กรมอุตุฯประกาศ’อากาศแปรปรวน’ฉบับที่18

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/258020

วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 08.05 น.

26 ก.พ.60 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ “อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทย” ฉบับที่ 18 ระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้ยังคงแผ่ลงปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 2 – 4 องศาเซลเซียส ซึ่งจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้

วันที่ 26 ก.พ.60 ภาคเหนือตอนล่างบริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตรและกำแพงเพชร ภาคกลางบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และระวังความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป มีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 26 ก.พ. – 2 มี.ค.60

 

‘เหนือ-อีสาน-ตอ.-กลาง’มีฝน!! จากนั้นอากาศเย็นลง2-4องศา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/258019

วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 07.59 น.

26 ก.พ.60 ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรงบางแห่ง บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกได้ในระยะนี้

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้ยังคงแผ่ลงปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอากาศหนาวเย็นลง โดยอุณหภูมิจะลดลง 2 – 4 องศาเซลเซียส

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้เริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 26 ก.พ. – 2 มี.ค.60

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรง ร้อย 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 14-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิลดลง 2-4 องศา โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณเลย อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-34 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 9-14 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไป ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

เตือน33จว.รับมืออากาศแปรปรวน เจอแน่ฝนฟ้าคะนอง-ลมกระโชกแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257915

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 08.39 น.

ปภ.เตือน 33 จังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเตรียมรับมือสภาพอากาศแปรปรวน ช่วงวันที่ 25 – 26 กุมภาพันธ์ 2560

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสาน 33 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศแปรปรวนในช่วงวันที่ 25 – 26 กุมภาพันธ์ 2560 โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง จัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว และวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที รวมถึงตรวจสอบสิ่งก่อสร้างและป้ายโฆษณาให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง ตัดแต่งกิ่งไม้บริเวณริมถนนและในพื้นที่ชุมชน เพื่อป้องกันอันตรายจากการล้มทับในช่วงที่มีลมกระโชกแรง

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสภาพอากาศ กับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนได้แผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 2–4 องศาเซลเซียส ซึ่งมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้

ในช่วงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และชัยภูมิ ภาคกลาง บริเวณจังหวัดลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดนครนายก สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 ภาคเหนือตอนล่างบริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก และพิจิตร ภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงได้ประสาน 33 จังหวัด แยกเป็น ภาคเหนือ จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ชัยภูมิ และศรีสะเกษ ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร กาญจนบุรี ราชบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม นครนายก และกรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออก จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว เตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศแปรปรวน

โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง และเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการระงับเหตุทันทีที่เกิดภัย รวมถึงตรวจสอบสิ่งก่อสร้างในพื้นที่สาธารณะและป้ายโฆษณาให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง ตัดแต่ง กิ่งไม้บริเวณริมถนนและในพื้นที่ชุมชน เพื่อป้องกันอันตรายจากการล้มทับ พร้อมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยดำเนินการผ่านวิทยุกระจายเสียง เสียงตามสาย หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน เครือข่ายวิทยุสมัครเล่น สถานีโทรทัศน์เคเบิ้ลทีวี และสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์

ด้านสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที ส่วนเกษตรกรควรจัดทำ ที่กำบังปกคลุมพืชผลการเกษตร เพื่อป้องกันผลผลิตได้รับความเสียหายจากลมพัดแรง ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนสภาพอากาศแปรปรวนและลมพัดแรง สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ตอนบนมีฝน-ลมแรงบางแห่ง ส่วนอ่าวไทยคลื่นสูง2-3เมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/257914

วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 08.26 น.

25 ก.พ.60 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง บริเวณ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย สำหรับ ภาคใต้ยังคงมีฝนตกได้ในระยะนี้

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้แผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอากาศจะหนาวเย็นลง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2560

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้(25 ก.พ.60) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 14-21 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-38 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-12 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางตอนบนของภาคอากาศเย็นในตอนเช้า
โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุดรธานี บึงกาฬ หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ และบุรีรัมย์
อุณหภูมิต่ำสุด 15-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-37 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 9-14 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆบางส่วน โดยมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน
โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 36-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก สระแก้ว ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง
จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

วัดโมลีโลกฯ แชมป์สำนักเรียนบาลีของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491453

วัดโมลีโลกฯ แชมป์สำนักเรียนบาลีของไทย

โดย…สมาน สุดโต

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร จัดการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “ประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีจากเอกสารของชาวต่างชาติ” ระหว่างวันที่ 19-20 เม.ย. 2560 ในโอกาสสำคัญที่กรุงธนบุรีจะมีอายุครบ 250 ปี นอกจากระดมวิทยากรทางประวัติศาสตร์มาบรรยายให้ฟังอย่างจุใจที่โรงแรมรอแยล ปริ้นเซส หลานหลวง ตลอดวันที่ 19 เม.ย. รุ่งขึ้นวันที่ 20 เม.ย.ยังได้นำชมสถานที่จริงที่เกี่ยวข้องสมเด็จพระเจ้าตากสินอีกด้วย สถานที่สำคัญนั้นๆ ได้แก่ วัดหงส์รัตนาราม มัสยิดต้นสน วัดโมลีโลกยาราม พระราชวังเดิม ป้อมวิชัยประสิทธิ์ วัดอรุณราชวราราม โดย บุญเตือน ศรีวรพจน์ และ ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี เป็นวิทยากร

วันนี้ขอเล่าถึงวัดโมลีโลกยารามก่อน เพราะประทับใจในหลายๆ เรื่องๆ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ของเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระเทพปริยัติโมลี (สุทัศน์ ป.ธ.9, Ph.D) สำนักเรียนแห่งนี้ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นที่ 1 หรือแชมป์การสอบบาลีของประเทศไทย จากการที่พระภิกษุสามเณรสอบเปรียญได้ทุกชั้น นับแต่ประโยค 1-2 เปรียญธรรม 3 ประโยค-เปรียญธรรม 9 ประโยค ทั้งๆ ที่เป็นสำนักเรียนเล็กๆ

เมื่อเห็นด้วยตาและสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าความเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณรของสำนักที่ดีที่สุดหรือแชมป์ของประเทศนั้นค่อนข้างลำบาก อาศัยอาหารบิณฑบาตตอนเช้า แต่ถึงเวลาเพลก็ไม่เพียงพอ เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสที่ต้องบริหารจัดการทุกอย่างไม่ให้พระภิกษุสามเณร 300 กว่ารูป ต้องอดอยาก จึงนำปัจจัยที่ญาติโยมถวายในโอกาสต่างๆ มาเป็นค่าภัตตาหาร นอกเหนือจากที่ญาติโยมนำมาถวายแต่ละวัน (แต่บางวันก็ไม่มีเลย)

ที่นอนเป็นเตียง 2 ชั้น เหมือนตู้นอนรถไฟ แต่ที่นี่ของสามเณรที่วัดโมลีโลกยาราม

พระเทพปริยัติโมลี ซึ่งมีตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 9 ด้วย บอกว่า เฉพาะค่าอาหารวันละประมาณ 1.5 หมื่นบาท ส่วนค่าน้ำค่าไฟเดือนละหลายแสนบาท ล้วนแต่เป็นภาระทางวัดทั้งสิ้น

เนื่องจากเป็นวัดเล็กๆ ที่พักมีจำกัด จึงเห็นพระภิกษุสามเณรต้องนอนเตียงซ้อนกันเหมือนตู้นอนรถไฟ เป็นอยู่แบบพอเพียงจริงๆ แต่การเรียนของสำนักนี้ไม่พอเพียง เรียนและสอบได้เป็นที่ 1 ของประเทศ น่าทึ่งมาก

ปี 2554 มีผู้สอบได้ 102 รูป ปี 2555 มีผู้สอบได้ 104 รูป ปี 2556 มีผู้สอบได้ 124 รูป และปี 2557 มีพระภิกษุสามเณรได้สูงถึง 158 รูป ปี 2559 สอบทุกประโยคได้ 157 รูป และตัวเลขอาจเพิ่มเป็น 200 รูป หรือมากกว่า เมื่อสอบซ่อมอีก 61 รูป วันที่ 21 เม.ย. 2560

ผู้เขียนจึงอยากเชิญท่านผู้มีใจเป็นกุศล หากจะทำบุญกุศลในโอกาสใดๆ เช่น วันเกิด วันครบรอบแต่งงาน ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษ หรือต้องการเลี้ยงพระภิกษุ-สามเณรที่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงด้วยการเรียนบาลี ภาษาพุทธพจน์ แล้วควรเลือกวัดโมลีโลกยาราม

ติดต่อเจ้าอาวาสได้ที่หมายเลข 08-9660-1464 การเดินทางไปวัดนี้ง่าย อยู่ไม่ไกลจากวัดอรุณราชวราราม อยู่ติดกำแพงกองทัพเรือ ตรงข้ามกับวัดกัลยาณมิตร โดยมีคลองบางหลวงคั่นไว้ หากมาจากวัดอรุณฯ ให้สังเกตก่อนถึงสะพานอนุทินสวัสดิ์ (สะพานข้ามคลองบางหลวง) หรือถ้ามาจากวงเวียนเล็ก ข้ามสะพานอนุทินสวัสดิ์ จะเห็นวัดทางขวามือ

สามเณรนักเรียนบาลีวัดโมลีโลกฯ คอยฉันเพล วันที่ 20 เม.ย. 2560

ประวัติวัด

วัดโมลีโลกยาราม หรือวัดท้ายตลาด พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร สร้างขึ้นประมาณปี 2300 ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง สร้างพระราชวังที่ประทับ ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งกองทัพเรือ ทรงเห็นว่าพระราชวังกระหนาบด้วยวัดอรุณราชวรารามและวัดท้ายตลาด จึงโปรดเกล้าฯ ให้ผนวกวัดท้ายตลาดอยู่ในเขตพระราชวังชั้นนอก เป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จฯ มาบำเพ็ญพระราชกุศล และเจริญพระกรรมฐานอยู่เนืองๆ

ในวัดนี้มีวิหารฉางเกลืออยู่ตรงหน้าพระอุโบสถ วิทยากรกล่าวว่าเป็นที่เก็บเกลือในช่วงสมัยพระเจ้ากรุงธน ปัจจุบันมีพระพุทธรูปงามนามว่าปรเมศ เป็นพระประธาน

ส่วนพระอุโบสถที่สร้างโดยสมเด็จอมรินทราบรมราชินี (นาก) ในสมัยรัชกาลที่ 1 ก็ยังงามยิ่งโดยมีพระพุทธรูปนามว่า พุทธโมลีโลกนาถ เป็นพระประธาน

เมื่อเปลี่ยนจากยุคกรุงธน มาเป็นยุครัตนโกสินทร์ วัดท้ายตลาด ยังคงความสำคัญต่อเนื่อง ดังที่หนังสือ กว่า 200 ปีประวัติศาสตร์ปริยัติธรรมที่ยังมีชีวิต ของมูลนิธิพุทธรักษา (หน้า 6) กล่าวว่า ลุล่วงสมัยรัตนโกสินทร์ เกิดเป็นสำนักการศึกษาแห่งราชสกุล และได้รับพระราชูปถัมภ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์สม่ำเสมอ หลังจากมีเจ้าอาวาสรูปแรกในรักาลที่ 1 นี้ เมื่อเจ้าอาวาสรูปแรกมรณภาพ ถึงรัชกาลที่ 2 เจ้าอาวาสรูปที่ 2 ที่ปราดเปรื่องภาษาศาสตร์ พุทธศาสตร์ โหราศาสตร์ และวิชาการแขนงอื่นๆ ได้รับการสถาปนาเป็นพระพุทธโฆษาจารย์ ชื่อเดิมว่า ขุน เป็นพระอาจารย์ของพระราชโอรสหลายพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ในบรรดาพระราชโอรสนั้นมี 3 พระองค์ขึ้นครองราชสมบัติ ได้แก่รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ นี่คือจุดเริ่มต้นของหน้าประวัติศาสตร์ สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ในฐานะสำนักการศึกษาแห่งราชสกุล

นี่ก็สามเณรนักเรียน เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2560

ถึงรัชสมัยแห่งรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แต่มรณภาพในรัชกาลที่ 3 นี้เอง ปัจจุบันจะเห็นหอสมเด็จ อนุสรณ์แห่งศิษย์เชิดชูผู้เป็นอาจารย์ ตั้งอยู่บริเวณพุทธาวาส ภายในประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงหล่อขึ้น

เจ้าอาวาสรูปถัดมา มีนามว่า ฉิม เปรียญ 9 ประโยค มีความรู้ความสามารถสูงมากทางด้านภาษาบาลี ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบพระบาลีในพระบรมมหาราชวัง ผู้รักการเรียนรู้จักว่าเป็นสำนักยอดเยี่ยมในยุคที่สอบบาลีด้วยการแปลปากเปล่าต่อหน้ากรรมการ

ส่วนชื่อเสียงในยุคปัจจุบันนั้น พระเทพปริยัติโมลี ที่เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 13 ต่อจากพระพรหมกวี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ ป.ธ.8) ที่มรณภาพขณะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าคณะภาค 10 ที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อปี 2554 นั้น ได้สืบสานปณิธานงานการศึกษาต่ออย่างเข้มแข็ง จนเป็นสำนักที่พระภิกษุสามเณรที่ใฝ่เรียนบาลีพูดกันติดปาก ว่าเป็นสำนักสอนบาลีที่ดีสุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวง

ถ้าเทียบจำนวนผู้ที่สอบได้ทุกชั้น ทุกประโยค (ประโยค 1-2 ป.ธ.3-9) กับสำนักอื่นๆ ท้าได้ว่าไม่มีสำนักใดทำได้ จึงเป็นแชมป์สำนักเรียนบาลีของไทย

 

‘พุทธคุณนำทาง’ จา พนม ยีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491452

‘พุทธคุณนำทาง’ จา พนม ยีรัมย์

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ทุกทิศทั่วหล้าสนุกสนานชุ่มช่ำกันไปแล้วกับประเพณีสงกรานต์ของคนไทย ผู้เขียนยังเลือกหาเรื่องราวดีๆ ในคอลัมน์ “พุทธานุภาพ” ของพระเครื่องมาให้อ่านชมกันต่อเนื่องเหมือนเดิม สัปดาห์นี้มาพบกับดารา
นักบู๊ พนม ยีรัมย์ หรือ “จา พนม” นักแสดงบทบู๊ที่โด่งดังทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หรือทั่วโลกต่างรู้จักกันในนามว่า “โทนี่ จา”

ผลงานภาพยนตร์ชื่อดังมากมายการันตีฝีไม้ลายมือการแสดงของ “โทนี่ จา” คับแก้ว อาทิ ภาพยนต์เรื่อง องค์บาก บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ต้มยำกุ้ง Fast & Furious 7 และอีกหลายเรื่องที่รอฉายบนจอเงิน เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้ชม แต่หลังม่านฉากการแสดงเขาเป็นตัวยงศรัทธาพระเครื่อง วัตถุมงคล ฯลฯ ซึ่งน้อยคนนักยังไม่รู้ว่าดาราจอมบู๊รายนี้ ศรัทธาและแขวนพระเครื่ององค์รุ่นไหน

พระเครื่องที่ “จา พนม” บูชาอาราธนาพกพาติดตัวตลอดเวลา ทั้งเวลาอยู่ในประเทศไทยและเดินสายทำงานต่างประเทศ ชิ้นแรกล็อกเกตหน้าเณร หลวงพ่อชำนาญ รุ่น 3 ด้านหลังอุดเทียนชัยมีเกศา และพระพิฆเนศเม็ดแตงวัดบางกุฎีทอง ถัดมาเป็นตะกรุดพระพรหม 4 หน้า วัดบางกุฎีทอง ปี 2544 สุดท้ายล็อกเกตหลวงพ่อชำนาญ ทั้ง 3 ชิ้นนี้ เจ้าตัวเคารพและศรัทธาอย่างมาก ที่สำคัญจะพกพาติดตัวเสมอทั้งเวลาทำงานและกิจส่วนตัว

ดาราจอมบู๊ เล่าว่า บ้านเกิดเป็นคนสุรินทร์ นับถือศาสนาพุทธ และพ่อแม่มักปลูกฝังให้ห้อยพระ บูชาพระมาตลอด เวลาไปไหนมาไหนนึกถึงพุทธคุณตลอด เชื่อว่าสิ่งนี้ทำให้รอดพ้นอุปสรรคอันตรายทั้งหลาย ทำให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง และเชื่อว่าพลังตรงนั้น เมื่อเรานึกถึงครูบาอาจารย์มักทำให้ประสบความสำเร็จ ยอมรับว่ามีพระเครื่องมากมาย ที่แฟนคลับให้มาบูชา ซึ่งจะเก็บใส่พานขึ้นหิ้งไว้บูชาเป็นอย่างดี

“ไม่รู้นะ แต่พอมาแขวนพระหลวงพ่อชำนาญ ทำให้รู้สึกสบายใจว่ามีครูบาอาจารย์คุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นพระรุ่นไหน ถ้าจิตบริสุทธิ์ก็สามารถเข้าถึงได้ แต่การแขวนพระก็เพื่อพึงระลึกถึงขอให้การทำงานราบรื่นไร้อุปสรรค ขอปัญญาและความกล้าหาญในการทำงาน เพราะต้องแสดงคิวบู๊เป็นประจำ ภาวนาขอให้ทุกฉากบู๊ชำนาญเหมือนชื่อหลวงพ่อ และทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีเพราะเรามีความศรัทธา”

จา พนม เล่าอีกว่า มักขอให้พุทธคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ช่วยนำทาง จากเรื่องร้ายกลายเป็นดี หนักเป็นเบา และพบเจอแต่กัลยาณมิตรที่ดี

อย่างไรก็ตาม คำพูดหนึ่งที่ยึดมั่นกับตัวเองตลอดมา คือ “หัวใจไม่ยอมแพ้ต่อขวากหนาม ศรัทธาในคุณงามความดีที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน” ถ้าไม่ศรัทธาจะไม่เกิดขึ้น หากศรัทธาปัญญาจะตามมา และถ้าศรัทธาไม่เต็มมันก็ไม่เกิด แม้แต่ดินเช่นกัน เราก็ต้องมีความศรัทธา

ทำไมถึงศรัทธาหลวงพ่อชำนาญ ดาราจอมบู๊ล้างผลาญ เล่าย้อนไปว่า เมื่อครั้งย้ายบ้านมาอยู่ที่ จ.ปทุมธานี ตั้งแต่ช่วงเริ่มแสดงหนังใหม่ๆ ได้รู้จักพระมงคลวโรปการ (เจ้าคุณชำนาญ) เจ้าอาวาสวัดชินวรารามวรวิหาร พระอารามหลวง ตั้งแต่สมัยท่านยังเป็นเจ้าอาวาสวัดบางกุฎีทอง

“มีพี่ในกองถ่ายหนังเรื่อง ต้มยำกุ้งภาค 1 ปี 2547 แนะนำว่า อยู่ จ.ปทุมธานี ควรไปกราบหลวงพ่อชำนาญ จากนั้นจึงเริ่มศึกษาประวัติหลวงพ่อ และฝันว่าได้ไปกราบพระพรหม เลยหาโอกาสไปกราบพระพรหมองค์ใหญ่ที่วัดบางกุฎีทอง”

กระทั่งปี 2547 หลวงพ่อชำนาญ ได้เมตตาสร้างตะกรุดพระพรหม 4 หน้า จำนวน 4 ดอก ให้โดยเฉพาะและกำชับให้ติดตัวตลอดเวลา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีชื่อเสียง จึงรู้สึกได้ถึงความเมตตาของท่าน และกราบเคารพนับถือเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันกว่า 13 ปีแล้ว

นับว่าเป็นมุมเล็กๆ ของดาราจอมบู๊ อย่าง “จา พนม ยีรัมย์” ที่มองว่าพระเครื่องคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างดี และทำให้การแสดงบนจอเงินของเขาได้รับเสียงปรบมือด้วยดีตลอดมา

 

หลวงพ่อเที่ยง วัดระฆังฯ มีฤทธิ์ทางใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491451

หลวงพ่อเที่ยง วัดระฆังฯ มีฤทธิ์ทางใจ

โดย…ราช รามัญ

ได้มีโอกาสรู้จักกับ พระธรรมธีรราชมหามุนี (หลวงพ่อเที่ยง อคฺคธมฺโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ในปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชวิสุทธิกวี แต่เรียกท่านด้วยความเคารพว่า หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระที่ทรงภูมิรู้ทางด้านบาลีเป็นเอกอุ และความสามารถในการประพันธ์เป็นยอด เรียกว่าหายใจเป็นบทกลอนก็แล้วกัน เป็นพระภิกษุที่มีปฏิปทางดงาม กราบไหว้กันได้สนิทใจ

ท่านเป็นคน จ.นครราชสีมา บรรพชาตั้งเป็นสามเณรแล้วก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุสืบต่อเนื่อง เข้ามากรุงเทพฯ อยู่กับหลวงปู่นาค หลวงปู่หิน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม จนกระทั่งสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค

กุฏิของหลวงพ่อ เมื่อปี 2533 เป็นเพียงเรือนไม้ยาวเก่าๆ ทรุดโทรมมากที่ท้ายคณะ 4 วัดระฆังโฆสิตาราม แม้จะเป็นถึงพระราชาคณะแล้วก็ยังอยู่ที่กุฏิหลังนั้น ในห้องของหลวงพ่อไม่มีเตียงตั่งตั้งนอน มีแต่เพียงผ้าปูนอนราบเรียบกับพื้น ไม่มีอะไรที่งามวิจิตรพิสดารเยี่ยงคนทางโลกเลย

ต่อมาด้วยความศรัทธาของศิษย์จึงได้ร่วมกันสร้างกุฏิหลังใหม่ถวายให้ และแม้ว่าได้เป็นเจ้าอาวาสแล้วก็ตามแต่หลวงพ่อก็ยังมีปฏิปทาเหมือนเดิม คือ นอนพื้น และที่สำคัญท่านฉันมังสวิรัติตลอดชีวิต

ในยามบ่ายวันหนึ่งอากาศร้อนพอควร ผมไปกราบท่านที่กุฏิไม้เรือนเดิม คุยปัญหาธรรมต่างๆ นานา หลวงพ่อเล่าไปหัวเราะในลำคอไป แต่เรื่องหนึ่งที่ผมยังจำติดใจมาตลอด ก็เห็นจะเป็นเรื่องของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้จัก

“คืนนั้นนั่งภาวนาที่นี่…ดึกมากแล้วเลยจำวัด พอเอียงกายนอนตะแคงข้างไปได้ไม่นานเท่าไหร่ หลวงปู่โตท่านมาในนิมิตเลย ท่านมาแล้วจูงมือเราเดินเข้าไปในสวน เป็นสวนที่ร่มรื่นมาก ถามท่านว่าจะพาไปไหน ท่านก็ว่าตามมาๆ ในสวนนั้นเป็นสวนหมาก หมากสุกร่วงหล่นเต็มพื้นไปหมดเดินนุ่มเท้าสบาย มาถึงกระท่อมกลางสวน หลวงปู่ท่านว่า ให้นั่งรออยู่ตรงนี้นะ ก็นั่งรอ รออยู่นานสองนานไม่เห็นท่านมาเลย แล้วก็สะดุ้งรู้สึกตัวก็แปลกดี…ทำไมเป็นแบบนี้

แต่อีกทีที่แปลกกว่า…วันหนึ่งขณะที่จำวัดอยู่…ท่านมานั่งที่ตรงเหนือหัวนอน แล้วก็หัวเราะดังลั่น ในฝันหันไปมองว่าเสียงใคร เอ้า…หลวงปู่มาหัวเราะทำไม…

เช้ารีบเดินทางไปนครราชสีมา…พอถึงรังสิตเท่านั้น…อดหัวเราะตามหลวงปู่ไม่ได้ เมื่อคนขับหันมาบอกว่า หลวงพ่อครับล้อหลังรถเรามันแซงล้อหน้าไปแล้วครับ… จึงเข้าใจเลยว่าท่านมาเตือน แต่เราไม่เข้าใจเองว่าท่านมาทำไม

หลวงพ่อเที่ยง…ตั้งแต่เป็นพระหนุ่มเณรน้อย ลงทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นไม่เคยขาด มีระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญทุกวันหลวงพ่อจะต้องนั่งภาวนาสมาธิไม่เคยขาด มากน้อยตามแต่กำลังของจิตที่ต้องการการเติมเต็ม

สิ่งที่เคยเห็นมากับลูกกะตา…วันหนึ่งนำเอาพระเครื่องไปให้หลวงพ่อท่านเมตตาปลุกเสกเพื่อนำเอาไปออกแจก เพื่อให้กับเพื่อนๆ ที่ร่วมทำบุญ ในขณะที่หลวงพ่อท่านนั่งกรรมฐานภาวนาอธิษฐานจิตอยู่นั้นปรากฏว่าใบหน้าหลวงพ่อมีภาพเชิงซ้อนกลายเป็นใบหน้าของหลวงปู่โต  สะกิดให้เพื่อนหันไปดู ปรากฏว่าเพื่อนร้อง เฮ้ย…ด้วยความตกใจ ที่เห็นเหมือนกันกับสายตาของเรา ไม่นานหลวงพ่อค่อยๆ ลืมตาแล้วถามว่า

“ใครร้อง…ร้องทำไม” จากนั้นหลวงพ่อก็ปะพรมน้ำมนต์พร้อมกับท่องพระคาถาชินบัญชร

หลวงพ่อเที่ยง ท่านเป็นพระมหาเถระที่อยู่อย่างสมถะมาก ไม่เป็นผู้สะสม ใครถวายอะไรมาท่านวางกองเอาไว้ แอร์ในกุฏิถวายมาไม่เคยจะเปิดจนมันพังไปเพราะไม่ได้ใช้เลย ทุกวันนี้สาธุชนที่เคารพศรัทธาไปกราบท่านที่คณะ 4 ท่านก็ต้อนรับแบบเป็นกันเอง ไม่มีการปิดกั้น พบยาก จองคิว อะไรทั้งนั้น ท่านเป็นพระเรียบง่ายไม่เคยเปลี่ยน

เคยถามหลวงพ่อว่า เวลานั่งอธิษฐานพระเครื่องตามงานหลวงพ่อนั่งอย่างไร …ท่านเมตตาบอกว่า

“ก็นั่งสมาธิให้ใจสงบ ท่านอื่นนั่งอย่างไรไม่รู้นะ แต่นั่งให้ใจสงบเราก็มีใจเป็นกุศลแล้ว จากนั้นก็ท่องพระคาถาชินบัญชรให้หนึ่งจบ การท่องคาถานี้จะให้มีอานุภาพ ต้องท่องด้วยหัวใจ ท่องช้าๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง ท่องให้ชัดถ้อยชัดคำ การท่องแบบนี้เป็นการฝึกสติของตัวเองไปด้วยในตัว คนเราเมื่อสติที่ดีแล้ว อะไรๆ ก็จะดีตาม”

ในบริเวณกุฏิของหลวงพ่อในปัจจุบันมีระฆังที่หล่อขึ้นมาใหม่มากมาย ถามว่า หล่อเอามาทำอะไรเยอะมากมาย ท่านว่าเอาไว้แจกวัดในต่างจังหวัดที่ทำเรื่องขอมาว่าไม่มีระฆัง นับได้ว่าเป็นการสร้างทานบารมีในรูปแบบของวัตถุเพื่อพระศาสนา

ใครที่มีโอกาสเดินทางไปวัดระฆังฯ ไปกราบท่านกันนะครับ ถือได้ว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติน่าศรัทธาอีกรูปหนึ่งของแผ่นดินเลยทีเดียว และที่สำคัญอยู่ในเมืองหลวงนี่เอง

หลวงพ่อเที่ยงท่านเมตตาทุกคนเสมอภาค ไม่เลือกใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าปัจจุบันหลวงพ่อจะมีอายุมากแล้วก็ตาม แต่ยังแข็งแรงมาก ความจำดีเลิศ ไปกราบพระแท้แบบนี้แล้ว เราท่านต่างได้ทั้งบุญกุศลที่อิ่มเอิบเบิกบานอย่างแท้จริงครับ

 

พระเจ้ากรุงธนให้พระดำน้ำ พิสูจน์ศีลบริสุทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2560 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/491450

พระเจ้ากรุงธนให้พระดำน้ำ พิสูจน์ศีลบริสุทธิ์

โดย…สมาน สุดโต

แวดวงสงฆ์ วันนี้เล่าเรื่องการคัดกรองพระว่ามีศีลบริสุทธิ์หรือไม่ ด้วยการให้ดำน้ำพิสูจน์ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธน หรือพระเจ้าตาก ในช่วงที่ขับไล่พม่าข้าศึกออกจากแผ่นดินอยุธยาแล้วปราบปรามก๊กต่างๆ

การปราบชุมนุม หรือก๊กต่างๆ ที่กระจายตามหัวเมืองให้อยู่ในอำนาจนั้นใช้เวลามากแต่ปราบได้แล้วก็ไม่ยุ่งยาก ยกเว้นชุมนุมเจ้าพระฝาง เพราะมีพระสงฆ์เป็นหัวหน้า แต่ความที่เป็นพุทธศาสนิกที่เคร่งครัด พระเจ้ากรุงธนจึงต้องคัดพระสงฆ์ว่ามีศีลบริสุทธิ์หรือไม่ วิธีที่นำมาใช้ คือให้พระสงฆ์ดำน้ำพิสูจน์ศีล

จารึกที่พระราชวังเดิมว่าการปราบชุมนุมต่างๆ นั้น กว่าจะราบคาบก็ถึง พ.ศ. 2314 (การปราบใช้เวลาหลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 บันทึกที่วังเดิมว่า เมื่อเดือน ต.ค. 2310 พระเจ้าตากยกทัพเรือจากจันทบุรี ประกอบด้วย 100 ลำ กำลังพล 4,000 นาย เข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โจมตีและยึดป้อมวิชัยประสิทธิ์ จากพม่าที่ธนบุรีได้สำเร็จ จากนั้นกรีธากำลังทัพเรือมุ่งกรุงศรีอยุธยา สู้รบกับพม่าที่ยึดครองอยุธยา ที่โพธิ์ 3 ต้น และได้รับชัยชนะ เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2310 วันนี้ จึงถือว่าเป็นวันที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนกอบกู้สยามประเทศ ให้พ้นจากการยึดครองของพม่าได้สำเร็จ )

ในการสัมมนาเรื่องประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีจากเอกสารชาวต่างชาติ ที่สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2560 ณ โรงแรมรอยัล ปริ้นเซส บุหลง ศรีกนก ที่กำหนดให้เป็นผู้ดำเนินรายการและวิทยากร เรื่อง “ประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีจากเอกสารตะวันออก” ได้พูดเรื่องความที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธน ทรงเป็นชาวพุทธที่เหนียวแน่น ว่าเมื่อเสด็จไปเมืองไหน ต้องเสด็จไปกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่อยู่ในเมืองนั้น พร้อมทั้งตรัสว่าตั้งใจแก้ไขคนที่ไม่อยู่ในศีลในธรรมให้กลับมาเป็นดี มีศีล

เมื่อไปปราบชุุมนุมเจ้าพิษณุโลก ได้ไปนมัสการพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศาสดา ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก

เมื่อไปปราบปรามเจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ไปกราบนมัสการพระพุทธสิหิงค์ในวัดพระสิงห์เช่นกัน (พระพุทธสิหิงค์ เมืองเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับที่ จ.นครศรีธรรมราช ต่างจากพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระนคร ที่ประทับในลักษณะสมาธิ พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย)

เรื่องหนึ่งที่พิสูจน์ว่าพระเจ้ากรุงธนมีความมั่นคงในพระพุทธศาสนา คือ การสร้างสมุดภาพไตรภูมิ เพื่อนำมาสั่งสอนประชาชนให้ตั้งในศีลในธรรม งานนี้เป็นงานชิ้นเอก โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สี) คุมงาน ปัจจุบันเก็บไว้ที่สำหนักหอสมุดแห่งชาติ

นอกจากนั้น ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกที่จารึกด้วยอักษรขอมจากนครศรีธรรมราช ลงมากรุงธนบุรี โดยขบวนช้างหลวง เมื่อรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จัดสังคายนาพระไตรปิฎก ก็ใช้ฉบับจากนครศรีธรรมราชอ้างอิง

ส่วนเรื่องที่ให้พระสงฆ์ดำน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์นั้น ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ก่อนให้พระดำน้ำ พระเจ้ากรุงธนให้ตั้งสัตยาธิษฐานก่อนว่า ถ้าศีลบริสุทธิ์ ก็ต้องชนะนาฬิกา ผลมีทั้งแพ้และชนะ พระที่ชนะนาฬิกาก็อยู่เป็นพระต่อไป ที่แพ้ต้องสึก แต่ด้วยความที่เคารพพระพุทธศาสนามาก จึงให้นำผ้าจีวรและสบงของพระที่ต้องสึกไปเผาไฟทำสมุก เพื่อใช้ประโยชน์แก่พระศาสนาต่อไป ([สะหฺมุก] ถ่านทําจากใบตองแห้ง ใบหญ้าคา เป็นต้น ป่นให้เป็นผงประสมกับรักนํ้าเกลี้ยง สําหรับทารองพื้นบนสิ่งต่างๆ ก่อนที่จะเขียนลายรดนํ้าปิดทอง)

วิธีการนี้ เกิดเพียงครั้งเดียวสมัยกรุงธน หากนำมาใช้ในสมัยนี้ จีวร-สบง ที่เอามาเผาทำสมุก คงไม่มีที่เก็บแน่นอน

อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2560 เวลา 14:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490653

อมตะพระเครื่องของไทย

วันนี้มาชมพระสวยดูง่าย ดูชัดๆ เข้าไปที่ http://www.posttoday.com คอลัมน์ ธรรมะ-จิตใจ ครับ

องค์แรก ชมพระปิดตากรมหลวงชุมพรฯ เนื้อผงคลุกรัก องค์เล็กจิ๋ว ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท สร้างขึ้นเพื่อแจกในวันทำบุญไหว้ครูที่เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงจัดขึ้นที่วังนางเลิ้ง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในปัจจุบัน) แจกให้เจ้านายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น และท่านได้ลบผงพุทธคุณนำไปคลุกเคล้าน้ำรักเพื่อกดพิมพ์เป็นองค์พระ สร้างน้อยและหายากมาก องค์นี้น้ำรักแห้งจัดเป็นแนวทางในการสะสม ราคาเช่าหาว่ากันหลักแสนกลาง

องค์ที่สอง ชมพระปิดตาเมฆสิทธิ์พิมพ์กระดุม หลวงพ่อทับ วัดอนงคาราม ธนบุรี ท่านเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ นำเอาโลหะต่างๆ และปรอทมาหลอมรวมโดยใช้กสิณไฟกำกับให้เข้าเป็นหนึ่งเดียว และซัดด้วยผงตะไบทองแดง ทำให้วรรณะของพระจะมีจุดแดง ในองค์พระ เกิดเป็นเมฆสิทธิ์ธาตุวิเศษที่เปลี่ยนสี เมื่อผู้ที่บูชาดวงชะตาตกต่ำและสามารถพลิกดวงได้ จนมีคำกล่าวว่าเมฆสิทธิ์พลิกดวง ราหูหนุนดวง ใช้ร่วมกันกับราหูแกะกะลาตาเดียวของหลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เรียกว่าครบเครื่อง องค์สวยดูง่ายแบบนี้หลักแสนกลาง

องค์ที่สาม ชมสมเด็จพระปิลันธ์พิมพ์ครอบแก้วเล็ก เป็นพระเนื้อใบลานเผาสีเทาดำ ด้านหลังเรียบคราบกรุจะมีลักษณะเป็นไขขาวขุ่น เกาะติดแน่นกับองค์พระ พุทธคุณเด่นด้านเมตตามหานิยม สามารถใช้แทนพระสมเด็จวัดระฆังและบางขุนพรหม ราคาเช่าหาสวยแบบนี้หลักหมื่นปลาย

องค์ที่สี่ ชมเหรียญ 2 หน้า หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เหรียญหล่อหน้าเสือ พิมพ์หน้าเสือ 2 หน้า/ยอดนิยม/ปี พ.ศ. 2510) เนื้อทองผสม สภาพสวย เนื้อทองเหลืองแห้งออกโทนเหลืองอมเขียว หลวงพ่อน้อยท่านได้สร้างและปลุกเสกเอาไว้ในปี พ.ศ. 2510 เหรียญหล่อหน้าเสือมี 2 พิมพ์ พิมพ์หน้าเสือ 2 หน้า,พิมพ์หน้าเสือ หลังยันต์ ของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่ห้า ชมรูปหล่อรุ่นแรก หลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา จ.ปราจีนบุรี สร้างปี พ.ศ. 2484 มี 3 พิมพ์ พิมพ์ตอกชื่อใต้ฐาน พิมพ์ไม่ตอกชื่อใต้ฐาน พิมพ์ก้นมีจารเก่า สร้างแบบโบราณโดยการปั้นหุ่นเทียนบรรจุเม็ดกริ่งแบบชักกริ่งในตัวไม่ใช่เจาะบริเวณก้นแล้วบรรจุเม็ดกริ่ง จะเห็นรอยอุดเม็ดกริ่งที่ด้านหลัง บริเวณปลายสังฆาฏิทุกองค์ ของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่หก ชมเหรียญครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง จ.ลำพูน พ.ศ. 2492 รุ่นนี้เป็นเหรียญรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปครูบาศรีวิชัยครึ่งองค์ ด้านหลังมี 2 พิมพ์ คือ หลังยันต์น้ำเต้า และหลังรูปพระธาตุดอยสุเทพ มี 2 เนื้อ คือ เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อตะกั่ว ลองพิมพ์ องค์ที่มาให้ชมเป็นเหรียญพิมพ์หน้าแก่ ประคำเม็ด หลังรูปพระธาตุดอยสุเทพของ พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม

จากกันด้วยข้อคิด “อย่าเสียดายกับความหลังที่ผ่านมา อย่าประมาทกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สิ่งสำคัญคือทำให้ดีที่สุดในปัจจุบันเพื่อไปสู่อนาคตที่มั่นคง”

 

‘ความเมตตา ความกรุณา คือ สายใยแห่งธรรมของมนุษย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2560 เวลา 14:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/490650

‘ความเมตตา ความกรุณา คือ สายใยแห่งธรรมของมนุษย์’

พุทธศาสนาในประเทศไทยนอกจากเถรวาทแล้ว นิกายจีน หรือมหายาน นับว่าเป็นอีกนิกายหนึ่งที่มีผู้คนเคารพศรัทธาอย่างมากมายเหลือล้นไม่ต่างกัน เมื่อพูดถึงพุทธในแนวมหายานแล้วนั้น ความแตกต่างหลายอย่างในขนบประเพณีธรรมและสิ่งภายนอกของการครองจีวรของพระสงฆ์ตลอดทั้งวัตรปฏิบัติก็แตกต่างกัน แต่สิ่งที่หาได้แตกต่างกันเลย คือ เรื่องของเนื้อหาแห่งธรรม

ด้วยที่สุดก็เป็นไปเพื่อหอบพาหัวใจให้ไปถึงจุดหลอมละลายเหมือนพุทธศาสนาเถรวาท การหลอมละลายทั้งความโลภ ความโกรธ และความหลง การเดินทางของหัวใจที่จะให้ไปถึงจุดหลอมละลายได้นั้นสิ่งมีหลายเส้น
ทางเดิน ทุกเส้นทางต่างมีข้อวัตรเพื่อฝึกจิตฝึกตนด้วยกันทั้งสิ้น

ในเมืองไทยวัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส นับได้ว่าเป็นวัดจีน ที่มีสาธุชนเดินทางไปศึกษาธรรมและน้อมนำไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนตลอด ต่อมาได้มีการสร้างวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ขึ้น บนเนื้อที่ 12 ไร่ ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มีชื่อเป็นทางการว่า วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี 2539 แล้วเสร็จเมื่อปี 2551 โดยการอุปถัมภ์ของคณะสงฆ์จีนนิกายประเทศไทย ซึ่งพระเดชพระคุณอาจารย์ พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ (เย็นเชี้ยว) เป็นประธานในการจัดสร้าง และพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (เย็นเต็ก) เป็นประธานที่ปรึกษาจัดสร้างฝ่ายสงฆ์

บริเวณภายในวัดสะอาดเรียบร้อย กว้างขวาง มีอากาศถ่ายเทสะดวกสายลมพัดโบกตลอดเวลาราวกับมีการวางหลักชัยภูมิเอาไว้ได้อย่างดี แม้อากาศภายนอกจะร้อนอบอ้าวเพียงใด แต่ภายในวัดนี้เย็นสดชื่นราวอยู่กับคนละโลก

ขณะที่เดินอยู่ในวัดเล่งเน่ยยี่ 2 นั้น ได้มีโอกาสพบกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง มีจริยาวัตรงดงาม คอยต้อนรับและทักทาย รวมทั้งแนะนำสาธุชนที่เข้ามากราบสักการบูชาเจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูปองค์ใหญ่และสวยงามมากของวัด ต่อมาทราบว่าท่านชื่อ พระศิริชัย ฉายา เสี่ยใช้ เป็นหลวงจีนวินัยธร ตำแหน่ง คณานุกรม ประจำรองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย

ท่านเมตตาแนะนำและให้ความรู้ญาติโยมที่เดินทางมาโดยไม่เลือก ที่รักมักที่ชัง จะฐานะไหนอายุเท่าไหร่ ท่านแนะนำให้ความรู้เสมอภาคเท่าเทียมกันหมด อดทำให้ผมสนใจท่านไม่ได้ เมื่อสนทนาธรรมกับท่าน ได้ความรู้มุมมองใหม่แปลกๆ ที่เราอาจไม่เคยคิดมาก่อนเลยก็ได้ “ความเมตตาเป็นสายใยแห่งธรรมของมวลหมู่มนุษยชาติ เป็นสิ่งที่มีมาเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะคนไทย คนจีน คนแขก หรือคนชาติไหนๆ ถ้าเราเจริญเมตตาให้มากๆ บ่อยๆ ใจของเราจะสงบเย็นโดยธรรมชาติและสามารถค่อยๆ ลดทิฐิลง

ทิฐิความคิดเห็นที่แตกต่างนี้เองที่ทำให้เราในบางครั้งเครียด เป็นทุกข์ ความเมตตาจะช่วยเราได้มาก ถ้าหากเราเจริญอย่างจริงจัง แต่ความเมตตาที่เจริญนั้นควรประกอบไปด้วยปัญญามากำกับ”

ส่วนเจ้าแม่กวนอิม หรืออวโลกิเตศวร ของวัดนี้ เท่าที่ได้ถามกับผู้คนที่มากราบไหว้ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าเคารพศรัทธาพระองค์ท่านอย่างเต็มกำลังหัวใจแล้ว ไม่ใช่มากราบเพื่อร้องขอ เพื่อมาบนบาน แต่มากราบเพื่ออธิษฐานจิตเพื่อจะปฏิบัติตนให้อยู่ในรอยธรรม ทุกคนย่อมสำเร็จในสิ่งที่ใจของตนนั้นปรารถนาเหมือนกันหมด บางคนกล่าวถึงขนาดว่า ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ทุกข์ร้อนเรื่องใดมากราบอธิษฐานจิตตั้งมั่นใฝ่ในธรรมไม่ช้าไม่นานทุกอย่างที่ติดขัดย่อมสำเร็จประโยชน์

เทียนแก้วจำนวนไม่น้อย วางเรียงราย เป็นการบ่งบอกถึงจำนวนศรัทธาของผู้คนที่มากราบไหว้ด้วยหัวใจและต้องเป็นหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาอย่างแท้จริงจึงจะประสบผล แต่ถ้ามากราบเพื่อร้องขอแต่ไม่ปฏิบัติตัวให้อยู่ในรอยธรรมก็ยากที่จะสำเร็จ

พระสงฆ์นิกายจีนนี้ท่านฉันอาหารมังสวิรัติตลอดชีวิต…ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อเป็นการปรับธาตุให้เบาต่อการดำรงอยู่ของความเป็นสมณะตลอด ทั้งเป็นการเจริญตามรอยธรรม พระศิริชัย ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า

“ถ้ามองสถาปัตยกรรมที่วัดนี้แล้ว สามารถเข้าใจถึงปริศนาธรรมบางประการที่มากกว่าเรื่องของความสวยงามได้ จะทำให้จิตใจเบิกบาน เพราะการวาดแต่ละภาพนั้นเป็นการวาดที่ต้องอาศัยฝีมือ สติ สมาธิ และการสอดแทรกถึงธรรมะเข้าไปด้วย บางภาพมีศิลปะที่อ่อนช้อยงดงามแต่เคร่งขรึมด้วยธรรมก็มี แต่จะอย่างไรเสีย ความเมตตาเป็นสิ่งที่ประเสริฐและมีอยู่ในใจของสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์โดยธรรมชาติ ปรารถนาให้ทุกคนเจริญในความเมตตาเพื่อให้เกิดความรัก ความกรุณา เกื้อกูล สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน รู้จักอภัยทานให้กัน ให้กับทุกสรรพชีวิต แล้วความสุขสวัสดิมงคลที่ปุถุชนแสวงหาย่อมจะปรากฏอย่างแท้จริงในหัวใจ”

ท่านใดที่ยังไม่เคยไปวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ควรหาโอกาสสักครั้ง ไปแล้วความสุขปีติในธรรมย่อมจะชักนำปรากฏ อย่างชนิดที่เรียกว่า เป็นบุญกุศลหนักหนาที่ได้มาวัดนี้ ได้มีโอกาสตั้งจิตอธิษฐาน บำเพ็ญธรรม สร้างบารมี ที่เปล่งปลั่งด้วยความเมตตา และกรุณา