ความหวังสุดท้าย !! ผู้ป่วย-ญาตินับหมื่นแห่รับยา ‘หมอแสง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301288

ความหวังสุดท้าย !! ผู้ป่วย-ญาตินับหมื่นแห่รับยา ‘หมอแสง’

ญาติ, ผู้ป่วย, สุดท้าย, ความหวัง, แห่, คุณภาพชีวิต, สมุนไพร, รักษา, มะเร็ง, ข่าวสาธารณสุข, หมอแสง

ป่วยมะเร็งระยะ 3 – 4 ที่ไหนก็บอกทำใจ สะพัด ‘หมอเทวดา’ รักษาโรคร้ายด้วยสมุนไพร หลายหมื่นแห่รับยา

6 พ.ย. 60  เมื่อช่วงเช้ามืด ที่ผ่านมา  มีชาวบ้านที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งพร้อมญาติเดินทางไปรอตรวจเอกสารที่บ้านพัก นายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือผู้ป่วยเรียกว่า “หมอแสง” ตั้งแต่ช่วงเวลา 02.00 น. จนทำให้บริเวณบ้านพักเต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ และจากการที่มีประชาชนเดินทางไปขอรับยาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจราจรติดขัดเป็นระยะทางยาวหลายกิโลเมตร เนื่องจากประชาชนพร้อมญาติได้นำรถยนต์จอดบริเวณไหล่ทางซ้ายและขวา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมจิตอาสาต้องช่วยกันจัดการจราจร

การตรวจเอกสารเพื่อขอรับยาสมุนไพรรอบแรกให้สำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมารับด้วยตนเอง รอบสองสำหรับญาติที่มารับแทน จากการตรวจสอบและสอบถามพบว่า มีทุกกลุ่มอาชีพ ไม่ว่าแพทย์ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตุลาการ ผู้มีฐานะร่ำรวย จนถึงกลุ่มผู้ยากไร้ ที่เดินทางมาขอรับสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งรวมกว่าหมื่นราย จากการที่มีประชาชนเดินทางไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนบริเวณใกล้เคียงมีรายได้จากการขายอาหาร เครื่องดื่ม จักรยานยนต์รับจ้าง รวมไปถึงที่พักและรับฝากรถ ซึ่งสร้างรายได้เป็นเม็ดเงินมหาศาลให้กับประชาชนในพื้นที่

ซึ่งในช่วงบ่าย นายแสงชัยพร้อมกลุ่มเพื่อน ได้นำสมุนไพรมาตั้งบนโต๊ะ เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ป่วย ซึ่งใช้เวลาประมาณกว่า 2 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ จากนั้นผู้ป่วยพร้อมญาติได้เดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความดีใจที่ได้ยากลับไปรักษาตัว

นายแสงชัย หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หมอแสง” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในเรื่องแจกสมุนไพรรักษามะเร็งฟรีแก่ผู้ป่วยที่ป่วยมะเร็ง กล่าวว่า ปกติเป็นคนชอบพืชสมุนไพร และตระเวนไปทั่ว พอดีได้ไปทำงานแถวชายแดน ไปเจอหมอเขมรแล้วถูกชะตา เขาเลยบอกสูตรสมุนไพรที่รักษาประเภท ฝีในตับ สมองบวม ลำไส้เน่า เลยเอามาต่อยอด รักษาหมาที่จิ๋มเน่า แล้วพระก็จับไปรักษา มีบางช่วงคนที่นอนโรงพยาบาลแล้วหมอให้กลับบ้าน เราก็แอบไปให้ลอง บางคนก็หาย บางคนก็อยู่ได้นาน แต่ก็เสียชีวิต

จึงนำมาต่อยอดอยู่ประมาณ 2 ปี ก่อนที่จะเอามาให้คนกินก็เอาไปลองกับหมา สมัยก่อนยังไม่มีกฎหมายหมา ก็ลองทำมาตลอด กรณีที่ลูกเป็นจุดและปวดหัว ก็ยังไม่กล้าลองกับลูก ก็เอาไปลองกับสัตว์และคนป่วยระยะสุดท้ายก่อน ก็เอามาลองกับลูก แล้วก็ฝ่อไป ก็เลยมาคิดทำแจก เพราะรู้หัวอกคนเป็นพ่อ-แม่ เวลาลูกเป็นอะไรก็เลยลอง

นายแสง อธิบายว่า สมุนไพรของเขาเป็นสมุนไพรทางเลือก และย้ำกับคนที่มาขอรับว่า ให้ไปหาหมอรักษาควบคู่กันไป แต่คนที่มาหาเป็นพวกที่หมอปฏิเสธ เหมือนคนจะจมน้ำตาย อะไรก็ต้องไขว่คว้าหายึดเกาะให้ได้ มาหาเรา เราก็แบ่งปันไป คนพวกนี้คงรักษาควบคู่ไม่ไหวแล้ว คือทางโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษาให้กลับมาอยู่บ้านรักษาตามอาการ

ที่สำคัญสูตรก็เปิดเผยให้ไปหลายคน เช่น ผู้พิพากษาท่านหนึ่ง รับสูตรไปแล้วลองทำ วัตถุหลักคือ รำข้าวนาปี ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ เกสรดอกหญ้า ก็อยู่ที่การผสมผสาน เหมือนการหมักเหล้า หมักไวน์ การทำสมุนไพรก็เช่นเดียวกัน ใช้เวลาประมาณ 5 – 6 เดือน ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบรรจุแคปซูล

“สมุนไพรตัวนี้ไม่มีหน่วยงานไหนกล้ารับรอง จะทำแต่วิจัย แต่ก็ไม่เห็นส่งคนลงมาวิจัยสักที ทั้งที่นำตัวสมุนไพรไปตรวจ พอมีข่าวทีก็นำไปตรวจที แล้วก็เงียบไป ตอนนี้ผมทำกับกลุ่มเพื่อนเป็นนักธุรกิจบ้านจัดสรร นำเงินเข้ามาช่วย เพราะก่อนหน้านี้ทุนผมหมดแล้ว ขณะนี้ผลิตอย่างเดียวให้ทันกับความต้องการของชาวบ้านที่หมดทางรักษา พยายามทำให้ถึงที่สุด ขณะนี้สมุนไพรตัวนี้ดังไปมากแล้ว เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ภาครัฐน่าจะส่งคนลงมาดู มาอธิบายแนะนำขั้นตอนว่า จะทำอย่างไรให้ถูกต้อง ทั้งคนกินคนให้จะได้สบายใจทั้งคู่ ต้องการให้ถูกต้อง”

อย่างไรก็ตาม วันเสาร์นี้ นายแสงจะรวบรวมสถิติที่คนนำไปใช้แล้ว ก็มีตั้งแต่นายแพทย์ แพทย์หญิง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับต้นๆ ของประเทศ ก็มาเอาไปลองกับภรรยา ลูก แม่ ก็ดีขึ้น ตอนนี้จะให้เขียนหนังสือว่า เคยเป็นมะเร็งค่าเท่าไร หลังจากกินสมุนไพรแล้ว ค่ามะเร็งลดลงไหม ตอนนี้กำลังรวบรวมอยู่

ส่วนเรื่องวันเวลาที่มารับสมุนไพรนั้น เป็นประเพณีมานานกว่า 10 ปีแล้ว ทุกวันอาทิตย์ต้นเดือนของทุกเดือน ก็ขอให้มาหลังเที่ยงวันเสาร์ เพราะมีปัญหาเรื่องการจราจร คนที่มาเป็นหมื่นรวมทั้งญาติผู้ป่วย แต่คนที่มารับยาน่าจะประมาณ 5 พันคน แต่สมุนไพรก็พอ พยายามจะทำให้ถึงที่สุด ได้ช่วยคนแล้วก็สบายใจ

ผู้พิพากษา ซึ่งเป็นทีมงานหมอแสงที่รวบรวมประวัติของผู้ป่วยโรคมะเร็งมาขอรับสมุนไพร กล่าวว่า เมื่อเดือนที่แล้ว ได้รวบรวมคนที่มีเอกสารเกี่ยวกับการรักษาครบ ให้นำหลักฐานมา ซึ่งมีผู้ป่วยคือคนหนึ่ง อายุ 62 ปี เขามีค่ามะเร็งต่อมลูกหมาก PSA 399 เขากินยาหมอแสง 3 เดือน เดือนละ 8 เม็ด 6 เม็ด 12 เม็ด ค่ามะเร็งล่าสุดลดลงเหลือ PSA 0.63 ตรวจและรักษาโดยแพทย์โรงพยาบาลในจังหวัดฉะเชิงเทรา

ส่วนรายที่ 2 เป็นมะเร็งระยะที่ 3 แพร่กระจาย ขอสมุนไพรหมอแสงชัย เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 60 กินไป 10 เม็ด และเข้าแลป เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 60 ผล 45 เหลือ 7.78 ที่ผลเลือดดีขึ้นเพราะกินยาสมุนไพรของนายแสงชัย

ผู้พิพากษา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขั้นตอนต่อไปก็จะทำตามหลักเกณฑ์การคัดกรองหมอพื้นบ้านว่า ลักษณะคนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับหมอมา 10 ปี เช่น หมองู หมอปรัชญา เราก็จะรวบรวมหลักฐานขึ้นทะเบียนให้นายแสงชัยว่าเป็นหมอพื้นบ้านเกี่ยวกับการบำบัดหรืออะไรที่เกี่ยวกับมะเร็ง แต่ยังไม่กล้าฟันธงว่าเป็นแบบไหนดี

นิทรรศการพระเมรุมาศ 5 วันมีคนเข้าชมกว่า 2 แสนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301279

นิทรรศการพระเมรุมาศ 5 วันมีคนเข้าชมกว่า 2 แสนคน

พระเมรุมาศ

5 วันมีผู้เข้าชมแล้วกว่า 2 แสนคน รอประเมินอีกครั้งจะขยายเวลาหรือไม่ โพลสำรวจความเห็น พบ 93.02% ประทับจะพระเมรุมาศ รองลงมาชอบนิทรรศการศาลาลูกขุน 85.54%

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 60- ที่บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมประเมินและติดตามงานพระราชพิธีฯ ว่า  นับแต่เปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศฯ ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.จนถึงวันนี้เป็นเวลา 5 วันพบว่า มีผู้เข้าชมนิทรรศการ จำนวน 202,912 คน

แบ่ง เป็น ภิกษุ สามเณร 1,214 รูป ผู้พิการ 1,661 คน นักท่องเที่ยว 128 คน สื่อมวลชน 428 คน และประชาชน 199,834 คน ซึ่งภาพรวมทุกคนมีความพึงพอใจ และประทับใจในการเข้าชมนิทรรศการ โดยระยะเวลาที่เปิดให้ชมรอบละ 1 ชั่วโมงถือว่าเพียงพอ
“ในช่วงวันแรกๆของการเปิดให้เข้าชม ก็อาจจะก็มีการปรับแผน รูปแบบกติกาไปบ้าง โดยกำหนดเส้นทางการเดินเพื่อให้ทุกคนได้รับชมนิทรรศการอย่างทั่วถึง และมีเวลาเพียงพอในการถ่ายภาพพระเมรุมาศ และจุดต่างๆ  ซึ่งผู้เข้าชมก็ให้ความร่วมมือทำตามกติกาทั้งการผ่านจุดคัดกรองตามที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย ระยะเวลาการชม 1 ชั่วโมงมีผู้เข้าชมได้รอบละประมาณ 6,000 คน ทำให้มีคนไม่หนาแน่นเกินไป และช่วงรอยต่อก็ไม่ห่างมากประมาณ 30 นาที แต่ในช่วงเวลาที่มีคนไม่มาก เจ้าหน้าที่ก็มีการยืดหยุ่น อะลุ่มอล่วยให้สามารถเข้าชมได้ ขณะที่ผู้เข้าชมที่เป็นผู้พิการทางสายตา และทางการได้ยิน ก็มีโซนนิทรรศการสัมผัสที่อำนวยความสะดวกได้สามารถเรียนรู้ เรื่องพระเมรุมาศด้วย”พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว
รองนายกฯ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ วธ. ร่วมกับ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สอบถามความประทับใจของประชาชนที่ชมนิทรรศการฯ วันที่ 4-5 พฤศจิกายน จำนวน 2,164 คน เป็นหญิง ร้อยละ 72.74 และชาย ร้อยละ 27.26  พบว่า อันดับที่ 1 ร้อยละ 93.02 ประทับใจพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ
รองลงมาอันดับที่ 2 ร้อยละ 85.54 นิทรรศการศาลาลูกขุน  ซึ่งประชาชนที่เข้าชมศาลาลูกขุนทั้ง 6 หลัง พบว่ามีความประทับใจและได้รับความรู้มากที่สุด ได้แก่ สมมติเทวพิมาน: สถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ รองลงมา ประติมาสร้างสรรค์:ประติมากรรมประดับพระเมรุมาศ และ ตระการวิจิตรศิลปกรรม:งานประณีตศิลป์ในพระราชพิธี เป็นต้น  อันดับที่ 3 ร้อยละ 84.38 นิทรรศการพระที่นั่งทรงธรรม “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์”
อันดับที่ 4 ร้อยละ 76.48  ภูมิทัศน์ด้านหน้าพระเมรุมาศอันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 อาทิ พันธุ์ข้าวพระราชทาน หญ้าแฝก ต้นยางนา มะม่วงมหาชนก กังหันชัยพัฒนา ฝายน้ำล้น และคันนาข้าวเลขเก้าไทย อันดับที่ 5 ร้อยละ 65.25  บริเวณทับเกษตร นำสัมผัสพระสุเมรุ  สำหรับผู้พิการ
พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนในการเข้าชมนิทรรศการฯ ในเรื่องต่างๆ ดังนี้  ประชาชนเห็นว่าจัดนิทรรศการจัดได้ดียิ่งใหญ่สมพระเกียรติประทับใจมากและเป็นบุญที่ได้เข้าชม ควรขยายระยะเวลาในการเปิดให้เข้าชมนิทรรศการ หรือขยายเวลาถึงสิ้นปี2560 ต้องการให้เปิดชมด้านบนพระเมรุมาศ ควรมีล่ามภาษาต่างประเทศ และควรเพิ่มเจ้าหน้าที่บรรยายในแต่ละจุดให้ครอบคลุมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังได้สอบถามประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการว่าศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9ที่ประชาชนคิดจะนำไปสืบสานหรือประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร ร้อยละ 90 ระบุว่าจะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักพอเพียง พอมีพอกิน ประหยัดอดออม ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และร้อยละ 10 จะน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการทำความดี เป็นคนดีของสังคม การรู้จักหน้าที่ ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ความรัก ความสามัคคี ความซื่อสัตย์ ความเพียร ขยัน อดทน การให้อภัยและการนำเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ในชีวิตประจำวัน
“ในครั้งนี้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ หน่วยงานทุกภาคส่วนและจิตอาสา ผู้เกี่ยวข้องที่ได้มาร่วมกันทำงาน และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานอาหารให้แก่ผู้มาเข้าชมนิทรรศการ ส่วนที่มีความเห็นอยากให้ขยายเวลานั้น จะมีการประเมินจำนวนผู้เข้าชมอีกครั้งหากมากถึง 2 แสนคน ก็อาจจะเสนอไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระบรมราชานุญาตขยายเวลา แต่ถ้าจำนวนไม่มากก็ปิดตามกำหนดเดิม 30 พ.ย. โดยเมื่อปิดแล้วก็จะรื้อเต้นท์ทางฝั่งพระแม่ธรณีบีบมวยผมออกก่อน และจัดพื้นที่ถนนเส้นกลางมณฑลให้สามารถเดินเข้ามาถ่ายภาพในมุมกว้างได้”พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว

สัตหีบ-พัทยาต้องการคนสาขาท่องเที่ยวมากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301211

สัตหีบ-พัทยาต้องการคนสาขาท่องเที่ยวมากที่สุด

ศูนย์อีอีซี

“สุรเชษฐ์” เยี่ยมศูนย์ประสานงาน EEC จ.ชลบุรี เผยผลสำรวจพบสาขาท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี-ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นที่ต้องการมากที่สุด ฝากทึุกฝ่ายสร้างการรับรู้

            เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 60 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชลบุรี หรือ EEC ณ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

โดยพล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยม ว่า ขณะนี้ศูนย์ประสานงานฯ ได้ทำการสำรวจความต้องการกำลังคนในพื้นที่กลุ่มอุตสาหกรรม First S-Curve พบว่าต้องการกำลังคน จำนวน 36,574 คน และNew S-Curve จำนวน 26,968 คน ส่วนสาขาที่เป็นที่ต้องการในพื้นที่อำเภอสัตหีบ และเมืองพัทยา มากที่สุดตามลำดับคือ สาขาท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สาขาไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม  สาขาก่อสร้าง  สาขาอุตสาหกรรมการผลิต สาขาการบิน และโลจิสติกส์

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้จัดการฝึกอบรมหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นฐานสมรรถนะ (Education to Employment : E to E)  เพื่อตอบสนองความต้องการ กำลังคนของสถานประกอบการในพื้นที่ ซึ่งได้มีการบูรณาการ ในการผลิต และพัฒนากำลังคน ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) โดย สำนักงาน กศน. จะดำเนินการฝึกอบรม ทักษะพื้นฐานสาขาต่าง ๆ ให้แก่กำลังคนใน พื้นที่และหาก ผู้เข้ารับการฝึกอบรมประสงค์ที่จะฝึกอบรมทักษะวิชาชีพระดับสูงต่อไปนั้น สำนักงาน กศน. จะส่งต่อมายังสำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อดำเนินการ จัดฝึกอบรม ตามความประสงค์ ทั้งนี้จะมีการ เชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกัน อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วยว่า ต้องสร้างการรับรู้ให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความเข้าใจประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินการของศูนย์ประสานงาน เช่น การมีงานทำ การสร้างงาน สร้างรายได้ เป็นต้น รวมทั้งต้องสร้างการรับรู้กับ หน่วยงานภายในสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึง สถานประกอบการเพื่อนำไปสู่ การบูรณาการผลิตและพัฒนา กำลังคนร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและครบถ้วนต่อไป

สธ.พอใจวิกฤติการเงินรพ.ดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301205

สธ.พอใจวิกฤติการเงินรพ.ดีขึ้น

โรงพยบาล, วิกฤตการเงิน, บัตรทอง, ระบบการเงินโรงพยาบาล

รมว.สธ.เผยสิ้นปีงบ60 รพ.วิกฤติการเงินระดับ 7 ลดลงกว่าปี 59 จำนวน 32 แห่ง เหลือ 87 แห่ง

       เมื่อเวลา 11.00 น. วันที 6 พ.ย.2560 ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์เรื่องสภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ว่า โรงพยาบาลสังกัด สธ.มีประมาณ 10,000 แห่ง เป็น รพศ. รพท. 100 กว่าแห่ง รพช. 800 กว่าแห่ง และ รพ.สต. 9,000 กว่าแห่ง ดูแลสุขภาพประชาชนทั้งประเทศประมาณ 70% ของทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนี้ย่อมจะมีบ้างที่ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

โดยในส่วนที่ประสบปัญหาวิกฤตการเงินระดับ 7 ที่เป็นระดับสูงสุดในปีงบประมาณ 2559 มีจำนวน 119 แห่ง สิ้นปีงบประมาณ 2560 เหลือ 87 แห่ง ลดลง 32 แห่ง  ถือว่าการบริหารจัดกรเป็นที่น่าพอใจ เป็นผลจากการที่รัฐบาลได้จัดสรรงบกลางให้เฉพาะ 5,000 ล้านบาท รวมถึง สปสช.มีการปรับเปลี่ยนการสรรงบเหมาจ่ายรายหัว และการให้ความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการแก่ผู้บริหาร รพ.

“ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการดูแลสุขภาพประชาชน ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีงบประมาณเพียงพอ แม้จะเป็นประเทศที่มีรายได้มากอย่างอังกฤษหรือญี่ปุ่น ในส่วนของประเทศไทยรัฐบาลได้จัดสรรงบให้ลงมาอย่างจำกัด ในปีที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น แม้งบประมาณทั้งประเทศจะลดลง อย่างไรก็ตาม สัดส่วนประชากรที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นถึง 1 ใน 4 ย่อมมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาและเข้ารับการดูแลรักษา ขณะที่เทคโนโลยีในการรักษาสูงขึ้น แต่ราคาก็แพงขึ้นด้วย ซึ่ง รพ.ที่ประสบปัญหาวิกฤตทางการเงิน ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อ 1-2 ปี แต่เกิดมาหลายปี และค่อยๆ เพิ่มขึ้นแม้งบจะเพิ่มขึ้นทุกปีก็ตาม แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา สธ.มีการประเมินอย่างใกล้ชิด และร่วมกันแก้ปัญหา ทำให้สถานการณ์ค่อยๆ ลดลง” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า แนวทางในการแก้ปัญหาวิกฤตทางการเงินของ รพ.ที่ผ่านมาได้มีการปรับระบบการจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวของบัตรทองให้เกิดความสมดุล ตามแต่ละพื้นที่ของ รพ. ซึ่งที่ผ่านมา รพ.ที่รับผิดชอบประชากรน้อย เงินเหมาจ่ายที่ได้รับก็น้อยตั้งแต่เริ่มต้น ส่วน รพ.ที่มีประชากรหนาแน่น เงินก็ได้รับเป็นจำนวนมากตั้งแต่ต้น จึงมีการปรับให้มีการจัดสรรตามต้นทุนจริง รวมถึงการปรับบริหารจัดการภายใน รพ. โดยผู้บริหารและทีมงาน ด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เช่น การรับบริจาคเข้า รพ. และการเปิดคลินิกิเศษนอกเวลาใน รพ.ขนาดใหญ่ที่มีความแออัด และมีความพร้อมเพื่อให้ประชาชนสามารถมาใช้บริการนอกเวลา แต่เสียค่าใช้จ่ายส่วนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความแออัดของคนไข้ช่วงกลางวันลดลง ประชาชนสามารถได้รับบริการนอกเวลาขณะที่แพทย์ไม่ต้องออกไปทำงานในคลินิกหรือ รพ.เอกชน ขณะที่ รพ.ก็ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเวลาที่ควรจะปิดแต่ต้องเสียค่าเสื่อมไปเหมือนกันมาใช้ประโยชน์ ซึ่งขณะนี้มีการนำร่องไปแล้ว 9 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.ป่าตอง ภูเก็ต 2.รพ.วชิระภูเก็ต3.รพ.ชลบุรี 4.รพ.ระยอง 5.รพ.หนองคาย 6.รพ.ขอนแก่น7.รพ.หาดใหญ่8.รพ.นครพิงค์ และ9.รพ.ศรีสะเกษ กำลังอยู่ระหว่างการติดตามประเมินผล

ผู้สื่อข่าวถามว่า รพ.มีการแยกส่วนระหว่างเงินได้จากงบประมาณของรัฐและเงินบริจาคอย่างไร ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า งบประมาณของรัฐไม่พอในการบริหารจัดการดูแลสุขภาพประชาชนทุกคน ซึ่งการบริจาคเข้า รพ.มีการดำเนินการมานานแล้ว เพราะฉะนั้นมีความชัดเจนในส่วนของการบริหารจัดการ แยกส่วนระหว่างเงินงบจากรัฐ ซึ่งไม่ค่อยเพียงพอ ขณะที่ รพ.จะมีเงินที่เรียกว่าเงินบำรุง รพ. ซึ่งเป็นรายได้ของ รพ.เอง เงินบริจาคก็จัดเป็นส่วนหนึ่งของเงินในส่วนนี้ที่ รพ.จะสามารถนำมาบริหารจัดการของตนเองได้

อย่างไรก็ตาม สธ.มีการหารือกับกรมบัญชรกลาง กระทรวงการคลัง ในหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนเงินบริจาค ซึ่งจะมีคณะกรรมการดูแลรับผิดชอบ มี ผอ.รพ.เป็นประธาน และมีภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมดูแล เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งเงินบริจาคหากเป็นเงินที่ผู้บริจาคแจ้งวัตถุประสงค์ชัดเจนก็จะดำเนินการตามนั้น เช่น บริจาคเพื่อผู้ป่วยยากไร้ หรือบริจาคเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างใดอย่างหนึ่ง หากไม่ได้ระบุ รพ.ก็สามารถนำมาบริหารภายในได้ ทั้งนี้ รพ.จะต้องแจ้งให้ประชาชนทราบได้อย่างชัดเจนว่าผลที่เกิดขึ้นจากการบริจาคเป็นอย่างไรบ้าง

เมื่อถามว่า การขาดสภาพคล่องทางการเงินของ รพ.สธ.จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต  ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ระบบบัตรทองมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นตลอด เพราะ 1.ประชากรเพิ่มขึ้นแม้สัดส่วนไม่มาก จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และเทคโนโลยีในการรักษาสูงขึ้นและมีราคาแพง เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพที่ไม่ดีก็เพิ่มขึ้น ต้องยอมรับว่างบด้านสุขภาพไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น นโยบายของรัฐพยายามมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคและคุ้มครองผู้บริโภค ถ้าทุกภาคส่วนช่วยกันให้ประชาชนตระหนักในการดูแลสุขภาพให้เจ็บป่วยน้อยที่สุด แม้งบด้านนี้จะเพิ่มขึ้นน้อยก็จะเพียงพอ อย่าปล่อยให้ภาครัฐทำเพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนต้องช่วยกันเพราะ รพ.เป็นของชุมชนท้องถิ่น ของคนไทย ไม่ใช่ของรัฐบาล

สธ.ห่วงสุขภาพ”ตูน บอดี้สแลม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301201

สธ.ห่วงสุขภาพ”ตูน บอดี้สแลม”

วิ่งเพื่อ11รพ, ก้าวคนละก้าว, ตูน บอดี้สแลม

สธ.ส่งทีมประกบดูแลสุขภาพ “ตูน บอดี้สแลม” ห่วงสุขภาพวิ่งระยะยาว ประสานข้อมูลวิชาการจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เสริมการดูแล ระบุตามหลักการควรออกกำลังกายหนัก 1 วัน พัก2

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสุขภาพของตูน บอดี้สแลม ที่วิ่ง จากอ.เบตง จ.ยะลา ถึงอ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อรับบริจาคเงินให้กับ รพ. 11 แห่ง ในโครงการก้าวคนละก้าวว่า ที่ผ่านมา สธ.ได้จัดทีมงานติดตามตลอดเส้นทางการวิ่ง เพื่อดูแลสุขภาพของคุณตูน

ทั้งนี้ ได้มอบหมายใน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัด สธ. ประสานงานเพื่อขอข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการวิ่งมาราธอนทุกวัน ระยะทาง 40-50 กิโลเมตร (กม.) เพื่อให้ทราบข้อมูลเพื่อนำมาช่วยเหลือในการดูแลสุขภาพของคุณตูน เพราะไม่อยากให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับคนที่ดีๆ จำเป็นต้องหาข้อมูลวิชาการมาสนับสนุนเพื่อให้ทำอย่างพอดีๆ

“ต้องยอมรับว่างบสุขภาพของไทยไม่เพียงพอ ซึ่งคนที่ออกมาตั้งคำถามว่าทำไมตูน บอดี้สแลมต้องออกมาวิ่ง อยากให้คนเหล่านี้มาช่วยกัน เพราะรัฐบาลมีงบสนับสนุนไม่เพียงพอจริงๆ และการบริจาคให้ รพ.ก็มีการดำเนินการมานานแล้ว ซึ่งคุณตูนเป็นคนหน่งที่รู้และเห็นปัญหาที่สำคัญมาช่วยเหลือในการแก้ปัญหาด้วย เพราะเข้าใจดีว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนคนไทยด้วยกัน ก็อยากให้คนไทยเห็นคุณตูนเป็นแบบอย่างที่จะช่วยแก้ปัญหา” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

นพ.เจษฎา กล่าวว่า จากการหารือกับสำนักออกกำลังกาย กรมอนามัย ระบุว่าโดยหลักการการออกกำลังกายขนาดหนักจะมีการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ พังผืด และเส้นเอ็น ต้องมีการประเมินเป็นระยะ หากประเมินแล้วพบว่าต้องมีการหยุดพัก ซึ่งการออกกำลังกายหนักควรออก 1 วัน พัก 2 วัน

แต่กรณีคุณตูนวิ่ง 5 วัน พัก 1 วัน เพราะฉะนั้น สธ.จะประสานขอข้อมูลทางวิชาการไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา ราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาใช้ประกอบในการประเมินสุขภาพของคุณตูนทุกวัน ทั้งนี้ ต้องขออนุญาตในการประเมินสุขภาพจากคุณตูนก่อน รวมถึงหารือกับแพทย์ประจำตัวคุณตูนด้วย

ไม่อนุมัติตำแหน่ง-บัญชีเกิน2ปีเหตุครูอุ้มผางสอนฟรี5เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301189

ไม่อนุมัติตำแหน่ง-บัญชีเกิน2ปีเหตุครูอุ้มผางสอนฟรี5เดือน

 

“บุญรักษ์” ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง หลังครูสาว 2 รายสอนมา 5 เดือนชวดบรรจุ มุ่งดูกระบวนการนำข้อมูลให้ก.ค.ศ.ประกอบพิจารณา ประสานร.ร.ใกล้เคียงหาที่สอนชั่วคราว

          ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหากรณี น.ส.วนาลี ทุนมาก (ครูแอน) และน.ส.นิราวัลย์ เชื้อบุญมี  (ครูวัลย์) ไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งตำแหน่งครูผู้ช่วยหลังจากไปสอนได้ 5 เดือน ที่โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม อ.อุ้มผาง จ.ตาก เนื่องจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดตาก (กศจ.) มีมติไม่อนุมัติการขอปรับเปลี่ยนวิชาเอกและขอเพิ่มตำแหน่งว่างโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคมและไม่อนุมัติการบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้สาขาวิชาเอกสังคมศึกษาจากบัญชี  สพม.เขต 38 (สุโขทัย-ตาก) โดยอ้างเกิน 2 ปี

เมื่อวันที่ 6 พศจิกายน 60 ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายให้สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ.ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวแล้ว จากนี้คณะกรรมการสืบฯจะลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูล รายละเอียด ซึ่งเป้าหมายในครั้งนี้ไม่ใช่การมาหาว่าใครถูกใครผิด แต่ไปดูว่ากระบวนการดำเนินที่ผ่านมา เกิดปัญหาจุดใด เพื่อประโยชน์ของครูทั้ง 2 ราย ของราชการเป็นสำคัญ

โดยข้อมูลที่ได้จะนำไปประกอบกับการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งเบื้องต้นได้หารือร่วมกับนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.แล้วระบุว่าจะกำหนดวันประชุมโดยเร็ว

“ผมได้ลงพื้นที่ไปพบครูด้วยตัวเองจากที่ปรากฏในสื่อทราบว่ามีครูเดือดร้อนคนเดียว แต่เมื่อไปถึงจริงปราฎว่ามีถึง 2 คน ซึ่งครูทั้ง 2 คนเข้าใจว่ากระบวนต่างๆ เป็นขั้นตอนทางกฎหมาย ผลจะออกแบบใดนั้น เราไม่ได้ให้ความหวังว่าจะเป็นไปตามที่ครูต้องการ แต่ทำให้เห็นความตั้งใจที่จะดูแลครูของเรา ให้ครูได้รับความเป็นธรรมและสิทธิในหน้าที่ และการสืบข้อเท็จจริง ไม่ได้มุ่งว่าใครถูกหรือผิด เเต่มุ่งเพื่อช่วยเหลือครูทั้ง 2 คนซึ่งเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ อีกทั้งการสอบผ่านเป็นครูผู้ช่วยของ สพฐ.ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายผ่านเพียง 10-20% เท่านั้นก็จะไปตรวจสอบว่ากระบวนการที่ผ่านมาติดขัดอะไร”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดกรณีเช่นนี้ และกรณีแบบนี้เกิดขึ้นได้น้อยแต่เป็นบทเรียนสำคัญของการทำงานบูรณาการทั้งเขตพื้นที่ฯ และศึกษาธิการจังหวัด แต่ทั้ง 2 หน่วยงานต่างพยายามทำเต็มที่ ยึดกฎระเบียบ ความต้องการของโรงเรียน และประโยชน์ราชการเป็นสำคัญ

ดังนั้น ในครั้งนี้ติดขัดอะไรก็ต้องไปแก้ไข แต่อนาคตก็ต้องวางแนวทางร่วมกันเพื่อการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐกิจ รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้ตนและนายการุณ ตั้งแต่วันรับตำแหน่ง

ดร.บุญรักษ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ การดูแลเยียวยาครูทั้ง 2 รายนั้น เบื้องต้นมอบเงินช่วยเหลือซึ่งเป็นเงินจากกองทุนสวัสดิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวนหนึ่ง และเงินสมทบจากเพื่อนครู จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 รวมประมาณ 50,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

และ สพม.38ได้สอบถามสถานศึกษาใกล้เคียงที่อยู่ในภูมิลำเนาเดิมของครูทั้งสองคนว่ามีโรงเรียนใดขาดครู และต้องการครูอัตราจ้างหรือไม่ ได้รับรายงานว่าในส่วนของ น.ส.วนาลี มีโรงเรียนเมืองเชลียง อ.ศรีสัชนาลัย ซึ่งเจ้าตัวเคยเป็นศิษย์เก่า โดยโรงเรียนจะใช้เงินของสมาคมศิษย์เก่า ในการจ้างเป็นครูอัตราจ้างชั่วคราว ส่วน น.ส.นิราวัลย์ มีโรงเรียนเลยพิทยาคม ติดต่อเข้ามา ซึ่งหากครู 2 คนพร้อมก็สามารถไปติดต่อโรงเรียนและเริ่มงานในช่วงสัปดาห์หน้าได้

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า รายละเอียดของเรื่องนี้ ตนไม่ทราบ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ต้องไปถามเลขาธิการ กพฐ. แต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่เห็นชัดเจนคือ เรื่องของตำแหน่ง ที่เกี่ยวกับคน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะเรื่องอะไรในอดีตตามกฎหมายต้องไปอยู่ที่คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ( อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาฯ ซึ่งปัจจุบันมีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของบ้านเรา แทนที่ตำแหน่งเหล่านี้จะมาเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายใหญ่ หากจะแก้ก็เป็นเรื่องใหญ่

เดี่ยวนี้มีติวเตอร์-กวดวิชากันทางออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301149

เดี่ยวนี้มีติวเตอร์-กวดวิชากันทางออนไลน์

กวดวิชาตัวช่วยเรียนเก่ง, กวดวิชาตัวช่วยอยากเรียนเก่ง, ติวเตอร์ออนไลน์, วิเศษ กี่สุขพันธ์ หรือ ครูเอ๋ ติวเตอร์คณิตศาสตร์ สถาบันกวดวิชา We by the Brain, ดรพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, กฤติกา ปาลกะวงศ์ หรือครูหนู ติวเตอร์ภาษาอังกฤษ Gift Interpass

อยากสอบเข้าโรงเรียนดังได้ ติดคณะดังม.อันดับต้นๆของประเทศต้องไปกวดวิชากลายเป็นค่านิยมของเด็กที่ต้องการเรียนเก่งสอบติด พ่อแม่ผู้ปกครองสนับสนุน

     ด้วยจำนวนที่นั่งเรียนในระดับอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศมีจำนวนจำกัด ไม่เพียงต่อความต้องการของน้องๆที่อยากจะเข้าเรียนต่อทำให้เกิดการแข่งขันจึงสูง จึงต้องใช้ความพยายามและหาทางเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ และดูเหมือนว่าโรงเรียนกวดวิชาหรือติวเตอร์สามารถตอบโจทย์ได้ จึงไม่แปลกที่มีเด็กและผู้ปกครองหลายคนส่งเสริมให้เรียนกวดวิชา ซึ่งปัจจุบันรูปแบบการสอนเปลี่ยนไปจากเดิมติวเตอร์ทำการสอนในห้องเรียน มาเป็นสอนทางออนไลน์ คอมพิวเตอร์ หรือวีซีดีแทนกันแล้ว ไปติดตามรายละเอียดกับ 0 ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ 0 qualitylife4444@gmail.com  0

เดี่ยวนี้มีติวเตอร์-กวดวิชากันทางออนไลน์

      กฤติกา ปาลกะวงศ์ หรือครูหนู ติวเตอร์ภาษาอังกฤษ อธิบายว่าปัจจุบันเด็กที่มาติวส่วนใหญ่มีเป้าหมายไม่ต่างกับตัวติวเตอร์ในอดีต ต้องการสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนชื่อดังและมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่ด้วยความที่ข้อสอบสอบเข้าระดับอุดมศึกษายาก บางทีไม่ตรงกับหลักสูตรที่เรียนมา จึงต้องหาตัวช่วยด้วยการเรียนกวดวิชา โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ จึงต้องมาเรียนกับติวเตอร์เพื่อทำข้อสอบให้ได้และทันเวลา ทำคะแนนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้เรียนในโรงเรียน หรือคณะที่ตัวเองต้องการ

เดี่ยวนี้มีติวเตอร์-กวดวิชากันทางออนไลน์

กฤติกา ปาลกะวงศ์ หรือครูหนู ติวเตอร์ภาษาอังกฤษ

            “ทุกวันนี้นอกจากสอนเด็กที่สมัครเรียนกับทางโรงเรียนกวดวิชาแล้ว ติวเตอร์ยังต้องเดินทางไปต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพราะมีโรงเรียนเชิญไปเป็นวิทยากรติวให้นักเรียนในช่วงปิดเทอมหรือวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เมื่อเดินทางบ่อยเวลาสอนสดก็น้อยลง ผู้เรียนของสถานบันก็อาจได้รับผลกระทบ  การสอนผ่านระบบออนไลน์ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ ซึ่งเด็กๆ ก็พอใจ เพราะเขาสามารถเปิดติวเวลาไหนและที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องมาเรียนที่สถาบัน และถามว่าเรียนออนไลน์ไม่สามารถถาม ตอบได้ ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะประสบการณ์ที่เป็นติวเตอร์มา 20 ปีจะรู้ว่าเด็กไม่เข้าใจตรงไหนก็จะย้ำให้หลายๆ รอบ”กฤติกา กล่าว

เดี่ยวนี้มีติวเตอร์-กวดวิชากันทางออนไลน์

    ปัจจุบันโรงเรียนกวดวิชา หรือสถาบันติวหลายแห่งมีการเรียนออนไลน์ ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมาเรียนสดก็ได้  วิเศษ กี่สุขพันธ์ หรือ “ครูเอ๋” ติวเตอร์คณิตศาสตร์ สถาบันกวดวิชา We by the Brain บอกว่า ไม่อยากให้มองว่า เพราะจำนวนผู้เรียนมากขึ้นเลยทำให้ต้องเปลี่ยนจากการสอนสดในห้องมาเรียนทางคอมพิวเตอร์แทน เพราะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นเพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการติวผ่านคอมพิวเตอร์ได้การใช้นวัตกรรมทางการศึกษาจึงเป็นทางเลือกที่ดีในขณะที่ติวเตอร์บางวิชามีจำนวนจำกัด

เดี่ยวนี้มีติวเตอร์-กวดวิชากันทางออนไลน์

 วิเศษ กี่สุขพันธ์ หรือ “ครูเอ๋” ติวเตอร์คณิตศาสตร์ สถาบันกวดวิชา We by the Brain

     “การกวดวิชากับการเรียนในโรงเรียนเป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันมากกว่า เปรียบเหมือนการทานข้าว โรงเรียนในระบบเป็นข้าว อาหาร ส่วนโรงเรียนกวดวิชาเป็นวิตามิน ที่กินแล้วร่างกายแข็งแรงขึ้นไม่อยากให้มองว่าหลักสูตรของกระทรวงศึกษาไม่เข้มข้นพอ เด็กๆ จึงอยากมาเรียนกับโรงเรียนกวดวิชา เพราะจำนวนที่นั่งเรียนในระดับอุดมศึกษาที่มีจำนวนจำกัด และความต้องการของน้องๆที่อยากจะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ การแข่งขันจึงสูง อีกทั้งด้วยความต้องการนำความรู้จากสถาบันกวดวิชาไปใช้ทำเกรดในโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนกวดวิชาสามารถตอบโจทย์ได้ ซึ่งต้องทำควบคู่กันไป จะได้ผลดี”

       “ครูเอ๋” บอกว่า ไม่อยากให้คิดว่าติวเตอร์มีหน้าที่เก็งข้อสอบหรือสอนแต่สูตรลัดเพียงอย่างเดียว เพราะติวเตอร์จะให้ความรู้รากฐานเชิงลึกด้วย และให้โจทย์ที่มีระดับความยากขึ้นเรื่อยๆ จนเด็กสามารถทำได้ เข้าใจเนื้อหา กระทั่งเกิดความมั่นใจ และภูมิใจในตัวเอง ความสนุกและความสุขในเวลาเรียนก็จะเกิดขึ้น และที่สำคัญเด็กจะไม่เบื่อการเรียน เพราะบุคลิกการสอนที่สนุกสนานของติวเตอร์ ที่สำคัญติวเตอร์ยังทำหน้าที่เป็นพี่ที่ให้คำแนะนำการเตรียมตัวให้น้องๆ สอบติด

เดี่ยวนี้มีติวเตอร์-กวดวิชากันทางออนไลน์เดี่ยวนี้มีติวเตอร์-กวดวิชากันทางออนไลน์

          ว่ากันว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษแต่คอร์สมีตั้งแต่ 4 หลักไปขึ้นจนถึง 5 หลักเลยทีเดียว  “ไพศาล ขุนวิเศษ”  ผู้ปกครองที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนกวดวิชาค่าเรียน 1 คอร์สอย่างต่ำ 8 พันบาท แต่ต้องจ่ายเพื่อให้ลูกสอบติด

       ซึ่งจากการสอบถามกับน้องๆ นักเรียนที่เคยติวที่โรงเรียนกวดวิชา จิดาภา แจ่มประจักษ์ ม.6 ร.ร.นิรมลชุมพร จ.ชุมพร ได้คำตอบว่า เรียนกับติวเตอร์จะได้เทคนิคการทำข้อสอบที่ในห้องเรียนไม่มีให้ ช่วยให้ทำข้อสอบได้เร็ว รวมทั้งถ้าเรียนไม่ทันเพื่อน หรือเรียนไม่เข้าใจในห้องเรียน ก็จะทำให้เข้าใจบทเรียนมากขึ้น

     อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนของติวเตอร์และสถาบันกวดวิชา ไม่ใช่สิ่งที่เป็นเรื่องดีของระบบการศึกษาไทยมากนัก ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฟันธงว่าการเพิ่มจำนวนของติวเตอร์และสถาบันกวดวิชา ยิ่งสะท้อนความล้มเหลวของการศึกษาไทย เพราะเมื่อก่อนสถาบันกวดวิชากระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร แต่ทุกวันนี้กระจายอยู่ทุกจังหวัด ยิ่งตัวเลขค่าตอบแทนสูง สถาบันกวดวิชาก็จะเพิ่มขึ้น เฉพาะแค่วิชาเคมีที่ตึกวรรณศร ย่านพญาไทก็มีมูลค่าพันล้านบาทแล้ว และด้วยระบบการสอบคัดเลือกเป็นข้อสอบวัดความรู้ ความจำเนื้อหาเกินระดับ สถาบันกวดวิชาจึงกลายเป็นเครื่องมือและคำตอบของเด็ก

เดี่ยวนี้มีติวเตอร์-กวดวิชากันทางออนไลน์

        ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการสร้างเด็กที่มีคุณภาพต้องเปลี่ยนคนกำหนดนโยบาย ยกเลิกการสอบคัดเลือกที่ใช้ความรู้ ความจำเป็นตัวตัดสิน ลดเนื้อหาในหลักสูตร เพิ่มกระบวนการคิดวิเคราะห์ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมพ่อแม่ที่พยายามให้ลูกเรียนเกินระดับ จะได้สอบเข้าได้และเก่งกว่าคนอื่นไปพร้อมกันด้วย จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาการเพิ่มจำนวนโรงเรียนกวดวิชาลงได้

เดี่ยวนี้มีติวเตอร์-กวดวิชากันทางออนไลน์

       ดร.พะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

       ดร.พะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ระบุว่าปัจจุบันโรงเรียนกวดวิชาทั่วประเทศมีทั้งหมด 2,422 โรง มีใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือสช.ถูกต้องตามกฎหมาย หรือมาตรา 120 ของพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2554 ในจำนวนนี้เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร 626 โรง และต่างจังหวัด 1,796 โรง

      และยังมีผู้ประกอบการหลายรายแบบไม่มีชื่อ แต่ใช้พื้นที่อย่างอาคารพาณิชย์ บ้านพักตัวเองเปิดสอน โดยไม่ได้มีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง แต่ถ้ามีการรวมตัวกันเรียนของผู้เรียน 7 คนขึ้นไปต่อวัน ตามกฎหมายถือว่าการสอนที่เข้าข่ายการประกอบกิจการโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งต้องมาทำเรื่องขออนุญาต ถ้าเปิดสอนโดยไม่มีใบอนุญาตก็มีมาตรการทางกฎหมายจัดการ หากไม่ปฏิบัติตาม สช.ก็จะแจ้งความดำเนินคดี

สารพันปัญหาใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301144

สารพันปัญหาใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ศ ดรศรีศักดิ์ จามรมาน, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC), บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

3อันดับปัญหาการใช้บัตรสวัสดิการ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอยู่ไกล/ไม่ครอบคลุม เครื่องรับบัตรสวัสดิการขัดข้อง และความล่าช้าในการแจกบัตร

       ศ. ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผลการสำรวจ ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อย” สำรวจระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,202 คน

พบว่าปัญหาการใช้บัตรสวัสดิการในปัจจุบันมากที่สุด 3 อันดับคือ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอยู่ไกล/ไม่ครอบคลุมคิดเป็นร้อยละ 82.95 เครื่องรับบัตรสวัสดิการขัดข้อง/ทำงานช้าคิดเป็นร้อยละ 80.37 และความล่าช้าในการแจกบัตรสวัสดิการคิดเป็นร้อยละ 77.29

ทั้งนี้ รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ออกนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อยซึ่งได้เปิดให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี มีที่อยู่อาศัยไม่เกิน 25 ตารางวา หรือมีที่ดินทำการเกษตรไม่เกิน 10 ไร่ ทำการลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์การช่วยเหลือค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

โดยผู้ที่ได้รับสิทธิ์สามารถใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในร้านค้าที่ร่วมโครงการ ใช้ชำระค่าเดินทาง เช่น ค่ารถไฟ ค่ารถประจำทาง ค่ารถขนส่ง เป็นต้น ตามยอดเงินที่กำหนดให้ในแต่ละเดือน โดยนโยบายดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แต่ยังคงพบปัญหาจากการใช้บัตรสวัสดิการไม่ว่าจะเป็นร้านค้าที่ร่วมโครงการอยู่ไกลจากที่พักอาศัย เครื่องรับบัตรสวัสดิการในร้านค้ามีปัญหา เป็นต้น ขณะเดียวกันผู้คนในสังคมยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีผู้ที่ไม่ได้จนจริงหรือไม่ได้มีรายได้น้อยจริงได้รับสิทธิ์การใช้บัตรสวัสดิการและกังวลว่าอาจมีการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเอกชนได้ จากประเด็นดังกล่าว สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อย

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเพศหญิงร้อยละ 50.75 เพศชายร้อยละ 49.25 อายุ 20 ปีขึ้นไป สามารถสรุปผลได้ดังนี้ ในด้านความรับรู้เกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อย กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.15 ระบุว่าตนเองรับทราบเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อยเป็นบางส่วน ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 24.29 ระบุว่าไม่ทราบเลย โดยที่มีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 15.56 รับทราบรายละเอียดทั้งหมด

ในด้านความคิดเห็นต่อโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อย กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 67.8 เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อย ขณะที่กลุ่มตัวอย่างประมาณสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 66.47 มีความคิดเห็นว่าโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อยจะมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อยได้จริง

ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63.39 มีความคิดเห็นว่าโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อยจะมีส่วนช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงสินค้า/บริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 61.23 มีความคิดเห็นว่าโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อยจะไม่มีส่วนช่วยลดปัญหาการกู้หนี้ยืมสิน/ปัญหาหนี้นอกระบบได้ เช่นเดียวกับกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 57.82 มีความคิดเห็นว่าโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อยจะไม่มีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนได้

ในด้านความคิดเห็นต่อคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อย กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 61.15 มีความคิดเห็นว่าการกำหนดให้ผู้มีสิทธ์ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการสวัสดิการแห่งรัฐต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีนั้นมีความเหมาะสมแล้ว

ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 29.03 มีความคิดเห็นว่าน้อยเกินไป ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 9.82 มีความคิดเห็นว่ามากเกินไป อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 68.14 มีความคิดเห็นว่าควรจะนำเอาคุณสมบัติด้านการศึกษาและฐานะความเป็นอยู่ของสมาชิกคนอื่นในครอบครัวมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกผู้มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือตามโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ

ในด้านความคิดเห็นต่อการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 69.97 และร้อยละ 69.13 เห็นด้วยว่าการกำหนดให้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อยชำระค่าสินค้า/บริการที่จำเป็น/ค่าเดินทางเท่านั้นจะสามารถป้องกันผู้สวมสิทธิ์/ผู้ใช้สิทธิ์แทนและจะสามารถควบคุมผู้ได้รับสิทธิ์ใช้จ่ายเงินที่ได้รับให้ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดได้มากกว่าการแจกคูปองหรือการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากโดยตรงตามลำดับ

ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70.72 เห็นด้วยว่าการกำหนดให้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อยชำระค่าสินค้า/บริการที่จำเป็น/ค่าเดินทางจะสามารถลดพาระค่าใช้จ่าย/งบประมาณของรัฐบาลได้มากกว่าการแจกคูปองซื้อสินค้า/การโอนเงินเข้าบัญชี/การจัดบริการขนส่งฟรี (รถไฟ รถเมล์)

     สำหรับปัญหาการใช้บัตรสวัสดิการในปัจจุบันมากที่สุด 3 อันดับคือ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอยู่ไกล/ไม่ครอบคลุมคิดเป็นร้อยละ 82.95 เครื่องรับบัตรสวัสดิการขัดข้อง/ทำงานช้าคิดเป็นร้อยละ 80.37 และความล่าช้าในการแจกบัตรสวัสดิการคิดเป็นร้อยละ 77.29

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างถึงเกือบสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 73.04 เชื่อว่ามีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐที่ไม่ได้ประสบปัญหาความยากจน/มีรายได้น้อยจริง และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.38 รู้สึกกังวลว่าการดำเนินโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อยจะมีการทุจริต/เอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเอกชน

ครูอุ้มผางสอน5เดือนไม่ได้บรรจุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301141

ครูอุ้มผางสอน5เดือนไม่ได้บรรจุ

สอน5เดือนแล้วไม่ได้บรรจุ, โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม ออุ้มผาง จตาก

เลขา กพฐ. ลงพื้นที่เยียวยา ครูโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม อ.อุ้มผาง จ.ตาก ไม่ได้รับการบรรจุหลังจากไปสอนได้ 5 เดือน

      ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยนายโกวิท ทรงคุณ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดร.พยอม วงษ์พูล  ประธานเขตตรวจราชการที่ 17  นายวรินทร์ ชำนาญผา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 38   นายอำนวย อภิชาตตรากูล ว่าที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 ได้ลงพื้นที่ไปติดตามและมอบเงินเยียวยา น.ส.วนาลี ทุนมาก (ครูแอน) และนางสาวนิราวัลย์ เชื้อบุญมี  (ครูวัลย์)  กรณีข่าวไม่ได้รับการบรรจุหลังจากไปสอนได้ 5 เดือน ที่โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม อ.อุ้มผาง จ.ตาก

ครูอุ้มผางสอน5เดือนไม่ได้บรรจุ

ดร.บุญรักษ์  กล่าวว่า ได้หาแนวทางในการช่วยเหลือกรณีดังกล่าว 2 แนวทาง คือ  1.ช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้น โดยมอบเงินจากกองทุนสวัสดิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวนหนึ่ง และเงินสมทบจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่เกี่ยวข้องกับเงินเดือนที่ยังไม่ได้รับ 5 เดือนแต่อย่างใด

2.ในสัปดาห์หน้า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะดำเนินการตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง ทั้งนี้เพื่อหาแนวทางร่วมกัน กับสำนักปลัดศึกษาธิการ  เพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน

ครูอุ้มผางสอน5เดือนไม่ได้บรรจุ

น.ส.วนาลี ทุนมาก (ครูแอน) กล่าวว่า ขอบคุณเลขากพฐ.ลงพื้นที่มาให้ความดูแล และฝากความหวังให้ช่วยดูแล และอยากบรรจุเข้ารับราชการครูเหมือนเดิม

นางสาวนิราวัลย์ เชื้อบุญมี  (ครูวัลย์)   กล่าวว่า อยากให้ความยุติธรรมยังมีอยู่ เพราะเรียนครูมา อยากทำงานเป็นครู ตลอดเวลาก็สอนด้วยจิต        วิญญาณความเป็นครู

ครูอุ้มผางสอน5เดือนไม่ได้บรรจุ

ดร.บุญรักษ์ กล่าวว่าในที่สุด จากกระแสสังคมทุกฝ่ายต่างเห็นใจ ครูทั้งสองท่านนี้ เพราะตลอดระยะเวลา ครุได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างดี และไม่ได้มีความผิดอะไรเลย จึงต้องพยายามช่วยกันหาทางช่วยเหลือที่ดีที่สุดให้กับครูทั้ง 2 ท่าน

แนะอายุ35ตรวจสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301140

แนะอายุ35ตรวจสุขภาพ

แนะอายุ35ตรวจสุขภาพ

สธ.แนะประชาชน อายุ 35 ปี ขึ้นไปตรวจสุขภาพประจำปี ค้นหาความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ลดความเสี่ยงโรคหัวใจวายเฉียบพลัน

 

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะโฆษกสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศไทยมีประชาชนเสียชีวิตจากโรคหัวใจเฉลี่ยปีละ 54,000 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน

เป็นสาเหตุการตายของคนไทยสูงสุดสามลำดับแรกร่วมกับมะเร็งและอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่การป่วยและเสียชีวิต มักเป็นอย่างฉุกเฉิน  ไม่รู้ตัวมาก่อน และเกิดในคนที่ดูปกติไม่ทราบว่าเป็นโรคหัวใจมาก่อน ข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาพบการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันปีละ 300,000 – 400,000 รายต่อปี

แนะอายุ35ตรวจสุขภาพ

โดยพบในกลุ่มนักกีฬาในอัตราส่วนประมาณ1 ต่อ 65,000 ถึง 1 ต่อ 200,000 สำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่มีการเก็บสถิติภาวะนี้อย่างเป็นระบบจึงยังไม่มีรายงานตัวเลขที่ชัดเจน

นายแพทย์โอภาสกล่าวต่อว่า สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจมาจากโรควิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพ    ที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ความอ้วน และสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจแข็งตัว หรือตีบตัน

ดังนั้นผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป จึงควรตรวจสุขภาพประจำทุกปี เพื่อติดตามประเมินภาวะสุขภาพ ซึ่งหากพบมีผิดปกติจะได้รับการส่งต่อเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด หรือรับคำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่อไป

แนะอายุ35ตรวจสุขภาพ

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์

ในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เป็นปัจจัยหลักของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำได้โดยรับประทานอาหารสุขภาพ เช่นผัก, ผลไม้, พืชเมล็ดถั่ว, ปลารสไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็มออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่นเดินเร็วประมาณ 30 นาทีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสมไม่สูบบุหรี่ผู้ป่วยเบาหวานความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง รักษาอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตนตามคำแนะนำแพทย์

แนะอายุ35ตรวจสุขภาพ

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ แนะนำให้ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เต้นแอโรบิค เดินเร็ว  ขี่จักรยาน วิ่งเหยาะๆ และว่ายน้ำ ที่สำคัญคือต้องปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อน และออกกำลังแต่พอเหมาะ เริ่มเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป หยุดพักเมื่อเริ่มเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก

หลังจากที่เริ่มเคยชินก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาของการออกกำลังกายจนสามารถทําได้อย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไป ที่สำคัญต้องไม่ลืม

เตรียมร่างกาย (Warming up and down) ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า ผู้ที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หากได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธีและทันท่วงที ก็ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ ดังนั้นหากพบผู้หมดสติให้เรียกหรือเขย่าตัวผู้หมดสติว่ายังมีการตอบสนองหรือไม่ ถ้าไม่มีการตอบสนอง ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการกระตุกหรือชักเกร็งหรือไม่ หรือหายใจเฮือก หรือหยุดหายใจ ถ้ามีให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน

แนะอายุ35ตรวจสุขภาพ

จากนั้นให้รีบโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือ1669 และเริ่มการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานด้วยการนวดหัวใจ หากบริเวณนั้นมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า (Automated External Defibrillator หรือ AED)ให้นำเครื่องมาใช้ตามคำแนะนำที่ติดอยู่ที่เครื่อง

ทั้งนี้ สัญญาณอาการของโรคหัวใจ ได้แก่ เจ็บแน่นหน้าอกคล้ายถูกของหนักกดทับ  ปวดร้าวไปที่ไหล่ แขนด้านซ้าย หายใจลำบาก หากมีอาการที่กล่าวมาให้รีบนั่งพัก บอกเพื่อน ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด  เพื่อนำส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดทันทีหรือโทรแจ้งสายด่วน 1669