สหรัฐฯ ถล่มซีเรีย ตาย 9! รัสเซีย ขยับยกระดับป้องกันภัย สอยโทมาฮอว์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 19:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907871


(สหรัฐฯยิงโทมาฮอว์กจากเรือพิฆาต ยูเอสเอส รอสส์)

โลกตึงเครียด.. หลังทรัมป์สั่งถล่มตีซีเรีย ตอบโต้ใช้อาวุธเคมี ทั้ง อังกฤษ เยอรมนี สนับสนุนเต็มที่ ด้านรัสเซีย ประกาศจ่อเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยทางอากาศในซีเรีย เย้ย โทมาฮอว์กแค่ 23 ลูกถึงเป้าหมาย ขณะที่มีพลเรือนดับ 9

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ปฏิกิริยาผู้นำโลกแตกออกเป็นสองฝ่าย หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งกองทัพระดมยิงขีปนาวุธร่อนนำวิถีระยะไกล ‘โทมาฮอว์ก’ จากเรือพิฆาต ยูเอสเอส รอสส์ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ถึง 59 ลูก บินมาโจมตีฐานทัพอากาศ ‘เซย์รัต’ ของซีเรีย ในเมืองฮอมส์ เมื่อเช้าตรู่วันที่ 7 เม.ย. ตอบโต้ที่รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีเข่นฆ่าพลเมืองตัวเองดับเกือบ 100 โดยฝ่ายที่สนับสนุนสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลอังกฤษ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี ตลอดจนประธานสหภาพยุโรป และตุรกี ได้ออกมาสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ​แล้ว

สถานีโทรทัศน์ในซีเรีย เผยแพร่ภาพความเสียหายของฐานทัพอากาศซีเรีย หลังโดนสหรัฐฯโจมตี

ขณะที่ พลเอกเจนส์ สโตเลเบิร์ก เลขาธิการใหญ่องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กล่าวว่า รัฐบาลซีเรียต้องเป็นผู้แบกรับความรับผิดชอบทั้งหมดที่ทำให้สถานการณ์ในซีเรียพัฒนามาจนถึงจุดนี้ เพราะการใช้อาวุธเคมีทุกอย่างเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ โดยเลขาธิการใหญ่ของนาโตยังเผยว่าเขาได้รับแจ้งจาก รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ว่าการยิงโจมตีซีเรียของสหรัฐฯ จะดำเนินต่อไป

ด้านสำนักข่าว SANA ในซีเรีย แจ้งว่า การยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก มาถล่มฐานทัพอากาศ เซย์รัต ในเมืองฮอมส์ ของซีเรีย เมื่อเช้าวันศุกร์ ทำให้มีพลเรือนชาวซีเรีย เสียชีวิต 9 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 4 ราย ขณะที่กำลังทหารรัสเซียที่มีประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศแห่งนี้เช่นกัน ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ นอกจากนั้น ยังมีเครื่องบินรบ 9 ลำได้รับความเสียหาย โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียได้แถลงต่อนักข่าวว่า การป้องกันภัยทางอากาศในซีเรียจะต้องยกระดับมากขึ้น หลังสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กมาโจมตี

‘เพื่อเป็นการปกป้องสถานที่ที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ละเอียดอ่อนมากที่สุดในซีเรีย จะมีการเพิ่มมาตรการป้องกันให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ และเป็นการยกระดับศักยภาพของกองทัพซีเรียในการป้องกันภัยทางอากาศ’ อิกอร์ โคนาเช็นคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงต่อนักข่าว นอกจากนั้น กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ยังเย้ยหยันกองทัพสหรัฐฯ ว่า การโจมตีทางอากาศครั้งนี้ของสหรัฐฯ ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะจากระบบตรวจจับของรัสเซีย พบว่า มีโทมาฮอว์กแค่เพียง 23 ลูกเท่านั้น ที่บินมาถึงฐานทัพอากาศซีเรีย และยังไม่กระจ่างชัดในขณะนี้ว่า ขีปนาวุธร่อนนำวิถีอีก 36 ลูกนั้น ตกก่อนหรือไม่

ข่าวเกี่ยวข้อง

รัสเซียโกรธจัด! ทรัมป์ สั่งยิงโทมาฮอว์กโจมตีซีเรีย อิหร่านร่วมประณาม

 

ยื้อชีวิตไม่ไหว หญิงร่วงลงแม่น้ำเทมส์ เหตุโจมตีเวสต์มินสเตอร์ ตายแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 16:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907757


เหยื่อโจมตีเวสต์มินสเตอร์เพิ่มขึ้นอีกราย..หญิงสาวร่วงลงแม่น้ำเทมส์ ขณะคนร้ายขับรถพุ่งชนผู้คนบนสะพาน เสียชีวิตแล้ว หลังนอนอยู่ในห้องไอซียูมานานกว่า 2 สัปดาห์ สื่อเผยเป็นหญิงชาวโรมาเนียมาเที่ยวลอนดอน เพื่อฉลองวันเกิดของแฟนหนุ่ม

เมื่อ 7 เม.ย. สื่อต่างประเทศรายงานข่าวเศร้า นางสาว แอนเดรีย คริสเตีย หญิงสาวที่ร่วงลงไปในแม่น้ำเทมส์ ขณะเกิดเหตุคนร้ายขับรถชนคนบนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน  เมื่อ 22 มีนาคม ว่าในที่สุด ได้เสียชีวิตแล้ว หลังจากบาดเจ็บสาหัส จนถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูของโรงพยาบาลมานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยการเสียชีวิตของนางสาวคริสเตีย ทำให้ยอดเหยื่อจากเหตุโจมตีเวสต์มินสเตอร์ โดยฝีมือของนายคาลิด มาซูด เพิ่มเป็น 5 ราย ขณะที่มีผู้บาดเจ็บนับ 50 ราย

เว็บไซต์ มิร์เรอร์ แจ้งว่า นางสาวแอนเดรีย เป็นชาวโรมาเนีย อายุ 31 ปี ซึ่งเธอได้เดินทางมาเที่ยวกรุงลอนดอน พร้อมกับคนรัก นายอันเดร บูร์นาซ เพื่อฉลองวันคล้ายวันเกิดของเขา แต่แล้วกลับต้องประสบเหตุการณ์ก่อการร้ายสะเทือนขวัญอย่างไม่คาดคิด เมื่อนายมาซูด ชายชาวอังกฤษ ได้ก่อเหตุขับรถชนคนเดินเท้า บนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ก่อนจะขับไปพุ่งชนรั้วอาคารรัฐสภา และใช้มีดแทงตำรวจจนเสียชีวิต ก่อนที่เขาจะถูกตำรวจวิสามัญ​ยิงดับในที่เกิดเหตุ บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา

ตำรวจกรุงลอนดอน แล่นเรือตรวจตราความปลอดภัยในแม่น้ำเทมส์

ด้านครอบครัวของแอนเดรีย และคนรักของเธอ ได้กล่าวว่า หลังจากแอนเดรียพยายามต่อสู้เพื่อมีชีวิตต่อไปมานานกว่า 2 สัปดาห์ ในที่สุด เธอก็จากพวกเราไป เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีเวสต์มินสเตอร์ 4 รายในวันเกิดเหตุ ได้แก่ พลตำรวจคีธ พัลเมอร์ ที่ถูกคนร้ายใช้มีดแทงจนเสียชีวิต, นางอัยชา ฟราดี คุณแม่ลูกสอง, นายเคิร์ต โคชแรน นักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน และนายเลสลี โรเดส

ข่าวเกี่ยวข้อง

นาทีสยอง ก่อการร้ายลอนดอน ขับรถชนคนจนร่วงตกสะพาน ไอซิสรับผิดชอบ (คลิป)

 

รัสเซียโกรธจัด! ทรัมป์ สั่งยิงโทมาฮอว์กโจมตีซีเรีย อิหร่านร่วมประณาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 14:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907575


ประธานาธิบดีปูติน ตอบโต้ ผู้นำสหรัฐฯสั่งระดมยิงขีปนาวุธ ‘โทมาฮอว์ก’ จากเรือพิฆาตถล่มฐานทัพซีเรีย ชี้ฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ และจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯอย่างหนัก ขณะที่อิหร่านขยับ ประณามสหรัฐฯอย่างรุนแรง

เมื่อ 7 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าปฏิกิริยาผู้นำโลก โดยเฉพาะรัสเซีย และซีเรีย หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ​สุดกร้าว ยกระดับปฏิบัติการในซีเรีย ออกคำสั่งให้กองทัพระดมยิงขีปนาวุธร่อนนำวิถีพิสัยไกล ‘โทมาฮอว์ก’ นับ 59 ลูก จากเรือพิฆาต ยูเอสเอส รอสส์ (USS ROSS) ที่ประจำการอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โจมตีฐานทัพอากาศซีเรียเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 7 เม.ย. เพื่อตอบโต้ที่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด สั่งใช้อาวุธเคมีเข่นฆ่าพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในจังหวัดอิดลิบ ซึ่งฝ่ายกบฏยึดครองอยู่ ดับสลดเกือบ 100 รายนั้น

รอยเตอร์ แจ้งว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ซึ่งถือเป็นชาติมหาอำนาจที่เป็นพันธมิตรกับรัฐบาลซีเรียได้ออกมาตอบโต้สหรัฐฯที่ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กถล่มฐานทัพอากาศ Shayrat (เชย์รัต)ในเมืองฮอมส์แล้ว ขณะที่กำลังทหารรัสเซียก็ประจำการอยู่ที่ฐานทัพแห่งนี้เช่นกัน โดยรัสเซีย เชื่อว่า การโจมตีด้วยโทมาฮอว์กของสหรัฐฯ เป็นการฝ่าฝืนกฏหมายระหว่างประเทศ และจะกระทบต่อควมสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯอย่างร้ายแรง โดยรัสเซีย เรียกการโจมตีด้วยขีปนาวุธของสหรัฐฯว่า เป็นการกระทำที่ก้าวร้าวต่อชาติที่มีอธิปไตย และเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ พร้อมขู่ที่จะยุติความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯ ขณะที่เอพี รายงานว่า สมาชิกสภาอาวุโสคนหนึ่งของรัสเซีย ถึงกับกล่าวว่า การที่กองทัพสหรัฐฯยิงโทมาฮอว์กถล่มฐานทัพซีเรีย ทำให้ความหวังของความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซียในซีเรียสิ้นสุดลง

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเผยแพร่ภาพจากดาวเทียม ฐานทัพอากาศเชย์รัต ในเมืองฮอมส์ ที่ถูกสหรัฐฯโจมตี

ก่อนหน้านี้ นายอเล็กซี พุชคอฟ ประธานคณะกรรมาธิการนโยบายข้อมูลของสภาสูงรัสเซีย ทวีตข้อความทางทวิตเตอร์ว่า ถ้าหากทรัมป์สั่งใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อซีเรีย ก็จะผลักให้เขาไปสู่สมาคมเดียวกับอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และบารัค โอบามา ขณะที่ นายวลาดิเมียร์ ซาฟรอนคอฟ รองเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ เตือนสหรัฐฯก่อนหน้าเช่นกัน ให้คิดทบทวนให้ดีต่อการใช้กำลังทางทหาร ในอิรัก ลิเบีย และประเทศอื่นๆ

ด้านรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งเป็นชาติที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับสหรัฐฯ​ถึงกับออกมาประณามอย่างรุนแรงที่สหรัฐฯยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กโจมตีฐานทัพซีเรีย เพราะการกระทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้การก่อการร้ายในซีเรียเข้มแข็งขึ้น และจะยิ่งทำให้สถานการณ์ในซีเรีย รวมทั้งตะวันออกกลางยุ่งยากมากขึ้น.

ข่าวเกี่ยวข้อง

สหรัฐฯ ถล่มซีเรีย ตาย 9! รัสเซีย ขยับยกระดับป้องกันภัย สอยโทมาฮอว์ก

เดือด! สหรัฐฯกร้าว ระดมยิงโทมาฮอว์ก ถล่มฐานทัพซีเรีย โต้ใช้อาวุธเคมี (คลิป)

 

เดือด! สหรัฐฯกร้าว ระดมยิงโทมาฮอว์ก ถล่มฐานทัพซีเรีย โต้ใช้อาวุธเคมี (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 11:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907512


สงครามซีเรียเดือด…ทรัมป์กร้าว สั่งกองทัพสหรัฐฯ ระดมยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก 59 ลูกจากเรือพิฆาตในเมดิเตอร์เรเนียน โจมตีฐานทัพอากาศของซีเรีย ตอบโต้รัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ที่ใช้อาวุธเคมีเข่นฆ่าพลเรือนผู้บริสุทธิ์ตายกว่า 100


http://www.thairath.co.th/clip/116577

เมื่อ 7 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ​มีคำสั่ง ให้ กองทัพระดมยิงขีปนาวุธนำวิถีร่อนนำวิถีระยะไกล ‘โทมาฮอว์ก’ จากเรือพิฆาต ‘USS Ross’ (ยูเอสเอส รอสส์) ที่ประจำการอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จำนวนถึง 59 ลูก โจมตีฐานทัพอากาศ เชย์รัต ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองฮอมส์ ในประเทศซีเรีย ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด เวลา 04.30 น. ของวันศุกร์ที่ 7 เม.ย. ตามเวลาในซีเรีย เพื่อตอบโต้รัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ที่ต้องสงสัยใช้อาวุธเคมีโจมตีเมืองที่กบฏยึดครองอย่างโหดเหี้ยม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ100 ราย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงต่อชาวอเมริกันและชาวโลกผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ถึงเหตุผลที่มีคำสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก โจมตีฐานทัพอากาศในซีเรีย เนื่องจากฐานทัพแห่งนี้เป็นฐานในปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธเคมี โดยทรัมป์ ซึ่งกล่าวที่คฤหาสน์ มาร์ อาลาโก ในรัฐฟลอริดา ยังตีตราประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดแห่งซีเรียว่า เป็น ‘เผด็จการ’ ที่ใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือนที่บริสุทธิ์

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ ยังกล่าวว่า ปฏิบัติการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ถือเป็นปฏิบัติการด้านความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการป้องกันการใช้อาวุธเคมี พร้อมกันนั้น ผู้นำสหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้ประชาคมโลกทั้งมวลควรร่วมมือกันพยายามหยุดยั้งการเข่นฆ่าและการนองเลือดในซีเรีย และยุติการก่อการร้ายทุกชนิดและทุกรูปแบบ.

ข่าวเกี่ยวข้อง

รัสเซียโกรธจัด! ทรัมป์ สั่งยิงโทมาฮอว์กโจมตีซีเรีย อิหร่านร่วมประณาม

 

‘ลูบคม’ ปูติน! บึมพลีชีพรถไฟใต้ดินสะท้านโลก ใคร…เบื้องหลัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906802


เหตุระเบิดบนรถไฟใต้ดินในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองใหญ่อันดับ 2 ของรัสเซีย ดับสลด 14 ราย เจ็บระนาวเกือบครึ่งร้อย เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น..ต้องถือเป็นเหตุก่อการร้ายสุดอุกอาจ สะเทือนขวัญอีกครั้งที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินประเทศรัสเซีย

ทันทีที่สำนักข่าวท้องถิ่นและต่างประเทศรายงานข่าวด่วน เกิดเหตุระเบิดบนรถไฟใต้ดินในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คาดมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ความรู้สึกแวบแรกที่เกิดขึ้น ย่อมแปลกใจ พร้อมกับคำถาม ‘ใครกันที่กล้าก่อเหตุรุนแรง โดยไม่หวั่นเกรงอำนาจของผู้นำสุดแกร่ง มาดนิ่ง อย่าง วลาดิเมียร์ ปูติน’ และที่สำคัญ ขณะเกิดเหตุ ประธานาธิบดีปูติน กำลังมาปฏิบัติภารกิจอยู่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กพอดี !!

ท่ามกลางการทำงานของหน่วยข่าวกรองแดนหมีขาว ทำให้ในเวลาไม่นานนัก ปริศนาของเหตุระเบิดบนรถไฟใต้ดินขบวนหนึ่งในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่กำลังวิ่งอยู่ระหว่างสถานี Sennaya Ploshchad กับสถานี Tekhnologichessky Instition คลี่คลายมากขึ้น ขณะที่ เจ้าหน้าที่รัสเซีย ชี้ เหตุระเบิดครั้งนี้เป็นเหตุก่อการร้าย โดยฝีมือมือระเบิดพลีชีพ เพราะมีการพบเข็มขัดระเบิดตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ขณะที่ ตำรวจรัสเซียยังพบระเบิดอีกลูกถูกวางไว้ที่สถานีรถไฟใต้ดินอีกแห่ง คือ สถานี Ploshchad Vosstaniya ด้วย และโชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถกู้ระเบิดได้ทันเวลา

*เผยชื่อมือบึมพลีชีพ หนุ่มจากเอเชียกลาง

การทำงานอย่างรวดเร็วของหน่วยข่าวกรองรัสเซียในการคลี่คลายคดี ทำให้มีการเปิดเผยชื่อผู้ต้องสงสัยเป็นมือระเบิดพลีชีพ โดยอาศัยภาพจากกล้องวงจรปิด ว่าคือ ชายหนุ่มอายุ 22 ปี ชื่อ อัคบาร์ซอน ซาลิลอฟ (Akbarzhon DZhalilov) เกิดที่เมืองออช (Osh) ในสาธารณรัฐคีร์กีซสถาน ภูมิภาคเอเชียกลาง ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐของสหภาพโซเวียตเดิม โดยต่อมา นายซาลิลอฟ ได้เปลี่ยนมาถือสัญชาติรัสเซีย

จากการเช็กประวัติ ซาลิลอฟ อาศัยอยู่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หลายปีแล้ว เคยทำงานเป็นช่างซ่อมรถ ก่อนจะไปทำงานที่ร้านซูชิ และจากการเปิดเผยตัวตนของตนเองบนโลกโซเชียล สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของเขาเกี่ยวกับมุสลิมหัวรุนแรง และการชกมวย ขณะที่คนที่เคยพบกับซาลิลอฟ อธิบายถึงลักษณะนิสัยใจคอของเขาว่า เป็นคนนิ่งๆ และเป็นผู้ชายที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี

* เคยเห็นความเหี้ยมโหดที่บ้านเกิด

เว็บไซต์ thestar รายงาน จากข้อมูลที่สืบหามาได้ ทำให้ทางการรัสเซียทราบว่า ก่อนที่ซาลิลอฟและครอบครัวจะย้ายถิ่นฐาน เดินทางมาอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งทำให้เขาได้สัญชาติเป็นพลเมืองรัสเซียนั้น เขาเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอุซเบก ในคีร์กีซสถาน อาศัยอยู่ในเมืองออช ทางภาคใต้ของประเทศ และได้เห็นเพื่อนพี่น้องร่วมเผ่าพันธุสิ้นชีพกว่า 400 คน บาดเจ็บอีกหลายพัน จากเหตุการณ์ชนกลุ่มน้อยชาวอุซเบกปะทะกับชาวคีร์กีซในปี 2553

ด้วยเหตุนี้ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นเมืองท่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย จึงเป็นปลายทางเพื่อหนีความรุนแรง ความยากจน และการว่างงาน ของประชาชนจำนวนมากจากคีร์กีซสถาน รวมทั้งผู้คนชาวมุสลิมที่เคยอยู่ในรัฐต่างๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต โดยคนเหล่านี้จะได้ใบอนุญาตทำงานชั่วคราวในรัสเซีย หรือบางคนก็แอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย ขณะที่ ตามรายงานระบุว่า มีผู้คนจากเอเชียกลางได้รับสถานะพลเรือนรัสเซียหลายพันคน ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

*พ่อแม่กลับไปอยู่บ้านเกิด คีร์กีซสถานแล้ว

สื่อในรัสเซียรายงาน ซาลิลอฟ ทำงานในอู่ซ่อมรถกับพ่อ ก่อนจะมาทำอาหารในร้านซูชิ ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเขายังคงทำงานในเมืองนี้ต่อไป ขณะที่พ่อแม่ย้ายกลับไปอยู่ที่คีร์กีซสถานตามเดิมแล้ว ตามรายงานระบุถึงความผิดปกติของ ซาลิลอฟ หลังจากกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่คีร์กีซสถานเมื่อเดือนก่อน เขาไม่ได้เดินทางตรงกลับมายังเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเหมือนเช่นเคย แต่กลับไปมอสโกก่อน ซึ่งเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่รัสเซียต้องสืบหาต่อไปว่า บางทีเขาอาจไปพบกับกลุ่มคนที่สมรู้ร่วมคิดกันก่อเหตุก็เป็นได้

** นิ่งมากๆ ขณะเตรียมลงมือก่อเหตุ

กล้องวงจรปิด เผยให้เห็นใบหน้าของซาลิลอฟ ขณะเดินเข้ามาในสถานีรถไฟใต้ดินอย่างชัดเจน เขาดูนิ่งมาก และเป็นผู้ชายหน้าตาดี สวมแว่นตา แจ็กเก็ตสีแดง และหมวกบีนนี่สีน้ำเงิน ขณะที่สะพายเป้ไว้บนหลัง ซึ่งเชื่อว่าในนั้นมีระเบิด! โดยคณะกรรมาธิการสืบสวนของรัสเซีย ยังเผยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบ DNA ของซาลิลอฟ ที่กระเป๋าอีกใบที่มีระเบิดถูกวางไว้ก่อเหตุที่สถานีรถใต้ดินอีกแห่ง แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถกู้ระเบิดได้ทันเวลา

** ชี้คนหนุ่มจากเอเชียกลางถูกปั่นให้เป็นคนหัวรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง อธิบายถึงคนที่มาจากเอเชียกลางว่าถูกยุยงปลุกปั่นให้เป็นนักเทศน์มุสลิมหัวรุนแรง และคนเหล่านี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในเครือข่ายบนโซเชียลมีเดีย โดยคนหนุ่มอย่าง ซาลิลอฟ ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามหน้าเพจของเครือข่ายมุสลิมหัวรุนแรงเหล่านี้บนโลกออนไลน์ ขณะที่ สื่อยังรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สืบสวนด้วยว่า ซาลิลอฟ ยังเคยถูกกล่าวหาว่าติดต่อกับกลุ่มดาเอช หรือรู้จักกันดีในชื่อ ไอซิส

* ไอซิส อีกแล้วหรือ?

ถึงแม้หลังเกิดเหตุระเบิดรถไฟใต้ดินในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่ดูเหมือนหน่วยข่าวกรองจะให้น้ำหนักไปที่กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส มากกว่าคู่ขัดแย้งของรัสเซียอย่าง กบฏเชเชน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีปูติน ได้เคยกล่าวว่า มีชาวรัสเซียและคนจากอดีตสหภาพโซเวียต มากถึง 5,000-7,000 คน เดินทางไปร่วมกับกลุ่มไอซิส ในซีเรีย จนทำให้ปูตินตีตรากลุ่มไอซิส ว่าคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้รัสเซียต้องกระโจนเข้าไปสู่สงครามกลางเมืองในซีเรีย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอิสลามหัวรุนแรง ที่อยู่ในคีร์กีซสถาน เผยกับสถานีโทรทัศน์ Dozhd ว่ามีชาวคีร์กีซราว 850 คน เข้าไปร่วมกับกลุ่มไอซิสในซีเรียและอิรัก

ขณะที่ หน่วยงานความมั่นคงของรัสเซีย ยังได้ข่าวกรองจากชายรัสเซียที่แอบแฝงตัวไปร่วมกับกลุ่มไอซิสที่เดินทางกลับมาจากซีเรีย ว่ามีการวางแผนก่อเหตุรุนแรงในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อย่างไรก็ตาม ชายผู้นี้รู้ไม่มากไปกว่านี้ จึงทำให้เจ้าหน้าที่รัสเซียพยายามดักฟังโทรศัพท์ เพื่อสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับแผนก่อการร้ายในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ทว่าในที่สุด ทุกอย่างก็สายเกินไป… เมื่อ นายซาลิลอฟ ได้ก่อเหตุระเบิดพลีชีพสะเทือนขวัญ บนรถไฟใต้ดินขบวนหนึ่งในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ขณะที่ หน่วยงานความมั่นคงรัสเซีย กำลังเร่งสืบสุดชีวิตว่า ‘ไอซิส’ ที่ยังเงียบกริบ ไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบใดๆ ผิดแผกแตกต่างไปจากเคย คือตัวการที่อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรม ‘ลูบคม’ ปูติน อย่างร้ายกาจ คราวนี้หรือไม่!!!

 

“ทรัมป์” พบ “สี จิ้นผิง” ครั้งแรกร่วมแก้ปัญหาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907215


(ภาพจาก : REUTERS)

การพบเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่รีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก อสังหาริมทรัพย์ส่วนหนึ่งของนายทรัมป์ ในรัฐฟลอริดาระหว่างวันที่ 6-7 เม.ย. คาดว่าผู้นำทั้งสองจะพูดคุย หารือกันหลายเรื่องทั้งที่มีความคิดเห็นคล้ายกันและแตกต่างกัน ไล่ตั้งแต่ประเด็นเกาหลีเหนือไปจนถึงประเด็นเรื่องการค้า ท่ามกลางจุดยืนของผู้นำสหรัฐฯ คือ “สร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง” กับจุดยืนของผู้นำจีน “รื้อฟื้นคืนพลังชาติจีนให้ยิ่งใหญ่”

การพบหารือกันของผู้นำชาติมหาอำนาจอันดับ 1 และ 2 ของโลก คาดว่าผู้นำสหรัฐฯจะร้องขอให้จีนเพิ่มแรงกดดันเกาหลีเหนือในความพยายามยั่วยุยิงทดสอบขีปนาวุธหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง โดยการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือครั้งล่าสุดเมื่อวันพุธ ก่อนหน้าการพบหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯกับจีนเพียงวันเดียว ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องจากนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ผู้นำญี่ปุ่นโทรศัพท์หารือโดยตรงกับนายทรัมป์ เช่นเดียวกับรัฐบาลเกาหลีใต้ก็แสดงท่าทีต่อต้านการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ โดยผู้นำญี่ปุ่นระบุการ ทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนืออันตรายอย่างยิ่งต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ส่วนสหรัฐฯและเกาหลีใต้ก็เพิ่งบรรลุข้อตกลงติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธบนแผ่นดินเกาหลีใต้ หวังปกป้องขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ ท่ามกลางความไม่พอใจจากจีนที่เห็นว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของจีน ขณะที่เกาหลีใต้ก็อ้างความสำเร็จทดสอบขีปนาวุธที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งมีศักยภาพยิงไกลถึงดินแดนเกาหลีเหนือได้เกือบทั้งประเทศ
ขณะเดียวกัน กระทรวงต่างประเทศไต้หวัน แถลงระบุการพบหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯกับผู้นำจีน เชื่อมั่นว่าไม่กระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับไต้หวัน แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯประกาศให้คำมั่นต่อผู้นำจีนจะยึดนโยบาย “จีนเดียว” ที่มีต่อกันมายาวนานกว่า 40 ปี ส่วนสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 15 ประเทศ เตรียมร่วมประชุมกันในกรุงวอชิงตันวันที่ 24 เม.ย.หารือกันหลายเรื่องรวมถึงปัญหาเกาหลีเหนือ ซีเรียและอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ท่ามกลางปัญหารัฐบาลสหรัฐฯตัดงบประมาณช่วยเหลือแก้ปัญหาด้านต่างประเทศ.

 

นอร์เวย์ ไฟเขียว ขุดอุโมงค์ให้เรือเดินสมุทรลอดภูเขา แห่งแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 เม.ย. 2560 23:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907120


นอร์เวย์ ไฟเขียว ขุดอุโมงค์ให้เรือเดินสมุทรลอดภูเขา มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท ระยะทาง 1.7 กม.กว้าง 26.5 เมตร สูง 37 เมตร เป็นแห่งแรกของโลก ช่วยให้การเดินเรือไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอ้อมคาบสมุทรสตาด

บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำประเทศเบลเยียม รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 5 เมษายน (ตามวัน-เวลาท้องถิ่น) รัฐบาลนอร์เวย์ อนุมัติโครงการขุดอุโมงค์ลอดภูเขาสำหรับเป็นร่องน้ำให้เรือแล่นผ่านเป็นแห่งแรกของโลก เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินเรืออ้อมคาบสมุทรสตาด (la péninsule de Stad) ความยาว 1.7 กิโลเมตร กว้าง 26.5 เมตร สูง 37 เมตร ใช้งบประมาณ 295 ล้านยูโร (11,000 ล้านบาท)

โครงการขุดอุโมงค์เชื่อมต่อผ่านฟยอร์ดลอดภูเขา นั้น เพื่อช่วยตัดเส้นทางลัดไม่ต้องให้เรือขนสินค้า หรือ เรือนำเที่ยวต้องแล่นอ้อมคาบสมุทรที่มีคลื่นลมแรง อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่นักเดินเรือมาตั้งแต่สมัยไวกิ้งแล้ว ที่หลีกเลี่ยงโดยใช้วิธีขนเรือขึ้นบกเพื่อข้ามฝากไปยังอีกฟากหนึ่งของฟยอร์ดแทนการเดินเรือผ่านน่านน้ำอันตราย

อุโมงค์คลองจะเชื่อมฟยอร์ดสองแห่งทางฝั่งตะวันตกของประเทศนอร์เวย์ เป็นระยะทางยาว 1.7 กิโลเมตร กว้าง 26.5 เมตร สูง 37 เมตร ช่วยให้การเดินเรือไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอ้อมคาบสมุทรสตาด ที่มีเรือประสบอุบัติเหตุอยู่เป็นประจำเนื่องจากกระแสคลื่นลมแรงและพายุ

นาย Ketil Solvik-Olsen รัฐมนตรีคมนาคมนอร์เวย์ กล่าวว่า “อุโมงค์สำหรับการเดินเรือที่คาบสมุทรสตาดจะได้เกิดขึ้นเสียที” ระหว่างการนำเสนอโครงการที่มีแผนการดำเนินงานระหว่างปี 2018-2029 “รัฐบาลต้องการให้ความมั่นใจต่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในการเดินเรือ แทนการเดินเรือผ่านน่านน้ำที่อันตรายผ่านชายฝั่งทะเลตะวันตกของนอร์เวย์”

ทั้งนี้ ได้มีการขุดอุโมงค์ลอดภูเขาสำหรับเรือขนาดเล็กแล้วที่ canal du Midi ในฝรั่งเศสแต่อุโมงค์ที่คาบสมุทรสตาดจะมีขนาดใหญ่ที่เรือบรรทุกสินค้า ขนาด 16,000 ตัน เรือวิ่งเชื่อมชายฝั่งตะวันตกนอร์เวย์ จากใต้ถึงเหนือ Bergen-Kirkenes และเรือสำราญสามารถแล่นผ่านได้ ใช้งบประมาณ 295 ล้านยูโร (11,000 ล้านบาท)

ภาพจากคลิปชมคลิป https://youtu.be/ku6PyIPtfeA

 

ดวงมหาเฮง 2ผัวเมียแคนาดา รวยเละกว่า 200ล้าน ถูกหวยแจ็กพอตเหนาะๆ 3 งวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 เม.ย. 2560 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/907010


(ขอบคุณ ภาพจากเว็บไซต์ Western Canada Lottery)

สองสามีภรรยาชาวแคนาดา ดีใจสุดๆ อีกแล้ว ถูกหวยแจ็กพอต คว้าเงินรางวัล 8.2 ล้านดอลลาร์แคนาดา เผยเคยถูกหวยแจ็กพอต คว้ารางวัลใหญ่มาแล้วก่อนหน้านี้ถึง 2 หน

เมื่อ 6 เม.ย. สำนักข่าวบีบีซี รายงาน นางบาร์บารา และ นายดักลาส ฟิงก์ สองสามีภรรยาชาวแคนาดา ในเมืองเอ็ดมันตัน รัฐอัลเบอร์ตา สุดโชคดี ถูกรางวัลแจ็กพอต ลอตเตอรี่ หรือ สลากกินแบ่ง ‘แคนาดาตะวันตก’ (Western Canada) แล้วถึง 3 งวด รับเงินรางวัลไปหลายล้านดอลลาร์ ล่าสุด ถูกหวยแจ็กพอต งวดวันที่ 22 ก.พ. 60 เลขลอตโต้ที่ออก คือ 6/49 รับเงินรางวัลไปถึง 8.2 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ราว 210 ล้านบาท)

ตามรายงานของเว็บไซต์ Western Canada Lottery ระบุว่า บาร์บารา ภรรยาได้ตรวจรางวัลลอตเตอรี่จากหน้าเว็บไซต์ Western Canada Lottery ในคืนออกรางวัล ขณะที่ฝ่ายสามี ดักลาส ทำงานอยู่ในเมือง เมื่อรู้ว่าเธอถูกรางวัลแจ็กพอตแล้ว เธอพยายามจะบอกข่าวดีกับสามี แต่เขากลับไม่ได้รับสายสักที กระทั่ง 5 นาทีต่อมา เมื่อสามีรับโทรศัพท์ของเธอ เธอจึงบอกสามีด้วยความดีใจว่า ฉันทำมันได้อีกแล้ว!

ทั้งนี้ สองสามีภรรยา ฟิงก์ ได้เคยถูกรางวัลแจ็กพอตลอตเตอรี่ มาแล้ว 2 หน โดยหนแรกในปี 2532 ได้เงินรางวัล 128,000 ดอลลาร์ จากนั้นปี 2553 ก็ถูกหวยแจ็กพอตอีกได้เงิน 100,000 ดอลลาร์ โดยสองสามีภรรยาคู่นี้เผยว่าเงินรางวัลที่ได้จะนำไปใช้ในการเลี้ยงดูลูกๆ ‘ครอบครัวต้องมาก่อน’ นางฟิงก์ กล่าว

 

ซูจี ปัด เมียนมา ไม่ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุโรฮีนจา ติงใช้คำแรงเกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 เม.ย. 2560 16:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906960


ออง ซาน ซูจี ให้สัมภาษณ์พิเศษบีบีซี ปฏิเสธรัฐบาลเมียนมาไม่ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ หลังจากนิ่งเงียบมานาน ชี้ข่าวที่ออกมาใช้คำแรงเกินไป

เมื่อ 6 เม.ย. สำนักข่าวบีบีซี รายงาน นางออง ซาน ซูจี รมว.ต่างประเทศเมียนมา เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ เฟอร์กัล เคียนี ผู้สื่อข่าวบีบีซี โดยปฏิเสธรัฐบาลเมียนมาไม่ได้ส่งกำลังทหารฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวมุสลิมโรฮีนจา ชนกลุ่มน้อยในรัฐยะไข่ ตามที่มีรายงานข่าวออกมาอย่างแพร่หลาย

‘ดิฉันไม่คิดว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจา และคิดว่าการใช้คำ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ เป็นคำที่รุนแรงเกินไปสำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ ออง ซาน ซูจี กล่าวกับนักข่าวบีบีซี พร้อมกันนั้น นางซูจี ซึ่งถือเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา ยังกล่าวด้วยว่า ประเทศเมียนมา ยินดีที่จะอ้าแขนรับชาวโรฮีนจาที่อพยพหลบหนีเข้าไปอยู่ในบังกลาเทศ ให้กลับมา

นางซูจี กล่าวเสริมด้วยว่า ตนคิดว่า มีสถานการณ์ที่มุ่งร้าย เป็นปฏิปักษ์ต่อกันในรัฐยะไข่ แม้แต่ชาวมุสลิมก็ฆ่าชาวมุสลิมด้วยกันเองเช่นกัน หากถูกคิดว่าให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทางการ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นางซูจี นิ่งเงียบมาตลอดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในรัฐยะไข่ ทำให้มีชาวโรฮีนจาอพยพลี้ภัยไปอยู่บังกลาเทศหลายหมื่นคน ขณะที่ เจ้าหน้าที่สหประชาชาติยังแสดงความวิตกกังวลต่อชะตากรรมของชาวโรฮีนจา ที่ถูกทหารเมียนมาปราบปรามหนัก ทั้งฆ่า ข่มขืน แล้วกว่าพันศพ จนถือเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ.

ข่าวเกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่UN ชี้ทหาร ตร.พม่า ‘ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ โหดกับโรฮีนจา

 

เกาะเหนือ กีวี อ่วม น้ำท่วมหนักอีกหนในรอบ 500 ปี อิทธิพลพายุเด็บบี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 เม.ย. 2560 13:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/906756


ชาวนิวซีแลนด์ บนเกาะเหนือ ทางฝั่งตะวันออก อ่วมอรทัย ประสบภัยน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 500 ปี จากฤทธิ์ไซโคลนเด็บบี หวั่นไฟฟ้าดับ โคลนถล่ม ถนนถูกตัดขาดทั่วเกาะเหนือ รวมถึงเวลลิงตัน และโอ๊คแลนด์

เมื่อ 6 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ชาวนิวซีแลนด์บนเกาะเหนือประสบภัยน้ำท่วมบริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก เป็นบริเวณกว้างมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 500 ปี จากอิทธิพลของพายุไซโคลนเด็บบี จนทำให้ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินหลายพื้นที่ หลังจากก่อนหน้านี้ ไซโคลนกำลังแรงเด็บบี ได้ก่อให้เกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วมฉับพลันในหลายรัฐของออสเตรเลียมาแล้ว โดยประชาชนที่พำนักอาศัยอยู่ในย่านข่าวเพลนตี้ ทางชายฝั่งตะวันออกบนเกาะเหนือ จำนวนหลายพันคน ต้องอพยพหนีน้ำท่วมไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว เนื่องจากบ้านจมอยู่ใต้น้ำ

ข่าวแจ้งว่า เมืองเอ็ดเกคัมเบ ถือเป็นเมืองที่ประสบอุทกภัยหนักที่สุด หลังจากแม่น้ำรังกิเตเกเอ่อล้นสองฝั่งเมื่อเช้าวันพฤหัสฯ ที่ 6 เมษายน หลังฝนตกหนักจนทำให้พื้นที่บางแห่งในเมืองถูกน้ำท่วมสูงนับ 2 เมตร ขณะที่ นายกเทศมนตรีเมืองวากาตาเน กล่าวกับนักข่าว Radio New Zealand ว่า เหตุน้ำท่วมคราวนี้ นับเป็นเหตุน้ำท่วมหนักครั้งหนึ่งในรอบ 500 ปี ซึ่งสร้างอันตราย และตอนนี้กำลังเป็นห่วงสถานการณ์อุทกภัยในเมืองเอ็ดเกคัมเบ

ด้านกำลังทหารของนิวซีแลนด์ และเจ้าหน้าที่สภากาชาดสากล ได้เดินทางมามอบสิ่งของบรรเทาทุกข์และให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ตลอดวันตลอดคืน ทั้งวางกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญ โดยขณะนี้ ทางการยังหวั่นเกรงว่าอาจเกิดไฟฟ้าดับ ดินโคลนถล่ม และถนนถูกตัดขาดทั่วเกาะเหนือ รวมทั้งเมืองโอ๊คแลนด์ ขณะที่เที่ยวบินจำนวนมากจากกรุงเวลลิงตัน,โอ๊คแลนด์ และหลายเมืองบนเกาะเหนือต้องล่าช้ากว่ากำหนด หรือเลื่อนออกไป.

ข่าวเกี่ยวข้อง

ฤทธิ์เด็บบี ช่วยออสซี่ติดอยู่บนหลังคา ก่อนน้ำพัดบ้านลอยทั้งหลัง (คลิป)