จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.สักการะพระบรมราชสรีรางคารในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300690

จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.สักการะพระบรมราชสรีรางคารในหลวงร.9

กราบสักการะ, พระบรมราชสรีรางคาร, รัชกาลที่ 9

ศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์ฯ จัดทีมแพทย์ดูแลประชาชนกราบสักการะ-สวดมนต์เคารพพระบรมราชสรีรางคาร ที่วัดราชบพิธฯและวัดบวรนิเวศฯ และที่มาชมนิทรรศการตลอดเดือนพ.ย.นี้

        เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 60 ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีประชาชนที่มากราบสักการะและสวดมนต์เคารพพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และร่วมสวดมนต์จำนวนมาก โดยเฉพาะที่วัดบวรนิเวศฯ 2 วันที่ผ่านมามีประชาชนมาร่วมกราบสักการะและสวดมนต์กว่า 40,000 คน ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข ได้จัดทีมแพทย์ดูแลประชาชนใกล้ชิด

จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.สักการะพระบรมราชสรีรางคารในหลวงร.9

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข จัดทีมแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข เช่น โรงพยาบาลสนามพระราชทานในพระองค์ 904 โรงพยาบาลสนามกองทัพบก โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ฯลฯ ปฏิบัติงานในศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์ฯ โดยจะดูแลพี่น้องประชาชนที่ถวายดอกไม้หน้าพระบรมมหาราชวัง ร่วมสวดมนต์เคารพพระบรมราชสรีรางคารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดบวรนิเวศฯ ซึ่งทางวัดเปิดให้ประชาชนร่วมสวดมนต์ทุกวันเวลา 20.00- 21.00 น. รวมทั้งดูแลประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าชมนิทรรศการและพระเมรุมาศ ที่ท้องสนามหลวง ตลอดเดือนพฤศจิกายน 2560

29 วันน้อมรำลึกถึงในหลวงร.9ผ่านนิทรรศการพระเมรุมาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300659

29 วันน้อมรำลึกถึงในหลวงร.9ผ่านนิทรรศการพระเมรุมาศ

นิทรรศการ, พระเมรุมาศ

เปิดนิทรรศการพระเมรุมาศ 29 วัน ร่วมน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เริ่ม 2- 30 พ.ย.2560 ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. พร้อมเผยแนวปฎิบัติ

     วันที่ 2 พฤศจิกายนนี้จะเป็นวันแรก ที่ประชาชนชาวไทยทุกเพศ ทุกวัย ตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ได้เข้ามาสัมผัสความวิจิตร อลังการของพระเมรุมาศ ที่รวมงานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม จิตรกรรมล้ำค่า อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ในงานนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ โดยมีกำหนดจัดยาวถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. รวมทั้งสิ้น 29 วัน

       การเข้าชมนิทรรศการงานพระราชพิธีพระบรมศพฯ จะใช้แนวปฏิบัติเดียวกับการเข้าถวายสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยผู้เข้าชมจะต้องผ่านจุดคัดกรองตามที่กำหนดไว้ 5 จุด ดังนี้ ประชาชนทั่วไปผ่านได้ 3 จุด ได้แก่ บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.) ,ท่าช้าง และพระแม่ธรณีบีบมวยผม ส่วนผู้พิการทุกประเภท ผ่านจุดคัดกรองหลังกระทรวงกลาโหม และพระภิกษุ สามเณร ผ่านจุดคัดกรองหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

29 วันน้อมรำลึกถึงในหลวงร.9ผ่านนิทรรศการพระเมรุมาศ

       จากนั้นเจ้าหน้าจะจัดให้เข้าสู่บริเวณเต้นท์พักรอที่ถนนเส้นกลางสนามหลวง จัดเรียง 4 แถว โดยให้เข้ารอบละ 5,500 คน คาดว่าใน 1 วันรองรับผู้เข้าชมได้วันละ 104,000 คน แบ่งเป็น ภิกษุ สามเณร 500 รูปต่อวัน ผู้พิการทุกประเภท 500 คนต่อวัน นักท่องเที่ยว 8,000 คนต่อวัน นักเรียน นักศึกษา 15,000 คนต่อวัน ประชาชนทั่วไป 80,000 คนต่อวัน ตลอดระยะเวลา 29 วันรวมกว่า 3 ล้านคน โดยจะจัดรถเข็นวีลแชร์ ที่นั่งผู้สูงอายุ ผู้พิการทุกประเภท เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าชมนิทรรศการ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ดูแล

       สำหรับระยะเวลาในการเข้าชม กำหนดให้รอบละ 1 ชั่วโมง แบ่งเป็น ช่วง 15 นาทีแรก ให้ถ่ายภาพที่ระลึกบริเวณ ถนนเส้นกลางทางเข้ามณฑลพิธีทางทิศเหนือ หรือนอกรั้วราชวัติเป็นการจำลองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ทั้งฝายน้ำล้น แก้มลิง กังหันชัยพัฒนา ที่สำคัญคือแปลงนาคันนาเลขเก้าไทยสีดินทอง และยังได้ถ่ายภาพภูมิทัศน์ส่วนต่างๆ ของพระเมรุมาศในมุมกว้าง จากนั้น จะให้เดินเข้าสู่พื้นที่ด้านในมณฑลพิธีในบริเวณนี้จะให้ชมแบบอิสระ กำหนดเวลา 45 นาที

29 วันน้อมรำลึกถึงในหลวงร.9ผ่านนิทรรศการพระเมรุมาศ

       พระเมรุมาศ องค์ประธานกลางมณฑลพิธี กำหนดจุดให้ขึ้นลงได้ 2 ด้านฝั่งซ้ายและขวา สำหรับพระเมรุมาศมีลักษณะทรงบุษบก 9 ยอด ชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ตั้งอยู่บนฐานชาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 3 ชั้นกว้างด้านละ 59.60 เมตร สูง 55.18 เมตร มีบันไดทางขึ้น ทั้ง 4 ทิศ ทิศตะวันตกหันหน้าเข้าพระที่นั่งทรงธรรม ทิศตะวันออกติดตั้งลิฟต์ และทิศเหนือติดตั้งสะพานเกรินสำหรับเชิญพระบรมโกศจากราชรถปืนใหญ่ขึ้นบนพระเมรุมาศ

       ฐานชาลาบนสุดที่ตั้ง “บุษบกองค์ประธาน”ยอดบนสุดประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตรฉัตร หรือ ฉัตรขาว 9 ชั้น สำหรับพระมหากษัตริย์ ภายในมีพระจิตกาธาน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศ ผนังโดยรอบเปิดโล่ง ติดตั้งพระวิสูตร หรือ ม่าน และฉากบังเพลิงเขียนภาพพระนารายณ์อวตารตอนบน และภาพโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตอนล่างในหมวด ดิน น้ำ ลม ไฟ ฐานบุษบกประธานโดยรอบประดับประติมากรรมเทพชุมนุม รองรับด้วยฐานสิงห์ ประดับประติมากรรมครุฑยุดนาคโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง

    ฐานชาลาชั้นที่ 3มุมทั้งสี่เป็นที่ตั้งของ “ซ่าง” หรือ “สำซ่าง”ทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น ใช้สำหรับพระพิธีธรรม 4 สำรับ นั่งสวดอภิธรรมสลับกันไปตลอดนับตั้งแต่พระบรมศพประดิษฐานบนพระจิตกาธาน จนกระทั่งถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ มีเทวดานั่งเชิญพุ่ม และเทวดาเชิญฉัตร รวม 8 องค์ บันไดพญานาค 5 เศียรจำลองใบหน้าเหมือนมนุษย์

29 วันน้อมรำลึกถึงในหลวงร.9ผ่านนิทรรศการพระเมรุมาศ

      ฐานชาลาชั้นที่ 2 มีหอเปลื้องทรงบุษบกตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธีมีประติมากรรมครุฑยืนพนมมือ เปรียบเสมือนการถวายสักการะในหลวง ร.9 ราวบันไดพญานาค 5 เศียร ฐานประดับประติมากรรมเทพชุมนุม 108 องค์โดยรอบ

      ฐานชาลาชั้นที่ 1เป็นชั้นล่างสุดมีฐานสิงห์ ล้อมด้วยรั้วราชวัติประดับฉัตร เพื่อแสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ มีเทวดานั่งถือบังแทรก มีประติมากรรมคชสีห์ ราชสีห์ เฝ้าอยู่สื่อถึงการปกครองบ้านเมือง ราวบันไดมีพญานาค 3 เศียร มุมทั้งสี่ของฐานมีท้าวจตุโลกบาล ได้แก่ ท้าวเวสสุวรรณ ประจำทิศเหนือ ท้าวธตรฐ ประจำทิศตะวันออก ท้าววิรูปักษ์ ประจำทิศตะวันตก และท้าวรุฬหก ประจำทิศใต้ ประทับยืนหันหน้าเข้าสู่บุษบกองค์ประธาน

29 วันน้อมรำลึกถึงในหลวงร.9ผ่านนิทรรศการพระเมรุมาศ

    รอบฐานพระเมรุมาศ หรือ ลานอุตราวัฏ มีสัตว์มงคลประจำทิศทั้งสี่ ทิศละ 1 คู่รวม 8 ตัวประดับไว้ที่บันได ได้แก่ ช้าง ประจำทิศเหนือ ม้า ประจำทิศตะวันตก โค ประจำทิศใต้ และสิงห์ ประจำทิศตะวันออก หรือยังมีสระอโนดาตและเขามอจำลองทั้งสี่ทิศ ภายในสระประดับประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ ได้แก่ ช้าง ม้า โค สิงห์ ม้า และสัตว์หิมพานต์ตระกูลต่างๆ

       ภายในพื้นที่ยังจัดแสดงนิทรรศการ 3 ส่วนสำคัญภายในอาคารต่างๆ ประกอบด้วย พระที่นั่งทรงธรรม เป็นอาคารขนาดใหญ่กว้าง 44.50 เมตร ยาว 155 เมตร สูง 22 เมตร เป็นอาคารประกอบที่สำคัญของมณฑลพิธีตั้งอยู่ฝั่งทิศตะวันตกของพระเมรุมาศ จัดแสดงนิทรรศการ“พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” เรื่องราวพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แบ่งเป็น 5 ตอน ได้แก่ 1.เมื่อเสด็จอวตาร 2.รัชกาลที่ร่มเย็น 3.เพ็ญพระราชธรรม 4.นำพระราชไมตรี และ 5. พระจักรีนิวัตฟ้าและภายในพระที่นั่งทรงธรรม ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ถ่ายทอด “ศาสตร์พระราชา” ผ่าน 46 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

      ส่วนที่ 2 บริเวณศาลาลูกขุน จะเป็นนิทรรศการการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ นำเสนอให้เห็นถึงแนวคิดและขั้นตอนการทำงานทั้งงานสถาปัตยกรรม งานประติมากรรมและจิตรกรรมประดับพระเมรุมาศ งานประณีตศิลป์ในส่วนของพระโกศจันทน์ พระหีบพระบรมศพจันทน์ พระโกศทองคำ เครื่องสังเค็ดและการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ

29 วันน้อมรำลึกถึงในหลวงร.9ผ่านนิทรรศการพระเมรุมาศ

        ต่อด้วย ส่วนที่ 3 เป็นนิทรรศการสัมผัสสำหรับผู้พิการทางสายตา จัดแสดงบริเวณอาคารทับเกษตร ทางฝั่งทิศเหนือริมรั้วราชวัติโดยจำลองพระเมรุมาศ ประติมากรรมประดับพระเมรุ อาทิ เทวดา สัตว์หิมพานต์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถสัมผัสได้ โดยมีอาสาสมัครนำชมและจัดทำซีดีเสียงบรรยายนิทรรศการสำหรับผู้พิการทางสายตา ส่วนผู้พิการทางการได้ยิน มีจิตอาสานำชมด้วยภาษามือ ก่อนหมดเข้าชม 5 นาที จะมีสัญญาณแจ้งหมดเวลาเข้าชม เพื่อเปิดให้รอบต่อไป ได้เข้าไปชมนิทรรศการต่อไป

      สำหรับประชาชนที่เข้าชมนิทรรศการจะได้รับแจกแผ่นพับพระเมรุมาศ จัดพิมพ์ทั้งหมด 3 ล้านฉบับทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาอื่นๆ พร้อมโปสการ์ดที่ระลึกภาพพระเมรุมาศ 9 แบบ 3 ล้านแผ่น

50,000 บิลบอร์ดอนุสรณ์รำลึกถึงในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300623

50,000 บิลบอร์ดอนุสรณ์รำลึกถึงในหลวงร.9

พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์, หนังสือ, วธ, ภาพป้ายขนาดใหญ่

วธ.เปิดตัวหนังสือ “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์” คัด 500 ภาพถ่ายบิลบอร์ดทั่วประเทศจาก 5 หมื่นภาพรำลึกถึงในหลวงร.9 ให้ประชาชนดาวน์โหลดเก็บเป็นที่ระลึก

​        เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ห้องดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (พช.) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์” ว่า เนื่องในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ตุลาคม ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุฯ พิจารณาจัดพิมพ์หนังสือและแผ่นพับ อันเนื่องด้วยพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นอนุสรณ์ถึงการพระราชพิธีสำคัญยิ่งในครั้งนี้ จำนวน 11 รายการ

โดยหนังสือ“พระผู้สถิตในหทัยราษฎร์” เป็นหนังสือจดหมายเหตุฉบับรอง โดยก่อนหน้า วธ.ได้เปิดตัวหนังสือที่เกี่ยวข้อง สื่อวิดีทัศน์ไปแล้ว ล่าสุดได้แจกแผ่นพับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่จัดพิมพ์ทั้งสิ้น 10 ล้านแผ่นให้แก่ประชาชนที่มาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ด้วย

50,000 บิลบอร์ดอนุสรณ์รำลึกถึงในหลวงร.9

นอกจากนั้น ยังได้รวบรวมภาพถ่าย รวบรวมเรื่องรวมที่เกี่ยวข้องกับงานพระราชพิธี เช่น สัมภาษณ์บุคคลแรกที่ขึ้นไปสักการะพระบรมศพ สัมภาษณ์ผู้ที่สักการะพระบรมศพ 50 ครั้ง เพื่อบันทึกไว้เป็นจดหมายเหตุครั้งสำคัญ รวมถึงมอบหมายให้วัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศไปรวบรวมเหตุการณ์สำคัญ ว่าทรงเสด็จไปทำพระราชกรณียกิจสำคัญอะไรบ้าง กี่ครั้ง ภาพการถวายดอกไม้จันทน์ ดังนั้น ทุกจังหวัด จะมีจดหมายเหตุที่เกี่ยวกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพด้วย

50,000 บิลบอร์ดอนุสรณ์รำลึกถึงในหลวงร.9

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์

นายวีระ กล่าวต่อไปว่า สำหรับหนังสือเล่มนี้ วธ. โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดทำขึ้นรวบรวมภาพป้ายขนาดใหญ่  (Billboard) ทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่สุดแห่งความจงรักภักดีและความอาลัยของมวลพสกนิกร โดยร่วมกับนายวรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ถ่ายภาพ) พ.ศ.2552 เป็นหัวหน้าคณะช่างภาพบันทึกภาพป้ายขนาดใหญ่ ถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้ง 77 จังหวัด รวมเป็นภาพป้ายทั่วประเทศกว่า 500  ป้าย ที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐเอกชน ได้พร้อมใจกันจัดทำขึ้นหลังจากวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559

50,000 บิลบอร์ดอนุสรณ์รำลึกถึงในหลวงร.9

“ภาพที่บันทึกนั้นจะมีทั้งที่ปรากฏเห็นชัดเจนในท้องถนนหลวง  ใจกลางเมืองหลวง หรือใจกลางจังหวัด หรือในสถานที่ราชการต่าง ๆ ตลอดจนสถานที่สาธารณะ  และทั้งที่อยู่ในท้องถิ่นที่ห่างไกล  ในทุ่งนา ป่าเขาและบนดงดอย ล้วนแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและความอาลัย ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด”นายวีระ กล่าว

50,000 บิลบอร์ดอนุสรณ์รำลึกถึงในหลวงร.9

อย่างไรก็ตาม   ทั้งนี้วธ.ได้ดำเนินการมอบหนังสือเล่มนี้ให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา  สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ในรูปแบบ Flip Book ได้ที่ http://www.culture.go.th

50,000 บิลบอร์ดอนุสรณ์รำลึกถึงในหลวงร.9

นายวรนันท์ ชัชวาลทิพากร

ด้าน นายวรนันทน์  กล่าวว่า ได้เชิญชวนช่างภาพกว่า 300 คนทั่วประเทศร่วมบันทึกป้ายขนาดใหญ่ถวายความอาลัยแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9  ทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งมีภาพถ่ายมากกว่า 50,000 ภาพ ทั้งป้ายถวายความอาลัยและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการถวายความอาลัย  ที่ถูกส่งให้คณะกรรมซึ่งมี ปลัดวธ. ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมคัดเลือก โดยจะเลือกภาพถ่ายป้ายถวายความอาลัยที่เหมาะสม เห็นแล้วรู้สถานที่และเป็นภาพที่สมพระเกียรติ        อย่างไรก็ตามพบว่า หลายภาพสวยงามน่าประทับใจ โดยเฉพาะภาพถ่ายป้ายถวายความอาลัย ของพี่น้องชาวเขา ที่อยู่บนพื้นที่สูง ทำให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเช่นไร แต่คนไทยทุกคนล้วนมีความจงรักภักดี  รู้สึกถึงความตั้งใจของชนทุกหมู่เหล่า ที่ร่วมกันแสดงความอาลัย ต่อการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่9

ทั้งนี้ในส่วนของเขาได้ ถ่ายภาพป้ายในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง กว่า 20 จังหวัด ทุกที่ที่ได้มีโอกาสไปบันทึกภาพ จะรับรู้ถึงความรักที่คนไทยมีต่อในหลวงรัชกาลที่9 ซึ่งขณะนี้หลายแห่งก็ได้รื้อป้ายเหล่านี้ออกหมดแล้วและหากไม่ได้บันทึกภาพไว้ ก็คงเป็นที่น่าเสียดาย  เพราะถือเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ

ศาลปกครองกลางรับฟ้องกรณีบัณฑิตราชภัฎเลยไม่ได้”ตั๋วครู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300604

ศาลปกครองกลางรับฟ้องกรณีบัณฑิตราชภัฎเลยไม่ได้”ตั๋วครู”

่ ตั๋วครู, ศาลปกครองกลาง, รับฟ้อง, กรณีบัณฑิตราชภัฎเลยไม่ได้ตั๋วครู, มหาวิทยาลัยราชภัฎเลย, จังหวัดขอนแก่น, คบ5 ปี, นัดไต่สวนฃ 7 พยนี้, ตั๋วครู

ศาลปกครองกลางรับฟ้อง กรณี”บัณฑิตราชภัฎเลย”ไม่ได้ใบรับรองประกอบวิชาชีพครู ศาลนัดไต่สวน7 พ.ย.นี้ ด้านเด็กวอนสกอ.เห็นใจ หลังคุรุสภาออกใบรับรองปฏิบัติการสอนได้แล้ว

จากกรณีที่นักศึกษาศูนย์การศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎเลย จังหวัดขอนแก่น ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เนื่องจากได้เรียนจบหลักสูตรคุรุศาสตร์บัณฑิต (คบ.5 ปี) ใน 3 สาขาคือ ภาษาไทย,ภาษาอังกฤษ และ คอมพิวเตอร์แล้ว และพวกเขาได้สมัครเข้าสอบเพื่อบรรจุเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย ในโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ปี 2560 ซึ่งมีผู้สอบผ่านจำนวน 8 คน แต่เมื่อไปรายงานตัวในวันที่ 2 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมาตามสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่สอบผ่าน กลับถูกตัดสิทธิ์การเข้ารับราชการครูโดยอ้างว่าไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู เพราะเป็นหลักสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่รับรอง ทั้ง ๆ ที่พวกเขาได้ตั้งใจเรียนมาเป็นอย่างดี จนได้รับเกียรตินิยมถึง 6 คน ในจำนวน 8 คนที่สอบบรรจุได้

ศาลปกครองกลางรับฟ้องกรณีบัณฑิตราชภัฎเลยไม่ได้"ตั๋วครู"

ต่อมาพวกเขาทั้งหมด 8 คน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นจำเลยที่ 1 และมหาวิทยาลัยราชภัฎเลย เป็นจำเลยที่ 2 เพื่อให้เยียวยาความเดือดร้อนเสียหาย ให้ทุเลาบังคับคดีโดยให้ชะลอการบรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าวเป็นการชั่วคราวก่อนศาลพิพากษาด้วย ตามข่าวที่ได้เสนอไปตามลำดับแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 60 น.ส.พัณนิดา เสนาวุฒิ แกนนำกลุ่มนักศึกษา 1 ใน 8 ผู้เดือดร้อน ได้กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีว่า ล่าสุดจากที่ได้ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง กรุงเทพมหานครนั้น ทางศาลปกครองกลางได้ทำหนังสือคดีหมายเลขดำที่ บ.291/2560 ลงที่ 27 ต.ค.2560 ระบุว่า ศาลได้พิจารณาสำนวนคดีนี้ ประกอบกับคำร้องของผู้ฟ้องคดีทั้ง 8 คน ที่ขอให้ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา และคำขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินแล้วเห็นว่า เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงปรำอบการมีคำสั่งในคดีนี้ จึงกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 8 คน ไปให้ถ้อยคำต่อศาล

โดยศาลนัดไต่สวนในวันที่ 7 พ.ย.2560 เวลา 09.00 น. ที่ศาลปกครองกลาง ชั้น 2 ห้องไต่สวน 3 ในประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นที่ได้ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การออกประกาศของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา  (สกอ.) , อัตราการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ฟ้องคดีทั้ง 8 คน

 

ศาลปกครองกลางรับฟ้องกรณีบัณฑิตราชภัฎเลยไม่ได้"ตั๋วครู"
 “ตอนนี้พวกหนูทุกข์ใจมาก เพราะตั้งใจเรียนมา 5 ปีเพื่อหวังจะเป็นครูและครอบครัวหมดเงินหมดทองไปเยอะมาก โดยหวังว่าลูกจะได้เป็นครูอย่างที่ตั้งใจ แต่พอสอบบรรจุได้ กลับไม่มีคุณสมบัติบรรจุเป็นข้าราชการครูไม่ได้ เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู ทั้งที่ก่อนหน้านี้คุรุสภา และ ก.ค.ศ.ได้ช่วยเหลือแล้ว โดยคุรุสภาได้ออกใบอนุญาตปฏิบัติการสอนให้พวกเราทั้ง 8 คนแล้ว โดยเป็นใบอนุญาตปฏิบัติการสอนว่าเป็นผู้มีความรู้วิชาชีพครูตามมาตรฐานวิชาชีพที่คุรุสภากำหนด มีสิทธิประกอบวิชาชีพครู แต่ทางสกอ.ไม่ยอมรับรองและไม่อนุญาตให้บรรจุเป็นครูได้จึงเดือดร้อนมาก” น.ส.พัณนิดา กล่าว

ด้านนางราตรี เพ็งแจ่มแจ้ง อายุ 48 ปี มารดาของน.ส.ประภาวี เพ็งแจ่มแจ้ง ชาวจ.อุดรธานี ซึ่งใน 1 ใน 8 ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและยื่นฟ้องร่วมด้วยในครั้งนี้กล่าวว่า ส่งลูกเรียนหนังสือหมดเงินไปเยอะ เพื่อหวังเป็นที่พึ่งของครอบครัว พอลูกสอบบรรจุได้ แต่กลับไม่ได้รับการบรรจุให้เป็นข้าราชการครูอย่างที่ตั้งใจ ตนเสียใจมากตั้งแต่วันรู้ข่าวว่าลูกไม่สิทธิ์ไปบรรจุ เพราะที่ผ่านมาทั้งลูกและครอบครัวไม่รู้มาก่อนเลยว่าหลักสูตรที่ลูกเรียนมีปัญหา เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้บอกเรื่องนี้ ตอนลูกไปสมัครเรียนก็ไปตามที่มหาวิทยาลัยประกาศรับสมัคร แต่พอเรียนจบกลับมามีปัญหาแบบนี้ มหาวิทยาลัยควรจะออกมาช่วยเหลือ และผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะออกมาดูแลเรื่องนี้

          “มันเหมือนชีวิตพังไปหมด เพราะตอนลูกเรียนเราก็คาดหวังกับลูก พอลูกสอบได้นึกว่าจะได้เป็นครูอย่างที่ตั้งใจ แต่กลับมามีปัญหาแบบนี้ ไม่มันน่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น อยากให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลือ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเด็ก แต่เป็นความผิดของสถาบันการศึกษาที่จะต้องรับผิดชอบ เด็กไม่ควรจะต้องมาเดือดร้อนแบบนี้หวังว่าผู้ใหญ่จะเมตตาเพราะเรื่องนี้เด็กไม่ใช่คนผิดไม่สมควรต้องรับผิดชอบ”นางราตรี กล่าว

ถกหาข้อสรุปกระทรวงการอุดมศึกษา3พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300605

ถกหาข้อสรุปกระทรวงการอุดมศึกษา3พ.ย.นี้

คณะกรรมการอิสระ, มหาวิทยาลัย, กระทรวงการอุดมศึกษา, กการอุดมศึกษา, หมออุดม

“หมออุดม” เผยกรรมการอิสระไม่ได้ค้านตั้งก.การอุดมศึกษา เพียงแต่อาจจะไม่พอใจร่างพ.ร.บ.ที่เขียนไว้ คาดได้ข้อสรุป 3 พ.ย.นี้

      ตามที่กรรมการส่วนใหญ่ในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา และการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เนื่องจากมีบางประเด็นไม่มีความชัดเจน จึงมอบให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา ซึ่งมี ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธาน ไปประชุมหารือเพื่อปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวให้สมบูรณ์นั้น

ศ.นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวมองว่ากรรมการอิสระมาจากหลากหลาย ทำให้แต่ละคนอาจมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ในหลักการไม่ได้ขัดแย้งกับคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา โดยไม่ได้คัดค้านหรือแย้งว่าไม่ให้มีพ.ร.บ.การอุดมศึกษา หรือไม่ให้จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เพียงแต่สิ่งที่เขียนไว้ในร่างพ.ร.บ.ยังไม่ตรงใจมากพอ จึงต้องการให้ทำการปรับปรุง เพื่อให้มีแรงผลักดันมากพอที่จะก่อให้เกิดการดำเนินงานที่สามารถตอบโจทย์ประเทศ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้ ซึ่งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ จะประชุมเพื่อพิจารณาปรับปรุงร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษาในวันที่ 3 พ.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา มีความพอใจในสิ่งที่ได้เขียนไว้ในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวแล้วเพราะครอบคลุมเพียงพอ ไม่อยากเขียนให้แรง เฉพาะเจาะจง ที่เป็นการควบคุมมหาวิทยาลัยมากเกินไปจนไม่มีอิสระบริหารงานตามเป้าหมายเฉพาะของมหาวิทยาลัยได้ เพราะจะแก้ไขยาก จึงเขียนเป็นภาพใหญ่ไว้ ส่วนรายละเอียดนั้นสามารถปรับในขั้นของกระบวนการดำเนินการ โดยการออกกฎกระทรวงรองรับได้ เช่น การแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัย การส่งเสริมการวิจัย การสนับสนุนงบประมาณผลิตบัณฑิตสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ ความร่วมมือกับภาคเอกชน เป็นต้น ดังนั้น ในการประชุมวันท่ 3 พ.ย.นี้ จะยืนยันตามที่คณะทำงานดำเนินการไว้ ส่วนคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯจะพิจารณาหรือปรับแก้อย่างไรก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ และมั่นใจว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนที่จะนำเสนอรัฐบาลได้อย่างแน่นอน

วิสัยทัศน์”เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300532

วิสัยทัศน์”เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24

วิฑูรชาติ, เกศินี วิฑูรชาติ ว่าอธิการบดีมธคนที่24, อธิการมธคนที่ 24

สภามหาวิทยาลัยมธ.เลือกรศ.เกศินี วิฑูรชาติ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริหารศูนย์รังสิตมธ.เป็นอธิการบดีมธ.คนใหม่ด้วยคะแนนเสียง14จาก27เสียง

        ตามข้อบังคับของสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ได้รับการคัดเลือกอธิการบดี ต้องได้รับคะแนนเสียงเด็ดขาด คือ ต้องไม่น้อยกว่า 14 เสียง จาก 27 เสียง ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด และเป็นการลงคะแนนเสียงลับ โหวตเพียงครั้งเดียว และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนที่ 24 ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาคมก็คือ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ

วิสัยทัศน์"เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24

    วันที่ 23 พ.ย.2560 ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ.จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง สภามหาวิทยาลัย มธ. ได้เลือก รศ.เกศินี วิฑูรชาติ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริหารศูนย์รังสิต มธ. เป็นอธิการบดี มธ. คนใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 14 เสียง จาก 27 เสียง ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด และเป็นการลงคะแนนเสียงลับ โหวตเพียงครั้งเดียว มาดำรงตำแหน่งแทน

วิสัยทัศน์"เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24

 รศ.เกศินี วิฑูรชาติ

     ศ.ดร.สมคิด .อธิบายว่าหลังจากนี้หากมีการวิพาษณ์วิจารณ์ ก็สามารถวิจารณ์ได้ เพราะไม่ว่าจะกรรมการสภาฯ จะเลือกใคร ก็จะมีเสียงวิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมเนียมสไตล์มธ. ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นมาอธิการบดีมธ.ไม่หนีการวิพากษ์วิจารณ์ ต้องทนและกล้าเผชิญหน้า กล้าตอบคำถามของผู้คนได้

    ว่าที่อธิการมธ.คนที่ 24  “รศ.เกศินี วิฑูรชาติ” ปีนี้อายุ 69 แต่เจ้าตัวยืนยันว่าสุขภาพ สามารถทำงานให้มหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มที่ และไม่มีช่องว่างเรื่องของอายุ ที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมคลุกคลีกับนักศึกษามาโดยตลอด มีความสนิทสนมกับนักศึกษาเข้าถึงได้ง่าย นักศึกษาสามารถโทรศัพท์ ไลน์ หรืออีเมล์หาได้ทุกเมื่อ

วิสัยทัศน์"เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24

       นักศึกษายังมีเสรีภาพ และเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นเหมือนเดิมแต่ต้องอยู่ในขอบข่ายที่นักศึกษาทุกคนทราบดี ซึ่งนักศึกษายังมีจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนร่วม ช่วยพัฒนาชุมชน และโลก ยังเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

    “มธ.ต้องไม่ทำหน้าที่แต่เพียงแค่การผลิตบัณฑิต สร้างงานวิจัย และงานวิชาการเท่านั้น หากแต่ต้องทำหน้าที่ในการสร้างคน ที่มีความสามารถเพื่อไปขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆเพื่อไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆดีๆให้กับประเทศและสังคมโลก ดังนั้นต้องเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้นำรุ่นใหม่เพื่อสังคมไทยและนานาชาติ “Grooming Next-Generation Leaders for Thailand and International Communities” โดยมีหน้าที่ขับเคลื่อนพันธกิจในด้านต่างๆที่จะช่วยนำพาให้เดินหน้าและพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่วิสัยทัศน์ที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลภายใต้ “พันธกิจ” ในการบริหารงาน”

วิสัยทัศน์"เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24

     การจะสร้างความโดดเด่นทางวิชาการที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระดับชาติและนานาชาติ ด้วยการระดมทรัพยากรจากทุกฝ่ายในการพัฒนาทั้งด้านหลักสูตรใหม่ๆ ทั้งหลักสูตรภาษาไทยที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และหลักสูตรนานาชาติที่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

      รวมถึงการสร้างสรรค์ผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ และกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ที่มิได้เน้นเฉพาะปริมาณของผลงาน หากแต่มุ่งที่จะสร้างผลงานที่จะไปช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในเรื่องสำคัญๆทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นในด้านนโยบาย หรือด้านแนวปฏิบัติต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

วิสัยทัศน์"เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24

    รศ.เกศินี กล่าวยืนยันว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ และพันธกิจ เป้าหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องดำเนินไปให้บรรลุ บัณฑิตธรรมศาสตร์ทุกคนได้รับการปลูกฝัง ความรู้และทักษะด้านความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางโลก และแนวโน้มที่เป็นลักษณะเด่นของคนใน Generation Z ซึ่งจะตอบโจทย์เป้าหมาย และนโยบายในการมุ่งไปสู่ประเทศไทย4.0 ด้วยเช่นกัน รวมถึงต้องมีผลงานวิจัยพื้นฐานและประยุกต์ที่ร่วมมือกับภาคเอกชน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมของประเทศ และส่งผลต่อการกำหนดนโยบายสำคัญๆ ของประเทศอย่างสม่ำเสมอ

วิสัยทัศน์"เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24

—————–

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ ปัจจุบัน อายุ 69 ปี

 คุณวุฒิทางการศึกษา

-บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเท็กซัสแห่งออสติน ประเทศสหรัฐอเมริกา พาณิชยศาสตรบัณฑิต (การเงินการธนาคาร) เกียรตินิยมดี มธ.

-ประกาศนียบัตรด้านการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยทุนโคลัมโบ Monash University ประเทศออสเตรเลีย

-ประกาศนียบัตรการประเมินค่าทรัพย์สิน ASEAN Valuer Association

-ประกาศนียบัตร Operations Management, National University of Singapore ประเทศสิงคโปร์

-หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 3 การอบรมหลักสูตรกรรมการ

-Audit Committee Program (ACP) รุ่น 23/2008

-Director Certification Program (DCP) รุ่น 90/2007

– Director Accreditation Program (DAP) รุ่น 40/2005

วิสัยทัศน์"เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24

ประสบการณ์การทำงานภายในมหาวิทยาลัย

มกราคม 2560 – ปัจจุบัน ผู้ช่วยเลขานุการสภามหาวิทยาลัย

ธันวาคม 2557 – ปัจจุบัน รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริหารศูนย์รังสิต

2557 รักษาการในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริหารศูนย์รังสิต

ธันวาคม 2553 – ธันวาคม 2556 รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการคลัง

2547 – 2552 และ 2554 – 2559 กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มีนาคม 2547 – มีนาคม 2553 คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

กรกฎาคม 2538 – สิงหาคม 2541 รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา

มีนาคม 2538 – กรกฎาคม 2538 รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรมนุษย์

วิสัยทัศน์"เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24

ประสบการณ์การทำงานภายนอกมหาวิทยาลัย

2559 – ปัจจุบัน คณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ (สกอ.)

2550 – ปัจจุบัน กรรมการ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ

2550 – ปัจจุบัน กรรมการตรวจสอบ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ

2550 – ปัจจุบัน อนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

2550 – ปัจจุบัน อนุญาโตตุลาการเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่าง ผู้ประกอบการธุรกิจหลักทรัพย์หรือที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์กับลูกค้า

วิสัยทัศน์"เกศินี วิฑูรชาติ” ว่าอธิการบดีมธ.คนที่24


ศธ.ยื่นอุทธรณ์คำสั่งทุเลาเกณฑ์แต่งตั้งบิ๊กสถานศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300495

ศธ.ยื่นอุทธรณ์คำสั่งทุเลาเกณฑ์แต่งตั้งบิ๊กสถานศึกษา

ร้องศาลอุทธรณ์, คำสั่ง

“ธีระเกียรติ” มอบสำนักงาน ก.ค.ศ.ทำหนังสือถึงศาลปกครองอุบลฯขอแนวทางแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษา ห่วงสะดุดทั้งหมด และมอบให้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งทุเลาใช้หลักเกณฑ์

          เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 60 นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว 24/2560 เนื่องจากมีผู้อำนวยการโรงเรียนในจังหวัดอุบลราชธานี ยื่นฟ้องคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) อนุกรรมการ กศจ.อุบล, ผู้ตรวจ ศธ., ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)อุบลราชธานี และผู้เกี่ยวข้อง รวม 33 ราย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร ได้รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันอาจจะเป็นความเท็จฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 จากกรณีการโยกย้ายและแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษาประจำปี 2559 ตามมติกศจ. อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองอุบลราชธานี ขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาดังกล่าว และก่อนหน้านี้ ก.ค.ศ. มีมติให้ชะลอการพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ.เป็นการชั่วคราวแล้วนั้น

“ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวอาจจะเกิดผลกระทบในวงกว้างต่อการแต่งตั้ง โยกย้ายผู้อำนวยการสถานศึกษาทั่วประเทศ ดังนั้น จึงมอบหมายให้สำนักงานก.ค.ศ. ทำหนังสือ สอบถามไปยังศาลปกครองอุบลราชธานีว่า จะมีแนวทางให้ดำเนินการอย่างไร เนื่องจากกระทบต่อการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูฯ เพื่อจะได้แจ้งให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดดังกล่าว และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ขออุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ฯ โดยชี้แจงเหตุผล และหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายเพราะเท่าที่ทราบ ทางผู้ฟ้อง อ้างว่าหลักเกณฑ์ของก.ค.ศ. ไม่เป็นธรรม และเป็นการเลือกปฏิบัติ”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ด้าน นายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ที่ประชุมกังวลว่าคำสั่งดังกล่าวจะมีผลในวงกว้างต่อการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียน  จึงให้สำนักงานก.ค.ศ. สอบถามไปยังศาลเพื่อไม่ให้กระบวนการแต่งตั้ง โยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนในกศจ. อื่น ๆ เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน  ซึ่งขณะนี้มี 19 กศจ. ที่ผ่านการพิจารณา อบรมและส่งไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว 18 กศจ. ผ่านการพิจารณาแต่ยังไม่ได้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ และอีก 40 กศจ. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

“เท่าที่อ่านสำนวนพบว่าผู้ฟ้องร้องในเรื่องความไม่เป็นธรรม  ในหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สพฐ. ข้อที่ 10 และ 11 ซึ่งเป็นขั้นตอนการพิจารณาย้ายผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เช่น ให้พิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ประเภทเดียวกัน ภายในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมีขนาดสถานศึกษาเดียวกันพร้อมกันก่อน แต่ถ้ามีตำแหน่งว่างเหลืออยู่ให้ย้ายไปสถานศึกษาที่ต่างประเภท หรือย้ายข้ามสถานศึกษาที่ เกินกว่า 1 ขนาด ภายในจังหวัดเดียวกันพร้อมกันก่อน เป็นต้น”เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

“เกศินี” นั่งอธิการบดีมธ.คนที่ 24

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300486

“เกศินี” นั่งอธิการบดีมธ.คนที่ 24

เกศินี นั่งอธิการบดีมธคนที่ 24, เกศินี, สมคิด, อายุ, สภามธ

สภามธ. มติเอกฉันท์เลือก “เกศินี” นั่งอธิการบดีมธ.คนใหม่มากกว่า 14 เสียง”สมคิด” ชี้ธรรมเนียมมธ.ต้องรับคำวิพากษ์วิจารณ์ด้าน “เกศินี” ยัน “อายุ” ไม่ใช่อุปสรรค

     เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ ศ.พิเศษนรนิติ เศรษฐบุตร นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสภามธ.ว่าที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยได้พิจารณาวาระการสรรหาธิการบดีมธ.แทนศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ.ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 23 พ.ย.2560

โดยคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมธ. ซึ่งมีนายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมธ. ไม่ได้มีมติคะแนนเสียงเด็ดขาด จึงได้ให้ศ.ดร.กำชัย จงจักรพันธ์   ผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายการเงินและการธนาคาร คณะนิติศาสตร์  มธ. และรศ.เกศินี วิฑูรชาติ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและบริหารศูนย์รังสิต มธ. ซึ่งเป็นผู้ตอบรับการทาบทามมาแถลงนโยบายการบริหารมหาวิทยาลัยต่อกรรมการสภาฯ  โดยสภามหาวิทยาลัย มธ. มีมติเลือก รศ.เกศินี เป็นอธิการบดีมธ. คนใหม่
ส่วนเรื่องข้อทวงติงเกี่ยวกับเรื่องอายุของผู้ที่มาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย ไม่มีกฎเกณฑ์ใดห้ามเกี่ยวกับเรื่องอายุของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และเรื่องการเลือกอธิการบดีเป็นเรื่องของแต่ละสภามหาวิทยาลัย ซึ่งสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เลือกแล้ว

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมธ. กล่าวว่า ตามข้อบังคับของสภามหาวิทยาลัย ผู้ได้รับการคัดเลือกอธิการบดี ต้องได้รับคะแนนเสียงเด็ดขาด คือ ต้องไม่น้อยกว่า 14 เสียง จาก 27 เสียง ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด และเป็นการลงคะแนนเสียงลับ โหวตเพียงครั้งเดียว โดยสภามหาวิทยาลัยได้มีมติเลือกรศ.เกศินี เป็นอธิการบดี มธ.คนใหม่ ได้คะแนนเสียงมากกว่า 14 เสียง

ทั้งนี้ รศ.เกศินี ได้ขอให้   ศ.ดร.สมคิด ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนอธิการบดีมธ. ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม  เนื่องจากมหาวิทยาลัยจะมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตร อีกทั้งวันที่ 9-10 ธันวาคม จะมีการจัดงานวันธรรมศาสตร์ เพื่อให้งานทุกอย่างลงตัว และรศ.เกศินี รับรักษาการตำแหน่งในวันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ

“ที่ประชุมได้มีการตั้งคำถามผู้ที่ได้รับการทาบทามเหมือนกันทั้ง 2 คน โดยในส่วนของรศ.เกศินี ได้มีการสอบถามเรื่องสุขภาพ ซึ่งรศ.เกศินี ได้ตอบคำถามอย่างฉะฉาน และที่ประชุมก็พึ่งพอใจ ซึ่งหลังจากนี้หากมีการวิพาษณ์วิจารณ์ ก็สามารถวิจารณ์ได้ เพราะไม่ว่าจะกรรมการสภาฯ จะเลือกใคร ก็จะมีเสียงวิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมเนียมสไตล์มธ. ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นมาอธิ   การบดีมธ.ไม่หนีการวิพากษ์วิจารณ์ ต้องทนและกล้าเผชิญหน้า กล้าตอบคำถามของผู้คนได้” ศ.ดร.สมคิด กล่าว

ทั้งนี้  ศ.ดร.สมคิดฝากอะไร ยกเว้นงานที่สำคัญหรือรับปากว่าต้องทำ เช่น งานกีฬามหาวิทยาลัย ซึ่งได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นต้น ส่วนงานอื่นๆ ก็เป็นเรื่องนโยบาย แนวทางการบริหารของอธิการบดีแต่ละคนต้องจัดการด้วยตนเอง

รศ.เกศินี กล่าวว่า การบริหารงานคงต้องมองในภาพใหญ่ โดยสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้นำรุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง สร้างนวัตกรรม  สามารถที่ทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก มีทักษะการสื่อสาร และดิจิตอล ที่สำคัญต้องมีวิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการ โดยจะให้นักศึกษาทุกคนได้เลือกเรียนวิชาผู้ประกอบการเป็นวิชาโท
สำหรับข้อวิจารณ์เรื่องอายุและสุขภาพ ยืนยันว่าสุขภาพ สามารถทำงานให้มหาวิทยาลัยได้อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องการบริหารงานจะดึงทีมงานคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วม ซึ่งจริงๆ นโยบายที่นำมาเสนอก็เป็นการระดมความคิดเห็นจากผู้บริหารยุคใหม่

รศ.เกศินี กล่าวต่อไปว่า นักศึกษายังมีเสรีภาพ และเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นเหมือนเดิมแต่ต้องอยู่ในขอบข่ายที่นักศึกษาทุกคนทราบดี ซึ่งนักศึกษายังมีจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนร่วม ช่วยพัฒนาชุมชน และโลก ยังเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน
“ไม่มีช่องว่างเรื่องของอายุ เพราะที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมคลุกคลีกับนักศึกษามาโดยตลอด มีความสนิทสนมกับนักศึกษาเข้าถึงได้ง่าย นักศึกษาสามารถโทรศัพท์ ไลน์ หรืออีเมล์หาได้ทุกเมื่อ”รศ.เกศินี กล่าว

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300473

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

ทำดีตามรอยพ่อ, การทำความดี

การทำความดี ทำประโยชน์เพื่อปวงชนชาวไทย โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ที่พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างให้ในการทำงานเพื่อประเทศชาติ

       “แม้พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 จะจากไป แต่หลักคำสอน หลักทรงงานของท่านจะยังคงอยู่ในใจของประชาชนไปตลอดกาล โดยเฉพาะในเรื่องของการทำความดี ทำประโยชน์เพื่อปวงชนชาวไทย โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ที่พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างให้แก่ผมในการทำงานเพื่อประเทศชาติ และสมัครร่วมเป็นจิตอาสาในการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ประชาชน การทำงานเล็กๆ ในช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ความรู้สึกของหนึ่งในจิตอาสา ประพันธ์ ชัยสุวรรณ ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย คอยดูแล ช่วยเหลือประชาชนบริเวณกระทรวงศึกษาธิการ

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

      ประพันธ์ จิตอาสา ทหารจากจ.ลพบุรี ที่มาประจำพื้นที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย รวมถึงช่วยเหลือประชาชนในทุกกรณี เล่าว่าหน่วยงานได้มีการเปิดรับสมัครทหารที่ต้องการเข้าร่วมประจำการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 21-30 ตุลาคม ได้มาประจำพื้นที่ตั้งแต่แยกมัฆวานไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

    ประพันธ์ จิตอาสา

    โดยมีทหารมาทั้งหมด 36 คน ทุกคนจะทำหน้าที่ประจำจุดต่างๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย และช่วยเหลือประชาชน ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นช่วยขนของ เก็บขยะ ให้ข้อมูลต่างๆ ประชาชนมีปัญหาสามารถเข้ามาขอความช่วยเหลือได้

      แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

     “ทุกคนต่างอยากมากร่วมเป็นจิตอาสาในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อหน่วยงานได้ขอความร่วมมือก็สมัครเข้าร่วมจิตอาสา เพราะได้ทำงานตอบแทนถวายพระองค์ท่าน และอยู่ใกล้พระองค์ท่านให้มากที่สุด ในฐานะทหารยิ่งต้องทำงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ ความสุขของประชาชนเป็นหลัก และพระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตทุกเรื่อง โดยเฉพาะหลักคำสอน การปิดทองหลังพระ ถึงจะไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่การเป็นผู้ให้ ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้ความสุขใจ ได้รอยยิ้ม และคำขอบคุณจากผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ผมว่าจิตอาสาทุกคนต่างได้รับ” ประพันธ์กล่าว

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

  มลธิชา แซงเกศ

    ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ร่วมเป็นจิตอาสา “มลธิชา แซงเกศ” หรือ ป้ามล วัย 54 ปีชาวปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ อีกหนึ่งประชาชนจิตอาสาเฉพาะกิจฯ เล่าว่า ก่อนหน้านี้มาร่วมเป็นจิตอาสาตั้งแต่ช่วงที่เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ที่สนามหลวง

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

     หลังจากเลิกงานประจำซึ่งเป็นแม่บ้านของธนาคารแห่งหนึ่ง ประมาณ 16.00 น.จะเดินทางมาที่สนามหลวงมาช่วยเก็บขยะ พอสัก 5 ทุ่ม หรือ เที่ยงคืน (23.00-24.00 น.)นั่งรถเมล์กลับบ้าน ทำแบบนี้อยู่ทุกวัน เพราะอยากจะทำถวายในหลวงรัชกาลที่ 9

     “ครั้งนี้เมื่อมีการรับสมัครจิตอาสาก็มาสมัครทันที มาทำงานตลอดทั้งวันไปตามจุดต่างๆพื้นที่โดยรอบ ช่วงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงทางธนาคารก็ประกาศหยุด ทำให้มีเวลามาทำงานจิตอาสาได้เต็มที่” ป้ามล กล่าว

      ไม่ใช่มีเพียง “ป้ามล” ที่มาร่วมเป็นจิตอาสาเท่านั้น ยังมีน้า น้องสาว และหลานอีก 2 คนในครอบครัว มาร่วมสมัครเป็นจิตอาสาด้วย แต่ละคนก็สมัครแยกย้ายไปทำงานที่ถนัด อย่าง ป้ามล จะดูแลเรื่องความสะอาด งานจราจร ส่วนน้องสาว หลานๆทำงานด้านพยาบาล

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

        การได้มาทำจิตอาสา ได้เห็นคนไทยต่างเดินทางมาจากพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ มารวมกันที่บริเวณรอบสนามหลวง เพื่อรอร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ยิ่งเป็นพลังให้มุ่งมั่นทำความดี ดังคำพ่อสอน ตลอดการพูดคุยบอกเล่าความรู้สึก ความรักที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมกับดวงตาแดงกล่ำ หยดน้ำตาที่ไหล จนต้องยกมือป้ายน้ำตาเป็นระยะ

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

     เช่นเดียวกับ “นพท.ศรุต พึ่งปรีดา” นักเรียนแพทย์ทหาร ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า การเปิดให้ประชาชนเข้ามากราบสักการะพระบรมศพ มีความต้องการจิตอาสามาช่วยเหลืองานต่างๆ เหล่านักเรียนแพทย์ก็ได้สมัครมาด้วยความเต็มใจรวมถึงตัวเองซึ่งได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการได้มาช่วยเหลือ ไม่เพียงช่วยงานเรื่องสุขภาพผู้คน แต่ยังช่วยแจกน้ำ ดูคิว ทำงานทุกอย่างที่สามารถช่วยได้ เป็นเวลาร่วม 1 ปี

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

      “จริงๆ นักเรียนแพทย์ทหารไม่ได้มีเพียงผมคนเดียว ขอเป็นตัวแทนของนักเรียนแพทย์ทหารที่ได้มาถวายอกไม้จันทน์ ถือว่าเป็นการได้ตอบแทนพระองค์ท่าน แม้ไม่ได้รับใช้ในช่วงที่พระองค์มีพระชนม์ชีพ แต่ก็ขอตอบแทนและสานต่อพระราชปณิธานในการเป็นแพทย์ที่ดีต่อไป” นพท.ศรุต กล่าว

    ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้นึกถึงพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับ การสร้างโรงเรียนแพทย์ทหาร ที่เมื่อก่อนมีปัญหาไม่มีคนให้ความสำคัญ กระทั่งพระองค์มีรับสั่งในครั้งนั้นจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกฝ่ายเห็นและเล็งเห็นความสำคัญและก่อตั้งเป็นโรงเรียนแพทย์ทหารขึ้นมา หากไม่มีพระองค์ท่านก็คงไม่มีผมในวันนี้ วันที่เป็นแพทย์ทหาร

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

         นพ.สนธยา วัฒนโกศล

          นพ.สนธยา วัฒนโกศล อายุ 55 ปี จิตอาสาจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดคลินิกบริการผู้ป่วยฟรีในวันที่ 28 ก.ค และ 5 ธ.ค.ของทุกปี นับแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน เปิดเผยว่าเคยมีโอกาสออกหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนคริน  ทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ จึงตั้งใจสืบทอดพระปณิธาน โดยเริ่มให้การรักษาผู้ป่วยเมื่อปี 2539 ซึ่งตรงกับวันสวรรคตของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และหลังจากนั้นก็ทำมาทุกปี

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

     ต่อมาเพิ่มการรักษาในวันที่ 5 ธ.ค.ทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยมีหมอหลายท่านจากหลายจังหวัดมาร่วมด้วย นอกจากนี้ยังตั้งได้โรงทาน ให้บริการทั้งตัดผม แจกจ่ายอาหาร เพนท์เล็บ นวดแผนไทย และวาดภาพให้คนไข้ ในช่วงแรกๆ มีหมอเพียง 3 ท่าน ตรวจคนไข้ได้ 300 คนต่อวัน แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2559 ได้เปิดให้บริการ 11 ชม.มีคนไข้จำนวน 2,009 ราย ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมาได้ให้บริการคนไข้แล้ว 19,553 ราย

แม้พ่อหลวงจะจากไปแต่หลักคำสอนจะอยู่ในใจประชาชนตลอดกาล

      “พ่อจากนี้ไปจะทำสิ่งดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 10 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ จะสายต่อสิ่งที่ในหลวง ร.9 ทรงสอนให้ทำดี และตั้งปณิธานทำตัวให้เป็นประโยชน์ ให้ประเทศชาติก้าวหน้าต่อไป” ตัวแทนจิตอาสาฯ กล่าว

2 โรคยอดฮิตจากพฤติกรรมทำร้ายดวงตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300436

2 โรคยอดฮิตจากพฤติกรรมทำร้ายดวงตา

โรคคอมพิวเตอร์วิชชั่นซินโดรม, ติดเชื้อกระจกตาจากคอนแทคเลนส์, โรคดวงตา

พบคนไทยติดเชื้อกระจกตาจากคอนแทคเลนส์-คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม เพิ่มขึ้น แนะใช้คอนแทคเลนส์สะอาดตามอายุการใช้งาน หยุดพฤติกรรมติดจอคอมพ์ สมาร์ทโฟน พักสายตา1-5 นาที

       จากสถิติรายงานโรคตาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ พบว่า โรคทางตาที่พบมากขึ้นในสังคมไทย คือ การติดเชื้อที่กระจกตาจากคอนแทคเลนส์และโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) ซึ่งมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง          

ผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับสาเหตุของการตาบอดและสายตาเลือนรางในประเทศไทย  พบปัญหา 4 อันดับแรก คือ อันดับแรก คือ โรคต้อกระจก มีมากถึงร้อยละ 69.7  รองลงมา คือ โรคทางจอประสาทตา ร้อยละ 13.2  โรคต้อหินและโรคความผิดปกติทางสายตา ร้อยละ 4

พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ จักษุแพทย์ด้านกระจกตาและการแก้ไขสายตาผิดปกติ   โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า การติดเชื้อที่กระจกตา เกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์เป็นประจำ ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการตาแดง ปวดตา ตามัว น้ำตาไหล มองสู้แสงไม่ได้ มีขี้ตา เปลือกตาบวม และอาจเห็นจุดสีขาวอยู่บนกระจกตาได้ ซึ่งหากไม่ได้ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น จุดขาวที่เกิดขึ้น จะลุกลามเกิดเป็นหนองสีขาวในช่องหน้าลูกตา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่ดวงตา  เช่น กระจกตาทะลุ ต้อหิน ต้อกระจก ไปจนถึงตาบอด สำหรับการลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่ดวงตา

สามารถทำได้โดยผู้ป่วยต้องดูแลรักษาเลนส์อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ ห้ามไม่ให้เลนส์สัมผัสกับน้ำทั่วไป ต้องเป็นน้ำยาที่ใช้สำหรับคอนแทคเลนส์เท่านั้น ไม่ใส่เลนส์เกินอายุการใช้งานที่ระบุไว้ข้างกล่อง  ไม่ใช้คอนแทคเลนส์มือสอง ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ขณะหลับและควรเปลี่ยนตลับแช่คอนแทคเลนส์บ่อยครั้ง  ที่สำคัญคือ การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพตาและตรวจวัดค่าสายตาหรือเลนส์ที่เหมาะสมอย่างน้อยทุก  6-12 เดือน

ขณะที่โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) คือ การใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินความจำเป็น จะทำให้เกิดอาการทางตาต่างๆ ตามมาได้ สามารถพบผู้ป่วยได้มากถึงร้อยละ 70 ของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานเป็นประจำและมักพบได้บ่อยขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี สาเหตุหลักเกิดจากแสงสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือ แท็บเล็ต รวมถึงผิวหน้าจอที่สามารถสะท้อนแสงจากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ มาสู่ตา จึงทำให้ปวดตา ล้าตาได้ง่าย อีกทั้งการกระพริบตาน้อยลงขณะที่อยู่หน้าจอจะทำให้น้ำตาระเหย ตาแห้ง แสบตา แพ้แสง หรือตามัว เมื่ออาการสะสมเรื่อยๆ อาการจะหนักขึ้น และปวดบริเวณศีรษะ คอ บ่า ไหล่

สำหรับการป้องกัน สามารถทำได้โดยการกระพริบตาบ่อยขึ้นเวลาอยู่หน้าจอและควรพักสายตาเป็นระยะ  ตามกฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาทีให้พักสายตาอย่างน้อย 20 วินาที โดยการมองไกล ๆ 20 ฟุต หรือหลับตาพักก็ได้ รวมทั้งการปรับท่าทางการทำงาน ตำแหน่งของหน้าจอ ใช้แว่นสายตาที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการต่าง ๆ ได้มากขึ้น

นอกจากการดูแลสายตาที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ยังสามารถดูแลสายตาได้จากภายใน คือ การรับประทานวิตามินเอ ที่มีหน้าที่ช่วยในการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก การแบ่งตัวของเซลล์ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับ  เชื้อโรค ซ่อมแซมผิวของดวงตาและหลอดลม ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายยากขึ้น และยังกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของผักบุ้ง เนื่องจาก ผักบุ้งจะมีวิตามินเอสูง การรับประทานผักบุ้งเป็นประจำจะลดอาการปวดดวงตา   ลดอาการแสบตาที่เกิดจากการใช้ดวงตาหนักๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย  ตำลึง สรรพคุณช่วยบำรุงสายตาถนอมสายตาให้มีสุขภาพดี ช่วยในการมองเห็นอีกด้วย ฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูง  เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพได้

ดังนั้น การที่ประชาชนคนไทยหันมาตระหนักถึงสุขภาพตา หลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อดวงตา ตั้งแต่การใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน นานเกิน 25-30 นาที ต้องพักสายตาอย่างน้อย 1-5 นาที ควรดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ดวงตามีความชุ่มชื้น และพักผ่อนนอนหลับ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ประสาทตาได้พักการใช้งานเพื่อลดภาวะการเจ็บป่วยจากโรคยอดฮิตทางสายตาได้