อุทธรณ์แก้โทษ พธม. บุกทำเนียบ เหลือคุก 8 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/289061

อุทธรณ์แก้โทษ พธม. บุกทำเนียบ เหลือคุก 8 เดือน

คมชัดลึก, เหลือคุก 8 เดือน, พธม, แก้โทษ, อุทธรณ์, อุทธรณ์แก้โทษ, พธม, บุกทำเนียบ, เหลือคุก, เดือน, 6 อดีตแกนนำ พธม, 24 กค, นักรบศรีวิชัย

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ลดโทษจาก 2 ปีเหลือจำคุก 8 เดือน “6 อดีตแกนนำ พธม.” ยึดทำเนียบปี 51 ขอประกันสู้ยันฎีกา

ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 24 ก.ค.เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551 หมายเลขดำ อ.4925/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อายุ 82 ปี, นายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 69 ปี , นายพิภพ ธงไชย อายุ 71 ปี , นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 67 ปี , นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 71 ปี อดีตแกนนำ พธม. และนายสุริยะใส กตะศิลา อายุ  44 ปี อดีตผู้ประสานงาน พธม. เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์กรณีบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362 , 365

ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.55 บรรยายความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.51 ผู้ชุมนุมกลุ่ม พธม. ซึ่งมีจำเลยดังกล่าวเป็นแกนนำได้จัดปราศรัยชักชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน เพื่อกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเคลื่อนขบวนฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำเนียบรัฐบาลและกระจายกำลังปิดล้อมสถานที่ราชการ เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียง กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ ต่อมาหลังจากนายสมัคร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และมีกำหนดวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 7 ต.ค.51 ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค.51 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหกกับพวกก็ได้เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลโดยปิดล้อมทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลทุกด้าน ได้ใช้เครื่องมือทำลายกุญแจประตูทำเนียบ ผลักดันแผงกั้นที่เจ้าหน้าที่ใช้ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยในทำเนียบรัฐบาล แล้วปีนรั้วเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งนำรถ 6 ล้อที่ติดเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ไปจอดหน้าตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลแล้วผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย โดยช่วงวันที่ 26 ส.ค.51 – 3 ธ.ค.51 ระหว่างที่พวกจำเลยจัดเวทีปราศรัยในทำเนียบรัฐบาล มีผู้ชุมนุมจำนวนมากเหยียบสนามหญ้า ต้นไม้ประดับจนตาย และยังทำให้ระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ ระบบไฟสนามหน้าตึกไทยคู่ฟ้าและหน้าตึกสันติไมตรี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับความเสียหายรวม 5 ล้านบาท อีกทั้งมีการนำถุงดำห่อหุ้มกล้องวงจรปิด เมื่อมีฝนตกทำให้น้ำฝนซึมเข้าขังในถุงดำที่ห่อหุ้ม ทำให้ระบบอิเล็กโทรนิกส์ของกล้องวงจรปิดเสียหายรวม 10 ตัว ค่าเสียหายอีก 1,766,548 บาท โดยจำเลยทั้ง 6 คนให้การปฏิเสธ

กระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พ.ค.58 ว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ จำคุกคนละ 3 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา ต่อมาจำเลยทั้งหกได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี

โดยวันนี้ (24 ก.ค.) เป็นการนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ครั้งที่สาม เนื่องจากการนัดครั้งแรก พล.ต.จำลอง จำเลยที่ 1 ป่วย และการนัดครั้งที่สอง นายสมเกียรติ จำเลยที่ 4 ป่วย

ขณะที่วันนี้แกนนำทั้ง 5 คนที่ได้รับการประกันตัวคนละ 200,000 บาท เดินทางมาศาล ส่วนนายสนธิ จำเลยที่ 2 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรมคดีกระทำผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯนั้น ศาลก็ได้เบิกตัวมาฟังคำพิพากษาพร้อมกัน โดยวันนี้มีประชาชนที่สนับสนุนกลุ่ม พธม. กว่า 50 คน เดินทางมาจนล้นห้องพิจารณาคดีเพื่อร่วมฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจแกนนำ ที่ตกเป็นจำเลยด้วย

ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษาแล้วเห็นว่า โจทก์ มีรองเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 51 , ผู้อำนวยการสำนักที่ดูแลสถานที่และฝ่ายรักษาความเรียบร้อย กับนายตำรวจสันติบาลรวม 4 ปาก เบิกความถึงเหตุการณ์ที่ จำเลยทั้งหกเป็นแกนนำ พาผู้ชุมนุมเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลและตั้งเวทีปราศรัยบนสนามหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการผลักแผงเหล็กของเจ้าหน้าที่ ตัดโซ่คล้องประตูที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดไว้ในการป้องกันสถานที่ โดยหลังจากแกนนำและผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบรัฐบาลแล้วเมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบความเสียหายพบว่าหญ้าในสนามตายทั้งหมด , ระบบสปริงเกอร์รดน้ำต้นไม้ , ระบบไฟในสนาม และกล้องวงจรปิดเสียหาย

ศาลเห็นว่า นอกจากพยานโจทก์แล้ว จากคำเบิกความของจำเลยยังฟังได้ว่าทั้งก่อนและหลังเข้าไปตั้งเวทีแล้ว แกนนำได้มีการผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย จึงฟังได้ว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่แกนนำได้วางแผนชี้นำผู้ชุมนุมให้เข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ต้องการกดดันให้รัฐบาลออกจากตำแหน่ง ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชุมนุมคิดจะเข้าไปเอง ขณะที่ไม่มีจำเลยคนใดสั่งให้ผู้ชุมนุมออกจากทำเนียบ นอกจากนี้เมื่อเข้าไปตั้งเวทีปราศรัยในทำเนียบแล้วยังมีการตั้งกลุ่มชื่อว่า “นักรบศรีวิชัย” เข้าควบคุมรักษาความปลอดภัยบริเวณทำเนียบรัฐบาล กดดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากทำเนียบรัฐบาลด้วย  ซึ่งทำเนียบรัฐบาลและหน่วยราชการซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นสถานที่ราชการแม้จะเป็นสมบัติแผ่นดินแต่ก็เป็นสถานที่เฉพาะในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่สถานที่บุคคลจะเข้า-ออกไปใช้ประโยชน์ตามอำเภอใจและการเข้าออกก็ต้องผ่านการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ด้วย

การที่จำเลยกับผู้ชุมนุมบุกรุกครอบครองโดยอ้างว่าเป็นเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ เป็นการพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ไม่ได้หมายความให้ไปละเมิดสิทธิผู้อื่นและทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งหากละเมิดกฎหมายแล้วจะอ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบไม่ได้ โดยการที่ผู้ชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาลยังทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้นานกว่า 90 วัน ซึ่งการอ้างถึงเสรีภาพนั้นก็ต้องไม่กระทบต่ออำนาจหน้าที่ผู้อื่นด้วย โดยการกระทำนั้นมิควรเป็นเยี่ยงอย่าง อุทธรณ์จำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนการทำให้เสียทรัพย์ทั้งสนามหญ้า , ระบบไฟฟ้าในสนามหญ้า , ระบบน้ำสปริงเกอร์ในสนามหญ้านั้น เห็นว่าระหว่างที่จำเลยครอบครองทำเนียบและจัดตั้งเวทีปราศรัยไม่ได้ปกป้องทรัพย์ส่วนนี้ ซึ่งความเสียหายเป็นผลมาจากการบุกรุกที่จำเลยทำให้เสียประการหนึ่ง ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งหกในการบุกรุกสถานที่ราชการและทำให้เสียทรัพย์นี้เป็นผลสืบเนื่องกัน ถือเป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษจำเลยฐานบุกรุกสถานที่ราชการซึ่งเป็นโทษหนักสุด

แต่ส่วนของระบบสัญญาณกล้องวงจรปิดที่มีผู้ชุมนุม นำถุงดำคลุมกล้องวงจรปิดและตัดสายสัญญาณอาจเป็นการกระทำโดยพลการของผู้ชุมนุม ยังไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการสั่งการของจำเลยทำให้กล้องเสียหาย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงสถานเบาและรอการลงโทษ โดยจำเลยทั้งหกระบุว่า เป็นบุคคลที่มีสถานะทางสังคมเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป , มีการศึกษาเคยทำประโยชน์สาธารณะ และไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยทั้งหกซึ่งมีการศึกษา ย่อมต้องรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการผิดกฎหมายที่ทำให้เสียทรัพย์ราชการและส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยกระทบต่อเนื่องถึงประโยชน์สาธารณะ และล่วงเลยจากขอบข่ายการแสดงออกทางประชาธิปไตย   แต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งหกไม่ได้มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนตนเพื่อกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และไม่ได้ประทุษร้ายบุคคล อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ศาลอุทธรณ์ จึงเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 2 ปีนั้นหนักเกินไป เห็นควรปรับบทลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์

จึงพิพากษาแก้ เป็นจำคุกจำเลยคนละ 1 ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งหก คนละ 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของอดีตแกนนำ พธม. เปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวจำเลย 5 ราย เป็นหลักทรัพย์คนละไม่เกิน100,000 บาท ส่วนนายสนธิ จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นประกันเนื่องจากถูกจำคุกในคดีอื่น พร้อมทั้งจะยื่นฎีกาต่อสู้คดีภายในวันนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เวลา 13.00 น.เศษ 5 อดีตแกนนำ พธม.จำเลยยังอยู่ระหว่างการรอฟังคำสั่งศาลว่าจะให้ประกันตัวระหว่างฎีกาคดีหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับกลุ่ม พธม.นั้น ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 ก.ค.60 ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง  , นายสนธิ ลิ้มทองกุล  , นายพิภพ ธงไชย  , นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์  ,นายสมศักดิ์ โกศัยสุข , นายสุริยะใส กตะศิลา ในคดีที่อัยการสำนักงานคดีอาญา 5 ชุมนุมดาวกระจายปี 2551 มีการรวมตัวกันต่อต้านและขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เนื่องจากป็นการฟ้องซ้ำ กับคดีบุกรุกทำเนียบรัฐบาลหมายเลขดำ อ.4925/2555 นี้ ซึ่งศาลให้จำคุกจำเลยอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

“เสรี”โต้ สปท.ไม่ใช่หมากการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/289059

“เสรี”โต้ สปท.ไม่ใช่หมากการเมือง

คมชัดลึก, เสรี สุวรรณภานนท์, หมากการเมือง, ไม่ใช่, สปท, เสรีโต้, เสรี, สปท

“เสรี”โต้ สปท.ไม่ใช่หมากการเมือง เย้ย นักการเมืองโกง เป็นต้นตอปัญหาต้องปฏิรูป

       24 ก.ค.60-  นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)กล่าวถึงเวทีเสวนา “2 ปี สปท.สังคมได้อะไรจากการปฏิรูป” ที่มีการระบุว่า สปท.เป็นหมากทางการเมือง ว่า การที่วงเสวนาบอกว่า สปท.เป็นหมากทางการเมือง หรือ เป็นหนังหน้าไฟนั้นคงไม่ใช่ทั้งหมดเพราะสังคมต้องดูผลของการทำงานที่ผ่านมา  และกระบวนการที่เขาจัดทำ สปท. ขึ้นมาก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ อย่ามองว่าสิ่งที่ สปท.ทำเป็นเพียงข้อเสนอแนะ เนื่องจากในการปฏิรูปนั้นหลายๆรัฐบาลพยายามทำแล้วแต่ไม่สำเร็จ ดังนั้น จึงขอว่าอย่าคิดกันไปเอง หรือ มองเพียงฝ่ายเดียว เพราะ สปท.เข้ามาแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานาน และสมาชิกทุกคนก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในหลายๆด้าน โดยเฉพาะ 10 ปี ที่ผ่านมามีปัญหานักการเมืองไม่มีคุณภาพ ทุจริต แสวงหาผลประโยชน์ สปท.ก็เข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหา จึงขอให้ดูที่กระบวนการทำงาน ที่เรากำหนดแผน หรือขั้นตอนทำงานดีกว่าจะมาบอกว่า สปท.เป็นหมากทางการเมือง

“กรธ.” เคลียร์กับ “ศาลยุติธรรม” แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/289057

“กรธ.” เคลียร์กับ “ศาลยุติธรรม” แล้ว

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  24 ก.ค. 2560

กรธ.มีมติไม่แย้ง ร่างพ.ร.ป.เอาผิดนักการเมืองโกง เหตุไม่มีอะไรที่ขัดรธน แจงเคลียร์กับศาลยุติธรรมแล้ว

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เปิดเผย ว่า กรธ.มีมติไม่ส่งความเห็นโต้แย้งร่างพ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะสาระไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ และหลังจากครบ10 วันตามรัฐธรรมนูญ คือ วันที่ 28 ก.ค. สนช. สามารถส่งร่างพ.ร.ป.ให้นายกฯ ทำตามกระบวนการทูลเกล้าฯ กฎหมายได้ ยืนยันเคลียร์ประเด็นกับศาลยุติธรรมปมพิจารณาดีลับหลังแล้ว

เดินหน้ายึดทรัพย์ อายัด 12 บัญชีธนาคาร “ยิ่งลักษณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/289054

เดินหน้ายึดทรัพย์ อายัด 12 บัญชีธนาคาร “ยิ่งลักษณ์”

คมชัดลึก, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, 12, ยึดทรัพย์, เดินหน้า, เดินหน้ายึดทรัพย์, อายัด, บัญชีธนาคาร, ยิ่งลักษณ์

บังคับคดีรับอายัด 12 บัญชีธนาคาร “ยิ่งลักษณ์” ตามที่ก.คลังร้องขอ หากพบทรัพย์เพิ่มอายัดได้ตลอดอายุความ 10 ปี

         24 ก.ค. 2560 – นางสาวรื่นวดี  สุวรรณมงคล  อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังส่งรายการทรัพย์สินนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบัญชีธนาคารจำนวน 12 บัญชี ให้กรมบังคับคดีดำเนินการว่า ในส่วนงานบังคับคดีจะดำเนินการตามที่โจทก์ร้องขอ  โดยการบังคับคดีมีอายุความ 10 ปี ระหว่างนี้หากโจทก์สำรวจพบทรัพย์สินเพิ่มเติมก็สามารถส่งรายการทรัพย์สินให้กรมบังคับคดีอายัดเพิ่มได้ตลอด ส่วนรายละเอียดทรัพย์สินไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นรายละเอียดในสำนวนคดี

“ภตช.” ร้อง “บิ๊กตู่” ตรวจสอบเงื่อนไขอบรม เลื่อนวิทยฐานะครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/289047

“ภตช.” ร้อง “บิ๊กตู่” ตรวจสอบเงื่อนไขอบรม เลื่อนวิทยฐานะครู

สอบ, อบรม, เลื่อน, วิทยาฐานะ, ครู, คมชัดลึก, ภตช, ร้อง, บิ๊กตู่, ตรวจสอบเงื่อนไขอบรม, เลื่อนวิทยฐานะครู, มงคลกิตติ์, คสช, ครม

“มงคลกิตติ์” แนะ รมว. ศึกษาควรอบรบให้ครบ 1,400 หลักสูตร ก่อนออกนโยบาย วอนปรับครม. คราวหน้า เลือกคนที่เหมาะสมดูแล ศธ.

 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบเชิงนโยบายที่อาจจะเอื้อต่อเอกชน และขอให้ยกเลิกโครงการพัฒนาครูแนวใหม่ โดยนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ทาง ภตช. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากบุคลากรทางการศึกษาจำนวนมาก ว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศการใช้หลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะและการพัฒนาข้าราชการครูแนวใหม่ โดยจัดหลักสูตรอบรมการเลื่อนวิทยฐานะ 50 ชม. ต่อปี 250 ชม. ต่อ 5 ปี ในการเลื่อนวิทยฐานะ 1 ระดับ โดยครูจะได้รับงบประมาณอบรมคนละ 10,000 บาท ต่อปี ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณทั้งหมดปีกว่า 4,000 ล้านบาท อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาเพิ่มภาระรายจ่ายค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่ากินอยู่ให้กับครูอกีด้วย

นายมงคลกิตต์ กล่าอวอีกว่า ในกรณีนี้อาจจะนำไปสู่การเปิดช่องทางในการทุจริตของโรงเรียนที่จะเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะจากผู้ปกครอง  เพราะโรงเรียนไม่มีงบประมาณเพียงพอ ในขณะเดียวกันค่าอบรมดังกล่าวเดิมเป็นเงินงบประมาณที่ใช้กับนักเรียนและสถานศึกษา จึงเหมือนเป็นการขโมยเงินนักเรียนไปเป็นรายได้ให้กับกับเอกชน ด้วยเหตุนี้จึงขอให้นายกฯตรวจโครงการดังกล่าว เพื่อไม่ให้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจเอกชนด้านอบรม ไม่เป็นภาระรายจ่ายกับครู อีกทั้งต้องไม่กระทบกับงบประมาณปกติของนักเรียนในการพัฒนาการศึกษา และขอให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะในแต่ละระดับ ด้วยการบังคับให้อบรม หรือ ถ้าต้องการจะทำต่อไป ก็ควรให้ รมว.ศึกษาธิการอบรมนำล่อง 1,400 หลักสูตรก่อน เพราะ รมว.ศึกษาธิการจำเป็นต้องรู้มากกว่าครู รู้มากกว่าผู้บริหารสถานศึกษา ถึงจะออกนโยบายมาบังคับกับทุกคนได้ โดยไม่ผิดพลาดเหมือนอดีตที่ผ่านมา ทั้งนี้ตนขอเสนอว่าหากมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งต่อไป ขอให้ปรับรมว.ศึกษาธิการออกจากตำแหน่ง เพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมและมีความสามารถมาทดแทน

“ยุทธพงศ์” ยันจับทุจริตข้าว ไม่ได้หวังช่วย “ยิ่งลักษณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/289041

“ยุทธพงศ์” ยันจับทุจริตข้าว ไม่ได้หวังช่วย “ยิ่งลักษณ์”

ไม่หวังช่วย, ข้าว, จับทุจริต, ยัน, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, ยุทธพงศ์, ยันจับทุจริตข้าว, ไม่ได้หวังช่วย, ยิ่งลักษณ์, อคส, อตก

“ยุทธพงศ์” ยันจับทุจริตข้าว ไม่ได้หวังช่วย “ยิ่งลักษณ์” ปูดเพิ่มอีก 1 โรงงาน นามสกุลเดียวกัน รับซื้อข้าว จี้ พาณิชย์ เร่งตรวจสอบ วอน ฝ่ายความมั่นคง อย่าสกัด

 24 ก.ค. 2560 –  ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 10.30 น. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าวของพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกรณีการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนครั้งที่ 1/2560 ว่า จากการที่เคยเปิดเผยการจัดซื้อข้าวของบริษัทแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี ที่ซื้อข้าวจากรัฐกว่า 3 หมื่นตัน ในราคาต่ำนั้น ขณะนี้พบการจัดรับซื้อข้าวจากองค์การคลังสินค้า(อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร(อ.ต.ก.)ของอีกบริษัทหนึ่งในจ.ราชบุรี ที่ตั้งอยู่บริเวณ ถ.เพชรเกษม หมู่ที่ 8 ต.ดอนทราย อ.ปากท่อ และที่น่าสงสัยคือผู้บริหารทั้ง 2 บริษัทมีนามสกุลเดียวกัน โดยบริษัทนี้ซื้อข้าวมากถึง 383,749 ตัน  แต่สามารถผลิตอาหารสัตว์ได้เพียงวันละ 350 ตัน ซึ่ง 1 ปีใช้ปลายข้าว 30,890 ตัน หากจะนำข้าวทั้งหมดไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ต้องใช้เวลาถึง 13 ปี

ทั้งนี้เมื่อดูจากตัวโรงงานของบริษัทดังกล่าวแล้ว มองว่าไม่สามารถจัดเก็บข้าวและผลิตได้ อีกทั้งในสัญญาการจัดซื้อข้าวระบุชัดเจนห้ามนำข้าวไปจำหน่ายต่อ และต้องรายงานการผลิตอาหารสัตว์ต่ออคส.ทุกวัน รวมถึงต้องยอมให้อคส.ติดตั้งกล้องซีซีทีวีบันทึกกันขนย้ายข้าว แต่จากการตรวจสอบไม่มีการรายงานใดๆ เข้ามา เมื่อบริษัทดังกล่าวไม่มีความพร้อมกระทรวงพาณิชย์ขายข้าวไปได้อย่างไร และที่บอกว่าเข้มงวดการขนย้ายตั้งแต่ต้นทางนั้น ขณะนี้มีการติดตั้งกล้องแล้วหรือยัง หากไม่ดำเนินการเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์อาจเข้าข่ายละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงอยากให้รมว.พาณิชย์ตั้งกรรมการมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจน

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าการออกมาตรวจสอบครั้งนี้เป็นแผนหวังช่วยเหลือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้หลุดพ้นจากคดีหรือไม่ นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า ยืนยันการตรวจสอบไม่เกี่ยวกับคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะคดีน.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลกำลังจะตัดสินวันที่ 25 ส.ค.นี้ แต่เราตรวจสอบการระบายข้าวของรัฐบาลและที่ตรวจสอบช่วงนี้เพราะเพิ่งมีการประมูล ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เคยบอกให้เรามาตรวจสอบอะไร แค่สู้คดีก็หมดเวลาแล้ว

ส่วนมวลชนที่เดินทางไปให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น มองว่าเป็นความผูกพัน เนื่องจากน.ส.ยิ่งลักษณ์มาจากการเลือกตั้ง และแต่ละครั้งที่มวลชนมาศาลก็ไม่เคยมีปัญหา จึงไม่อยากให้ฝ่ายความมั่นคงมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้เพราะเชื่อว่าทุกคนที่เดินทางมาให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องเคารพระเบียบข้อปฏิบัติหน้าศาลอยู่แล้ว

ด้านนายสุรสาล ผาสุข อดีตส.ส.สิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีฝ่ายความมั่นคงลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนในแต่ละจังหวัดเพื่อขอความร่วมมือไม่ให้เดินทางมายังศาลในวันที่ 25 ส.ค.ซึ่งเป็นวันพิพากษาคดีจำนำข้าว แต่ให้ติดตามให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่บ้านพักว่า อยากให้ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจและทหารอำนวยความสะดวกการเดินทางของประชาชนชนมากกว่าที่จะไปสกัดกั้น และขอให้ดูแลความเรียบร้อยในเส้นทางจราจรไม่ให้รถติดขัด หรือดูแลบริเวณศาลให้มีความเรียบร้อยจะดีกว่าหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาก็พบว่ามวลชนที่มีให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เคยก่อปัญหาใดๆ

“ศรีสุวรรณ”ร้อง”ป.ป.ช.”สอบ”ผู้ว่าฯกทม.” ผุด”หลักสูตรมหานคร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/289036

“ศรีสุวรรณ”ร้อง”ป.ป.ช.”สอบ”ผู้ว่าฯกทม.” ผุด”หลักสูตรมหานคร”

หลักสูรมหานคร, ผุดหลักสูรมหานคร, ร้อง, ศรีสุวรรณ จรรยา, จัด, คมชัดลึก, ผุดหลักสูตรมหานคร, ศรีสุวรรณ, ปปช, ผู้ว่าฯกทม, หลักสูตรมหานคร, จัดหลักสูตรมหานคร, สปท, อสส, สนช

“ศรีสุวรรณ” ร้อง “ป.ป.ช.” สอบ “ผู้ว่าฯกทม.” กับพวก “จัดหลักสูตรมหานคร” ส่อ ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ จี้ ฟันวินัย-ถอดถอน

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีนายสุทธิ บุญมี ผู้อำนวยการสำนักการข่าวและกิจการพิเศษ เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อให้ตรวจสอบบุคคล 16 ราย ได้แก่ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายอนันต์ มโนมัยพิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช นางวาสนา ขวัญเมือง ภริยาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อัยการอาวุโส นายขจรวุฒิ นำศิริกุล อาจารย์ประจำภาควิชาพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม นางเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกทม. พล.ต.นพ.ประจักษ์ บุญจิตต์พิมล  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นายวรวิทย์ เจนธนากุล กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร.ท.วารินทร์ เดชเจริญ สมาชิกสภากทม. นายวิชัย ทิตตภักดี กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐคองโกประจำประเทศไทย นายศิวะ แสงมณี ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุรินทร์ จิรวิศิษฐ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) นายอนุชาติ คงมาลัย อัยการอาวุโสสำนักงานอัยการพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด นายอภิรัตน์ ศิวพรพิทักษ์ สมาชิกสภากทม. และนายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. กรณีใช้อำนาจเอื้อประโยชน์หรือกระทำอันเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ สำหรับตนเองหรือผู้อื่น และส่อว่าการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และผิดจริยธรรม จากกรณีที่กทม.ได้จัดทำหลักสูตรฝึกอบรม “ผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารงานพัฒนาเมือง” หรือหลักสูตรมหานคร  ขึ้นมา โดยมอบหมายให้วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช สังกัดกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบดำเนินการเปิดรับผู้มีคุณสมบัติเฉพาะมาเข้ารับการฝึกอบรม

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า  การดำเนินการดังกล่าว อาจถือได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลบางกลุ่มและเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ เพื่อแสวงหาประโยชน์ และส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 4 ประกอบมาตรา 100 และเข้าข่ายความผิดตามระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยประมวลจริยธรรม ของข้าราชการและลูกจ้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2552 ข้อ 5(3) (4) ข้อ 12 และข้อ 14 ดังนั้น จึงขอให้ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง และสรุปสำนวนเสนอผู้บังคับบัญชาของบุคคลทั้งหมดเพื่อลงโทษทางวินัย หรือทำความเห็นส่งไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือส่งความเห็นไปยังสภานิติบัญญัติแห่งขาติ (สนช.) เพื่อทำการถอดถอน พล.ต.อ.อัศวิน และนายอนันต์ ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากใช้อำนาจในลักษณะเอื้อประโยชน์ เข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ แสวงหาประโยชน์มิชอบ และส่อว่ากระกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และผิดต่อประมวลจริยธรรมด้วย ถือว่าขัดมาตรา 19 ของกฎหมาย ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม หาก ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วพบว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดจริง ผู้ถูกกล่าวหาที่ได้รับคัดเลือกเข้ารับการอบรมในหลักสูตรดังกล่าวจะต้องชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่เป็นงบประมาณดำเนินการจัดอบรมดังกล่าวด้วย

“การจัดอบรมหลักสูตรพิเศษของหน่วยงานต่างๆ ที่มีเป็นจำนวนมากในขณะนี้ เป็นการสร้างคอนเน็คชั่นมากกว่า และทำให้ราชการเสียประโยชน์ ทำให้เกิดระบบการอุปถัมภ์ ดังนั้น ขอให้คณะรัฐมนตรี รัฐสภา และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐ และรัฐวิสาหกิจ เพื่อป้องกันการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปิดหลักสูตรพิเศษ” นายศรีสุวรรณ กล่าว

เวทีประเมิน “2 ปี สปท.” ชี้ คสช. วางสปท.แค่ที่ปรึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288926

เวทีประเมิน “2 ปี สปท.”   ชี้ คสช. วางสปท.แค่ที่ปรึกษา

เวทีประเมิน 2 ปี สปท   ชี้ คสช วางสปทแค่ที่ปรึกษา, เวทีสมาคมนักข่าว, คสช-สปท, เวทีประเมิน, สปท, ชี้, คสช, วางสปทแค่ที่ปรึกษา, 2 ปี สปท, ครม, สนช, สปช

เวทีประเมิน “2 ปี สปท.”   ชี้ คสช. วางสปท.แค่ที่ปรึกษา แนะพรรคการเมืองชิงผลักวาระการปฏิรูปในการเลือกตั้งครั้งหน้า เชื่อ คสช. ทำระบบรัฐราชการกึ่งประชาธิปไตยในโคร

              เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน มีการจัดเวทีราชดำเนินเสวนา “2 ปี สปท. สังคมได้อะไรจากการปฏิรูป”  โดยมีนายสุริยไส  ตกะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวตกรรมสังคม ม.รังสิต นายนิกร จำนง ที่ปรึกษา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมอภิปราย
นายนิกร กล่าวว่า ในโครงสร้างของ สปท.พบว่าเป็นระบบราชการล้วนๆ ราว 200 คน หรือประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป็นตัวกำหนดงาน สปท. ที่ออกมา  ในขณะที่งานของ สปท. จะเป็นเรื่องรายงานล้วนๆ เหมือนเป็นที่ปรึกษานายกฯ ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องการรวบรวมการเสนอความเห็น ซึ่งงานที่สปท.ทำมาทั้งหมดจะมีการสรุปรายงานเป็นหนังสือในวันที่ 31 ก.ค.นี้ เพื่อแจกจ่ายหน่วยราชการต่างๆ ซึ่งจะมีวาระการปฏิรูปทั้งหมด 27 วาระ ใน 5 หมวด ประกอบด้วย 1.กลไกภาครัฐ 2.เครื่องมือพัฒนาฐานราก 3. เศรษฐกิจอนาคต 4. คน และ 5. โครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ค่อยมีเรื่องการปฏิรูปด้านอื่นเท่าที่ควร ส่วนใหญ่เป็นเรื่องปฏิรูปราชการประจำ  ส่วนเรื่องปฏิรูปที่เป็นเรื่องหักดิบไปเลยน้อยมาก เพราะวิธีคิดของระบบราชการไม่กล้าคิดเลย ทั้งนี้สปท.ได้ทำรายงานไปแล้ว 190 เรื่อง นายกฯรับทราบแล้ว 176 เรื่อง
“คิดว่าประโยชน์ของ สปท. สำหรับ คสช. แล้วเป็นเหมือนกันชน  หรือเป็นหินไว้โยนถามทาง เป็นหมากทางการเมืองที่มีประโยชน์ ยกตัวอย่างเรื่องปฏิรูปสื่อ  หรือเรื่องเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน  พอถูกกดันหนักรัฐบาลก็ไม่เอาข้อเสนอของ สปท.”  นายนิกรกล่าว
นายนิกร กล่าวว่า ในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติที่จะเป็นตัวกำหนดนโยบายให้กับรัฐบาลชุดต่อๆไปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะทำให้รัฐบาลนั้นๆไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายของตนเอง นั้น ตนเห็นว่า  เดิมยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้ 20 ปี แต่สุดท้ายก็มีการแก้ไขให้สามารถทบทวนได้ทุกๆ 5ปี ตนจึงเบาใจได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่คณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้านที่นายกฯจะเป็นคนแต่งตั้งก็เชื่อว่ากรรมการปฏิรูปน่าจะมาจาก สปท. 7 คน
นายชวลิต กล่าวว่า ตนมีข้อสังเกตว่าหน้าที่ของ สปท. แค่เสนอแนะ  แต่งานทั้งหมดยังขาดการจัดลำดับความสำคัญ เนื่องจากปัญหาของประเทศมีมากมาย ถ้ารัฐบาลตั้งใจจะปฏิรูปงานใดเป็นพิเศษควรมอบสปท. ให้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในภาวะแบบนี้ยิ่งต้องมีส่วนร่วมของประชาชนว่า ต้องการปฏิรูปอย่างไร นอกจากนี้ สปท.ไม่ได้จัดลำดับหัวใจของปัญหาหลักและปัญหารอง โดยเฉพาะการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจไม่ได้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ก็ส่งผลให้เกิดระบบรัฐราชการขึ้นมา เพราะภายหลังการรัฐประหารได้เกิดรัฐราชการจะมาคลุมทุกอย่าง จึงมีคำถามว่าในโลกปัจจุบันจะให้รัฐราชการมาขับเคลื่อนประเทศได้หรือไม่ ทั้งที่ระบบรัฐราชการทำให้เราขาดการแข่งขันที่มีคุณภาพในเวทีโลก ตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเรื่องนี้จะมีต่อไปเพราะมีลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะมีข้าราชการประจำเป็นผู้กำหนดเป็นส่วนใหญ่
“ขณะนี้ภาคเอกชนไม่มีการลงทุน มีแต่รัฐบาลลงทุนขาเดียว จึงเป็นสิ่งที่มองว่าระบบรัฐราชการเดินไปไม่ได้ในโลกปัจจุบัน  ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เราจะค่อยๆ เหมือนกบอยู่ในหม้อที่ถูกต้ม  แรกๆ ไม่รู้สึกร้อน แต่เมื่อรู้ตัวกบก็จะกระโดดไม่ไหวแล้ว”  นายชวลิตกล่าว
นายชวลิต กล่าวอีกว่า เรื่องวัฒนธรรมประชาธิปไตยต้องดำเนินการตั้งแต่ระดับเยาวชนขึ้นมา เราดูประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ก็เคยมีปัญหาแต่เขาได้สร้างเยาวชนขึ้นมาได้ ส่วนเรื่องพรรคการเมืองจะร่วมกันปฏิรูปประเทศ ตนเห็นว่าเราไม่ควรเป็นไก่ที่จิกตีกันเองเพื่อรอวันถูกเชือด แต่จะต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ขอเสนอแนวคิดในนามนักกฎหมายอิสระ เพราะถ้าบอกว่าเป็นนักการเมืองน้ำหนักการพูดจะไม่มีเลย ขอเป็นนักสังเกตการณ์บ้านเมือง และเป็นหมอดูทางการเมือง ตนมองว่าจริงๆ  แล้วไม่จำเป็นต้องมี สปท. เลยก็ได้  แต่นายกฯ มามือเปล่า จึงวางโครงสร้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของ คสช. มากกว่า  แต่การคิดทั้งหมดอยู่ที่ คสช. เป็นหลัก
“ประชาธิปไตยเหมือนต้นไม้ ซึ่งต้นไม้ไม่ได้เติบโตงอกงามบนดินได้ทุกชนิด ประชาธิปไตยก็เช่นกันไม่ได้เติบโตในทุกประเทศ เห็นว่าประเทศไทยกำลังเป็นรัฐรูปแบบกึ่งประชาธิปไตยมากกว่า ซึ่งเราจะต้องเดินในแนวนี้อีก 20 ปีข้างหน้า เหมือนรัฐไทยเป็นรถเบนซ์แต่เอาเครื่องไปใส่รถไถ่นาแบบเดิมตาม โดยรูปแบบที่วางไว้ต่อไปนั้นในอนาคตข้างหน้าไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เราเห็น เพราะถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญและกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

เวทีประเมิน “2 ปี สปท.”   ชี้ คสช. วางสปท.แค่ที่ปรึกษา
นายสุริยะใส กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นตัวแทนพรรคการเมือง หรือพรรคที่จะตั้งขึ้นมาช่วงใดทั้งสิ้น ตอนนี้ทำหน้าที่สังเกตการณ์ ถ้าวันนี้จะตั้งต้นประเมิน สปท. คงจะแยกส่วนมาประเมินเฉพาะ สปท. ไม่ได้ เพราะสปท.ก็เป็นเหมือนคลองเล็กๆ แต่แม่น้ำ 4 สายที่เหลือเป็นแม่น้ำ เป็นมหาสมุทรทั้งนั้น หากย้อนไปที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีข้อเสนอที่ดีๆ ทั้งนั้น เมื่อมี สปท. ก็เหมือนว่าจะเป็นการตั้งต้นที่จะต้องขับเคลื่อนประเด็นสำคัญและเร่งด่วน แต่ก็พบว่ามีขีดจำกัดที่ซ้อนอยู่คือวิธีคิดของระบบราชการเป็นปัญหาการปฏิรูปมาโดยตลอด หากจะประเมิน สปท. ต้องบอกว่า 2 ปีที่ผ่านมาคือรัฐราชการ อำนาจการกำกับการปฏิรูปที่แท้จริงต่อไปน่าจะอยู่ที่ ป.ย.ป. หรือแม่น้ำสายที่ 6 หรือเป็น ครม. ส่วนหน้า จึงอยากให้สมาคมนักข่าวฯ ประเมิน 1 ปี ปยป. บ้างว่าเป็นย่างไร
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า แนวโน้มทิศทางการปฏิรูปพุ่งเป้าไปที่การกระชับอำนาจราชการส่วนกลาง และสะท้อนวงจรความไม่ไว้วางใจนักการเมือง ซึ่งนักการเมืองก็ไว้วางใจทหาร  ทหารไม่ไว้วางใจประชาชน เราจะจัดการวงจรไม่ไว้วางใจได้อย่างไร เพราะเป็นเงื่อนปมสำคัญให้ความแตกแยกยังคงอยู่ และถ้าเปลี่ยนวงจรนี้ไม่ได้ การเลือกตั้งก็ไม่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ ซึ่งตนเป็นห่วงว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้นจะทำให้แขนขาของระบบราชการแข่งแกร่ง และเป็นปัญหาต่อการพัฒนาระบบประชาธิปไตย จึงขอฝากว่า หลังเลือกตั้งต้องสร้างแรงส่งของการปฏิรูปให้เป็นรูปธรรม และให้มีพลัง ขณะที่พรรคการเมืองก็จะต้องสร้างแรงส่งช่วงเลือกตั้ง ที่จะต้องกำหนดรูปแบบของยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปของพรรคด้วย มิเช่นนั้นจะทำงานยาก
“พรรคการเมืองจะชูธงเพื่อสร้างแรงส่งการปฏิรูปได้หรือไม่อย่างไร  ถ้าพรรคการเมืองไม่ตั้งเรื่องก็จะทำงานได้ยากขึ้น  มีความจำเป็นที่พรรคการเมืองต้องส่งสัญญาณเพื่อช่วงชิงอำนาจในการปฏิรูป นอกจากนี้กระแสการปฏิรูปที่เกิดจากภาคประชาชน ซึ่งเป็นกระแสบวกกับการเมืองไทย ถ้ามีการปล่อยปละละเลย เราจะไม่มีทางออกให้ประเทศตรงนี้ ดังนั้นโจทย์จึงมาอยู่ที่พรรคการเมืองว่าจะตั้งต้นเรื่องปฏิรูปอย่างไร เพราะเรื่องปรองดองที่ดีที่สุดคือทำเรื่อปฏิรูปให้เป็นจริงและเร็วที่สุด”  นายสุริยะใส กล่าว

“ศรีสุวรรณ”ร้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบผู้ว่า กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288904

“ศรีสุวรรณ”ร้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบผู้ว่า กทม.

หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารงานพัฒนาเมือง(มหานคร), ศรีสุวรรณ ร้อง, ศรีสุวรรณร้อง ปปชตรวจสอบผู้ว่า กทม, งานเข้าศรีสุวรรณร้อง, ศรีสุวรรณร้อง, ปปชตรวจสอบผู้ว่า, กทม, ศรีสุวรรณ, มหานคร

“ศรีสุวรรณ”ร้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบผู้ว่า กทม.เอื้อประโยชน์คนใกล้ชิดเข้าอบรมหลักสูตร”ผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารงานพัฒนาเมือง”(มหานคร)”

เมื่อวันที่ 23ก.ค.2560-นายศรีสุวรรณ  จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  เปิดเผยว่า  จากกรณืกรุงเทพมหานครได้จัดทำหลักสูตรฝึกอบรม“ผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารงานพัฒนาเมือง”(มหานคร)ขึ้นมา  ซึ่งได้มอบหมายให้วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชสังกัดกรุงเทพมหานคร รับผิดชอบดำเนินการ โดยเปิดรับผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะมาเข้ารับการฝึกอบรม คือ ข้าราชการระดับอำนวยการสูงขึ้นไป นักวิชาระดับรองศาสตราจารย์ขึ้นไป  ผู้บริหารระดับสูงในรัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน หรือองค์กรอิสระ ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน เป็นต้น มีอายุระหว่าง 35 ถึง 58 ปี  เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการ  ซึ่งทางมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับการอบรมหลักสูตรฯดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2560 ปรากฏว่ามีชื่อของภรรยาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  และผู้ที่ขาดคุณสมบัติเป็นจำนวนมากได้รับการคัดเลือกเข้ามา เช่น นายศิวะ แสงมณี เป็นต้น
นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า การดำเนินการดังกล่าว จึงอาจถือได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลบางคน บางกลุ่มอันเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสําหรับตนเองหรือผู้อื่นและส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4 ประกอบมาตรา 100

“และเข้าข่ายความผิดตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการและลูกจ้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2552 ข้อ 5(3) ข้อ 12 และข้อ14 ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมฯจำต้องนำความไปร้องเรียนให้ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในวันจันทร์ที่24 ก.ค. 2560 เวลา 11.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำจ.นนทบุรี”นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด


“ป.ป.ช.” ตั้ง “สุภา-สุรศักดิ์-สถาพร” คุมสอบ สินบนโรลส์รอยซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288900

“ป.ป.ช.” ตั้ง “สุภา-สุรศักดิ์-สถาพร” คุมสอบ สินบนโรลส์รอยซ์

การเมือง, คมชัดลึก, ปปช, ปปช, ตั้ง, สุภา-สุรศักดิ์-สถาพร, คุมสอบ, สินบนโรลส์รอยซ์, ปธปปช, คกกจัดซื้อ-ผู้บริหารปตท, ยธสหรัฐฯ, มหาชน

“ปธ.ป.ป.ช.” เผย ตั้งแล้ว อนุฯไ ต่สวน “สินบนโรลส์รอยซ์” 3 โครงการ พบผู้ถูกกล่าวหา “คกก.จัดซื้อ-ผู้บริหารปตท.” เร่งประสานข้อมูล “ยธ.สหรัฐฯ”

          23ก.ค.60 – พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน คณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยถึงความคืบหน้า กรณีคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงการจ่ายสินบนข้ามชาติของบริษัทโรลส์รอยซ์ แก่เจ้าหน้าที่รัฐ , บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) กว่า 11 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้จัดซื้อเครื่องยนต์ของโรลส์รอยซ์ ที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ในขั้นของการแสวงหาข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ได้สรุปรายงานเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และที่ประชุมก็มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงใน 3 โครงการจากที่ตรวจสอบทั้งหมด 6 โครงการ โดยมีกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งองค์คณะเป็นอนุกรรมการ

และมอบให้ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ , นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร และ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดี ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก อาทิ กลุ่มของคณะกรรมการจัดซื้อ และ กลุ่มผู้บริหารของ ปตท. ทั้งนี้คณะอนุกรรมการไต่สวน ได้มอบหมายให้คณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ ให้ประสานขอข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแล้ว