ต่อลมหายใจ ด้วยพระเมตตาจากในหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300296

ต่อลมหายใจ ด้วยพระเมตตาจากในหลวงรัชกาลที่ 9

มทรธัญบุรี

“ไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นคนโชคร้าย แต่ทุกวันนี้คิดว่าตนเองเป็นคนที่โชคดีที่สุด”

     “ไม่คิดว่าในหลวงที่มีภารกิจมากมาย จะสนใจจดหมายเพียงฉบับเดียวของตนเองกับแม่ และทรงช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ท่าน” นางสาวอรธีรา รสหอม หรือน้องส้ม นักศึกษาชั้นปีที่ 2 (หลักสูตรต่อเนื่อง) สาขาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นักศึกษาพิการทางการเคลื่อนไหว 1 คนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และนักศึกษาทุนการศึกษามูลนิธิสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในหลวงรัชกาลที่ 9   

ต่อลมหายใจ ด้วยพระเมตตาจากในหลวงรัชกาลที่ 9   

“ส้ม” นางสาวอรธีรา รสหอม เล่าว่า พระองค์ท่านทรงมีพระเมตตากับตนเองและครอบครัวล้นพ้น เมื่อตอนอายุ 13 ปี ตนเองประสบอุบัติเหตุทำให้ตนเองสลบไปถึง 9 วัน นอนในห้อง ICU กว่า 19 วัน และต้องใช้เวลาในการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 4 เดือน จากอุบัติเหตุทำให้เธอกลายเป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหว (ต้องใส่ขาเทียมขาขวา และต้องใส่วิก ตลอดชีวิต) ในการเข้าห้องผ่าตัดแต่ละครั้งต้องใช้ค่าใช้จ่ายเงินค่อน ข้างสูง โดยตอนนั้นทางบ้านไม่ได้มีฐานะ คุณแม่และคุณพ่อหย่าร้างกัน ตนเองมีเพียงแม่

ต่อลมหายใจ ด้วยพระเมตตาจากในหลวงรัชกาลที่ 9

ต่อลมหายใจ ด้วยพระเมตตาจากในหลวงรัชกาลที่ 9

แม่จึงได้เขียนหนังสือถวายฎีกาถึงในหลวง ซึ่งเนื้อหาในจดหมายเป็นคำสามัญชาวบ้านธรรมดา ด้วยจดหมายฉบับนั่น ตนเองจึงได้รับเป็นผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์ “เหมือนพระองค์ท่านต่อลมหายใจให้กับหนู เหมือนพระองค์ให้ชีวิตใหม่กับหนู” นอกจากนี้พระองค์ท่านยังได้รับตนเองเป็นนักศึกษาทุนการศึกษามูลนิธิสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

ระหว่างที่นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาเห็นสภาพตนเอง “คิดฆ่าตัวตาย” กลัวว่าตนเองจะไม่ได้เรียน เรียนจบจะไม่มีงานทำ และกลัวคนอื่นรังเกียจตนเอง แต่เมื่อนึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช เห็นพระองค์ท่านเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ พระองค์ทรงงานหนักและลำบาก บวกกับได้รับเป็นผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์ และได้เป็นนักศึกษาทุนการศึกษา เหมือนได้เกิดขึ้นมีชีวิตมาทุกวันนี้ พระองค์ท่านทรงเป็นขวัญและกำลังใจของตนเอง

ต่อลมหายใจ ด้วยพระเมตตาจากในหลวงรัชกาลที่ 9

“วันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรคาลัย” โทรไปหาแม่ แม่บอกกับตนเองว่า “ต้องอดทน และเข้มแข็ง ให้ตั้งใจทำความดี ไม่ให้ท้อ เป็นคนดีของประเทศ พระองค์ท่านทรงพระเมตตาให้ทุนการศึกษากับเรา” ซึ่งทุนการศึกษาที่ได้รับมา ตนเองจะใช้จ่ายอยากประหยัดและจำกัดมากที่สุด ด้วยความพอเพียง ตามคำสอนของพระองค์ท่าน ตนเองคิดเสมอว่า พระองค์ท่านต้องมองมาจากบนฟ้า มองลงมาดูนักเรียนและนักศึกษาของท่านดำเนินชีวิต ทำประโยชน์ให้กับสังคมและเป็นคนดี ช่วยกันพัฒนาประเทศ

ด้านนางจำรูญ แพ่งสุภา แม่ของน้องส้ม เล่าว่า ตอนที่ตัดสินใจเขียนหนังสือถวายฎีกาถึงในหลวง” ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือน้องส้มได้ นึกถึงในหลวง “เทวดาที่อยู่บนดิน”เพียงพระองค์เดียวที่สามารถช่วยลูกได้ โดยผ่านไปประมาณ 1 เดือน ได้รับการติดต่อกลับมา และได้ส่งเจ้าหน้าที่ของทางจังหวัดเข้ามาสำรวจ ผ่านไปประมาณอีก 1 เดือน พระองค์ท่านได้รับน้องส้มเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ได้เป็นนักศึกษาทุนการศึกษามูลนิธิสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี นอกจากนั้นทางมูลนิธิยังได้พระราชทานเงินทุนดำรงชีพครอบครัว 50,000 บาทให้กับครอบครัวของตนเอง (นำมาเปิดร้านขายของชำในหมู่บ้าน)

ต่อลมหายใจ ด้วยพระเมตตาจากในหลวงรัชกาลที่ 9

          “ท่านทรงเป็นเทวดาที่อยู่บนดิน ไม่มีอะไรมาเทียบได้ ทรงพระเมตตาต่อครอบครัวของเรา ท่านทรงเป็นเทวดา โดยจะสอนน้องส้มเสมอ เงินที่ได้รับมาให้ยกขึ้นเหนือหัว ใช้จ่ายอยากประหยัดที่สุด ให้นำคำสอนของพระองค์ท่านมาใช้ในการใช้ชีวิต” น้องส้มกล่าวทิ้งท้าย

สัญญาว่าหลังจากที่เรียนจบ จะขอทำงานให้กับแผ่นดิน ทำอะไรก็ได้ที่ดีที่สุด ในการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9

เสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300306

เสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก”

ค่ายเสริมสร้างทักษะชีวิต คิดบวก, คิดบวก, Positive, Thinking, Life

ค่ายเสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก” (Positive Thinking Life) ให้กับนักเรียนในสังกัด ทั้งจังหวัดตากและจังหวัดสุโขทัย

      ที่ค่ายรามคำแหงมหาราช อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 (สุโขทัย-ตาก) ได้จัดทำโครงการค่ายเสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก” (Positive Thinking Life) จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างทักษะ “ชีวิตคิดบวก” ให้กับนักเรียนงจังหวัดตากและจังหวัดสุโขทัย จาก 20 โรงเรียน จำนวน 70 คนได้รับการเสริมสร้างทักษะชีวิตเป็นกรณีพิเศษ

เสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก”เสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก”

สริมสร้างทักษะชีวิตอยู่บนพื้นฐานของแนวความคิด 3 ประการ คือ  ส่งเสริม การป้องกัน/แก้ไข หรือ การรักษาและฟื้นฟู เพื่อให้นักเรียนมีทักษะชีวิต 4 ด้าน คือ 1.การตะหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น 2.การคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 3.การจัดการกับอารมณ์และความเครียด 4.การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ซึ่งองค์ประกอบของทักษะชีวิตทั้ง 4 ด้าน จะทำให้นักเรียนเกิดแรงบันดาลใจ มีภาพฝันในอนาคต และมีแนวทางที่จะก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายที่ดีในอนาคตต่อไป

โดยมีวิทยากรจากสถาบันพัฒนาศักยภาพเยาวชนThe Trainer และเจ้าหน้าที่ตำรวจตะเวนชายแดน กองกำกับการ 6 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตะเวนชายแดนชายแดน(ค่ายรามคำแหงมหาราช) อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย มาให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเสริมสร้างทักษะ “ชีวิตคิดบวก” ระยะเวลา 4 คืน 5 วัน

 

เสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก”เสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก”เสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก”เสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก”เสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก”

        นายวรินทร์ ชำนาญผา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 (สุโขทัย-ตาก) กล่าวว่า ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 นำโดย นายมรกต กลัดสอาด อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 (สุโขทัย-ตาก)  ได้ริเริ่มทำโครงการค่ายเสริมสร้างทักษะชีวิต “คิดบวก” (Positive Thinking Life) เพราะเห็นความสำคัญของลูกๆนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะอยู่กลุ่มใด กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง  กลุ่มมีปัญหา นักเรียนทุกคนต้องได้รับการเสริมสร้างทักษะชีวิต เพื่อที่จะสามารถดำเนินชีวิตช่วงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นที่ได้อย่างมีความสุข เพราะเด็กนักเรียนทุกคนล้วนมีความสำคัญ และจะเป็นกำลังใจการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ก้าวสู่ “เส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300304

ก้าวสู่ “เส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์”

เส้นทางนักวิทยาศาสตร์, สวทช, ปีที่

สวทช. จัดค่ายถนนนักวิจัยรุ่นเยาว์ ปีที่ 4 บ่มเพาะเยาวชนสู่เส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต

        กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยงานส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพสูง จัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ “ถนนนักวิจัยรุ่นเยาว์ ปีที่ 4” ระหว่างวันที่ 9 – 12 ตุลาคม 2560 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

      โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คัดเลือกเยาวชนที่มีศักยภาพสูงที่ได้รับเหรียญรางวัลในโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ประจำปี 2559 ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.1 จำนวน 50 คนจากทั่วประเทศ เพื่อให้เยาวชนได้ฝึกฝนและทำวิจัยภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของไทย สร้างโอกาสเรียนรู้และเสริมประสบการณ์ที่แตกต่างจากห้องเรียนในโรงเรียน ตลอดจนบ่มเพาะเยาวชนสู่เส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์ต่อไปในอนาคต

ก้าวสู่ "เส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์"
   

        ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยงานส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพสูง ฝ่ายพัฒนาบัณทิตและนักวิจัย ตระหนักถึงการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายพิเศษ การฝึกอบรม กิจกรรมค่าย และการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เยาวชนได้ฝึกฝน เรียนรู้ และทำวิจัยภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของไทย เพื่อบ่มเพาะเยาวชนดังกล่าวสู่เส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์ต่อไปในอนาคต

ก้าวสู่ "เส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์"

การดำเนินงานในปี 2560 ได้รับความร่วมมือจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คัดเลือกเยาวชนที่มีศักยภาพสูงที่ได้รับเหรียญรางวัลในโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ประจำปี 2559 ที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สมัครเข้าร่วมกิจกรรม ถนนนักวิจัยรุ่นเยาว์ ปีที่ 4 ซึ่งเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 50 คนจาก 29 โรงเรียนทั่วประเทศ ทั้งจากกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้

ก้าวสู่ "เส้นทางการเป็นนักวิทยาศาสตร์"
“เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายถนนนักวิจัยรุ่นเยาว์ ปีที่ 4 จะได้เปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผ่านกิจกรรมตามแนวทางสะเต็มศึกษา อาทิ กิจกรรมบรรยายพิเศษเส้นทางอาชีพในอนาคต กิจกรรมสนุกกับฟิสิกส์ เรียนรู้คณิตศาสตร์จากสิ่งรอบตัว ได้สัมผัสเทคโนโลยีผ่านบอร์ดสมองกล KidBright กิจกรรมทัศนศึกษา ณ พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ ตลอดจนการรับฟังบรรยายพิเศษจากนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักคอมพิวเตอร์ เป็นต้น”

แพทย์แนะนำผู้สูงอายุสร้างความสุขหลีกโรคซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300302

แพทย์แนะนำผู้สูงอายุสร้างความสุขหลีกโรคซึมเศร้า

สูงวัย, วัยเกษียณ, ภาวะซึมเศร้า, ปรับใจ, เตรียมความพร้อม

หลังวัยเกษียณของผู้สูงอายุจะไม่เป็นคนชราอีกต่อไป หากปรับตัว ปรับใจ เตรียมความพร้อม ในการมีเวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวอยู่กับลูกหลาน

        ทุกๆ วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุสากล และถือว่าเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้เกษียณอายุด้วย  ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนมองว่า หากเกษียณอายุไปแล้วอาจจะกลายเป็นคนชรา กลัวการปรับตัว ปรับใจ หมดหวัง และกลายเป็นภาวะซึมเศร้า

แพทย์แนะนำผู้สูงอายุสร้างความสุขหลีกโรคซึมเศร้าแพทย์แนะนำผู้สูงอายุสร้างความสุขหลีกโรคซึมเศร้า

โดยทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ต้องตื่นนอน เตรียมตัวเพื่อไปทำงาน อาจจะส่งผลกระทบด้านจิตใจต่อผู้สูงอายุ หนึ่งในเรื่องนั้น คือ เรื่องรายได้ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเครียด กับเรื่องการเปลี่ยนสถานภาพทางสังคม จากบุคคลที่เคยมีบทบาทหน้าที่ มีคนเคารพยกย่อง พอเกษียณตำแหน่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำทุกวันก็ไม่มี กลายเป็นเพียงคนธรรมดา เมื่อไม่มีการเตรียมความพร้อม ปรับตัวไม่ได้ ย่อมทำให้ยิ่งรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของตัวเองแย่ลง บางคนจึงอาจมี “ภาวะซึมเศร้า” เกิดขึ้น

แพทย์แนะนำผู้สูงอายุสร้างความสุขหลีกโรคซึมเศร้า

        พญ.กานติ์ชนิต ผลประไพ แพทย์ด้านจิตเวช โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า ปัจจุบันสถิติผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งประเทศไทยเองกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมสูงอายุไปสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น ถึง 7 ล้านคน และภายในปี 2583 ประชากรในกลุ่มนี้จะเพิ่มจำนวนเป็น 17 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ  ดังนั้น หากผู้สูงอายุได้มีการเตรียมความพร้อมหลังการเกษียณ คือ ต้องยอมรับ ไม่ยึดติด มีความสุขในปัจจุบัน ไม่เครียด ไม่วิตกกังวล และควรอยู่กับลูกหลานครอบครัวอย่างมีความสุข

ตามแนวทางการสร้างสุขสำหรับวัยเกษียณ ด้วยหลัก 3 สร้าง ประกอบไปด้วย  1.สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองและผู้อื่น ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ทำความสำเร็จเล็กๆ ให้ได้ในแต่ละวัน และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ 2.สร้างสุขภาพกายและใจให้ตนเอง ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ตรวจสุขภาพประจำปี ฝึกจิต ฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้สดใส เมื่อรู้สึกหดหู่ เหงา เศร้า ไม่สดชื่น  ควรรีบปรึกษาคนรัก ไปพบเพื่อนฝูง พูดคุยปรึกษาปัญหา ทำกิจกรรมที่ชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าทำทุกอย่างแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ 3.สร้างกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมในบ้านและนอกบ้าน  เช่น งานบ้าน งานสวน เข้าชมรม เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ตามความชอบความพอใจ ความถนัด และบริบทการใช้ชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากภาวะซึมเศร้า

แพทย์แนะนำผู้สูงอายุสร้างความสุขหลีกโรคซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้า เป็นภาวะของการเจ็บป่วยทางจิตใจชนิดหนึ่ง ซึ่งจะทำให้รู้สึกไม่มีความสุข ซึมเศร้า จิตใจหม่นหมอง หมดความกระตือรือร้น เบื่อหน่ายแยกตัวเอง ชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว ท้อแท้ บางครั้งมีความรู้สึกสิ้นหวัง มองชีวิตไม่มีคุณค่า มองตัวเองไร้ค่าและยังเป็นภาระต่อคนอื่น นอนไม่หลับ ไม่อยากทานอาหาร น้ำหนักลด หากมีอาการมาก จะมีความรู้สึกเบื่อชีวิต คิดอยากตาย-ฆ่าตัวตาย รวมถึงมีพฤติกรรมทำร้ายตนเองและมักพบได้บ่อยในสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น แพทย์แนะนำผู้สูงอายุสร้างความสุขหลีกโรคซึมเศร้า

แพทย์แนะนำผู้สูงอายุสร้างความสุขหลีกโรคซึมเศร้า

เนื่องจากเป็นวัยที่มีการสูญเสียหลายด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม เป็นวัยที่ต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของชีวิตอย่างมาก  ดังนั้น  ลูกหลานและคนรอบข้าง เป็นตัวช่วยที่สำคัญที่จะสามารถช่วยผู้สูงอายุหลังวัยเกษียณได้มีกำลังใจในการปรับตัว ปรับใจ และช่วยกันทำให้ผู้เกษียณมีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สูงอายุ  และไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ  แต่ทำให้ผู้สูงอายุกลายเป็นคนสำคัญที่จะสามารถช่วยสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม  ให้ความเคารพยกย่อง  ไม่ทอดทิ้งอยู่ตามลำพัง เพียงเท่านี้ก็ทำให้ชีวิตหลังวัยเกษียณมีความสุขทั้งกายและใจได้และไม่เสี่ยงภัยจากภาวะซึมเศร้า

เกณฑ์เด็กจบรร.นานาชาติใน-ต่างประเทศสอบ TCAS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300383

เกณฑ์เด็กจบรร.นานาชาติใน-ต่างประเทศสอบ TCAS

ทปอ, ระบบการคัดเลือกรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา, ปี 2561, ทีแคส, เทียบวุฒิต่างประเทศ, TCAS

ทปอ. เห็นชอบข้อตกลงแนวทางในการดำเนินการตาม “เกณฑ์การเทียบวุฒิการศึกษาเท่ากับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในระบบ TCAS ปี2561”

         เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2560 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.) ได้แถลงข่าวการประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)ครั้งที่ 5/2560 โดยมี รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะรองประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ,รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมฟล. , ผศ.ดร.ประเสริฐ คันธมานันท์ รักษาการเลขาธิการทปอ. และรศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล รองอธิการบดีฝ่ายระบบวิจัยและบัณฑิตศึกษา ม.สงขลานครินทร์ ร่วมแถลงซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาในประเด็นหลักๆ 3 เรื่อง ได้แก่ การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาปี 2561 หรือ TCAS (ทีแคส) ,โครงการเฉลิมฉลอง ทปอ. 45 ปี “ อุดมศึกษา –พลังขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0” และโครงการ Innovation Hubs   เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0

ผศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวว่า คณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระบบTCAS (ทีแคส) ได้รายงานแนวทางการรับสมัครเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติทั้งในและต่างประเทศประจำปี 2561 ซึ่ง ทปอ.เห็นชอบข้อตกลงแนวทางในการดำเนินการตามเกณฑ์การเทียบวุฒิการศึกษาเท่ากับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในระบบ TCAS ให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ดังนี้ 1. ระบบอังกฤษ ในระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาปี การศึกษา 2561 ผู้สมัครต้องมีผลการสอบระดับ IGCSE หรือ GCSE หรือ GCE ‘O’ Level จำนวน 5 วิชา ได้คะแนนแต่ละรายวิชา A*-C โดยนักเรียนที่สอบ IGCSE, GCSE หรือ  GCE ‘O’ Level  ภายในปี พ.ศ. 2559  และสอบได้ผลการสอบตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องเกณฑ์การเทียบวุฒิการศึกษาจากหลักสูตรประจำประเทศอังกฤษ (เพิ่มเติม) ประกาศ ณ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ให้นักเรียนเหล่านี้ได้รับการเทียบวุฒิการศึกษาสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6  ดังนั้น นักเรียนที่สอบได้ผลสอบตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สบายใจได้ว่าได้รับวุฒิเทียบม. 6

ส่วนนักเรียนที่สอบ IGCSE ,GCSE หรือ  GCE ‘O’ Level  ภายในปี พ.ศ. 2560 และสอบได้ผลการสอบตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์การเทียบวุฒิการศึกษาจากหลักสูตรประจำประเทศอังกฤษ (เพิ่มเติมครั้งที่ 1)ประกาศ ณ วันที่  11 กรกฎาคม พ.ศ.2559 ให้นักเรียนเหล่านี้มีสิทธิ์ในการสมัคร TCAS 2561  และถ้าสอบได้ให้สถาบันอุดมศึกษาที่รับนักเรียนเหล่านี้จะเป็นผู้พิจารณาเสริมองค์ความรู้ให้เทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 6  สำหรับการสมัครเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาตั้งแต่ TCAS 2562 เป็นต้นไป นักเรียนเหล่านี้ต้องสอบให้ได้ผลตามเกณฑ์ของแนวทางการรับสมัครเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติทั้งในและต่างประเทศ ประจำปีการศึกษา 2561นี้   ซึ่งนักเรียนต้องติดตามเกณฑ์ของทปอ.เพิ่มเติม

  ผศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า 2.ระบบอเมริกา/แคนนาดา ผู้สมัครที่มีผลการสอบ GED 5 รายวิชา มีคะแนนรวมไม่น้อยกว่า 2,250คะแนน แต่ละวิชาต้องไม่อย่างน้อย 410 คะแนน 3. ระบบนิวซีแลนด์ ผู้สมัครที่สอบผ่านวิชา New Zealand National Certificate of Educational Achievement (NCEA ) ซึ่งอยู่ในความดูแลของ New Zealand Qualifications Authority (NZQA) จำนวนไม่ต่ำกว่า 80 หน่วยกิต ประกอบด้วย วิชาใน level 2 หรือสูงกว่าจำนวนไม่ต่ำกว่า 60 หน่วยกิต  และlevel1 หรือ สูงกว่าจำนวนไม่ต่ำกว่า 20 หน่วยกิต การพิจารณาให้นับวิชา English for Speaker of Languages (ESOL) เป็นอีก 1 วิชาได้ด้วย ผู้จบการศึกษาจะต้องได้รับประกาศนียบัตร NCEA level 2 ใบแสดงผลการสอบ (Record of Achievement) หนังสือรับรองระดับจำนวนวิชา และจำนวนหน่วยกิตของแต่ละวิชา จาก New Zealand  Qualifications Authority (NZQA)

4. จากหลักสูตรนานาชาติ International Baccalaureate(IB) ผู้สมัครจะต้องได้รับประกาศนียบัตรรับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียน  (High School Diploma ) และ/หรือ  ได้รับ IB Diploma   และ/หรือ IB DP Course Results ดังนี้ ผู้สมัครที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ จะต้องได้รับ IB Diploma    กล่าวคือเป็นผู้มีผลคะแนนรวมจาก 5 หมวดวิชา และอีก 1 วิชาเลือก ไม่ต่ำกว่า 24 คะแนน พร้อมกับผ่านการประเมิน Extended Essay (EE), Theory  of Knowledge (TOK) และ Creativity, Action & Service (CAS) ตามเกณฑ์ของ International Baccalaureate Organization (IBO)  ทั้งนี้ สถาบันอุดมศึกษาอาจพิจารณาให้ยกเว้นการเรียนบางวิชาในปี 1 ที่ผู้สมัครเรียนผ่านมาแล้วตามหลักสูตร IB Diploma ในระบบ Higher level ที่ได้คะแนนสูงกว่า 4-5 ขึ้นไป เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือได้รับ IB Diploma Course Results (IBCR) อย่างน้อย 5 วิชา โดยแต่ละวิชาจะต้องไม่ซ้ำกัน และได้ผลการเรียนในแต่ละวิชา ไม่น้อยกว่าเกรด 2 (เทียบเท่ากับ 60 % หรือ GPA รายวิชา 2 ขึ้นไป) ทั้งนี้ สถาบันอุดมศึกษา อาจพิจารณาลดจำนวนวิชาเพื่อรับผู้สำเร็จการศึกษาให้เหลืออย่างน้อย 3-4 วิชา ที่ตรงกับสายวิชาที่ผู้สมัครจะสมัครเข้ารับการศึกษา เช่นเดียวกับในต่างประเทศ และ 5. ในกรณีหลักสูตรนานาชาติ จากประเทศอื่นๆ ที่นอกเหนือจากข้อ 1-4 นั้น ให้ตรวจสอบการเทียบวุฒิต่างประเทศ จากประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเทียบความรู้วุฒิต่างประเทศ ลงวันที่ 18 มกราคม 2545  อย่างไรก็ตาม อำนาจในการรับสมัครเด็กเป็นไปตามการพิจารณาของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง  และเป็นข้อตกลงเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของทปอ.

เด็กไทยสุดเจ๋ง คว้าแชมป์ประดิษฐ์ของใช้จากธรรมชาติ(มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300300

เด็กไทยสุดเจ๋ง คว้าแชมป์ประดิษฐ์ของใช้จากธรรมชาติ(มีคลิป)

 

ฝีมือชั้นเยี่ยม นักเรียนโรงเรียนบ้านตาดซ้อ สพป.เลย เขต 1ชนะเลิศ การแข่งขันประดิษฐ์ของใช้จากวัสดุธรรมชาติ

     สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1ได้จัดการแข่งขัน งานศิลปหัตถกรรม  ประจำปี 2560 โดยการจัดงานในครั้งนี้เป็นการเพื่อเป็นเวทีให้ครู นักเรียนแสดงออกตามความสามารถของตนเองอย่างอิสระและสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งการใช้กิจกรรมเป็นสื่อเพื่อการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เสริมสร้างวิถีประชาธิปไตย และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตร และการสร้างภูมิคุ้มกันภัยยาเสพติด โดย กิจกรรมหนึ่งในหลายกิจกรรมที่น่าสนใจในครั้งนี้คือ การประดิษฐ์ของใช้จากวัสดุ ธรรมชาติ

    โดยโรงเรียนที่ชนะเลิศการแข่งขันในครั้งนี้คือ โรงเรียนบ้านตาดซ้อ  อำเภอเชียงคาน  จังหวัดเลย โดยครูที่ฝึกสอนคือนายธนชัย  นนทะดี  ได้กล่าวว่าการประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ธรรมชาติของโรงเรียนบ้านตาดซ้อว่าผลงานดังกล่าวเป็นเครื่องใช้ฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเศษไม้เก่าและวัสดุท้องถิ่น โดยเน้นรูปทรงธรรมชาติโดยเป็นโรงเรียนเป็นพื้นที่เป็นป่าเขา ซึ่งมีเศษวัสดุเศษไม้มากมาย สามารถนำมาประดิษฐ์ได้ จึงส่งเสริมให้เด็กนักเรียน ทำ ม้านั่งชิงช้า ขึ้น แนวคิดคือสามารถนำไม้หรือเศษไม้เก่าหรือวัสดุจากท้องถิ่นตามแหล่งธรรมชาติมาทำเป็นชิ้นงานสร้างจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์  

ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และที่สำคัญทำให้เด็กมีรายได้และเป็นการเสริมสร้างให้เด็กมีความรู้นำไปใช้ในการสร้างอาชีพที่เกิดขึ้นในอนาคตได้นั้นเอง พร้อมกันก็ขอขอบคุณสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1ที่สนับสนุนให้มีกิจกรรมดีๆดังกล่าว และขอขอบพระคุณ นายณภัทร  แก้วแจ่ม  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตาดซ้อ ที่เป็นแรงสนับสนุนและส่งเสริมให้โรงเรียนได้มีกิจกรรมดังกล่าว
เด็กชาย ด.ช.มงคล มีที  กล่าวว่าตนเองพร้อมด้วย ด.ช.ธีรยุทธ  บุดดา ,ด.ช.ณัฐพงษ์  มูลอ่อน  รู้สึกดีใจที่โรงเรียนของตนชนะเลิศในระดับกลุ่มการศึกษาและยังชนะระดับอำเภอจนมาถึงชนะเลิศระดับของสำนักงานเขตพื้นที่เพื่อได้ไปแข่งขันต่อในระดับภาคต่อไป และกล่าวว่าตนจะพยายามสร้างสรรค์งานตามที่ครูบอก พาโรงเรียนของตนเองไปสู้การแข่งขันในระดับของประเทศให้ได้

สร้างเครือข่าย พัฒนาผู้เรียนชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300298

สร้างเครือข่าย พัฒนาผู้เรียนชายแดนใต้

ผู้เรียน 3 จชายแดนใต้, เครือข่าย

ใช้การเรียนรู้แบบ “เครือข่าย” แก้ไขปัญหา-พัฒนาผู้เรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

      วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับมูลนิธิศึกษาธิการ ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน โครงการการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายการมีส่วนร่วมสู่โรงเรียนสุขภาวะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยโครงการต้องการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาผู้เรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีสุขภาวะที่ดี ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและสติปัญญา ส่งเสริมให้เกิดการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สุขภาวะที่บูรณาการระหว่างโรงเรียน บ้าน สถาบันศาสนาและชุมชน จำนวน 15 เครือข่าย 114 โรงเรียน ณ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และจังหวัดปัตตานี

       ผศ.ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า การทำงานแบบเครือข่ายโรงเรียนที่มีการรวมตัวเป็นชุมชนการจัดการเรียนรู้ ร่วมมือกันเพื่อสุขภาวะเด็กและเยาวชนโดยมีโรงเรียนแม่ข่ายที่มีโรงเรียนเครือข่ายประมาณ 8-10 โรง ซึ่งรวมตัวกันด้วยความสมัครใจในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งสังกัดเดียวกัน ระดับการศึกษาเดียวกัน พื้นที่ชุมชนเดียวกัน หรือมีปรัชญา ทัศนะและความเชื่อเดียวกัน โดยยึดหลักและวิธีการตามแนวคิด 8 ร่วม ได้แก่ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมติดตามประเมินผลและสุดท้ายคือนวัตกรรมที่เห็นชัดคือ ร่วมชื่นชมผลสำเร็จ

สร้างเครือข่าย พัฒนาผู้เรียนชายแดนใต้

“ประเด็นที่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ของพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ นั้นมีความชัดเจน ดังนั้น การรวมตัว คิดร่วมกัน ทำร่วมกัน แก้ปัญหาร่วมกันของเครือข่าย ก่อให้เกิดความรัก สุดท้ายมีผลกระทบเกิดการต่อยอดงานร่วมกันไม่ได้แข่งขันกัน ฉะนั้น เราจะไม่ทำงานแบบโดดเดี่ยว แต่จะใช้กระบวนการเครือข่ายการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครองและชุมชน เพราะการพัฒนาเด็กหนึ่งคน ไม่ใช่เรื่องของพ่อแม่เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายอย่างบูรณาการ

      จุดเด่นของโครงการนี้ คือ ไม่มีการสั่งการ แต่เกิดจากการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาร่วมกันใน 5 เรื่องหลัก คือ 1.ด้านอาหาร โภชนาการ 2.ความตระหนักเรื่องเหล้า บุหรี่ 3.สุขภาวะทางเพศ 4.คุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย ความสื่อสัตย์ การเรียนรู้ศาสนาที่จะส่งผลให้เด็กเป็นคนดีและ 5.ความเชื่อมโยงสู่คุณภาพการศึกษา สุดท้ายเด็กต้องมีร่างกายที่ดี สุขภาพอนามัยที่ดี มีจิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญาที่ดี

สร้างเครือข่าย พัฒนาผู้เรียนชายแดนใต้

      นายประเสริฐ  แก้วเพ็ชร ประธานคณะกรรมการมูลนิธิศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการฯ ใช้การทำงานแบบ “เครือข่าย” เนื่องจากบริบทของโรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พบปัญหาที่ความแตกต่างกัน จนเกิดการรวมตัวของโรงเรียนที่มีปัญหาเหมือนหรือใกล้เคียงกัน เพราะบางปัญหาไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยเพื่อนร่วมพูดคุย ร่วมคิด ปรึกษาหารือ ดังนั้น เมื่อส่งเสริมการทำงานเป็นเครือข่ายโรงเรียน โดยใช้ปัญหาเป็นตัวตั้งจึงก่อให้เกิดประโยชน์ในการร่วมกันพัฒนาช่วยกันดึงขึ้นมา ซึ่งถือเป็นการสร้างกลไกในการรวมพลัง ซึ่งได้พลังที่ใหญ่ขึ้น

“สิ่งที่พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ชุมชนและเครือข่าย ต้องการพัฒนามากที่สุดคือ การให้ลูกเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ อ่านออก เขียนได้ มีพฤติกรรมดี ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในการจัดการศึกษาของโรงเรียน โดยได้เรียกร้องเรื่องการสอนศาสนาในโรงเรียน เพราะต้องการให้ลูกอยู่ในหลักของศาสนาอิสลามด้วย ดังนั้น ผลลัพธ์เป้าหมายของโครงการฯ คือ การช่วยยกจุดด้อยให้เกิดการพัฒนา ส่งเสริมในสิ่งที่โรงเรียนต้องการ ให้เวที โอกาสและกลไกที่ดี เพื่อเสริมศักยภาพให้เท่าเทียมกันของทุกโรงเรียน”นายประเสริฐ  กล่าว

สร้างเครือข่าย พัฒนาผู้เรียนชายแดนใต้

         นางสาวนินูรไอนี หะยีนิเลาะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านลูโบ๊ะเยาะ จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า เข้าร่วมโครงการในเครือข่ายลูโบ๊ะเยาะ โดยข้อดีของการทำงานเป็นเครือข่ายคือการร่วมกันแชร์ประสบการณ์ ถ้าทำโรงเรียนเดียวก็มีบริบทแค่แห่งเดียว แต่การทำเป็นเครือข่ายจะมีจุดเด่นของแต่ละโรงเรียนที่มาทำงานร่วมกันได้เห็นปัญหาบางอย่างที่เป็นจุดต่างเราก็มาประสานการทำงานร่วมกันได้ อีกทั้ง ยังได้ความยั่งยืน ได้ความร่วมมือเพิ่ม

โดย 3 ปีที่เข้าร่วมประสบความสำเร็จมากในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เพราะทุกวันนี้การดำรงชีวิตประจำวันเด็ก คนในชุมชน ศาสนาไปทางคนไปทาง การดำเนินการตามเป้าหมายและแนวทางใน 5 เรื่องนี้ เชื่อมโยงได้กับทุกเรื่องและสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาการโดยเฉพาะเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ทุกศาสนาดีหมดแต่การประพฤติตัวของคนและลักษณะนิสัยทำให้ศาสนาเสียไป

สร้างเครือข่าย พัฒนาผู้เรียนชายแดนใต้

“อยากให้ส่วนกลางเป็นกระบอกเสียง ในสภาวการณ์ของสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยจุดที่ควรพัฒนามากที่สุด ขณะนี้ คือเด็กมีปัญหาเรื่องภาวะทุพโภชนาการ ขาดสารอาหาร ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ปกครองไปกรีดยางตั้งแต่ตีสาม กว่าจะกลับมาก็สายๆ เด็กก็ไม่ได้ทานอาหารเช้า บางคนเกิดจากกรรมพันธุ์และเด็กบางคนขาดจิตสำนึกไม่ตระหนักว่าอาหารเช้ามีความสำคัญ เมื่อเข้าโครงการนี้ เด็กก็เข้าใจมากขึ้นว่าต้องทานอาหารเช้าและเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมาย แต่ไม่ได้บังคับให้เราทำหนึ่ง สอง สาม แต่เป็นการให้โรงเรียนทำตามบริบทของตนเองและชุมชนที่ต้องการ”เครือข่ายลูโบ๊ะเยาะ กล่าว

ข้อปฏิบัติ!! ชมนิทรรศการพระเมรุมาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300358

ข้อปฏิบัติ!! ชมนิทรรศการพระเมรุมาศ

นิทรรศการพระเมรุมาศ, การปฏิบัติ, ข้อควรปฏิบัติ, การแต่งกาย, ข้อปฏิบัติ, กระทรวงวัฒนธรรม, กางเกง, ไม่รัดรูป

กระทรวงวัฒนธรรม แจ้งข้อปฏิบัติการแต่งกาย การเข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศ ชาย-หญิง แต่งกายสุภาพเสื้อ กางเกง กระโปรงไม่บาง ไม่รัดรูป งดรองเท้าแตะ งดสัมผัสพระเมรุมาศ

             ในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นประธานเปิดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในเวลา 07.00 น.และจะเป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมนิทรรศการ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-30 พฤศจิกายน 2560 ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ข้อปฏิบัติ!! ชมนิทรรศการพระเมรุมาศ

เพื่อให้การปฏิบัติตัวของผู้เข้าชมนิทรรศการเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้กำหนดข้อควรปฏิบัติในการแต่งกายของสุภาพบุรุษ-สุภาพสตรี รวมถึงการปฏิบัติระหว่างการเข้าชม ดังนี้

สุภาพบุรุษ  สวมเสื้อมีแขน ไม่บาง ไม่รัดรูป,กางเกงขายาว งดกางเกงยีนส์ฟอก ขาดวิ่น หรือรัดรูป ,รองเท้าแบบสุภาพ งดสวมรองเท้าแตะ

สุภาพสตรี  สวมเสื้อมีแขน ไม่บาง ไม่รัดรูป ไม่เอวลอย ,สวมกระโปรงยาวคลุมเข่า,กางเกงขายาวทรงสุภาพ ไม่บาง ไม่รัดรูป, รองเท้าแบบสุภาพ งดสวมรองเท้าแตะ

ข้อปฏิบัติ!! ชมนิทรรศการพระเมรุมาศ

นักเรียน นิสิต นักศึกษา สวมเครื่องแบบตามที่ราชการกำหนด

กลุ่มชาติพันธุ์  สวมชุดพื้นถิ่น

            ไม่แตะต้อง หรือสัมผัส พระเมรุมาศ ตลอดจนสิ่งของที่นำมาจัดแสดง

ไม่ดึง เด็ด เหยียบ หรือสร้างความเสียหายแก่ไม้ดอก ตลอดจนพันธุ์พืชในงาน

            ถ่ายรูปในพื้นที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น

            ทิ้งขยะในบริเวณที่จัดเท่านั้น

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แจกแผ่นพับพระเมรุมาศ 3 ล้านฉบับผู้เข้าชมนิทรรศการ

“พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300295

“พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย”

พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย, พระเสด็จสู่ฟ้า, ราษฎร์ล้วนอาลัย, จดหมายเหตุ, รวบรวม

จดหมายเหตุ “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” รวบรวม 189 บทกวี-ภาพถ่าย แสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9

         นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวถึงหนังสือ “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” ซึ่งเป็น 1 ใน 11 รายการ หนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่า หลังจากเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ วธ. ดำเนินการรวบรวมภาพเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานพระบรมศพทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว จากส่วนกลาง ต่างจังหวัดและต่างประเทศ จัดทำ    วีดิทัศน์ จดหมายเหตุฉบับราชการและจดหมายเหตุฉบับประชาชน เพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการให้คนไทยมีส่วนร่วมในการแสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9

“พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย”         

        รัฐมนตรีว่าการะทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า วธ. จัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีฯ 11 รายการ ประกอบด้วย หนังสือจดหมายเหตุฉบับหลัก 1 รายการ หนังสือจดหมายเหตุฉบับรอง 6 รายการ หนังสือที่ระลึก 3 รายการ และแผ่นพับที่ระลึก 1 รายการ โดย 1 ในจดหมายเหตุฉบับรอง คือ หนังสือจดหมายเหตุบทกวีนิพนธ์โครงการกานท์กวีคีตการปวงประชาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีชื่อว่า “พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย” จัดทำขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเนื้อหาหนังสือจดหมายเหตุฉบับนี้ได้รวบรวมบทกวีนิพนธ์ที่ศิลปิน ประชาชนหลากหลายอาชีพ เด็กและเยาวชนแต่งขึ้น เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 189 บท โดยมีภาพประกอบที่ถ่ายทอดเรื่องราวความโศกเศร้าของปวงชนชาวไทย โดยขณะนี้ วธ.ได้จัดทำต้นฉบับหนังสือจดหมายเหตุดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดพิมพ์

“พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย”

การดำเนินการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุฉบับนี้ วธ.ได้คัดเลือกบทกวีนิพนธ์ที่ได้รวบรวมไว้ทั้งหมดกว่า 10,000บท มาบรรจุไว้ในหนังสือ 189 บท ทั้งนี้ คณะทำงานได้พิจารณาคัดเลือกบทกวีนิพนธ์แสดงความอาลัย โดยมีหลักเกณฑ์ต้องเป็นผลงานประพันธ์ของบุคคล ไม่ใช่หน่วยงานหรือองค์กร  มีเนื้อหาและการใช้ถ้อยคำงดงาม สมพระเกียรติ มีรูปแบบการประพันธ์ถูกต้องตามหลักภาษาและฉันทลักษณ์ร้อยกรองไทย ตลอดจนสามารถถ่ายทอดความรู้สึกสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยได้อย่างลึกซึ้ง

ส่วนภาพประกอบเป็นภาพถ่ายแสดงถึงความโศกเศร้า สุดอาลัยของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ต่อการเสด็จสวรรคตนับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 จนถึงวันสุดท้ายที่ประชาชนได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ    เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2560 โดยคัดเลือกภาพถ่ายจากทั้งหมดกว่า 20,000 ภาพ ซึ่งเป็นผลงานช่างภาพมืออาชีพ ช่างภาพ  จิตอาสา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงประชาชนที่ส่งภาพเหล่านี้มายัง วธ.

“พระเสด็จสู่ฟ้า ราษฎร์ล้วนอาลัย”

อย่างไรก็ตาม บทกวีนิพนธ์ถวายความอาลัยและภาพถ่ายที่ไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือก รวบรวมไว้ในหนังสือจดหมายเหตุดังกล่าว จะนำไปเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อบันทึกไว้เป็นจดหมายเหตุแห่งชาติ และเป็นเกียรติประวัติที่แสดงถึงความจงรักภักดี ความอาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

สอนให้รู้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300293

สอนให้รู้จริง

มทรศรีวิชัย, สอนให้รู้จริง

หลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มทร.ศรีวิชัย เพิ่มเติมความรู้และประสบการณ์ ให้กับนักศึกษา

     มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ศรีวิชัย สอนให้รู้จริง ผ่านการสาธิตขั้นตอนการใช้เครื่องผลิตผงโลหะโดยการฉีดพ่นด้วยน้ำแรงดันสูง ซึ่งเป็นผลงานการคิดค้นโดย รศ.สุชาติ เย็นวิเศษ และ อาจารย์ทวิชาติ เย็นวิเศษ ซึ่งโลหะผงถือเป็นเทคโนโลยีด้านวัสดุที่สำคัญในกระบวนการผลิตด้านวิศวกรรมในปัจจุบัน โดยเฉพาะกระบวนการผลิตชิ้นส่วนสำคัญๆ ที่ต้องการความแม่นยำและเที่ยงตรงสูง มักจะใช้โลหะผงเป็นวัตถุดิบในการขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ ซึ่งข้อดีของการขึ้นรูปด้วยโลหะผงคือจะสามารถผลิตได้อย่างรวดเร็วเที่ยงตรง และไม่มีเศษวัสดุ

สอนให้รู้จริงสอนให้รู้จริงสอนให้รู้จริง

ปัจจุบันอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ใช้โลหะผงเป็นวัตถุดิบมีอยู่ปริมาณมากพอสมควรซึ่งต้องนำเข้าวัตถุดิบทั้งหมด เนื่องจากประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตเองได้ จึงเป็นที่มาของการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องผลิตโลหะผงเพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น