หนังสือเด่น : แสนยานุภาพและบทบาทของกองทัพจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282111

หนังสือเด่น : แสนยานุภาพและบทบาทของกองทัพจีน

หนังสือเด่น : แสนยานุภาพและบทบาทของกองทัพจีน

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น

“ความลับหลังม่านไม้ไผ่” ที่มีความหมายถึงเรื่องราวต่างๆ ในแผ่นดินจีน แม้ทุกวันนี้จะถูกเปิดเผยออกมาสู่โลกภายนอกมากมาย แต่ดูเหมือนก็ยังมี เรื่องราวที่ยังไม่กระจ่าง และยังเป็นความต้องการอยากรู้อยากเห็นของคนนอกแผ่นดินจีนอีกไม่น้อย

“กรงเล็บมังกรแสนยานุภาพและบทบาทของกองทัพจีน” เขียนโดย “ศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ” จำหน่ายในราคา 200 บาท เป็นเรื่องราวในสถานการณ์ปัจจุบันที่สถานภาพของจีนเปลี่ยนแปลงไปมากมายมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับ 40 กว่าปีที่แล้วที่จีนกับไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

ในหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราทราบว่าสาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังทวีบทบาททั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร จีนเป็นรัฐที่เข้มแข็งทางการเมือง เนื่องจากมีผู้นำที่เข้มแข็งคือ “สีจิ้นผิง” เศรษฐกิจของจีนยิ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา มีเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดกว่า 3,200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนความเข้มแข็งทางการทหารก็ได้พัฒนากองทัพให้ทันสมัย โดยปฏิรูปโครงสร้างกองทัพอย่างยิ่งใหญ่มโหฬารเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา

ข้อมูลต่างๆ ใน “กรงเล็บมังกร แสนยานุภาพและบทบาทของกองทัพจีน” เล่มนี้ มาจากงานวิจัย เชิงประยุกต์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับจีน โดยเฉพาะด้านกองทัพจีน ทั้งในเรื่องของโครงสร้าง พัฒนาการ สู่ความทันสมัย ทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ และทางขีปนาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งวิเคราะห์บทบาทของกองทัพจีนต่อกิจการต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ และแสนยานุภาพของกองทัพจีนต่อความมั่นคงในเอเชีย เพื่อท้าทายความเคลื่อนไหวของเรือสหรัฐอเมริกา ที่ชอบอ้างเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจของโลก

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ผู้เขียนได้ อ้างถึงแนวทางที่เราเคยคิดกันว่า จะเป็นเพียง “เฝ้ามอง ไม่ตระหนก มั่นคงในจุดยืน เผชิญสถานการณ์อย่างสงบ ไม่แสวงหาความเป็นใหญ่” เมื่อมาถึงวันนี้ เราคงต้อง เพิ่มความรู้สึกบางอย่างให้ปรากฏถึงการต้องแสดงบทบ้างในยุคของจีนยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่ลืมหูลืมตา

หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแค่จะให้เรารู้ความลับหลังม่านไม้ไผ่เท่านั้น แต่ยังทำให้เราต้องตระหนักด้วยว่าจะทำตัวอย่างไรกับสิ่งที่กำลังอยู่หลังม่านไม้ไผ่ที่โลกทุกภาคส่วนกำลังจับตามอง

ความรักของ‘ซอมบี้’กับหญิงที่หลงรัก

จะเป็นไปได้แค่ไหนกับคนสองโลก

“รักเปื่อย” (ฉบับปรับปรุงใหม่) เขียนโดย “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” คือเรื่องของผู้ชายติ๋มๆ ที่มีโลกส่วนตัวสูง และโลกของเขาก็คือการทำฟิกเกอร์โมเดล ที่เปรียบเสมือนการสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมา แต่แล้ววันหนึ่งโลกใบเล็กของเขาก็ถูกสั่นคลอนด้วยผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาตกหลุมรัก แต่โชคชะตาเล่นตลกให้เขาต้องประสบอุบัติเหตุตายหลังจากช่วยเหลือคนรักไว้ได้ เบื้องหลังความตายเขากลายเป็นซอมบี้ที่อยู่ใต้ดิน เขาหาหนทางกลับขึ้นมาบนโลกอีกครั้งเพื่อบอกรัก แม้นั่นจะต้องแลกมาด้วยร่างกายที่จะเน่าเปื่อยเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมก็ตาม ประเด็นของเรื่องจึงอยู่ที่ว่าเขาสามารถสานสัมพันธ์กับคนรักหลังความตายได้หรือไม่ จำหน่ายเล่มละ 359 บาท

ความรักของคนวัยแรกรุ่น

เส้นทางที่เลือกได้ระหว่างทุกข์หรือสุข

“มหารัก” เป็นเรื่องความรักของคนในวัยศึกษา เขียนโดย “Darin” กล่าวถึงความรักของเด็กวัยรุ่น ที่มองความรักอย่างบริสุทธิ์ ยังต้องการความสุข และความสมหวังที่หัวใจปรารถนา เมื่อทั้งสองได้มาเจอกัน สัมพันธภาพแห่งความรักก็เกิดขึ้น ในนิยายรักเรื่องนี้ ทำให้ผู้อ่านได้เห็นว่า ความสุขเป็นความปรารถนาของคนทุกคน และความรักเป็นความฝันของคนวัยหนุ่ม-สาว ซึ่งความสัมพันธ์อันเกิดจากความรักจะสุขหรือทุกข์ย่อมขึ้นอยู่กับมุมมองของคนแต่ละคน ที่ทุกคนสามารถเลือกที่จะให้มันเกิดขึ้นมาอย่างที่ตัวเองต้องการได้ หนังสือเรื่องนี้ เป็นนิยายขนาดยาว ซึ่งตอนนี้วางตลาดเป็นเล่มที่สองแล้ว ในราคาจำหน่ายเล่มละ 280 บาท

4.0 ยุคที่คนไทยสามารถสร้างตัวด้วยโลกออนไลน์

ความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด

ผลจากการประกาศให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ยุคแห่งการเติบโตด้วยเทคโนโลยี ทำให้การเติบโตของโลกออนไลน์กระจายสู่สังคมไปทั่วประเทศ นิตยสาร “สารคดี” ได้นำเสนอเรื่องราวของ โลกออนไลน์ ที่เปลี่ยนให้คนมากมายก้าวเข้าสู่ความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง โลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญของอาชีพในยุคปัจจุบันที่สร้างความสำเร็จให้กับคนมากมาย หนังสือเล่มนี้จะบอกเล่าให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงบุคคลหลายสาขาอาชีพที่กลายเป็นผู้โด่งดังบนโลกออนไลน์ ที่เปลี่ยนแปลงคำนิยามของคำว่าอาชีพให้กลับจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างที่คาดคิดไม่ถึง จำหน่ายเล่มละ 120 บาท

เปิดใจ 7 ยอดนักกีฬาสุดหล่อ พร้อมภาพถ่าย

ให้ข้อคิดดีๆกับเยาวชนที่มีใจรักทางกีฬาทุกแขนง

นิตยสารสุดสัปดาห์ฉบับเดือนกรกฎาคม นำ 7 นักกีฬาสุดหล่อจาก Project S The Series ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร, สกาย-วงศ์รวี นทีธร, แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์, โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์, นน-ชานน สันตินธรกุล, เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม และ เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธ์ภิญโญ รวมตัวขึ้นปก พร้อมเผยเรื่องราวเกี่ยวกับกีฬาที่โยงใยถึงเรื่องราวในชีวิตของแต่ละคนมาฝากให้เป็นข้อคิดดีๆ กับคนอ่าน นอกจากนี้ ยังมีสกู๊ปเขย่าหัวใจสาวๆ ตามกระแสกีฬากันต่อกับ 6 นักกีฬาหล่อ บอกต่อด้วย จากหลากสาขา นอกจากเรื่องของกีฬาแล้ว ยังมีเรื่องราวของวงดนตรีร็อกสัญชาติไทย Slot Machine มาเผยเส้นทางสายดนตรีที่ผ่านมา กว่าจะสู่ความสำเร็จในวันนี้กับการได้โกอินเตอร์สู่เวทีสากล อีกด้วย

ประกาศผลรางวัล 14 สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ในงาน ‘JUMC STAR 2017’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282124

ประกาศผลรางวัล 14 สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ในงาน ‘JUMC STAR 2017’

ประกาศผลรางวัล 14 สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ในงาน ‘JUMC STAR 2017’

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชาติชาย พยุหนาวีชัย นายกสมาคมนิสิตเก่าเอ็มบีเอ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดพิธีมอบรางวัล “JUMC STAR 2017” ให้กับ STARTUP คนรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 35 ปี ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะคัดเลือก Startup ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในการบริหารธุรกิจในด้านต่างๆ เพื่อประกาศเป็นเกียรติคุณและเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับรางวัล พร้อมจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ถึงเวลา Startup ไทย สดใสดั่งดวงดาว” เพื่อเป็นแบบอย่าง สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วไปที่สนใจ

โดยในปี 2017 นี้ มีธุรกิจที่ได้รับรางวัล จำนวนทั้งสิ้น 14 ธุรกิจ ได้แก่ ประเภท รางวัล JUMC STAR 2017 Startup Excellence จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ Freshket : แหล่งรวมซัพพลายเออร์ของสดสำหรับร้านอาหาร ,Globish : อังกฤษแนวใหม่ ใครๆ ก็พูดได้ เรียนอังกฤษออนไลน์ที่ไหนก็ได้, Local Alike : โมเดลธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยชุมชนเพื่อชุมชน , Omise : บริการจ่ายเงินออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในอาเซียน, Skootar : แมสเซ็นเจอร์มือโปร รับส่งเอกสาร พัสดุรวดเร็ว ประหยัด ไว้ใจได้ ประเภทรางวัล JUMC STAR 2017 Startup Event Pop : แพลตฟอร์มช่วยจัดการงานอีเวนท์, Giztix : กิสติกส์ เปลี่ยนระบบขนส่งสินค้าไทยสู่ e-Logistics ระดับโลก, Kaset Trade : ซื้อสินค้าเกษตรโดยตรงจากเกษตรกร, Piggipo : แอพพลิเคชั่นบันทึกรายการบัตรเครดิตทุกใบในแอพฯเดียว, Take me tour :เว็บไซต์สื่อกลางระหว่างนักท่องเที่ยวกับไกด์ท้องถิ่น,Zip Event : ครบเครื่องเรื่องอีเวนท์ในแอพเดียว ประเภทรางวัล JUMC STAR 2017 Startup New Star Excellence Pickapet : ตลาดซื้อ-ขายสัตว์เลี้ยง รูปแบบใหม่ ที่ดูแลและกำหนดมาตรฐานโดยสัตวแพทย์ทุกขั้นตอน ประเภทรางวัล JUMC STAR 2017 Startup New Star Get Kaset : ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์ เพื่อชุมชนเกษตรกร, Travellism :เดินทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โครงการ JUMC หรือ Junior MBA Chula เป็นหนึ่งในสังคมคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้ามาสัมผัสประสบการณ์นั้นได้ทำต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ได้รับผลการตอบรับจากคนรุ่นใหม่มากมายกว่าที่คาดหวังไว้ และฐานของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ ทั้งในส่วนของรุ่น JUMC Next ซึ่งอายุไม่เกิน 27 ปี และในส่วนของรุ่น JUMC WoW อายุไม่เกิน 35 ปีนั้น จะเป็นกลุ่มพลังขับเคลื่อนรุ่นใหม่ที่สมาคมสร้างขึ้นอย่างตั้งใจ เพื่อมีส่วนช่วยขับเคลื่อนสังคมและประเทศไปพร้อมๆ กันกับผู้นำระดับแนวหน้า

‘Colours of Boutique Stay เที่ยวไทยค้นหาถึงที่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282123

‘Colours of Boutique Stay เที่ยวไทยค้นหาถึงที่’

‘Colours of Boutique Stay เที่ยวไทยค้นหาถึงที่’

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจบัตรเครดิต และ เจนจิต ลัดพลี ผู้อำนวยการการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เปิดตัวแคมเปญพิเศษ “Colours of Boutique Stay เที่ยวไทยค้นหาถึงที่” เลือกเที่ยวแบบที่เป็นคุณ กับ 30 รายการท่องเที่ยวทั่วไทย ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 โดยได้รับเกียรติจาก วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ประธานคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ เคทีซี ป๊อบ ชั้น B1 อาคารสมัชชาวาณิช 2 ซอยสุขุมวิท 33 เมื่อเร็วๆ นี้

งานนี้ยังได้รับเกียรติจากพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยว เข้าร่วมการเสวนาในหัวข้อ “Colours of Boutique Stay” ได้แก่ โชติช่วง ศูรางกูรรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด,สมศักดิ์ บุญคำ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัท โลเคิล อไลค์ จำกัด, วีระชัย ปรานวีระไพบูลย์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิ แอทติจูด คลับ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชารัฐสามัคคีภูเก็ต (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด, อติรัตน์ด่านภัทรวรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท 500 ไร่ สุราษฎร์อินเตอร์ไซร์ จำกัดนายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวทะเลสาบเชี่ยวหลาน และเลขานุการสมาคมการค้าธุรกิจที่พักบูติกไทย, สาธิตา โสรัสสะ รองประธานกรรมการตัดสินโครงการประกวดสุดยอดโรงแรม บูติกไทย Thailand Boutique Awards 2016-2017 และประธานมีเดีย แอนด์ บล็อกเกอร์ คลับ,ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ รองประธานกรรมการตัดสินโครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย Thailand Boutique Awards 2016-2017 ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เพอร์เฟคลิงค์คอนซัลติ้ง กรุ๊ป จำกัด และกรรมการบริหารสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกประจำประเทศไทย

แหวกฟ้าหาฝัน : ดื่มไวน์ Pullus ที่ Ptuj ร้าน Pullus

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282100

แหวกฟ้าหาฝัน : ดื่มไวน์ Pullus ที่ Ptuj ร้าน Pullus

แหวกฟ้าหาฝัน : ดื่มไวน์ Pullus ที่ Ptuj ร้าน Pullus

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ร้าน Pullus

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบดื่มไวน์ และมีโอกาสมาเยือนสโลเวเนีย เมืองหนึ่งที่ควรไปเที่ยวให้ได้ก็คือ Ptuj ทั้งนี้เพราะเมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรมไวน์ขาวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพะทุย เมืองชื่อแปลกที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสโลเวเนีย และเป็นเมืองที่เก่าแก่ ที่สุดของประเทศแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ Pallus ชาโตว์ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศด้วย Ptuj ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยยุคหิน และถูกครอบครองโดย Celt ในยุคโลหะตอนปลาย ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 ที่นี่ถูกครอบครองโดยโรมและเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด Pannonian เมืองที่ถูกกล่าวถึงเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 69 ก่อนคริสต์กาลนี้ถูกครอบครองโดยชนเผ่าสลาฟตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 และถูกเปลี่ยนมือมาเป็นของบิชอฟแห่ง Salzburg ในปี 890

เมืองที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลบอลติกและทะเลเอเดรียติกนี้กลายเป็นสนามรบสำคัญระหว่างสงคราม Ottoman หลังถูกไฟไหม้หลายครั้งจนทำให้ประชากรลดลง ความสำคัญทางยุทธศาสตร์จึงลดลงตามไปด้วย ในปี 1910 ซึ่งเป็นช่วงของจักรวรรดิ Austro-Hungarian นั้นประชาชนในเมืองส่วนใหญ่เป็นคนพูดภาษาเยอรมัน ในขณะที่คนที่อยู่รอบๆ เมืองเป็นคนพูดภาษาสโลเวเนีย แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จักรวรรดิ Austria-Hungary ล่มสลายนั้น เมืองนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Republic of German Austria อย่างไรก็ดีภายหลังสงครามกลางเมืองที่มีRudolf Maister ชาวสโลเวเนียเป็นผู้นำ จำนวนของคนพูดเยอรมันกลับลดลง เมื่อยูโกสลาเวียบุกเมืองในปี 1941 Ptuj ก็ถูกทหารนาซีของเยอรมันครอบครองจำนวนคนพูดเยอรมันในเมืองนี้ก็เพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จวบจนกระทั่งเยอรมันแพ้สงคราม ชาวเยอรมันในเมืองนี้จึงอพยพย้ายหนีไปอยู่ทวีปอเมริกาเหนือ และปล่อยให้ชาวโลเวเนียครอบครองเมืองจวบจนทุกวันนี้


Little Castle

อุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของเมืองชื่อแปลกนี้คือ ไวน์ Wine Cellar หรือที่เก็บไวน์ของเมืองนี้ย้อนไปถึงปี 1239 ในช่วงที่มีการก่อตั้งอาราม Minorite ขึ้นครั้งแรกบาทหลวงของนิกายนี้เป็นเจ้าของแผ่นดินมากมายในเมืองและได้ก่อตั้งห้องใต้ดินสำหรับเก็บไวน์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไว้ อย่างไรก็ดี ในภายหลังศาสนจักรกลับศูนย์เสียอำนาจในการควบคุมการผลิตไวน์ไป นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Ptuj สถานที่แรกที่ควรเยี่ยมเยือนคือ WineChateaux แต่หากนักท่องเที่ยวไม่อยากเรียนรู้การทำไวน์อีกแล้ว เพราะได้ฟังมาจากที่อื่นๆ หลายครั้งแล้ว สถานที่ท่องเที่ยว The Must น่าจะเป็น Wine Cellar ของ Pullus ร้านขายไวน์ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนักน่าจะเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบไวน์ขาวเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะถิ่นนี้มีไวน์ขาวจากองุ่นหลากหลายพันธุ์ เช่น Italian Riesling, Chardonnay, Sauvignon, Rhine Riesling, Pinot Blanc, Pinot Gris, Traminer, and Muscatel ร้าน Pullus มีไวน์ขาวให้ชิมหลากหลายปี และหลากหลายรสชาติตั้งแต่ dry ที่ค่อนข้างเฝื่อน หวานน้อย หวานมากไวน์ขาวที่ผสมกันมาจนออกรสหวานของร้านนี้ไม่เพียงหวานชื่นใจเท่านั้น ยังหอมมากราวกับน้ำหอมเลยทีเดียว ที่สำคัญราคาไม่แพงด้วย ขวดที่แพงที่สุดราคาเพียงแค่ 30 กว่าเหรียญเท่านั้น

นอกจากร้านไวน์แล้ว นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะ ควรเยี่ยมชม Little Castle หรือ DominicanMonastery อารามเก่าของบาทหลวงนิกาย Dominican อารามที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 13 นี้ มีความหลากหลายทางด้านสถาปัตยกรรม โดยส่วนของหลังคา และหน้าบรรณจะมีความสวยงามเป็นพิเศษ ปัจจุบันที่นี่เป็นมิวเซียมที่จัดแสดงเกี่ยวกับเหรียญโบราณ หลุมศพ และอาจมีนิทรรศการผลงานศิลปะแนวContemporary Art เป็นครั้งคราวด้วย


งานศิลปะหัวข้อ Politics


งาน contemporary art


หลังคาภายใน


ถังโอ๊คเก็บไวน์ให้ลองชิม


บรรยากาศงานศิลปะใน Little Castle


ชั้นขายไวน์


บรรยากาศในร้าน Pullus


บรรยากาศภายใน Little Castle

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282097

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระพิฆเณศวรคือเทพแห่งศิลปวิทยาการ เทพแห่งความรู้ เทพแห่งสติปัญญา เทพแห่งนาฏศิลป์ เทพแห่งความสำเร็จ เทพที่ทรงช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคทั้งปวงให้กับผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา

เทศกาลบูชาพระพิฆเณศวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคืองานคเณศจตุรถี ซึ่งจัดขึ้นในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งจะอยู่ในช่วงต้นเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม มีความเชื่ออีกกระแสว่า คเณศจตุรถีนั้นมีเป็นประจำในวันขึ้น 4 ค่ำ และแรม 4 ค่ำของทุกเดือน ถ้าเป็นแรม 4 ค่ำ จะเรียกว่าสังกัษฎี คเณศจตุรถี ส่วนวันขึ้น 4 ค่ำ เรียกว่า ไวนายกี คเณศจตุรถี แล้วถ้าหากวันดังกล่าวตรงกับวันอังคารซึ่งเป็นวันประจำของพระพิฆเณศวร จะเรียกว่ามงคลกี คเณศจตุรถี ซึ่งผู้ที่บูชาพระคเณศอย่างเคร่งครัดจะบูชาทั้งวันขึ้นและแรม 4 ค่ำ ทุกเดือน

แต่สำหรับสิ่งที่คอลัมน์นี้จะนำเสนอให้คุณได้ทราบคือ เทศกาลคเณศจตุรถี ในช่วงต้นเดือนกันยายนเท่านั้น เพราะได้รับการยอมรับว่าเป็นคเณศจตุรถีที่สำคัญที่สุด วันดังกล่าวคือวันที่ผู้ศรัทธาในพระพิฆเณศวรเชื่อว่าเป็นวันประสูติของเทพเจ้าแห่งความรู้และความสำเร็จองค์นี้ มีความเชื่อกันด้วยว่าในวันนั้นพระพิฆเณศวรจะเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อมายังโลกมนุษย์ แล้วทรงประทานพรประเสริฐให้กับผู้คนที่เชื่อถือในพระองค์ ดังนั้นจึงมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อการนี้ในประเทศอินเดีย รวมถึงที่ต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีผู้คนศรัทธาเลื่อมใสในพระพิฆเณศวร สำหรับในประเทศไทยก็มีการจัดงานที่วัดแขก สีลม และในเทวาลัยพระพิฆเณศ รวมถึงที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับแก้ว นครปฐม และเทวาลัยพิฆเณศ จังหวัดเชียงใหม่

เทศกาลคเณศจตุรถี ในช่วงต้นเดือนกันยายน จะเริ่มต้นพิธีการด้วยการสถาปนาอุสวมูรติ หรือการทำเทวรูปพิฆเณศวรองค์ใหญ่ แล้วนำออกแห่ไปตามชุมชน แล้วจบด้วยการลอยพระพิฆเณศวรลงในน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งท่านกลับสรวงสวรรค์ เรียกพิธีวิสรันยัน

การบูชาที่กระทำสืบต่อมาตามหลักพระเวทคือ ปีฐบูชา หรือการบูชาเทวดา 5 หมวด (ปัญจางคเทวตา) โดยทำเป็นกองข้าวสีต่างๆ และสิ่งสมมติต่างๆ เพื่อแทนพระผู้เป็นเจ้าแต่ละองค์ เช่น ลูกหมากพันด้วยด้ายวางบนกองข้าวรูปสวัสดิกะ ใช้แทนพระพิฆเณศวร ลูกหมากพันด้วยด้ายวางบนกองข้าวสามเหลี่ยม ใช้แทนพระแม่กาลี เป็นต้น และจะมีการทำกองข้าวเป็นตารางหมากรุกสลับสี ซึ่งใช้แทนพระแม่โษฑศมาตฤกา 16 องค์ ตารางสี่เหลี่ยมแทนช่องดาวนพเคราะห์ จุดสีแดงและอักษรสีแดง 7 จุด แทนพระแม่ฆฤตสัปตมาฤกา 7 องค์ และจะมีเทวดาประจำประทีป สังข์ ระฆัง และหม้อกลัศ เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ จักรวาล และทวยเทพเจ้าต่างๆ

แล้วจะมีพิธีบูชาตามหลักของฮินดูคืออุปจาระ 16 ขั้นตอน เช่น การถวายที่ประทับ ถวายน้ำสรงพระบาทและพระหัตถ์ ถวายน้ำสรง ถวายน้ำบริสุทธิ์ ถวายเครื่องทรง ถวายสายยัชโญปวีต ถวายเครื่องหอมถวายอาหาร ถวายอารตี และถวายมนต์ เป็นต้น พิธีจะเริ่มในวันขึ้น 4 ค่ำ แล้วทำต่อเนื่องไป 10 วัน จนถึงวันขึ้น 14 ค่ำ ซึ่งเรียกว่าอนันตจตุรทัสสี ซึ่งแต่ละชุมชนในอินเดียจะทำพิธีนี้อย่างใหญ่โตเอิกเกริกโดยจะสร้างองค์พระพิฆเณศวรให้ใหญ่โตและสวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่วนมากแล้ววัสดุที่ใช้ประดิษฐ์เทวรูปก็จะเป็นวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่ายเมื่อถูกน้ำ

เมื่อถึงวันสุดท้ายของเทศกาลก็จะมีพิธีอัญเชิญพระพิฆเณศวรและเทวรูปอื่นๆ ไปรอบเมืองแล้วเชิญพระพิฆเณศวรไปลอยน้ำ คือพิธีวิสรันยัน ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีผู้คนมากมายนำพระพิฆเณศวรของตนมาร่วมพิธี ถนนหนทางจะคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน และทุกหนแห่งจะประดับประดาด้วยดอกไม้สารพัดสี มีเสียงดนตรีประโคมอย่างอึกทึกตลอดเวลา

ทัวร์คุณแหนโดย Mr.Flower จะพาคุณๆ ไปสัมผัสเทศกาลแห่งความศรัทธานี้ด้วยกัน ในวันที่ 4-7 กันยายน 2560 หากคุณสนใจจะร่วมคณะไปกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615

9สัญญาณเตือน’โรคซึมเศร้า’ ไม่รีบรักษา-เสี่ยงฆ่าตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282153

9สัญญาณเตือน'โรคซึมเศร้า' ไม่รีบรักษา-เสี่ยงฆ่าตัวตาย

9สัญญาณเตือน’โรคซึมเศร้า’ ไม่รีบรักษา-เสี่ยงฆ่าตัวตาย

วันเสาร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 17.24 น.

นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตทั่วโลก จำนวนกว่า 8 แสนคนต่อปี คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคน ในปี 2563 โดยมีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 20 เท่าตัว สำหรับประเทศไทย คนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จเฉลี่ย 1 คน ในทุกๆ 2 ชั่วโมง ผู้ชายมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิง เกิดจากหลายสาเหตุประกอบกัน และโรคซึมเศร้า ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการฆ่าตัวตาย ซึ่งโรคซึมเศร้า เป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของประชาชน ส่งผลกระทบต่อประชากรทั่วโลก

โดยองค์การอนามัยโลกได้ประมาณการว่า ประชากรมากกว่า 300 ล้านคนเป็นโรคซึมเศร้า หากไม่ได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้องนานเป็นเดือน เรื้อรังเป็นปี จะกลับเป็นซ้ำได้บ่อย หากอาการซึมเศร้ารุนแรง อาจจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า สำหรับประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคนี้ 1.5 ล้านคน

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า อุปสรรคสำคัญหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงบริการ คือ ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักและไม่เข้าใจถึงความสูญเสียที่เกิดจากการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า ตลอดจนมีอคติต่อผู้ป่วย มองเป็นความขี้เกียจ อ่อนแอ ซึ่งในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น ซึมเศร้า เป็นความเจ็บป่วย พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ สาเหตุมาจากสารสื่อประสาทในสมองทำงานผิดปกติ ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น การหลั่งฮอร์โมน การหลั่งสารสื่อประสาทผิดปกติ หรือ ปัจจัยภายนอก เช่น ความผิดหวัง ความสูญเสีย ความเครียด

เมื่อปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน ทำให้คนๆ นั้นเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ความคิด ทัศนคติ การตัดสินใจ การมองโลก ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเปลี่ยนแปลงไป โดยที่ไม่สามารถบังคับความคิดของตัวเองได้ เพราะสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ ต่อให้จิตใจเข้มแข็งสักเท่าไหร่ก็ตาม ดังนั้น คนที่จากไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้มแข็ง แต่เป็นเพราะเขาเจ็บป่วย และสามารถรักษาให้หายได้ สิ่งจำเป็นที่สุด คือ การดูแลด้วยความตั้งใจและอดทน จากเพื่อน ครอบครัว และคนใกล้ชิด ที่จะช่วยให้อาการซึมเศร้าหายเร็วขึ้น การพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจจะเป็นก้าวแรกในการฟื้นคืนจากโรคซึมเศร้า

สัญญาณบอกเหตุของโรคซึมเศร้า มี 9 ข้อ ได้แก่ 1.ซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อไม่อยากทำอะไร 2.ขาดความสนใจสิ่งรอบข้าง 3. ไม่มีสมาธิ 4.อ่อนเพลีย 5.เชื่องช้า 6.รับประทานอาหารมากขึ้น หรือน้อยลง 7.นอนมากขึ้น หรือน้อยลง 8.ตำหนิตัวเอง และ 9.พยายามฆ่าตัวตาย หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการ ข้อ 1 หรือ  2 ข้อใดข้อหนึ่ง ร่วมกับอาการในข้อ 3-9  อย่างน้อย 5 อาการ ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคซึมเศร้า หากพบเห็น อย่าประมาท ควรพูดคุยกับเขา หรืออาจแนะนำให้เขาไปพบจิตแพทย์ ซึ่งควรเปลี่ยนทัศนคติที่ว่า ที่ไปพบจิตแพทย์ คือ คนเป็นบ้า เพราะการมีอคติเช่นนี้ จะยิ่งทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าไปพบแพทย์ ทำให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและสุดท้ายจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย

นอกจากนี้ การแสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายหรือโรคซึมเศร้า โดยไม่ได้คิดก่อนว่าจะกระทบกับผู้ใดหรือไม่นั้น อาจส่งผลกระทบกับผู้ที่มีปัญหาอยู่เดิม หรือ กลุ่มคนที่อ่อนไหว มีความเปราะบางทางจิตใจ ที่อาจคิดว่า อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์และตัดสินใจจบชีวิตในลักษณะเดียวกันได้ โรคซึมเศร้าจึงเป็นประเด็นทางสาธารณสุข ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และมาตรการหนึ่งที่สำคัญที่ภาคประชาสังคมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้ คือ ร่วมกันรณรงค์สร้างความตระหนักเพื่อลดอคติและตราบาป และเพิ่มการเข้าถึงการรักษาทางจิตเวช เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องภาวะซึมเศร้าและอาการของโรค และรู้วิธีพื้นฐานในการรับมือและให้ความช่วยเหลือ เป็นต้น

ซึ่ง กรมสุขภาพจิต ได้รณรงค์สร้างความตระหนักต่อปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันที่ 2-4 ส.ค.60 นี้ กรมสุขภาพจิตได้กำหนดจัดการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ประจำปี 2560 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “Depression, Let’s talk : ซึมเศร้า…เราคุยกันได้” รวมทั้ง เตรียมจัดกิจกรรมเดิน- วิ่ง มินิมาราธอน ซึมเศร้า เราคุยกันได้ ในวันที่ 20 ส.ค.60 ตลอดจนงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 1-7 พ.ย. ทั่วประเทศ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

LOEWE สปริง/ซัมเมอร์ 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282003

LOEWE สปริง/ซัมเมอร์ 2017

LOEWE สปริง/ซัมเมอร์ 2017

วันเสาร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โลเอเว่ (LOEWE) เผยโฉมคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2017 รายละเอียดที่แสดงออกถึงความเป็นผู้หญิงที่อ่อนหวาน ถูกเสริมด้วยวอลุ่มและเกินจริง เห็นได้จากเสื้อตัวพองโต แขนเสื้อที่สัดส่วนผิดแปลกกว่าปกติ และการตกแต่งด้วยพู่ซ้อนเป็นชั้นๆ ส่วนแนวคิดที่คุ้นเคยกันดีอย่างลูกไม้ ผ้าระบาย และชายพลิ้ว ได้ถูกนำมาตีความ ปรับแต่งและสรรค์สร้างใหม่ให้เข้ากับปัจจุบัน ทว่าในขณะที่องค์ประกอบธรรมดาๆ อย่างผ้าคลุมโต๊ะ และเสื้อชั้นใน กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับคอลเลคชั่นนี้ได้อย่างไม่คาดคิด

การอัดจีบพลีท นำมาดัดแปลงโดยนวัตกรรมเทคนิคการซักและตัดเย็บแบบใหม่ ให้ดูเหมือนเป็นการถักทอและผ่านการใช้งานมาแล้วอย่างธรรมชาติ ชุดเดรสนาป้า ได้รับการพลิกโฉมโดยการรื้อและประกอบใหม่ด้วยการถักทอแบบโครเชต์สร้างลุคที่ดูเปราะบาง แต่ก็กระฉับกระเฉงในเวลาเดียวกัน ตามมาด้วยลุคสีดำ อีกหลายลุคที่ให้ความรู้สึกถึงฤดูร้อนสไตล์อุตสาหกรรม ซึ่งมาช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับคอลเลคชั่นที่เต็มไปด้วยลุคที่ให้ความรู้สึกบางเบาและอ่อนโยน

ทุกลุคนั้นยึดอยู่บนพื้นฐานการออกแบบและความสัมพันธ์กับกระเป๋า รูปทรงใหม่ๆ ของกระเป๋าแฮมม็อค (Hammock) และทรงทราพีซ (Trapeze) ที่ออกแบบให้โค้งมนมากขึ้นก่อให้เกิดเป็นกระเป๋าดีไซน์ใหม่ล่าสุด อย่างรุ่นแคนู (Canoe) ที่ถูกเพิ่มเข้ามาอยู่ในพจนานุกรมของโลเอเว่ ท่ามกลางเหล่ากระเป๋าไอคอนนิคของแบรนด์ และมันได้ถูกนำมาตีความและทำซ้ำใหม่ในคอลเลคชั่นนี้เช่นกัน

ส่วนกระเป๋าตระกูลฟลาเมงโก้ (Flamenco)มีสมาชิกใหม่ที่มาในรูปแบบของวัสดุหนังกลับพิมพ์ลายพรมสีจัดจ้าน โดยใช้เทคนิคการพิมพ์แบบพิเศษที่ให้ผลลัพธ์เสมือนภาพสามมิติ

เครื่องประดับชิ้นพิเศษมาทำให้คอลเลคชั่นนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยนอกจากสร้อยคอนำโชครูปค้างคาวที่ทำจากเซรามิค และกำไลข้อมือเงินที่ดีไซน์ได้แรงบันดาลใจจากแจกันญี่ปุ่นอิคีบาน่า Ikebana แล้ว ซีซั่นนี้ยังมีดอกคาลล่าลิลลี่ทำจากหนังลูกวัว ประดิษฐ์อย่างประณีตด้วยมือ ซึ่งมาในหลากหลายสีสันให้ได้สามารถจับจองเป็นเจ้าของกันด้วย

ตามไปอัพเดทโลเอเว่คอลเลคชั่น Spring Summer 2017 ที่ร้านโลเอเว่ ชั้น M ดิเอ็มโพเรียม โทร.02-664-9902 และ ชั้น M สยามพารากอน โทร.02-610-9825

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 22 กรกฎาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281958

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 22 กรกฎาคม 2560

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 22 กรกฎาคม 2560

วันเสาร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชวนชิม

“ฟรี เพรทเซล เดย์ 2017” ชวนชิมเพรทเซล 2 รสชาติสุดฮิต อัลมอนด์เพรทเซล และออริจินัลเพรทเซล ในวันเสาร์ที่ 22 ก.ค. ระหว่างเวลา 11.00-14.00 น. ซื้อเพรทเซล 1 ฟรี 1 ในราคาที่เท่ากันหรือถูกกว่า ในวันเสาร์ที่ 22 ก.ค. ตลอดทั้งวัน เพียง Add Line @auntieannesth ที่ร้านอานตี้ แอนส์ ทั้ง 130 สาขาทั่วประเทศ ยกเว้นสาขาในสนามบิน, บูธ และเมืองทองธานี โทร.02-6633888

“Amazingly Moist Salmon” ชวนชิมเมนูแซลมอนเน้นๆ นำเข้าจากนอร์เวย์ เสิร์ฟบนจานร้อนพิเศษ 4 เมนู ทั้งชุดข้าวแซลมอนและไก่, ชุดข้าวเปปเปอร์แซลมอนและกุ้ง, ชุดสเต๊กแซลมอนซอสพริกไทยดำ และชุดสเต๊กแซลมอนซอสเทริยากิ ในราคาจานละ 179-199 บาท หรือแบบเซตเสิร์ฟพร้อมซุปมิโซะและเครื่องดื่ม ในราคาเซตละ 199-219 บาท ระหว่างวันที่ 28 ก.ค.-9 ส.ค. ที่ร้านเปปเปอร์ ลันช์ ทั้ง 22 สาขา ยกเว้นสาขาดอนเมืองและศูนย์อาหาร

“Buta Tare Series” ชวนชิมคอหมูสไลด์ชิ้นโตคัดพิเศษ ที่นำมาผัดกับซอสสไตล์ญี่ปุ่น ในรสชาติต้นตำรับ 3 เมนูใหม่ ทั้งข้าวหน้าหมูผัดซอสสไตล์ญี่ปุ่น และไข่ออนเซ็น, อุด้งร้อนหมูผัดซอสสไตล์ญี่ปุ่น และข้าวหน้ากุ้งเทมปุระและหมูผัดซอสสไตล์ญี่ปุ่นในราคาจานละ 99-129 บาท หรือแบบเซตเสิร์ฟพร้อมซุปมิโซะและเครื่องดื่ม ในราคาเซตละ 129-159 บาท วันนี้-31 ส.ค. ที่ร้านเทนยะ สาขาสยามสแควร์วัน, เซ็นทรัลบางนา, เซ็นทรัลลาดพร้าว,เซ็นทรัลเวสต์เกต และเซ็นทรัลพระราม 9

“Pablo x Mamuang” ชวนชิมขนมชีสทาร์ตรสมะม่วง ที่ผสมผสานระหว่างเนื้อชีสเข้มข้น และแยมแมงโก้เพียวเร่เข้าด้วยกัน เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน รสชาติหวานอมเปรี้ยวจากมะม่วงแท้ในราคาชิ้นละ 475 บาท และชีสทาร์ตรสมะม่วงแบบมินิ ที่ให้รสชาติหอมมันจากชีสทาร์ต และให้ความสดชื่นจากเนื้อมะม่วงและซอสมะม่วงที่อยู่ด้านบน ในราคาชิ้นละ 95 บาท พิเศษ! รับฟรี ร่มน้องมะม่วงจัง ลิมิเต็ดอิดิชั่น เมื่อซื้อครบตามเงื่อนไข วันนี้-14 ก.ย. ที่ร้านพาโบล ชีสทาร์ต สาขาสยามพารากอน และเซ็นทรัล ลาดพร้าว

“Krispy Kreme Coffeehouse Doughnuts” ชวนชิมโดนัทรสชาติกาแฟแท้ 3 รสชาติใหม่ ทั้งซอลท์เท็ด คาราเมล ลาเต้ โดนัทสอดไส้ครีมเอสเพรสโซ่ เคลือบซอลท์ คาราเมล โรยด้วยเกล็ดเครมบรูเล่, วานิลลา ลาเต้โดนัทสอดไส้ครีมเอสเพรสโซ่ เคลือบด้วยเอสเพรสโซ่ผสานวานิลลา และมอคค่า ครีม โดนัทไส้ครีมมอคค่าเคลือบไวท์ช็อกโกแลต พร้อมลวดลายเอสเพรสโซ่ ตกแต่งด้วยเมล็คมอคค่า ในราคาชิ้นละ 35 บาท และแบบเซตในราคา 296 บาท พิเศษ! ซื้อเครื่องดื่มคาราเมลโดนัทชิลเลอร์ ในราคาเพียง 69 บาท เมื่อซื้อ 1 เซต วันนี้-31 ส.ค. ที่ร้านคริสปี้ ครีม ทั้ง 28 สาขาใกล้บ้าน

“Cream Cheese Pie” ชวนชิมครีมชีสพาย 3 เมนูใหม่ ทั้งโอริโอ้ชีสพาย อัดแน่นด้วยเนื้อโอริโอ้ผสมครีมชีส ตกแต่งหน้าด้วยโอริโอ้เต็มชิ้น,สตรอเบอร์รี่ชีสพาย ท็อปปิ้งซอสสตรอเบอร์รี่รสหวานซ่อนเปรี้ยว และบลูเบอร์รี่ชีสพาย รสชาติเปรี้ยวอมหวานของซอสบลูเบอร์รี่ตัดกับครีสชีสรสหวานมันกลมกล่อม ในราคาชิ้นละ 42 บาท หรือเซต 6 ชิ้น ในราคาเพียง 219 บาท จากปกติ 252 บาท วันนี้-30 ก.ย. ที่ร้านพาย เฟสซ์ สาขา ดิ เอ็มควอเทียร์, เซ็นทรัลเวสต์เกต, วิคตอเรียการ์เด้นส์, และสนามบินสุวรรณภูมิ

ชวนช็อป

“Accessorize by Zen” ชวนช็อปสินค้าแอคเซสซอรี่สุดฮิตของคนอินเทรนด์หลากหลายไอเทมสุดชิคกับส่วนลด 15-30% และลดเพิ่มสูงสุด 15% เมื่อใช้คะแนน The1Card พร้อมลุ้นรับฟรี สร้อยข้อมือหนัง ANC Arnacade 16 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท วันนี้-2 ส.ค. ที่แผนกตกแต่งสตรีและบุรุษ,กระเป๋า, รองเท้า, เครื่องประดับ, จิวเวลรี่, แว่นตาแฟชั่น, กระเป๋าเดินทาง ชั้น 1-5, 7 ห้างสรรพสินค้าเซน เซ็นทรัลเวิลด์

“ช็อปมันส์ สนั่นห้าง” ชวนช็อปสินค้าคุ้มทุกชิ้น อาทิ เสื้อผ้าแฟชั่น, เครื่องหนัง, เครื่องสำอาง, เครื่องประดับ, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ของใช้ในครัวเรือน ฯลฯ ลดราคาสูงสุด 80% ระหว่างวันที่ 26 ก.ค.-6 ส.ค. ที่ลานโปรโมชั่น ชั้นบีศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค

“ฉลองครบรอบ 2 ปี” ชวนช็อปสินค้า, ทานอาหาร หรือใช้บริการในศูนย์ครบทุก 500 บาทขึ้นไป นำใบเสร็จแลกคูปองชิงโชค มอเตอร์ไซค์ Yamaha Mio และรางวัลอื่นๆ อีกมากมายพร้อมกับดาราชื่อดัง เก้า-จิรายุ วันนี้-31 ส.ค. ที่ศูนย์การค้าไลม์ไลท์อเวนิว โทร.076-682900

ชวนใช้

“Beliving Catalog 2017” ชวนใช้แค็ตตาล็อกอัพเดตเทรนด์ไอเดียการตกแต่งบ้านและสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ๆ สะท้อนมุมและแนวคิดการตกแต่งบ้าน 2 สไตล์ ทั้ง Urban Rustic Thai เน้นการตกแต่งที่เรียบง่ายสวยงาม ผสานธรรมชาติกับวัสดุที่แข็งแรงอย่างเหล็ก และ Sweet Botanical เน้นการตกแต่งด้วยสีสันสดใสสบายตาโทนสีพาสเทล ผู้สนใจสามารถรับได้ที่โฮมโปร
ทุกสาขาทั่วประเทศ

“Fertility Wellness Program” ชวนใช้โปรแกรมโยคะเพื่อสุขภาพแนวใหม่ สำหรับผู้ที่มีบุตรยาก หรือต้องการเตรียมความพร้อมสู่การมีบุตร พิเศษ! ทดลองเรียนฟรี 1 ชม. ได้ตั้งแต่วันนี้ และสมัครภายในเดือนก.ค. รับหนังสือ Workbook Manual ที่ร้านธีโอ ลีฟวิ่ง โยคะ ชั้น 2 ศูนย์การค้ามิลลี่ มอลลี่ สุขุมวิท 20 โทร.02-6636691, 084-7351756

“ห้องพักลด 30%” ชวนใช้บริการห้องพักตากอากาศติดริมชายหาด เงียบ สงบ ร่มรื่น ใกล้ชิดธรรมชาติ ลด 30% ทุกวันอาทิตย์-ศุกร์ ยกเว้นวันเสาร์ ตลอดเดือนส.ค. พิเศษ! คุณแม่พักฟรี 1 ห้อง 1 คืน ในวันเสาร์ที่ 12 ส.ค.ที่สถานที่พักตากอากาศ ศูนย์ราชการุณย์ฯ เขาล้านจ.ตราด โทร.039-510821, 086-4132482, 087-6000686

ชวนชม

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้านบานใหม่ ตอนเกษตรวิชญา คลินิกเกษตรเพื่อให้ความรู้ ช่วยพัฒนาให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในวันพุธที่ 26 ก.ค. และตอนโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ในวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.ค. เวลา 15.45-16.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

“สืบสานพระราชปณิธานแห่งแผ่นดิน” ชวนชมนิทรรศการร้อยนิทรรศน์ยลรัตนโกสินทร์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร วันนี้-6 ส.ค.ที่อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง

“ASEAN Selections 2017” ชวนชมนิทรรศการที่รวบรวมผลงานการออกแบบด้านหัตถกรรม เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์สะท้อนถึงอัตลักษณ์ รากเหง้า และภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่นของเหล่านักออกแบบภูมิภาคอาเซียน โดย 9 ศิลปิน กว่า 50 ชิ้นงาน วันนี้-23 ก.ค. เวลา10.00-21.00 น.ที่โถงชั้น 1หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โทร.1289 ต่อ 1351, 1353

โลกเปลี่ยน การเรียนรู้เปลี่ยน ‘พลังเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ใกล้บ้าน พลังสร้างสรรค์ชุมชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281992

โลกเปลี่ยน การเรียนรู้เปลี่ยน ‘พลังเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ใกล้บ้าน พลังสร้างสรรค์ชุมชน’

โลกเปลี่ยน การเรียนรู้เปลี่ยน ‘พลังเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ใกล้บ้าน พลังสร้างสรรค์ชุมชน’

วันเสาร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park) มุ่งขับเคลื่อนแนวทางส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ด้วยตนเองสู่ท้องถิ่นจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “พลังเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ใกล้บ้าน พลังสร้างสรรค์ชุมชน” โดยจับมือหน่วยงานพันธมิตร พร้อมดึง 200 ชุมชนทั่วประเทศเข้าร่วมพัฒนาศูนย์เรียนรู้ใกล้บ้าน หวังตอบโจทย์สังคมยุคดิจิตัลในปีแรกตั้งเป้าสร้างศูนย์เรียนรู้ใกล้บ้านต้นแบบทุกภูมิภาค ก่อนขยายผลครอบคลุมทั่วประเทศไทย โดยภายในงานมีตัวแทนเครือข่ายชุมชนร่วมอบรมกว่า 400 คน นอกจากนี้ยังมีการเสวนาเรื่อง “โลกเปลี่ยน การเรียนรู้เปลี่ยน” ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ ได้แก่ ศุภกร จูฑะพล มุมมองด้านประชากรดิจิทัล, ศุภธิดา พรหมพยัคฆ์ เรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลกับการเรียนรู้,สุมล กระจ่างศรี การเรียนรู้กับการพัฒนาคน,สุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ สร้างสรรค์การเรียนรู้กอบกู้ชุมชนได้อย่างไร และ ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล เรื่องห้องสมุดมีชีวิตไม่ใช่แค่อ่านหนังสือ

การเรียนรู้ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะโลกเปลี่ยนสังคมเปลี่ยน การเรียนรู้จึงต้องเปลี่ยนตาม ศุภธิดา พรหมพยัคฆ์ เดิมเป็นผู้บริหารโครงการ Google เพื่อการศึกษา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Head of Partnerships ขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ทีช ฟอร์ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) ให้ความเห็นว่า บริบทในชุมชนอาจจะไม่พร้อมกับเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ พลังของชุมชน การช่วยเหลือแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ เนื้อหา (Content) เทคโนโลยีคือเครื่องมือ หนึ่งในการต่อยอดก้าวไปสู่ Thailand 4.0 เราไม่ได้เอาเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง การจะเป็นพลเมืองดิจิทัลคือ การจะใช้สื่อดิจิทัลอย่างไรให้เกิดประโยชน์ ถูกต้อง ถูกจรรยาบรรณ ควรดูให้เป็นให้เท่าทันสื่อ และจึงใช้กำลังของชุมชน เพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เราแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ไปด้วยกัน ค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันด้าน ศุภกร จูฑะพล เจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท พีทีที ไอซีที โซลูชั่นส์ จำกัด มองว่า พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่จะเชื่อแหล่งสารจากคนไม่รู้จัก เด็กรุ่นนี้ถูกเรียกว่า Digital Native มีอายุระหว่าง 15-24 ปี หรือ ช่วงอายุ 25 ปีลงมา เขาเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ผู้ปกครองของเด็กยุค Digital Native ต้องใส่ใจเขา ฟังเขา และต้องลองใช้เทคโนโลยีตามลูก ผู้ปกครองและบุตรหลานจะเข้าใจกันและกัน พ่อแม่ต้องทัน เมื่อพ่อแม่อ่อนแรง จึงต้องมีศูนย์การเรียนรู้เข้ามาเป็นตัวช่วย อุทยานการเรียนรู้ต้องเป็นสถาบันที่ส่งเสริมแรงพ่อแม่ ขณะเดียวกันพ่อแม่ยกบทบาทให้ศูนย์มีหน้าที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของบุตรหลานขณะที่ สุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ปราชญ์ชาวบ้านแห่งพระนครศรีอยุธยา มองว่า สื่อดิจิทัลมีอิทธิพลต่อเด็กรุ่นใหม่ ลูกหลานเราหลุดลอยไปกับสื่อดิจิทัล โรงเรียนบอกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ในการสั่งสอนเด็ก พ่อแม่บอกเป็นหน้าที่ของโรงเรียน ดังนั้นจึงมาตกอยู่ที่ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ฯ จะท้อถอยหรือท้าทายความสามารถก็ต้องดูกันไป ดังนั้นศูนย์การเรียนรู้สมัยใหม่ที่มีสื่อดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอน เราต้องสร้างความพร้อมในการเรียนรู้สื่อที่หลากหลายและเท่าทันสื่อ และต้องอ่านและวิเคราะห์สถานการณ์ให้ออกว่า โลกเปลี่ยนไปในทิศทางใด สำหรับ สุมล กระจ่างศรีผู้รับผิดชอบศูนย์ดิจิทัลชุมชนบ้านคลองกะทา ให้ความเห็นว่า ศูนย์การเรียนรู้เปรียบเสมือนชุมชน มีหน้าที่เชื่อมร้อยถักทอ บ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน มองเด็กเป็นเป้าหมายหลัก สิ่งรอบล้อมเด็กเป็นเป้าหลอม ชุมชนเครือข่ายมีหน้าที่ ปลูกฝังนิสัยเด็ก ขณะเดียวกัน เมื่อพ่อแม่ไม่มีเวลา ชุมชนหรือเครือข่ายหรือศูนย์การเรียนรู้ก็ต้องทำ “ห้องเรียนสำหรับพ่อแม่” ด้วย กระบวนการของชุมชนหรือศูนย์การเรียนรู้ เราต้องเน้นให้เด็กคิดและสร้างคำถามเพื่อกระบวนการคิด

ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล ที่ปรึกษาสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเค ปาร์ค – TK park) กล่าวว่า ศูนย์การเรียนรู้และชุมชนเครือข่ายมีหน้าที่เป็นผู้เชื่อมประสานความสัมพันธ์ การเรียนรู้เกิดการพูดคุย คนที่ต้องเรียนรู้พร้อมเด็กคือ พ่อแม่ ศูนย์หรือพื้นที่แห่งการเรียนรู้เมื่อนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ เราต้องคุมและรู้เท่าทันเทคโนโลยีให้ได้ ประสานกันระหว่างเทคโนโลยีและชีวิต ศูนย์การเรียนรู้และชุมชนเครือข่ายมีหน้าที่หลักในการสร้างคน เทคโนโลยีกับจิตใจคือเรื่องเดียวกัน “วิถีชีวิต” อยู่เหนือเทคโนโลยี แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปแต่เป้าหมายการเรียนรู้คือสัจธรรม การค้นพบตัวตนคือ สิ่งสำคัญที่สุด ระบอบการศึกษาในปัจจุบันไม่ได้สอนให้เราค้นพบตัวเอง ตามเพื่อนไม่ค้นพบความถนัด นอกจากสัจธรรมของชีวิต การอยู่ในสังคมเราต้องเรียนรู้ตัวเองต้องการอะไร เราต้องยอมรับคนอื่นด้วย นอกจากนี้ยังฝากข้อคิด 3ย. คือ ยอมรับในตัวตนของตนเองและผู้อื่น ยับยั้งชั่งใจความอยากมีอยากเป็นและยืดหยุ่น

“กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ใจถึงใจ” เราต้องผลักดันให้ศูนย์การเรียนรู้อยู่ได้อย่างยั่งยืน เราต้องบูรณาการอย่างจริงใจต่อกันและกัน ทุกหน่วยงานมีความตั้งใจจริง เราเป็นเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ใกล้บ้าน แต่ละศูนย์มีความแตกต่างกัน เรามีสำนึกทางวัฒนธรรมแตกต่างกันไปตามภูมิภาค เรามีเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ห้องสมุดมีชีวิตคือ การมีวิทยากรที่มีคุณค่าในชุมชนนั้นๆ คนในสังคมนี่ละที่เป็นศูนย์เรียนรู้ในแต่ละพื้นที่ที่มีคุณค่า” ดร.ทัศนัย กล่าวสรุปทิ้งท้ายภายในงาน

ดวง-มนตร์ลดา พงษ์พานิช กับบทพิสูจน์ความสำเร็จของ MONLADA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281994

ดวง-มนตร์ลดา พงษ์พานิช กับบทพิสูจน์ความสำเร็จของ MONLADA

ดวง-มนตร์ลดา พงษ์พานิช กับบทพิสูจน์ความสำเร็จของ MONLADA

วันเสาร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หากย้อนกลับไปช่วง 10 ปีที่แล้ว ชื่อของ ดวง–มนตร์ลดา พงษ์พานิช เป็นเซเลบริตี้ระดับ A-List ที่ได้ชื่อว่า “แซ่บ” สุดของวงการ แต่แล้วเธอก็ละทิ้งไลฟ์สไตล์สลัดภาพคุณหนู สาวสังคม กลายมาเป็นนักธุรกิจด้านแฟชั่น กับบทบาทของดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ MONLADA ภายใต้คอนเซ็ปต์ “modern classic sexy” ที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับบรรดาแฟชั่นนิสต้าบ้านเราไม่น้อย และตลอดเวลา 6 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา เธอพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จในฐานะดีไซเนอร์ และนักธุรกิจรุ่นใหม่ด้วยการแตกแบรนด์ในเครือ Noirz by Monlada และ MonladaHomme แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้นั้นไม่ง่ายเลย

อย่างที่รู้กันว่า ดวง-มนตร์ลดา จบด้านการออกแบบแฟชั่นจาก “แพร์สัน” นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เธอย้อนความทรงจำเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนในสถาบันออกแบบแฟชั่นนำ และฝึกงานที่แฟชั่นแบรนด์ระดับโลกให้ฟัง

“ทุกคนในโรงเรียนต่างทำงานและเรียนอย่างหนัก ตัวเราเองก็เช่นกันที่เรียนรู้มากมายในเรื่องของอุตสาหกรรมแฟชั่น ทำงานร่วมกับแบรนด์มากมายเช่น Derek Lam และ Libertines ตอนสมัยที่เป็นเด็กฝึกงานวันแรก รุ่นพี่ที่ฝึกงานร้องขอให้เราตัดฉลากเสื้อกองใหญ่ออกและนำไปทิ้ง ทำให้เราตกใจมาก เพราะเสื้อก็เป็นเสื้อที่มียี่ห้อราคาแพงทั้งนั้น แต่หลังจากนั้นก็เรียนรู้ได้ว่า นั่นคือวิธีการสร้างแบรนด์สำหรับแบรนด์ Libertines คือการซื้อเสื้อผ้ามือสองแบบออนไลน์และปรับปรุงแก้ไขเสื้อผ้าเหล่านั้น ให้เข้ากับรูปแบบของตัวแบรนด์ ทำให้เสื้อผ้ามีคุณค่าและราคาขึ้นมา ชิ้นส่วนพิมพ์ลายเล็กๆ ที่ติดกับเสื้อยืดคือทุกอย่าง ทำให้สิ่งของธรรมดาๆ กลับเป็นเครื่องสวมใส่ที่พิเศษขึ้นมาได้ ทำให้ตัวเราได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ขึ้นมาจริงๆ”

และที่ Libertines นี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการสร้างแบรนด์ Monlada

“ดวงชอบเสื้อผ้าแบบยุคเก่า ดูคลาสสิกแบบเรโทร ด้วยสไตล์ที่ค่อนข้างดูเป็นผู้หญิง ทั้งหมดที่พูดมาเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับดวงมาก แต่แน่นอนว่าเราไม่สามารถที่จะสวมใส่เสื้อผ้ายุคอดีตในสมัยนี้ได้ ดังนั้น เราเลยใช้รูปแบบบางอย่างจากในอดีตและเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นเอกลักษณ์ นำสมัยด้วยรูปแบบและสำหรับผู้หญิงที่มีตัวตนที่แตกต่างกัน เราเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องมีด้านที่เซ็กซี่เป็นของตัวเอง นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า Monlada ถึงเลือกที่จะแสดงให้เห็นถึงส่วนที่คลาสสิกและเซ็กซี่”

ความแตกต่างของแบรนด์ทั้ง 3 เริ่มจากพี่ใหญ่ Monlada ดวง-มนตร์ลดา บอกว่า แบรนด์ Monlada เหมาะสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน ส่วน Noirz by Monlada คือ หมู่สาววัยรุ่นและผู้หญิงที่มีสไตล์แบบชิคๆ ในขณะที่ MonladaHomme คือแบรนด์สำหรับชายหนุ่ม ที่มีนักแสดงฮอลลีวู้ดไม่ว่าจะเป็น Scott Eastwood Daniel Redcliffe และ Elijah Wood หรือในวงการนายแบบ อย่าง Baptiste Giabiiconi มาเป็นลูกค้าของ MonladaHomme แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังถ่อมตัวว่าเป็นเพียงเด็กน้อยหัดเดินเตาะแตะในธุรกิจแฟชั่นอยู่ดี

“ไม่ง่ายอย่างที่เห็น เพราะการทำงานไม่ใช่เพียงแต่การทำเสื้อผ้าสวยๆ เท่านั้น จะต้องรู้จักรับมือกับแนวโน้มทางการตลาด จิตวิทยาผู้ซื้อ กลยุทธ์ทางการตลาด และการสร้างแบรนด์ที่จะทำให้แบรนด์สามารถอยู่รอดต่อไปได้ โดยในตอนนี้เรามีแบรนด์บริหารทั้งหมดสามแบรนด์ และแต่ละแบรนด์ก็ย่อมแตกต่างกันพอสมควร ในด้านของธุรกิจย่อมเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับเรามากทีเดียว

บางทีคิดว่าตัวเราเหมาะสมกับการเป็นศิลปินมากกว่าที่จะเป็นนักธุรกิจหรือเปล่า แต่เมื่อคิดอีกด้าน กว่าจะมีวันนี้ เรายังต้องค้นหาวิชา ค้นหาตัวเองเลย อาจต้องใช้เวลาสักพัก กว่าที่จะไปถึงจุดจุดนั้นได้ แต่แน่นอนว่าดวงจะไม่ยอมแพ้ อย่างแบรนด์ MonladaHomme ก็ยังเป็นเด็กวัยเตาะแตะ แต่ในอนาคตอีกไม่นาน เราจะขยายช่องทางมากยิ่งขึ้น อาจจะขยายไปสู่การขายในห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงตัวแบรนด์มากขึ้น และอีกสักพักเราจะเปิดตัวเว็บไซต์ MonladaHomme”

ในช่วงเวลาที่เหนื่อย ท้อ และเสียใจคำสอนที่ ดวง-มนตร์ลดา จำขึ้นใจคือคำของคุณหญิงธิดา พงศ์พานิช ผู้เป็นแม่ ซึ่งทำให้เธอมีพลังที่จะสู้และเดินต่อไปอย่างเข้มแข็ง

“แม่ของดวง ไม่ใช่คุณแม่ประเภทที่จะแสดงให้คุณเห็นถึงความรักด้วยจูบหรือคำชม แต่แม่อยากจะให้เราแข็งแกร่งอยู่เสมอ เพื่อให้เรายืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง เวลาที่ต้องไปเจอสิ่งใหม่ๆ แม่จะบอกให้ดวงมีความกล้า แค่เดินเข้าไป ทำใจให้ชิน จะกลัวสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาไม่ได้ ตอนที่เหนื่อยๆ คุณแม่บอกว่า เธอจะทำงานอย่างหนักหรืออาจจะไม่ทำเลยก็ได้ เรื่องของเธอ ขึ้นอยู่กับเธอจะเลือก และคุณแม่ยังปลูกฝังตั้งแต่เล็กๆ ให้อยู่ด้วยตัวเองอย่างมีความสุขให้ได้ เพราะแม่เชื่อว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะรับมือกับความเหงาและการที่จะต้องอยู่คนเดียวได้ ก็ถือว่าเราไม่สามารถที่จะเติมเต็มชีวิตของเราได้ เพราะสุดท้ายแล้วคนที่อยู่กับเราก็คือ ตัวเราคนเดียว ดังนั้น ทุกครั้งที่ต้องเจอกับปัญหา เหนื่อยหรือท้อ พอนึกถึงคำของคุณแม่ก็จะทำให้ดวงเดินต่อไปได้ค่ะ”

นอกจากการเป็นดีไซเนอร์ เจ้าของธุรกิจแฟชั่น อีกบทบาทในปัจจุบัน ดวง-มนตร์ลดา ยังทำงานกับคุณแม่ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้ชื่อมนตรลดา แลนด์ เขาใหญ่ อสังหาริมทรัพย์หรู พร้อมด้วยคุณภาพระดับพรีเมียม บ้านแฝดที่จะเปิดตัวราวๆ สิ้นปี ถามว่าแยกร่างอย่างไรสาวเก่ง บอกว่า “มนตร์ลดา คือแบรนด์ของเรา คืองานของเราใครอยากจะลาออกจากงานที่รักกัน”