“เปลี่ยนลูกให้ฉลาด” เพียงจัดระเบียบข้าวของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301049

“เปลี่ยนลูกให้ฉลาด” เพียงจัดระเบียบข้าวของ

เปลี่ยนลูกให้ฉลาด, จัดระเบียบข้าวของ

แค่จัดระเบียบข้าวของ…ลูกก็ฉลาดขึ้น!!!เทคนิค “ลด โละ ละ” ฝึกลูกให้คิดเอง ทำเป็น กล้าตัดสินใจ

       เมื่อสังคมปัจจุบันต้องการคนที่ “คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้” เด็กในวันนี้จึงถูกสอนให้มีทักษะรอบด้าน โดยเฉพาะ “การฝึกให้คิด” ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในอนาคต  หน้าที่สำคัญคงหนีไม่พ้นพ่อแม่ว่าจะทำอย่างไรเพื่อสร้างทักษะเหล่านี้ให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็ก

เชื่อหรือไม่? พ่อแม่ทุกคน “เปลี่ยนลูกให้ฉลาดขึ้นได้” ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ อย่าง “การจัดระเบียบข้าวของ”

        อาจารย์ฮิเดะโกะ ยะมะชิตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดระเบียบข้าวของซึ่งเป็นต้นตำรับ “การลด โละ ละ” คนแรกของญี่ปุ่น ถ่ายทอด 80 เคล็ดลับที่ช่วยให้ลูกคิดเอง ทำเป็น ตัดสินใจได้ ผ่านการจัดระเบียบข้าวของไว้ในหนังสือ “เปลี่ยนลูกให้ฉลาดขึ้น” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์  สอดแทรกแนวคิดและมุมมองใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการเรียนการสอนในปัจจุบัน ที่เปลี่ยนจาก “การท่องจำ” มาเป็น “การฝึกให้คิด” ผ่านเนื้อหาที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง

“เปลี่ยนลูกให้ฉลาด” เพียงจัดระเบียบข้าวของ

อาจารย์ฮิเดะโกะ ยะมะชิตะ

คำว่า “ลด โละ ละ” เป็นศัพท์เฉพาะที่ผู้เขียนบัญญัติขึ้นเอง มาจากคำว่า “ดันชะริ (断捨離 / dan-sha-ri)” ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป้าหมายสำคัญของการลด โละ ละ ไม่ใช่การทิ้งข้าวของทุกอย่าง แต่เป็น“การคัดเลือกสิ่งของ” ฝึกคิด พิจารณา และทบทวนความผูกพันของตัวเรากับสิ่งของเหล่านั้น แล้วเลือกทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นจนได้อยู่ท่ามกลางสิ่งของที่ชอบ  ด้วยเหตุนี้ “การลด โละ ละ” จึงนำมาใช้ฝึก “ทักษะการคิดและการตัดสินใจ” ให้กับเด็กได้

เริ่มแรกพ่อแม่หลายคนอาจสับสน ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี ขอแนะนำให้ทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่างก่อน โดยเริ่มง่าย ๆ จากการลด โละ ละข้าวของที่เป็นของพ่อแม่เอง เช่น นิตยสารสักเล่มที่ถูกทิ้งไว้ตรงมุมห้อง พวงกุญแจที่ระลึกเก่า ๆ หรือเสื้อยืดที่ซุกไว้ด้านในสุดของตู้เสื้อผ้าก็ได้ จากนั้นจึงให้ลูกลองจัดระเบียบข้าวของของตน ด้วยกระบวนการคิด-เลือก-ตัดสินใจว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า “จำเป็น-เหมาะสม-น่าพอใจสำหรับตัวเองในตอนนี้หรือไม่” ซึ่งทั้ง 3 คำถามนี้เป็นการทำงานร่วมกันของสมองซีกซ้ายและซีกขวาที่ช่วยฝึกทักษะการคิดนั่นเอง

การจัดระเบียบข้าวของ เด็กต้องถามตัวเองซ้ำ ๆ ให้แน่ใจและตัดสินใจให้ได้ว่าจะ “ทิ้ง” หรือ “ไม่ทิ้ง” ของสิ่งนั้น  พ่อแม่ควรปล่อยให้เป็นความคิดของลูกเป็นหลัก อาจให้คำแนะนำได้บ้างแต่ไม่ชี้นำ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เด็กมีความคิดเป็นของตนเอง เผชิญหน้ากับสิ่งต่าง ๆ ทบทวนความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งนั้น และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่โทษคนอื่น

“เปลี่ยนลูกให้ฉลาด” เพียงจัดระเบียบข้าวของ

เมื่อจัดบ้านได้เรียบร้อย ความคิดก็เป็นระเบียบ สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ “พื้นที่ว่าง” ดังคำกล่าวที่ว่า “หาก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา”  เคล็ดลับอีกอย่างคือ การฝึก “ใช้สายตาเลือกเฟ้น” พิจารณาสิ่งของเป็นประจำ จะช่วยให้ลูกตัดสินใจได้อย่างฉับไวและมั่นใจในตนเอง

ทว่า เวลาฝึกเคลียร์ข้าวของมักมีความคิดต่อไปนี้แวบเข้ามาในหัว เช่น ต่อไปอาจได้ใช้อีก ตอนนี้ไม่ใช้แต่อาจต้องใช้ขึ้นมาก็ได้ มีความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับสิ่งนี้ หรือคนสำคัญให้มาเลยไม่อยากทิ้ง เป็นต้น  อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญคือ การคิด-เลือก-ตัดสินใจโดย “ยึดถือความคิดตัวเองในปัจจุบันเป็นหลัก” ว่าอยากทำอย่างไร เมื่อเด็กกล้าตัดสินใจ จึงนำไปสู่ “ความนับถือตนเอง” ซึ่งนี่แหละคือแก่นแท้ของทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นต่อจิตใจและการมีชีวิตอยู่

ทักษะการคิดซึ่งจำเป็นในอนาคต ไม่อาจสร้างได้จากเทคนิคการทำข้อสอบ แต่เป็นสิ่งที่แลกมาด้วยบททดสอบชีวิตในทุกด้าน และไม่ใช่สิ่งที่จะเคี่ยวเข็ญบีบบังคับตัวเองให้ทำและเห็นผลในเวลาอันสั้น แต่เป็นการทบทวนตัวเองจากเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว ให้ความสำคัญกับลูกและสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

“เปลี่ยนลูกให้ฉลาดขึ้น” 80 เคล็ดลับ ฝึกลูกให้คิดเอง ทำเป็น ตัดสินใจได้ ด้วยการจัดระเบียบข้าวของแบบลด โละ ละ หนังสือที่ช่วยให้ลูกเรียนดีขึ้นด้วยวิธีง่ายๆ ใกล้ตัวและไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย วางจำหน่ายแล้วในราคา 195 บาท ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อผ่านทาง www.nanmeebooks.com www.facebook.com/nanmeebooksfan หรือ โทร. 0-2662-3000 กด 0

“รักลูก GEN Z ? ให้ถูกทาง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301046

“รักลูก GEN Z ? ให้ถูกทาง”

โปรแกรมอินเตอร์จุฬาฯ - ธรรมศาสตร์, Warwick Institute, การเลี้ยงลูก, GenY

กระตุกต่อมคิดพ่อแม่ยุคโซเซียล บททดสอบสถาบันครอบครัวในมุมมอง “Warwick Institute” ส่ง “รัฐนาวาลำน้อย”ให้ไปถึงฝั่งฝันแรกของชีวิต

สำนวนกรีกโบราณ ให้คำนิยามของคำว่าโชคดีอย่างน่าขบคิดเอาไว้ว่า

โชคดี โอกาส การเตรียมตัวที่ดี

เมื่อพ่อแม่มอบโอกาส ลูกต้องมีการเตรียมตัวที่ดี

เพื่อเป็นผู้นำความโชคดี...มาสู่ตัวเอง

         เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอภิชัย ไชยวินิจ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวอร์ริค (Warwick Institute – โรงเรียนเตรียมอินเตอร์จุฬาธรรมศาสตร์)  ได้กล่าวในงานประชุมสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนสาธิตนานาชาติมหาวิทยาลัยมหิดล ในหัวข้อ Fight for Your Dream โปรแกรมอินเตอร์จุฬาฯ -ธรรมศาสตร์ ว่า สำหรับเด็กนักเรียนแล้ว การสอบเข้ามหาวิทยาลัยถือว่ามีความสำคัญมาก เสมือนเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้งหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้ ดังนั้นการที่เด็กนักเรียนจะสามารถ ไปให้ถึงฝันได้นั้น นอกจากต้องขยันสุดชีวิตแล้ว ความท้าทายและการสนับสนุนอย่าง ชาญฉลาดจากพ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการส่ง “รัฐนาวาลำน้อย” นี้ให้ไปถึงฝั่งฝันแรกของชีวิต

“รักลูก Gen Z ? ให้ถูกทาง”

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมากกว่า 250 คำถามจากผู้ปกครองและนักเรียน ที่มาปรึกษา เรื่องการสอบเข้าโปรแกรมอินเตอร์จุฬาฯ และธรรมศาสตร์กับสถาบัน Warwick Institute เราได้นำคำถามทั้งหมดมาจัดหมวดหมู่เป็น 4 หัวข้อ แล้วนำมาสร้างเป็น workshop เพื่อให้ความกระจ่างกับ นักเรียน และให้ข้อคิดกับผู้ปกครองครอบคลุมในทุก ๆ แง่มุม

โดยเฉพาะ สิ่งที่เด็กๆจะต้องรู้ และ เรื่องที่พ่อแม่ต้องมีส่วนร่วม

          เริ่มจาก เด็กฝันว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต” จุดที่น่าคิดคือเด็กบางคนมีความฝันมากมายจนเลือกไม่ถูก ขณะที่เด็กส่วนหนึ่งยังหาความฝันไม่เจอ พ่อแม่จึงต้องช่วยให้ลูกๆ ค้นหา ให้เจอว่าพวกเขาชอบอะไรและไม่ชอบอะไร และไม่พยายามยัดเยียดความฝันของตนเข้าไปในหัวลูก เพราะนี่คือสิ่งที่จะกำหนดอนาคตของเด็กไปชั่วชีวิต

“รักลูก Gen Z ? ให้ถูกทาง”

เมื่อรู้เป้าหมายแล้วจึงเริ่ม “เลือกคณะที่จะสอบเข้าเรียน” คณะไหนตอบโจทย์ความฝัน ได้ดีที่สุด อย่างเช่นเด็กที่ต้องการสอบเข้าภาคอินเตอร์ของจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ ควรรู้ว่า มหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งมีโปรแกรมอินเตอร์นับรวมกันได้ 34 คณะ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคณะ อันได้แก่ (1)art and design schools (2) medical, science and engineering schools   (3) language schools (4) business schools และ (5) social sciences school  ซึ่งมีความ เป็นไปได้สูงที่จะมีมากกว่า 1 คณะที่สามารถรองรับความฝันของเด็ก จงเลือกคณะที่ตอบโจทย์ความฝันได้ดีที่สุด และเลือกคณะที่สอดคล้องใกล้เคียงเผื่อไว้ด้วยด้วยรวมเป็น 5 คณะ อย่าเสี่ยงเลือกไปเพียงคณะเดียวเด็ดขาด

จากนั้นดูว่า “แต่ละคณะมีเกณฑ์การรับสมัครอย่างไร และมี requirement อะไรบ้าง” ต้องดูให้ละเอียดว่า requirement มีคะแนนขั้นต่ำเท่าไหร่ สามารถเอาอะไรยื่นแทนกันได้บ้าง โดยปกติแล้วในกลุ่มคณะเดียวกันจะมี requirement คล้ายคลึงกัน ดังนัั้นเด็กต้องวางแผนจัดกลุ่ม วิชาที่จะใช้ยื่นและเตรียมตัวให้ดี อย่าทำงานหนักเกินกว่าเหตุ คือ สอบหลาย ๆ วิชาอย่างไม่จำเป็น แต่จงจัดกลุ่มให้สอบน้อยวิชา แต่ทำคะแนนให้สูงที่สุด

“รักลูก Gen Z ? ให้ถูกทาง”

สุดท้ายคือการ “วางแผนการเรียนให้กับเด็ก จากประสบการณ์ของ  Warwick Institute ถ้าเด็กเรียนเร็วและทำคะแนนสอบเข้าเกณฑ์แล้ว ก็สามารถเก็บคะแนนไว้ได้ 2 ปี ดังนั้น เด็กที่มีคะแนนถึงก่อนก็สามารถไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อย่างสบาย ๆ เพราะการมีคะแนนสูงพอก็ เหมือนกับเรามีโอกาสสูงมากที่จะมีที่นั่งในโปรแกรม อินเตอร์จุฬา-ธรรมศาสตร์เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องมาเครียดเมื่ออยู่ชั้น

       ม.6  เด็กส่วนใหญ่มักจะมาเตรียมตัวกันตั้งแต่ ม.4 เพื่อให้ได้คะแนน สูงที่สุดอันนำไปสู่การมีโอกาสเอนท์ติดคณะในฝันได้มากที่สุด ส่วนใครอยากไปเป็นนักเรียน แลกเปลี่ยน AFS ตอน ม.ปลาย ก็ควรเริ่มเตรียมตัวปั่นคะแนนกันตั้งแต่ ม.3

นายอภิชัย เน้นย้ำในการประชุมผู้ปกครองว่า หน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่จบแค่นั้น พวกเขายังมีบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีก คือ  การท้าทายลูกๆ ให้รู้จักวางเป้าหมายให้ไกล และไปให้ถึงฝัน” ในชีวิตคนเรามีโอกาสอยู่ไม่กี่ครั้งที่จะพลิกชีวิต หนึ่งในนั้นคือการสอบเข้า มหาวิทยาลัย คุณต้องกล้าท้าทายให้ลูกตั้งเป้าให้สูงที่สุด ให้เขาทำให้ดีที่สุด ให้เขาเปลี่ยนตัวเองเพื่อ โอกาสในชีวิตที่ดีที่สุด

“รักลูก Gen Z ? ให้ถูกทาง”

อีกสิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ การสนับสนุนลูกๆอย่างชาญฉลาด รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะสนับสนุนและเมื่อไหร่ที่ควรให้เขาเอาชนะความท้าทายนั้นด้วยตัวเอง พ่อแม่ต้องรู้จักวิธีให้ความรัก ให้การสนับสนุน ให้กำลังใจ รู้จักกอดลูก ฉุดเขาขึ้นมาจาก คราบน้ำตาและความท้อแท้ เราต้องสอนให้เด็กไม่ยอมแพ้และพยายามสอบต่อไปจน กว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย ในช่วงเวลานี้ควรให้เวลาลูกเพิ่มขึ้นและอย่าซ้ำเติมลูกเมื่อคะแนนไม่ดี

สุดท้ายคือ การเริ่มโดยไม่รอ บอกลูก ๆ ว่า พ่อกับแม่ให้ได้แค่โอกาสที่ลูกจะได้เตรียมตัวดี ๆ มีโอกาสได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง จงอย่าคิดว่าพ่อแม่มีเงินแล้วจะทำทุกฝันของลูกให้ เป็นจริงได้ โดยเปิดช่องว่าหากเอนท์ไม่ติดจะส่งไปเมืองนอก หากลูกฝันอยากเข้าภาคอินเตอร์จุฬา-ธรรมศาสตร์ ลูกต้องทำด้วยตัวเอง เริ่มต้นจากการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ

“รักลูก Gen Z ? ให้ถูกทาง”

นายอภิชัย ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบัน Warwick Institute ได้จัด workshop ฟรีเกี่ยว กับการเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อโปรแกรมอินเตอร์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ แก่นักเรียนและผู้ปกครอง ความยาวประมาณ 2 ชั่วโมง จัดขึ้น 7 รอบต่อสัปดาห์ ทุกคำถามที่เด็กและผู้ปกครองมี จะได้รับคำตอบจนหมดข้อสงสัย และได้ข้อคิดดีๆ ในการท้าทายและการสนับสนุนบุตรหลานในช่วงหัวเลี้ยว หัวต่อแห่งความสำเร็จของชีวิตพวกเขา เพื่อให้เขาสามารถเอนท์ติดได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง

MOBIKE FIRST RIDE IN KU ครั้งแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301044

MOBIKE FIRST RIDE IN KU ครั้งแรกของไทย

รถจักรยานอัจฉริยะ, มก

ม.เกษตรศาสตร์ เปิดตัวการใช้จักรยานสาธารณะอัจฉริยะ โมไบค์ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้จักรยาน สร้างสังคมเมืองด้วยวิถีการเดินทางเป็นมิตรต่อสิ

        ที่อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้จัดให้มีพิธีเปิดการใช้งานจักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike First Ride in KU ครั้งแรกของไทย โดยมี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายมาร์ก ลิน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติงานระหว่างประเทศบริษัทโมไบค์ นาย ฮัน เค็ง ลี ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานผลิตภัณฑ์ และโซลูชั่น กลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส ร่วมในพิธีเปิด พร้อมกับนำคณะผู้บริหาร บุคลากร นิสิต และ อาย กมลเนตร ดารานักแสดงศิษย์เก่า KU ก้าว จิรายุ ดาราหนุ่มวัยใส ร่วมปั่นจักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike ในเลนจักรยานเส้นรอบอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ ระยะทาง 1.4 กิโลเมตร เพื่อเปิดการใช้งานจักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike ภายใน มก. อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ นิสิตและบุคลากร มก. รวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถทดลองใช้จักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike in KU ฟรีเป็นเวลา 3 เดือนนับจากนี้ไป โดยมีค่ามัดจำ 99 บาทเพื่อเป็นค่าประกันความปลอดภัยแก่ตัวผู้ใช้และตัวจักรยาน หลังจากสิ้นสุดช่วงทดลองโครงการแล้ว จะมีค่าบริการในอัตรา 30 นาที เป็นเงิน 10 บาท

Mobike First Ride in KU ครั้งแรกของไทย

         ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า แม้ว่าปัจจุบันนี้การสัญจรภายในมหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย มีการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล รถโดยสารสวัสดิการ ฟรี ของมหาวิทยาลัย หรือ ใช้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง แต่ “จักรยาน” ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญอยู่คู่กับนิสิตและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาตลอด 74 ปี ภายใต้นโยบาย 6 U ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike in KU ได้ตอบโจทย์อย่างครบทุกด้าน ได้แก่ Green University Happiness University Digital University Social Responsibility University Research University World Class University อีกทั้งยังสนับสนุนโครงการ“KU-Green Campus Healthy Community” ที่มีมาอย่างยาวนาน ในการให้นิสิตและบุคลากรยืมจักรยานเพื่อใช้ภายในมหาวิทยาลัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่เราเรียกว่าโครงการจักรยานสีขาว “ พี่ให้น้อง” ควบคู่ไปกับการใช้จักรยานสาธารณะ Mobike in KU

Mobike First Ride in KU ครั้งแรกของไทย

      “ขอขอบคุณบริษัทโมไบค์และบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) สำหรับโครงการนำร่องให้นิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กว่า 60,000 คน ได้มีโอกาสใช้จักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike First Ride in KU ครั้งแรกของไทย โดยมหาวิทยาลัยได้ปรับภูมิทัศน์และขยายเส้นทางเลนจักรยาน ตลอดจนติดตั้งเครื่องหมายจราจร ไฟฟ้าแสงสว่างเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยในการสัญจร มีจุดให้บริการจักรยานสาธารณะ 26 จุด ครอบคลุมพื้นที่อาคารเรียน หอพัก ห้องสมุด โรงอาหาร ฯลฯ ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาทางกายภาพของมหาวิทยาลัย เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมการเปลี่ยนแปลงภายในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชนใหม่ ซึ่งคาดหวังว่า จักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike in KU จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้จักรยานให้มากขึ้น และช่วยกันสร้างสังคมเมืองด้วยวิถีการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดีต่อสุขภาพกายและใจของผู้ใช้บริการ นอกจากนี้เรายังพยายามสร้างระเบียบวินัยให้กับผู้ใช้จักรยาน โดยการจอดจักรยานให้เป็นที่ ไม่เกะกะกีดขวางการจราจร หรือทางเดินเท้า ซึ่งการใช้งานจักรยานร่วมกันอย่างมีความรับผิดชอบถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เราจะสนับสนุนให้ผู้ใช้จักรยานปั่นด้วยความปลอดภัยและมีความสุขในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคมเมืองต่อไป”

Mobike First Ride in KU ครั้งแรกของไทย

       การใช้งานจักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike in KU ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกนั้น มีจำนวนจักรยานทั้งสิ้น 360 คัน นิสิตและบุคลากร มก. รวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถทดลองใช้จักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike in KU ได้ฟรีเป็นเวลา 3 เดือนนับจากวันที่ 2 พ.ย.60 เป็นต้นไป โดยมีค่ามัดจำ 99 บาทเพื่อเป็นค่าประกันความปลอดภัยแก่ตัวผู้ใช้และตัวจักรยาน หลังจากสิ้นสุดช่วงทดลองโครงการแล้ว จะมีค่าบริการการใช้จักรยานในอัตรา 30 นาที เป็นเงิน 10 บาท

      สำหรับวิธีการใช้งานซึ่งแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะของจักรยานสาธารณะ Mobike นั้น ผู้ใช้สามารถ download Application Mobike จาก App Store หรือ Google Play Store ลงในโทรศัพท์มือถือ เพื่อลงทะเบียน ชำระเงิน และค้นหาจักรยานสาธารณะที่จอดอยู่ใกล้ที่สุด นอกจากนี้ยังใช้ QR Code ที่ติดอยู่บนจักรยาน ในการปลดล็อค ยืม / คืนจักรยาน เพื่อให้นิสิตและบุคลากรสามารถสลับใช้งานต่อได้ทันทีและทั่วถึง ช่วยแก้ปัญหาจำนวนจักรยานสาธารณะไม่เพียงพอ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถยืม/คืนจักรยานสาธารณะตรงจุดไหนก็ได้ซึ่งมีทั้งหมด 26 จุด ภายใน มก. ไม่ต้องกรอกข้อมูล ไม่ต้องนำที่ล็อคจักรยาน มาเอง และไม่ต้องต่อคิวเพื่อใช้บริการ ตัวจักรยานมีความแข็งแรงทนทาน ไม่ต้องเติมลมยาง มีรูปลักษณ์ ที่ทันสมัย และมีระบบป้องกันการขโมยจักรยานที่มีความอัจฉริยะสูง นับเป็นพาหนะในการเดินทางที่ประหยัดและมีความปลอดภัยสูง

วิศวะชีวการแพทย์ RSU ส่งนศ.เรียนรู้งานจริงในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301035

วิศวะชีวการแพทย์ RSU ส่งนศ.เรียนรู้งานจริงในต่างแดน

วิศวกรรมชีวการแพทย์, มรังสิต, RSU

คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ ม.รังสิต ส่ง นศ.ฝึกงาน รพ.มหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น มุ่งเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เตรียมความพร้อมการเปิดให้บริการรพ.RIH

        รศ.นันทชัย ทองแป้น คณบดีคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต(RSU) เปิดเผยว่า ตามที่ทางคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้มีความมุ่งมั่นในการที่จะผลิตวิศวกรชีวการแพทย์สากลที่สามารถทำงานได้ทั่วโลก โดยมีแนวทางในการพัฒนานักศึกษาทั้งทักษะทางด้านวิชาการ การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งการพัฒนาความเป็นนานาชาติให้แก่นักศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยในปีการศึกษา 2560 นี้

วิศวะชีวการแพทย์ RSU ส่งนศ.เรียนรู้งานจริงในต่างแดน

ทางคณะฯได้ส่งนักศึกษาและคณาจารย์ จำนวน 8 คน ไปฝึกปฏิบัติการทางด้านวิศวกรรมคลินิก ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น เพื่อฝึกงานทางด้านเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับสูง เช่น เปิดห้องผ่าตัดไฮบริด (Hybrid Operation Room) เรียนรู้การออกแบบ การใช้งาน การดูแล และบำรุงรักษา หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Surgery) โดยฝึกกับหุ่นยนต์ผ่าตัดระบบ da Vinci ระบบสารสนเทศทางการแพทย์ รวมทั้งระบบงานและเทคโนโลยีระดับสูงของโรงพยาบาล ภายใต้การประสานงาน ดูแลและให้คำปรึกษาของ รศ.ดร.มนัส  สังวรศิลป์ และ Prof. Dr. Takenobu Masuura อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต

วิศวะชีวการแพทย์ RSU ส่งนศ.เรียนรู้งานจริงในต่างแดนวิศวะชีวการแพทย์ RSU ส่งนศ.เรียนรู้งานจริงในต่างแดน
      “กิจกรรมดังกล่าวนักศึกษาจะได้ประโยชน์จากการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงด้วยการลงมือปฏิบัติ การฝึกทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ทำให้นักศึกษาได้เปิดโลกทัศน์ ทั้งทางด้านเรียนรู้ด้วยตนเองและการใช้ชีวิตในต่างประเทศ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดให้บริการของโรงพยาบาลอาร์เอสยู อินเตอร์เนชั่นแนล อีกทางหนึ่งด้วย โดยโครงการในลักษณะดังกล่าวจะจัดต่อเนื่องไปในทุกๆ ปี เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยรังสิต และคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ที่ว่า ก้าวสู่ “คณะแห่งนวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์เพื่อสังคมของอาเซียน” คณบดีคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ กล่าว

วิศวะชีวการแพทย์ RSU ส่งนศ.เรียนรู้งานจริงในต่างแดน

วิศวะชีวการแพทย์ RSU ส่งนศ.เรียนรู้งานจริงในต่างแดนวิศวะชีวการแพทย์ RSU ส่งนศ.เรียนรู้งานจริงในต่างแดน

เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านรสชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301041

เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านรสชาติ

นักศึกษาต่างชาติ มฟล

นักศึกษาต่างชาติ มฟล. จัดกิจกรรมทำอาหารไทย เรียนรู้วัฒนธรรมการกินของไทย ส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีะหว่างนักศึกษาชาติต่างๆ ที่ใช้ชีวิต

         มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดย ส่วนพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมทำอาหารไทย (Cooking with Friends) มีนักศึกษาจากชาติต่างๆ เข้าร่วมกว่า 100 คน ทั้งจากเอเชีย ยุโรป อเมริกา และแอฟริกา โดยมีวิทยากรคือเชฟเบน ภัทรพล เกิดกังวาฬ นักศึกษาเก่าจากสาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการบริการ สำนักวิชาการจัดการ ในส่วนอาหารคาวนั้นเป็นเมนูขึ้นชื่ออย่างผัดไทยและแกงเขียวหวานไก่ เมนูของหวานนั้นเป็นบัวลอยกับลูกชุบ

 เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านรสชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านรสชาติ

นอกจากจะได้รับความสนุกสนานในการลงมือทำอาหารด้วยตนเองแล้ว นักศึกษานานาชาติยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมการกินอันมีความหลากหลายของไทย ทั้งยังส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาชาติต่างๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และแสดงให้เห็นความใส่ใจของมหาวิทยาลัยต่อนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

 เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านรสชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านรสชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านรสชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านรสชาติ

“ซึมเศร้า เราคุยกันได้” สัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ 1-7 พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301052

“ซึมเศร้า เราคุยกันได้” สัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ 1-7 พ.ย.นี้

สัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ, ซึมเศร้า

กรมสุขภาพจิต จัดสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ปีที่ 28 วันที่ 1-7 พ.ย.60 ชู “ซึมเศร้า เราคุยกันได้” รณรงค์อย่างต่อเนื่อง หวังสังคมตื่นตัวช่วยกันแก้ปัญหาโรคซึมเศร้า

        ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า แจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานเปิดงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ประจำปี 2560 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-7 พฤศจิกายน ของทุกปี นับตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา ในปีนี้ รณรงค์ภายใต้ หัวข้อ “Depression : Let’s Talk ซึมเศร้า…เราคุยกันได้” โดยกล่าวว่า โรคซึมเศร้า เป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพประชากรทั่วโลกมากกว่า 300 ล้านคน สำหรับประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคนี้ 1.5 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ซึมเศร้า สามารถรักษาให้หายได้ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงมีความสำคัญ และมาตรการหนึ่งที่ภาคประชาสังคมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้ คือ ร่วมกันรณรงค์สร้างความตระหนักเพื่อลดอคติและตราบาป และเพิ่มการเข้าถึงการรักษาทางจิตเวช เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องภาวะซึมเศร้าและอาการของโรคและ   รู้วิธีพื้นฐานในการรับมือและให้ความช่วยเหลือ

      อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ในจำนวนผู้ป่วย 1.5  ล้านคน พบว่า เข้าถึงบริการเพียงครึ่ง สาเหตุส่วนใหญ่ มาจากการขาดความตระหนัก คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ประกอบกับ ผู้มีภาวะเช่นนี้มักถูกมองว่า เป็นคนอ่อนแอ เสแสร้ง หรือแกล้งทำ ทั้งๆที่ภาวะนี้มีความเสี่ยง หากปล่อยทิ้งไว้ นำไปสู่การทำร้ายตัวเองได้ กรมสุขภาพจิตจึงมีทศวรรษแห่งการรณรงค์ เรื่อง ภาวะซึมเศร้า เพื่อต้องการปรับเปลี่ยนเจตคติของสังคม ให้มองว่า ภาวะซึมเศร้า ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย หรือต้องหลบหลีกหนีหน้า สามารถพูดคุยกันได้ หากคนใกล้ชิดได้สังเกต และให้ความสนใจ สามารถดูแลและให้การช่วยเหลือได้ นอกจากนี้ ยังดำเนินงานเชิงรุก ด้วยเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ในการลงเยี่ยมบ้าน สังเกตแต่ละครัวเรือนว่ามีใครมีภาวะซึมเศร้าบ้างหรือไม่ การดำเนินงานเช่นนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาได้อย่างทันท่วงทีและเข้าถึงมากยิ่งขึ้น

การช่วยให้หลุดพ้นจากภาวะซึมเศร้า สามารถใช้หลัก 3 ส. ได้แก่ สอดส่องมองหา (Look) จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น พูดน้อยลง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิม เมื่อพบแล้วต้อง การใส่ใจรับฟัง (Listen) โดยมีการพูดคุยหรือสัมผัส โอบกอด เพื่อให้รู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง สร้างความผ่อนคลาย ให้ได้ระบายให้ฟัง การช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถช่วยให้ผ่อนคลายได้มากทีเดียว แต่เมื่อพบว่ามีภาวะซึมเศร้า คนในครอบครัวรู้สึกเกินกำลังให้รีบ ส่งต่อเชื่อมโยง (Link) พบจิตแพทย์ เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างถูกต้อง ผู้ใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว จึงต้องเข้าใจธรรมชาติของภาวะซึมเศร้า อย่าปล่อยให้ผู้ป่วยต้องเผชิญเพียงลำพัง ทั้งนี้ สามารถขอรับบริการปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด   24 ชั่วโมง อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

ด้าน นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.รพ.ศรีธัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมรณรงค์สัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ครั้งนี้ จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 4 – 5 พ.ย. 2560 ตั้งแต่เวลา 10.30 – 18.30 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า แจ้งวัฒนะ โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้ง กรมสุขภาพจิต สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป รวมทั้งศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า แจ้งวัฒนะ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 4  มูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญา และดารานักแสดง กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการ ซึมเศร้า…เราคุยได้  ประตูลับ “ใครคิดว่าบ้า เชิญให้ ศรีธัญญาพิสูจน์” การประเมินความเครียดและภาวะซึมเศร้า เซียมซีความสุข  อาหารสร้างสุข การสร้างสุขด้วยสติบำบัด การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผู้ป่วยจิตเวช ตลอดจน การบริจาคและทำบุญร่วมกับมูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญา เป็นต้น

โพลล์เผยชาวกทม.เกินครึ่งหนุนรัฐจัดแอปฯ มอไซต์รับจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/301038

โพลล์เผยชาวกทม.เกินครึ่งหนุนรัฐจัดแอปฯ มอไซต์รับจ้าง

มอเตอร์ไซต์, แอปพลิเคชั่น, สมเด็จโพลล์

โพลล์เผยชาวกทม. ร้อยละ 57.2 อยากให้ภาครัฐส่งเสริมแอปพลิเคชั่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เรียกร้องให้รัฐจัดการเรื่องค่าโดยสารเกินอัตรา เหตุค่าโดยสารแน่นอน ไม่ต้องรอ

        ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการให้บริการของมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตกรุงเทพมหานคร เก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 2,053 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 12 – 14 กันยายน 2560  ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 99% และความผิดพลาดไม่เกิน 4% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,406 กลุ่ม
ผศ.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการให้บริการของมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจากกรมการขนส่งทางบก ร่วมกับ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และสำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร เปิดรับลงทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ เป็นการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยรถจักรยานยนต์ที่นำมาใช้จะต้องจดทะเบียนถูกต้อง (ป้ายเหลือง) ผู้ขับรถ เสื้อวิน บัตรประจำตัว และรถจะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและตรงกัน เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการปล่อยให้เช่าเสื้อวิน

โพลล์เผยชาวกทม.เกินครึ่งหนุนรัฐจัดแอปฯ มอไซต์รับจ้าง

ทั้งนี้ หากพบการนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) มาใช้รับ-ส่งผู้โดยสาร ปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่งกายไม่ถูกต้องตามประกาศของกรมการขนส่งทางบก ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ระยะเวลา 3 ปี จุดที่น่าสนใจคือการที่มอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่สามารถจอดรับผู้โดยสารได้เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่ของตนเองทำให้เกิดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสารของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ในการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้างประชาชนในกรุงเทพมหานครนั้นมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อการให้บริการของมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตกรุงเทพมหานคร มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ทราบว่ามีการจัดระเบียบมอเตอร์ไซค์รับจ้างโดยภาครัฐ โดยมอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องเป็นป้ายทะเบียนสีเหลือง เสื้อวิน และมีบัตรประจำตัวตรงกับผู้ขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ร้อยละ 58.0 แต่มีการใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีป้ายทะเบียนสีดำร้อยละ 35.0 และไม่แน่ใจร้อยละ 36.9 สะท้อนว่าผู้ใช้บริการรับรู้เกี่ยวกับการจัดระเบียบของภาครัฐแต่ยังใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างป้ายทะเบียนสีดำ

อยากให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างมีการปรับปรุงในเรื่องการเรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตราเป็นอันดับแรก ร้อยละ 35.2 อันดับที่สอง คือการขับรถเร็ว/ผิดกฎจราจร ร้อยละ 32.1 อันดับที่สามคือไม่จอดรับ/ปฏิเสธผู้โดยสาร ร้อยละ 28.9 อันดับที่สี่คือ สภาพรถจักรยานยนต์/หมวกกันน็อก ร้อยละ 25.1 และอันดับที่ห้าคือ มารยาทของคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ร้อยละ 23.8

กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 44.8 เคยเรียกใช้บริการรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างผ่านแอปพลิเคชั่น (Application) โดยอันดับหนึ่งคือ แกร็บไบค์ (GrabBike) ร้อยละ 60.7 อันดับสอง คือ โกไบค์ (Go Bike)  ร้อยละ 20 อันดับที่สาม คือ บานาน่าไบค์ (Banana Bike)  ร้อยละ 17.1 และอันดับที่สี่ คือ อูเบอร์โมโต (Ubermoto)  ร้อยละ 13.6

ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 57.2 ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมแอพพลิเคชั่นในการเรียกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยร้อยละ 52.7 คิดว่าการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่น ทำให้ทราบราคาค่าโดยสารที่แน่นอน ทำให้รู้สึกมั่นใจและปลอดภัย ร้อยละ 52.4 และ เพื่อความสะดวกสบาย ไม่ต้องเดินไปขึ้นที่วิน ไม่ต้องรอ/หามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ร้อยละ 49.7 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.2 ต้องการให้มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ลงทะเบียนกับแอปพลิเคชั่น

5 วิธีเดินทางชมนิทรรศการความรู้ “พระเมรุมาศ” ที่ TCDC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300992

5 วิธีเดินทางชมนิทรรศการความรู้ “พระเมรุมาศ” ที่ TCDC

ทีซีดีซี, การเดินทาง, นิทรรศการ, พระเมรุมาศ

TCDC แนะ 5 วิธีเดินทางเข้าชมนิทรรศการ “ศาสตรา สถาปัตย์ ไทย: พระเมรุมาศ จุดเชื่อมจักรวาลและการออกแบบ” ทั้งทางรถส่วนตัว รถประจำทาง รถไฟฟ้า รถใต้ดิน และทางเรือ

     นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช รักษาการผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กล่าวว่า หลังจากศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบได้เปิดตัวนิทรรศการ “ศาสตรา สถาปัตย์ ไทย: พระเมรุมาศ จุดเชื่อมจักรวาลและการออกแบบ” (Insight | Thai | Architecture) นิทรรศการที่นำเสนอองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมไทย โดยมีกระบวนการออกแบบพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นศูนย์กลางในการบอกเล่าเรื่อง และได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าชมเฉลี่ยถึงประมาณ 1,000 คนต่อวัน

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ จึงได้แนะนำ 5 เส้นทางการเดินทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการเข้าชมนิทรรศการดังกล่าว ดังนี้

5 วิธีเดินทางชมนิทรรศการความรู้ "พระเมรุมาศ" ที่ TCDC

รถยนต์ส่วนตัว

1 รถไฟฟ้าบีทีเอส สามารถใช้เส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีลมไปยังปลายทางสถานีบางหว้า ลงสถานีสะพานตากสิน (S6) ใช้ทางออกที่ 3 เลี้ยวซ้ายและเดินมาตามถนนเจริญกรุงประมาณ 15 – 20 นาทีจนถึงอาคารไปรษณีย์กลาง

2 รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที สามารถใช้เส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที สายสีน้ำเงิน เดินทางไปยังสถานีปลายทางหัวลำโพง (HUA) ใช้ทางออกที่ 1 เดินเลียบถนนมหาพฤษฒาราม จนถึงสี่แยกพระยา เดินตรงมาตามถนนเจริญกรุงประมาณ 3 – 5 นาที จนถึงอาคารไปรษณีย์กลาง

3 เรือโดยสาร ขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยา ลงที่ท่าเรือสี่พระยา หรือขึ้นเรือข้ามฟากจากท่าเรือคลองสาน ลงที่ท่าเรือสี่พระยา เดินต่อมาประมาณ 5 นาทีจนถึงอาคารไปรษณีย์กลาง

5 วิธีเดินทางชมนิทรรศการความรู้ "พระเมรุมาศ" ที่ TCDC

รถไฟใต้ดิน

4 รถโดยสารประจำทาง ใช้เส้นทางรถโดยสารประจำทาง สาย 1 และ 75 ลงป้ายด้านข้างประตูทางเข้าอาคารไปรษณีย์กลาง

5 รถยนต์ส่วนตัว จากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สะพานตากสิน ขับรถมาตามถนนเจริญกรุงประมาณ 11 นาที จะพบอาคารไปรษณีย์กลางอยู่ทางด้านซ้าย โดยสามารถจอดรถยนต์ส่วนตัวได้ที่อาคาร CAT ในอัตราค่าบริการชั่วโมงละ 20 บาท สำหรับผู้ใช้จักรยาน สามารถจอดได้ด้านข้างอาคารไปรษณีย์กลาง

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ “ศาสตรา สถาปัตย์ ไทย: พระเมรุมาศ จุดเชื่อมจักรวาลและการออกแบบ” (Insight | Thai | Architecture) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ – 7 มกราคม 2561 เวลา 10.30 – 21.00น. ทุกวันอังคาร – อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) ณ ห้องแกลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-105-7441

“ร.ร.บ้านหน้าเขา” นำศาสตร์พระราชาพัฒนาชีวิตนักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300979

“ร.ร.บ้านหน้าเขา” นำศาสตร์พระราชาพัฒนาชีวิตนักเรียน

เศรษฐกิจพอเพียง, น้อมนำศาสตร์พระราชา, รรบ้านหน้าเขา

สพป.นศ. 2 ติดตามโรงเรียนบ้านหน้าเขาประเมินสถานศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทาน ชี้จุดเด่นน้อมนำศาสตร์พระราชาพัฒนาคุณภาพการศึกษา พัฒนานักเรียน ใช้ชีวิตพอเพียง

       ว่าที่ร้อยโท ดร.สุเวศ กลับศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 (สพป.นศ. 2) พร้อมด้วยบุคลากร สพป.นศ. 2  ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโรงเรียนบ้านหน้าเขา เพื่อเตรียมรับการประเมินสถานศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทาน ประจำปี 2560

"ร.ร.บ้านหน้าเขา" นำศาสตร์พระราชาพัฒนาชีวิตนักเรียน

โดยว่าที่ร้อยโท ดร.สุเวศ  กล่าวว่า สพป.นศ. 2 ได้ส่งเสริมให้โรงเรียนในสังกัดจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทุกคนเห็นความสำคัญ มีความรู้ ความเข้าใจและน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิต ซึ่งโรงเรียนบ้านหน้าเขาถือเป็นอีก 1 โรงเรียนที่น้อมนำศาสตร์พระราชาพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างประสบผลสำเร็จ มีการวางแผนการดำเนินงานโดยจัดทำแผนยุทธ์ศาสตร์การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านบริหารจัดการสถานศึกษา ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน มุ่งเน้นตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ

"ร.ร.บ้านหน้าเขา" นำศาสตร์พระราชาพัฒนาชีวิตนักเรียน

การเดินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่โรงเรียนได้ดำเนินการ คือ การกินอยู่พอเพียง มีการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ซึ่งโรงเรียนได้ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา มีการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาสอดแทรกในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง  ในการจัดทำหลักสูตรบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียงทั้ง 8 กลุ่มสาระ มีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาให้ความรู้กับนักเรียนเกี่ยวกับการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ มีการศึกษาดูงานของคณะครู

"ร.ร.บ้านหน้าเขา" นำศาสตร์พระราชาพัฒนาชีวิตนักเรียน

"ร.ร.บ้านหน้าเขา" นำศาสตร์พระราชาพัฒนาชีวิตนักเรียน

และจุดเริ่มต้นจากโครงการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ทำให้นักเรียนดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดี โดยนักเรียน มีการขยันและอดทน ความมีระเบียบวินัย  มีการรักษาสิ่งแวดล้อมและร่วมกันดูแลรักษาการปลูกมะนาวที่โรงเรียน พร้อมได้รับความรู้การขยายพันธุ์มะนาวเพื่อนำไปปลูกที่บ้านเรือนชุมชนได้ต่อไป

นอกจากนี้โรงเรียนได้มีการเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้ปกครองที่สนใจ เป็นการสร้างงานสร้างรายได้จากการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ การปลูกผักต่าง ๆ ตลอดจนการแปรรูปมะนาวในช่วงเวลามะนาวออกสู่ตลาดจำนวนมาก เพื่อให้นักเรียนทำกิจกรรมตามนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ภายใต้การน้อมนำศาสตร์พระราชามาพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างยั่งยืน

"ร.ร.บ้านหน้าเขา" นำศาสตร์พระราชาพัฒนาชีวิตนักเรียน

"ร.ร.บ้านหน้าเขา" นำศาสตร์พระราชาพัฒนาชีวิตนักเรียน

สำหรับโรงเรียนบ้านหน้าเขา เป็นโรงเรียนขนาดกลาง สังกัด สพป.นศ.2 ที่เล็งเห็นความสำคัญในการปลูกฝังให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจและนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต  จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

บันได 7 ขั้นสู่ต้นแบบสิ่งแวดล้อมของ “ร.ร.เมืองกระบี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300975

บันได 7 ขั้นสู่ต้นแบบสิ่งแวดล้อมของ “ร.ร.เมืองกระบี”

รรเมืองกระบี่, รรต้นแบบสิ่งแวดล้อมศึกษา, บันได 7 ขั้น, แอคทีฟเลิร์นนิ่ง, การอนุรักษ์, รักษาสภาพแวดล้อม, รรเมืองกระบี

โรงเรียนเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ สร้างการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน โดยใช้กระบวนการ Active Learning ด้วยบันได 7 ขั้น สู่การเป็นต้นแบบ “โรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา”

     วันนี้ปริมาณขยะที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ตระหนักถึงวิกฤติของปัญหาดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาพรวม นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงมีนโยบายให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังวินัยบริหารจัดการขยะ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่นักเรียน ให้เกิดเป็นจิตสำนึก เป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไร้ขยะโดยเริ่มต้นจากโรงเรียน
โรงเรียนเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นับเป็นโรงเรียนตัวอย่างของการเป็นโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา ที่เกิดจากความพร้อมเพรียงและความร่วมมือของทุกคน ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู นักเรียน บุคลากรทุกคน รวมถึงชุมชน ท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตามแนวทางสิ่งแวดล้อมศึกษา ที่สำคัญทุกคนมีส่วนร่วมในการลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง

บันได 7 ขั้นสู่ต้นแบบสิ่งแวดล้อมของ "ร.ร.เมืองกระบี"

โดย นายวสันต์ ปัญญา ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองกระบี่ กล่าวว่า เนื่องจากโรงเรียนเมืองกระบี่เป็นโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(Eco-school) มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาที่จะให้ความรู้ ให้ทักษะ ประสบการณ์ แก่เด็กเยาวชน การจัดการทุกอย่างของโรงเรียนเมืองกระบี่ จึงเป็นการทำเพื่อสร้างพลเมืองสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ให้แก่ประเทศไทยและโลก เพื่อให้นักเรียนมีวินัยที่จะร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งการจะมีวินัยที่ยังยืนได้ ต้องมีกระบวนการขับเคลื่อนให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝน ได้ปฏิบัติ เป็นเรื่องของกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือ Active Learning

บันได 7 ขั้นสู่ต้นแบบสิ่งแวดล้อมของ "ร.ร.เมืองกระบี"

เริ่มจากการทำหลักสูตรที่เกิดจากครูทุกคนลงไปศึกษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนรอบบ้านตัวเอง และรอบโรงเรียน      แล้วกลับมาร่างหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา จากนั้นนำไปสู่การออกแบบการสอนและกิจกรรมเพื่อนำไปฝึกฝนนักเรียนให้มีวินัยที่ยั่งยืน แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้นักเรียนต้องมีส่วนร่วมในการคิด ปฏิบัติและประเมินผลด้วย

จากแผนการเรียนรู้ไปสู่การความสำเร็จได้นั้น โรงเรียนมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันทั้งโรงเรียน คือ 1 ห้องเรียน 1 ฐานการเรียนรู้ หมายความว่าโรงเรียนเมืองกระบี่มี  51 ฐานการเรียนรู้ จาก 51 ห้องเรียน โดยครูและนักเรียนทุกห้องจะมีพื้นที่รับผิดชอบของตัวเองบนพื้นที่ 34 ไร่ที่โรงเรียนมี โดยใช้กระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา  7 ขั้นตอนในการจัดกิจกรรม เพราะฉะนั้นนักเรียนโรงเรียนเมืองกระบี่ทุกคนจะมีส่วนร่วมในการคิดตั้งแต่เริ่มต้นโดยการศึกษาปัญหา วิเคราะห์แก้ปัญหา ทดลองตามกระบวนการจนประสบความสำเร็จและนำกลับไปสู่สังคม

บันได 7 ขั้นสู่ต้นแบบสิ่งแวดล้อมของ "ร.ร.เมืองกระบี"

“อย่างกรณีปัญหาน้ำเสียในชุมชน ซึ่งเด็กๆ ได้ลงเก็บข้อมูลจนพบว่า เนื่องจากเมืองกระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยว ทุกสิ่งอย่างต้องเป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว น้ำธรรมชาติต้องสะอาด แต่ชุมชนของโรงเรียนมีคลองกระบี่ใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญในการผลิตน้ำประปาให้แก่ชาวเมืองกระบี่ แต่สิ่งที่เป็นไป คือ น้ำเสียจากบ้านเรือน โรงงาน และโรงเรียน จะไหลลงสู่คลองแห่งนี้ เด็กๆ จึงนำข้อมูลกลับมาจำลองสังคมในโรงเรียนให้เป็นเมืองจำลอง ว่าจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร โดยเด็กๆ ค้นพบว่าน้ำเสียจากโรงเรียนส่วนหนึ่งมาจากโรงอาหาร ที่ยังไม่มีการคัดแยกขยะ มีเศษอาหาร มีไขมัน มีหลอดน้ำดื่ม ที่ไหลออกมาจนทำให้ท่อเกิดอุดตัน ซึ่งหากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไปน้ำที่ไหลลงสู่คลองกระบี่ใหญ่ก็จะไม่มีวันใสสะอาดขึ้นมาได้ เด็กๆ จึงได้มีโครงการอย่างน้อย 2 -3 ฐาน คือ ห้องหนึ่งคิดเรื่องการดักจับไขมัน ขณะที่อีกห้องคิดเรื่องการบำบัดน้ำเสีย และอีกห้องก็นำหลอดมาล้างแล้วประดิษฐ์เป็นไส้หมอนอิง เป็นต้น” ผอ.วสันต์ กล่าวย้ำ

บันได 7 ขั้นสู่ต้นแบบสิ่งแวดล้อมของ "ร.ร.เมืองกระบี"

ครูอมรทัต เอียดศรีชาย

ขณะที่ ครูอมรทัต เอียดศรีชาย ครูสอนสิ่งแวดล้อมศึกษามิติวิทยาศาสตร์ เล่าถึงการจัดการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษา โดยใช้บันได 7 ขั้น ว่า ขั้นที่ 1 เริ่มต้นจากการสำรวจเพื่อหาประเด็นเรียนรู้ ด้วยการวิเคราะห์ระบบนิเวศน์เพื่อดูว่าพื้นที่นี้มีลักษณะภูมินิเวศน์อย่างไร ขั้นที่ 2 เป็นความรู้ฐานซึ่งนักเรียนต้องไปค้นหาว่าความรู้ของประเด็นเรียนรู้คืออะไร ซึ่งส่วนมากจะหาได้จากปราชญ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือการสืบค้นข้อมูลจากหนังสือหรืออินเตอร์เน็ต ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชื่อมโยง เป็นการวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ว่าหากยังดำเนินชีวิตอย่างนี้ต่อไปจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อม ขั้นที่ 4 นำไปสู่การเรียนรู้สถานการณ์

จากนั้นไปสู่ขั้นที่ 5 การวางแผน นักเรียนจะได้ฝึกออกแบบการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาโดยใช้ประเด็นเรียนรู้และความรู้ที่มีที่ผ่านการวิเคราะห์ที่กำหนดทางเลือกไว้แล้ว ขั้นที่ 6 เป็นการลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ และขั้นที่ 7 การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปเผยแพร่ให้แก่สังคม เพื่อนโรงเรียนอื่นๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

บันได 7 ขั้นสู่ต้นแบบสิ่งแวดล้อมของ "ร.ร.เมืองกระบี"

ครูอรนุช แก้ววิเศษ

ด้าน ครูอรนุช แก้ววิเศษ ครูสอนสิ่งแวดล้อมศึกษา มิติสังคม กล่าวถึงการนำหลอดน้ำดื่มมาทำเป็นไส้หมอนว่า โรงเรียนมีฐานการเรียนรู้ธนาคารขยะ แต่ความสำเร็จของธนาคารขยะไม่ใช่ทำอย่างไรให้ได้เงินจำนวนมาก แต่เป็นเรื่องของการลดปริมาณขยะและนำขยะมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดมากกว่า เช่น การที่นักเรียน ม.3/2 ที่เป็นเจ้าของฐานนวัตกรรมต่อยอดหลอดเป็นหมอน เป็นโครงงานที่เด็กคิดขึ้นเพราะพบว่าแต่ละวันมีปริมาณของหลอดที่ถูกทิ้งเป็นจำนวนมาก อย่างที่โรงเรียนมีนักเรียน 1,700 คน แต่ละคนหากดื่มน้ำเพียงวันละขวดก็จะมีหลอดถูกทิ้งวันละ 1,700 หลอดเป็นอย่างน้อย และส่งผลทำให้ท่อน้ำทิ้งอุดตัน

บันได 7 ขั้นสู่ต้นแบบสิ่งแวดล้อมของ "ร.ร.เมืองกระบี"

นักเรียนจึงนำปัญหานี้เข้าสู่กระบวนการบันได 7 ขั้น พบงานวิจัยว่า หลอดมีคุณสมบัติยืนหยุ่นได้ ไม่จับฝุ่น ซักล้างได้ จึงทำการคัดแยกหลอดแล้วนำไปล้าง ตัด เพื่อทำเป็นไส้หมอนทั้งหมอนหนุน หมอนอิง โดยมีการออกแบบเพื่อความสวยงามและสะดวกในการใช้งาน เมื่อนำไปทดลองให้ผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุใช้ ปรากฏว่าได้ผลดี สามารถลดปัญหาแผลกดทับได้ และหมอนยังมีความยืดหยุ่นและระบายอาการได้ดีด้วย โดยขณะนี้เด็ก ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการบันไดขั้นที่ 7 แล้ว นั่นคือการขยายผลสู่ชุมชน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนี้ เด็กๆ ยังสามารถนำไปต่อยอดสู่การเป็นอาชีพในอนาคตได้อีกด้วย

บันได 7 ขั้นสู่ต้นแบบสิ่งแวดล้อมของ "ร.ร.เมืองกระบี"

นายพรปรีดา คงอ่อน (เสื้อสีเทา)

นายพรปรีดา คงอ่อน ประธานชุมชนคู่เมือง บอกว่า เป็นเรื่องที่ดีมากที่โรงเรียนจัดกิจกรรมนำเด็กๆ ออกมาเรียนรู้นอกห้องเรียน อย่างการให้เด็กมาศึกษาสภาพของป่าชายเลน ทำให้เด็กได้รับรู้ว่า ทำไมต้องจริงจังกับเรื่องการอนุรักษ์ป่าชายเลน จนทำให้เด็กเกิดความตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฉะนั้น การที่เด็กออกมาเรียนรู้มากเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดี ซึ่งผมเห็นด้วย 100% ว่าต้องเอาเด็กรุ่นนี้มาปลูกฝัง เพราะถ้าเป็นคนสูงวัยจะช้าเกินไป แต่เด็กนักเรียนยังเป็นวัยกำลังเรียน ยังมีแรงที่จะช่วยพัฒนาและต่อยอด จนเกิดเป็นอุปนิสัยได้ ทำให้เกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ และเอาใจใส่ที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อส่วนรวม

บันได 7 ขั้นสู่ต้นแบบสิ่งแวดล้อมของ "ร.ร.เมืองกระบี"

อีกหนึ่งตัวอย่างการขับเคลื่อนเพื่อปลูกจิตสำนึกความมีวินัย การจัดการขยะ เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ให้ติดตัวเด็กไปตลอดแม้จะพ้นจากโรงเรียนไปแล้ว..