หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300871

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม

พญ สมิตดา สังขะโพธิ์ หรือ หมอเมย์, วิ่งหารายได้ซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ให้ 11 โรงพยาบาล

โครงการก้าวคนละก้าวมีพญ. สมิตดา สังขะโพธิ์ หรือ หมอเมย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ประจำ รพ.พระรามเก้า วิ่งเคียงข้าง ตูน บอดี้สแลม อยู่ตลอดเส้นทาง

   การวิ่งของนักร้องชื่อดัง ตูน บอดี้แสลม โครงการก้าวคนละก้าว เพื่อหารายได้ซื้ออุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ให้ 11 โรงพยาบาล ได้แก่1. โรงพยาบาลยะลา 2. โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี 3. โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี 4. โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม 

 

 

5. โรงพยาบาลสระบุรี 6. โรงพยาบาลขอนแก่น 7. โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี 8. โรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่ 9. โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ 10. โรงพยาบาลน่าน ซึ่งไม่ใช่โรงพยาบาลศูนย์ แต่อยู่ในพื้นที่พิเศษห่างไกลจากตัวเมือง 11. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม 

โดยเริ่มต้นจาก อ.เบตง จ.ยะลา และสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ซึ่งจะวิ่งติดต่อกัน 4 วันพัก 1 วัน และจะสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในวันที่ 25 ธันวาคม 2560

วันนี้(2 พ.ย.)  เป็นวันที่สองในการวิ่ง นายอทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม นักร้องชื่อดังได้หยุดถ่ายรูปกับบรรดาแฟนคลับชาวอำเภอธารโต จ.ยะลา ที่มายืนรอต้อนรับ พร้อมร่วมสมทบทุนโครงการ ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ระหว่างทางได้มีฝนตกลงมา แต่นักร้องชื่อดังยังคงไม่หยุดวิ่งแต่อย่างใด

ทั้งนี้ในการวิ่งวันที่สอง ได้แบ่งระยะการวิ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 สะพานโต๊ะกูแซ ถึง อบต.บ้านแหร ระยะทาง 10.1 กม. ระยะที่สอง อบต.บ้านแหร ถึง หน่วยป้องกันรักษาพื้นที่ยะลา 4 อ.บันนังสตา จ.ยะลา ระยะทาง 12.1 กม. จากนั้นในช่วงบ่าย จะเริ่มวิ่งในระยะที่สาม จากหน่วยป้องกันรักษาพื้นที่ยะลา 4 อ.บันนังสตา ไปยัง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบันนังสตา ระยะทาง 13 กม. และระยะที่ 4 จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบันนังสตา ไปยังโรงเรียนบ้านตาเนาะปูเตะ ระยะทาง 12.3 กม. รวมระยะทางที่จะวิ่งทั้งหวัดในวันที่สอง 47.5 กม .

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม 

ทั้งนี้ได้มีผู้ใช้ชื่อว่า Parkpoom Patumcharoen (ภาคภูมิ ประทุมเจริญ)โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องราวระหว่างทางที่ ตูน บอดี้สแลม วิ่งผ่านหน้าโรงพยาบาลธารโต ด้วยว่า ผู้ป่วยรายหนึ่งทราบข่าวจากเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลว่าพี่ตูนและคณะกำลังจะวิ่งผ่านหน้าโรงพยาบาลธารโต ในอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ขณะที่เขากำลังนอนพักรักษาตัวจากอาการป่วยโดยโรคมาลาเลีย  จึงได้ขออนุญาตหมอเพื่อออกมาเฝ้ารอ เพื่อได้เจอพี่ตูนซักครั้งในชีวิต เพื่อขอบคุณในสิ่งที่พี่ตูนได้ลงมือทำ

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม 

โดยมีเพื่อนและพยาบาลช่วยกันเข็นรถวีลแชร์ขึ้นมาเฝ้ารออยู่ริมทางหน้าโรงพยาบาล แต่ด้วยความที่คนมาเฝ้ารอเป็นจำนวนมากที่หน้าโรงพยาบาล ทำให้พี่ตูนวิ่งผ่านด้านหลังของคนป่วยเข้าไปในฝูงชนไปไกลเกือบ 10 เมตรก่อนที่จะวิ่งกลับมาทักทายและจับมือและให้กำลังผู้ป่วยรายดังกล่าว      พร้อมบอกว่าขอให้หายไวไว แล้วออกมาร่วมกันนะครับ ผมจะรอ” พี่ตูนพูดเสร็จพร้อมกับยื่นแขนไปข้างหน้าและทั้งสองก็ได้จับมือให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

    โครงการก้าวคนละก้าว มีนักวิ่งผู้หญิงที่คอยวิ่งเคียงข้างอยู่ตลอดเส้นทาง เพื่อดูแลในเรื่องของอาหารและอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในระหว่างได้ระหว่างการวิ่ง เธอคือพญ. สมิตดา สังขะโพธิ์ หรือ หมอเมย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ประจำ รพ.พระรามเก้า  มีหน้าที่ดูแลโปรแกรมการวิ่ง การเช็คร่างกายก่อนวิ่ง การใช้พลังงาน การกิน รวมถึงการบาดเจ็บ กายภาพบำบัด ฟื้นฟูกล้ามเนื้อของนักวิ่งตลอดเส้นทาง

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม 

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม 

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม 

     หมอเมย์ เป็นคุณหมอนักวิ่ง  เป้าหมายของเธอในปีหน้าคือวิ่งจบ 100 กม.ที่นิวซีแลนด์ให้ได้ หมอเมย์จบด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ดูแลคนไข้ที่อยู่ในกลุ่มของ อัมพฤกษ์ อัมพาต กระดูกหัก หรือว่าเป็นโรคของทางระบบประสาท โรคทางหัวใจ ที่ทำให้กล้ามเนื้อผิดปกติ อ่อนแรงลงไป ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้คนไข้จะทำงานร่วมกับนักกายภาพบำบัดเป็นทีม

        รวมถึงนักกิจกรรมบำบัดเป็นทีมเพื่อฟื้นฟูคนไข้ให้ครบด้าน มาประมาณ 7 ปีแล้ว เบื้องต้นหมอรักษาคนไข้ในกลุ่ม Musculoskeletal Pain คือกลุ่มอาการปวดในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นหลัก นักวิ่งส่วนใหญ่ที่มาปรึกษาจะเป็นการบาดเจ็บจากการวิ่ง, มีปัญหาของกล้ามเนื้อ, เส้นเอ็น, กระดูก รวมถึงวิเคราะห์ท่าทางการวิ่ง

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม 

    ข้อควรรู้ในการวิ่ง หมอเมย์ แนะนำว่าถ้ามีการบาดเจ็บ 1. ใช้น้ำแข็ง ใช้ความเย็น ให้เร็วที่สุด 20 นาที ช่วยลดปวด ลดการอักเสบ ลดการบวม ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อได้ 2. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หลังจากเข้าเส้นชัยมา ให้ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มาราธอน 4 ชั่วโมง ควรยืดเหยียดกล้ามเนื้อสัก 1 ชั่วโมง

     3. โภชนาการ เน้นโปรตีน ผักผลไม้ เน้นพวกที่มีวิตามินต่างๆ เป็นการซ่อมแซมกล้ามเนื้อได้ 4. การเลือกรองเท้า เหมาะกับหน้าเท้า เพราะการเลือกรองเท้ามีส่วนสำคัญลดการบาดเจ็บตามมาได้

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม 

      คลินิกนักวิ่งเปิดทุกวันศุกร์ 9.00-17.00 น. วันเสาร์ 9.00-12.00 สามารถโทรสอบถามวันเวลานัดและอื่นๆ ได้ที่ 02-2029999

        สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมบริจาคกับโครงการก้าวคนละก้าวในครั้งนี้สามารถบริจาคผ่านช่องทาง ดังนี้ 1. บัญชีรับบริจาค : ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารัชโยธิน ชื่อบัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์ฯ (โครงการก้าวคนละก้าว) เลขที่บัญชี 111-393-5263 (กระแสรายวัน) และทาง SMS : บริจาคครั้งละ 10 บาท พิมพ์ T แล้วกดส่งมาที่ 4545099 (เฉพาะเครือข่าย AIS, DTAC และ True Move H ไม่หักค่าใช้จ่าย)

หมอเมย์ นักวิ่งคู่กายดูแล ตูน บอดี้สแลม 

 ขอบคุณภาพจาก facebook:Samitada May Sungkapo ,parkpoom patumcharoen

ตามรอยทัพเรือ “พระเจ้าตาก” 250 ปีเส้นทางสายอิสรภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300873

ตามรอยทัพเรือ “พระเจ้าตาก” 250 ปีเส้นทางสายอิสรภาพ

ตามรอยทัพเรือ พระเจ้าตาก 250 ปีเส้นทางสายอิสรภาพ, พระเจ้าตาก

ชมรมตามรอยเจ้าตากจัด”โครงการตามรอยนาวาทัพ250ปีเส้นทางสายอิสรภาพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”เทิดพระเกียรติและเผยแพร่ความรู้คนรุ่นหลังจัดพิธีบวงสรวงค่ายโพธิ์สามต้น

 

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่วัดอรุณราชวราราม นายสุชาติ กนกรัตน์มณี ประธานชมรมตามรอยเจ้าตาก เปิดเผยว่า เนื่องจากปี 2560 ถือเป็นปีครบรอบ 250 ปีแห่งการกอบกู้อิสรภาพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งพระยาตากตัดสินใจฝ่าวงล้อมพม่า ไปยังจังหวัดจันทบุรี และเสด็จนำทัพกองทัพเรือนับ 100 ลำล่องขึ้นมาจากภาคตะวันออก เพื่อมาตีพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามรอยทัพเรือ "พระเจ้าตาก" 250 ปีเส้นทางสายอิสรภาพ

ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทางชมรมฯจึงได้จัดกิจกรรม “โครงการตามรอยนาวาทัพ 250 ปีเส้นทางสายอิสรภาพ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม-6 พฤศจิกายน โดยจะล่องเรือตามรอยเส้นทางทัพที่ได้มีการศึกษาข้อมูลจากพงศาวดาร ประวัติศาสตร์ ล่องเรือจากจังหวัดตราด ผ่านไปยังจันทบุรี ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ชมรมฯได้เริ่มล่องเรือตามเส้นทาง โดยใช้เรือสำเภาโบราณ ที่ได้ศึกษาแล้วว่าเป็นเรือที่ปรากฎในกองทัพของพระองค์ โดยออกจากท่าตะเภา จ.ตราดตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม และมาเทียบท่าที่วัดอรุณฯ วานนี้ (1 พฤศจิกายน) และในช่วงค่ำของวันนี้ 21.00 น.จะเดินทางต่อและไปเทียบท่าที่วัดอัมพุ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

ตามรอยทัพเรือ "พระเจ้าตาก" 250 ปีเส้นทางสายอิสรภาพ

และในวันที่ 4 พฤศจิกายนจะมีกิจกรรมเสวนาหัวข้อ เจ้าตากกับชาวมอญ และวันที่ 5 พฤศจิกายนจะเดินทางต่อไปยังวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา และวันที่ 6 พฤศจิกายนจะเทียบท่าวัดต้นสะตือ อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเดินเท้าอีก 2 กิโลเมตรไปยังค่ายโพธิ์สามต้น

โดยในเวลา 8.00 น. จะมีพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยุธยา เป็นประธานในพิธี ซึ่งขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมกิจกรรมเพื่อน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ตามรอยทัพเรือ "พระเจ้าตาก" 250 ปีเส้นทางสายอิสรภาพ

สุชาติ กนกรัตน์มณี ประธานชมรมตามรอยเจ้าตาก

ตามรอยทัพเรือ "พระเจ้าตาก" 250 ปีเส้นทางสายอิสรภาพ
“กิจกรรมนี้เป็นการถ่ายทำเป็นสารคดี เผยแพร่ผ่านยูทูป “ชมรมตามรอยเจ้าตาก” เพื่อให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณ ทรงเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง ด้วยความยากลำบากเพียงใดกว่าจะสามารถกอบกู้อิสรภาพได้สำเร็จ โดยเฉพาะเยาวชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ได้รู้ชาติ เพื่อจะได้เกิดความรักชาติอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาทางชมรมก็ได้จัดกิจกรรมตามรอยพระองค์เช่นกันใช้วิธีการขี่ม้าตามเส้นทาง 33 วันต่อเนื่อง”นายสุชาติ กล่าว

ตามรอยทัพเรือ "พระเจ้าตาก" 250 ปีเส้นทางสายอิสรภาพ

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะมีการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรวบรวมพระไตรปิฎก สมุดภาพไตรภูมิธนบุรี เป็นวรรณกรรมที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน และมีแผนอยากจะทำโขนเพื่อเทิดพระเกียรติในวาระ 250 ปีปราบดาภิเษก  และในอนาคตมีความตั้งใจอยากเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอัญเชิญพระนามของพระองค์เสนอให้องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เข้าสู่ทำเนียบบุคคลสำคัญของโลก

เห็นชอบวัคซีนใหม่ 3 ชนิดเข้าแผนฯภูมิคุ้มกันโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300835

เห็นชอบวัคซีนใหม่ 3 ชนิดเข้าแผนฯภูมิคุ้มกันโรค

เห็นชอบวัคซีนใหม่ 3 ชนิดเข้าแผนฯภูมิคุ้มกันโรค

คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เห็นชอบตารางการให้วัคซีนใหม่ 3 ชนิด พร้อมขยายคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ 12 จว. ภายในปี 2561

 

นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย  อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ครั้งที่ 3/2560 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในประเด็นสำคัญ คือ ตารางการให้วัคซีนใหม่ที่จะเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค จำนวน 3 ชนิด

ได้แก่ 1.วัคซีนรวมคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ตับอักเสบบี และฮีโมฟีลุส อินฟูลเอนเซ่ ทัยป์บี (DTP-HB-Hib) ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กำหนดให้ในเด็กอายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน

โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกันในการบริหารจัดการวัคซีน ต่อไป  2.วัคซีนรวมคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน (Tdap) ในหญิงตั้งครรภ์ โดยกำหนดให้วัคซีนในหญิงตั้งครรภ์ 1 เข็ม อายุครรภ์ระหว่างไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 3 และควรให้วัคซีนอย่างน้อย 15 วันก่อนคลอด ในทุกการตั้งครรภ์        สำหรับกรณีหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีประวัติการได้รับวัคซีนที่มีองค์ประกอบของบาดทะยัก (T) ต้องให้วัคซีนรวมคอตีบและบาดทะยัก (dT)  และ 3.วัคซีนรวมหัดและหัดเยอรมัน (MR) ในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งที่ประชุมได้ระบุให้รวมถึงนักศึกษากลุ่มวิชาแพทย์และสาธารณสุขด้วย โดยให้ 1 เข็ม
นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีการพิจารณาโครงการนำร่องการพัฒนาคลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการให้บริการวัคซีนในกลุ่มผู้ใหญ่ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการในปี 2560 ใน 4 อำเภอ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่, อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น, อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช    โดยใช้วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก (dT) และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นต้นแบบ

จากการติดตามการดำเนินงานในปี 2560 พบว่าในภาพรวมเจ้าหน้าที่ให้การยอมรับและสามารถดำเนินงานได้ ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการมารับบริการวัคซีน และสามารถสรุปเป็นข้อเสนอแนะต่อแนวทางการดำเนินงานต่อไป  และในปี 2561 จะขยายพื้นที่ในการดำเนินงานเป็น 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ อุทัยธานี สระบุรี เพชรบุรี สระแก้ว ขอนแก่น เลย ชัยภูมิ ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช และสงขลา
ที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาปรัชญาของงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ อันได้แก่ บุคคลที่อาศัยในประเทศไทยทุกคนต้องสามารถเข้าถึงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่จำเป็น มีคุณภาพ และปลอดภัย โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา หรือเศรษฐานะ ซึ่งเป็นการแสดงหลักการที่ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้ยึดถือและปฏิบัติตามให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

รู้มั้ยทุกวันนี้บริษัทมีวิธีสัมภาษณ์พนักงานอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300765

รู้มั้ยทุกวันนี้บริษัทมีวิธีสัมภาษณ์พนักงานอย่างไร

เคล็ดลับสัมภาษณ์

ปัจจุบันมีหลายองค์กรที่เริ่มหากลยุทธ์ใสัมภาษณ์งานเพื่อทดสอบความคิดและวิธีการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าผู้สมัครงานช่วยให้สามารถวิเคราะห์ผู้สมัครได้แม่นยำ

      แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) แนะนำ 3 เทคนิคการสัมภาษณ์แบบไม่ซ้ำใครที่จะทำให้องค์กรเข้าใจผู้สมัคร งานได้มากขึ้น

·สัมภาษณ์เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน–การตั้งคำถามแปลกๆ หรือคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับงานเลย เช่น ทำไมฝาท่อระบายน้ำถึงเป็นวงกลม ถ้าเกิดมีซอมบี้บุกโลกจริงคุณจะทำอย่างไรเป็นต้น เนื่องจากคำถามเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งวิธีการเชิงจิตวิทยาที่จะทำให้บริษัทเข้าใจหรือรู้จักความคิดและตัวตนของผู้สมัครงานมากขึ้น

นอกเหนือจากการถามคำถามธรรมดาทั่วไป ซึ่งคำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามนั้นอาจจะไม่มีแต่คำตอบจะสามารถเผยให้เห็นถึงความคิดหรือความรู้สึกของผู้สมัครงานมากขึ้นทำให้องค์กรประเมินเบื้องต้นได้ว่าผู้สมัครงานมีความคิดเห็นอย่างไร และมีความเหมาะสมกับตำแหน่งที่สมัครมากน้อยเพียงใด

·สัมภาษณ์โดยการสร้างสถานการณ์จำลอง –วิธีนี้อาจทำได้โดยการนัดผู้สมัครงานไปสัมภาษณ์ที่ร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ และให้ทางร้านช่วยแกล้งเสริฟ์อาหาร-เครื่องดื่มผิดให้กับผู้สมัครงาน เพื่อที่องค์กรจะได้สังเกตปฏิกิริยาของผู้สมัครงานว่าจะจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร พวกเขาจะทำเป็นไม่ใส่ใจหรือหัวเสียไหม หรือพวกเขาจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วค่อยๆหาวิธีรับมือกับปัญหา

ซึ่งการทดสอบแบบนี้จะทำให้องค์ได้เห็นผู้สัมภาษณ์ในมุมอื่นๆนอกเหนือจากเรื่องทักษะหรือความสามารถในการทำงานเพราะไม่ว่าผู้สมัครงานจะมีปฏิกริยาแบบไหนองค์กรก็สามารถนำสิ่งที่พบเจอมาเป็นคะแนนเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ทั้งนั้น

·สัมภาษณ์โดยการทำกิจกรรมร่วมกัน หรือทดลองงานจริงระยะสั้นๆ– เช่น การทำเวิร์คช็อปหรือการลงภาคสนามด้วยการทดลองงานกันจริงๆ ซึ่งวิธีการสัมภาษณ์เหล่านี้จะช่วยทำให้องค์กรรู้จักกับบุคลิกภาพทัศนคติ ตลอดจนศักยภาพของผู้สมัครงานแต่ละคนได้ดีขึ้น

เพราะบางตำแหน่งแค่การนั่งสัมภาษณ์งานอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอเช่น งานขายและบริการลูกค้า อาจจะจัดเวิร์คช้อปและลองให้ผู้สมัครงานแต่ละรายได้นำเสนอสินค้าหรือบริการ รวมถึงวิธีการรับมือกับปัญหาต่างๆ เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า เป็นต้น

ทั้งนี้วิธีการสัมภาษณ์ในรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้องค์กรได้เข้าใจ ตลอดจนมองเห็นบุคลิกภาพ ทัศนคติของผู้สมัครงานมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจว่าผู้สมัครงานคนดังกล่าวมีความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ต้องการมากน้อยเพียงใด ในทางกลับกัน ผู้สมัครงานเองก็จะได้มองเห็นและเข้าใจถึงวัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนบุคลากรภายในองค์กรที่จะได้ทำงานร่วมกันมากยิ่งขึ้น เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะทำให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ง่ายๆจ่ายประกันสังคมผ่านE-PAYMENT-ตู้บุญเติม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300747

ง่ายๆจ่ายประกันสังคมผ่านE-PAYMENT-ตู้บุญเติม

จ่ายประกันสังคมผ่านe-Payment, ผู้ประกันตนมาตรา40ผ่านตู้บุญเติม

   ยุคThailand4.0นายจ้างสามารถชำระเงินสมทบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ผ่าน8ธนาคารและผู้ประกันตนมาตรา40ผ่านตู้บุญเติมพร้อมให้บริการวันที่1พ.ย.60 นี้

        นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการให้บริการชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) และระบบ NSW การให้บริการรับเงินสมทบกองทุนประกันสังคมผู้ประกันตนตามมาตรา 40  ผ่านตู้บุญเติม

      เป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ระหว่างสำนักงานประกันสังคม และธนาคารที่ให้บริการรับชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและผู้ให้บริการตู้บุญเติม ตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ตามแนวทางประชารัฐ เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศไทย เข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจรแทนการใช้เงินสดหรือเช็ค เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการจากภาครัฐได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

     ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม ได้พัฒนารูปแบบการส่งข้อมูลการชำระเงินสมทบและการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e – Payment) แทนการยื่นแบบแสดงรายการที่เป็นเอกสารและลดการใช้เงินสดหรือเช็ค ซึ่งจะทำให้นายจ้างได้รับความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และได้พัฒนารูปแบบวิธีการต่างๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงระบบของนายจ้างที่มีความหลากหลาย รวมทั้งเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างชำระเงินสมทบเพิ่มมากขึ้น ผ่าน 7 ธนาคาร ที่พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560

      ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารมิซูโฮ จำกัด สาขากรุงเทพมหานคร ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ให้บริการช่องทางการยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบและการนำส่งเงินสมทบระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ National Single Windows (NSW)

    นอกจากนี้ยังได้เพิ่มช่องทางการให้บริการรับชำระเงินสมทบแก่ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 โดยร่วมกับบริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการรับชำระเงินสมทบผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ผ่านตู้บุญเติม เพื่อรองรับการให้บริการผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ที่อยู่ตามตำบล หมู่บ้านที่ไม่มีสาขาธนาคาร และหน่วยบริการที่ให้บริการตั้งอยู่ กว่า 100,000 ตู้ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506

มธ.ฟื้นฟูประเพณีแห่กฐินทางน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300748

มธ.ฟื้นฟูประเพณีแห่กฐินทางน้ำ

มธ.แห่กฐินพระราชทาน กฐินแรกของรัชกาลที่ 10 ฟื้นฟูแห่ประเพณีแห่กฐินทางน้ำ ประเพณีดั้งเดิมแต่โบราณ ทั้งปลูกฝังให้ทุกคนกลับมาร่วมดูแลแม่น้ำลำคลอง ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทย

            เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 60 ลานปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ศ.ดร.สมคิด เลิศไพรฑูรย์  อธิการบดี มธ. เปิดเผยว่า มธ.ได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษา ณ วัดจันทร์กะพ้อ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นพระอารามหลวงที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยเป็นพระกฐินพระราชทานครั้งแรกของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มธ.จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการรื้อฟื้นประเพณีแห่กฐินทางน้ำ โดยมีพิธีแห่เรือกฐินพระราชทานออกจากท่าน้ำ หน้าตึกโดม มธ. ท่าพระจันทร์ ไปเทียบท่าน้ำที่วัดถั่วทอ จ.ปทุมธานี และจะมีเรือจากชุมชนและเรือคายัคนักศึกษา ร่วมสมทบพิธีแห่กฐินพระราชทานทางน้ำออกจากวัดถั่วทอไปวัดจันทร์กะพ้อ เพื่อร่วมถวายผ้ากฐินพระราชทาน

มธ.ฟื้นฟูประเพณีแห่กฐินทางน้ำ

ด้าน ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มธ. กล่าวว่า  กฐินทางน้ำครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ชาว มธ.ได้ร่วมกันรื้อฟื้นประเพณีการแห่กฐินทางน้ำ ซึ่งนอกจากบุคลากรของมธ. นักศึกษา ยังเชิญชวนชาวจ.ปทุมธานี เข้าร่วมพิธีแห่กฐินพระราชทานทางน้ำด้วย โดยมีประชาชนนำเรือยนต์เข้าร่วมกว่า 20 ลำ อย่างไรก็ตามการแห่กฐินทางน้ำนอกจากเป็นประเพณีที่สำคัญของคนไทยแต่ดั้งเดิมแล้ว ยังถือเป็นการปลูกฝังให้ชุมชน นักศึกษาช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมทางน้ำ ซึ่งเราใช้ดื่ม ใช้กิน ใช้ในการสัญจร แต่ก็ยังมีการทิ้งสิ่งสกปรกลงไปทำให้แม่น้ำเกิดการเน่าเสีย ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนหันกลับมาช่วยกันฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางน้ำให้กลับมาใสสะอาด เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของคนไทยเช่นเดิม

มธ.ฟื้นฟูประเพณีแห่กฐินทางน้ำ

นอกจากนี้มธ. ยังถือโอกาสพาบุคลากร และนักศึกษาล่องเรือทัศนศึกษา เยี่ยมชมวิถีชีวิตริมน้ำ รวมถึงศึกษา ประวัติศาสตร์ในวัดที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง คือ วัดโบสถ์ ที่สร้างโดยชาวมอญที่อพยพมาจากเมืองหงสาวดี ประเทศเมียนมาร์  วัดปรมัยยิกาวาส และวัดเฉลิมพระเกียรติ

“ผมหวังว่า การแห่กฐินทางน้ำครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้บุคลากร นักศึกษา มธ. และชุมชนริมน้ำชาวปทุมธานีและละแวกใกล้เคียง หันกลับมาดูแลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางน้ำ เพราะน้ำคือชีวิต นอกจากให้เราได้อาศัย ดื่มกิน แล้ว หากดูแลรักษาให้มีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม แม่น้ำใสสะอาดยังสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยได้อีกด้วย”ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว

มธ.ทำ“BIKE SHARING” ครั้งแรกของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300653

มธ.ทำ“BIKE SHARING” ครั้งแรกของประเทศ

จักรยานสาธารณะ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ofo, Bike Sharing

มธ.ผนึก ofo เปิดให้บริการ Bike Sharing ครั้งแรกในประเทศไทย ขับเคลื่อนแนวคิด ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการสัญจรที่สะดวก ปลอดภัย ไร้มลพิษ

       มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ถือเป็นต้นแบบแนวคิด Smart Campus ที่ศูนย์รังสิต ภายใต้เนื้อที่กว่า 1,757 ไร่นักศึกษารวมกว่า 30,000 คน ต้องวางแผนเรื่องการคมนาคมสัญจรภายใน รณรงค์ให้เกิดการใช้จักรยานให้เกิดเป็นรูปธรรม มีบริการเช่าจักรยานภายในมหาวิทยาลัย และการจัดสร้างเลนจักรยาน เพื่อให้เกิดความสะดวกและปลอดภัยในการขับขี่  ล่าสุด ได้ลงนามความร่วมมือกับ ofo (โอโฟ่) ประเทศไทย ผู้นำบริการจักรยานสาธารณะอัจฉริยะอันดับหนึ่งของโลก เปิดให้บริการครั้งแรกในประเทศไทยที่มธ. ศูนย์รังสิต ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม

มธ.ทำ“Bike Sharing” ครั้งแรกของประเทศ

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ นพพล ตู้จินดา

       ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มธ. กล่าวว่ามธ.มีนโยบายในการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว โดยได้เริ่มรณรงค์ให้นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยมาขี่จักรยานในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2550 รวมถึงโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ ธนาคารขยะ ต่อมาเพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความยั่งยืนกับสิ่งแวดล้อม ต้องดำเนินการทั้งสิ่งแวดล้อม ประชาชน และนำเทคโนโลยี 4.0 เข้ามาช่วยในการรณรงค์ การสร้างสังคมช่วยลดมลภาวะ มลพิษ คาร์บอนไดออกไซด์ สร้างสังคมสีเขียว สังคมสิ่งแวดล้อม

      “มหาวิทยาลัยได้รณรงค์ ส่งเสริมให้มีการใช้จักรยานมา10 ปี โดยเริ่มให้มีการยืมจักรยาน ยุคแรก มีจักรยาน 500 คัน นักศึกษาต้องมีบาร์โดค มีผู้ให้บริการประจำจุดต่างๆ ในการยืมจักรยาน ต่อมายุคที่ 2 เข้าสู่ยุค Bike Sharing  ยืมที่ไหน คืนที่ไหนก็ได้ โดยใช้บัตรนักศึกษายืมจักรยานได้ทันที และยุคที่ 3 Bike Sharing  ร่วมมือกับ ofo ที่สะดวกในการให้บริการมากขึ้น นักศึกษาสามารถยืมที่ไหน คืนที่ไหน และใครที่มามธ.ก็สามารถใช้บริการได้ เพียงโหลดแอพ และสแกนบาร์โคดก็สามารถใช้ได้ทันที ซึ่ง 3 เดือนที่ได้ทดลองใช้ มีนักศึกษาใช้จักรยานในมหาวิทยาลัยมากขึ้น จากเดิมมีผู้ใช้บริการเพียง 5,000 คน จากประชากร 35,000 คน หรือ 1 ใน 7 เมื่อนำ Bike Sharing   จากofo มีผู้ใช้บริการจักรยาน 7,000 คน 20% และคาดว่าจะมีการใช้เพิ่มอีกเท่าตัว หรือประมาณ 40%” ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว

มธ.ทำ“Bike Sharing” ครั้งแรกของประเทศ

       ขณะนี้ มธ.ได้ดำเนินการจัดการเพิ่มเลนจักรยาน รวมถึงการสร้างวินัยในการใช้จักรยานให้มากขึ้น ว่าที่ไหนควรจอด ไม่ควรจอด และรณรงค์ให้นักศึกษา อาจารย์ บุคลากรหันมาใช้จักรยานสัญจรในมหาวิทยาลัยมากขึ้น เพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แก้ปัญหาโลกร้อน และรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ต่อไป

     นพพล ตู้จินดา ผู้จัดการทั่วไป ofo ประเทศไทย กล่าวว่า ภายหลังจากการทดลองให้บริการจักรยาน ofo ในมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พบว่า มีนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัยให้การตอบรับดีมาก โดยปัจจุบันมีจุดจอดกระจายตามอาคารเรียนทุกคณะวิชา ห้องสมุด และมีการเพิ่มจักรยานให้เพียงพอกับความต้องการเป็น 3,800 คน จากช่วงแรกให้บริการจักรยานสาธารณะ Bike Sharing  เพียง 1,000 คน โดยแต่ละวันมีการใช้งานสูง 10,000 ครั้ง หรือ 90% ซึ่งจักรยานหนึ่งคันมียอดการใช้งานสูงถึง 2-3 ครั้งต่อวันซึ่งมีการใช้งานต่อเนื่องทั้งวันและจะมียอดการใช้งานสูงมากในช่วงเช้ากับช่วงเย็นเพราะเป็นช่วงที่ในมหาวิทยาลัยรถติดมาก นักศึกษาเลยหันมาใช้จักรยานกันเพิ่มขึ้น และยังพบว่า นักศึกษานัดกันมาปั่นจักรยานตอนเย็นๆ เพื่อเป็นอีกทางเลือกของการออกกำลังกายอีกด้วย โดยขณะนี้การใช้บริการ ofo ยังเปิดให้ใช้ฟรีโดยไม่เสียค่ามัดจำและค่าบริการ โดยได้ยืดเวลาการใช้งานฟรีไปจนถึงสิ้นปี 2560

     “ที่ผ่านมาพบว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีบริการจักรยานเช่าสำหรับนักศึกษาอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งแต่ละปีต้องใช้งบประมาณหลายล้านบาทในการบำรุงรักษาจักรยานเหล่านั้น โดยหลังจาก ofo ได้เข้ามาให้บริการ Bike Sharing ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้เลย รวมถึงเทคโนโลยีของ ofo ยังช่วยทำให้การบริหารจัดการเป็นระบบระเบียบยิ่งขึ้น อาทิ การค้นหาจุดจอดจักรยานผ่านแอปพลิเคชั่น และระบบจีพีเอสที่ติดตั้งไว้ที่จักรยานทุกคันเพื่อความสะดวกในการติดตามจักรยาน รวมถึงการเก็บสถิติการใช้งานและเส้นทางการใช้งานเพื่อการบริหารจุดจอดและจำนวนจักรยานได้อย่างเหมาะสมและเป็นระเบียบเรียบร้อยในมหาวิทยาลัย และการคุ้มครองผู้ขับขี่ด้วยประกันอุบัติเหตุหากเกิดจากการขับขี่จักรยาน ofo อีกด้วย” นพพล กล่าว

มธ.ทำ“Bike Sharing” ครั้งแรกของประเทศ

     ปัจจุบัน Bike Sharing มีใช้อยู่ 2 ที่ ได้แก่ มธ.ศูนย์รังสิต ,อ. เมืองจ.ภูเก็ต และม.สงขลานครินทร์วิทยาเขตภูเก็ต ที่มีจักรยานให้บริการแล้วกว่า 100 คัน โดยอนาคตจะมีการขยายการให้บริการในมหาวิทยาลัยและหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

       น้องท้อป-ทายานนท์ พงษ์ศิริ และน้องมายด์ -อติญา ลีลาเหมรัตน์ นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มธ. เล่าว่าเขาทั้ง 2 คนได้ใช้บริการ Bike Sharing มาตลอด เพราะสะดวกในการใช้สัญจรในบริเวณมธ.ศูนย์รังสิต ซึ่งแต่ละคณะ อาคารเรียน ห้องสมุด หรือสถานที่ต่างๆ อยู่ห่างกันออกไป ทำให้ไม่ต้องรอใช้บริการรถสาธารณะอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย เป็นการออกกำลังกายอีกด้วย โดยแต่ละวันใช้บริการ Bike Sharing วันละ 2-3 ครั้ง   โดยระบบ Bike Sharing ของofo มีจีพีอาร์เอส มีเครื่องวัดระยะทาง บอกถึงการลดใช้พลังงาน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการปลูกฝังให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์

มธ.ทำ“Bike Sharing” ครั้งแรกของประเทศ

    “ตอนนี้เลนจักรยานมีจำนวนมากขึ้น จักรยานก็มีจำนวนมาก แต่หากจะให้นักศึกษาใช้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีการจัดเลนจักรยานเพิ่มขึ้น และรณรงค์ให้นักศึกษาเกิดจิตสำนึกในการร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม ลด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำร้ายสิ่งแวดล้อม ทำร้ายโลก ยิ่งปัจจุบันเทรนด์การปั่นจักรยานได้รับความนิยม นักศึกษาให้ความสนใจมากขึ้น หากมีการปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมจะส่งเสริมให้นักศึกษาหันมาปั่นจักรยาน ใช้ Bike Sharing มากขึ้นอย่างแน่นอน”น้องมายด์ กล่าวทิ้งท้าย

            0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0

จาก”เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300634

จาก”เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน

รักการอ่าน, หนอนหนังสือ, อ่านตั้งแต่ป4, หนังสือเป็นเหมือนเพื่อนยามเหงา, คุณภาพชีวิต

เปิดใจ “ภูรี ศิริหาญยากร” เจ้าหนูจำไม” พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน รายการสุขสโมสร นร.ชั้นม. 3 ร.ร.เพลินพัฒนา หนอนหนังสือตัวยงที่รักการอ่านตั้งแต่ ป.4

    “หนังสือเป็นเหมือนเพื่อนยามเหงา และเป็นแหล่งหาความรู้ที่ทำให้ผมได้ฝึกทักษะการเขียน การอ่าน การพูด และเป็นการฝึกนิสัยรักการอ่าน หนังสือทำให้ผมเป็นคนมองโลกในหลายๆ แง่ เพราะผมชอบอ่านหนังสือหลายประเภท แต่ละประเภทจะแตกต่างกัน มันทำให้มีความรู้รอบตัวมากขึ้นและ มีความสุขทุกครั้งเมื่อได้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ”  จีน- ภูรี ศิริหาญยากร พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน รายการสุขสโมสร และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเพลินพัฒนา กล่าว

จาก"เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน

ภูรี ศิริหาญยากร

“จีน” เริ่มต้นอ่านหนังสือสมัยเด็กๆ คุณแม่หยิบวรรณกรรมที่เหมาะกับเด็กมาให้อ่าน พอโตขึ้นหน่อยเขาก็เริ่มถาม เริ่มสงสัย จนคุณแม่เรียกว่า “ เจ้าหนูจำไม” จากนั้น “จีน” เริ่มหยิบข้อคิดหรือสิ่งอะไรบางอย่างที่หนังสือสอนมาใช้ในชีวิตประจำวัน พอมาช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เริ่มมาอ่านการ์ตูนช่องในเชิงต่อสู้ บวกกับกิจกรรมรักการอ่านตอนเช้าที่โรงเรียนโดยให้เลือกว่าอยากอ่านหนังสือเล่มไหน เขาเลือกอ่านเรื่อง “ ส้มสีม่วง ” เพราะชื่อเรื่องน่าสนใจ และมาจากความสงสัยว่า ส้มอะไร จะสีม่วงได้

จาก"เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน

จีน เล่าว่า พอเปิดอ่านรู้สึกว่ามีวิธีการเล่าเรื่อง สอดแทรกข้อคิดอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ เนื้อเรื่องพูดถึงมุมมอง 3 ตัวละครหลัก คือลุงเทิด เป็นนักเขียนวรรณกรรม มีจ้อยกับแก้มเป็นเด็ก 2 คน ร่วมกันปราบกองทัพที่มีนักรบอุปนิสัยแตกต่างกัน เช่น ขี้เกียจตัวเป็นขน หรือนายไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง นักรบที่ผมชอบจะเป็นผัดวันประกันพรุ่ง อาวุธเป็นตะหลิวเอาไว้ผัด ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นนักเขียนในดวงใจของผมที่เป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิต คือ ขวัญใจ เอมใจ นามปากกาว่า “ดาวกระจาย” หนังสือเล่มนี้ถึงจะเป็นเรื่องเล่าสนุกๆ ให้เด็กอ่านแต่กลับสอดแทรกข้อคิดที่ทำให้เด็กนำไปใช้ในอนาคตหรือผู้ใหญ่มาอ่านอาจจะใช้ได้เหมือนกัน

จาก"เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชนจาก"เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน

ปัจจุบัน จีน ชอบอ่านหนังสือเชิงจิตวิทยา สร้างข้อคิดให้แรงบันดาลใจ เช่น เรื่อง “ ขุนเขาเกาสมอง” ของคุณสิทธุเสน เขจรบุตร เนื้อเรื่องเป็นการเล่าสอดแทรกจิตวิทยา ข้อคิดที่เกี่ยวกับกระบวนการทำงานของสมองว่าในแต่ละส่วนทำหน้าที่อะไรบ้าง

“สำหรับผมหนังสือเล่มนี้เป็นส่วนสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำอะไรต่างๆ โดยผ่านกระบวนการคิดมาแล้ว และยังเป็นไกด์นำทางในการแก้ปัญหา อุปสรรคต่างๆ” จีน เล่า

จีน มองหนังสือ 2 ด้าน คือ มองในมุมของหนังสือ จะสอนการใช้คำและฝึกการสื่อสาร เพราะหนังสือมีคลังคำเยอะ เราจะรู้ว่าจะนำเสนออะไร เนื้อหาเป็นแบบไหนให้คนอ่านเข้าใจ ตอนนี้เป็นผู้สื่อข่าวด้วย ต้องทำเนื้อหาในวีดีโอ ต้องสื่อวีดีโอด้วยเนื้อหาให้คนดูว่าสิ่งที่สื่อต้องการอะไร แต่ถ้ามองในมุมการอ่านหนังสือ จะได้ฝึกทักษะในการอ่าน การจับใจความ เคยช่วยโรงเรียนทำงานวิเคราะห์ งานสืบค้นต่างๆ ได้นำทักษะส่วนนี้มาใช้ และสามารถทำงานและเรียนรู้กับมันได้ง่ายขึ้น

จาก"เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน

เขาบอกว่า 100 เล่มหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชนที่ชอบที่สุด คือ “ จากวันจันทร์ของชีวิต…วันศุกร์ต้องมาถึง ” ของ ภาณุมาศ ภูมิถาวร เนื้อหาของเรื่องจะเล่าผ่านตัวละครชื่อว่า ฝาย รั้วรัก เป็นเด็กที่มีปัญหาแต่มีแม่เป็นแรงบันดาลใจกระทั่งฟันฝ่ามรสุมชีวิตอันเลวร้ายลงได้สำเร็จ ที่เลือกเล่มนี้เพราะมีลักษณะตรงกับตัวเองและรู้สึกสนใจเนื่องจากสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของเขาได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าเด็กหลายๆ คนก็ชอบเล่มนี้

” สุดท้ายอยากบอกว่า การที่เราแบ่งเวลาสักนิดหันมาอ่านหนังสือ จะเป็นการฝึกสมาธิของเราให้อยู่กับหนังสือได้นาน เป็นส่วนที่สำคัญมากครับ ” จีน กล่าว

จาก"เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน

สุธาทิพ ธัชยพงษ์  ประธานคัดสรรหนังสือดีสำหรับเด็ก เปิดเผยว่า การคัดสรรหนังสือสำหรับวัยนี้ ต้องมองหลายอย่าง เพราะเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้ ลักษณะของหนังสือจะต้องเป็นภาพมากกว่าตัวอักษร และตัวอักษรจะต้องเป็นตัวโตๆ เด็กในวัยนี้ยังไม่สามารถอ่านเองได้และสนใจภาพเป็นส่วนใหญ่ และหนังสือจะต้องมีเนื้อหาชัดเจนว่าต้องการสื่อถึงอะไร หนังสือจะต้องมาจากความสนใจของตัวเด็ก มีเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจและเหมาะกับการใช้ชีวิตของตัวเด็ก จะทำให้สามารถเสริมพัฒนาการของเด็กได้ ส่วนใหญ่วัยนี้จะชอบหนังสือการ์ตูน มีเนื้อหาเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค และจะอ่านหนังสือที่ตนเองชอบและสนใจเท่านั้น

จาก"เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชนจาก"เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน

ด้านอาจารย์พจมาน พงษ์ไพบูลย์ ประธานคัดสรรหนังสือดีสำหรับเยาวชน เปิดเผยว่า วัยนี้จะเป็นวัยที่ช่วงอายุค่อนข้างห่างกันและจะเรียนรู้แต่สิ่งที่ตัวเองสนใจ หนังสือที่เหมาะสมกับเยาวชนช่วงวัยนี้จะมีลักษณะที่เป็นเฉพาะด้านที่แต่ละคนสนใจ จะต้องมีความสนุกสนาน ได้จินตนาการ และเนื้อหาจะต้องมีส่วนประกอบในการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กในวัยนี้ เพราะเป็นวัยที่สามารถเลือกได้แล้วว่าชอบอ่านหนังสือแบบไหน และเป็นวัยที่มีหนังสือเป็นเพื่อน

จาก"เจ้าหนูจำไม”สู่พิธีกรและผู้สื่อข่าวเยาวชน


ความหวังรอฮูรับรอง”ยาเอดส์อภ.”ตัวแรกของไทยเปิดทางส่งขายทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300636

ความหวังรอฮูรับรอง”ยาเอดส์อภ.”ตัวแรกของไทยเปิดทางส่งขายทั่วโลก

เอฟฟาไวเรนซ์, ยาเอดส์อภ

บอร์ดอภ.ชุดใหม่ประชุมนัดแรก วางเป้าส่งออกวัคซีน-ยาไปต่างประเทศ รอข่าวดีฮูรับรองยาเอดส์ เอฟฟาไวเรนซ์ของอภ. คาดไม่เกินเม.ย.61เปิดทางขายได้ทั่วโลก

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2560 นพ.โสภณ เมฆธน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) คนใหม่ กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ด อภ.เป็นครั้งแรก ว่า การประชุมในครั้งนี้ ตนได้แจ้งนโยบายของ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ใน 5 เรื่อง คือ 1.อภ.มีหน้าที่ด้านความมั่นคงทางยา ต้องมียาใช้เพียงพอ ไม่แข่งขันกับทางเอกชน ต้องเติบโตไปด้วยกัน แต่ อภ.ต้องอยู่ได้ เช่น ส่งผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไปต่างประเทศ

2.มีความมั่นใจในคณะกรรมการ อภ.ที่มีความรู้ความสามารถ โดยให้เน้นด้านธุรกิจที่ต้องดึงคนมีความรู้ความสามารถมาช่วย 3.สนองนโยบายนายกรัฐมนตรีในเรื่องการส่งเสริมสมุนไพรไทย  4.งบประมาณที่ อภ.สามารถจัดการเองได้ ให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส และ 5.ดูแลพนักงาน อภ.ให้ทำงานอย่างมีความสุข ทั้งนี้ เพื่อให้ อภ.มียาดีมีคุณภาพ ประชาขนเข้าถึงยา ราคาคุ้มค่าเป็นธรรม เป็นที่เชื่อถือของประชาชนที่ใช้ยา

ด้านนพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า ในส่วนของแผนที่ อภ.วางไว้เพื่อดำเนินการขยายตลาดไปต่างประเทศ จะเป็นส่วนของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ อ.ทับกวาง จ.สระบุรี สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว คาดว่า จะดำเนินการผลิตวัคซีนได้ในปี 2562 ซึ่งหากจะให้โรงงานสามารถอยู่ได้ต้องผลิตได้มากกว่า 1 ล้านโดสต่อปี ซึ่งจำเป็นต้องมีการขยายตลาดไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ การที่จะสามารถนำวัคซีนไปจำหน่ายได้ ต้องผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อภ.ได้ส่งยาต้านไวรัสเอชไอวี เอฟฟาไวเรนซ์เป็นรายการยาตัวแรกของไทยและอาเซียน เพื่อให้องค์การอนามัยโลกรับรองยา จะทำให้ อภ.สามารถขายยาดังกล่าวได้ทั่วโลก

ดร.ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รองผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า ขณะนี้ อภ.ได้ดำเนินการจัดส่งเอกสารประกอบการพิจารณารับรองยาเอฟฟาไวเรนซ์ไปยัง WHO แล้ว คาดว่าอย่างช้าคือ เม.ย. 2561 ยาเอฟฟาไวเรนซ์ของ อภ.จะได้รับการรับรองขึ้นเป็นบัญชียาในรายการของ WHO  ซึ่งในการพิจารณาจะพิจารณาทั้งตำรับยาและมาตรฐานโรงงานผลิตยา

ทั้งนี้ จะได้รับการรับรองความคงสภาพตัวยาหรืออายุยาที่ 2 ปี สำหรับยาเอฟฟาไวเรนซ์ปัจจุบันโรงงานผลิตยาของ อภ.ที่รังสิต สามารถผลิตใช้ในประเทศปีงบประมาณ 2560 จำนวน 44.94 ล้านเม็ด มูลค่าประมาณ 251.993 ล้านบาท โดยจำหน่ายในราคาขวดละ 100 กว่าบาท ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีความพร้อมที่จะขยายการผลิตเพิ่มขึ้นได้

เปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯ2-30พย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300711

เปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯ2-30พย.

 

รองนายกฯเยี่ยมชมการทดสอบนำชมนิทรรศการพระเมรุมาศร. 9 ก่อนวันเปิด 2 พ.ย. ฝากทุกคนสุภาพ ควรปฎิบัติตามกติกาที่กำหนด เตรียมประเมินวันต่อวันอาจขยายช่วงเวลาเข้าชมเพิ่ม

        ตามที่รัฐบาลกำหนดเปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานประติมากรรมและจิตรกรรมประดับพระเมรุมาศ ในวันที่ 2 พ.ย.2560 นั้น

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2560 ที่บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้ให้มีการทดสอบการนำประชาชนเข้าชมนิทรรศการดังกล่าว เพื่อทดสอบระบบคัดกรอง การนำชมพระเมรุมาศแต่ละอาคารภายในพระเมรุมาศ การอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการและพระภิกษุสงฆ์ และทดสอบระบบทางลาดสำหรับผู้พิการ

เปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯ2-30พย.

โดยมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ฐานะประธานคณะการจัดนิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงศพ  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช  กล่าวว่าการทดสอบนำชมนิทรรศการครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยสถานที่ตรงนี้เป็นสถานที่ที่ทุกคนมีใจร่วมกันทั่วประเทศน้อมส่งเสด็จในหลวงร.9  ซึ่งมีความสำคัญผู้เข้าชม ต้องให้เกียรติ และคำนึงถึงความเหมาะสม เพราะเป็นประวัติศาสตร์ของไทยและโลกที่ทุกคนต่างอยากมาชม ถ่ายรูปสัมผัสบรรยากาศ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

จึงไม่ได้ใช้คำว่าห้ามทำอะไรแต่เป็นการขอความร่วมมือ ขอร้องให้ดำเนินการทุกอย่าง ปฎิบัติตัวอย่างสุภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การถ่ายรูป การเซลฟี่ การปฏิบัติตัวอื่นๆ และช่วยเคารพเวลา 45 นาทีจากจุดคัดกรอง ซึ่งถ้าทุกคนรักษาเวลาสามารถเข้ามาอีกรอบก็ได้

เปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯ2-30พย.

“ขั้นต้นไม่ได้มีระเบียบอะไรมากมายเป็นไปตามขั้นตอน ดังนั้น ขอความกรุณาประชาชนทุกคนที่จะเข้ามาชมนิทรรศการขอให้เข้าผ่านจุดคัดกรอง5 จุด ประกอบด้วย บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ท่าช้าง  หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน(รด.) หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ และด้านหลังกระทรวงกลาโหม เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นที่ๆ ที่จะมีคนเข้ามาเยอะ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งทุกคนสามารถเป็นหูเป็นตา ช่วยดูความปลอดภัย เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยทุ่มเทเพื่อถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกทั้งผู้พิการทางร่างกาย และสายตาสามารถเข้าชมนิทรรศการครั้งนี้ได้โดยมีอักษรเบลล์ ทางลาด และเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ”  พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว

เปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯ2-30พย.

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จนถึงวันที่ 30 พ.ย.2560 จะเปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการ เวลา 07.00-22.00 น.ของทุกวัน วันละ 5,500 คน และใช้เวลารอบละ 45 นาที คาดว่าแต่ละวันจะมีผู้เข้าชม 1 แสนคน ซึ่งประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการจะได้รับแจก แผ่นพับนำชมนิทรรศการ จัดพิมพ์ทั้งหมด 3 ล้านฉบับ ประกอบด้วย ฉบับภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน รวมถึงโปสการ์ดที่ระลึกภาพพระเมรุมาศ 9 แบบ จำนวน 3 ล้านแผ่น

“ประชาชนจะเดินไปจุดไหนก็ได้แล้วแต่ชอบ และจะเปิดให้เข้าชม 2 ชั้น ซึ่งเมื่อดูแล้วควรเคลื่อนไหว อย่างหยุดอยู่กับที่ เพราะอาจทำให้ผู้อื่นไม่ได้ดู อย่าง บันไดตรงทางขึ้นพระเมรุมาศ เป็นต้น อยากให้  ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่หากอนาคตมีอะไรเกิดขึ้น ไม่เหมาะสมไม่ถูกต้องอาจมีการกำหนดกฎกติกาเพิ่มเติม ปรับแต่งไปเรื่อยๆ เพื่อความสะดวกของทุกคน” รองนายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ ทุกคนเศร้ามาปีกว่าและยังเศร้า การเปิดนิทรรศการ เพื่อให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 หากทุกคนร่วมมือ ดูแลเป็นสถานที่ที่ทุกคนหวงแห เป็นที่ที่สามารถเผยแพร่ชื่อเสียง ขนมธรรมเนียบประเพณีวัฒนธรรมถวายแก่พระราชวงศ์ เป็นสิ่งที่เราแสดงให้ทั่วโลกได้เห็น  ขอให้ทุกคนมองว่าตัวเองเป็นเจ้าบ้าน  เป็นโอกาสในการสร้างชื่อเสียง ทำตามคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 และการสร้างความรัก สามัคคีตามในหลวงรัชกาลที่ 10

 

เปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯ2-30พย.

สำหรับนิทรรศการเนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ  ประกอบด้วย
​1.นิทรรศการพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ที่ใช้ในงานพระราชพิธีฯ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความงดงามในหลักปรัชญาการสร้างตามโบราณราชประเพณีและอย่างสมพระเกียรติ

เปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯ2-30พย.

2.บริเวณพระที่นั่งทรงธรรม นิทรรศการพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และจิตกรรมฝาผนังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ชื่อ “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” แบ่งเป็น 5 หัวข้อ 1.เมื่อเสด็จอวตาร 2.รัชกาลที่ร่มเย็น 3.เพ็ญพระราชธรรม 4.นำพระราชไมตรี และ 5.พระจักรีนิวัตฟ้า และสามารถชมจิตรกรรมฝาผนังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 ด้านของพระที่นั่งทรงธรรม

3.บริเวณศาลาลูกขุน 6 หลัง เป็นนิทรรศการพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ และงานบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ประกอบด้วย 1.สมมติเทวพิมาน : สถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ 2.ณ วิธานสถาปกศาลา : จากแบบขยายสู่การก่อสร้าง

3.ประติมาสร้างสรรค์ : งานประติมากรรมประดับพระเมรุมาศ 4.สวรรค์บรรจงวาด : ฉากบังเพลิงและจิตรกรรมฝาผนังโครงการพระราชดำริ 5.ยาตรากฤษฎาธาร : การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ 6.ตระการวิจิตรศิลปกรรม : งานประณีตศิลป์ในพระราชพิธี

เปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯ2-30พย.

​4.บริเวณทับเกษตร นำสัมผัสพระสุเมรุ : นิทรรศการสัมผัสเพื่อผู้พิการทางสายตาแสดงนิทรรศการสำหรับผู้พิการทางสายตา โดยจะมีพระเมรุมาศจำลอง เพื่อให้ผู้พิการได้มีโอกาสสัมผัสของจริงแทนการมองด้วยตา อาทิ เทวดา สัตว์หิมพานต์ โดยมีอาสาสมัครนำชมและจัดทำซีดีเสียงบรรยายนิทรรศการสำหรับผู้พิการทางสายตา ส่วนผู้พิการทางการได้ยิน มีจิตอาสานำชมด้วยภาษามือ
​5.ภูมิทัศน์บริเวณด้านหน้าพระเมรุมาศ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 อันเนื่องมาจาก โครงการพระราชดำริ เช่น พันธุ์ข้าวพระราชทาน หญ้าแฝก ต้นยางนา มะม่วงมหาชนก กังหันชัยพัฒนา ฝายน้ำล้น ส่วนนาข้าวจะมีขอบคันนาออกแบบเชิงเป็นเลขเก้าไทย

เปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯ2-30พย.

นอกจากนี้ ยังมีเวทีมหรสพด้านนอกฝั่งทิศเหนือ จัดแสดง 2 ช่วง เวลา18.00-19.30 น.และเวลา 20.00-22.00 น. โดยจัดการแสดงชุดต่างๆ เช่น การแสดงพื้นเมืองแต่ละภาค การแสดงละครในเรื่องอิเหนา เรื่องพระมหาชนก การแสดงเรื่องพระสุธนมโนราห์ ดนตรีสากล

รวมถึงการแสดงชุดต่างๆ ในแต่ละวัน เช่น การแสดงพื้นบ้าน 4 ภาค ลิเก และทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 19.00-20.00 น. จัดแสดงโขนหน้าพระที่นั่งทรงธรรม โดยเริ่มแสดงครั้งแรกวันที่ 4 พฤศจิกายน ตอนพระนารายณ์ปราบนนทก

รวมทั้งประโคมดนตรีวันละ 10 วง  บริเวณศาลาลูกขุนเวลา 08.00 – 17.00 น. ซึ่งจัดแสดงโดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และหน่วยงาน และศิลปินจากภาคต่างๆ

เปิดให้ชมนิทรรศการพระเมรุมาศฯ2-30พย.

(กลาง)นางจิระ พุ่มพวง

นางจิระ พุ่งพวง  อายุ 79 ปี ประชาชนที่ได้มาร่วมทดสอบนำเข้าชมนิทรรศการฯ กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้มาร่วมชมนิทรรศการครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาด้วยปัญหาสุขภาพทำให้ไม่มีโอกาสได้มาในช่วงพระราชพิธีก่อนหน้านี้ ซึ่งการเข้ามาเป็นโอกาสที่ดี และรู้สึกภาคภูมิใจ ได้เข้าชมนิทรรศการต่างๆ มีเรื่องราวให้ได้ศึกษาเรียนรู้มากมาย

ส่วนระบบการจัดการต่างๆ มีความเป็นไปอย่างเรียบร้อย แต่อาจจะมีสะดุดบ้างตรงที่มีการเปิดให้ประชาชนเข้ามาพร้อมกัน ทำให้ต่างคนต่างเดิน อาจจะมีการเดินชนกันบ้าง หรือถ่ายรูปได้ยากลำบาก หรือขึ้นไปบนชั้น1 พระเมรุมาศ  เดินเลี้ยวซ้าย ขวา ชนกัน อยากให้เลี้ยวไปด้านใดด้านหนึ่ง จะได้เดินสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ