โดรนเพื่อการเกษตร เทรนด์ทางเลือกใหม่ยุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296347

โดรนเพื่อการเกษตร เทรนด์ทางเลือกใหม่ยุค4.0

โดรนเพื่อการเกษตร เทรนด์ทางเลือกใหม่ยุค4.0

วันเสาร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 17.48 น.

ในปัจจุบันที่กระแสโลกได้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคใหม่แบบ Knowledge – Based และเข้าสู่ยุค Digital Economy ที่มีการคิดค้น วิจัยและพัฒนา โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคธุรกิจต่างๆ ซึ่ง อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicles : UAV) หรือ “โดรน” (Drone) นับเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่อรูปแบบการทำธุรกิจมากขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตาอยู่ในขณะนี้ เพราะโดรนสามารถทำหน้าที่ในการบังคับเครื่องบินแทนมนุษย์ได้ จึงถูกนำมาใช้ในงานต่างๆ มากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะทางการทหารดังเช่นในอดีต (ศตวรรษที่ 20)

แต่ล่าสุด โดรนถูกนำมาใช้ในภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต ประหยัดเวลาและแรงงานคน โดยสารมารถพ่นยา/ปุ๋ย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างแม่นยำอีกด้วย จึงนับได้ว่าโดรนเพื่อการเกษตร เป็นทางเลือกที่น่าสนใจของการทำเกษตรสมัยใหม่ที่เกษตรกร/ผู้ประกอบการ ควรนำมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพ (Smart Farmer)

“จากสนามรบสู่ไร่นา” : (ซ้าย) “RQ-4 Global Hawk” โดรนลาดตระเวนของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา (USAF) ผลิตโดย Northrop Grumman บริษัทสัญชาติอเมริกัน , (ขวา) “DJI MG-1S” โดรนพ่นยากำจัดศัตรูพืช ผลิตโดย DJI บริษัทสัญชาติจีน

“โดรนเพื่อการเกษตร” อุปกรณ์ที่กำลังมาแรงในยุคเกษตร 4.0 : โดรน คือเครื่องบินอัตโนมัติที่มีให้เห็นแล้วบนท้องฟ้าในเวลานี้ โดยโดรนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายวัตถุประสงค์ เช่น การสำรวจท่อส่งก๊าซ การเก็บข้อมูลสภาพอากาศ สภาพการจราจร การลำเลียงขนส่ง การบันทึกภาพเหตุการณ์จากมุมสูง การสำรวจพื้นที่การเกษตรและชลประทาน เป็นต้น โดยคาดว่าในปี 2563 มูลค่าตลาดโดรนเชิงพาณิชย์ของโลกอาจจะอยู่ที่ราว 127,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 4.4 ล้านล้านบาท

โดยโดรนเพื่อการเกษตรคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโดรนสูงเป็นอันดับ 2 ที่ราว 32,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากในประเทศที่การเกษตรมีความก้าวหน้าสูง โดรนจะมีราคาถูก เพื่อนำไปใช้ในการสำรวจพื้นที่ทางการเกษตรขนาดใหญ่ รวมถึงวิเคราะห์ดิน การปลูกเมล็ดพันธุ์ และคาดการณ์เวลาในการเก็บเกี่ยวได้อย่างแม่นยำ ด้วยความสามารถในการสร้างแผนที่ในรูปแบบสามมิติ (3D Mapping) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์และวางแผนในการเพาะปลูกได้ง่ายขึ้น อันแสดงถึงแนวโน้มที่ดีของความต้องการใช้โดรนเพื่อการเกษตรในอนาคต

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน โดรนเพื่อการเกษตรเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในลักษณะของการทำการเกษตรแบบแม่นยำ เช่น “การรดน้ำ การให้ฮอร์โมน การให้ปุ๋ยทางใบ” เพื่อลดข้อจำกัดของต้นพืชที่สูง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถรดได้อย่างทั่วถึง รวมถึงช่วงเวลาของการให้ปุ๋ยทางใบ ควรจะให้ปุ๋ยในช่วงเวลา 6.00 – 7.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่พืชกำลังเปิดปากใบ ทำให้พืชสามารถดูดซึมอาหารผ่านปากใบได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านราก ซึ่งอาจต้องทำในเวลาอันรวดเร็ว การใช้โดรนจึงประหยัดเวลามากกว่าการใช้แรงงานคน นอกจากนี้ หากเป็นต้นพืชไม่สูงนักเช่นข้าว ก็จะเป็นข้อดีที่เกษตรกรไม่ต้องเหยียบย่ำต้นข้าวจนเกิดความเสียหาย

“การถ่ายภาพวิเคราะห์/ตรวจโรคพืช” ทำให้เกษตรกรสามารถดูแลรักษาโรคพืชได้อย่างตรงจุด ด้วยการใช้โดรนเอาสารน้ำ/ยา มาฉีดพ่นเพื่อรักษาโรคพืชเข้าตรงจุดและแม่นยำมากขึ้น โดยโดรน 1 ลำ สามารถฉีดพ่นพืชในตระกูลพืชไร่อย่างข้าว มันสำปะหลัง และอ้อยได้จำนวน 100 – 200 ไร่ต่อวัน ซึ่งใช้แรงงานมาควบคุมโดรน 1 – 2 คน เท่านั้น ขณะที่เมื่อเทียบกับแรงงานคนอย่างเดียวอาจต้องใช้คน 10 – 20 คน นอกจากนี้ การใช้โดรนเพื่อการเกษตรยังช่วยลดการฟุ้งกระจายของสารเคมีที่เกษตรกรอาจได้รับทั้งการสัมผัสและสูดดมขณะฉีดพ่นอีกด้วย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากไทยมีการนำเทคโนโลยีการเกษตรอย่างโดรนเพื่อการเกษตรเข้ามาประยุกต์ใช้ตามนโยบายนาแปลงใหญ่ของภาครัฐในปี 2560  จะทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้รวมราว 1,100 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้กว่า 6,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยการประมาณการดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานของพื้นที่เป้าหมายนาแปลงใหญ่ที่ 1,512 แปลงในปี 2560 และ 7,000 แปลงในปี 2564 ตลอดจนได้รวมผลของค่าเสื่อมราคาของโดรนเข้าไว้ด้วยแล้ว

และยังคาดว่า ในอนาคตจะมีการใช้โดรนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือทางการเกษตรมากขึ้นอย่างแน่นอน โดยการลดต้นทุนการผลิตดังกล่าว ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเกษตรกรสามารถเข้าสู่โครงการนาแปลงใหญ่ได้ และพื้นที่ที่ทำการใช้โดรนมีความพร้อมแล้ว อย่างไรก็ดี ประเด็นด้านพื้นที่นาแปลงใหญ่อาจมีข้อจำกัดอยู่บ้างในทางปฏิบัติ เนื่องจากต้องเป็นขนาดพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่งต้องเป็นที่ดินของตนเองหรือเช่ามีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง หรือพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์จากหน่วยงานที่มีสิทธิ์รับรอง แต่เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยที่เช่าพื้นที่ทำกินซึ่งอาจไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ได้ทั้งหมด

แม้ปัจจุบันการใช้โดรนเพื่อการเกษตรในประเทศไทยจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก แต่คาดว่าในอนาคต ราคาโดรนเพื่อการเกษตรจะถูกลง เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตโดรนมีการแข่งขันกันหลายบริษัท  ผนวกกับความนิยมใช้โดรนของเกษตรกร/ผู้ประกอบการที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้เป็นเครื่องทุ่นแรง รวมทั้งเทรนด์ของสินค้าจำพวกเทคโนโลยีที่มักจะมีราคาลดลงอย่างรวดเร็วตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า “ในอีก 5 ปีข้างหน้า (ปี 2565) ราคาโดรนเพื่อการเกษตรอาจลดลงราวร้อยละ 20-25 ต่อปี” อยู่ที่ 67,000 – 106,000 บาท จากราคาเปิดตัวในปี 2558 ที่ราว 300,000 – 500,000 บาท

ทั้งนี้ ภาครัฐมีการสนับสนุนเทคโนโลยีทางการเกษตรอย่างโดรน สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ อย่างไรก็ดี เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงมีการทำเกษตรแปลงเล็ก ทำให้ไม่สามารถได้รับการสนับสนุน อีกทั้งการลงทุนเทคโนโลยีดังกล่าวสำหรับเกษตรแปลงเล็กก็จะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ดังนั้น หากพื้นที่ของเกษตรกรมีความเหมาะสมและมีคุณลักษณะตามโครงการเกษตรแปลงใหญ่ของภาครัฐ เกษตรกรอาจพิจารณาการรวมกลุ่มกันทำเกษตรแปลงใหญ่ตามแนวทางของภาครัฐที่วางไว้  นอกจากนี้ ภาครัฐควรสร้างความเข้าใจทางด้านเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของเกษตรกรมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรยอมรับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เข้ามา รวมถึงภาครัฐควรพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ด้วย

อนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เล็งเห็นถึงปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกร จึงได้กำหนดเป้าหมายในการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรในยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ในด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งรวมถึงแนวทางในการดำเนินการและตัวชี้วัดต่างๆ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ในด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันอีกด้วย อย่างไรก็ดี ในระยะแรก การนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้

เกษตรกรอาจจะต้องเตรียมความพร้อม และลงทุนเบื้องต้น เช่น การประเมินสภาพดิน/น้ำ ปรับพื้นที่แปลง เป็นต้น รวมทั้งจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำแก่เกษตรกร ซึ่งอาจเป็นความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน อันจะทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ภาครัฐสนับสนุนไว้ได้ง่ายยิ่งขึ้น!!!

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

กรมข้าวหนุนสร้าง‘ชาวนาอาสา’ เครือข่ายเพื่อช่วยเพื่อน-ดันนาแปลงใหญ่เข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296006

x

กรมข้าวหนุนสร้าง‘ชาวนาอาสา’ เครือข่ายเพื่อช่วยเพื่อน-ดันนาแปลงใหญ่เข้มแข็ง

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นในส่วนของกรมการข้าวที่ดูแลรับผิดชอบนาแปลงใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วนพื้นที่และเกษตรกรจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนบุคลากรที่มีจำกัด กรมการข้าวจึงพยายามสร้างเครือข่ายโดยใช้สมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือชาวนาอาสาในแปลงใหญ่เดิมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558-2560 ซึ่งมีหลายคนที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาเป็นเครือข่ายช่วยขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ได้อีกทางหนึ่ง

สิ่งมุ่งหวังของการสร้างชาวนาอาสาแปลงใหญ่ นอกจากบุคลากรเหล่านี้จะมีความรู้ความสามารถในการพัฒนากลุ่มนาแปลงใหญ่ของตนเองแล้ว ยังต่อยอดช่วยเหลืองานกรมการข้าวในการทำงานผลักดันกลุ่มเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมเป็นแปลงใหม่ ในฐานะเป็นพี่เลี้ยงกลุ่ม วิทยากรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ตรงที่ได้ทดลองทำมาจนสำเร็จ ที่สำคัญในปี 2561 กรมการข้าวตั้งเป้าในการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP นาแปลงใหญ่ให้ครบทุกแปลง จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่หรือชาวนาอาสาในการเข้าไปส่งเสริมผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐานให้ได้ จึงเชื่อมั่นว่าชาวนาอาสาเหล่านี้จะเป็นเครือข่ายสำคัญช่วยให้งานส่งเสริมนาแปลงใหญ่ทั้งแปลงเก่าและแปลงใหม่เดินหน้าไปได้ในทิศทางเดียวกัน

ด้าน นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างชาวนาอาสาแปลงใหญ่นั้น จะแบ่งออกเป็น 6 สาขาด้วยกัน คือ ชาวนาอาสาด้านผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ชาวนาอาสาด้านผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ชาวนาอาสาด้านศัตรูข้าว ชาวนาอาสาด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ชาวนาอาสาด้านตรวจรับรองมาตรฐาน GAP และชาวนาอาสาด้านการเชื่อมโยงตลาด ซึ่งแต่ละส่วนจะขับเคลื่อนไปด้วยกันทำให้ระบบการผลิตและการตลาดข้าวเกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นในส่วนของกรมการข้าวที่ดูแลรับผิดชอบนาแปลงใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วนพื้นที่และเกษตรกรจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนบุคลากรที่มีจำกัด กรมการข้าวจึงพยายามสร้างเครือข่ายโดยใช้สมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือชาวนาอาสาในแปลงใหญ่เดิมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558-2560 ซึ่งมีหลายคนที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาเป็นเครือข่ายช่วยขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ได้อีกทางหนึ่ง

สิ่งมุ่งหวังของการสร้างชาวนาอาสาแปลงใหญ่ นอกจากบุคลากรเหล่านี้จะมีความรู้ความสามารถในการพัฒนากลุ่มนาแปลงใหญ่ของตนเองแล้ว ยังต่อยอดช่วยเหลืองานกรมการข้าวในการทำงานผลักดันกลุ่มเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมเป็นแปลงใหม่ ในฐานะเป็นพี่เลี้ยงกลุ่ม วิทยากรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ตรงที่ได้ทดลองทำมาจนสำเร็จ ที่สำคัญในปี 2561 กรมการข้าวตั้งเป้าในการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP นาแปลงใหญ่ให้ครบทุกแปลง จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่หรือชาวนาอาสาในการเข้าไปส่งเสริมผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐานให้ได้ จึงเชื่อมั่นว่าชาวนาอาสาเหล่านี้จะเป็นเครือข่ายสำคัญช่วยให้งานส่งเสริมนาแปลงใหญ่ทั้งแปลงเก่าและแปลงใหม่เดินหน้าไปได้ในทิศทางเดียวกัน

ด้าน นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างชาวนาอาสาแปลงใหญ่นั้น จะแบ่งออกเป็น 6 สาขาด้วยกัน คือ ชาวนาอาสาด้านผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ชาวนาอาสาด้านผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ชาวนาอาสาด้านศัตรูข้าว ชาวนาอาสาด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ชาวนาอาสาด้านตรวจรับรองมาตรฐาน GAP และชาวนาอาสาด้านการเชื่อมโยงตลาด ซึ่งแต่ละส่วนจะขับเคลื่อนไปด้วยกันทำให้ระบบการผลิตและการตลาดข้าวเกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60’เชื่อมโยงตลาดด้วยกลไกสหกรณ์ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกรในพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296007

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60’เชื่อมโยงตลาดด้วยกลไกสหกรณ์ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกรในพื้นที่

รายงานพิเศษ : ‘ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60’เชื่อมโยงตลาดด้วยกลไกสหกรณ์ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้เกษตรกรในพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“โครงการบางระกำโมเดล 60” จัดทำขึ้นเพื่อต้องการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้  เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปของเกษตรกรในพื้นที่โครงการ โดยมีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอ ในจังหวัดพิษณุโลก  คือ อำเภอพรหมพิราม อำเภอบางระกำ อำเภอเมือง อำเภอวัดโบสถ์  และพื้นที่ของจังหวัดสุโขทัย บางส่วน มีพื้นที่ รวม 265,041 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมซ้ำซากของลุ่มน้ำยม-ลุ่มน้ำน่าน เกษตรกรในพื้นที่ประกอบอาชีพทำนา โดยพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมนำมาใช้ทำการเพาะปลูก คือ สายพันธุ์พิษณุโลก 2  กข.61 และ กข.41 เป็นข้าวอายุสั้น มีความต้านทานโรคแมลง เป็นพันธุ์ข้าวที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่เพาะปลูกและให้ผลผลิตต่อไร่สูง

นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก  กล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมา ได้มีการขับเคลื่อนแผนบูรณาการทำงานร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ตามแนวทางประชารัฐ เพื่อร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำและปรับแผนการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น จากเดือนพฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันที่ 1 เมษายน เพื่อให้เกษตรกรทำการเพาะปลูก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เสร็จสิ้น ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม ก่อนฤดูน้ำหลาก โดยใช้พื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวเป็นแหล่งรองรับน้ำหลากและหน่วงน้ำให้กับพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง  ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทุ่งนาสีเขียว เป็นทุ่งน้ำสีขาว ลดน้ำท่วมข้าว เพิ่มน้ำสร้างปลา” เพราะเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก จะทำให้เกษตรกรชาวนา มีอาชีพเสริมจากการจับปลาขาย รวมกลุ่มกันแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลา เพื่อนำมาจำหน่ายทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้มีการบูรณาการงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดพิษณุโลก ในการส่งเสริมสนับสนุนแผนการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำร่อง “การแปรรูปผลผลิตข้าว” จากเกษตรกรในพื้นที่บางระกำโมเดล จัดจำหน่ายเป็นข้าวสารเพื่อการบริโภค โดยมีการตั้งคณะทำงาน เพื่อประชุมหารือกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกัน โดยมีข้อสรุปเบื้องต้น คือ ใช้กลไกสหกรณ์มาเชื่อมโยงระบบตลาดข้าวของเกษตรกรในพื้นที่  เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทาง กลางทาง และปลายทาง  โดยกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนให้สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด และสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด ดำเนินการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกจากเกษตรกรสมาชิกในราคานำตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่ม

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวเพิ่มเติมว่า  ในส่วนของสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด  ได้ดำเนินการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกจากเกษตรกรสมาชิกในพื้นที่บางระกำโมเดล  ซึ่งสหกรณ์ รับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด สูงกว่าตันละ 100-200 บาท โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ มาเป็นทุนหมุนเวียนให้สหกรณ์ใช้ดำเนินการรวบรวมรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกจากเกษตรกร นอกจากนี้ สหกรณ์ ยังได้รับสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากโครงการต่างๆ ตามนโยบายรัฐบาลผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  สำหรับขั้นตอนการแปรรูปข้าว สหกรณ์ ได้ทำการส่งมอบข้าวเปลือกพันธุ์พิษณุโลก 2  จำนวน 4 ตัน และข้าวเปลือกพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 4.61 ตัน ให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาพิษณุโลก ทำการแปรรูปข้าว เพื่อผลิตเป็นข้าวสารจำหน่าย ถุงละ 1 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 28 บาท ภายใต้แบรนด์ “ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60” ซึ่งมีปริมาณผลผลิตข้าวสาร  3,690 กิโลกรัม  ข้าวสารที่บรรจุใส่ถุง 1 กิโลกรัม ประกอบด้วย ข้าวพิษณุโลก 2 ผสมกับข้าวหอมมะลิ ในอัตราส่วน 50 : 50 เหมาะสำหรับที่จะนำไปบริโภคในครัวเรือน

ด้านกลไกตลาดได้มีการเชื่อมโยงกับสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด  ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ระดับจังหวัด และระดับภาค  โดยทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาพิษณุโลก ได้ทำการส่งมอบ “ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60” ในลอตแรก จำนวน 3,690 ถุง  ให้กับสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด  ทำหน้าที่เป็นผู้แทนจัดจำหน่าย  เพื่อกระจายผลิตภัณฑ์ “ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60” ให้แก่บุคลากรภาครัฐและประชาชนทั่วไปบริโภคข้าวในราคายุติธรรม ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่บางระกำโมเดล ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ  สร้างรายได้และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปของเกษตรกรในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อข้าวสาร “ข้าวโครงการบางระกำโมเดล 60” ได้ที่สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 890/16 ถนนบรมไตรโลกนารถ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ติดต่อฝ่ายการตลาด โทร. 0-5525-8449

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301810

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

ชมรมนักศึกษามุสลิม มทร.ศรีวิชัย รวมพลังออกค่ายอาสาใช้เวลา 10 วัน สร้างอาคารเรียน สานฝัน สร้างรอยยิ้ม ให้น้องมีห้องเรียน

     ชมรมนักศึกษามุสลิม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย  รวมพลัง 10 วัน ก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์  เพื่อใช้ในการเรียนการสอนของนักเรียน กว่า 30 คน ณ มัสยิด  บ้านป่าแก่  หมู่ที่ 6 ตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง 

      ด้วยการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยที่มีความหลากหลายของสาขาวิชาก่อให้เกิดความหลากหลายทางวิชาการและความสามารถของนักศึกษาที่ได้รับการถ่ายทอดและการฝึกปฏิบัติจากอาจารย์ผู้สอน 

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

การสร้างอาคารเอนกประสงค์ จึงได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์     ในการออกแบบเขียนแปลนเพื่อก่อสร้างอาคาร  นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ สาขาอาหารและโภชนาการ ช่วยในเรื่องของการประกอบอาหารร่วมกับชาวบ้านในชุมชน และร่วมกันก่อสร้างอาคารเอนกประสงค์จนสำเร็จได้ภายใน 10 วัน

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

 นายมูบีน  ดือราแม (น้องบีน ) ประธานชมรมนักศึกษามุสลิม นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เล่าถึงการสร้างอาคารในครั้งนี้ว่า ก่อนที่มาสร้างอาคารได้มีการประชุมวางแผน    ถึงความเหมาะสมในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะจำนวนนักเรียน เดิมน้องๆนักเรียนใช้มัสยิดเป็นสถานที่เรียน ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะต้องใช้เป็นสถานที่ในการประกอบศาสนา

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

นายมูบีน  ดือราแม (น้องบีน ) ประธานชมรมนักศึกษามุสลิม

สำหรับการออกค่ายจะไม่มีผลกระทบต่อการเรียน เพราะจะออกในช่วงปิดเทอม มีเพื่อนๆ จากต่างสถาบันมาร่วมค่ายด้วย
โดยสมัครเข้ามาทางชมรมที่ได้ทำการประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยงานต่างๆ กำลังคนมาก งานก็จะสำเร็จเร็วขึ้นในการสร้างอาคารครั้งนี้รู้สึกภูมิใจมาก ทำให้น้องๆ มีความสุข ชาวบ้านมีความสุข

หลังจากนี้ก็จะมีการวางแผนสำรวจพื้นที่ต่อไป ว่าส่วนไหนยังขาดแคลนจะได้นำเรื่องเสนอต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ได้พิจารณาต่อไป และในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆและมหาวิทยาลัยที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนงบประมาณมาโดยตลอด

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

นายสุนันท์  แหนะนวล กรรมการมัสยิดอันนรู กล่าวว่า มาอยู่ร่วมกับนักศึกษาตั้งแต่วันที่ลงมาดูพื้นที่ และมีความหวังนักศึกษาจะมาร่วมกันสร้างอาคารเรียนให้กับน้องๆ กว่า 30 ชีวิต ตลอดระยะเวลา  10 วันเห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกคน ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอาจเป็นอุปสรรคในการก่อสร้าง แต่ทุกคนก็พยายามทำทีละเล็กทีละน้อย เพื่อให้งานดำเนินไปได้มากที่สุดด้วยระยะเวลาจำกัด โดยบังสุนันท์และชาวบ้านในชุมชนมาช่วยกันประกอบอาหารร่วมกับนักศึกษา
ดูแลที่อยู่ที่อาศัย ความรู้สึกที่มีต่อนักศึกษาทุกคน เห็นถึงความสามัคคี ความตั้งใจ และความรักที่ทุกคนมอบให้เพราะนอกจากสร้างอาคารแล้วยังมีการจัดกิจกรรมให้เด็กๆอีกด้วยซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีมาก ก่อให้เกิดความรัก ความผูกพัน ต้องขอขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่ทำให้น้องๆ มีสถานที่เรียนที่เหมาะสม หลังจากนี้จะใช้สถานที่เรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

นายมูอัมหมัดนัสรูณ  เหลาะเหม  (น้องนัส)

นายมูอัมหมัดนัสรูณ  เหลาะเหม  (น้องนัส) นักศึกษาคณะอิสลามศึกษาและนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยปาฏนี  จังหวัดปัตตานี เล่าว่าทราบข่าวที่เพื่อนๆ ที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พอทราบว่ามีการจัดค่ายก็สนใจมาก
เพราะมันเป็นสิ่งที่ได้กับเราโดยตรงหาจากห้องเรียนไม่ได้

“ผมอยากมีส่วนร่วมในการสร้างอาคาร มันเป็นอนาคตของน้องๆ ในเรื่องของการศึกษา  การมาค่ายอาจไม่ได้สะดวกสบายการมาค่ายมันต้องพบกับความลำบาก แต่มันคือประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่สุด สำหรับผมมาจากต่างมหาลัยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี ทุกๆกิจกรรม ที่ผ่านมา และในอนาคต คือการสานฝันของเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติ ทุกชีวิตอาจเลือกเกิดไม่ได้ แต่ก็เลือกได้ว่าจะสรรสร้างสิ่งใดและมอบความสุขให้กับคนอื่นได้อย่างไร การเลือกที่ที่จะเสียสละเวลากิน เวลานอน เวลาพักผ่อน เพื่อแบ่งปันความสุขให้กับชุมชน โดยมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนในท้องที่ได้รับโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ”

นศ.มุสลิม มทร.ศรีวิชัย ร่วมใจสร้างอาคารเรียนให้น้อง

ชมรมนักศึกษามุสลิม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการแสดงพลังจิตอาสาของของนักศึกษาที่ร่วมบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ  อย่างไรก็ตามการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับการสนับสนุนจากหลายๆ ฝ่าย ในอนาคตการพัฒนายังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นใจ ด้วยแรงกาย แรงใจ และพลังทั้งหมดที่มี เพื่อเปิดโอกาสให้กับอนาคตของชาติได้มีจุดยืน

เทคนิคนครนายกจัดเวทีโชว์กึ๋นทักษะวิชา่ชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301881

เทคนิคนครนายกจัดเวทีโชว์กึ๋นทักษะวิชา่ชีพ

ท่องเที่ยว, อุตสาหกรรม, แข่งขัน, ทักษะวิชาชีพ, วัดกึ๋น

วิทยาลัยเทคนิคนครนายก จัดแข่งขันทักษะวิชาชีพ ทักษะพื้นฐาน 5 ประเภท 1 หลักสูตร 33 ทักษะวิชาชีพ เฟ้นหาตัวแทนเข้าแข่งขัน ในระดับจังหวัด ภาคและประเทศ

          ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ (แข่งขันทักษะวิชาชีพ 4 ระดับ) ประจำปีการศึกษา 2560 – 2561 โดยวิทยาลัยเทคนิคนครนายกได้จัดแข่งทักษะวิชาชีพ ทักษะพื้นฐาน และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เฟ้นหานักเรียน นักศึกษาที่มีความเป็นเลิศ ใน 5 ประเภทวิชา 1 หลักสูตร 33 ทักษะวิชาชีพ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)

เทคนิคนครนายกจัดเวทีโชว์กึ๋นทักษะวิชา่ชีพ

สำหรับ 5 ประเภทวิชา  1 หลักสูตร 33 ทักษะวิชาชีพ เพื่อรองรับการผลิตกำลังคนในสาขาที่ตลาดแรงงานมีความต้องการมาก ดังนี้ 1.ประเภทวิชาอุตสาหกรรม ได้แก่ สาขาวิชาช่างยนต์ แข่งขันทักษะงานจักรยานยนต์ และทักษะงานเครื่องยนต์เล็ก สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล แข่งขันทักษะงานเครื่องยนต์แก๊สโซลีน และเครื่องยนต์ดีเซลควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์

สาขาวิชาช่างกลโรงงาน แข่งขันทักษะงานกลึง กัด ตัด ไส ชิ้นงาน สาขาวิชาเทคนิคการผลิต สาขาวิชาเทคนิคอุตสาหกรรม สาขาวิชาเขียนแบบเครื่องกล แข่งขันทักษะมาตรวิทยามิติ และทักษะออกแบบและเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาช่างเชื่อมโลหะ แข่งขันทักษะการเชื่อม GTAW & SMAW สาขาวิชาเทคนิคโลหะ แข่งขันทักษะการเชื่อม GTAW & SMAW & GMAW และทักษะงานตรวจสอบ และทดสอบวัสดุงานเชื่อม สาขาช่างไฟฟ้ากำลัง แข่งขันทักษะการติดตั้งไฟฟ้าด้วยท่อร้อยสาย และทักษะการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ

เทคนิคนครนายกจัดเวทีโชว์กึ๋นทักษะวิชา่ชีพ

สาขาวิชาไฟฟ้า แข่งขันทักษะการออกแบบระบบไฟฟ้าและเขียนแบบไฟฟ้าด้วยคอมพิวเตอร์ และทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมโปรแกรมเมเบิลคอนโทรลเลอร์ PLC สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ แข่งขันทักษะประกอบและตรวจซ่อมเครื่องขยายเสียงเคลื่อนที่ (Mobile Amplifier) ทักษะการออกแบบ พัฒนาโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ ทักษะการแข่งขันทักษะออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และทักษะไมโครคอนโทรลเลอร์ สาขาวิชาเทคนิคพื้นฐาน แข่งขันทักษะงานฝึกฝีมือ

2.ประเภทวิชาพาณิชยกรรม/ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบัญชี แข่งขันทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ในงานบัญชี และทักษะโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่องานบัญชี สาขาวิชาการเลขานุการ/สาขาวิชาการจัดการสำนักงาน แข่งขันทักษะพิมพ์ไทย และพิมพ์อังกฤษด้วยคอมพิวเตอร์ และทักษะการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ผลิตหนังสือราชการภายนอก สาขาวิชาการตลาด ทักษะการแข่งขันทักษะการนำเสนอขายสินค้า “The Marketing Challenge” และทักษะการเขียนแผนธุรกิจ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ แข่งขันทักษะการขายสินค้าออนไลน์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ แข่งขันทักษะการจัดการโลจิสติกส์ และโซ่อุปทาน

เทคนิคนครนายกจัดเวทีโชว์กึ๋นทักษะวิชา่ชีพ

3.ประเภทวิชาศิลปกรรม สาขาคอมพิวเตอร์กราฟิก แข่งขันทักษะการออกแบบ 3D แอนิเมชั่น “อาชีวะ INTRO” สาขาวิชาการออกแบบ แข่งขันทักษะการออกแบบเขียนแบบตกแต่ง “ร้านเครื่องดื่ม Drink & Beverages” ทักษะการออกแบบโปสเตอร์ หัวข้อ “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” ทักษะการออกแบบตกแต่ง หัวข้อ “Food Truck in Thai Culture & Food Festival” ทักษะการออกแบบนิเทศศิลป์ออกแบบโปสเตอร์ หัวข้อ “เทิดไท้องค์ราชัน รัชกาลที่ 10”

4.ประเภทวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สาขาวิชาการโรงแรม แข่งขันทักษะการผสมเครื่องดื่มประเภทClassic Bartender และ 5.ประเภทวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ แข่งขันทักษะการบริหารจัดการฐานข้อมูล และทักษะเทคโนโลยีเครือข่าย และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น แข่งขันทักษะตัดแต่งทรงผมสไตส์แฟชั่น (ผมหญิง) และทักษะตัดผมชายสไตส์สมัยนิยม

ทั้งนี้ ผู้ชนะแต่ละประเภทและทักษะจะเป็นตัวแทนวิทยาลัยเข้าร่วมแข่งขันในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศต่อไป

4 พฤติกรรมรุนแรงจากการกลั่นแกล้งในโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301876

4 พฤติกรรมรุนแรงจากการกลั่นแกล้งในโรงเรียน

4 พฤติกรรม, กลั่นแกล้ง, เด็ก, ข่มเหงรังแก, ในโรงเรียน

กรมสุขภาพจิต เผย 4 พฤติกรรมรุนแรงจากการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ชี่ส่งผลเด็กถูกแกล้ง มีอารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวลและอาจติดตัวไปจนโต แนะพ่อแม่สอนเด็กรู้จักปกป้องตนเอง

           น.อ.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีปรากฎข่าวการกลั่นแกล้งหรือรังแกกันในโรงเรียน (Bullying) อยู่บ่อยครั้ง ว่า การกลั่นแกล้งหรือรังแกกันในโรงเรียนเป็นพฤติกรรมรุนแรงอย่างหนึ่ง มีทั้ง 1.การข่มเหงรังแกทางกาย พบเห็นได้บ่อยในทุกโรงเรียน เช่น การผลัก ต่อย หยิก ดึงผม ใช้อุปกรณ์แทนอาวุธในการข่มขู่ 2.การข่มเหงรังแกทางอารมณ์ เช่น การล้อเลียนหรือทำให้รู้สึกอับอาย การกีดกันออกจากกลุ่ม การเพิกเฉย ทำเหมือนไม่มีตัวตน 3.การข่มเหงรังแกทางคำพูด เช่น การใช้คำหยาบคายหรือดูถูก เหยียดหยาม 4.การข่มเหงรังแกทางอินเตอร์เน็ต เช่น ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ กล่าวหาหรือใส่ความให้ได้รับความอับอาย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากพฤติกรรมเหล่านี้ จะทำให้เด็กที่ถูกรังแก  มีอารมณ์ซึมเศร้าหรือวิตกกังวล เพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยว การกินการนอนผิดปกติ ไม่มีความสุขในการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบได้ ซึ่งปัญหานี้อาจยังคงอยู่จนถึงวัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้ อาจมีอาการทางกาย เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะ รวมถึง มีผลการเรียนลดลง หรือต้องออกจากโรงเรียน ตลอดจน มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นผู้รังแกคนอื่นในอนาคต

ขณะที่ เด็กที่ชอบรังแกผู้อื่นจะมีความเสี่ยงใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเมื่อเป็นวัยรุ่น รวมทั้ง ชอบทำร้ายร่างกาย ทำลายทรัพย์สิน และอาจต้องออกจากโรงเรียน เสี่ยงทำผิดกฎหมาย ตลอดจนมีความเสี่ยงที่จะทำร้ายคู่สมรสและบุตรเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้

ด้าน พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ได้แนะนำให้ ผู้ปกครอง และครู สอนเด็กให้สามารถดูแลป้องกันตัวเองจากการถูกกลั่นแกล้งได้ เช่น บอกครูประจำชั้น ไม่อยู่คนเดียว ไม่ตอบสนองอีกฝ่ายที่จะทำให้เกิดการกลั่นแกล้งเพิ่มมากขึ้น หรือกำหนดให้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลา เนื่องจากในโลกโซเชียลมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อาจมีคลิปที่เด็กสามารถเลียนแบบได้ โดยไม่รู้ว่าเป็นสิ่งดีหรือไม่ดี  โรงเรียนต้องมีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเข้มแข็ง มีการพูดคุย ห้ามปราม ตลอดจนปกป้องเด็ก

“ปัญหาเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งน่าจะมีมาก่อนโดยที่ครูไม่ทราบ เด็กที่รังแก อาจมีปัญหาสุขภาพจิต เช่น เกเร ดื้อ ต่อต้าน มีพฤติกรรมจุดไฟ การเลี้ยงดูปล่อยปละละเลย เสพสื่อรุนแรง อยากรู้อยากลอง ครู และพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรมีการอบรมสั่งสอนเด็กให้รู้ว่า อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ สิ่งไหนที่ห้ามทำ สังคมไม่ยอมรับ มีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้พวกเขาตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะก่อนอายุ 10 ปี ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีความยับยั้งชั่งใจ แยกผิดชอบชั่วดีได้ ลดพฤติกรรมการเลียนแบบ ที่อาจทำให้เกิดความชินชากับความรุนแรงได้” พญ.มธุรดา กล่าว

พบ 350 สถาบันจาก 25 ประเทศในมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301875

พบ 350 สถาบันจาก 25 ประเทศในมหกรรมกาารศึกษาต่อต่างประเทศ

ครั้งที่ 14, กพ, มหกรรมการการศึกษาต่อต่างประเทศ

รองนายกฯ เปิดงานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ ครั้งที่ 14 ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญการพัฒนาคน กำหนดเป็น 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์ชาติ เผยมี 300 สถาบัน 25 ประเทศร่วมออกบูธ

            เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 60- ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายวิษณุ  เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ ครั้งที่ 14 หรือ OCSC International Education Expo 2017 ภายใต้แนวคิด “Pick The Right One” ระหว่างวันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 12.00-18.00 น.จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยมองไปอีก 20 ปีข้างหน้าว่า จะพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในทิศทางใด อย่างไร ซึ่งการมองไกลเช่นนั้นจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้ครอบคลุมทุกด้าน โดยยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้านนั้นกำลังเร่งดำเนินเพื่อเสนอต่อสภา และเตรียมนำขึ้นกราบบังคมทูลฯสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาโปรดเกล้าฯเป็นยุทธศาสตร์ชาติต่อไป

พบ 350 สถาบันจาก 25 ประเทศในมหกรรมกาารศึกษาต่อต่างประเทศ

รองนายกฯ กล่าวต่อไปว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาคน เป็นหนึ่งใน 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ต้องการพัฒนาคนให้มีความรู้ ความสามารถในการเป็นกำลังพัฒนาประเทศ การศึกษาเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยพัฒนาคน แต่การรู้แค่วิชาการไม่เพียงพอ เราจะต้องเรียนรู้ มองไกลในสังคมประเทศต่างๆที่ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว การส่งนักเรียนไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นสิ่งที่ดำเนินการมาในรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย และในยุทธศาสตร์พัฒนากำลังคนก็จะมีการเขียนเรื่องนี้ไว้ด้วย

“ประเทศไทยเริ่มส่งเด็กไทยไปเรียนในต่างประเทศมายาวนานนับ 300 ปีโดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงส่งคนไทยไปเรียนต่างประเทศจำนวนมากเพื่อกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือ จากที่เราต้องหาทุนส่งคนไปเรียนในต่างประเทศ ก็ยังมีนักเรียนไทยจำนวนมากที่ครอบครัวมี่ความสามารถส่งบุตรไปเรียนได้ แต่ยังขาดความรู้ ข้อมูล แนวทางการเรียน การใช้ชีวิต จำนวนเงินที่ใช้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นทุนรัฐบาลจะเตรียมทุกอย่างไว้ให้ แต่ถ้าไปด้วยทุนตนเองอาจจะไม่ค่อยรู้ ดังนั้น มหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศนี้จะเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ เก็บเกี่ยวข้อมูลไปใช้แนวทางการตัดสินใจเรียนต่อ”รองนายกฯ กล่าว

พบ 350 สถาบันจาก 25 ประเทศในมหกรรมกาารศึกษาต่อต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การจัดงานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในการศึกษาต่อต่างประเทศ และรับสมัครทุนรัฐบาลจำนวนกว่า 500 ทุน ให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้สนใจทั่วไปได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้แทนสถาบันการศึกษาชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 354 สถาบัน จาก 25 ประเทศ ตลอดจนแนะนำการศึกษาต่อต่างประเทศโดยตรง

โดยได้รับความร่วมมือจากสถานเอกอัครราชทูต หน่วยงานภาครัฐ กรมการจัดหางาน กรมสุขภาพจิต ในการให้คำแนะนำแก่ผู้สนใจในการรับทุน เตรียมพร้อมการเข้าทำงาน มีตัวแทนนักเรียนทุน ก.พ.มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มาแนะแนวการสมัครทุนรัฐบาล การใช้ชีวิตในต่างประเทศ รวมถึงแนะแนวการสอบความรู้ทั่วไปภาค ก. และความรู้เฉพาะด้านภาค ข. ของก.พ.ด้วย

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301798

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

การบริหารจัดการน้ำ, บ้านผาสุข

 ‘บ้านผาสุข’ ในตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนคนในหมู่บ้านผาสุข จึงยังคงพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ

     ‘บ้านผาสุข’ ชุมชนเล็กๆ ที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 130 ครัวเรือน ตั้งอยู่ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ที่นี่มีสถานที่สำคัญคือเป็นที่ตั้งของโครงการพระราชดำริศูนย์ภูฟ้า ด้วยสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ผู้คนในหมู่บ้านผาสุขจึงยังคงพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และเป็นแหล่งอาหาร

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

ลำน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้าน

โดยเฉพาะแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีลำห้วยน้อยใหญ่กว่า 20 ลำห้วยอยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้านรวมถึงลำน้ำว้าและลำน้ำมางไหลผ่านหมู่บ้าน  ที่ถือว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน โดยเฉพาะการใช้น้ำจากแหล่งน้ำในผืนป่าธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์และยังเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญ กระทั่งปี พ.ศ.2545 ชุมชนเริ่มประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้านโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง จนเกิดการแย่งชิงน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภค เพราะชุมชนไม่เห็นข้อมูลที่แท้จริงของปัญหาในเรื่องของการจัดการน้ำในชุมชน

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

ลำน้ำว้าและลำน้ำมางไหลมาบรรจบกัน

“ ที่นี่แต่เดิมคนในชุมชนเกิดความไม่เข้าใจเรื่องการใช้น้ำของแต่ละครัวเรือนที่ไม่เท่ากัน บางครัวเรือนใช้มาก บางครัวเรือนใช้น้อย ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำใช้  เพราะความเข้าใจผิด แม้จะอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจกลายเป็นปัญหาถกเถียงกันของคนในชุมชน ประกอบกับชาวบ้านซึ่งในอดีตรู้จักแต่การทำไร่เลื่อนลอย เมื่อเปลี่ยนมาทำนาก็ต้องดึงน้ำไปใช้ทำนามากขึ้น รวมทั้งมีการปล่อยน้ำทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะตอนนั้นไม่รู้จักคุณค่าของน้ำ ทำให้จากที่เคยมีน้ำเพียงพอ ก็เริ่มไม่เพียงพอ ” นายเอกพล ศิริทรัพย์อุดม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.3 บ้านผาสุข ในฐานะนักวิจัยชุมชน เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์น้ำของชุมชนในอดีตที่ก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิง “น้ำ” ขึ้นในชุมชน

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

การใช้น้ำในแปลงเกษตร

เป็นที่มาของการใช้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเข้าไปเป็นเครื่องมือในการสืบค้นปัญหาโดยผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนภายใต้โครงการพัฒนาระบบการจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของชุมชน บ้านผาสุข ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ล่าสุดงานวิจัยจากโครงการฯนี้ยังได้รับรางวัลผลงานวิจัยเด่น สกว.ประจำปี 2559

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

นายเอกพล ศิริทรัพย์อุดม

นายเอกพล กล่าวถึงการทำงานวิจัยว่า  “ การได้ลงมือทำวิจัยทำให้ความคิดของเราเปลี่ยนไป จากที่เคยได้ยินว่า การทำงานวิจัยนั้นยาก ทำไม่ได้หรอก เกิดความกังวลว่าจะทำไหวไหม แรกๆ รู้สึกท้อและคิดไปว่าคงทำไม่ได้แน่ แต่สุดท้ายกลับเป็นเรื่องที่ง่ายและมีประโยชน์มาก หลังพี่เลี้ยงจาก สกว.เข้ามาอบรมกระบวนการการทำวิจัยเพื่อท้องถิ่น จากที่เราไม่เคยรู้เรื่องการทำวิจัยมาก่อน ตอนนี้เรารู้แล้วว่า การทำวิจัยเกิดจากอะไร และต้องทำอย่างไร เป็นการระดมความคิด ช่วยกันคิดช่วยกันทำ เป็นการสร้างความเข้าใจกันระหว่างชาวบ้านโดยที่ไม่ต้องใช้หลักวิชาการมากนัก เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้รู้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนอะไรหลัง

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

มันคือ กระบวนการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วม นำมาสู่การวางแผน สืบค้นปัญหา จัดเก็บข้อมูล ตั้งแต่การใช้น้ำของแต่ละครัวเรือน สำรวจแหล่งต้นน้ำ สอบถามผู้สูงอายุและปราชญ์ชุมชน จดบันทึก ลงพื้นที่สำรวจ และนำข้อมูลทั้งหมดมารวบรวมจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลายเป็นคู่มือของชุมชน ที่นำมาใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำของชุมชน แตกต่างจากที่เคยทำมาถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีข้อมูลเป็นของชุมชนเอง”

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

นายสถาพร ใจปิง

ด้าน นายสถาพร ใจปิง หนึ่งในทีมนักวิจัยชุมชนบ้านผาสุข กล่าวเสริมว่า  “งานวิจัยนี้ทำให้เกิดระบบการบริหารจัดการน้ำที่เข้าไปมีส่วนช่วยลดความขัดแย้งของคนในชุมชน ด้วยวิธีการสันติวิธีโดยอาศัยกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการสืบค้นหาสาเหตุและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการหาทางออก ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงร่วมกันพัฒนาชุมชนและพื้นที่ในการสร้างคุณภาพทรัพยากร และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ภายใต้หลัก“เศรษฐกิจพอเพียง” ที่สำคัญผลงานวิจัยนี้ เป็นการดำเนินงานโดยชาวบ้านซึ่งเป็นคนในชุมชนที่ประสบปัญหาโดยตรง ที่สำคัญที่สุด คือ สามารถลดปัญหาความขัดแย้งการใช้น้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคตซึ่งเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานได้”

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

การทำวิจัยในโครงการนี้ได้เปลี่ยนวิธีคิดของคนไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของชุมชนบ้านผาสุขให้ฟื้นฟูรักษาป่าต้นน้ำและให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจากข้อมูลที่ชุมชนค้นพบได้สร้าง 1. กฎกติกาของชุมชนด้วยการใช้หลักธรรมาภิบาลในการจัดสรรน้ำ และการเข้าใช้ประโยชน์จากดิน น้ำ ป่า 2. การฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำ และปลูกป่าเสริมตามคามเชื่อและการใช้ประโยชน์จากป่าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งการใช้ประโยชน์ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ และป่าใช้สอย โดยป่าชุมชนและพื้นที่ทำกินนั้น ได้ผ่านการจัดทำโฉนดชุมชนซึ่งชาวบ้านนักวิจัยได้ร่วมกันนำเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และได้รับงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินการจากชลประทานจำนวน  27 ล้านบาท  นอกจากนี้ยังได้รับงบประมาณจากโครงการประชารัฐอีก 250,000 บาทเพื่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ ระยะทาง 12,000 เมตร เพื่อแก้ไขปัญหาการแย่งน้ำเพื่อการเกษตรบริเวณลำน้ำมางกับห้วยป่าแอ้ว ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรได้ 23 ไร่  และ 3.การใช้ข้อมูลงานวิจัยที่เป็นข้อเท็จจริงมาเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจนำไปสู่การพูดคุยและหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติ ลดปัญหาความขัดแย้งในการบริหารจัดการน้ำ

บ้านผาสุขต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง

“ ข้อดีของการทำงานวิจัยที่สำคัญ คือ ทำให้คนในชุมชนหันมารักและสามัคคีกัน ชุมชนได้เรียนรู้ว่าการรู้จักแบ่งปันจะไม่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทหรือแย่งชิงน้ำเกิดขึ้น และยังเรียนรู้ว่าการอยู่ร่วมกันถ้าไม่ช่วยกันคิด ไม่ช่วยกันทำ ปัญหาทุกอย่างก็จะไม่มีทางออก จึงมองว่าทุกชุมชนควรนำงานวิจัยมาใช้เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์มากดังเช่นที่ชุมชนบ้านผาสุขได้รับ ทำให้เราได้ข้อมูลที่สามารถสะท้อนหรือนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐเพื่อใช้พิจารณาได้ทันทีโดยเฉพาะเรื่องระบบน้ำหรือชลประทาน  จึงอยากเห็นชุมชนอื่นๆ ทำงานวิจัยเช่นกัน อย่าคิดว่าเป็นปัญหาหนัก ทำไม่ได้ เพราะเมื่อลงมือทำ สุดท้ายก็จะทำได้ และไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด” นายเอกพล กล่าวทิ้งท้าย

บ้านคลองยาง ชุมชนประหยัดพลังงานที่แรกในภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301790

บ้านคลองยาง ชุมชนประหยัดพลังงานที่แรกในภาคใต้

ชุมชนประหยัดพลังงานเบอร์ 5, ภาคใต้, ชุมชนบ้านคลองยาง

กฟผ.จังหวัดกระบี่ ร่วมกับโรงเรียนบ้านคลองยาง และชุมชนบ้านคลองยาง จังหวัดกระบี่ ยกระดับสู่ชุมชนต้นแบบประหยัดพลังงานเบอร์ 5 แห่งแรกในภาคใต้

      เมื่อเร็วๆนี้ ที่อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนบ้านคลองยาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดชุมชนต้นแบบด้านการประหยัดพลังงานเบอร์ 5 บ้านคลองยาง เพื่อปลูกจิตสำนึกและส่งเสริมให้ชุมชนใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ยกระดับสู่ชุมชนต้นแบบประหยัดพลังงานเบอร์ 5 แห่งแรกในภาคใต้ และเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดการเรียนรู้สู่ชุมชนโดยรอบ โดยมีนายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายศิวเรศ ธรรมวิเศษ พลังงานจังหวัดกระบี่ นายบำรุง ฤทธิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ นายสมบูรณ์ เต็มชื่น นายอำเภอเกาะลันตา ผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ผู้ปกครองนักเรียนและชุมชนบ้านคลองยาง เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 600 คน

บ้านคลองยาง ชุมชนประหยัดพลังงานที่แรกในภาคใต้

นายธาตรี กล่าวว่า ชุมชนต้นแบบประหยัดพลังงานเบอร์ 5 เป็นการขยายผลเพื่อปลูกจิตสำนึกและส่งเสริมให้ชุมชนใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดกิจกรรมรณรงค์ผ่านสถานศึกษาที่เป็นเครือข่ายในโครงการห้องเรียนสีเขียวของ กฟผ. ไปสู่ชุมชนรอบโรงเรียน ซึ่ง กฟผ.ร่วมให้ความรู้ ให้คำปรึกษา และช่วยวางแผนการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพให้กับชุมชน เพื่อยกระดับพัฒนาให้เป็นชุมชนต้นแบบการประหยัดพลังงานและเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้ ขยายผลไปสู่ชุมชนใกล้เคียงได้มาศึกษาเรียนรู้ อันจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

บ้านคลองยาง ชุมชนประหยัดพลังงานที่แรกในภาคใต้

ทั้งนี้ โรงเรียนบ้านคลองยาง และชุมชนบ้านคลองยาง ปัจจุบันเป็นโรงเรียนและชุมชนต้นแบบโครงการชีววิถี เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของ กฟผ. รวมทั้งเป็นเครือข่ายที่ กฟผ. ส่งเสริมด้านการประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยมีจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 47 ครัวเรือน ซึ่ง กฟผ. ดำเนินการพัฒนาต่อยอดให้เป็นชุมชนต้นแบบประหยัดพลังงานเบอร์ 5 แห่งแรกภาคใต้ ที่ผ่านมา กฟผ.ร่วมกับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านคลองยาง ได้ออกรณรงค์และเชิญชวนให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการมีส่วนร่วมในการประหยัดพลังงาน

รวมทั้งได้มีการจัดอบรมและทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสำรวจการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน การเปลี่ยนอุปกรณ์ LED การประกวดลดใช้พลังงานในครัวเรือน ซึ่งในระยะแรก 19 ครัวเรือนที่นำร่อง สามารถลดใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 6,800 หน่วย หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 27,000 บาท รวมถึงสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณปีละ 4,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ และคาดว่าถ้าเข้าร่วมโครงการครบทั้ง 47 ครัวเรือนจะสามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้ถึงปีละ 16,920 หน่วย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 67,700 บาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละ 9,835 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์

“SENSORY ROOM” ห้องกระตุ้นประสาทสัมผัสเด็กพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301773

“SENSORY ROOM” ห้องกระตุ้นประสาทสัมผัสเด็กพิการ

ศธจบุรีรัมย์, เด็กพิการ, กระตุ้นประสาทสัมผัส, Sensory Room

ศธจ.บุรีรัมย์เปิดห้องกระตุ้นประสาทสัมผัส หรือ Sensory Room รวมอุปกรณ์ที่ช่วยเพื่อพัฒนาเด็กที่มีความพิการ ให้ฝึกฝนและช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส พัฒนาสมาธิของเด็ก

      ดร.อรอินทร์ คลองมิ่ง ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายสมศักดิ์ ชอบทำดี ศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธี เปิดห้องกระตุ้นประสาทสัมผัส Sensory Room ณ อาคารกายภาพบำบัด ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ โดยศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ทำหน้าที่ในการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม พัฒนาฟื้นฟู และเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กพิการ ซึ่งตระหนักดีว่า การกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านต่างๆ โดยใช้ Sensory Room. นั้น ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กพิการ ทั้งทางด้านการมอง การสัมผัส กลิ่น การฟัง การเคลื่อนไหว และยังช่วยยกระดับสมาธิได้ดีอีกด้วย

"Sensory Room" ห้องกระตุ้นประสาทสัมผัสเด็กพิการ

นอกจากนี้ในการออกแบบห้อง Sensory Room. ยังคำนึงถึงความสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของเด็กพิการ และเปิดโอกาสให้เด็กเหล่านี้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์จากห้องนี้อย่างเต็มที่ โดยจัดระบบไฟส่องสว่าง เพื่อให้เด็กเกิดสมาธิ และอยู่ในความสงบ รวมถึงการติดตั้งระบบไฟ และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทสัมผัสภายในห้อง ซึ่งในการจัดสร้างห้องกระตุ้นประสาทสัมผัส ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 300,000 บาท