พระมหากรุณาธิคุณการุณย์ศิริราช พระสถิตในดวงใจตราบนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297129

พระมหากรุณาธิคุณการุณย์ศิริราช พระสถิตในดวงใจตราบนิรันดร์

สรรใจ แสงวิเชียร, ศิริราช, พระมหากรุณาธิคุณ, ในหลวง

2 อดีตอาจารย์แพทย์ศิริราช ถ่ายทอดประสบการณ์ ความผูกพัน ความประทับใจ ในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9

        ที่อาคารศรีสวรินทิรา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภายในงาน “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์” ศ.พิเศษ นพ.สรรใจ แสงวิเชียร ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และอดีตหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในหัวข้อ “พระสถิตในดวงใจตราบนิรันดร์” ตอนหนึ่งว่า ตนไม่เคยรับใช้งานใกล้ชิดในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงขอถ่ายทอดในฐานะเป็นพสกนิกรคนหนึ่งของพระองค์

        ซึ่งตนเป็นคน 3 แผ่นดิน ในช่วงวัยเด็กมีโอกาสติดตามคุณพ่อเฝ้ารับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 8 และสมเด็จพระอนุชา ที่ตึกกายภาคศาสตร์หลังเก่า รพ.ศิริราช ครั้งที่เสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ หรือมหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน

     ศ.พิเศษ นพ.สรรใจ กล่าวอีกว่า ในปี 2538 จดจำได้ว่าครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวรพระหทัยตีบ เข้าประทับรักษาพระอาการ ณ รพ.ศิริราช เมื่อประชาชนเห็นภาพเปลคนไข้และมีสายน้ำเกลือสองสายที่พระวรกาย ประชาชนต่างร้องไห้ ซึ่งการรักษาในครั้งนั้นได้ผลดี และช่วงเวลาที่ประทับรักษาพระวรกายในครั้งนั้น พระองค์ก็ยังทรงงานนำมาสู่โครงการถนนคู่ขนานลอยฟ้า

      “ในวันที่ 13 ตุลาคม 2559 มีข่าวลือออกมาและประชาชนเดินทางมายังรพ.ศิริราช จำนวนมาก ตอนนั้นยังไม่มีแถลงการณ์ออกมา ประชาชนหลายคนตะโกนว่าไม่จริง ผมได้ยินแล้วรู้สึกตัวชา จนเวลา 16.30 น. ก็ถูกเรียกตัวขึ้นไปบนอาคาร รอจนสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ แล้วจึงกราบพระบาทและเริ่มปฏิบัติภารกิจในเวลา 19.30 น. เสร็จสิ้นเวลา 20.30 น.” ศ.พิเศษ นพ.สรรใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้า

     ศ.พิเศษ นพ.สรรใจ ฝากในตอนท้ายว่า ในช่วงเวลานับจากนี้คนไทยควรต้องทำความดี อะไรก็ได้ที่เป็นความดีเพื่อถวายพระองค์ท่าน และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

      ด้าน ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2550-2554 เป็นหัวหน้าคณะแพทย์ผู้ถวายงานครั้งที่ประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ในช่วงเวลาดังกล่าว เล่าว่า ขณะเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีโอกาสรับใช้เบื้องพระบุคลบาท ณ โรงพยาบาลศิริราช พระองค์ทรงมีความห่วงใยประชาชนเป็นอย่างมาก

      ครั้งที่ประทับรักษาพระวรกาย ณ โรงพยาบาลศิริราช เสด็จฯ ทอดพระเนตรระดับน้ำที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นประจำเพราะเป็นช่วงใกล้น้ำท่วม รับสั่งให้ตนกราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับระดับน้ำเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ทั้งที่น้ำจะท่วมในช่วงเดือนตุลาคม ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลอย่างมาก

       “ทุกวันผมต้องถวายรายงานเกี่ยวกับระดับน้ำให้พระองค์ท่านทั้งด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษร ทำให้ต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญในหน่วยงานต่างๆ มาร่วมประชุมหารือ เพื่อเตรียมข้อมูลที่ถูกต้องในการถวายรายงาน บางครั้งรับสั่งถามขณะอยู่ในลิฟต์ว่า ระดับน้ำเป็นอย่างไรบ้าง น้ำขึ้นมาเท่าไหร่ บริเวณปากน้ำระดับเท่าไหร่ ซึ่งพวกผมก็ต้องกราบบังคมทูลรายงานข้อมูลได้ทันที แม้อยู่ในช่วงเวลาฟื้นฟูพระวรกายก็ทรงงานเสมอ” ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ เล่าด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ เล่าว่า ห้องทรงงานของพระองค์อยู่ใกล้กับห้องผู้ป่วย ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถทอดพระเนตรฝั่งพระนครได้ทั้งหมด เป็นห้องโล่งกว้าง มีโต๊ะทรงงานและพระเก้าอี้ เมื่อพระสุขภาพดีขึ้นก็เสด็จฯ ห้องทรงงานบ่อยครั้งหลังจากเสวย และในบางครั้งก็เสด็จฯ บริเวณดาดฟ้าอาคารเฉลิมพระเกียรติทอดพระเนตรโดยรอบโรงพยาบาลศิริราช

      ทำให้ทรงเห็นการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่นและคับคั่งของฝั่งธนบุรี มีรับสั่งถามเกี่ยวกับการจราจรทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล รวมถึงประชาชนที่เข้ามาใช้บริการที่ศิริราช ซึ่งมีกว่า 1 แสนคน เฉพาะผู้ป่วยก็กว่า 1 หมื่นคน ส่งผลให้การจราจรค่อนข้างวุ่นวายมาก จึงมีรับสั่งจะแก้ปัญหาจราจรฝั่งธนบุรี

      “การเสด็จฯ ดาดฟ้า นำมาซึ่งพระราชดำริแก้ปัญหาการจราจรรอบโรงพยาบาลศิริราช โดยทรงกางแผนที่และทรงชี้ว่าควรก่อสร้างถนนอย่างไร กลายเป็นถนนลอยฟ้าฝั่งธนบุรี การปรับปรุงสะพานอรุณอมรินทร์ และอนาคตจะมีรถไฟฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาที่สถานีศูนย์การแพทย์สยามินทร์ ศิริราช” ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กล่าว

     การตามรอยพระยุคลบาทในแง่ทางการแพทย์ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กล่าวว่าพระองค์ทรงอดทนอย่างมากในการฟื้นฟูพระวรกายหลังทรงพระประชวร ซึ่งผู้สูงวัยที่เจ็บป่วยจะมีความยากลำบากมากในการเดิน การลุกนั่ง แต่พระองค์ทรงอดทน และเมื่อการฟื้นฟูดีขึ้นทรงจักรยานเพื่อฟื้นฟูด้วย

      ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ เล่าอีกว่า การรักษาและพักฟื้นของผู้ป่วยนั้นกำลังใจสำคัญเป็นอย่างมาก การที่ประชาชนมาถวายกำลังใจทั้งการทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้และเปล่งเสียงทรงพระเจริญ ทรงได้ยินตลอด พระพักตร์แจ่มใสขึ้นนอกจากนี้ เหล่าคณะแพทย์ได้จัดหาการแสดงมาให้ทอดพระเนตรเพื่อให้ทรงพระเกษมสำราญขณะพักฟื้น อย่างเช่น ช่วงตรุษจีนก็จะนำคณะนักแสดงจากจ.นครสวรรค์ มาแสดงเบื้องพระพักตร์ หรือจัดแสดงคอนเสิร์ตให้ทอดพระเนตร มีรับสั่ง “ขอบใจนะเพลงเพราะดี”

     ครั้งหนึ่งที่เสด็จฯ ลงเพื่อถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เดิมทีนั้นคณะแพทย์เตรียมให้เสด็จฯ บริเวณวงแคบ แต่พระองค์รับสั่งให้ไปวงใหญ่ เพราะทรงเห็นว่ามีประชาชนรอเฝ้ารับเสด็จอยู่บริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก

     “วันหนึ่งที่ผมและคณะแพทย์เข้าเฝ้าฯ ประมาณ 3-4 คน ซึ่งช่วงนั้นทรงทราบว่ามีปัญหาคนไข้ฟ้องแพทย์มากขึ้น รับสั่งว่า ให้พวกเราอ่อนน้อมถ่อมตน ทุกคนมีดีอย่าไปดูถูกใคร ให้เกียรติต่อทุกคน ไมตริจิตก็จะเกิดขึ้น ผมได้น้อมนำมาถ่ายทอดต่อบุคลากรศิริราช และทุกคนสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้” ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กล่าวด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม

จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.ร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297089

จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.ร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิง

งานพระราชพิธี, ดูแลประชาชน, หน่วยแพทย์เคลื่อนที่, แพทย์, เริ่มตั้งแต่

สธ.ร่วมหน่วยงานเกี่ยวข้องจัดหน่วยแพทย์ ชุดแพทย์เคลื่อนที่ และอบรมจิตอาสา ดูแลผู้มาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง ร.9 เริ่มตั้งแต่ 24 ต.ค.นี้

          นพ.โสภณ  เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะทำงานเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งที่ 1/2560 ว่า ที่ประชุมได้ตั้งคณะทำงานประกอบด้วย ผู้บริหารจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั้งภาครัฐ เอกชน อาสาสมัคร เช่น กรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ 3 เหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองแพทย์หลวงสำนักพระราชวัง  โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย ร่วมกันวางแผนดำเนินการเตรียมความพร้อม ประสานงานในการให้บริการและการจัดการทางการแพทย์ ทั้งภาวะปกติและเหตุฉุกเฉินวิกฤตทางการแพทย์ เช่น การจัดบริการหน่วยรักษาพยาบาล ระบบส่งต่อผู้ป่วย การจัดอบรมจิตอาสา เพื่อให้การดูแลผู้ที่มาร่วมงานพระราชพิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า ด้านการจัดบริการทางการแพทย์ทั้งด้านกายและจิตใจ ได้กำหนดจุดและหน่วยงานผู้รับผิดชอบไว้ 3 ส่วน คือ 1.ศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข ได้แก่ กรุงเทพมหานคร  โรงพยาบาลเหล่าทัพ  โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย  โรงพยาบาลเอกชน  แพทยสภา มูลนิธิ และจิตอาสา จัดหน่วยแพทย์ประจำบริเวณรอบมณฑลพิธี 21 จุด และประจำพระเมรุมาศจำลอง-ซุ้มดอกไม้จันทน์ 113 จุด เป็นจุดปฐมพยาบาล ทีมกู้ชีพขั้นพื้นฐานและขั้นสูง พร้อมรถพยาบาล ระบบการส่งต่อ-ส่งกลับผู้ป่วย ตลอดงานพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2560 จนเสร็จสิ้นพระราชพิธี

2.กรมการแพทย์ทหารบก จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และชุดทีมเดินเท้าดูแลกำลังพลในริ้วขบวน และกระทรวงสาธารณสุขดูแลประชาชนรอบนอก และ3.ศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข ร่วมกับตำรวจจราจร กรมการแพทย์ทหารเรือ เตรียมแผนการส่งกลับกรณีฉุกเฉิน เส้นทางทั้งทางบกและทางน้ำ รวมทั้งการติดต่อสื่อสาร และการประสานโรงพยาบาลรับส่งต่อ ส่งกลับให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไปถึงโรงพยาบาลเร็วที่สุด โดยจะร่วมฝึกซ้อมในวันที่ 7 ตุลาคมและซ้อมใหญ่ 21 ตุลาคม นี้

นอกจากนี้  ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดเชิญชวนบุคลากรการแพทย์เป็นจิตอาสาด้านการแพทย์ด้วยความสมัครใจ และจัดอบรมประชาชนจิตอาสาตามคู่มือของกรมการแพทย์ ให้มีความรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การกู้ชีพ ช่วยสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์ ซึ่งประชาชนจะมีความรู้ติดตัวไปใช้ในช่วยชีวิตผู้อื่นต่อไป

ทั้งนี้ ได้มอบให้สำนักสาธารณสุขฉุกเฉินเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) ที่กระทรวงสาธารณสุข ในต่างจังหวัดเปิดที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้บัญชาการและรับผิดชอบการบริหารจัดการ  จัดทีมแพทย์ประจำจุดพระราชพิธี รถพยาบาล โรงพยาบาลรับ-ส่งต่อ และประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการอบรมจิตอาสาด้านการแพทย์ พร้อมให้การดูแลประชาชนที่มาร่วมงานพระราชพิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เดินเครื่องทำ BIG DATA ข้อมูลนักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297079

เดินเครื่องทำ BIG DATA ข้อมูลนักเรียน

ศธ, Big Data, ธีระเกียรติ, ชัยพฤกษ์, Data, ข้อมูลนักเรียน, ทำฐานข้อมูล

“ธีระเกียรติ” มอบ “ชัยพฤกษ์” รวบรวมข้อมูลจัดลำดับสำคัญ ทำฐานข้อมูล Big Data ของ ศธ.ตามนโยบายรัฐบาล ชี้เริ่มที่ข้อมูลนักเรียนก่อนเพื่อให้ทุกหน่วยงานนำไปใช้ได้

           จากการดำเนินการให้ ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ประเทศไทยเป็น  Digital Country ซึ่งเป็นการปฏิรูประบบดิจิทัลครั้งใหญ่ มีแนวทางดำเนินงานสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องมีData Center หรือศูนย์กลางข้อมูลที่รวมข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ที่ทุกหน่วยงานในสังกัดสามารถนำใช้ได้ การจัดทำ Big Data หรือ ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยนั้น

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมองค์กรหลักของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบให้ ดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ไปรวบรวมข้อมูล จัดกลุ่มตามลำดับความสำคัญของฐานข้อมูล ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อจัดทำ Big Data เช่น ข้อมูลจำนวนนักเรียนที่เข้าศึกษา กำลังศึกษา และสำเร็จการศึกษา หรือ ออกกลางคันจำนวนเท่าไร เพื่อให้หน่วยงานองค์กรหลักและองค์กรในกำกับสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าว ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายได้

ขณะที่ ดร.พะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ในฐานะโฆษกศธ. กล่าวว่า  การปฏิรูประบบดิจิทัล ที่ สกศ.รับไปดำเนินงานโดยจะเลือกดำเนินงานในส่วนที่สำคัญก่อน เช่น ข้อมูลนักเรียน  ที่ต้องเกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณ  อย่างไรก็ตาม หากสามารถจัดทำฐานข้อมูลนักเรียนได้จะสามารถแก้ปัญหาการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัว ซึ่งที่ผ่านมา พบปัญหา นักเรียนมีชื่อเรียนซ้ำอยู่ในหลายโรงเรียน ตรวจสอบยากเพราะ ศธ. มีสถานศึกษาอยู่ในกำกับจำนวนมาก

ต่ออายุตั๋วครู”ครูจอมทรัพย์”ย้อนหลังปี 57-62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297059

ต่ออายุตั๋วครู”ครูจอมทรัพย์”ย้อนหลังปี 57-62

 

คุรุสภาอนุมัติ “ครูจอมทรัพย์” ได้ต่อตั๋วครู หลังดูแล้วไม่ได้สร้างความเสื่อมเสียและไม่เข้าข่ายผิดจรรยาบรรณ มีผลย้อนหลังปี 57-62 ส่วนนำไปใช้ยื่นสอนขึ้นอยู่กับร.ร.

            เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า  ในการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภา ที่มีดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการพิจารณากรณี น.ส.จอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือ ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครู โรงเรียนบ้านม่วงไข่ประชาราษฎร์สงเคราะห์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ยื่นหนังสือถึงคุรุสภาเพื่อขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

โดยยึดตามหลักเกณฑ์การพิจารณาลักษณะต้องห้าม กรณี”ต้องโทษจำคุกในคดีที่คุรุสภาเห็นว่าอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ” ตามที่กำหนดในมาตรา 44(ข)(3) แห่ง พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 สำหรับผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และผู้ขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

ซึ่งกำหนดไว้ว่า 1.การต้องโทษจำคุกโดยพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 2.ต้องเป็นการประทำความผิดโดยเจตนา ยกเว้นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และ3.ต้องเป็นโทษจำคุกที่เป็นความผิดเกี่ยวกับจรรยาบรรณของวิชาชีพ

ดร.สมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการฯได้พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีของน.ส.จอมทรัพย์ ไม่สร้างความเสื่อมเสียและไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในทางจรรยาบรรณวิชาชีพ คือ ความผิดต่อการทุจริตในหน้าที่,การทารุณร่างกายและจิตใจ,การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ,ความผิดเกี่ยวกับเพศ และยาเสพติด ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติอนุมัติต่อใบอนุญาตฯให้แก่น.ส.จอมทรัพย์ และสามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจาก น.ส.จอมทรัพย์ ได้ยื่นเรื่องขอต่อใบอนุญาตฯมาก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ใบอนุญาตฯ ของ น.ส.จอมทรัพย์ ขาดการต่ออายุไปตั้งแต่ปี 2557 เนื่องจากถูกจำคุกจึงไม่สามารถดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตฯได้ เพราะฉะนั้น การอนุมัติต่ออายุใบอนุญาตฯครั้งนี้ จะมีผลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2562  เมื่อครบกำหนดผู้รับใบอนุญาตฯก็ต้องดำเนินการยื่นเรื่องขอต่ออายุใบอนุญาตฯ ซึ่งคุรุสภากำหนดให้ต่ออายุทุก 5 ปี

“จากนี้คุรุสภาจะขึ้นทะเบียนให้ครูจอมทรัพย์เป็นผู้ได้รับอนุญาตฯตามขั้นตอนปกติ ซึ่งกรณีของครูจอมทรัพย์ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุรุสภาถือว่าสิ้นสุดแล้ว จากนี้หากครูจอมทรัพย์จะนำไปใบอนุญาตฯไปยื่นเพื่อใช้ในการสอนหนังสือ เป็นเรื่องที่สถานศึกษาเป็นผู้พิจารณาไม่เกี่ยวกับคุรุสภา”ดร.สมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรณีครูจอมทรัพย์ถือเป็นรายแรกที่พิจารณาโดยใช้หลักเกณฑ์ใหม่ แต่ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่มีความผิดเกี่ยวกับจรรยาบรรณ ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณีไปยกเว้นความผิดที่เกี่ยวกับปัญหาการทุจริต เกี่ยวกับทางเพศ และยาเสพติด จะสั่งระงับใบอนุญาตฯชั่วคราว และตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง จนกว่าจะได้ข้อสรุปหากผิดจริงก็จะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตฯตามขั้นตอนต่อไป

หลักเกณฑ์ที่นออกมาครั้งนี้ จะใช้เป็นแนวทางในการพิจาณากรณีอื่นๆด้วย ซึ่งในอนาคตอาจจะพิจารณาบรรจุไว้ในพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมาย

“EDUCA 2017″เปิดพื้นที่สตาร์ทอัพด้านการศึกษา16-18ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297075

“EDUCA 2017″เปิดพื้นที่สตาร์ทอัพด้านการศึกษา16-18ต.ค.นี้

EDUCA 2017, EdWINGS, EDUCA, 16-18

“EDUCA 2017″โชว์ตัวอย่างการนำนโยบายการศึกษาไปสู่ห้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ดันไฮไลต์ใหม่ “EdWINGS” เปิดพื้นที่แสดงเทคโนโลยี-สตาร์ทอัพด้านการศึกษา 16-18 ต.ค.นี้

       เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 10 สำหรับงาน “EDUCA 2017  หรือมหกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ครั้งที่ 10” จัดขึ้นในวันที่ 16-18 ต.ค.นี้ ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม (ฮอลล์ 9) เมืองทองธานี  นายศีลชัย เกียรติภาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดงาน EDUCA  กล่าวว่างาน EDUCA จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงประมาณเดือน ต.ค. มีจุดมุ่งหมายหลักคือการเป็นพื้นที่และเวทีกลาง (Platform) ในการช่วยพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

โดยมีวิทยากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และมีผู้ร่วมงานแต่ละปีกว่า 5 หมื่นคน ซึ่งการจัดงานในปีนี้  ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการและสถานเอกอัครราชทูตของประเทศชั้นนำด้านการศึกษา เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟินแลนด์ สิงคโปร์ ร่วมส่งวิทยากรจัดหัวข้ออบรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์การศึกษาในศตวรรษที่ 21 และเป็นหัวข้อที่เป็นรากฐานการพัฒนาครูและพัฒนาการศึกษาในแต่ละประเทศ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเป็นแนวทางที่ดีในการยกระดับการศึกษาไทย

ทั้งนี้ งานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Education 1.0, 2.0, 3.0, 4.0 : From Policy to Classroom” ด้วยความตระหนักถึง การผลักดันนโยบายการศึกษาเข้าสู่ห้องเรียนเป็นกระบวนการที่ยากลำบาก นานาประเทศไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีปัญหาด้านการผลักดันนโยบายสู่ห้องเรียนไม่ต่างกันกับเรา โดยปีนี้มีความพิเศษอีกเรื่องหนึ่ง คือ การให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ

เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากในการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกมิติ จึงได้เปิดพื้นที่ให้ EdWINGS ซึ่งเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ด้านการศึกษา เข้ามาดูแลบริหารพื้นที่กว่า 400 ตร.ม. โดยจะมีการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าสนใจจากสตาร์ทอัพในพื้นที่ดังกล่าว

“ในยุค Global Disruptive Technology นี้ มีเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา หรือ EdTech เกิดขึ้นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองก็กำลังให้ความสำคัญกับเรื่อง Education 4.0 เราเองจึงมีพื้นที่เพื่อช่วยเปิดวิสัยทัศน์และโอกาสให้คุณครูสามารถเข้าถึงแนวคิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจด้านการศึกษา (สตาร์ทอัพ) ได้มากขึ้นในงาน EDUCA ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับการศึกษาของประเทศ” นายศีลชัย กล่าว

        น.ส.ณัฐรดา เลขะธนชลท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง EdWINGS  กล่าวว่า  EdWINGS  ก่อตั้งมาได้11 เดือน เป็นรูปแบบที่ต้องการช่วยพัฒนานักเรียนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เป็นการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาการศึกษา เป็นธุรกิจด้านการศึกษาที่อยู่บนฐานของการช่วยเหลือ ลดความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางการศึกษา  โดยนำไอเดียจากคนรุ่นใหม่ มาสร้างเป็นแพลตฟอร์ม หรือรูปแบบ เพื่อพัฒนาการศึกษาร่วมกับโรงเรียน

      “EdWINGS” ธุรกิจการศึกษาที่ไม่ได้หากินกับการศึกษา แต่ต้องการช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยที่จะมีการดำเนินการพัฒนาโรงเรียน ครู เด็กอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครูรู้ว่าตัวเองสอนไปทำไม เด็กรู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร และผู้ปกครองจะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร ตั้งใจสร้างวัฒนธรรมของภาคเอกชน ภาคธุรกิจ พื้นที่แก่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการช่วยพัฒนาการศึกษาได้ทำงานร่วมกับโรงเรียน​ และเป็นการให้ความสำคัญกับข้อมูล เก็บปัญหาในร.ร.ว่ามีอะไรบ้าง

         “ปัญหาการศึกษา เหมือนตระกร้าที่มีรอยรั่ว ชี้ไปไหนก็รั่ว คนรุ่นใหม่จะเข้าไปช่วยปลดล๊อคให้คนรุ่นเก่าสามารถพัฒนาการศึกษาไทยต่อไป  EdWINGS  ไม่ได้เป็นธุรกิจการศึกษาเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ คนที่อยากจะช่วยยกระดับพัฒนาการศึกษาไทย ต่อให้ทำงานในโลกธุรกิจก็ยังไม่ทิ้งการศึกษา นำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนการศึกษาเพราะวันนี้ถ้าไม่ช่วยครู ไม่ช่วยการศึกษา  10 ปี เราจะไม่เหลือคุณภาพการศึกษา” น.ส.ณัฐรดา กล่าว

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296953

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ, จิตรกรอาสา

5 อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ได้เป็นส่วนหนึ่งจิตรกรอาสาฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

       ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัตนฤทธิ์ จันทรรังสี เล่าว่า ได้ทราบข่าวจากนายเกียติศักดิ์ สุวรรณพงษ์ จิตรกรชำนาญการพิเศษ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ต้องการจิตรกรอาสา ไปวาดภาพฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ เนื่องด้วยฉากบังเพลิง มีขนาดใหญ่ และมีรูปแบบผสมผสานกันทั้งแบบไทยประเพณีและไทยร่วมสมัย จึงต้องอาศัยช่างฝีมือเฉพาะทาง

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัตนฤทธิ์ จันทรรังสี

    ดังนั้นจึงได้อาสาไปช่วยวาดภาพกับคณาจารย์จำนวน4ท่าน โดยทางคณะศิลปกรรมศาสตร์ ได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้คณาจารย์ เป็นจิตรกรอาสาที่เข้าร่วมวาดภาพในครั้งนี้ ในการเป็นจิตรกรอาสาทุกคนจะถอดความเป็นตัวตนหรือศิลปิน

      โดยขอทำงานตามเงื่อนไขและแบบของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร และยอมเสียสละเวลา ทรัพย์สินส่วนตัวในการดำเนินงาน จนกว่างานจะแล้วเสร็จ

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

     สำหรับความรับผิดชอบของผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัตนฤทธิ์ นั้นอยู่ในส่วนของการวาดภาพโครงการพระราชดำริในรัชกาลที่9เรื่องพลังงานทดแทน วาดภาพต้นสบู่ดำ ด้วยสีอะคริลิก และวาดภาพ ดอกบัว ใบบัว หญ้า รวงข้าว และอื่นๆตามที่หัวหน้าช่างได้มอบหมาย

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

     “ในการทำงานจิตรกรอาสาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำให้พระองค์ท่าน นอกจากนำคำสอนในพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนก น้อมนำมาปฏิบัติในชีวิตแล้ว ถือว่าเป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ครอบครัว ที่ได้รับใช้พระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย”

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์

  รองศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ เล่าว่า ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ต้องมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ต้องละตัวตนเป็นงานถวายรัชกาลที่9 ครั้งสุดท้าย ได้ถวายการอนุรักษ์รักษาจิตรกรรมความเป็นไทย ในฐานะของประชาชนของพระองค์ท่าน

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

      ซึ่งจิตอาสาที่มาปฏิบัติงานครั้งนี้ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน   รองศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์  รับผิดชอบ ในส่วนลวดลายประกอบดอกบัว และในครั้งนี้ได้เพ้นท์ช้างสิบตระกลูประดับ งานพระเมรุมาศ ในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถึงแม้จะมีเวลาไม่มากแต่ก็มีความตั้งใจและภูมิใจที่มีส่วนร่วมในฐานะ จิตรอาสา

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์บัณฑิต อินทร์คง

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์บัณฑิต อินทร์คง เล่าว่า ด้วยความเชี่ยวชาญในส่วนของงานศิลปะไทย รับผิดชอบในส่วนของการตัดเส้นเก็บรายละเอียดตัวเทวดา ได้ปฏิบัติงานในครั้งนี้เป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ในฐานะของประชาชนของพระองค์ท่าน ทุกเส้นทุกสายที่ตัดเกิดจากความตั้งใจที่จะถวายพระองค์ท่าน และยังได้ร่วมกับงานกับจิตรกรอาสาท่านอื่นๆ

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไกรสร ประเสริฐ

     ทางด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ไกรสร ประเสริฐ เล่าว่า อาสาปฏิบัติงานในการช่วยปุลาย คือการใช้เข็มจิ้มกระดาษให้เป็นรูตามลวดลาย เพื่อนำลายปุบนกระดาษที่ได้ นำลูกประคบไปประคบกระดาษบนผ้าใบ เป็นการก๊อปปี้ลายบนผ้า ถึงจะจุดเล็กๆ ถือเป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ได้ถวายงานรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นงานที่ตนเองได้ถ่ายทอดและสอนให้กับนักศึกษา

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ

   อาจารย์สุนทร จันทร์ประเสริฐ

   อาจารย์สุนทร จันทร์ประเสริฐ เล่าว่า ปฏิบัติงานในส่วนการฉลุลาย ใช้คัตเตอร์ฉลุออกมาเป็นลวดลาย ตามที่แบบ เพื่อนำลายที่ฉลุไปปั๊บลาย ลักษณะเป็นลวดลายซ้ำๆ ให้เหมือนกัน ถือเป็นเกียรติประวัติต่อชีวิต ได้ทำหน้าที่จิตรกรอาสา เป็นแบบอย่างจิตอาสาที่ดีให้กับนักศึกษา ในการใช้ชีวิตการทำงานของอาจารย์และศิลปินคนหนึ่ง

5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ5 จิตรกรอาสา ฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ


“เด็กดี”ต้องเชื่อฟังครู ???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296987

“เด็กดี”ต้องเชื่อฟังครู ???

เด็กดีต้องเชื่อฟังครู ทัศนคติที่ต้องแก้ไข, ถึงเวลานิยามคำว่าเด็กดีกันใหม่, 6ทัศนคติการศึกษาที่ต้องแก้ไข, เด็กดี

“เด็กนักเรียนไทยคิดว่าการถามครูเป็นเรื่องน่าอายหรือเด็กดีต้องเชื่อฟังครู” เป็นทัศนคติทางการศึกษาที่ต้องเร่งปรับแก้ เพราะเป็นปัญหาต่อการพัฒนาการศึกษาไทย

       ในมุมมองของทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ จากโครงการ Redesigning Thailand #4 “เปิดแคมป์จับระบบการศึกษามาปรับทัศนคติ ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)เชิญชวนนิสิตนักศึกษาออกแบบนโยบายเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย ไปติดตามรายละเอียดกับ 0 พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน 0

        ทีมชนะเลิศ ประกอบด้วย นำเสนอเรื่อง ทัศนคติ เด็กดีต้องเชื่อฟังครู ประกอบด้วยนายสิรภพ ลู่โรจน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ น.ส.วรลักษณ์ ภักตร์อำไพ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายพงศรากร ปาแก้ว คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

"เด็กดี"ต้องเชื่อฟังครู ???

   “จากงานวิจัยพบว่า 86 %ของนักเรียนไทยไม่กล้ายกมือถามครู มากเป็นอันดับ6 ของโลกที่นักเรียนไม่กล้าถามครู สาเหตุสำคัญที่เด็กไม่กล้าถาม เกิดขึ้นจากบรรยากาศในห้องเรียนที่มี 3 องค์ประกอบ คือ ครู นักเรียน และเพื่อนร่วมชั้น” น.ส.วรลักษณ์ เปิดฉากถึงที่มาของปัญหา

   น.ส.วรลักษณ์ ขยายความต่อว่า ทัศนคติของ 3 องค์ประกอบดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อทัศนคติตัวนักเรียน โดยครูมีทัศนคติที่ว่าเรามีอำนาจสูงสุดในห้องเรียน เป็นอำนาจนิยม เราตัดสินถูกผิดโดยใช้เกณฑ์ของตนเองเป็นหลัก เพื่อนร่วมชั้นมีทัศนคติที่ว่าการยกมือถามในห้องเป็นการอวดรู้ โชว์ฉลาด เป็นการรบกวน

     ทำให้ตัวนักเรียนมีทัศนคติที่ว่าการยกมือถามคือแตกแยก อาย ไม่กล้าถาม ทัศนคติเหล่านี้ส่งผลให้นักเรียนขาดความมั่นใจในตนเอง และส่งผลต่อการศึกษา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การเรียนภาษาอังกฤษ ที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเด็กไทยไม่กล้าถาม อาย ขาดความมั่นใจ

       ทัศนคติเหล่านี้ทำให้การเรียนการสอนของประเทศไทย ไม่พัฒนา หยุดนิ่ง และไร้ประสิทธิภาพ!

   นายพงศรากร เพิ่มเติมว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ทั้งหมด ไม่ว่าจะปรับส่วนอื่นๆอย่างไร ถ้าส่วนล่างหรือนักเรียนยังไม่พร้อมเปิดรับการเรียนรู้ ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่สัมฤทธิ์ผล

"เด็กดี"ต้องเชื่อฟังครู ???

       ทีมมองว่าแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คือ “Drama in Education หรือ ละครเพื่อการศึกษา” เน้นที่กระบวนการ คือ การร่วมมือและมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครูกับนักเรียน และเพื่อนนักเรียนในห้องเรียน

      ซึ่งจะทำให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์มีตรรกะในการคิด พังกำแพงระหว่างกัน เมื่อจะซักถาม มีส่วนร่วมเรื่องใดในห้อง นักเรียนจะมีความมั่นใจในตนเอง มีความภาคภูมิใจ เมื่อนักเรียนมีความเชื่อมั่นในการเปิดรับสิ่งต่างๆ แน่นอนการเรียนรู้ก็จะมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญแนวทางนี้สามารถนำไปปรับเพิ่มเป็นวิชาใหม่ หรือบูรณาการในวิชาต่างๆได้ ไม่เสียงบประมาณเพิ่มขึ้นมาก

   นายสิรภพ บอกว่า การนำแนวทางนี้มาสู่การปฏิบัติสามารถทำได้จริง โดยเสนอนโยบายเชิงรูปธรรม 2 ส่วน เน้นไปที่นักเรียนในระดับยชั้นประถมศึกษา เนื่องจากเป็นระดับที่สามารถซึมซับสภาพแวดล้อม เรียนรู้สิ่งต่างๆได้ง่าย บวกกับการเรียนการสอนยังไม่เน้นวิชาการมากจนไม่มีเวลาเรียนรู้อย่างอื่น

"เด็กดี"ต้องเชื่อฟังครู ???

      ประกอบด้วย 1.ระดับประถมฯ1-3 จัดการเรียน Drama Education ซึ่งเป็นการเรียนเจาะจงไปทางด้านการเรียนดราม่าหรือละครโดยตรง เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เด็กยังเปิดรับ ยังกล้าแสดงออก ยังไม่รู้ว่าค่านิยมของสังคมคืออะไร รูปแบบจะเป็นลักษณะการบอกโจทย์ให้เด็กร่วมกันคิดและออกมาแสดงหน้าชั้นเรียน เช่น โจทย์เกี่ยวกับความรัก ก็ให้เด็กร่วมกันคิดตีความว่าจะสื่อเรื่องความรักออกมาแบบไหน ผ่านละครที่จะถ่ายทอด เป็นต้น

    และ2.ระดับชั้นประถมฯ4-6 จะนำดราม่าไปบูรณาการเข้ากับวิชาอื่น โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ ภาษาไทยและสังคมศึกษา นอกจากนี้ ในระดับมัธยมศึกษาก็จะยังบูรณาการร่วมกับวิชาอื่นๆ แต่รูปแบบการนำเสนออาจจะไม่ใช่การแสดงละคร เป็นเป็นการระดมความคิดเห็นหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน เพื่อให้เหมาะสมตามช่วงวัย

        ทั้งหมดนี้จะทำให้เด็กกล้าแสดงออก ผลพลอยได้จากกระบวนการดราม่านี้ ทำให้เด็กมีทักษะในการคิดเชิงวิพากษ์(Critical Thinking Skill) สามารถตั้งคำถามขึ้นได้ ส่งผลต่อการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆในอนาคต

      “การปรับทัศนคติของตัวเด็กเองคือรากฐานของการศึกษาไทย คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องอย่ามองข้าม มันเป็นจุดเล็กที่สุดที่ไม่เคนนึกถึง แต่จุดเล็กก็สามารถสร้างผลกระทบที่ใหญ่ขึ้นในวงกว้างได้ในอนาคต ที่สำคัญ คือ ต้องให้เด็กมีความสุขในการเรียนรู้” นายสิรภพฝากให้คิด

      การจะดำเนินการตามแนวทางนี้ ครู และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ต้องเปลี่ยน โดยครู เปลี่ยนการฝึกอบรมครูให้มาเรียนรู้ในเรื่อง Drama Education อาจเริ่มจากวงแคบๆและค่อยขยายผล

     ส่วนศธ.อาจต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรในระดับประถมศึกษา อาจเพิ่มให้ Drama Education เป็นรายวิชาใหม่ ในระดับป.1-3 และกำหนดให้บูรณาการหลักสูตรในระดับป.4-6

      อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการตัดสินหยั่งเชิงตั้งคำถามต่อการนำเสนอของทีมนี้ว่า “แค่นิสิตบางคนที่มั่นใจและกล้าแสดงออกมากๆก็ยุ่งแล้ว จุฬาฯปั่นป่วนหมดแล้ว ถ้าจัดDrama Education จะไม่ทำให้เกิดเด็กไทยแบบนี้เต็มไปหมด ไม่ยิ่งยุ่งหรือ?”

      นายสิรภพ ตอบว่า การที่ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่แสดงออกในบางลักษณะจนวุ่นวาย เป็นเพราะสังคมไทยสอนเด็กมาตลอดว่า ห้ามแสดงความคิดเห็น

"เด็กดี"ต้องเชื่อฟังครู ???

      ขณะที่เด็กฝรั่งได้เรียนรู้ว่าเขามีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น สิ่งที่ถูก สิ่งที่ทำได้ แต่เมืองไทยเด็กยังไม่เคยชินกับการแสดงความคิดเห็น จึงตีความไปว่าการแสดงความคิดเห็นคือการแหกกฎ

     ดังนั้น หากสามารถแนะแนวการแสดงความคิดเห็นตั้งแต่เด็ก เชื่อว่าจะทำให้เด็กไทยกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสม

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ปัจจุบันทุกคนเห็นตรงกันว่าการศึกษาไทยมีปัญหา แต่การปฏิรูปการศึกษายังไม่ได้ผล เนื่องจากยังคิดและเข้าใจไม่ตรงกันว่า ตรงจุดไหนคือปัญหา อย่างเช่น หากจะปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบ Active Learningหรือการเรียนรู็แ้บบลงมือทำ

     ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกหลายประเทศดำเนินการแล้ว แต่เมื่อนำมาใช้ในประเทศไทย ก็จะมีคำถามจากผู้ปกครองตามมามากมายว่า จะทำให้เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ เป็นต้น

     เมื่อรู้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีปัญหาประดิษฐ์ ทำให้ทักษะที่คนมีอยู่แบบในอดีตที่เพียงพอในการเลี้ยงชีพได้ตลอดชีวิต ไม่เป็นจริงอีกต่อไป

    เพราะฉะนั้น จึงต้องมีทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่มีความรู้ แต่ต้องมี 3 ตัว คือ ทัศนคติ(Attitude)ที่ถูกต้อง มีทักษะ(Skill)ที่ใช้งานได้จริง และมีองค์ความรู้(knowledge)

     ซึ่งการศึกษาไม่ใช่มีความรู้ถ่ายทอดผ่านท่อจากครูไปนักเรียนเท่่านั้น  แต่ผู้ที่จะอยู่รอดต้องเป็นผู้ที่มีทัศนคติและทักษะที่ถูก เพราะฉะนั้น โจทย์สำคัญ คือ การศึกษาจะสร้างคนที่มีทักษะศตวรรษที่ 21ได้จะต้องทำอย่างไร

     “โครงการนี้จึงเป็นการรับฟังความคิดจากคนรุ่นใหม่ว่าทัศนคติของคนไทยในเรื่องใดที่จะต้องปรับเปลี่ยนและต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้การศึกษาไทยมีการพัฒนา ซึ่งล้วนเป็นแนวคิดที่ดีทั้งสิ้น จึงอยากเชิญชวนนิสิตนักศึกษา คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมกับทีดีอาร์ไอและภาคส่วนต่างๆในการปฏิรูปการศึกษา” ดร.สมเกียรติกล่าว

       ทัศนคติที่นิสิตนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกในรอบสุดท้ายจากทีดีอาร์ไอ มองว่าต้อมีการปรับ ใน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.ทัศนคติ การศึกษาที่ดีมาจากอำนาจและการรวมศูนย์ ของนักศึกษาจากคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สาขามีเดีย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และคณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์กำลัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

      2.ทัศนคติการบริหารจัดการศึกษาที่ดีมาจากส่วนกลาง จากนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3. ทัศนคติต่อการเรียนอาชีวะ ทีมจากคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 4.ทัศนคติเรียนไปก็ไม่ได้ใช้ทีมจากคณะเศรษฐศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5.ทัศนคติครูคือผู้นำของการเรียนรู้ในห้องเรียนทีมจากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ6.ทัศนคติเด็กดีต้องเชื่อฟังครู ทีมจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา

เพลงเพื่อพ่อ ครั้งที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296939

เพลงเพื่อพ่อ ครั้งที่ 2

เพลงเพื่อพ่อ ครั้งที่ 2, เพลงเพื่อพ่อ, ครั้งที่ 2

ม.บูรพาจัดคอนเสิร์ตเพลงเพื่อพ่อ ครั้งที่ 2 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

รศ.ดร.สมนึก ธีระกุลพิศุทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยว่า ม.บูรพา ร่วมกับ จ.ชลบุรี และบริษัทประชารัฐฯ เตรียมจัดโครงการ “เพลงเพื่อพ่อ”  เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายนานัปการ เพื่อประเทศชาติและประชาชนมาตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์  ด้วยความจงรักภักดีเป็นที่สุด

การจัดงานในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังประสบความสำเร็จในการจัดครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมความร่วมมือของจังหวัดชลบุรีและทุกภาคส่วนกับภาคการศึกษาคือมหาวิทยาลัยบูรพา  เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดจนการเจริญรอยตามพระยุคลบาทมุ่งมั่นประกอบคุณงามความดี รู้รักสามัคคี และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์

นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า กิจกรรม“เพลงเพื่อพ่อ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในครั้งนี้เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่าในการเป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมี โดยเป็นการจัดงานภายใต้ความร่วมมือระหว่าง จ.ชลบุรี กับวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา สถาบันของรัฐที่สอนด้านบริหารจัดการระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

โดยการนำผู้เกี่ยวข้องจากหลากหลายอาชีพ ทั้งภาครัฐ ตำรวจ ทหาร ภาคเอกชน และประชาชน มาร่วมกันขับร้องและร่วมงาน  โดยในงานมีทั้งบทเพลงพระราชนิพนธ์ จากพระอัจฉริยภาพทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และบทเพลงเพื่อพ่อซึ่งแต่งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9

สำหรับกิจกรรมคอนเสิร์ตการกุศล “เพลงเพื่อพ่อ” ครั้งที่ 2 ของจังหวัดชลบุรีนี้  มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 เวลา 17.00-20.00 น. ณ หอประชุมธำรงบัวศรี มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี ความจุ 1,500 ที่นั่ง เชิญชวนผู้สนใจที่มีความสามารถในการขับร้องเพลงและประสงค์เข้ารับฟังได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดได้ที่วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา โทร. 081-3111995 อีเมลล์ Chalineep@go.buu.ac.th

คืนผู้ป่วย”ออทิสติก”3แสนคนสู่สังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296932

คืนผู้ป่วย”ออทิสติก”3แสนคนสู่สังคม

คมชัดลึก, คุณภาพชีวิต, ผู้ป่วยออทิสติก, 3 แสนคน, คืนสู่สังคม, ออทิสติก, กรมสุขภาพจิต, แสนคน, เข้าสู่สังคม, มีงานทำ, มีความสุข

กรมสุขภาพจิต หนุนพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้ป่วย“ออทิสติก”3 แสนคน เข้าสู่สังคม มีงานทำ มีความสุข

          26 ก.ย.60 – นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ จ.สมุทรปราการ และติดตามปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานจัดบริการรักษาพยาบาลเด็กที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชในปี2560ว่า จากรายงานพบว่างานมีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้นอกจากมีความเชี่ยวชาญรักษาโรคจิตเวชเด็กทุกโรคแล้ว ยังมีความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านการดูแลเด็กที่เป็นโรคออทิสติก (Autistic) มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกและเป็นศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งการเยี่ยมเยียนจากองค์การอนามัยโลกมาอย่างต่อเนื่องกว่า30ปี พัฒนามาตรฐานเครือข่ายการจัดบริการดูแลโรคจิตเวชในเด็กและวัยรุ่นรวมทั้งออทิสติกในเขตสุขภาพทั่วประเทศ

          อธิบดีกรมสุขภาพจิต   กล่าวว่า สำหรับโรคออทิสติกนี้ เป็นโรคที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม เด็กจะมีร่างกายปกติ สมองปกติ แต่มีปัญหาการสื่อสาร พฤติกรรมและอารมณ์ ผลการสำรวจล่าสุดในปี2557พบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคออทิสติกประมาณ300,000คน พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงเกือบ5เท่าตัว ในปี2560นี้ กรมสุขภาพจิตได้เน้นการเข้าถึงบริการรักษาและกระตุ้นแก้ไขพัฒนาการและปรับพฤติกรรม โดยใช้มาตรการตรวจคัดกรองหาเด็กที่อายุต่ำกว่า5ขวบที่มีลักษณะของเฉพาะของโรคนี้คือ ไม่สบตา ไม่พาที และไม่ชี้นิ้ว เพื่อเข้ารับการรักษา ซึ่งจะให้ผลดีมากหากพบผู้ป่วยได้เร็ว ในภาพรวมการจัดบริการในเขตสุขภาพทั้ง13เขต พบว่าการเข้าถึงบริการดีขึ้น ปัญหาที่พบในระบบริการขณะนี้ คือการขาดแคลนบุคลากรด้านการฝึกพูด เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้สื่อสารไม่ได้ ในปีนี้กรมสุขภาพจิตจะจัดหลักสูตรอบรมให้แก่พยาบาลสถานพยาบาลเครือข่ายทุกเขตสุขภาพ เพื่อให้เด็กได้รับบริการใกล้บ้าน

คืนผู้ป่วย"ออทิสติก”3แสนคนสู่สังคม

นาวาอากาศตรี นพ.บุญเรือง  ไตรเรืองวรวัฒน์

         สำหรับในกลุ่มเด็กออทิสติกอายุ6ปึขึ้นไป ซึ่งเริ่มเข้าสู่วัยเรียน มุ่งเน้นพัฒนาระบบบริการที่เชื่อมโยงกับโรงเรียน เพื่อเตรียมเข้าสู่สังคม ระบบการศึกษาและการสร้างอาชีพตามศักยภาพของเด็ก เพื่อให้เด็กและครอบครัวมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า รพ.ยุวประสาทฯ ได้จัดโปรแกรมพัฒนาทักษะทางสังคมให้สามารถปรับตัวอยู่ในโรงเรียนและสังคมได้ในช่วงปิดเทอม มีโปรแกรมการดูแลต่อเนื่อง เชื่อมโยงกับโรงเรียนโรงพยาบาลและครอบครัว และจัดโครงการฟื้นฟูพัฒนาทักษะทางอาชีพและสังคมเพื่อการมีงานทำสำหรับบุคคลที่เป็นออทิสติก โดยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนกว่า10บริษัทอาทิ ชิโน-ไทย เอนจิเนียริ่ง เอสแอนด์พี เอ็มเค โมเดิร์นฟอร์ม อุดมเอก รพ.มนารมย์ รพ.สุขสวัสดิ์ รพ.บางนา5เป็นต้น

        ทั้งนี้รพ.ยุวประสาทฯจะเตรียมความพร้อมให้ฝึกการทำงานจริงในหน่วยงานต่างๆของรพ. โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นครูฝึกเป็นเวลา1ปี โดยไม่ได้รับเงินเดือน จากนั้นจะประเมินผลการฝึกปฏิบัติงานตามาตรฐาน ก่อนส่งไปทำงานจริงในสถานประกอบการ และจะติดผลการทำงานอย่างต่อนื่องเป็นระยะ กรณีมีปัญหาทางรพ.จะเข้าไปช่วยเหลือแนะนำที่บริษัท เริ่มโครงการตั้งแต่พ.ศ.2555จนถึงปัจจุบัน ปีละ1รุ่น รุ่นละ10-15คน มีบุคคลออทิสติกจากภายนอกเข้าร่วมโครงการ56คน ขณะนี้ได้รับการจ้างงานแล้ว50คน และอยู่ระหว่างฝึกงานที่รพ.ยุวประสาทอีก10คน จะจบโครงการเดือนธันวาคม2560โดยมีบริษัทจองตัวแล้ว4คน กรมสุขภาพจิตได้วางแผนขยายโครงการนี้ ในปี2561-2562โดยผ่านเครือข่ายผ่านชมรมออทิสติกทั่วประเทศในทุกจังหวัด และรพ.จิตเวชฯในสังกัดกรมสุขภาพจิต เพื่อให้บุคคลที่เป็นออทิสติกในต่างจังหวัดได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการและสามารถทำงานได้ตามศักยภาพ

         แพทย์หญิงรัชนี ฉลองเกื้อกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ กล่าวว่าจากการติดตามผลโครงการฯ ในปี2559พบว่า บุคคลออทิสติกมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีความรับผิดชอบสูง ทำงานตรงเวลา ผลงานเป็นที่ยอมรับของสถานประกอบการ โดยส่วนใหญ่ทำงานในงานสำนักงาน ยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร สัมพันธภาพอยู่บ้าง มีรายได้มากกว่า10,000บาทต่อเดือน มีเงินเก็บสามารถช่วยเหลือครอบครัวได้ ในจำนวนนี้สามารถสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูสอนเด็กพิเศษในโรงเรียนในจ.สมุทรปราการ1คน ทำงานที่การไฟฟ้า1คน ในส่วนของผู้ปกครองพบว่ามีความสุขขึ้น บางคนบอกว่า หมดห่วง โล่งใจนอนตายตาหลับได้แล้ว โดยเด็กในโครงการนี้มีไอคิวอยู่ในระดับใกล้เคียงปกติ สามารถเรียนจบการศึกษาระดับอนุปริญญาขึ้นไป บางรายมีความสามารถพิเศษทางด้านคอมพิวเตอร์

วางระบบดึงเอกชนร่วมจัดการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296934

วางระบบดึงเอกชนร่วมจัดการศึกษา

กรรมการออสระ, การศึกษาเอกชน

คกก.อิสระย้ำรัฐการศึกษาปฐมวัยรัฐต้องจัดตามกฎหมาย ชี้ต้องหาช่องหนุนเอกชนร่วมจัดการศึกษามากขึ้น ขณะที่ร.ร.เอกชนสะท้อนปัญหาติดขัดข้อกฎหมาย

     เมื่อวันที่ 26 ก.ย.60 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ใน การประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการฯ  เปิดเผยว่า  คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการจัดการศึกษา  ได้นำเสนอข้อมูลปัญหา อุปสรรคของสถานศึกษาเอกชนในภาพรวม

ซึ่งรวบรวมมาจากผู้แทน/สมาคมต่างๆ โดย คณะกรรมการฯ อภิปรายอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตั้งแต่แรก และรัฐเข้ามามีบบาทมากขึ้นและพัฒนามาจนถึงรัฐเข้ามามีบทบาทในการควบคุมกำกับมากกว่าส่งเสริมสนับสนุน

ทั้งนี้ ต่อไปต้องมากำหนดให้ชัดเจนว่ารัฐมีบทบาทอย่างไร โดยจะต้องมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ แต่ต้องลดกระบวนการกำกับควบคุมลง และมีมาตรการส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามาให้บริการด้านการศึกษามากขึ้น อนาคตอาจจะต้องมีการแยกระดับโรงเรียนแบ่งเป็นกลุ่ม

เช่น โรงเรียนที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนที่มุ่งแสวงหากำไร และโรงเรียนที่มุ่งให้บริการเข้ามาทำหน้าที่เสริมหรือร่วมกับรัฐในการจัดการศึกษา ที่ชัดเจนคือการจัดการศึกษาระดับอนุบาล 3 ขวบนั้น ต้องจัดโดยรัฐเพราะกฎหมายกำหนดไว้

“ยอมรับว่าข้อเรียกร้องบางอย่างสมเหตุสมผล บางอย่างอาจจะมากเกินไป ซึ่งต้องมาพิจารณาตามความเหมาะสม แต่ปัญหาสำคัญที่ร้องเรียนกันมากขึ้นรัฐไปแข่งกับเอกชน มีกฎข้อบังคับกำกับมากกว่า ทำให้เอกชนเสียเปรียบ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป แนวทางที่ชัดเจน แต่แน่นอนว่าบทบาทของภาคเอกชนจะต้องมากขึ้น”ศ.นพ.จรัส กล่าว

ด้านน.ส.ดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานคณะกรรมการอิสระฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ กล่าวว่า ปัญหาที่พบเป็นเรื่องที่มีผลกระทบทำให้การจัดการศึกษาติดขัดคือเรื่องกฎหมาย  เช่น พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน พ.ศ.2550และพ.ศ.2554 (แก้ไขเพิ่มเติม) ที่บังคับใช้มานาน ไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน และรัฐธรรมนูญ บางมาตราในพ.ร.บ.ขัดแย้งกันเอง และขัดกับพ.ร.บ.อื่นๆ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งมีลักษณะเป็นการควบคุมมากกว่าส่งเสริมการจัดการศึกษา โรงเรียนเอกชน จึงมีข้อเสนอให้ปรับแก้พ.ร.บ.การศึกษาเอกชนใหม่ ซึ่งทราบว่า สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)อยู่ระหว่างดำเนินการ

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเรียนการสอน โดยเฉพาะในส่วนของโรงเรียนนานาชาติ ที่ทำรายได้ให้กับรัฐปีละกว่า 1 แสนล้านบาท  จะมีข้อติดขัด เช่น การประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ) ทั้งที่บางแห่งได้รับการรับรองในระดับนานาชาติแล้ว หรือครูต่างประเทศที่ต้องต่อวีซ่าทุกๆ 6 ปี

นอกจากนั้นเป็นเรื่องบประมาณที่รัฐจัดสรรหา ซึ่งโรงเรียนเอกชนบางแห่งไม่รับ บางแห่งได้ไม่ครบทำให้เด็กต้องเสียค่าเล่าเรียนเพิ่ม ดังนั้นจึงอยากให้โรงเรียนเอกชน ได้รับการสนับสนุนการจัดการศึกษาเท่ากับภาครัฐ เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ อีกเรื่องคือ การกำหนดสัดส่วนการรับนักเรียนระหว่างโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐ ที่รัฐจะเปิดรับเด็กหลายรอบทำให้เด็กไม่มาเรียนโรงเรียนเอกชน

ขณะที่ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสกศ. กล่าวว่า ที่ประชุมหารือความเชื่อมโยงของรัฐกับเอกชน เนื่องจากเอกชนที่เข้ามาจัดการศึกษาส่วนใหญ่เข้ามาโดยขอให้เข้ามา แต่ต่อไปควรเปิดให้เอกชนเข้ามาช่วยจัดการศึกษาที่ชัดเจน ไม่ใช่เปลี่ยนไปตามนโยบายของรัฐที่มีการเปลี่ยนแปลง และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาช่วยจัดการศึกษาในหลายรูปแบบทั้ง การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย