรมการผู้จัดการ บริษัท Marvelous Tour อธิบายว่า หากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาฮ่องกงในช่วงเทศกาลปีใหม่จีนหรือตรุษจีน จะมีโอกาสได้พบกับงานเทศกาลที่ในเมืองไทยหาดูได้ยาก ขณะที่ร้านค้าหรือแหล่งช็อปปิ้งจะมีความคึกคัก ไม่ได้ปิดร้านเหมือนที่นักท่องเที่ยวเข้าใจ

การท่องเที่ยวฮ่องกงกำลังโปรโมทเกาะลัมมาและย่านวองชุคฮังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนที่คนไทยต้องไปเยือน ซึ่งตอบโจทย์คนรักธรรมชาติ ชอบความแอดเวนเจอร์ เอาใจสายฮิปสเตอร์ และบำเรอขาช็อปขาชิม งานนี้ใครไปก่อน ฟินก่อน อินเทรนด์ก่อน และชื่นชมก่อนที่อะไรๆ จะเปลี่ยนไป

ท่าเรือของชาวประมงและชาวเกาะที่จอดเตรียมไว้เดินทาง

 

จุดพักสิ้นสุดการเดินบนเขาแบบเทรลก่อนเดินทางเข้าย่านชุมชนอาศัย

 

เล่นน้ำทะเลนั่งพักผ่อนบนหาด Hung Shing Yeh Beach

 

งานกราฟฟิตี้แทรกอยู่กับอาคารเก่าบนเกาะ

 

อาหารทะเลสดที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกวัตถุดิบเองได้หลากหลายปรุงรสชาติออกมาใกล้เคียงกับอาหารไทย

 

ถ้ำคามิคาเซ่ที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นใช้เป็นสถานที่ปล่อยเรือเร็วบรรทุกระเบิดและอาวุธสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ท่าเทียบเรือ Sok Kwu Wan Pier เพื่อเดินทางไป-กลับ

 

ถนนชุมชนบนเกาะที่มีร้านค้าขายอาหารและงานฝีมือ

 

นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งชีวิตกลางแจ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/481668

นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งชีวิตกลางแจ้ง

โดย…Withaya Heng

ในช่วงที่ค่อนโลกเป็นฤดูหนาว ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่อยู่ซีกโลกใต้ กลับเป็นฤดูร้อนที่มีอากาศอบอุ่น มองไปที่ไหนก็มีแต่ฟ้าใสๆ กับสายลมและแสงแดด บวกกับวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาอันสลับซับซ้อน หยอดท็อปปิ้งหิมะขาวโพลนไว้บนยอดเขาสักนิด ให้ตัดกับทะเลสาบสีฟ้าเทอร์คอยส์เบื้องล่างเกิดเป็นวิวที่แสนจะสวยงาม ทำให้นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายปลายทางในการหนีหนาวของคนค่อนโลก สำหรับคนไทยเราช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงที่เหมาะกับการท่องเที่ยวที่นิวซีแลนด์ด้วยเช่นกัน แต่เราไม่ได้หนีหนาวในเมืองไทยหรอกนะ (เราไม่เคยต้องทำแบบนั้น) ที่นิวซีแลนด์สามารถท่องเที่ยวได้เกือบตลอดทั้งปีเว้นช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ไว้หน่อยเนื่องจากเป็นฤดูหนาว อากาศหนาวจัดและการเดินทางไปที่ต่างๆ อาจจะไม่สะดวกนัก

ด้วยภูมิประเทศที่ประกอบขึ้นด้วยเกาะใหญ่สองเกาะ คือ เกาะเหนือและเกาะใต้ แยกโดดเดี่ยวออกจากแผ่นดินทวีปใหญ่ ทำให้ชาวนิวซีแลนด์ต้องพึ่งพาตัวเอง และรู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เทือกเขาหิมะที่ทอดยาวบนเกาะใต้ได้สร้างนักปีนเขาอย่าง เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลารี ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นคนแรก การละลายของการ์เซียน้ำแข็งบนยอดเขา ทำให้เกิดธารน้ำตื้นๆ ไหลไปตามร่องเขากระจายไปทั่วทั้งเกาะ เรือเจ็ตโบตที่ปราศจากใบพัดสามารถแล่นได้เร็วในลำน้ำที่ตื้นเหมาะกับธารน้ำแบบนี้ก็ได้คิดค้นขึ้นจากที่นี่ รวมทั้งกิจกรรมกลางแจ้งรูปแบบแปลกใหม่ ท้าทายต่อมความกล้าอย่างบันจี้จัมพ์ก็มีต้นกำเนิดในเมืองควีนสทาวน์ เมื่องที่ถือเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิตกลางแจ้งทุกรูปแบบ

 

เราสังเกตรถที่แล่นผ่านไปมารอบๆ เมืองควีนสทาวน์ มากกว่าครึ่งจะต้องมีแร็กสำหรับติดตั้งอะไรสักอย่างอยู่บนหลังคา ถ้าไม่ลากเรือมาก็ต้องมีจักรยานหรือกระดานโต้คลื่นติดอยู่ เป็นเมืองเดียวที่คุณจะพบเห็นจักรยานแบบฟูลซัส จอดเรี่ยราดอยู่ตามที่จอดจักรยานข้างถนน เป็นที่เดียวที่คุณจะได้เห็นคนขี่จักรยานดาวน์ฮิลไปตามท้องถนน ใช้ขี่ออกมาซื้อของแวะกินกาแฟ ราวกับว่ามันเป็นจักรยานแม่บ้าน เพราะที่นี่เมืองควีนสทาวน์เป็นเมืองแห่งเมาเท่นไบค์อย่างแท้จริง

เคยมีคำกล่าวไว้ว่าถ้าคุณอยู่ในเมืองควีนสทาวน์ แล้วเขวี้ยงก้อนหินออกไปสักก้อน มันต้องไปตกลงในแทร็กของเมาเท่นไบค์ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ เพราะใจกลางเมืองนั้นมี Skyline Bike Park อยู่ใกล้แทบเอื้อมถึง ที่นี่มีรถกระเช้าพาตรงดิ่งขึ้นไปยังยอดเขา และมีเส้นทางจักรยานให้ไหลลงมาตามแทร็กธรรมชาติได้หลายเส้นทาง แต่โดยมากจะเป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับจักรยานดาวน์ฮิลล้วนๆ

 

นอกจากนี้ เมื่อนั่งกระเช้ากอนโดล่าขึ้นไปอีกขั้นจะเป็นการเล่น Luge Ride คล้ายๆ รถโกคาร์ตแต่ไม่มีเครื่องยนต์ มีแค่คันโยกที่โยกได้สามระดับ จอด-เดินหน้า-เบรก ใช้แรงโน้มถ่วงของโลกดึงรถให้ไหลลงมาตามเส้นทางที่ทำไว้ ซึ่งนอกจากจะคดเคี้ยวจนต้องเอี้ยวตัวตามแต่ละโค้งแล้ว วิวโดยรอบจะเห็นเมืองควีนสทาวน์ทั้งเมืองปรากฏอยู่เบื้องหน้าอย่างสวยงาม

ห่างออกไปจาก Skyline Hill ไม่กี่กิโลเมตร จะเป็นแม่น้ำ Shotover ต้นกำเนิดการเล่นเรือผาดโผน Shotover Jet ที่ไม่ใช่แค่เล่นให้คุณดูแต่ให้คุณลงเรือไปด้วยกันเลย เรือ Jet Boat สีแดงสดจะพาผู้โดยสารเหาะเหินไปบนผิวน้ำด้วยความเร็ว โฉบเฉี่ยวเกาะแก่งหน้าผาสองข้างทางในระยะประชิดให้หวาดเสียวเล่นๆ ต่อด้วยไฮไลต์คือการดริฟต์เรือหมุน 360 องศา ที่เรียกเสียงกรี๊ดกันสนั่นเรือ

 

นอกเมืองออกไปจะเป็นสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบการแคมป์ปิ้ง เราจะเห็นรถบ้านวิ่งกันขวักไขว่ พอๆ กับจักรยานทัวริ่งแบบ Full Load อุทยานแห่งชาติเมาท์คุก (Mt.Cook) ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของย่านควีนสทาวน์ เพราะนอกจากเทือกเขาหิมะที่ทอดตัวเป็นแนวยาว ยังมีทะเลสาบปูกากิที่มีน้ำเป็นสีฟ้าเทอร์คอยส์ เกิดจากน้ำที่ละลายจากการ์เซียน้ำแข็งบนยอดเขาพัดพาเอาแร่ธาตุต่างๆ ไหลลงมารวมกัน เรียกว่าเป็นทะเลสาบน้ำแร่ก็ไม่ผิด ข้างๆ กันยังมีทะเลสาบเทคาโป ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้กัน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเมาท์คุกรวมถึงทะสาบทั้งสองแห่งนี้ มีเส้นทางปั่นจักรยานอยู่หลายเส้นทางหลายระดับความยากง่าย ซึ่งตอนหน้าเราจะพาไปเจาะลึกถึงเส้นทางปั่นที่เด่นๆ อีกครั้งครับ

 

 

 

 

 

 

 

ตามรอยเมืองพุทธศาสนา… วิถีสร้างสังคมให้เป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/481464

ตามรอยเมืองพุทธศาสนา... วิถีสร้างสังคมให้เป็นสุข

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา facebook : โลก 360 องศา youtube : โลก 360 องศา

มีหลายทฤษฎีที่กล่าวถึงจุดกำเนิดของศาสนา บางทฤษฎีก็ว่าศาสนามีขึ้นมาเพื่อรับใช้ชนชั้นปกครอง ชนชั้นสูง อีกทฤษฎีก็อ้างว่าเกิดจากความกลัวของมนุษย์ รวมถึงความไม่รู้ หาเหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์ในสังคมไม่ได้ แม้จะต่างกันในมุมมองถึงจุดกำเนิดและที่มาของแต่ละศาสนา แต่ทุกศาสนาก็ล้วนมีส่วนช่วยให้มนุษย์ในแต่ละสังคมอยู่กันด้วยความเป็นมิตร เอื้ออาทร เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ สร้างให้สังคมอยู่กันได้อย่างสงบสุข

ทีมงานโลก 360 องศา ผ่านการเดินทางท่องไปในเมืองพุทธศาสนาหลายแห่ง แม้จะต่างนิกาย ต่างพิธีกรรมและวิถีปฏิบัติ แต่แกนหลักๆ ยังคงยึดถือไว้เหมือนกัน คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว และการรักษาใจให้บริสุทธิ์ ที่มาของการแตกออกเป็นนิกายต่างๆ ของศาสนาพุทธ เกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพานได้ประมาณ 100 ปี บรรดาสาวกก็เริ่มมีแตกแยกในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับพระธรรมวินัย

จนนำไปสู่การแบ่งแยกออกเป็น 2 นิกายใหญ่ๆ คือ “มหายาน” กับ “เถรวาท”

“นิกายมหายาน” ไปเจริญรุ่งเรืองในประเทศทิเบต จีน มองโกเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ส่วน “นิกายเถรวาท” จะมีผู้นับถือมากในศรีลังกา เมียนมา ลาว กัมพูชา และประเทศไทย

การตามรอยเมืองพุทธศาสนาของทีมงานโลก 360 องศา เริ่มต้นที่ “อินเดีย” ประเทศที่มีเมืองลุมพินีวันเป็นสถานที่ประสูติ พุทธคยาเป็นสถานที่ตรัสรู้ สารนาถเป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนา และกุสินาราเป็นสถานที่ปรินิพพาน ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากเดินทางไปอินเดียเพื่อเยือน 4 สังเวชนียสถานข้างต้น พร้อมปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดสำหรับชีวิต

แม้อินเดียจะเป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธ แต่ปัจจุบันมีคนนับถือศาสนาพุทธน้อยมาก ด้วยกาลเวลาที่สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย แต่ศาสนาพุทธก็ได้แผ่ขยายและฝังรากลึกไปในหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง เมียนมาลาว และกัมพูชา วิถีปฏิบัติในพุทธศาสนาของประเทศเหล่านี้จะมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยอย่างมาก ทั้งคำสวด วิธีการกราบไหว้ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะต่างก็เป็นกลุ่มนิยายเถรวาทเหมือนกัน ประกอบกับมีรากวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน เป็นสังคมที่มีพื้นฐานเชื่อมกับพระพุทธศาสนามาแทบทั้งสิ้น ทั้งการที่มีวัดเป็นโรงเรียนในสมัยก่อน มีพระเป็นผู้นำทางความคิดของชุมชนในสมัยก่อน และมีเกณฑ์ในการตัดสินการกระทำที่ถูกที่ควร โดยมักอ้างอิงตามหลักพระพุทธศาสนาที่คล้ายกันนั่นเอง

ถัดจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยขยับออกไปอีกหน่อยก็คือ ราชอาณาจักรภูฏาน เป็นประเทศเล็กๆ กลางหุบเขา ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย มีประชากรประมาณ 7 แสนกว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงที่ชื่อว่า “ทิมพู” (Thimphu)

ภูฏานถือเป็นเมืองพุทธที่ต่างนิกายออกไป เป็นนิกาย “วัชรยาน” หรือ “ตันตรยาน” ซึ่งน่าจะเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่นับถือพุทธศาสนามหายานแบบตันตระเป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ โดยนิกายตันตรยานหรือวัชรยานนี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของพัฒนาการอันยาวนานของพุทธศาสนา

ชื่อ “ตันตระ” มาจากภาษาอินเดีย เป็นชื่อคัมภีร์ลึกลับที่รู้กันในวงจำกัด และปรากฏขึ้นในราวช่วงศตวรรษที่ 3-10 โดยแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม จากคำสอนที่ง่ายที่สุดจนไปถึงคำสอนที่ซับซ้อนที่สุด พุทธศาสนาตันตรยานสูญหายไปจากอินเดีย ต้นศตวรรษที่ 13 เมื่อมุสลิมเข้าไปและไปรุ่งเรืองอยู่ในทิเบต ลาดัคห์ สิกขิม มองโกเลีย และภูฏาน พิธีกรรมของพุทธศาสนาตันตรยานมักกระทำกัน เพื่อปัดเป่าสิ่งเลวร้ายออกไป และชักนำสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต โดยมักเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญเทพยดา ตามด้วยการสารภาพความผิดหรือบาปกรรม จากนั้นจึงถวายเครื่องบวงสรวงและสวดบูชาเทพเจ้า ส่งท้ายด้วยการร่ายมนต์อัญเชิญเทพยดาให้กลับไปยังที่สถิต ซึ่งอาจเป็นรูปเคารพหรือภาพเขียน

ศิลปะและวัฒนธรรมการแสดงของชาวภูฏาน ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ระบำกลอง และระบำสวมหน้ากาก เป็นเหมือนกับการขับไล่สิ่งชั่วร้ายเช่นกัน

การไปสัมผัสพุทธศาสนาในภูฏาน มีสถานที่หนึ่งที่เป็นบททดสอบแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนก็คือวัด “พาโร ตั๊กซัง (Paro Taktsang)” หรือที่เรียกว่า Tiger’s Nest ที่แปลว่ารังหรือถ้ำเสือนั่นเอง

ว่ากันว่า “หากใครมาภูฏานแล้วไม่ได้ขึ้นวัดตั๊กซังเหมือนมาไม่ถึงภูฏาน” และที่กล่าวว่าเป็นบททดสอบแรงศรัทธา ก็เพราะต้องเดินเท้าขึ้นไปชมวัดที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูงจากระดับน้ำทะเล 2,950 เมตร แม้จะยากลำบากแต่พอได้ชมวัดอันวิจิตรงดงามแล้วก็จะนึกในใจว่าถ้าคิดท้อ ไม่ขึ้นไปชมวัดเสียแต่แรกแล้ว จะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตเลยทีเดียว

ชาวภูฏานมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย โดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต และมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภูฏานยังคงได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งความสุขแบบยั่งยืน” แห่งหนึ่งของโลก

อีกประเทศที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ “ศรีลังกา” แม้จะเป็นประเทศที่แตกต่างกับไทย ทั้งอาหารการกิน  การแต่งกาย ภาษา และวัฒนธรรม แต่สามารถเชื่อมต่อความรู้สึกถึงกันได้ง่าย ด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน

“ศรีลังกา” เป็นประเทศที่มีคนนับถือศาสนาพุทธเป็นคนกลุ่มใหญ่สุดของประเทศ และเป็นนิกายเถรวาทเหมือนกับไทย แต่จะต่างกันตรงที่จะแบ่งออกเป็น 3 นิกายย่อย โดยแต่ละนิกายจะมีประมุขสงฆ์ของตนเอง ได้แก่ สยามนิกาย อมรปุระนิกาย และรามัญนิกาย

พระพุทธศาสนาเผยแผ่จากอินเดียมายังดินแดนที่เคยเรียกว่า “ลังกา” เมื่อประมาณปี พ.ศ. 236 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งพุทธศาสนามีความรุ่งเรืองมาก พุทธศาสนาในลังกาเคยเสื่อมถอยไปหลายครา ทั้งเหตุจากสงครามกับชาวทมิฬ จากการรุกรานจากอินเดีย การเข้ามาของโปรตุเกส และตามมาด้วย การล่าอาณานิคมของฮอลันดา ที่นำเอาศาสนาอื่นเข้ามาแทนที่จนถึงขั้นไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่เลย เหลืออยู่บ้างก็เป็นแค่สามเณร จนถึงขั้นต้องมานิมนต์พระสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยาไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในปี 2294 และนั่นจึงเป็นที่มาของ “นิกายสยามวงศ์”

ต่อมามีสามเณรอีกคณะจากลังกาไปขอรับการอุปสมบทจากประเทศเมียนมา เกิดเป็น “อมรปุระนิยาย” ขึ้น และอีกคณะหนึ่งที่ไปอุปสมบทจากเมืองมอญ ก็กลับมาตั้ง “รามัญนิยาย” นั่นจึงเป็นเหตุให้ที่นี่มีพุทธเถรวาทถึง 3 นิกายย่อย ที่ศรีลังกาจะมีประเพณียิ่งใหญ่อยู่ 2 งาน คือ งานแห่พระธาตุเขี้ยวแก้ว และงานวันวิสาขบูชา โดยพิธีแห่พระธาตุเขี้ยวแก้วจะจัดขึ้นทุกปีช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่เมืองแคนดี้ (Kandy) ณ วัดดาลลา มัลลิกาวะ (Dallada Vailgava) หรือที่คนไทยเรียกวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว

ส่วนเทศกาลวิสาขบูชา ชาวศรีลังกาเรียกว่า “เวสัก (Visak)” จะถือว่าเป็นเหมือนวันขึ้นปีใหม่ด้วยมีการตกแต่งประดับประดาเมืองอย่างสวยงามและมีงานกันหลายวัน เดินทางไปไหนก็จะเห็นมีการทำบุญทำทานกันทุกหมู่บ้าน จะเห็นว่าวิถีแห่งเมืองพุทธในแต่ละประเทศ แม้จะแตกต่างนิกายกันออกไป แต่ก็ล้วนค้ำจุนสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และที่สำคัญคือเป็นศาสนาที่มุ่งให้ทุกคนทำดี ซึ่งความดีเป็นภาษาสากล ที่ผู้คนทั่วโลกล้วนเข้าถึงและสื่อสารถึงกันได้

ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ทางรายการ โลก 360 องศา เสาร์นี้ ทาง ททบ.5

 

ออกเดินทางเพื่อ ‘สังเคราะห์แสง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/480404

ออกเดินทางเพื่อ ‘สังเคราะห์แสง’

โดย…ฤดูกาล ภาพ : สังเคราะห์แสง

ประสบการณ์ล้วนเกิดจากการสังเคราะห์แสง เป็นอีกคำนิยามของคำว่า “การเดินทาง” จากคู่หูนักเดินทางเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “สังเคราะห์แสง” ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวระหว่างการออกจากบ้านในแบบที่สาวออฟฟิศสามารถเที่ยวตามได้

เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน เอ้-สุรางค์รัตน์ แก่นบุบผา ได้สร้างเพจนี้ขึ้นแต่แทบไม่จริงจังเพราะติดภารกิจจากงานประจำ กระทั่งเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เธอได้ชวน ก้อย-ธัญลักษณ์ ยอดชาญ เพื่อนสายเที่ยวอีกคนมาร่วมทำเพจ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสังเคราะห์แสง

“พวกเราสองคนชอบออกไปตากแดด” เอ้เริ่มเล่า

 

“การเดินทางมันช่วยหล่อเลี้ยงเรา เหมือนต้นไม้ที่ต้องสังเคราะห์แสงผลิตอาหารไปหล่อเลี้ยงลำต้น โดยเราได้นำเวลาว่างมาช่วยกันทำเพจ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย อยากลงอะไรก็ลงแต่เน้นเป็นเรื่องเที่ยวออกจากบ้าน ไปกิน ไปช็อปปิ้ง ไปนอนโรงแรม ไปไหนได้หมด ซึ่งเราเคยได้ยินมาว่า ถ้าจะทำให้เพจรุ่งต้องซื้อสปอนเซอร์ในช่วงแรก แล้วเราก็ไปซื้อ มีคนกดไลค์เพิ่มขึ้นแต่เราก็คิดว่า คนที่เข้ามาไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ ก็เลยมาคุยกับก้อยว่า เราทำแบบค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า ไม่ต้องซื้อสปอนเซอร์แล้ว”

ปัจจุบันเพจสังเคราะห์แสงมียอดไลค์มากกว่า 4,400 ไลค์ ที่เพิ่มขึ้นจากหลักร้อยในเวลาเพียง 2 เดือน ซึ่งหนึ่งในแอดมินเชื่อว่า เป็นเพราะเนื้อหาที่ดึงดูดคน

“คอนเทนต์ของเรายังต้องค่อยเป็นค่อยไปอยู่ ต้องตบๆ ว่าจะไปในทิศทางไหนเพราะเราทำกันสองคน แต่คิดว่าก็ยังคงเป็นสไตล์เรา ทำแล้วคิดถึงความสุขของเราสองคนเป็นหลักก่อนเลย แล้วเราจะมองตัวเลขการเข้าถึง (แอดมินเพจจะเห็น) มากกว่ายอดไลค์โพสต์ เพราะเราสนใจว่าจะมีคนมาอ่านมาดูรูปของเราหรือเปล่า เขาจะได้อะไรกลับไปไหม มากกว่าจำนวนไลค์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน” ก้อยกล่าวเพิ่มเติม

 

ทั้งสองยังกล่าวเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ลูกเพจจะได้รับกลับไปเมื่อมาเยือนเพจแล้วนั้นคือ ข้อมูลในรูปแบบของคนทำงานประจำที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาอย่างที่ทั้งคู่เป็นอยู่

“เราแค่อยากหาความสุขข้างนอกออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานทุกวัน เราจะสังเกตได้เลยว่าเรามีความสุขกับอะไร ตอนที่เราเขียนเรื่องลงเพจเราจะอยากทำมันตลอดเวลา อยากนั่งเขียนนู่นเขียนนี่ทุกครั้งที่ว่าง” เอ้กล่าว ส่วนอีกฝ่ายก็เช่นเดียวกันที่ทำเพจเพราะมีความสุขเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ ยังถามต่อถึงเรื่องการต่อยอดไปสู่ธุรกิจอย่างที่หลายเพจท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างให้เห็นนั้น เอ้สารภาพว่า ยังไม่ได้คิดถึง

 

“เราสองคนยังไม่คิดว่าจะทำเพจนี้ไปในรูปแบบเชิงธุรกิจ เพราะเราเริ่มทำตามที่อยากทำ ตอนนี้มันคืองานอดิเรกที่เรากำลังสนุกอยู่ ดังนั้นความตั้งใจที่อยากแบ่งปันยังเป็นหัวใจสำคัญอยู่ในตอนนี้”

เป้าหมายที่แท้จริงของเอ้และก้อย คือ อยากให้ทุกคนออกไปสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางให้ชีวิต ดั่งคำนิยามของเพจที่ว่า “It’s better to see something once than to hear about it a thousand times.”

ออกไปมองด้วยตาเพียงหนึ่งครั้งย่อมดีกว่าการฟังเป็นพันครั้ง จะเป็นจริงหรือไม่? ไม่รู้ จนกว่าจะได้ออกไปตากแดดนอกบ้านและหัดสังเคราะห์แสงได้ด้วยตัวเอง

 

มหัศจรรย์ ‘จอร์แดน’ ผจญภัยเมืองมรดกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/480403

มหัศจรรย์ ‘จอร์แดน’ ผจญภัยเมืองมรดกโลก

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

หลายคนไม่เคยคิดจะไปเที่ยว “จอร์แดน” เพราะไม่ใช่ดินแดนสวรรค์ของนักช็อป รวมทั้งยังดูเหมือนจะเป็นดินแดนที่มีความอันตราย เพราะที่ตั้งของจอร์แดนทางทิศเหนือติดกับซีเรีย ทิศตะวันออกติดกับซาอุดิอาระเบีย ทิศตะวันตกติดกับอิสราเอล และทิศใต้ติดกับทะเล ทว่าทางธนาคารกสิกรไทยได้จัดกิจกรรม “Journey to the Mysterious Arabic in Jordan” ให้ลูกค้าเดอะวิสดอม ธนาคารกสิกรไทย (THE WISDOM) เดินทางไปยังดินแดนเก่าแก่ที่มีสมบัติทางโบราณคดีอันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องในโอกาสครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปีระหว่างไทยและจอร์แดน

เราเริ่มเดินทางไปยังที่หมายแรก คือ เมืองอัมมาน (Amman) มหานครเมืองหลวงแห่งอารยธรรมยุคเก่ากว่า 6,000 ปี ตั้งอยู่บนภูเขา 7 ลูก โดยตัวเมืองอยู่ในหุบเขาตรงกลาง อัมมานเคยเป็นศูนย์กลางของโรมัน ฟิลาเดลเฟีย มีสถานที่ไฮไลต์ คือ ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดสังเกตการณ์ประจำเมือง แม้สิ่งที่หลงเหลือในปัจจุบันมีแต่เสาระเบียงใหญ่ แต่จากโครงสร้างที่เห็นทำให้เราจินตนาการไปไกลว่า สถานที่แห่งนี้เคยยิ่งใหญ่มาอย่างไรบ้าง

ทางเดินในนครเปตรา

 

นอกจากนี้ยังมีโรงละครโรมัน (Roman Theatre) เป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 2 จุผู้ชมได้ถึง 5,000 คนแบ่งออกเป็น 3 ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดสำหรับผู้ที่มีตระกูลสูงศักดิ์หรือขุนนาง สำหรับสมาชิกวุฒิสภา และชั้นสูงสุดสำหรับประชาชนทั่วไป สร้างขึ้นระหว่างการครองราชย์ของแอนโทเนียส พีอุส (Antonius Pius) ก่อนคริสต์ศตวรรษ 138-161 บ่งบอกถึงความเจริญของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

จากกรุงอัมมานขึ้นไปทางตอนเหนือคือที่ตั้งของเมืองโรมันโบราณชื่อ เจราช(Jerash) หรือ “เมืองพันเสา” หรือปอมเปอีแห่งตะวันออก ตั้งอยู่จุดต่ำสุดบนผิวโลก ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,300 ฟุต เป็นอดีต 1 ใน 10 หัวเมืองเอกอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน แต่เพราะมีแผ่นดินไหวทำลายเมืองหลายครั้งทำให้นครเจราชถูกทิ้งร้างจนกระทั่งปี ค.ศ. 1878

เดอะ เทรชัวรี

 

สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองเจราช ต้องยกให้จัตุรัสรูปไข่ใจกลางเมือง (Oval Forum) ลักษณะเป็นวงรี กว้าง80 เมตร ยาว 90 เมตร มีเสาหินสูงกว่า 10 เมตร เรียงรายรอบจัตุรัสจำนวน 67 ต้น และที่อัศจรรย์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ โรงละครโรมัน (Roman Theatre) เป็นอัฒจันทร์สูงชันโอบเป็นครึ่งวงกลม มีเวทีใหญ่ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เทคนิคการสร้างโรงละครสมัยนั้นถือว่า ชั้นสูงมาก เพราะเมื่อมีการจัดแสดงใดๆจะมีเสียงดังก้องกังวานโดยไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินชมสถาปัตยกรรม สามารถใช้เวลาเดินเที่ยวที่นี่ไปรอบๆ ได้ในหนึ่งวันเต็ม

อีกสถานที่สำคัญที่ต้องไปให้ถึงอยู่ทางตอนใต้ ณ เมืองมาดาบา หรือเมืองแห่งโมเสก เป็นที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มียอดเขาเนโบ (Mount Nebo) ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นบริเวณที่เสียชีวิตและฝังศพของ “โมเสส” ผู้นำชาวยิวผู้ที่รับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้า

เดอะ เทรชัวรี วิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก

 

นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์แห่งเมาท์เนโบเป็นโบสถ์กรีก-ออร์โทดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ สร้างในราวปี ค.ศ. 600 ยุคของไบแซนไทน์ พื้นโบสถ์ภายในเป็นภาพตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ ประมาณ 2.3 ล้านชิ้น แสดงแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในแถบรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เยรูซาเลม แม่น้ำจอร์แดน ทะเลเดดซี เขาไซนาย อียิปต์ ฯลฯ

ไฮไลต์สำคัญของการมาเที่ยวจอร์แดน คือการได้มาชมเมืองเปตรา(Petra) มหานครศิลาทรายสีชมพู หรือนครสีดอกกุหลาบ ที่ถูกลืมหายไปจากความทรงจำของผู้คนเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท (Johann Ludwig Burckhardt) เดินทางผ่านมาพบเมื่อปี 2355 เปตราได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “เมืองมรดกโลก” เมื่อปี 2528 โดยกล่าวอธิบายไว้ว่า “เป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ”

ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน

 

ต้องยอมรับว่า เปตรา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างแท้จริง เพราะเป็นนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา (Wadi Musa Valley) หรือหุบเขาโมเสส (Valley of Moses) ในอดีตทำเลที่ตั้งของเมืองนี้เป็นพื้นที่แห้งแล้งจัด แต่ถือเป็นศูนย์กลางทางการค้า ชนกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เปตราคือ ชาวเอโดไมต์ เข้ามาเมื่อราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ชนชาติที่สร้างเมืองเปตราขึ้นมานั้นกลับเป็นชาวนาบาเทียน (The Nabataeans)ที่มีความสามารถทางด้านการค้า และเก็บภาษีผ่านทางที่สำคัญของกองคาราวานสินค้าที่สัญจรไปมาระหว่างตอนใต้ของคาบสมุทรอาระเบีย ซีเรีย อียิปต์ และเมืองท่าบนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งยังมีวิวัฒนาการเรื่องการเก็บกักน้ำไว้ใช้ มีจุดสังเกตคือร่องน้ำตลอดทางเดินที่ชาวนาบาเทียนทำไว้เพื่อให้น้ำไหลเข้ามาใช้ในเมืองนี้ได้

เสน่ห์ของการเดินเที่ยวในเปตราคือ ซิค (Siq) ช่องแคบระหว่างก้อนหินขนาดยักษ์ที่มีความสูงไล่เรียงประมาณ 80-90 เมตร ทำให้ต้องเดินเท้าเข้าไปในเมืองเท่านั้น ซิคเกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการซัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน กลายเป็นถนนทรายระหว่างผาหินสูงชันที่คดเคี้ยว ริ้วลายและเส้นสายของลายหินที่งดงาม โดยเส้นทางจะนำไปสู่มหาวิหารบนหน้าผาหินทรายที่ชื่อว่า เดอะ เทรชัวรี หรือ เอล-คาซเนท์ (The Treasury หรือ Al Khazneh) เป็นวิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก มีความสูงเกือบ 40 เมตร ที่จะสะกดทุกสายตาไว้เป็นตาเดียวกัน

โรงละคร โรมัน

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสีสันของการมาเที่ยวจอร์แดน ต้องลองเดินทางด้วยรถโฟร์วิลท่ามกลางทะเลทรายวาดิรัม ทะเลทรายที่ได้ชื่อว่าสวยงามแปลกตามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยทรายสีแดงอมชมพู สลับกับโขดเขารูปร่างแปลกตาราวกับพื้นผิวขรุขระ จนได้ชื่อว่าเป็น “หุบเขาแห่งพระจันทร์” (The Valley of the Moon) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก

หนึ่งในหินขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทรายวาดิรัมคือจุดหมายที่เราจะเดินทางไปชมคือ “เจ็ดเสาหลักแห่งปัญญา” (The Seven Pillars of Wisdom) ซึ่งคำนี้มาจากหนังสือที่ T.E. Lawrence เขียนหลังจากกลับไปอังกฤษ และต่อมายังได้ถูกใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์อมตะเรื่อง Lawrence of Arabia

เมืองอัมมาน

 

เกร็ดเล็กของการเดินทางกลางทะเลทรายที่มีสีแดงอมชมพูเหล่านี้ เราสามารถนำทรายขึ้นมาขัดโลหะ เช่นเหรียญเก่าที่มีสีหมอง สร้อยนาก เพียงพริบตาเดียวของเหล่านี้จะมันวาวเหมือนใหม่เพราะในทรายที่มีสีแดงอมชมพูเหล่านี้มีแร่เหล็กผสมอยู่มาก

ปิดท้ายการเดินทางมาจอร์แดนที่ทะเลสาบเดดซี (Dead sea) หรือทะเลแห่งความตาย ที่มีความเค็มที่สุดในโลกตั้งอยู่พรมแดนระหว่างอิสราเอลและจอร์แดน มีส่วนประสมของโซเดียมและแมกนีเซียม ทำปฏิกิริยากับน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านล่างของทะเลสาบ โดยมีความเค็มมากกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า จุดที่ลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกด้วย

ทะเลทรายวาดิรัม

 

ความที่น้ำมีเกลือละลายอยู่ถึง 25%จึงทำให้วัตถุหรือคนสามารถลอยเหนือน้ำได้ แต่มีข้อห้ามคือ ต้องติดน้ำเปล่าเอาไว้ล้างตา เผื่อน้ำทะเลเข้าตาและห้ามลงไปเล่นนานเกิน 15 นาที เพราะความเค็มจะดูดน้ำจากร่างกายของเราออกไปมาก และหากแช่อยู่นานๆความเค็มของเกลือจะทำให้ผิวลอกเป็นขุยด้วย

หลายคนไม่เคยคิดจะไปเที่ยว “จอร์แดน” แต่ในทางตรงข้ามใครที่ได้เคยสัมผัสกลับพบว่า จอร์แดนเป็นประเทศที่สงบมาก ผู้คนไม่พลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมดูแปลกตาน่าค้นหาโดยเฉพาะกับพวกเราชาวเอเชีย

ลอยตัวบนทะเลสาบเดดซี

 

ทะเลสาบเดดซี

 

อูฐโดยสารรับนักท่องเที่ยว

 

โบสถ์แห่งเมาท์เนโบ

 

ยอดเขาเนโบ

 

ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน

 

ถล่ม​ซีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908166


เรือรบ​สหรัฐอเมริกา​ที่​ลอยลำ​ใน​ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน​ยิง​ขีปนาวุธ​จรวด “โท​มา​ฮอว์ก” ถล่ม​ฐานทัพ​ซีเรีย​ตาม​คำสั่ง​นาย​โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้​นำ​สหรัฐฯ (ซ้าย) ตอบโต้​กองทัพ​ซีเรีย ที่​นำ​โดย​นาย​บา​ชา​ร์ อัล-อัส​ซา​ด ผู้​นำ​ซีเรีย (ขวา) ซึ่ง​ถูก​กล่าว หา​ใช้​อาวุธ​เคมี​แก๊ส​ซา​รี​น​ถล่ม​ใส่​กบฏ​จน​มี​ผู้​เสีย​ชีวิต 86 ศพ.

 

อุรุกวัยขายกัญชาเสรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908066


(ภาพจาก: AFP)

รัฐบาลอุรุกวัยแถลงเมื่อ 6 เม.ย.ว่า จะเริ่มอนุญาตให้มีการขายกัญชาเพื่อสันทนาการตามร้านขายยาได้อย่างถูกกฎหมายเป็นชาติแรกในโลกตั้งแต่เดือน ก.ค.นี้ หลังผ่านกฎหมายนี้ในปี 2556 โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ซื้อกัญชาต้องลงทะเบียนก่อน เริ่มใน 2 พ.ค. ผู้ลงทะเบียนต้องเป็นพลเมืองอุรุกวัย หรือมีสิทธิพำนักอาศัยถาวร แต่จำกัดให้ซื้อกัญชาได้สูงสุด 40 กรัมต่อเดือน ราคากรัมละ 1.30 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 45 บาท) กัญชาต้องมาจากไร่ที่รัฐกำกับดูแล กฎหมายยังอนุญาตให้ผู้ใช้ปลูกกัญชาเองที่บ้านได้ หรือเข้าร่วมกับสหกรณ์ผู้ปลูกกัญชา อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้กัญชาจำนวนมากยังลังเลที่จะไปลงทะเบียน เพราะหวั่นถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวและถูกจำกัดปริมาณการซื้อ.

 

‘ทรัมป์’ สั่งเปิดฉากยิงโทมาฮอว์กถล่มซีเรียตอบโต้ที่ใช้อาวุธเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908136


สหรัฐฯปฏิบัติการช็อกโลก “ทรัมป์” กร้าวเปิด ฉากสั่งยิงขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก” 59 ลูก ถล่มสนามบินทางทหารของซีเรียแบบม้วนเดียวจบ จนสนามบินเสียหายยับเยิน หลังซีเรียใช้อาวุธเคมีแก๊สซารีน ถล่มพื้นที่ยึดครองฝ่ายกบฏ ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเกือบร้อยศพ เจ็บอีกระนาว ขณะที่อิหร่าน รัสเซีย รุมประณามรัฐบาลอเมริกันอันธพาลโลกชาวโลกสุดสลดและสะเทือนใจอีกคำรบกับปฏิบัติการช็อกโลกของสหรัฐฯ ที่เปิดฉากยิงขีปนาวุธถล่มซีเรียอ้างต้องสงสัยกองทัพรัฐบาลซีเรียสั่งใช้อาวุธเคมีกับกองกำลังฝ่ายกบฏในประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 7 เม.ย. ว่า กองทัพสหรัฐฯเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีซีเรียอย่างฉับพลันเมื่อเวลา 04.40 น. ของเช้าวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่นซีเรีย หรือราว 08.40 น. เช้าวันเดียวกันตามเวลาประเทศไทย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ สั่งการกระทรวงกลาโหมหรือเพนตากอน ยิงขีปนาวุธร่อน “โทมาฮอว์ก” จำนวน 59 ลูก ปล่อยออกจากเรือพิฆาต 2 ลำ คือ ยูเอสเอส พอร์เตอร์ กับยูเอสเอส รอสส์ ลอยลำอยู่ในพื้นที่ด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนปฏิบัติการยิงปล่อยขีปนาวุธทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ขีปนาวุธโทมาฮอว์กพุ่งถล่มเป้าหมายพื้นที่สนามบินชายรัต ใกล้เมืองฮอมส์ ทางภาคกลางของประเทศซีเรีย เป็นสนามบินทหารสำคัญอันดับ 2 ของซีเรีย ทำลายเป้าหมายรันเวย์สนามบิน เครื่องบินรบ โรงเก็บเครื่องบินรบ คลังน้ำมัน คลังเก็บอาวุธยุทธภัณฑ์ เครื่องกระสุน บังเกอร์ ตลอดจนระบบเรดาร์และระบบป้องกันภัยทางอากาศ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ในเวลาต่อมา โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่า ปฏิบัติการโจมตีฉับพลันของสหรัฐฯใช้เวลาแค่ 2-3 นาที เป็นการโจมตีแบบครั้งเดียวจบ เพื่อทำลายอากาศยานและยุทธภัณฑ์ของกองทัพซีเรีย หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯอ้างว่าเครื่องบินรบและพื้นที่สนามบินดังกล่าวถูกใช้สำหรับปฏิบัติการทิ้งระเบิดและอาวุธเคมีแก๊สซารีนของกองทัพรัฐบาลซีเรียถล่มเป้าหมายพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกบฏซีเรียที่เมืองข่าน ชีคฮุน จังหวัดอิดลิบ เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 86 ศพ รวมถึงเด็กๆ 27 คน ผู้บาดเจ็บและล้มป่วยมากกว่า 500 คน ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประณามการกระทำดังกล่าว ทั้งกล่าวหาประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด ผู้นำซีเรียเป็นเผด็จการสั่งใช้อาวุธเคมีโจมตีเป้าหมายพลเรือนผู้บริสุทธิ์ อเมริกาจำเป็นต้องดำเนินการดังกล่าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯและป้องกันการใช้อาวุธเคมี

ข่าวแจ้งว่า ปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯถล่มเป้าหมายสนามบินทหารในซีเรีย ถือเป็นการออกคำสั่งปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุดของประธานาธิบดีทรัมป์ นับตั้งแต่ขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี สหรัฐฯตั้งแต่ 20 ม.ค. ฝ่ายรัฐบาลซีเรียอ้างว่า ผลของปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย รวมทั้งเด็ก 4 คน

นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประจำตัวประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ในฐานะชาติพันธมิตรของรัฐบาลซีเรีย แถลงประณามการกระทำของรัฐบาลสหรัฐฯ อ้างเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ก้าวร้าวล่วงละเมิดอธิปไตยซีเรียและยังอาจส่งผลให้สถานการณ์ต่างๆในซีเรียยิ่งเลวร้ายลงอีก นอกเหนือจากกระทบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซีย รัสเซียขอเรียกร้องถึงคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติให้จัดประชุมฉุกเฉินเรื่องนี้ ขณะที่รัฐบาลซีเรียแถลงยืนยันมีทหารซีเรียเสียชีวิต 6 นาย ทั้งกล่าวหารัฐบาลวอชิงตันกำลังสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอเอสในพื้นที่ให้ยิ่งกร้าวแกร่งมากขึ้น อีกทั้งชี้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯต้องสงสัยรัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีทั้งๆที่ยังไม่มีข้อมูลหลักฐานชี้ชัดอะไรคือความจริง

ปฏิบัติการทางทหารของกองทัพสหรัฐฯครั้งนี้ ได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายประเทศพันธมิตร รวมถึงอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และตุรกี นอกเหนือจากฝ่ายกบฏและฝ่ายค้านรัฐบาลซีเรียที่ต่างแสดงความยินดีและต้องการให้ปฏิบัติการโจมตีฝ่ายรัฐบาลซีเรียเกิดขึ้นต่อไปอีก ขณะที่ฝ่ายต่อต้านปฏิบัติการทางทหารของ สหรัฐฯครั้งนี้คือ รัสเซียกับอิหร่าน ส่วนรัฐบาลจีนเรียกร้อง ถึงทุกฝ่ายความขัดแย้งให้เร่งหารือกันยับยั้งสถานการณ์มิให้เลวร้ายลงอีก ทั้งระบุรัฐบาลจีนคัดค้านการใช้อาวุธเคมีทุกกรณี

 

ด.ช.11 ขวบผูกคอตายสลด หลังแฟนหลอกฆ่าตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908061


สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อ 6 เม.ย.ว่า อัยการเขตมาร์เควต รัฐมิชิแกน ในสหรัฐฯ ตั้งข้อหายุวชนที่ไม่ระบุชื่อและวัยคนหนึ่ง โทษฐานละเมิดกฎหมายคอมพิวเตอร์ ใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคมในทางที่เลวร้าย สืบเนื่องจากคดี ด.ช.ไทเซน เบนซ์ วัย 11 ขวบ ผูกคอตายในห้องพัก หลังวัยรุ่นสาวอายุ 13 ปี แฟนสาวของผู้ตายและเพื่อนๆบางคนเล่นตลกร้าย โพสต์ในโซเชียล มีเดียและส่งข้อความถึง เหยื่อว่าแฟนสาวฆ่าตัวตายแล้ว ทำให้เหยื่อเสียใจ คิดสั้นผูกคอตายตาม

นางแคทรินา กอสส์ วัย 41 ปี มารดาของ ด.ช.ไทเซนเผยว่า หลังลูกชายได้รับข่าวลวงดังกล่าว เขาก็โพสต์ตอบในโซเชียล มีเดีย ว่ากำลังจะฆ่าตัวตายตามแฟนสาว ตนไม่รู้ว่าทำไมพวกเธอถึงเล่นพิเรนทร์เช่นนั้น และหลังลูกชายโพสต์ตอบว่าจะฆ่าตัวตาย พวกเธอก็ไม่บอกผู้ใหญ่แม้แต่คนเดียว เหตุเกิดตั้งแต่ 14 มี.ค. ภายในเวลาสั้นแค่ 40 นาที ก่อนหน้านั้นลูกชายก็ปกติดี แต่ไม่นานตนก็พบลูกชายแขวนคอในห้อง จึงรีบนำส่งโรงพยาบาล และเขาเพิ่งเสียชีวิตเมื่อ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา นางกอสส์เผยด้วยว่า ลูกชายและแฟนสาวจอมแสบอาจพบกันที่โรงเรียน.

 

อินเดียเร่งตรวจสอบ ด.ญ.เมาคลี อยู่ป่ากับฝูงลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/908060


(ภาพจาก : AP)

เมื่อ 7 เม.ย.เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรัฐอุตตรประเทศ ทางเหนือของอินเดีย เร่งตรวจสอบรายชื่อเด็กที่ถูกแจ้งความว่าสูญหายเพื่อตรวจสอบว่าจะใช่เด็กหญิงที่เชื่อว่าใช้ชีวิตอยู่ในป่ากับฝูงลิงที่เพิ่งถูกพบและได้รับการช่วยเหลือออกมาหรือไม่

สำหรับเด็กหญิงคนดังกล่าว อายุระหว่าง 8-10 ขวบ ถูกพบเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่แล้วในเขตอุทยานสัตว์ป่าคาตาเนียกัต พื้นที่ป่ารัฐอุตตรประเทศติดพรมแดนประเทศเนปาล ซึ่งตำรวจระบุด้วยว่าขณะตำรวจที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านเข้าไปช่วย พบ ด.ญ.คนนี้เล่นอยู่กับฝูงลิงและทำพฤติกรรมเลียนแบบลิงหลายอย่าง และฝูงลิงยังได้จู่โจมทำร้ายตำรวจด้วย แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ด.ญ. ใช้ชีวิตอยู่ในป่ากับฝูงลิงมายาวนานเท่าไหร่

ด้านแพทย์ที่ตรวจร่างกายเด็กหญิงชาวป่านิรนาม เผยว่า เมื่อแรกที่พบตัว ด.ญ.อยู่ในสภาพขาดสารอาหาร ผมและเล็บยาวเฟื้อยและมีร่องรอยบาดแผลเต็มตัว ไม่สามารถสื่อสารภาษามนุษย์รู้เรื่อง เอาแต่กรีดร้องโหยหวนและทำท่าเดินเหมือนลิงคือใช้ทั้งมือและขา

อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ด.ญ.มีสุขภาพดีขึ้นตามลำดับ และในระยะยาวคาดว่าจะถูกส่งต่อให้สำนักงานสวัสดิภาพเด็กและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อื่นๆดูแลเพื่อว่าจะค่อยๆฟื้นฟูให้เด็กเรียนรู้และกลับคืนสู่โลกความเป็นจริงต่อไป

ส่วนผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ดูแลอาการของ ด.ญ.อยู่ตอนนี้ เผยว่า แม้ตอนนี้จะยังอยู่ในโรงพยาบาลแต่หากมีองค์กรหรือหน่วยงานดูแลค่าใช้จ่ายก็สามารถย้ายไปเข้ารับการดูแลทางการแพทย์ที่ดีกว่าที่โรงพยาบาลวิทยาลัยการแพทย์ลัคเนาได้ขณะเดียวกัน นายอะชัยเทพ ซิงห์ นายอำเภอท้องถิ่น ที่เดินทางไปเยี่ยมอาการ ด.ญ.คนดังกล่าวที่โรงพยาบาล ได้ตั้งชื่อให้เธอว่า “ฟอเรสต์ ดูรกา” ซึ่งเป็นชื่อที่หมายถึงเทพธิดายอดนักรบของชาว ฮินดู ด้านชาวอินเดียหลายคนพากันเปรียบเทียบเรื่องราวของเด็กหญิงที่พบอยู่กับฝูงลิงกับ “เมาคลี” ตัวละครเอกจากหนังสือดังเรื่อง “เมาคลีลูกหมาป่า” (Jungle Book) ของรุดยาร์ด คิปลิง ที่เป็นเรื่องราวของเด็กชายที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยฝูงหมาป่าและเพิ่งถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดเมื่อปีที่แล้ว.