บำเพ็ญประโยชน์หลังงานพระบรมศพในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300292

บำเพ็ญประโยชน์หลังงานพระบรมศพในหลวงร.9

ลูกเสือจพังงา, บำเพ็ญประโยชน์, หลังเก่า, ลูกเสือ, สิ่งของ, และขยะต่าง

ลูกเสือ จ.พังงากว่า 200 คน บำเพ็ญประโยชน์จัดเก็บอุปกรณ์ สิ่งของ และขยะต่าง ๆ บริเวณศาลากลางจังหวัดพังงา (หลังเก่า)หลังงานพระบรมศพฯ

        นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา, นายสมรักษ์ ถวาย ศึกษาธิการจังหวัดพังงา และนายสันติภัทร โคจีจุล รองศึกษาธิการจังหวัดพังงา นำผู้บังคับบัญชาลูกเสือและลูกเสือในเขตอำเภอเมืองพังงา กว่าสองร้อยคน บำเพ็ญประโยชน์จัดเก็บอุปกรณ์ สิ่งของ และขยะต่าง ๆ บริเวณศาลากลางจังหวัดพังงา   (หลังเก่า) ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

บำเพ็ญประโยชน์หลังงานพระบรมศพในหลวงร.9

บำเพ็ญประโยชน์หลังงานพระบรมศพในหลวงร.9บำเพ็ญประโยชน์หลังงานพระบรมศพในหลวงร.9บำเพ็ญประโยชน์หลังงานพระบรมศพในหลวงร.9

ถือเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ได้ทำความดีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  และบรรดาเหล่าผู้บังคับบัญชาลูกเสือและลูกเสือดังกล่าว มีความตั้งใจปฏิบัติในการปฏิบัติตนให้เป็นพลเมืองที่ดี สร้างประโยชน์แก่ตนเองและเพื่อนมนุษย์อย่างเต็มที่ต่อไป

นักศึกษาโขนพระราชทาน มทร.ธัญบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300288

นักศึกษาโขนพระราชทาน มทร.ธัญบุรี

โขนพระราชทาน

​​​​​​​ถือเป็นเกียรติในชีวิตนักศึกษาโขน ร่วมแสดงโขนเวทีการแสดงมหรสพสมโภช รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณรัชกาลที่ 9

      ตามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชบัญชา ให้โขนพระราชทานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เข้าร่วมแสดง แสดงโขน ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ เวทีการแสดงมหรสพสมโภชด้านทิศเหนือ ท้องสนามหลวง โดย 4 นักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งได้รับคัดเลือกจาก วิทยาลัยนาฏศิลปส่วนภูมิภาค ทั้งหมด130คน ให้ร่วมแสดงในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติในชีวิตนักศึกษาโขนพระราชทานรัชกาลที่ 9

นักศึกษาโขนพระราชทาน มทร.ธัญบุรี

“พู่กัน” นางสาวกัญญา ตู้พิจิตร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ตัวละครนางฟ้า เล่าว่า ในการแสดงโขนในครั้งนี้ เป็นเกียรติต่อตนเองและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้ ที่มีโอกาสได้ถวายงานรัชกาลที่ 9 มีความภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสเช่นนี้ พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ข้าพเจ้าตั้งใจทำในสิ่งต่างๆ ในการใช้ชีวิต ในฐานะของคนไทยลูกของพระองค์ท่านจะตั้งใจรักษาวัฒนธรรมศิลปะแขนงนี้ให้คงอยู่สืบไป ตั้งใจนำความรู้ในด้านนาฏศิลป์ไทยที่ได้ศึกษามาไปปฏิบัติพัฒนาตนเอง

นักศึกษาโขนพระราชทาน มทร.ธัญบุรี

“ปั๊ม” นายธณวัติ คงนิล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ตัวละครโขนยักษ์ (เสนายักษ์) เล่าว่า ตอนที่ได้รับคัดเลือกเล่นโขนพระราชทานมีความรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงโขน ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะว่าการแสดงครั้งนี้ เป็นการแสดง เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งโขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงเป็นมรดกตกทอด พระองค์ท่านทรงอนุรักษ์การแสดงโขน อยากให้คนไทยได้สืบสานวัฒนธรรมแขนงนี้ไปจนรุ่นลูกรุ่นหลาน “ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความสามารถทางด้านนาฏศิลป์ไทย ตนเองสัญญาจะรักษาวัฒนธรรมแขนงนี้ จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ”

นักศึกษาโขนพระราชทาน มทร.ธัญบุรี

      “น่าน” นายดลพงศ์ สุวรรณคีรี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ตัวละครโขนลิง (เสนาลิง) เล่าว่า เป็นเกียรติและรู้สึกภาคภูมิใจในชีวิตได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงโขนในครั้งนี้ ได้ถวายงานให้พระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย พระองค์ท่านทรงเป็นมากกว่าพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านทรงงานอย่างหนัก ตนเองจะเป็นต้นแบบและอนุรักษ์การแสดงโขนให้กับคนรุ่นหลัง ในฐานะคนโขนในรัชกาลที่ 9

นักศึกษาโขนพระราชทาน มทร.ธัญบุรี

  “ฝ้าย” นางสาวพัชรพร บัวพันธ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ตัวละครเทวดา เล่าว่า ในฐานะของนักศึกษานาฏศิลป์เป็นเกียติประวัติในชีวิต ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงโขนครั้งนี้ พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือยในฐานะของนักศึกษา จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้องนาฏศิลป์ไทย และจะสืบสานอนุรักษ์ศาสตร์แขนงนี้สืบไป

นักศึกษาโขนพระราชทาน มทร.ธัญบุรี

นักศึกษาโขนพระราชทาน มทร.ธัญบุรี


ไอดอลพลิกวิกฤต สร้างรายได้-อนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300287

ไอดอลพลิกวิกฤต สร้างรายได้-อนาคต

ไอดอล, สร้างรายได้

เปิด 3 โปรไฟล์เด็กไทยสุดเจ๋ง พลิกวิกฤตเป็นโอกาสสร้างรายได้และอนาคตที่สดใส

      การปูพื้นฐานที่สำคัญแก่เยาวชน นอกจากการปูพื้นฐานการเรียนด้านวิชาการแล้ว ต้องยอมรับว่าการปูพิ้นฐานด้านทักษะอาชีพ ก็เป็นสิ่งสำคัญ  เพราะเยาวชนแต่ละคนมีพื้นฐานทางสังคมที่แตกต่าง บางคนมีความจำเป็นต้องมีทักษะด้านอาชีพ เพื่อทำงานช่วยเหลือครอบครัวหรือแม้แต่การทำงานเพื่อช่วยเหลือตนเอง  จึงเป็นที่มาของ โครงการเสริมศักยภาพเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยทำงาน(Empowering Marginalized Youth of Bangkok for Productive Citizenship Program) โดยมูลนิธิซิตี้ ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาต้นทุนชีวิตของเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเน้นการพัฒนาด้านจิตใจ สติปัญญา และการเข้าสังคมของเยาวชน เพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนในการก้าวสู่การทำงาน หรือการเป็นผู้ประกอบการในเส้นทางอาชีพที่ตนสนใจและมีความถนัดอย่างสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

                 ชาญสิทธิ์ โพธิ์คำ” หรือเฟิร์ส  นักศึกษาชั้นปีที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ที่มีความฝันในการเป็น “เชฟขนมมือที่ทุกคนอยากชิม”  กล่าวว่า ตนเองได้เข้าร่วมโครงการเสริมศักยภาพเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยทำงาน  และได้ไปฝึกอาชีพที่ ศูนย์ฝึกอบรมอาชีพ เขตจตุจักร  ตนเองได้รับการฝึกฝนทั้งด้านความรู้และทักษะการประกอบอาชีพ ทั้งแต่การผสมแป้ง การอบ เทคนิคและวิธีการต่างๆ รวมถึงได้เรียนรู้สูตรขนมสุดอร่อย ซึ่งถือว่าเป็นการเติมเต็มความฝันที่จะมีร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเอง เพื่อที่จะมีโอกาสทำเบเกอรี่ในสูตรใหม่ๆ ที่ตนเองคิดค้นให้ลูกค้าได้ชิมและมีความสุขไปกับเบเกอรี่ที่ทำขึ้น  โดยนอกจากการได้พัฒนาทักษะนั้นล่าสุดจากการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวยังได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดแผนธุรกิจ  และได้เงินรางวัลจำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งจะเป็นเงินรางวัลที่เป็นดั่งจุดเริ่มต้นในการนำไปดำเนินธุรกิจในอนาคต

ไอดอลพลิกวิกฤต สร้างรายได้-อนาคต

“น้องฉัตรคือไอดอล” จนอยากเป็นน้องฉัตร นัมเบอร์ 2 กับความฝันของ นายสิทธิพร ศิลา หรือ อ้น มัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กล่าวว่า ตนมีความสนใจเรื่องของแฟชั่น และชื่นชอบน้องฉัตร เมกอัพอาร์ติสเป็นอย่างมาก รวมถึงได้ติดตามผลงานการแต่งหน้าของน้องฉัตรให้กับดารานักแสดงจำนวนมาก และชื่นชอบในศาสตร์ของแฟชั่นความงาม  จนได้ไล่ล่าตามความสนใจของตนเองด้วยการไปประกวดในเวทีต่างๆ โดยเมื่อเร็วๆนี้ได้รางวัลชนะเลิศรางวัลเหรียญทองจากการประกวด “การแข่งขันทักษะวิชาชีพนักเรียนโรงเรียนนอกระบบ” ซึ่งเป็นการประกวดเสริมสวย แต่งหน้า ทำผม ระดับประเทศ แต่สิ่งนั้นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นแรกของตนเองที่สร้างความมั่นใจว่าตนเองมีความสามารถและสิ่งนั้นจะเป็นอาชีพที่เลี้ยงตนเองได้ในอนาคต โดยล่าสุดได้เข้าร่วมโครงการเสริมศักยภาพเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยทำงาน และได้มีโอกาสในการเรียนหลักสูตรสไตล์ลิสกับโรงเรียนเสริมสวยนิภาดา ทำให้ได้ประสบการณ์ จากการไปออกงานต่างๆ และนอกจากนี้ยังทำให้มีวินัยในตนเองมากขึ้น และมีความรับผิดชอบต่อการทำงานอีกด้วย

พลิกวิกฤติจากต้องหยุดเรียนกลางคัน สู่การมีอาชีพที่มั่นคง อีกหนึ่งความสำเร็จของนางสาวกนิษฐา ฉลูทอง หรือ มายด์  กล่าวว่า ตนเองได้เข้ารับการอบรมวิชาชีพจากสถาบันการจัดการทันตวัฒน์ หรือ LDC Dental จากโครงการเสริมศักยภาพเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยทำงาน   ซึ่งประจวบเหมาะกับ การที่ต้องหยุดเรียนปวช.ชั้นปีที่ 3 เนื่องด้วยประสบปัญหาด้านครอบครัว  แต่สิ่งนั้นก็กลับเป็นโอกาสที่ไม่ใช่หลายๆคนจะได้รับ เพราะเมื่ออบรมในโครงการเสร็จ ตนเองได้บรรจุเป็น ผู้ช่วยทันตแพทย์ของสถาบัน LDC Dental ซึ่งเธอได้มีโอกาสเรียนรู้ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานของเครื่องมือแพทย์ และการอุดฟันฯ อีกทั้งเธอยังสามารถหารายได้ที่ดีอีกด้วย

ไอดอลพลิกวิกฤต สร้างรายได้-อนาคต

            นางสาวนฤมล จิวังกูร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ตัวแทนจากมูลนิธิซิตี้ กล่าวว่า มูลนิธิซิตี้ตระหนักว่าเยาวชนเป็นรากฐานสำคัญต่อพัฒนาการด้านเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต โดยโครงการเสริมศักยภาพเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยทำงาน (Empowering Marginalized Youth of Bangkok for Productive Citizenship Program)  ที่กับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพให้กับกลุ่มเยาวชนที่ไร้ทักษะหรือขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ  เพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนเพื่อก้าวเข้าสู่การทำงาน  ตามความถนัดและสอดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงาน โดยโครงการดังกล่าวนำร่องดำเนินงานในโครงการดังกล่าวเพียง 7 เดือน ก็สามารถพัฒนาทักษะอาชีพเยาวชนได้จริง นักเรียนกว่าร้อยละ 90 สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้จริงมีรายได้  ซึ่งคาดว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินการ 3 ปี  จะมีเยาวชนได้รับการพัฒนาไม่ต่ำกว่า 1,000 คน

เยาวชนอีสาน แก้ปัญหาการศึกษา-สุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300286

เยาวชนอีสาน แก้ปัญหาการศึกษา-สุขภาพ

แก้ปัญหาการศึกษา, เยาวชนอีสาน, องค์ประกอบ, 2558

ม.อุบล-รุกช่วยเด็ก เยาวชนอีสาน แก้ปัญหาการศึกษา-สุขภาพ ส่งสุข 5 องค์ประกอบ เหตุดัชนีความก้าวหน้าคนปี 2558 ปัญหาการศึกษา-สุขภาพ ล้าหลังมากที่สุด

        คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำโครงการการเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายโรงเรียนสุขภาวะภาคอีสานตอนล่าง เพื่อสนับสนุนให้เกิดโรงเรียนสุขภาวะที่มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ผู้เรียนเป็นสุข ครอบครัวเป็นสุข โรงเรียนเป็นสุข ชุมชนเป็นสุข และสภาพแวดล้อมเป็นสุข สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูและผู้บริหารโรงเรียน โดยมุ่งพัฒนาครูที่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง อีกทั้ง ใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุกเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในโรงเรียนให้กลายเป็นผู้เรียนที่เป็นสุข และสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชนและพัฒนาหลักสูตรตลอดจนคู่มือส่งเสริมการบริหารงานและจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนสุขภาวะ

เยาวชนอีสาน แก้ปัญหาการศึกษา-สุขภาพ

       ดร.ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากรายงานดัชนีความก้าวหน้าของคนปี 2558 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) ในภาพรวมระดับภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความก้าวหน้าด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมมากที่สุด แต่ด้านการศึกษากลับล้าหลังมากกว่าทุกภาค เมื่อเปรียบเทียบความก้าวหน้าของคนด้านการศึกษาเฉพาะจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งหมด 20 จังหวัด โดยใช้ดัชนีด้านการศึกษาเป็นเกณฑ์ในการประเมิน พบว่า 5 จังหวัดที่มีความล้าหลังด้านการศึกษามากที่สุดคือ หนองบัวลำภู บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ และร้อยเอ็ด ส่วนด้านสุขภาพ 5 จังหวัดที่มีความล้าหลังด้านสุขภาพมากที่สุดคือ เลย ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และสุรินทร์ ข้อมูลเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าภาคอีสานโดยเฉพาะในเขตอีสานตอนล่างยังต้องการได้รับการพัฒนาทั้งด้านการศึกษาและสุขภาพ

       ดร.ปิ่นวดี กล่าวต่อว่า จากข้อมูลดังกล่าว มหาวิทยาลัยอุบลฯ ในบทบาทของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เล็งเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชนภาคอีสาน จึงได้จัดทำโครงการการเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายโรงเรียนสุขภาวะภาคอีสานตอนล่าง ซึ่งจะมีชื่อเรียกว่าโรงเรียนเฮ็ดดี มีสุข (HD School) โดยมีสถานศึกษาในจังหวัด ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี เข้าร่วมจำนวน49 โรงเรียน โดยมหาวิทยาลัยทำหน้าที่สนับสนุนโรงเรียนและเครือข่าย ให้มีการบริหารจัดการและจัดกระบวนการ กิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนที่ทำให้เด็กและเยาวชนเกิดการพัฒนา โดยบูรณาการแนวทางเรียนรู้ โดยใช้โครงการเป็นฐาน ทั้งการลดพฤติกรรมเสี่ยงและเพิ่มพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งด้านกาย จิต สังคม และสติปัญญา เพื่อสร้างโรงเรียนสุขภาวะที่มีองค์ประกอบครบทั้ง 5 ด้าน

เยาวชนอีสาน แก้ปัญหาการศึกษา-สุขภาพ

        นายสุจินต์ หล้าคำ ผู้อำนวยการโรงเรียนโนนปูนวิทยาคม อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า โรงเรียนได้ทำโครงการชุมชนเฮ็ดดี นำปุ๋ยอินทรีย์สู่วิถีพอเพียง เพราะชุมชนตำบลโนนปูน ประกอบอาชีพการเกษตรเกือบ 100% โดยมีการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลักในการทำการเกษตร ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในแร่ธาตุและกายภาพของคนในชุมชน เกิดภาวะสารพิษตกค้างในเลือดทำให้เกิดโรคต่างๆ  และยังเกิดสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร เมื่อผู้ปกครองและนักเรียนบริโภคเข้าไปก็ทำให้ร่างกายได้รับสารพิษเข้าไปด้วย เกิดการสะสมในร่างกาย มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง จากประเด็นปัญหาดังกล่าวดังกล่าวครูและนักเรียนจะสามารถจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของ PBL คือใช้โครงการเป็นฐาน จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ในเรื่องของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้น  โดยทดลองใช้ในโรงเรียนก่อน และต่อยอดสู่ชุมชน ซึ่งโครงการนี้จะทำให้นักเรียน เยาวชนและชุมชนเกิดการเรียนรู้และตระหนักถึงผลกระทบในการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีจำนวนมาก ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของคนในชุมชน

เยาวชนอีสาน แก้ปัญหาการศึกษา-สุขภาพ

“เมื่อโรงเรียนเป็นโรงเรียนของท้องถิ่น จึงต้องให้การสนับสนุนทั้งเชิงวิชาการและการช่วยเหลือแนะนำ ดังนั้น สิ่งแรกอยากให้เด็กได้กระบวนการเรียนรู้ที่ไม่แปลกแยกจากชุมชน แต่สามารถนำความรู้ แนวคิด กระบวนการขั้นตอนไปใช้ในชีวิตที่ไปแก้ปัญหาครอบครัว ชุมชน หมู่บ้านให้เด็กรักถิ่นฐานบ้านเกิด คือแก่นของชีวิตทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เมื่อเด็กจบการศึกษาออกไปเป็นประชาชนซึ่งก็คือหน่วยหนึ่งของชุมชน อีกทั้ง โครงการที่เราทำนั้น นำมาใช้ในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ทำให้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียน มีปัญหาก็เปิดใจปรึกษาหารือทุกเรื่อง ได้เห็นบรรยากาศความสุข เด็กนักเรียนเราไม่ได้เรียนเก่งทางวิชาการ แต่เด็กเรามีความขยัน มุ่งมั่น อดทน จึงได้นำความรู้ตรงนี้ไปใช้ในเรื่องของการเรียน กาทำงาน อาชีพ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเป้าหมายสำคัญต่อมุมมองการใช้ชีวิตของเด็ก” นายสุจินต์ กล่าว

ด้านนางปิยวรรณ พาหาทรัพย์อนันต์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนชุมชนบ้านศรีไค (ศรีวัฒนาวิทยาคาร) อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า โรงเรียนทำโครงการอุ่นไอรักจากการอ่าน สายใยสื่อสารผ่านสามวัย เพราะการอ่านเป็นวัฒนธรรมในการแสวงหาความรู้ของมนุษย์เพราะเป็นทักษะพื้นฐานในการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการอ่านที่หลากหลายและส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน ให้ครอบครัวและชุมชนเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้เป็นคนที่มีนิสัยรักการอ่าน การคิดและการเขียน ตั้งแต่วัยเด็กโดยความร่วมมือของผู้ใหญ่และผู้สูงวัย ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะการอ่านแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีของบุคคลในครอบครัว  ชุมชนอย่างสร้างสรรค์ทำให้เด็กและเยาวชนเกิดจินตนาการและแนวคิดใหม่ๆ ส่วนผู้ใหญ่และผู้สูงวัยก็ได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของตนเองในการส่งเสริมความสามารถของบุตรหลานให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเอง และสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

เยาวชนอีสาน แก้ปัญหาการศึกษา-สุขภาพเยาวชนอีสาน แก้ปัญหาการศึกษา-สุขภาพ

“เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ มักเป็นเด็กด้อยโอกาส เด็กพิเศษที่จะถูกทอดทิ้งเป็นเด็กห้องบ้วยใครก็ไม่อยากได้ จึงตั้งปณิธานว่าจะทำความดีถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยจะฉวยทุกโอกาสช่วยเรื่องการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทั้งนี้ ปัญหาไม่ได้แก้ไขเฉพาะในห้องเรียน แต่จะต้องแก้ไขทั้งองค์รวมตั้งแต่ในบ้าน วิถีชีวิตปกติ สิ่งแวดล้อม ถึงจะสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงผู้สูงอยุ ปราชญ์ชาวบ้าน ครอบครัวบ้านใกล้เรือนเคียง กิจกรรมจึงเริ่มโดยเด็กนำหนังสือนิทานจากโรงเรียนไปให้อ่านให้คนทุกช่วงวัยฟัง ทั้งในบ้านและในชุมชน ในวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ให้เด็กไปคุยไปเล่นกับผู้ใหญ่แลกเปลี่ยนถามไถ่ทุกข์สุข สิ่งที่ได้กลับมาคือวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ครูเองก็รู้ไปพร้อมกับเด็กด้วย ดังนั้น ตัวโครงการจะเน้นเรื่องการอ่าน ผ่านการคิด สู่การเขียน เพื่อการเรียนอย่างมีความสุข และมีจุดเด่นในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครอบครัว เนื่องจากเด็กของเราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่สูงถึงร้อยละ 90 โดยเทคนิคที่นำมาใช้และเกิดความสำเร็จคือครูสู้ด้วยใจ ส่งผลให้โรงเรียนได้รางวัลเรื่องการอ่าน ระดับชั้น ป.1อันดับ 1 ของเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4” นางปิยวรรณ กล่าว

เก็บตก ฉากหลังพระเมรุมาศจำลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300283

เก็บตก ฉากหลังพระเมรุมาศจำลอง

พระเมรุมาศจำลอง

ร.ร.เลยพิทยาคม ติดตั้งภาพประกอบฉากหลังพระเมรุมาศจำลอง จ.เลย เสร็จสมบูรณ์สมพระเกียรติ

      นายสถิต วิเศษสัตย์ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โรงเรียนเลยพิทยาคม อ.เมืองเลย จ.เลย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 (เลย-หนองบัวลำภู) เปิดเผยว่า ตามที่ โรงเรียนเลยพิทยาคม โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ได้รับมอบหมายจากจังหวัดเลย ให้ดำเนินการจัดทำภาพประกอบฉากหลังพระเมรุมาศจำลอง ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเลย ที่จะใช้ประกอบในงานวางดอกไม้จันทน์ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560

เก็บตก ฉากหลังพระเมรุมาศจำลอง  เก็บตก ฉากหลังพระเมรุมาศจำลอง

โดยมีจิตอาสา ศิลปินอิสระ ครู อาจารย์ พ่อค้า ประชาชน และนักเรียน นักศึกษาร่วมกันวาดภาพ ระบายสีน้อมถวายอาลัยในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งทุกภาพเป็นภาพวาดอริยะบทของในหลวง ร.9 ที่ไม่ซ้ำกัน สีขาว-ดำ จำนวนทั้งหมด 89 ภาพ ขนาด 0.81 X 1.20 เมตร จำนวน 88 ภาพ และขนาด 3 X 3.60 เมตร จำนวน 1 ภาพ และนำมาประกอบเป็นฉากหลังจะได้ขนาด 3.6 X 42 เมตร พร้อมข้อความว่า “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” ได้เสร็จสมบูรณ์และติดตั้งเรียบร้อยสมพระเกียรติ

เก็บตก ฉากหลังพระเมรุมาศจำลอง เก็บตก ฉากหลังพระเมรุมาศจำลอง

นอกจากนี้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะยังได้รับมอบมายจากจังหวัดเลย ให้ร่วมจัดการแสดงมหรสพสมโภชพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในช่วงค่ำวันที่ 26 ตุลาคม 2560 หลายชุดการแสดง เช่น การแสดง “รวมใจบรรเลงเพลงของพ่อ” ขับร้องและบรรเลงโดยวงขับร้องประสานเสียงวงออร์เคสตร้า โรงเรียนเลยพิทยาคม ร่วมกับ วง เจ.พี.แบรนด์ สาขาดนตรีสากล มหาวิทยาลัยราภัฎเลยและวงเซเลยแจ๊สแบรนด์  การแสดงโหมโรงมหาราชโดยปี่พาทย์ไม้นวมผสมเครื่องสายเครื่องคู่ และการแสดงรำถวายอาลัย ชุด ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์ โดยนักเรียนชุมนุมนาฏศิลป์ จำนวน 59 คน

เก็บตก ฉากหลังพระเมรุมาศจำลอง เก็บตก ฉากหลังพระเมรุมาศจำลอง


ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300276

ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์

อียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์, ตุลาคม, 2560

ประวัติศาสตร์ครั้งแรกของคนไทยในอียิปต์ วันที่ 26 ตุลาคม 2560 ร่วมใจส่งพ่อหลวงขึ้นสู่สวรรค์

     “เป็นการรวมตัวของพี่น้องชาวไทยเพื่อมาแสดงความรัก พี่น้องชาวไทยมาด้วยหัวใจแห่งรักจริงๆ ผมรู้สึกปลื้มมากน้ำตาปริ่มตลอดเวลา และเข้าใจความรู้สึกของทุกคนได้ดี ได้เห็นพลังแห่งความรักของทุกๆคน รอที่จะเริ่มงานพร้อมกันทั่วโลกเพื่อได้เป็นหนึ่งในการวางดอกไม้จันทน์ส่งพ่อสู่สวรรคาลัย” ชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ เอกอัครราชทูตไทยไคโร กล่าว

ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์

    วันแห่งประวัติศาสตร์ของพ่อร.๙ และเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของคนไทยในอียิปต์ ในสมัยของท่านเอกอัครราชทูตไทยไคโร นายชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ ที่เป็นตัวแทนจัดงานให้คนไทยได้มาแสดงความรักพ่อ ณ สถานเอกอัครราชทูต ทั่วทุกจังหวัด ทุกเมืองที่มีคนไทยอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ รวมถึงตัวแทนนักศึกษาไทย ข้าราชการและคู่สมรสตลอดจนชาวต่างชาติที่ซึ้งใจในความดีของพ่อหลวง ร.๙ พ่อแห่งศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั่วโลก

ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์

    ลานกว้างของสถานเอกอัครราชทูตคับแคบไปทันที  ในเช้าวันที่ 26 ตุลาคม 2560 เมื่อพี่น้องชาวไทยมาก่อนกำหนดของเวลาการจัดงานกว่า 200 คน ซึ่งมาจากทั่วสารทิศที่คนไทยอาศัยกันอยู่ในอียิปต์ โดยเฉพาะทะเลแดงแหลมไซนายห่างไกลจากไคโร ประมาณ 500 กิโลเมตร

ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์

     เช่นกลุ่มคนไทยใจรักพ่อจากเมืองเฮอร์กาด้า เมืองชาร์ม เอลเชค อัสวาน ตอนตอ อะเล็กซานเดรีย และในเขตทุกเขตในไคโร รวมถึงคณะกรรมการสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร และคณะกรรมการสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ที่มาประชุมและได้เข้าร่วมงานกับคนไทยในอียิปต์ด้วยความยิ่งใหญ่

ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์

       เมื่อได้เวลาวางวางดอกไม้จันทน์ ทุกคนหยิบดอกไม้จันทน์ทาบที่หน้าอกด้านซ้ายทุกคน ด้วยสีหน้านิ่งน้ำตาเอ่อนองแบบเดียวกันหมด ยิ่งทำให้บรรยากาศพาใจเศร้า เหงา จนบอกไม่ถูก ตั้งแต่เริ่มพิธีโดยการจุดธูปเทียนโดยเอกอัครราชทูตตลอดจนการวางดอกจันทน์เป็นคนแรกจนถึงคนสุดท้าย เป็นภาพที่ประทับใจที่หาดูได้ยากจริงๆ สัมผัสได้ถึงความจงรักภักดีที่พี่ๆน้องคนไทยที่มาร่วมงานตั้งใจทำเพื่อมาส่งพ่อหลวงขึ้นสู่สวรรค์จริงๆ

ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์

      “ละอองทิพย์ ภู่บุญ” หม่าม้าแหม่ม แม่ของ จอนนี่แอนโฟเน่ วันนี้วันสุดท้ายที่หม่าม้ามาร่วมเป็นหนึ่งชุดดำแห่งรักเพื่อส่งพ่อขึ้นสวรรค์ ภูมิใจ และดีใจที่ได้เกิดเป็นคนไทยในแผ่นดินไทย แต่เมื่อวางดอกจันทน์เสร็จหม่าม้าอั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวถึงกับปล่อยโฮกลางงานสร้างความเศร้ากันทั่วงานเลย

ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์

    ” วิภาสม สมศรี” สาวไทยเจ้าของร้านอาหารไทยเมืองเฮอร์กาด้า และเมืองเอลกูน่า แห่งทะเลแดง ระยะทางไกลแค่ไหนก็ต้องมา และไม่ใช่อุปสรรคสำหรับความรักที่มีต่อพ่อหลวง วางดอกจันทน์ส่งพ่อขึ้นสวรรค์ รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจกันทุกคน แต่ก็รู้สึกเศร้าใจหายอย่างบอกไม่ถูกเมื่อพ่อไม่มีให้เราเห็นอีกต่อไปแล้ว ขอบคุณเอกอัครราชทูตไทยและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ร่วมด้วยช่วยกันให้มีงานของพ่อเกิดขึ้นในวันนี้

ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์

     อัญชุลีกุล แย้มอรุณ สาวไทยผู้ดูแลควบคุมสปาไทยในแหลมไซนายและทะเลแดง มาด้วยความรักที่มีต่อพ่อหลวง พร้อมหนึ่งดอกไม้จันทน์ที่จะวางลงบนพานทองเพื่อร่วมเป็นหนึ่งดอกไม้จันทน์แทนใจ ส่งพ่อขึ้นสวรรค์ ครั้งหนึ่งในชีวิตของลูกที่เกิดมาในรัชการที่ ๙ พ่อที่ดีที่สุดแห่งแผ่นดิน ระยะทางแม้จะไกลข้ามน้ำข้ามทะเล ข้ามการตรวจอย่างเข้มงวดมาสารพัด แต่พี่ก็ต้องมา มาเพื่อให้ถึงดอกไม้จันทน์ที่ท่านเอกอัครราชทูตและคนไทยตั้งใจทำด้วยหัวใจเพื่อพ่อ

ชาวไทยในอียิปต์ร่วมใจส่งพ่อสู่สวรรค์

     นพวรรณ ณ นคร เจ้าของร้านอาหารดังระดับประเทศมาช้านาน “ร้านอาหารบัวขาว” พี่และทีมงานตั้งใจมาส่งพ่อขึ้นสู่สวรรค์ มาบอกพ่อในใจต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และขอเป็นหนึ่งดอกไม้จันทน์ที่ร่วมส่งพ่อขึ้นสวรรค์ สาบาญต่อหน้าพระองค์ว่าจะเป็นคนดี ทำดี อย่างที่พ่อหลวงสอนมาตลอดชีวิต ดีใจ ภูมิใจ ที่ได้เกิดเป็นคนไทยและเป็นหนึ่งในรัชการที่๙ พ่อแห่งดวงใจของคนไทยทุกคน

ฝึกอาชีพเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300261

ฝึกอาชีพเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9

กพรพัฒนาทักษะฝีมือให้รรจิตรลดา, ฝึกอาชีพเทิดพระเกียรติในหลวง ร9

ก.แรงงาน เทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 ฝึกอาชีพนักเรียนจิตรลดา

       นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงานเปิดเผยว่าโรงเรียนจิตรลดา จัดตั้งขึ้นโดยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งมีภารกิจพัฒนาบุคลากรให้มีความเคารพและยึดมั่นต่อชาติ ศาสนา และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พัฒนาระบบบริหาร และจัดองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

ฝึกอาชีพเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9

    พัฒนางานวิชาการทุกระดับทั้งสายสามัญ และสายวิชาชีพ มีด้านหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนการแนะแนว การวัดและการประเมินผล พัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้มีระเบียบ คุณธรรม และยึดมั่นในหลักเศรษฐกิจพอเพียงและในวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยและสากลตลอดจนคิดอย่างเป็นระบบ พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ ในการศึกษาต่อระดับที่สูงขึ้นหรือประกอบอาชีพได้ พัฒนาบุคลากรให้มีจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์เพื่อชุมชนและสังคม

ฝึกอาชีพเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9

   กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน จึงได้ร่วมกับโรงเรียนจิตรลดาพัฒนาทักษะฝีมือให้กับนักเรียนและเยาวชน ให้มีทักษะฝีมือ เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน สามารถประกอบอาชีพ และเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ พร้อมทั้งเพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ฝึกอาชีพเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9

        โดย พัฒนาทักษะฝีมือในการประกอบอาชีพอิสระให้กับนักเรียนสายวิชาชีพและสายสามัญ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว พัฒนาทักษะฝีมือนักเรียนระดับปวช. ให้ได้มาตรฐานสากล ก่อนเข้าเรียนและฝึกงานในสถานประกอบกิจการ ร่วมกันพัฒนาฝีมือแรงงานผู้สำเร็จการศึกษาระดับปวช. ปวส ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

      โดยใช้มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติกำกับการพัฒนาฝีมือแรงงานดังกล่าว ประสานความร่วมมือให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินของผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิผล

ฝึกอาชีพเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9

     กพร. จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานครและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานนนทบุรี ดำเนินการฝึกอบรมในสาขาอาชีพ เช่น หลักสูตรการปูกระเบื้องโดยใช้กาวซีเมนต์และยาแนว งานไม้โบราณ ช่างอลูมิเนียม การเดินท่อและสุขภัณฑ์ น้ำสมุนไพรและผลไม้ ซิลค์สกรีน เทคนิคการสานสายตะกร้อ เป็นต้น

      ในปี 2560 มีนักเรียนเข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้น 780 คน สำหรับในปี 2561 มีการตั้งเป้าหมายฝึกอบรมประมาณ 600 คน ในสาขาการหล่อเลซิน การแต่งผ้าไหมบนภาชนะ การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้

ฝึกอาชีพเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9

    “นอกจากนนี้กพร. มีแนวทางที่ในการสนับสนุนและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝึกอบรมฝีมือแรงงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ทักษะในสาขาอาชีพต่างๆ รวมทั้งการนำความรู้ประยุกต์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นภายใต้หลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการประกอบอาชีพของกลุ่มเป้าหมายให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” อธิบดีกพร.กล่าว

ฝึกอาชีพเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9


จิตอาสาทำเพื่อผู้อื่นแก้ความเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300260

จิตอาสาทำเพื่อผู้อื่นแก้ความเศร้า

แก้ความเศร้า, จิตอาสาทำเพื่อผู้อื่นแก้ความเศร้า, วิธีแก้ลูกซึมเศร้า

การได้มีจิตอาสาทำเพื่อผู้อื่น  ได้คืนความสุขให้กับคนรอบข้างและสร้างบุญกุศลเพื่อบุคคลที่เรารักด้วยใจบริสุทธิ์แท้ จะเป็นเครื่องแก้ความเศร้าได้อย่างยั่งยืนที่สุ

      นายแพทย์กฤษดา ศิรามพชุ ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ความโศกเศร้าของคนไทยเราในตอนนี้ยากเกินจะพรรณนา ในวันมหาวิปโยคแห่งความสูญเสียก็ได้เสียน้ำตากันจนท่วมแผ่นดินมาแล้ว  แล้วในคราที่มีเหตุที่ให้นึกถึงความเศร้าครั้งนั้นอีกก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะใจหาย คนไทยเราเป็นชนชาติที่มีกตัญญุตาต่อผู้ที่รักเคารพและแผ่นดินอย่างสูงส่ง

      ดังนั้นห้วงแห่งอารมณ์ที่สูญเสียนี้ถ้ามีผู้ใหญ่สักคนเกิดเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าจริงๆก็มีสิ่งที่เป็นโจทย์ยากที่สุดของญาติคนไข้คือการที่ คนไข้ไม่ยอมไปหาหมอ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่เจ็บป่วยอะไร ซึ่งปัญหานี้ตลอดชีวิตการตรวจคนไข้มาของตนได้เห็นว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ยิ่งต่อทั้งครอบครัวคนไข้และหมอเอง

      “ถ้าคนไข้ไม่ยอมมาหมอจะทำอะไรได้ ญาติคนไข้ที่น่าสงสารก็พากันร้องกลุ้มใจไม่รู้จะทำอย่างไร”นายแพทย์กฤษดา กล่าว

      เหตุผลหนึ่งที่คนไข้โดยเฉพาะผู้สูงวัยไม่อยากไปเข้ารับการรักษาก็เพราะเกรงใจครอบครัว เกรงจะไปเป็นภาระกับลูกหลาน เรื่องนี้ศาสตร์อายุรวัฒน์มีหลักในการพูดคุยกับผู้สูงวัยอยู่

       ซึ่งปัจจัยที่ทำให้สำเร็จง่ายสะดวกโยธินอย่างหนึ่งคือครอบครัวที่เสียสละที่ช่วยกันพูดคุยอย่างใจเย็น เห็นปัญหาไม่ใช่อุปสรรคและใส่ความรักอย่างไร้เงื่อนไขอยู่ในทุกคำพูดทุกกิริยาท่าทางที่มีต่อคนไข้

      นายแพทย์กฤษดา ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ แต่สิ่งนี้คือกุญแจไขสู่ความสำเร็จ  ซึ่งเรื่อง ซึมเศร้าในผู้สูงวัยถือเป็นเรื่องใหญ่หนึ่งทีเดียวเพราะมันอาจเกิดภายหลังจากการบาดเจ็บทางกายเช่นการล้มที่พบบ่อยในผู้สูงวัยกว่า 70 ปีขึ้นไปตั้ง 3 เท่าของคนทั่วไป

     ดังนั้นการจะรู้ทันภาวะซึมเศร้าจึงอยู่ที่การใส่ใจ แบบค่อนข้างเสียสละเวลาของลูกหลานที่อยู่ใกล้ ในทางอายุรวัฒน์จึงมีหลักให้เลือกสังเกตกันใกล้ ๆ ตัวดัง 7 ข้อคือ

      1.ใส่ใจยามสูญเสีย  ความพลัดพรากสูญเสียของผู้สูงวัยนั้นบางทีสาหัสยิ่งกว่าคนอายุน้อยๆด้วยท่านผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่อาจเป็นบาดแผลในใจที่เมื่อต้องเผชิญความสูญเสียใหม่ๆจะปลุกเร้าให้ความเศร้าที่เคยจมลึกในหัวใจกลับมาอีก  ดังนั้นทางที่ดีคือเราควรถามและรับฟังในขณะนั้น ๆ เลยจะดีกว่า

     2.มองหากิริยาเตือน  ผู้ใหญ่ที่บอกกับลูกหลานเสมอเวลาถูกถามว่า “ไม่เหงาดอก”  “ไม่ซึมเศร้าน่า” หรือว่า “อยู่คนเดียวก็สบายดี” นั้นบางทีต้องดูสัญญาณทางกายให้ดี ๆ ประกอบกันว่าไปด้วยกับคำพูดที่ใช้ปลอบให้คนถามสบายใจหรือไม่เช่นพูดไปก็กระวนกระวายไป บีบมือบีบไม้ไม่หยุดหย่อน หงุดหงิด ขี้โมโหหรือไม่มีสมาธิจดจ่อ  ขอให้ดูอย่างละเอียดเพราะเรื่องนี้เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

       3.อย่าใช้คำที่รับไม่ได้  ขอให้เอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ  หากนึกไม่ออกลองคิดว่าตัวเราที่รู้สึกสบายๆดีอยู่แต่จู่ ๆ ก็มีคนมาบอกให้ลุกไปหาหมอก็จะนึกค้านขึ้นมาทันควันว่า “ฉันสบายดี” ซึ่งถ้าพบผู้ใหญ่กรณีนี้ก็ควรเลี่ยงคำว่า “ซึมเศร้า” “จิตแพทย์” หรือ “กินยารักษา” เพราะว่าท่านจะรู้สึกต่อต้านแล้วในที่สุดก็จะไม่ยอมดูแลตัวเองเรื่องการกินยาและหาหมอตามกำหนดนัด

     4.ให้คิดว่าคือความเจ็บป่วย  เรื่องซึมเศร้าเป็นความไม่สบายหนึ่งที่เข้ามาในชีวิตเราซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับความเจ็บป่วยอื่นๆคือไม่มีวันที่จะคงอยู่ตลอดกาล  มันมีหนทางการรักษาและดูแลกันขอเพียงแต่คนใกล้ต้องตระหนักว่าซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องแกล้งทำ

       ซึ่งบางทีที่เขาไม่อยากลุกขึ้นแต่งตัวออกไปเที่ยวไหนต่อไปเหมือนเดิมก็เพราะเขาป่วยนั่นเองจึงไม่ควรฝืนใจผู้ป่วยเพราะคิดว่าแค่ปรับความคิดก็จะหายได้

      5.อย่าช่วยครอบจักรวาล การดูแลอย่างที่เรียกว่า “โอ๋” เกินไปก็ไม่ดีนักกับผู้สูงวัยที่ซึมเศร้าเช่นจับเขาแต่งตัว จับเข้าห้องน้ำหรือประแป้งป้อนข้าวกันทุกเม็ดอย่างนี้จะทำให้เจ้าตัวคนป่วยรู้สึก “หมดคุณค่า” เพราะว่าทำอะไรเองไม่ได้เสียแล้วต้องมีคนช่วยหมดทุกกระเบียด  ดังนั้นทางง่ายๆคือให้เขาทำในสิ่งที่พอทำได้โดยไม่ต้องเข้าช่วยไปหมดทุกอย่าง

     6.สอดส่องเรื่องยา  ถ้าผู้สูงวัยท่านเข้ารับการรักษาเรื่องซึมเศร้าแล้ว  ขั้นตอนถัดมาคือการดูแลการรับประทานยาให้เป็นไปตามแพทย์สั่งอย่างไม่ขาดหาย

      ซึ่งเรื่องนี้สมาชิกครอบครัวที่อยู่ใกล้ควรดูแลกันได้หรือตั้งใครคนใดคนหนึ่งไว้ช่วยดูแลเรื่องรับประทานยาครบ  เพราะบางทีผู้ป่วยอาจหยุดยาเองเพราะรู้สึกว่าตัวเองหายแล้วหรือถ้ามีคนดูแลเปลี่ยนหน้าบ่อยก็อาจไม่ทราบประวัติยาเดิมก็ได้

     และสุดท้าย 7. หาทางแก้ก่อนสาย  ผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรม “เปลี่ยนไป” จากเดิมเช่นเบื่ออาหารไม่อยากกินอะไรทั้งที่แต่ก่อนเคยเจริญอาหารนั้นลางทีอาจไม่ใช่โรคทางกายอย่างเดียวแต่เป็นอาการ “ซึมเศร้า” ก็ได้เช่นเดียวกับผู้สูงวัยที่เคยกระฉับกระเฉงออกกำลังและไปเที่ยวกับเพื่อนแต่จู่ๆก็เลิกหมด งดร้องคาราโอเกะและไม่เข้าร่วมกิจกรรมที่เคยทำอย่างสนุกเหมือนเคยก็ถือเป็นสัญญาณเตือนครับ

     สำหรับผู้ใหญ่ยุคใหม่ขอแนะนำให้ดูอาการไม่เล่นโซเชียล ไม่เข้าไลน์กรุ้ปเพื่อนอย่างเคยด้วย

      อย่างไรก็ตาม ความเศร้าเมื่อมีเกิดได้ก็ย่อมดับไปได้ด้วยสติและการแปรเปลี่ยนความโศกนั้นอย่างสร้างสรรค์โดยเฉพาะการได้มีจิตอาสาทำเพื่อผู้อื่น  ได้คืนความสุขให้กับคนรอบข้างและสร้างบุญกุศลเพื่อบุคคลที่เรารักด้วยใจบริสุทธิ์แท้ จะเป็นเครื่องแก้ความเศร้าได้อย่างยั่งยืนที่สุด

ตั้งจิตอธิษฐานขอในหลวง ร.9 สู่สวรรคาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300234

ตั้งจิตอธิษฐานขอในหลวง ร.9 สู่สวรรคาลัย

ในหลวงร9, ถวายพระเพลิงพระบรมศพ, สู่สวรรคาลัย

ประชาชนร่วมชมริ้วขบวนอัญเชิญพระโกศพระบรมศพ พระผอบพระบรมราชสรีรางคาร จากพระเมรุมาศสู่พระบรมมหาราชวัง เผยใจหาย น้ำตาไหลวินาทีเห็นควันออกจากพระเมรุมาศ

     เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 60  บริเวณท้องสนามฝั่งทิศเหนือ ด้านเวทีมหรสพ ประชาชนจำนวนมากปักหลักรอชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ริ้วขบวนที่  4 อัญเชิญพระโกศบรมอัฐิ ประดิษฐานบนบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยาน และอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคาร จากพระเมรุมาศประดิษฐานในพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย ก่อนเคลื่อนจากมณฑลพิธีท้องสนามเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง
จากนั้นเวลา 10.50 น.ริ้วขบวนที่ 4 เริ่มเคลื่อนออกจากพระเมรุมาศในมณฑลพิธี เลี้ยวขวาถนนเส้นกลางสนามหลวง และเลี้ยงขวาไปตามเส้นทางถนนราชดำเนินใน ระหว่างที่ริ้วขบวนเคลื่อนประชาชนต่างโน้มตัวก้มกราบ หลายคนน้ำตาไหล
นางประหล่ำ ครุฑชูชื่น วัย 64 ปี ประชาชนจากจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยนางชุม ศรีหาญ จากจังหวัดน่าน โดย นางประหล่ำ บอกว่า พวกตนเดินทางมา 3 คนตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม มาถึงกรุงเทพฯวันที่ 25 ตุลาคมและผ่านจุดคัดกรองเข้ามาได้ก็ช่วงเที่ยงคืน และอยู่ร่วมพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 26 ตุลาคมมาจนถึงวันนี้ที่มีพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมอัฐิ และพระผอบบรมราชสรีรางคาร เป็นความตั้งใจที่อยากจะมาอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์

ตั้งจิตอธิษฐานขอในหลวง ร.9 สู่สวรรคาลัย

นางประหล่ำ ครุฑชูชื่น
โดยเฉพาะนางชุม ที่แม้สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเท่าใดนัก ก็ขอว่ายังไงต้องพามาที่นี่ เจอมาหมดทุกสภทพอากาศ ร้อนแดด ฝนตก แต่ไม่รู้สึกลำบากอะไร อยากจะอยู่ในทุกช่วงเวลาของพิธี เหมือนที่ตอนนี้มีเก็บพระบรมอัฐิร้อนแค่ไหนก็รอร่วมส่งเสด็จ
“เมื่อคืนพวกป้าก็มานั่งรอกันอยู่ในพื้นที่สนามหลวงทางทิศเหนือ มาร่วมตอนการพระเพลิงพระบรมศพจริง วินาทีที่เริ่มเห็นควันลอยออกมาจากพระเมรุมาศ น้ำตามันไหล นับแต่วันเสด็จสวรรคต 13 ตุลาคมจนถึงวันนี้ 26 ตุลาคมยังรู้สึกเสียใจ  คิดถึงพระองค์มาก ทรงเป็นพระราชาของแผ่นดินไทย เป็นพ่อของคนไทย พ่อที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกของท่านมีความสุข ซึ่งป้าก็ตั้งจิตอธิษฐานขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติตลอดไป ขอพระองค์ไม่ต้องห่วง และตัวป้าตั้งใจจะทำความดีตลอดไปเช่นกัน”นางประหล่ำ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือและน้ำตาไหล

ตั้งจิตอธิษฐานขอในหลวง ร.9 สู่สวรรคาลัย

นางชุม ศรีหาญ
ส่วน นางชุม บอกพร้อมกับเช็ดน้ำตาที่ไหลว่า ถึงจะป่วยแต่ก็อยากจะมาร่วมพิธีที่กรุงเทพมากกว่า เลยขอให้นางประหล่ำ ช่วยพามาหน่อย แม้มาแล้วจะเจอทั้งแดดร้อน ฝนตกเสื้อผ้าเปียกไปหมดก็ไม่เป็นไร แค่ได้มาอยู่ใกล้ท่านให้มากที่สุด โดยพยายามดูแลสุขภาพตัวเอง ยิ่งเมื่อคืนมีพระเพลิงพระบรมศพ ยิ่งรู้สึกเศร้า

ขณะที่ นายสมาน หงษ์ทอง ชาวจังหวัดศรีษะเกษ เล่าว่า เดินทางมาคนเดียวจากจังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม มาถึงกรุงเทพฯและรอเข้าจุดคัดกรองแถวพระแม่ธรณีบีบมวยผมตั้งแต่ช่วง 20.00 น.แต่ไม่สามารถเข้ามาถึงพื้นที่ด้านในได้ เพราะคนในบริเวณนั้นเยอะมาก ก็เลยได้แค่ส่งเสด็จท่านอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งช่วงเวลา 05.00 น.วันนี้ 26 ต.ค.เจ้าหน้าที่ก็เปิดให้เข้ามาในพื้นที่ จึงได้มีโอกาสมานั่งตรงนี้ถือได้ว่าใกล้พระองค์

ตั้งจิตอธิษฐานขอในหลวง ร.9 สู่สวรรคาลัย

นายสมาน หงษ์ทอง

“ตอนที่อยู่ด้านนอกมองจากไกลๆก็เห็นกลุ่มควันลอยในบริเวณสนามหลวง ได้ยินคนพูดว่าถวายพระเพลิงพระบรมศพจริงแล้ว ช่วงเวลานั้นรอบๆตัวก็มีคนร้องไห้ หลายคนก็ถ่ายรูป ส่วนตั้งจิตอธิษฐานขอให้ท่านไปสบาย  และตั้งใจนำคำสอนของพระองค์ทุกเรื่องไปใช้ในชีวิต”นายสมาน กล่าว

แดดร้อนก็ไม่ถอย ประชาชนจับจองพื้นที่สนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/300219

แดดร้อนก็ไม่ถอย ประชาชนจับจองพื้นที่สนามหลวง

แดดร้อนก็ไม่ถอยประชาชนจับจองพื้นที่สนามหลวงรอชมพระราชพิธีเก็บพระอัฐิและริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 4อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิจากพระเมรุมาศสู่พระบรมมหาราชวัง

 

 

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณท้องสนามฝั่งทิศเหนือ ด้านเวทีมหรสพ และริมฟุตบาทถนนราชดำเนินใน ประชาชนจำนวนมากจับจองพื้นที่ปักหลักเพื่อรอชมริ้วขบวนขบวนพระบรมราชอิสริยยศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ริ้วขบวนที่  4 อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิประดิษฐานบนบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยาน

และอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรี รางคาร จากพระเมรุมาศประดิษฐานในพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย ก่อนเคลื่อนจากมณฑลพิธีท้องสนามเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง

สภาพอากาศวันนี้ค่อนข้างร้อน มีแดดออกตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ประชาชนก็ไม่ย่อท้อ ปักหลักนั่งรอ นำร่มมากางเพื่อได้มีโอกาสชมริ้วขบวนให้ได้ชัดที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มีทั้งที่อยู่ร่วมพระราชพิธีมาตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม และที่เพิ่งผ่านจุดคัดกรองมาในพื้นที่ชั้นในเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีความตั้งใจจะอยู่จนพระราชพิธีเสร็จสิ้น โดยมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อริ้วขบวนเข้าสู่พื้นที่ และมีเจ้าหน้าที่พยาบาล ทหาร ตำรวจ ตลอดจนจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ช่วยอำนวยความสะดวกคอยดูแล แจก น้ำดื่ม ให้ประชาชน

สำหรับริ้วขบวนที่ 4 ใช้เส้นทางจากถนนกลางสนามหลวง ออกถนนราชดำเนินใน เลี้ยวขวาเข้าถนนหน้าพระลาน เข้าสู่พระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง ถนนจักรีจรัณย์ ขบวนพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย คู่เคียง อินทร์ พรหม พระกลด บังพระสูรย์ พัดโบก แยกออกไปเลี้ยวถนนหน้าศาลาสหทัยสมาคม เทียบพระนั่งราเชนทรยานน้อยที่เกยประตูหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เจ้าพนักงานอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารจากพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยไปประดิษฐานพักไว้ในพระศรีรัตรเจดีย์ ส่วนขบวนพระที่นั่งราเชนทรยานทรงพระบรมอัฐิ ตรงไปเข้าประตูพิมานไชยศรี เลี้ยวขวาถนนอมรวิถีไปยังพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท รวมระยะทาง 1,074 เมตร ใช้เวลา 30 นาที จัดกำลังพลจำนวน 834 นาย