“ปชป.” ชี้ ร่าง พ.ร.ป. คดีอาญานักการเมือง ไม่ขัด รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288888

“ปชป.” ชี้ ร่าง พ.ร.ป. คดีอาญานักการเมือง ไม่ขัด รธน.

พรปคดีอาญานักการเมือง, ศาลรธรน, องอาจ เชือนายกฯไม่ส่งร่างพรปคดีอาญานักการเมืองให้ศาลรธน, ปชปชี้ ร่างพรปไม่ขัดรธน, ปชป, ชี้, ร่าง, พรป, คดีอาญานักการเมือง, ไม่ขัด, รธน

“องอาจ” ชี้ ร่าง พ.ร.ป. คดีอาญานักการเมือง ไม่ขัด รธน. เชื่อ “นายกฯ”ไม่ส่งศาลรธน.ตีความ

            นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีที่มีการขอให้นายกรัฐมนตรีส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ( พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่  ว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.ป.นี้ที่มีการพูดถึงกันมากคือ 1. พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ก็เป็นกรณีที่ศาลรับฟ้องไว้แล้ว และมีหมายเรียก แต่จำเลยไม่มาศาล จนต้องมีการออกหมายจับแต่จับจำเลยไม่ได้ภายใน 3 เดือน นับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้ โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย 2. การหนีคดีไม่ว่าจะหนีในชั้นพิจารณาคดี หรือหลังศาลมีคำพิพากษา ไม่ให้นับอายุความ
นายองอาจ กล่าวว่า ตนมองว่า ร่าง พ.ร.ป.นี้มีจุดเด่นที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1. เพิ่มศักยภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น 2. ทำให้นักการเมืองส่วนหนึ่งที่ใช้อำนาจอิทธิพลทางการเมือง กระทำการทุจริต ต้องคิดคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะได้รับจากกฎหมายมากขึ้น ไม่สามารถใช้ประโยชน์ทางกฎหมายในการหลบหนีคดี จนขาดอายุความได้อีกต่อไป 3. สร้างความยุติธรรมให้กับสังคมด้วยการสามารถยึดทรัพย์สิน เงินทอง ที่จำเลยทุจริตเอาไปกลับคืนมาเป็นของแผ่นดิน  รวมถึงการเรียกค่าเสียหาย เมื่อมีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยต่อเนื่องได้จนมีคำพิพากษาถึงที่สุด  ซึ่งถือเป็นการสร้างความยุติธรรมให้กับสังคมส่วนรวม
“เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระจากร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้แล้ว ไม่เห็นว่ามีอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด และนายกรัฐมนตรีก็คงไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะเมื่อนายกฯ ฟังเหตุผลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลที่เกี่ยวกับร่าง พ.ร.ป.นี้จากภาคส่วนต่างๆ ก็คงเห็นพ้องต้องกันว่าไม่น่าจะมีส่วนไหนที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นกัน “รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ดุสิตโพลมองโยกย้ายขรก.ยุค”บื๊กตูู่”ดีกว่ารัฐบาลยุคก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288885

ดุสิตโพลมองโยกย้ายขรก.ยุค”บื๊กตูู่”ดีกว่ารัฐบาลยุคก่อน

ร้อยละ 6877 , รัฐบาลประยุทธิ์, ดุสิคโพล, โยกย้ายขรก, ดุสิตโพลมองโยกย้ายขรกยุคบื๊กตูู่ดีกว่ารัฐบาลยุคก่อน, บื๊กตูู่, บิ๊กตู่

ดุสิตโพล ร้อยละ 68.77 มองโยกย้ายข้าราชการ ยุค”บิ๊กตู่”ดีกว่ารัฐบาลยุคพรรคการเมือง  ฝากรัฐเลือกคนเหมาะสมกับตำแหน่ง

             มหาวิทยาลัยสวนดุสิต หรือดุสิตโพล ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อ “การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระหว่างรัฐบาลพล.อ.ประยุทธิ์ (ปัจจุบัน)กับรัฐบาลที่ผ่านมา ”  ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,159 คน ระหว่างวันที่ 19-22 ก.ค.2560 พบว่า  ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 68.77 เห็นว่า เป็นการโยกย้ายเพื่อให้บุคคลที่เหมาะสมมีความสามารถเข้ามาทำงาน รองลงมาร้อยละ 54.36 เป็นการช่วยให้รัฐบาลทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 50.53 เห็นว่า ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร จะดีหรือไม่ ต้องพิจารณาจากผลงาน  ร้อยละ 46 เห็นว่า เป็นการปรับเปลี่ยนคนก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง และร้อยละ 44.52  มองว่า ทำให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งแง่บวกและแง่ลบ

ดุสิตโพลมองโยกย้ายขรก.ยุค"บื๊กตูู่"ดีกว่ารัฐบาลยุคก่อน

เมื่อถามว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการแต่งต้้งโยกย้ายข้าราชการในรัฐบาลพลอ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา กับการแต่งตั้งโยกย้ายในรัฐบาลที่บริหารโดยนักการเมืองที่ผ่านมานั้นประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร ประชาชนเห็นว่า การแต่งตั้งโยกย้ายในรัฐบาลประยุทธิ์ดีกว่ารัฐบาลชุดก่อน ร้อยละ 29.07 เพราะเป็นการปรับเพื่อให้มีผลงานดีขึ้น มีคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานหลากหลายฯ  รองลงมาร้อยละ 27.60 เห็นว่า ดีพอๆกัน เพราะทุกคนทำงานเพื่อบ้านเมือง ขณะที่ร้อยละ 26.46 เห็นว่า แย่พอๆกัน เพราะมีการแต่งตั้งคนของตนเอง เอื้อประโยชน์แกพวกพ้อง  และน้อยสุด ร้อยละ 16.87 เห็นว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในรัฐบาลที่บริหารโดยนักการเมือง ดีกว่า เพราะมีความเป็นประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้ง สามารถตรวจสอบการทำงานได้
ทั้งนี้สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึงรัฐบาลเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการคือ ควรเลือกคนที่เหมาะสมกับตำแหน่ง มีความรู้ความสามารถ ร้อยละ 67.47  และร้อยละ 66.87 ระบุว่า ทุกคนที่เข้ามาควรตั้งใจทำงาน ซื่อสัตย์ สุจริต ขณะที่ร้อยละ 63.76 มองว่า ทุกคนทุกฝ่ายควรช่วยกันทำงานแก้ปัญหาทำเพื่อส่วนรวม

รองเลขาฯอาวุโสสูงสุดรักษาการไปพลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288827

รองเลขาฯอาวุโสสูงสุดรักษาการไปพลาง

คมชัดลึก, รักษาการ, อาวุโส, รอง, เลขาฯ, เปลี่ยน, เตรียม, ปปช, เลขาฯปปช, คตง, ปปช

“เลขาฯป.ป.ช.” เผย หากโยกไปนั่ง “คตง.” แล้ว รองเลขาฯ อาวุโสสูงสุด จะรักษาการไปพลาง จนกว่าจะสรรหาใหม่

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่ตนหากต้องไปดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)หลังกระบวนการสรรหาครบถ้วนแล้วนั้น ในส่วนของตำแหน่งเลขาธิการป.ป.ช.ที่ว่างลงต้องดำเนินกระบวนการสรรหาเลขาฯป.ป.ช. โดยผู้ที่มีคุณสมบัติเข้ารับเลือกนั้นต้องดำรงตำแหน่งระดับสูง หรือ ระดับ10อาทิ รองเลขาธิการป.ป.ช. อธิบดี ผู้อำนวยการที่มีระดับ 10 อาจารย์มหาวิทยาลัยระดับศาสตราจารย์ ซึ่งกระบวนการสรรหาต้องทำโดยกรรมการสรรหาที่คณะกรรมการป.ป.ช.แต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ร่วมกับกรรมการป.ป.ช. จำนวน 5 คน ซึ่งเชื่อว่าคงมีการสรรหาเร็วๆนี้

นายสรรเสริญ กล่าวว่า หากตำแหน่งเลขาฯป.ป.ช.ว่างลง รองเลขาฯที่มีอาวุโสสูงสุดก็ต้องทำหน้าที่รักษาการไปพรางก่อน ซึ่งรองเลขาฯที่อาวุโสสุดคือ นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการป.ป.ช. ส่วนกระบวนการคตง.นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติถ้าทั้ง 7 คนที่ได้รับเลือกผ่านคุณสมบัติก็จะเสนอเข้าที่ประชุมสนช.ให้ความเห็นชอบ จากนั้นจึงจะมีการแจ้งมาที่ตนเพื่อให้ดำเนินการลาออกจากตำแหน่งปัจจุบัน ซึ่งก็คงเร็วๆนี้ เมื่อผ่านขั้นตอนเรียบร้อยคตง.ทั้ง 7 คนก็จะมาประชุมคัดเลือกประธานคตง.กันเอง เมื่อเลือกได้แล้วก็จะต้องเสนอชื่อประธานและกรรมการคตง.ไปให้ประธานสนช.นำความขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

“บิ๊กตู่” วอนคนไทยเอื้ออาทรกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288791

“บิ๊กตู่” วอนคนไทยเอื้ออาทรกัน

เอื้ออาทร, วอนคนไทย, ศาตร์พระราชา21กค60, บิ๊กตู่, วอนคนไทยเอื้ออาทรกัน, คสช

 “บิ๊กตู่” ยกหลักพุทธศาสนาสอนคนไทย บอกมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ต้องเอื้ออาทรกัน ชี้ใช้เสรีภาพ100%ไปละเมิดคนอื่นไม่ได้

          เมื่อวันที่ 21ก.ค.2560-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ ซึ่งเราถือว่าเป็นสัตว์ประเสริฐคำว่าประเสริฐหมายถึงการมีระดับจิตใจสูงสามารถเข้าถึงความดีงาม อาทิ ความรัก ความสามัคคี ในหมู่เพื่อนมนุษย์ สังคม และความเอื้ออาทรต่อผู้อื่นต่อกันและกัน คนเรานั้นสามารถฝึกฝนและพัฒนาจิตใจได้ โดยปราศจากข้อจำกัดเรื่องชาติกำเนิด หรือฐานะทางเศรษฐกิจ สังคมเพื่อไม่ให้เบียดเบียนกันรู้จักแยกแยะความดีและความเลว

         พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในฐานะความเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมตนเห็นว่าหลักธรรม 3 ประการในพุทธศาสนา ที่เราทุกคนควรตระหนัก และยึดถือเป็นหลักพื้นฐาน เพื่อการอยู่ร่วมกันของคนไทย อย่างมีความสุข ได้แก่ ปัญญา เมตตากรุณา รักใคร่เกื้อกูลกัน และความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ส่วนคำว่าสิทธิเสรีภาพบนพื้นฐานแห่งศีลธรรมนั้น ไม่ใช่เพียงการมีเวที หรือช่องทางให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น หรือมีส่วนร่วมเท่านั้น แต่จะต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงก็คือมนุษยธรรมด้วย หากสังคมใดคนในสังคมมีศักดิ์ศรี สังคมนั้นจะมีแต่ความสามัคคีและปรองดอง ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่อยู่ที่การมีเสรีภาพ 100% แต่กลับปล่อยให้เกิดการละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น หรือละเมิดกฎหมาย และไม่ใช่อยู่ที่การมีสิทธิเพื่อครอบครองอำนาจ หรือมีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นในทางที่ไม่ถูกต้อง

          ชี้ ปชต.ไทยบกพร่องทางจิตวิญญาณ ขาดภูมิคุ้มกัน ลั่นต้องปกครองแบบธรรมาธิปไตย

         “เหตุที่ 80 กว่าปีประชาธิปไตยของไทย ไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควรลุ่มๆดอนๆ โดยเฉพาะช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นว่าบ้านเมืองของเรา ประสบกับภาวะบกพร่องทางจิตวิญญาณจิตใจของคนไทยมีความบกพร่องหรือขาดภูมิคุ้มกันทางศีลธรรม เป็นเหตุให้สังคมมีปัญหา ผมไม่ได้โทษประชาชน เพียงแต่ว่าเราต้องเตือนกัน ต้องเข้าใจจิตใจกัน และต้องดูใจผมเหมือนกัน เปลี่ยนแปลง ควบคุมตัวเองให้ได้ ทุกคนก็ต้องมาช่วยผมตรงนี้ ประเทศจะได้ไม่ไปประสบวิกฤตการทางการเมืองอีก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

         พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนนึกถึงคำว่าธรรมาธิปไตยที่สังคมไม่ค่อยพูดถึงกันนัก แต่กลับมีความสำคัญ คือการถือธรรมะเป็นใหญ่ เป็นการยึดถือหลักการ หลักเหตุผล หลักความเป็นจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรมในการบริหารจัดการกับต่างๆ ถ้าเรามีประชาธิปไตยแต่ปราศจากธรรมาธิปไตยความสงบสุขในสังคมก็จะไม่มีความยั่งยืน และที่สำคัญคือจุดเริ่มต้นของการปรองดอง ก็คือการทำให้สังคมมีธรรมาธิปไตย วันนี้รัฐบาลและคสช. พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะแก้ไขปัญหาของสังคมที่กองสุมกันอยู่ทุกมิติ หากสังคมไม่ยอมช่วยกันแก้ปัญหา ต้องการการปฏิรูป แต่ไม่ยอมรับเปลี่ยนแปลง ไปในที่ถูกที่ควรตามครรลองของกฎหมาย และยังไม่เคารพกฎหมาย แล้วผลักภาระหรือรอคอยให้นายกรัฐมนตรี รัฐบาล คสช. มาตามแก้ไขปัญหาแต่เพียงฝ่ายเดียว ถือว่าผิดหลักการขาดความรับผิดชอบร่วมกัน รอให้คนมาปัดกวาด ไม่ทันใจก็ต่อว่าขับไล่ แบบนี้เราจะแก้ปัญหาของเราอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ตนอยากให้ทุกคนได้คิด มีสติ และทบทวน ว่าเราน่าจะใช้หลักธรรม หลักศาสนา และหลักการต่างๆ มาช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองด้วย

         พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาสำคัญในอดีต ที่รัฐบาลนี้พยายามจะแก้ไข แล้วก็ปรับให้เข้ามาสู่สิ่งที่ควรจะเป็น และเป็นสากล มี 3 เรื่องหลักคือ 1.การจัดระเบียบสังคม และการบังคับใช้กฎหมายปกติให้มีประสิทธิภาพ2.การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ ให้มีความสมดุลและยั่งยืน3.วางรากฐานการปฏิรูป ทั้งนี้การดำเนินการย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชน นายทุน ผู้ประกอบการ เป็นจำนวนมาก รัฐบาลนี้เคร่งครัดเอาจริงเอาจัง ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนมีรายได้ลดลง ส่งผลให้การใช้จ่ายเงินในระบบเศรษฐกิจจากธุรกิจสีเทาธุรกิจผิดกฎมายลดลง เงินหมุนเวียนในระบบก็ลดลงตามไปด้วย

           ฟุ้งอีก5ปี เศรษฐกิจไทยดีขึ้น หวังโครงสร้างพื้นฐานเสร็จช่วยกระตุ้น

         “ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าใจว่าต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง ซึ่งรัฐบาลก็พยายามจะช่วยเหลือ สร้างงาน สร้างอาชีพ หามาตรการที่ถูกกฎหมายมารองรับ ทำให้สามารถมีชีวิตเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความยั่งยืน รัฐบาลเข้าใจดีว่า ถึงแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่รายได้อาจจะยังไม่กระจายไปสู่ประชาชนได้มากนัก เพราะโครงสร้างพื้นฐานยังไม่แข็งแรงเพียงพอ สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำย่อมส่งผลในวันข้างหน้า แม้จะไม่ส่งผลทางเศรษฐกิจในทันที แต่อาจจะส่งผลทางด้านทางจิตวิทยาและความเชื่อมั่นในเบื้องต้น มีการวาดความฝันอนาคตไว้ร่วมกัน วันนี้ก็ต้องลำบากก่อน เพราะว่าเราทำอะไรตามใจตัวเองกันมานานแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

         พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนขอฉายภาพอนาคตของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ทุกระบบของประเทศ ในภาพรวม ว่าอีก 5 ปีข้างหน้า ในปี 2565 เราจะมีการขนส่งทางถนน เราจะมีทางหลวงขนาด 4 ช่องทางจราจรขึ้นไปเพิ่มขึ้นอีกราว 700 กิโลเมตร มีทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเพิ่มขึ้นจากเดิมมีเพียง 146 กิโลเมตร เป็น 636 กิโลเมตร มีการพัฒนาทางหลวงชนบท เพื่อแก้ปัญหาการจราจรในเขตเมืองเพิ่มขึ้น 2 เท่ามีการสร้างสะพานข้ามอุโมงค์ลอดรถไฟเพิ่มขึ้นกว่า 100 แห่ง และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ อีก 5 แห่ง เป็นต้น

         พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้การขนส่งทางราง เราจะมีรถไฟทางคู่ เพิ่มขึ้น 15 เท่า จาก 250 เป็น 3,500 กว่ากิโลเมตร มีการพัฒนาราง 4 เส้น ทาง กว่า 1,039 กิโลเมตร และมีรถไฟฟ้าเพิ่มเป็น 11 เส้นทาง ระยะทางรวม 439 กิโลเมตร จะช่วยลดปริมาณการจราจรบนถนนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เดินทางระหว่างเมือง จาก 59% เหลือ 40% การขนส่งทางน้ำ เราจะมีท่าเรือชายฝั่งทะเลเพิ่มขึ้น 5 แห่งรวมเป็น 23 แห่ง ส่วนการขนส่งทางอากาศ เราจะมีท่าอากาศยานเบตงเพิ่มขึ้น และมีการยกระดับสนามบินอู่ตะเภา สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินเพิ่มขึ้นราว 3 แสนเที่ยวบินต่อปี

         “สำหรับประโยชน์ที่จะได้ถึงมือประชาชนนั้น ก็เป็นในรูปแบบการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคความสะดวกและปลอดภัย มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้นยกระดับคุณภาพชีวิต สามารถหาเลี้ยงชีพในถิ่นเกิด โดยไม่ต้องเสี่ยงโชคในเมืองเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถ้าเสร็จสำเร็จได้ก็จะสามารถสร้างความเชื่อมโยง สร้างงาน สร้างอาชีพ มีทางเลือกและโอกาสมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระจายรายได้ถึงคนไทยทุกคน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

          ลั่นไม่ใช้ประชานิยมแก้ปัญหา ซัดนักการเมืองแบ่งฝ่ายปชช. กระจายงบประมาณตามฐานเสียง

         พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า การดำเนินนโยบายทางการเมือง มีส่วนสำคัญอย่างมาก สามารถที่จะสร้างและทำลายได้ทุกอย่าง เช่น การเพิกเฉยการส่งเสริมให้ประชาชนของชาติ ยึดมั่นในสถาบันชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศการไร้ความสามารถในการรักษาความสงบสันติของสังคมและประเทศชาติการใช้นโยบายที่ปราศจากยุทธศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน แต่จะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ แล้วก็ทิ้งปัญหาไว้ข้างหลังอีกต่อไป การแยกกลุ่ม แบ่งฝ่ายประชาชน โดยยึดตามฐานเสียง แทนที่จะเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ สร้างความแตกแยกร้าวลึกในสังคมการใช้งบประมาณประเทศ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นเครื่องต่อรองกับการเมืองในท้องถิ่น กับประชาชน เพื่อเป็นการสร้างฐานอำนาจ หาคะแนนความนิยม รวมทั้งการใช้งบประมาณที่ไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และไม่เกิดการบูรณาการ ทำให้สิ้นเปลืองไม่คุ้มค่า และไร้ประสิทธิภาพ

         “ที่ผ่านมาอาจจะเน้นประชานิยม ทำให้ปัญหายังคงวงเวียนอยู่ในสังคม ซึ่งจะก่อความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การที่รัฐบาลพยายามแถลงข่าว ชี้แจงตอบข้อสงสัยโดยให้เหตุผล ใช้ความอดทนอดกลั้น และแสดงความจริงใจ บางครั้งก็ถูกกวนน้ำให้ขุ่นหรือเล่นการเมืองบนความทุกข์ของประชาชนทำให้สิ่งที่ผมพูด สิ่งที่รัฐบาลพยายามสื่อสารออกไป ไม่เป็นผลอย่างน่าเสียดาย ความเพียรพยายามก็สูญเปล่าผู้ไม่หวังดีมักสร้างบรรยากาศให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ซึ่งทุกคนเข้าใจดี ว่าเป็นวิถีของการต่อสู้สาดสี เพื่อเอาชนะกันแย่งพื้นที่ฐานเสียง ทุกฝ่ายต้องกลับมามอง มาทบทวนที่ตนเองบ้าง ประชาชนเอง ก็ต้องมีหลักคิด มีความรู้เป็นภูมิคุ้มกัน ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใครอีกต่อไป เราต้องร่วมมือกันพัฒนาบนพื้นฐานความแตกต่าง บนหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนมากกว่าการยอมให้ใครมาจุดชนวนขยายความขัดแย้งในกลุ่มคน กลุ่มประชาชน ด้วยวาทะกรรมที่ไม่สร้างสรรค์อีกต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

“บิ๊กตู่” ขอโทษนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288788

“บิ๊กตู่” ขอโทษนักการเมือง

บิื๊กตู่, ขอโทษ, นักการเมือง, นายกฯ, บิ๊กตู่, ขอโทษนักการเมือง, คสช

 “บิ๊กตู่” ขอโทษนักการเมืองหากเกินเลยไปบ้าง เผยปชช. 5 แสนตอบ 4 คำถามนายกฯ

          21ก.ค.2560-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า  กรณีการแสดงความคิดเห็นต่อคำถาม 4 ข้อ ตนต้องขอขอบคุณ ซึ่งเป็นประโยชน์มากกับรัฐบาลและคสช. เพื่อการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตนยินดีและดีใจที่ประชาชนส่วนหนึ่งมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างความขัดแย้ง ทำให้ตนมองเห็นว่าเราน่าจะปฏิรูปประเทศได้ ด้วยมือของพวกเราทุกคน ขณะนี้มีผู้มาตอบคำถามประมาณ 5 แสนคน อยากให้ส่งกันมาอีก เพราะนี่ก็เป็นกระบวนการประชาธิปไตยอีกอย่างหนึ่งก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเราจะต้องเตรียมพร้อมประชาชนที่จะเข้ามาเลือกตั้งให้มีความรู้ ความเข้าใจ ก่อนตัดสินใจเพียงไม่กี่นาทีในคูหาเลือกตั้ง

         พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า โดยคำตอบของประชาชนจนถึงปัจจุบันสามารถสรุปผลได้ ดังนี้ 1.สนับสนุนการได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีคุณภาพ มีธรรมาภิบาลโปร่งใสไม่ทุจริต 2.อยากได้นักการเมืองที่ดีและใหม่ๆ หรือนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่ เข้ามาในระบบการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองนักการเมืองทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน 3.การเข้ามาสู่การเลือกตั้ง ควรตรวจสอบให้เข้มข้น ให้ได้นักการเมืองที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน 4.หากนักการเมืองผู้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจะเข้ามา ก็ขอให้ให้องค์กรอิสระ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ตรวจสอบอย่างรัดกุมก่อนการเลือกตั้ง

“5.ควรมีกฎหมายที่ทำให้คดีไม่หมดอายุความ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการประจำ ทุกคนก็จะต้องมีกฎหมายมาดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดแบบเดิม 6.ไม่มั่นใจว่าจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล เรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกัน ถ้าเราช่วยกันก็มั่นใจได้ การเลือกตั้งใครเข้ามาควรเลือกจากผู้เสียสละทำเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เลือกผู้คุ้นเคย ผู้ที่เคยเลือกกันมา ผู้ช่วยเหลือประชาชนเฉพาะราย เฉพาะกลุ่ม ก็อาจจะทำให้เกิดการแบ่งแยกประชาชนเป็นกลุ่มเป็นฝ่าย บ้านเมืองไม่สงบ วุ่นวาย เหมือนก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 7.หากบ้านเมืองไม่สงบขัดแย้ง ก็ต้องใช้การเลือกตั้งต่อๆไปจนกว่าจะได้รัฐบาลที่ดีมีธรรมาภิบาล เสียงบประมาณก็คงต้องยอม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นความเห็นจากประชาชน และ 8.ให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง วันนี้เราก็ทำอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อมีการถามมาเรื่องของนักการเมืองที่ไม่ดี เราก็ต้องพยายามหาทาง หามาตรการทางกฎหมายมาแก้ไขปัญหา สร้างนักการเมืองที่ดีขึ้นมา สร้างจิตสำนึกขึ้นมา ให้มีการเปลี่ยนแปลงในเจตนารมณ์ของการเข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่ถ้าหากประชาชนยังยึดติดกับการช่วยเหลือแบบเดิมมายาวนาน เคยชินกับการแก้ปัญหาที่ปลายทาง ใช้งบประมาณถมลงไป แล้วไม่แก้ปลายทางมาเหมือนเดิม ที่เราต้องเริ่มจากผู้ผลิต เกษตรกรกลางทาง พ่อค้า จนถึงปลายทางตลาด ทั้งในและนอกประเทศ แล้วไม่คำนึงถึงพันธะสัญญาใดๆ กฎหมายระหว่างประเทศเขาก็มี ถ้าทำแบบนั้นย่อมทำให้ประชาชนพึงพอใจแน่นอน วันนี้รัฐบาลนี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหลายอย่าง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ที่เป็นปัญหาอยู่ในอดีตที่ผ่านมา มันจะได้ไม่เกิดปัญหาระยะยาว และหากโครงการต่างๆที่ทำลงไปไม่โปร่งใส รั่วไหล มันก็จะไม่เกิดปัญหาเช่นที่เกิดมาแล้ว ประชาชนที่ได้เงินส่วนหนึ่ง ก็จะได้เงินแต่เพียงส่วนน้อย จากงบประมาณดังกล่าวถ้าทำไม่ดี ทำแล้วไม่โปร่งใส มันก็จะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นมา ต้องโปร่งใส ต้องไปดูว่าะดับนโยบายว่าอย่างไร ระดับขับเคลื่อนว่าไง ระดับปฏิบัติว่าไง มันทุจริตอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ว่าเหมาจ่ายกันทั้งหมดว่ามันทุจริตตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง มันมีกฎหมายทุกตัว ทุกระดับ ระมัดระวังกันก็แล้วกัน และการที่มีนักการเมืองลงทุนเข้ามา ต้องตรวจสอบกันให้ดี บางคนอาจตั้งใจเสียสละ บางคนอาจต้องการผลประโยชน์ตอบแทน แต่ทั้งนี้ผลทางการเมืองก็ต้องให้ประชาชนพึงพอใจด้วย ซึ่งก็คือปัญหาตรงนี้อย่าให้อ้างได้ว่าเข้ามาแล้วจะทำให้ดีขึ้นมากขึ้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายหรือความโปร่งใส

ขอโทษนักการเมืองหากเกินเลยไป ขอในอนาคตให้รบ.-ฝ่ายร่วมมือกัน

“ผมเชื่อมั่นว่านักการเมืองส่วนใหญ่อยากจะทำดี ผมขอบคุณ และขอโทษถ้าเกินเลยไปบ้าง แต่ระบบการเมืองไทยยังไม่เอื้ออำนวย ถ้าเราช่วยกันแก้ ถ้าไม่ใช้เงิน ก็ไม่ได้คะแนนเสียงอย่างนี้ไม่ได้ ทุกคนทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล ไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน เพราะกิจกรรมหรือโครงการดีๆ คงต้องการความร่วมมือกันทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเพราะว่าถ้าทำแล้วมันเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แก้ปัญหาโดยรวมที่ทับถมทุกวันนี้อย่างเต็มที่ ถ้าหากว่าฝ่ายรัฐกับฝ่ายค้าน ค้านกันตลอดเวลา เพราะถือว่าไม่ใช่นโยบายของพรรคตน ประชาชนก็ลำบาก เพราะฉะนั้น ต้องร่วมมือกัน ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องช่วยกัน ร่วมมือกันแก้ไขให้ประชาชนเข้าใจ อย่าไปเรียกร้องอะไรที่ผิดๆกับเขา ช่วงนี้เราจะต้องช่วยกัน ตนพยายามทำทุกอย่างให้ได้อย่างเต็มที่ก่อนที่จะไปสู่การเลือกตั้ง แล้วก็ให้รัฐบาลใหม่ทำต่อไป ขอร้องว่าฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านต้องร่วมมือกันด้วย นโยบายที่ตนได้เริ่มไว้แล้วหลายอย่างมันเป็นความจำเป็น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขอบคุณทุกคนที่ตอบมาและอาจจะยังไม่ได้ตอบมา สิ่งที่พูดมาไม่ได้เพียงกลั่นกรองมาให้รัฐบาลพอใจ หรือตนพอใจไม่ใช่เลย เป็นความคิดเห็นประชาชน 5 แสนคน ตนคิดว่ายังมีประชาชนที่สนใจอยากมีส่วนร่วมอีกเยอะ ส่งมาให้เยอะๆกว่านี้ อยากเขียนอะไรเพิ่มเติมนอกจากคำถามก็ได้ ตนพร้อมจะรับฟังความคิดเห็น บางทีก็อาจจะมาแต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร บางทีก็อาจจะไม่เข้าใจ หากต้องการอะไรท่านก็เขียนมาเลย เขียนเพิ่มเติมมาได้ ตนพร้อมที่จะรับฟังและปฏิบัติตามกลไกของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ประเทศชาติมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

สั่งมท.-ศูนย์ดำรงธรรม หากช่องให้ปชช.ตอบคำถามเพิ่ม จี้ขรก.ตอบด้วย ลั่นอยากฟังเสียง66ล้านคน

“วันนี้ก็ได้หารือไปยังกระทรวงมหาดไทย หากวันนี้มาแต่ไม่สะดวก คนอยากจะมาแต่มาไม่สะดวก ลองไปดูที่ศูนย์ดำรงธรรมไม่รู้ว่าตอนนี้รวบรวมได้หรือยัง ทุกพื้นที่เพิ่มเติมมาได้ไหม หรือจะให้หน่วยทหารรวบรวมไปที่กระทรวงมหาดไทยให้ก็ได้ อันนี้ก็ฝากกระทรวงมหาดไทยช่วยพิจารณาด้วย ประชาชนจะได้มาลงความคิดเห็นกันได้มากขึ้น ไม่ใช่โพลชอบผมไม่ชอบผมไม่ใช่ เป็นการแสดงความคิดเห็น ก็ขอให้ช่วยกันหารือ คสช.และกระทรวงมหาดไทย ทุกหน่วยงานจัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนได้มาร่วมกันมากขึ้น ผมต้องการความคิดเห็นทั้งข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปท. ที่ผ่านมาผมเห็นมีแต่ประชาชน แล้วคนอื่นไม่ใช่ประชาชนหรือ ทุกคนที่เป็นคนไทยคือประชาชนทั้งสิ้น เสนอมาผมจะได้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นอย่างไร วันนี้ได้มาแค่ 5 แสนคน ตัด แล้วที่เหลืออีก 66 ล้านคนเศษอยู่ที่ไหน ผมต้องการฟังตรงนี้ด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

สวดนักโทษหนีคดีตปท.เคลื่อนไหวทำลายประเทศ เปิดทางให้กลับมาต่อสู้คดี ยันผิด-ถูกให้ศาลตัดสิน รบ.-คสช.พร้อมให้ความเป็นธรรม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าห่วงอีกเรื่องหนึ่งคือ ภาพที่มีคนไทยหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ มีความเคลื่อนไหวในการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ประเทศไทย สถาบัน หลายคนมีการโอนสัญชาติไปแล้ว แล้วก็มีเหตุผลที่อ้างคือ การถูกปฏิวัติรัฐประหารไม่เป็นธรรม ตนว่าเราต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจ ทุกคนที่ทำแบบนี้ทำผิดกฎหมายในประเทศของเราหรือเปล่า ถ้าผิดมันก็คือผิดกระบวนการตรวจสอบวันนี้ก็ไม่ใช่คสช. ที่ผ่านมาครั้งที่แล้วก็คตส. ก็ไม่ใช่เป็นผู้ตัดสินว่าผิดหรือถูก คือทั้งหมดเป็นแต่เพียงนำทุกคน ทุคดีเข้าไปสู่การดำเนินคดี ด้วยกฎหมายปกติ ด้วยศาลปกติ ศาลการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คดีอาญาการเมืองก็เป็นเรื่องของศาลปกติ เพียงแต่เอาเข้าไป ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้เข้าก็แค่นั้นเอง ผิดถูกก็ไปพิสูจน์กันเอง ผิดหรือไม่ผิด มีหลักฐานหรือไม่ ถ้าไม่ผิดไม่มีคดี ใครจะดำเนินการท่านได้

“กฎหมายรัฐมีขื่อมีแป เพราะฉะนั้นเป็นการใช้กฎหมายปกติ เป็นการทำงานขององค์กรอิสระทั้งสิ้นในการตรวจสอบ หน้าที่ของรัฐบาลมีหน้าที่ในการนำเข้าทุกรัฐบาลต้องทำแบบนี้ สิ่งที่น่าสงสัยก็คือคนเหล่านั้นที่หนีไป ผมสงสัยว่าเขาสามารถอยู่อาศัยในต่างประเทศได้อย่างไร เอาเงินจากที่ไหนมาใช้ มีอาชีพ มีรายได้จากที่ไหน ช่วยกันตรวจสอบด้วย รัฐบาลและ คสช. พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกคดี ทุกคน ขอให้กลับเข้ามาสู่กระบวนการต่อสู่คดี ผมไปบังคับศาลไม่ได้ครับ ไม่ต้องกลัว ศาลก็คือศาล กระบวนการยุติธรรมคือกระบวนการยุติธรรม ผมมีหน้าที่ในการนำเข้าเท่านั้นเอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ลุ้น!! ตัดสินคดี“ยิ่งลักษณ์”จำเลยจำนำข้าว 25 ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288774

ลุ้น!! ตัดสินคดี“ยิ่งลักษณ์”จำเลยจำนำข้าว 25 ส.ค.

จำนำข้าว, ลุ้น, ยิ่งลักษณ์, ธกส

ไต่สวนเสร็จพยานจำเลยจำนำข้าว 3 ปากสุดท้าย ศาลฎีกา ให้โอกาส“ยิ่งลักษณ์”แถลงปิดคดีด้วยวาจา1ส.ค. ก่อนลุ้น ศาลชี้ชะตาตรงวันคดี “บุญทรง”25ส.ค.

         ไต่สวนเสร็จพยานจำเลยจำนำข้าว 3 ปากสุดท้าย ศาลฎีกานักการเมืองให้โอกาส“ยิ่งลักษณ์”แถลงปิดคดีด้วยวาจา1ส.ค. ก่อนลุ้น ศาลชี้ชะตาตรงวันคดี “บุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ – เอกชน 28 ราย” ทุจริตระบายข้าวจูทีจูเช้า25ส.ค.60

          ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ  เมื่อ‪วันที่ 21 ก.ค.2560 เวลา 09.30 น.นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าวคดีหมายเลขดำ อม.22/2558พร้อมองค์คณะรวม9คน ได้ไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อายุ50ปี อดีตนายกรัฐมนตรี 28 เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า5แสนล้านบาท

          โดยวันนี้ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นำพยานเข้าไต่สวนทั้งสิ้น3ปาก ประกอบด้วยนายพศดิษฐ์ ดีเย็นอดีตหัวหน้าคลังสินค้าจังหวัดนครราชสีมา, นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล อดีตผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า,นายกิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น

           โดย นายพศดิษฐ์ ขึ้นเบิกความยืนยันถึงขั้นตอนการจ่ายข้าวออกจากคลังสินค้าว่า มีการตรวจสอบตามขั้นตอนและคู่มือที่กรมการค้าภายในกำหนด และทุกครั้งที่มีการมารับข้าวจะต้องมีเอกสารหรือตั๋วมายืนยันโดยลงชื่อและเลขรหัสไว้ด้วยส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการ 100 ชุดของ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นั้นทำขั้นตอนการแทงข้าวไม่ถูกวิธีจึงกลายเป็นว่ามีข้าวหักและเสียมากและกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่ามีข้าวของกัมพูชาปลอมปนนั้น พยานระบุว่า ลักษณะข้าวของกัมพูชากับไทยแตกต่างกันชัดเจน ซึ่งข้าวของกัมพูชามีลักษณะเม็ดตรงป้อม แต่ข้าวไทยเม็ดมีลักษณะงอนหัวและท้าย ยืนยันไม่มีการนำข้าวกัมพูชามาปะปนในโครงการ และระหว่างการดำเนินโครงการจำนำข้าวก็มีการสั่งตรวจเข้มตามแนวชายแดนเพื่อเฝ้าระวังด้วย

          ขณะที่นายพศดิษฐ์ ตอบคำถามค้านของอัยการโจทก์ ยอมรับว่า พยานเคยถูกลงโทษทางวินัยเมื่อปี 2548 โดยถูกตัดเงินเดือนร้อยละ 10 เป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากส่งเอกสารใบประทวนล่าช้า แต่การลงโทษนั้นไม่ใช่การกระทำระหว่างโครงการจำนำข้าวนี้

          ต่อมา นายชนุตร์ปกรณ์ ขึ้นเบิกความปากที่2ใช้เวลาเบิกความ 1 ชั่วโมง โดยสรุปขั้นตอนการบันทึกข้อมูลการรับเข้า-ออกข้าวจากคลังสินค้า ซึ่งระบบสารสนเทศสามารถประมวลผลได้วันต่อวัน

       นายชนุตร์ปกรณ์ ได้ตอบซักค้านอัยการโจทก์ถึงกรณีที่ตัวเองถูก ป.ป.ช.ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงนั้นก็เป็นเรื่องที่บริษัทเอกชนกล่าวหาว่ารับเงิน 30 ล้านบาทช่วยเหลือการคืนข้าวที่ล่าช้า ซึ่งสาเหตุที่ถูกร้องเรียน นั้นเพราะว่าถูกกลั่นแกล้งเนื่องจากเอกชนจะให้การช่วยเหลือเรื่องเงินค่าปรับแต่ตัวเองไม่รับซึ่งเคยให้การกับ ป.ป.ช.ไปแล้วส่วนที่มีทนายคนนอกที่ไม่ใช่ลูกจ้างขององค์การคลังสินค้ามาตรวจสอบเอกสารก่อนส่ง ป.ป.ช.เรื่องการตรวจสอบจำนำข้าวนั้น ก็เป็นคำสั่งของผู้ใหญ่ในกระทรวง

        จากนั้น นายกิตติ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังได้เบิกความตอบการซักค้านของอัยการโจทก์เกี่ยวกับผลวิจัยของทีดีอาร์ไอ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ว่า พยานเคยเห็นหรือไม่ โดยนายกิตติ เบิกความว่า ตนได้ศึกษาผลงานวิจัยของทั้งสองแห่ง และผลงานอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นผู้ร่วมแถลงในรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายโครงการจำนำข้าวว่ามีการควบคุมทางวินัยการเงินการคลัง ซึ่งได้กำหนดกรอบวงเงินที่ใช้ในโครงการจำนำข้าวไม่เกิน5แสนล้านบาท และกรอบหนี้สาธารณะ ก็ไม่เกิน60 %และไม่เกิน15 %ของงบประมาณ

          โดยผลการศึกษาก็ยืนยันได้ว่าโครงการจำนำข้าวใช้เงินไม่เกินกรอบวงเงินดังกล่าวส่วนที่มีผลวิจัยระบุถึงวงเงินสำรองของธกส.9หมื่นล้านบาทนั้น มียอดเงิน1.7แสนล้านบาทในปี2556นั้น ตนยืนยันว่าการตรวจดูต้องเป็นไปตามรอบบัญชีว่ามีการปิดบัญชีแล้วหรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบวงเงินหมุนเวียนไม่ได้ใช้เงิน

          แต่เมื่ออัยการโจทก์ถามถึงเม็ดพันธ์ข้าวในโครงการและหลักของการจำนำข้าว นายกิตติ เบิกความยอมรับว่า ในการรับจำนำข้าวจะรับจำนำข้าว18สายพันธุ์ ส่วนข้าวพันธุ์อีโต้ไม่เคยรับเข้ามาในโครงการจำนำข้าว ทั้งนี้ หลักการรับจำนำข้าวทราบว่ามีการตั้งราคาที่สูงกว่าตลาด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งก่อนดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ราคาข้าวในท้องตลาดมีราคาต่ำอยู่ แต่การดำเนินโครงการดังกล่าวยืนยันว่าไม่ได้เป็นการดึงข้าวทั้งหมดเข้ามาอยู่ในโครงการ โดยมีข้าวที่เข้าโครงการเพียงแค่50 %ส่วนที่ผู้ส่งออกอ้างว่าไม่สามารถหาข้าวได้นั้น เข้าใจว่าผู้ส่งออกทำการตลาดไม่มากพอ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พยานปากนี้ใช้เวลาเบิกความประมาณ1ชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากอัยการพยายามซักถามถึงผลงานวิจัยจากหลายที่เกี่ยวกับโครงการจำนำข้าวมาเปรียบเทียบกับของจำเลย ซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกัน กระทั่งศาลระบุบางเรื่องพยานได้ตอบไปแล้ว และบางเรื่องโจทก์ไม่ฟ้องเกี่ยวกับการใช้เงินผิดประเภท แต่ฟ้องเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา157และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ

ลุ้น!! ตัดสินคดี“ยิ่งลักษณ์”จำเลยจำนำข้าว 25 ส.ค.

          กระทั่งเวลา14.40น. ไต่สวนจำเลยปากสุดท้ายเสร็จ ศาลได้อ่านกระบวนพิจารณาว่า คดีนี้ศาลไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลย รวม45ปาก ใช้เวลาไต่สวน26นัด เริ่มไต่สวนเมื่อวันที่15ม.ค.59 โดยเมื่อวันที่20ก.ค.60นายอำพล กิตติอำพน อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องไม่สามารถมาเบิกความเห็นพยานจำเลยได้ เนื่องจากมีอาการป่วยเป็นโรคหัวใจเฉียบพลัน แพทย์ระบุต้องเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทันที โดยมีสำเนาใบรับรองแพทย์แจ้งมา แต่ทนายจำเลยยังติดใจไต่สวนพยานปากนี้ ซึ่งศาลเห็นว่าทนายจำเลยเคยยื่นไต่สวนบัญชีพยานนายอำพลมาแล้วเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2559 แต่ไม่สามารถนำพยานเข้าไต่สวนได้ อีกทั้งประเด็นที่ไต่สวนยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำสั่งและมติ ครม. ซึ่งศาลเห็นว่ามีการไต่สวนมาเพียงพอแล้ว จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีเพื่อไต่สวนพยานปากนี้อีก

          ส่วนพยานจำเลยที่ทนายขอไต่สวนเพิ่ม คือ นายประสิทธิ์ ดำรงชัย อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และ นายภูริศ ศรสรุทร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ศาลอนุญาตให้ส่งคำเบิกความเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 7 วัน

          สำหรับที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่7ก.ค.60และคำร้องเพิ่มเติมฉบับลงวันที่11และ17ก.ค.60ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา212โดยโต้แย้งว่าบทบัญญัติในมาตรา5แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ.ศ.2542ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560มาตรา3,25,29,235วรรคหก

          โดยโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านฉบับลงวันที่ 7ก.ค.60และคำร้องโต้แย้งคัดค้านเพิ่มเติมฉบับลงวันที่20ก.ค.60ว่าตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542มาตรา5และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560มาตรา235วรรคหก จะใช้ถ้อยคำว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้ศาลมีอำนาจไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ แต่ก็มีความหมายเดียวกัน ดังนั้นบทบัญญัติในมาตรา5แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

          ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การพิจารณาคดีนี้ ศาลให้โอกาสคู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนเพิ่ม โดยโจทก์ยื่นบัญชีเพิ่มเติม21ครั้ง ไต่สวนพยาน15ปากใช้เวลาไต่สวน10นัด จำเลยยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติม51ครั้ง ไต่สวนพยาน30ปากใช้เวลาไต่สวน16นัด ซึ่งให้โอกาสคู่ความทั้งสองฝ่ายนำพยานมาไต่สวนอย่างเต็มที่แล้ว ตามคำร้องของจำเลยที่อ้างนั้นยังไม่เช้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560มาตรา212ที่ศาลจะต้องส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย จึงให้ยกคำร้องของจำเลย

          ศาลอนุญาตให้จำเลยแถลงปิดคดีด้วยวาจาวันที่1ส.ค.60เวลา09.30น.และอนุญาตให้คู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่15ส.ค.60หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดี คดีเสร็จการไต่สวน ศาลนัดฟังพิพากษาในวันนี้25ส.ค.60เวลา09.00น.

          ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวภายหลังไต่สวนพยานปากสุดท้ายเสร็จแล้วว่า ขอบคุณสื่อมวลชนพี่น้องประชาชนที่มาให้กำลังใจตนที่ศาลฎีกาด้วยตนเอง หรือที่ให้กำลังใจในที่ต่างๆรวมทั้งทางบ้าน เนื่องจากวันนี้เป็นการพิจารณาคดีวันสุดท้ายจ้องขออนุญาตไม่ขอให้สัมภาษณ์ใดๆเนื่องจากคงมีข้อสรุปกันแล้ว ส่วนเนื้อหาใดๆ จากนี้รบกวนสื่อมวลชนติดตามวันที่ 1 ส.ค.นี้ ที่เป็นวันแถลงปิดคดีด้วยวาจา

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการนัดวันฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวของศาลฎีกาฯ นี้ ตรงกับวันนัดพิพากษาสำนวนฟ้องนายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 28 รายคดีทุจริตระบายข้าว ทั้งนี้เนื่องจากข้อเท็จจริงหลักฐานเสนอในคดีเชื่อมโยงกัน อีกทั้งองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 2 สำนวนมีจำนวน 5 คนที่ร่วมพิจารณาทั้งสองสำนวน

          โดยการนัดฟังคำพิพากษาวันเดียวพร้อมกันทั้ง 2 คดี แต่เมื่อมีห้องพิจารณาเพียงห้องเดียว ศาลก็จะอ่านคำพิพากษาเป็นรายคดี ซึ่งจะทราบว่าศาลเริ่มอ่านคำตัดสินสำนวนใดก่อนก็ในวันนัดคำพิพากษานั้น

กกต.ยื่นศาลรธน.ตีความกม.ลูกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288755

กกต.ยื่นศาลรธน.ตีความกม.ลูกแล้ว

คมชัดลึก, แล้ว, กฎหมาย, ตีความ, ศาล รธน, ยืน, กกต, กกต, 21 กค

กกต.ยื่นศาลรธน.ตีความร่างพ.ร.ป.กกต.แล้ว คาด ศาลรธน.พิจารณารับ-ไม่รับ 21ก.ค.นี้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. ผู้แทนสำนักกฎหมายและคดี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เดินทางมายังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนำหนังสือคำร้องของกกต. ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง(1) ใน 2 ประเด็น คือ การตัดอำนาจ กกต.แต่ละคนในการระงับยับยั้งการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตในหน่วยหรือเขตเลือกตั้งที่ไปพบ และเรื่อง กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เอง ต้องมอบให้ส่วนราชการ หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินงาน ภายหลัง กกต.ทั้ง 5 คนได้เซ็นลงนามครบแล้วเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้(21 ก.ค.) อย่างไรก็ตาม คาดว่าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะนำคำร้องดังกล่าวเข้าที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันพุธที่ 25 ก.ค.นี้ เพื่อพิจารณาว่าคำร้องดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาหรือไม่

กกต.เกมโอเวอร์แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288753

กกต.เกมโอเวอร์แล้ว

คมชัดลึก, แล้ว, เกมโอเวอร์, กกต, กกตเกมโอเวอร์แล้ว, ประวิช

“ประวิช” ยัน จำเป็นต้องยื่นศาลรธน.ตีความร่างพ.ร.ป.กกต. เผย ไม่ติดใจปมเซตซีโร่ ชี้ เกมโอเวอร์แล้ว

นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ กกต.ทั้ง 5 คนได้เซ็นลงนามในหนังสือที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่เป็นที่เรียบร้ยแล้ว โดยสำนักกฎหมายและคดีจะเป็นตัวแทนของสำนักงานฯ ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ใน 2 ประเด็น คือเรื่อง การตัดอำนาจ กกต.แต่ละคนในการระงับยับยั้งการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตในหน่วยหรือเขตเลือกตั้งที่ไปพบ และเรื่อง กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เอง ต้องมอบให้ส่วนราชการ หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินงาน เราเห็นว่าอาจมีปัญหาทางข้อกฎหมายในอนาคต  จึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ส่วนเรื่องเซตซีโร่ กกต. ยืนยันว่า กกต.ไม่ติดใจ เพราะกระบวนการเสร็จสิ้นไปแล้ว  อีกทั้ง กกต.ชุดนี้รับทราบดีว่าจะต้องอยู่รักษาการเพื่อเตรียมงานต่างๆก่อนส่งไม้ต่อให้ กกต.ชุดใหม่

“การยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการส่งเฉพาะเรื่องที่เห็นว่าเป็นปัญหาทางข้อกฎหมาย ถ้าไม่ทำความเห็นไว้ตรงนี้ แล้วเกิดมีปัญหาในอนาคตจะกลายเป็นว่า กกต.ไม่ทักท้วง ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาอย่างไร จะรับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ กกต.ถือว่าทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอย่างไร เราก็เคารพ เพราะเราไม่ได้ต้องการยื้อโรดแมปการเลือกตั้ง หรือทำเพื่อให้ กกต.ชุดปัจจุบันทำหน้าที่ต่อไป ขอย้ำว่าเราไม่ติดใจว่าจะอยู่หรือไม่ เพราะเกมมันโอเวอร์แล้ว”นายประวิช กล่าว

นายประวิช ยังกล่าวอีกว่า ส่วนที่มีข่าวว่า กกต.จะยื่นเรื่องผ่านทางนายกรัฐมนตรีนั้น ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เพราะ กกต.ไม่เคยมีมติว่าจะส่งเรื่องผ่านช่องทางดังกล่าว

“กลิน เดวีส์” เผย ไทยมีพัฒนาการทางบวก ไล่ล่าพวกค้ามนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288750

“กลิน เดวีส์” เผย ไทยมีพัฒนาการทางบวก ไล่ล่าพวกค้ามนุษย์

คมชัดลึก, ทางบวก, มีพัฒนาการ, ไทย, กลิน, เดวีส์, เผย, ไทยมีพัฒนาการทางบวก, ไล่ล่าพวกค้ามนุษย์, กลิน เดวีส์, เลขาฯสมช, บิ๊กตู่, ทรัมป์, สมช, คสช

“กลิน เดวีส์” หารือ “เลขาฯสมช.” เตรียมการ “บิ๊กตู่” บินพบ “ทรัมป์” ก่อนกำหนดวันที่แน่นอน เผย ไทยมีพัฒนาการทางบวก ไล่ล่าพวกค้ามนุษย์ ให้หมดไป

      21ก.ค.60 เวลา 14.30 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบพล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสมช. โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนายกลิน เดวีส์ กล่าวภายหลังหารือว่า ก่อนหน้านี้เลขาธิการสมช. ได้เดินทางไปสหรัฐฯ ตนจึงมาหารือเพิ่มเติมในโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับการพบกันระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่สุด นอกจากนี้ ยังหารือกันถึงปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี การต่อต้านการก่อการร้าย ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ การหารือครั้งนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างมาก ตนจะหาโอกาสมาหารือกับเลขาธิการสมช.อีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกำหนดการนัดพบกันระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ กับนายทรัมป์ ที่สหรัฐฯแล้วหรือไม่ นายกลิน เดวีส์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการที่แน่นอน แต่ทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันอยู่ เพื่อกำหนดวันที่แน่นอนอีกครั้ง

เมื่อถามถึงกรณีศาลมีคำพิพากษาจำคุกพล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จำเลยในคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา กับพวกนั้น นายกลิน เดวีส์ กล่าวว่า กรณีชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังไล่ล่าบรรดาอาชญากรที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเกี่ยวข้องด้วย ถือเป็นพัฒนาการทางบวกอย่างมาก และหวังว่าจากจุดนี้จะเป็นแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อขจัดอาชญากรรมเหล่านี้ให้หมดจากประเทศไทย

“มีชัย” ไม่รู้ใครเสนอ “ยุบพรรค” หากพบทุจริตไพรมารี่โหวต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/288745

“มีชัย” ไม่รู้ใครเสนอ “ยุบพรรค” หากพบทุจริตไพรมารี่โหวต

คมชัดลึก, ไพรมารีโหวต, ทุจริต, หาก, ใครเสนอ, ไม่รู้, มีชัย, ไม่รู้ใครเสนอ, ยุบพรรค, อุดม, กรธ, พรป, ไพรมารี่โหวต

“มีชัย” ไม่รู้ใครเสนอ “ยุบพรรค” หากพบทุจริตไพรมารี่โหวต ยัน กรธ. ไม่มีข้อเสนอนี้ ด้าน “อุดม” หวั่นขยายโทษยุบพรรคเพราะทุจริตไพรมารี่ อาจเขียนเกินกว่า รธน.

  นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปฏิเสธต่อกระแสข่าวของการปรับแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่จะเพิ่มบทกำหนดโทษถึงขั้นยุบพรรคกรณีที่พบการทุจริตการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคการเมือง (ไพรมารี่โหวต)  และยืนยันในหลักการเบื้องต้นว่าไม่มีข้อเสนอดังกล่าวจากกรธ. อย่างไรก็ตามการเพิ่มมาตรการลงโทษผู้ทุจริตไพรมารี่โหวตที่ กรธ. เสนอ จะมีส่วนของโทษปรับหรือ จำคุก ประมาณ 3 เดือน และจะมีบทลงโทษต่อการตัดสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้กระบวนการแจ้งดำเนินคดีนั้น ให้สิทธิผู้พบเห็นการกระทำแจ้งตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้  ขณะที่ข้อกังวลเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมืองนั้น เป็นประเด็นที่พรรคการเมืองต้องบริหารจัดการ ด้วยการออกข้อบังคับ
ด้านนายอุดม รัฐอมฤต กรธ. กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า บทกำหนดโทษยุบพรรคต่อกรณีทุจริตไพรมารี่โหวตนั้นอาจไม่สามารถเขียนไว้ได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560  เขียนกรณีความผิดที่มีโทษถึงขั้นยุบพรรคไว้กรณีล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นหากจะมีผู้นำความไปอ้างว่าการทุจริตไพรมารี่โหวตนั้นเข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ โดยส่วนตัวมองว่าการทุจริตระดับดังกล่าวยังไปไม่ถึงบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญกำหนด.