ดอกไม้ของพ่อ “A FLOWER OF KING RAMA 9”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297570

ดอกไม้ของพ่อ “A FLOWER OF KING RAMA 9”

นิทรรศการ, ดอกไม้ของพ่อ, flower, King, Rama

กลุ่มศิลปิน งานศิลป์สร้างบุญ หรือ“Good for the good of it” ขอเชิญชมงานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ดอกไม้ของพ่อ “A flower of King Rama 9”

      นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ดอกไม้ของพ่อ “A flower of King Rama 9” จัดขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 รวบรวมผลงานพระบรมฉายาลักษณ์จากศิลปินจิตอาสา รุ่นใหม่ เพื่อทำการประมูล  และจำหน่ายพระบรมฉายาลักษณ์ และงานศิลปะในงาน นำเงินรายได้มอบให้มูลนิธิ มอบด้วยใจให้ด้วยรัก” วชิรพยาบาล ช่วยระดมทุนหาซื้อเครื่องมือเพทย์ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต ผู้ป่วยฉุกเฉิน และผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อน ให้ผู้ป่วยทุกรายมีโอกาสเข้าถึงในการรักษาโดยไม่จำกัด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว คนที่รักต่อไป

ภายในงานจะจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ และผลงานทั้งหมดกว่า 60 ชิ้นงาน จากศิลปินหลายแขนง  อาทิเช่น งานภาพพิมพ์ งานเพ้นท์ เท็กซ์ไทล์ เซรามิคอาร์ต  โดยศิลปินชื่อดัง อาทิ ไพโรจน์ ธีระประภา ศิลปินศิลปาธรคนแรกใน สาขา เลขศิลป์ หรือกราฟฟิคดีไซน์ ปี 2557โดยมีความโดดเด่นในการออกแแบบฟอนต์หรือตัวอักษรที่มีความเป็นไทยสูง ฟอนต์ “9 Our King” ถือกำเนิดมาเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต โดยภายในงาน“ดอกไม้ของพ่อ” จะเป็นครั้งแรก ที่ใช้ฟอนต์ “9 Our King”อย่างเป็นทางการ

ไกรศักดิ์ จิรชัยสกุล ศิลปินภาพพิมพ์ Mezzotint ที่ทำงานภาพพิมพ์ในหลวง ไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติ ที่แคนาดา BIECTR (The 8th Biennale International D’estamp Contemporaine de troiis-rivers)

ดอกไม้ของพ่อ “A flower of King Rama 9”

        ประวีณ เปียงชมภู เป็นศิลปินภาพพิมพ์ไทย รุ่นใหม่ที่กวาดรางวัลมาแล้วจาก งาน Bienale ทั่วโลก ในงานนี้ ประวีณ สร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมาใหม่ เพื่องานนี้โดยเฉพาะถึง 2 รูปด้วยกัน คือ รูปพระบรมฉายาลักษณ์ และดอกไม้ของพ่อ

ศิรินภา ทองสุข หนึ่งในผู้ก่อตั้งJojokobe สตูดิโอภาพพิมพ์ Silk Screen ที่จังหวัดเชียงใหม่   ศิลปินอารมณ์ดี ที่มาร่วมแสดงความจงรักภักดี ด้วยงานภาพพิมพ์ที่นำแบบพระพักตร์มาจากธนบัตร มาใช้เป็นต้นแบบในการทำภาพพิมพ์ เพื่อบอกเล่าว่าแท้จริงแล้วพระองค์ท่านอยู่ใกล้กับชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด

ดอกไม้ของพ่อ “A flower of King Rama 9”ดอกไม้ของพ่อ “A flower of King Rama 9”

นอกจากนี้ ยังมีศิลปินจิตอาสาแขนงอื่นๆ เกือบ 30 ชีวิต เช่น น.ชาญปรีชา จันทรจำนง ชาญปรีชาน อดีตศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักประจำวชิรพยาบาล และศิลปินวาดภาพสีน้ำมันแนว Impressionist

มินชญา ชโยสัมฤทธิ์  ผู้ก่อตั้งสตูดิโอภาพพิมพ์ The Archivist  กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย เจ้าของ C.A.P Studdio ( ART ON PAPER CHIANGMAI ) มิก ณัฐพล หนึ่งในผู้ก่อตั้ง CHARM-LEARN Studioศิลปินร่วมสมัยที่มีจิตตั้งใจทำความดีถวายพระองค์ท่านอีกหลายๆท่าน

ดอกไม้ของพ่อ “A flower of King Rama 9”

ภายในงาน ยังมีการจัดดอกไม้ในสไตล์ IKEBANA จากศิลปินจิตอาสา เพื่อสื่อแทนความดีที่เหล่าศิลปินร่วมใจกันจัดนิทรรศการ และแสดงความระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน “ดอกไม้ของพ่อ” (A flower of King Rama 9) ได้ตั้งแต่วันที่ 7-31 ตุลาคม 2560 ณ ณ โนเบิล เพลินจิต เซลล์ แกลเลอรี่ (สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต ใกล้อาคาร Wave Place) ซึ่งจะจัดกิจกรรมประมูลผลงานศิลปะ นำเงินรายได้มอบให้มูลนิธิ มอบด้วยใจให้ด้วยรัก” ในวันที่ ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป 

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ คุณ วราภรณ์ พวงไทย โทรศัพท์ 094-659-4924  หรือติดตามข้อมูลงานได้ที่  https://www.facebook.com/GOODfortheGOOD/

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297573

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

11 ประเทศ, ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2560, ประจำปี, 2560

เผยโฉมครู 11 ประเทศอาเซียนและติมอร์-เลสเต รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2560 เข้ารับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 11 ต.ค.นี้

       เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 60  ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) แถลงข่าวเปิดรายชื่อครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2560

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลพระราชทานระดับนานาชาติเพื่อเชิดชูเกียรติครูดีเด่นในอาเซียนและติมอร์-เลสเต 11 ประเทศ และเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักการศึกษาผู้ทรงพระปรีชาและทรงมีคุณูปการต่อการศึกษาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ดำเนินการโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องซึ่งจะมีการคัดเลือกสุดยอดครู ประเทศละ 1 คน เป็นเวลา 2 ปีครั้ง

สำหรับครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2560 ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา มีรายนาม ดังนี้

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

มาดามลิม ชง โงว

1. มาดามลิม ซง โงว เนการาบรูไนดารุสซาลาม  ครูสอนวิชาเคมี ระดับ A-level ที่วิทยาลัยดูไลเพนกิรัน มูด้า อัล-มูตาดี บิลลา (DuliPengiran Muda Al-Muhtadee Billah College) เป็นครูผู้ดึงศักยภาพลูกศิษย์ทำให้ทุกคนมีตัวตนในชั้นเรียนและเปิดใจที่จะเรียนรู้จนมีคะแนนในระดับที่สูง และยังเป็นครูพี่เลี้ยงแก่ครูในระดับประเทศ มีประสบการณ์การทำงาน 27 ปี ได้รับรางวัลเกียรติยศ Excellent Award ในปี 2555 จากสุลต่านแห่งบรูไนดารุสซาลาม

 

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

นางดี โส พอน

2.  นางดี โส พอน ราชอาณาจักรกัมพูชา ครูสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนประถมคุมร็อกร่อง(Kumroukrong) ครูผู้สร้างบรรยากาศการสอนให้เป็น “ห้องเรียนแห่งความสุข” ทำให้นักเรียนกล้าตอบคำถามภาษาอังกฤษ โดยดึงครอบครัว โรงเรียน และชุมชนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้เพราะเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยสร้างอนาคตของลูกศิษย์และประเทศ  ผลสำเร็จจากเป็นครูมา 20 ปี จึงได้รับรางวัลสมเด็จเดโช ในปี 2560

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

นายเอนชอน ระมัน

3.  นายเอนชอน ระมัน สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา โรงเรียนประถมศึกษาเมกาวังงี(Mekarwangi Public Elementary School) นับเป็นครูนักพัฒนาการศึกษาของอินโดนีเซีย ในฐานะผู้ฝึกอบรมโรงเรียนระดับมาตรฐานของประเทศ เป็นผู้เขียนตำราเรียนระดับประถมศึกษา จนเป็นแรงบันดาลใจแก่ครูในชวาตะวันตก และได้รับรางวัลครูผู้สอนดีเด่นในระดับชาติ

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

นางคูนวิไล เคนกิติสัก

4.  นางคูนวิไล เคนกิติสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครูใหญ่โรงเรียนประถมศึกษาทองคัง (Thongkang school) กรุงเวียงจันทร์ นักบริหารจัดการโรงเรียนยอดเยี่ยม บริหารโรงเรียนขนาดเล็กอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการหลอมรวมการมีส่วนร่วมของครูและชุมชน ส่งผลการพัฒนานักเรียนอย่างมีคุณภาพ

 

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

มาดามฮัจญะห์ ซารีปะ บินดี เิอิมบง

5. มาดามฮัจญะห์ ซารีปะ บินดี เอิมบง ประเทศมาเลเซีย ครูสอนทักษะชีวิต คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ โรงเรียนมัธยมอิมเทียส ยายาซัน ทีแรงกานู (ImtiazYayasanTerengganu High School) นับเป็นครูผู้สร้างนักนวัตกรรมรุ่นใหม่ ด้วยการดึงความรู้ในห้องเรียนสู่การออกแบบนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน จนผลงานของลูกศิษย์ได้รับรางวัลทั้งในระดับชาติและนานาชาติ

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

ครูทัน ทุม

6. นายทัน ทุม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ครูสอนภาษาอังกฤษและหลักสูตรร่วมระดับมัธยมโรงเรียน เมืองยัวดายี แคว้นซาเกรง ได้รับรางวัลการสอนดีเยี่ยมในการส่งเสริมเด็กระดับ 9 สอบผ่านภาษาอังกฤษทั้งระดับรัฐและภูมิภาคเป็นประจำทุกปี ด้วยวิธีการสอนที่ใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการปลูกฝังทักษะชีวิตและคุณธรรม

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์ดร.เฮซุส อินสิลาดา

7.  ดร. เฮซุส อินสิลาดา  สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เจ้าหน้าที่ด้านการศึกษา โรงเรียนมัธยมแห่งชาติอัลคาเด กูสทีโล(Alcarde Gustilo Memorial National High School) ผู้สร้างการเรียนรู้แบบองค์รวมบนวิถีทางวัฒนธรรม และนักประพันธ์ภาษาถิ่น เพื่อปลุกความภูมิใจในความเป็นคนฟิลิปปินส์ท้องถิ่น

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

มาดามสะรับจิต คอร์ บุตรีฮาร์ดิปซิงห์

8.  มาดามสะรับจิต คอร์ บุตรีฮาร์ดิปซิงห์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ครูสอนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนประถมแอนเดอสัน ผู้ปลดปล่อยศักยภาพเด็กหลังห้อง สู่การมีทัศนคติการเรียนรู้เชิงบวกความเป็นครูผู้อุทิศตน สนใจความต้องการของเด็กทั้งการเรียนและพฤติกรรม จึงเข้าถึงจิตใจเด็ก ผู้ปกครองและเพื่อนร่วมงาน และได้รับยกย่องในรางวัล Excellent Service Award ปี 2557

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

นางลีโอโปลดีนา โจนา กูเตเรส

9. นางลีโอโปลดีนา โจนา กูเตเรส สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ผู้อำนวยการโรงเรียนศูนย์กลางประถมศึกษาเซนโฮเซ (S.Jose Basic Education Central School) ซึ่งมีโรงเรียนสาขาอีก 7 แห่งนับเป็นครูนักบริหารจัดการทรัพยากรเป็นเลิศ โดยการเชื่อมประสานการสนับสนุนจากภายนอก ทำให้ความห่างไกล ไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนาโรงเรียน

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

นางฟาน ถิเหนือ

10.  นางฟาน ถิหนือ  สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ครูสอนภาษาอังกฤษ และหัวหน้าหมวดประชาสัมพันธ์และความสัมพันธ์ต่างประเทศโรงเรียนมัธยมชั้นนำเลอกวิดง (Le Quy Don Gifted School) เมืองดานัง นับเป็นครูภาษาอังกฤษและนักเชื่อมความสัมพันธ์ต่างประเทศ ผู้สร้างโอกาสเปิดพรมแดนการเรียนรู้ของลูกศิษย์ในต่างแดน

11 ครูรางวัลเจ้าฟ้า ปี 60 ผู้เปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์

นายจิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง

และ11. นายจิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง ประเทศไทย ครูเชี่ยวชาญ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี จ.นนทบุรีครู ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล บุกเบิกการสอนไอซีทีและนวัตกรรมหุ่นยนต์ในโรงเรียนมากว่า 32 ปี และเป็นผู้ให้โอกาสแก่เด็กกลุ่มเสี่ยงด้วยใจรัก จนลูกศิษย์ประสบความสำเร็จทั้งในเวทีระดับชาติและนานาชาติ

“รางวัลนี้ถือเป็นทุนเริ่มต้นของการทำงานเพื่อพัฒนาการศึกษา ครูเหล่านี้เป็นครูที่สังคมเชื่อถือให้การยกย่อง ผมเรียกว่าเป็นครูที่มีทุนทางสังคมสูง การที่จะได้ครูรางวัลมาช่วยกันพัฒนาการศึกษาก็เชื่อได้ว่าจะช่วยให้ประเทศพัฒนาดีขึ้น  ซึ่งที่ผ่านมามูลนิธิฯ ได้ร่วมกับครูที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2558  ตลอดจนครูไทยที่ได้รับรางวัลอื่น ๆ เช่น รางวัลครูคุณากร ครูยิ่งคุณ  จำนวน 160 คน ในการขยายผลการพัฒนาการศึกษา ทั้งการสนับสนุนให้ครูเป็นวิทยากรในประเทศตนเอง มีการจัดประชุมวิชาการให้ครูทั้ง 11 ประเทศได้มาแลกเปลียนเรียนรู้ เทคนิคการสอน มีการศึกษาดูงานร่วมกัน ส่วนครูไทยก็มีการจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนครู อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับคณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ เพื่อขอให้ครูไทยกว่า 100 คนนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างครูรุ่นใหม่ด้วย “ดร.กฤษณพงษ์ กล่าว

ดร.กฤษณพงษ์ กล่าวต่อไปว่า  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ จะเสด็จเป็นองค์ประธานพิธีมอบรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ในวันที่ 11 ตุลาคม 2560 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยครูจะได้รับพระราชทานรางวัล ประกอบด้วย เหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร โล่ เข็มเชิดชูเกียรติทองคำ และเงินรางวัล รางวัลละ 10,000 เหรียญสหรัฐ

——————-

เปิดตัว“จิรัฏฐ์” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนที่ 2

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

พสกนิกรชาวไทยร่วมใจเปลี่ยนโปรไฟล์ถวายอาลัยในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297564

พสกนิกรชาวไทยร่วมใจเปลี่ยนโปรไฟล์ถวายอาลัยในหลวง ร.9

ถวายอาลัย, ในหลวงร9

พสกนิกรชาวไทยร่วมใจถวายอาลัยแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมร่วมใจเปลี่ยนโปรไฟล์ ในโซเซียลมีเดียเป็นขาวดำ หรืออัพเดทภาพที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่าน ตลอดเดือนตุลาคม

            เดือนแห่งความทรงจำครบ 1 ปี ของการจากไปและใกล้เข้าสู่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 26 ตุลาคม 2560

เหล่าพสกนิกรชาวไทยทุกคนต่างพร้อมร่วมใจกันแต่งกายชุดดำ  และเปลี่ยนโปรไฟล์ ในโซเซียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เฟสบุ๊ค ทวิสเตอร์  อินสตรา แกรม หรือไลน์ ด้วยภาพขาวดำ หรืออัพเดทภาพที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่าน

พสกนิกรชาวไทยร่วมใจเปลี่ยนโปรไฟล์ถวายอาลัยในหลวง ร.9

พสกนิกรชาวไทยร่วมใจเปลี่ยนโปรไฟล์ถวายอาลัยในหลวง ร.9พสกนิกรชาวไทยร่วมใจเปลี่ยนโปรไฟล์ถวายอาลัยในหลวง ร.9พสกนิกรชาวไทยร่วมใจเปลี่ยนโปรไฟล์ถวายอาลัยในหลวง ร.9

เดือนแห่งความทรงจำครบ 1 ปี ของการจากไปและใกล้เข้าสู่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 26 ตุลาคม 2560  ประชาชนทุกคนสามารถปฎิบัติได้ดังนี้

พสกนิกรชาวไทยร่วมใจเปลี่ยนโปรไฟล์ถวายอาลัยในหลวง ร.9

       สำหรับในการใช้สื่อโซเซียลมีเดีย สามารถปฎิบัติได้ดังนี้ 
ในที่นี้หมายความถึง Website, VDO, Content บน Digital หรือ Social Platform และชิ้นงาน On-line / Digital Material ที่จะจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ในช่วงวันที่ 1-27 ตุลาคม 2560 โดยมีแนวทางให้ปรับรูปแบบการนำเสนอชิ้นงานเพื่อถวายความอาลัยดังนี้

1. ใช้เฉดสีเทา (Grayscale) ระดับ 40% คลุมทั้ง Website, VDO, Content บน Digital หรือ Social Platform และชิ้นงาน On-line / Digital Ad หรือ
2. ปรับสีองค์ประกอบต่างๆ โดยแนะนำให้ใช้โทนสีขาว-เทา-ดำ แทน หรือ
3. ใช้สีหน้าเว็บตามปกติ แต่เพิ่มแถบข้อความหรือสัญลักษณ์ด้านบนของหน้าเว็บ หรือชิ้นงาน On-line / Digital Material เพื่อถวายความอาลัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและความสามารถของแต่ละรายที่สามารถจะดำเนินการได้เป็นสำคัญ

** ขอบคุณเจ้าของสื่อโซเซียลมีเดียทุกๆท่าน และ MAAT

เขียนสวนดาวเรืองบนกำแพงถวายแด่พ่อหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297506

เขียนสวนดาวเรืองบนกำแพงถวายแด่พ่อหลวงร.9

กำแพง, ภาพเขียน, สวนดาวเรือง

มรส. ร่วมกับโรงพยาบาลทักษิณ เขียนภาพสวนดาวเรืองบนกำแพง น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9

        คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี(มรส.)ร่วมกับโรงพยาบาลทักษิณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดโครงการ ดอกดาวเรืองแทนใจถวายแด่พ่อ โดย ผศ.ธีรศักดิ์ ทองนุ้ยพราหมณ์ อาจารย์สาขาจิตกรรม มรส. ได้นำนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมการเขียนภาพดอกดาวเรืองบนกำแพง ณ โรงพยาบาลทักษิณ เมื่อวันที่ 18-24 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา เพื่อให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

วรรณลพ มีมาก อาจารย์สาขาจิตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้นำนักศึกษาจากสาขาวิชาจิตรกรรมมาเขียนภาพดอกดาวเรืองบนกำแพง เพื่อให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

เขียนสวนดาวเรืองบนกำแพงถวายแด่พ่อหลวงร.9

ด้าน น.ส. รัชดาวรรณ เลิศไกร นักศึกษาสาขาจิตรกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เผยว่า ตนและเพื่อนๆภูมิใจมากที่ได้ร่วมกันแสดงถึงความจงรักและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านการวาดภาพสวนดอกดาวเรืองบนกำแพง อีกทั้งยังเป็นการนำความรู้ประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนมาต่อยอดใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297477

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

และทำอะไร, ควรเดินอย่างไร, ระบบการศึกษา, นวัตกรรม, วิจัย, เทคโนโลยี, ไทยแลนด์ 40, Thailand 40, การจะก้าวสู่, Thailand

จุดต่างของระบบการศึกษาไทยกับประเทศอื่นๆ คือการเน้นสร้างรูปแบบมากกว่าสร้างนิสัย เน้นความรู้ในกระดาษมากกว่าหลักคิด การจะก้าวสู่ “Thailand 4.0” ทำได้จริงหรือไม่ ?

      เมื่อกล่าวถึง “Thailand 4.0” เชื่อได้ว่าทุกหน่วยงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชนต่างรับรู้และดำเนินการหลายๆ เรื่อง เพื่อเตรียมพร้อมประเทศก้าวสู่ยุคดังกล่าวให้ได้ ด้วยหวังว่าจะทำให้หลุดพ้นจากกับดัก วิกฤตทั้งหลายที่กำลังประสบพอเจอ

      ทว่าการจะก้าวสู่ “Thailand 4.0” ได้อย่างแท้จริงนั้น ควรเดินอย่างไร? และทำอะไร?

       งานสัมมนาวิชาการ “เทคโนโลยีและคนแบบไหน ถึงจะใช่ Thailand4.0” จัดโดย สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ SIIT อีกหนึ่งกิจกรรมที่จะทำให้ทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน นักศึกษา และประชาชนได้มีความรู้ เข้าใจ เตรียมพร้อมก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

ศ.ดร.สมนึก ตั้งเติมสิริกุล (คนกลางเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกไทด์)

      ศ.ดร.สมนึก ตั้งเติมสิริกุล ผู้อำนวยการ SIIT และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2556 กล่าวว่า การทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ Thailand4.0 ได้นั้น จริงๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องของสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเท่านั้น สายสังคมศาสตร์ต้องมีส่วนร่วม

    ซึ่งตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาล Thailand4.0 จะทำให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยการจะทำให้เกิดความมั่งคั่งและยั่งยืนได้ต้องสร้างนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ ที่สามารถใช้งานได้จริง เพราะอนาคตหากซื้อเพียงอย่างเดียว ประเทศคงอยู่ได้ เราต้องพัฒนานวัตกรรมขึ้นเองด้วย

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

       “ปัญหาของประเทศไทยที่ยังไม่สามารถก้าวสู่Thailand4.0 ได้อย่างเต็มรูปแบบนั้น คือ Research and Development (R&D) หรือการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องปริมาณ เพราะหากดูงานวิจัยของประเทศไทยจะพบว่ามีจำนวนมาก แต่สิ่งที่ขาดคือเรื่องคุณภาพ งานวิจัยของเราส่วนใหญ่ยังอยู่บนหิ้ง ไม่ได้ใช้งานจริง นักวิจัยพัฒนางานวิจัยเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง ไม่ได้มองถึงประโยชน์ของประเทศ มีงานวิจัยอุตสาหกรรมน้อยมาก ส่วนใหญ่มักจะทำงานวิจัยตามไม้บรรทัดที่ผู้อื่นวางไว้ ดังนั้น หากจะทำให้งานวิจัยเกิดเป็นนวัตกรรม และมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต้องเป็นงานวิจัยที่มีความต่อเนื่อง ครบวงจร สู่การนำไปใช้งานได้จริง มีคุณภาพและมีความยั่งยืน”

        ประเทศไทยได้งบวิจัยที่ไม่ได้ต่างจากมาเลเซียมากนัก แต่เมื่อเทียบผลผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) กลับพบว่าเราต่างจากมาเลเซียมาก ศ.ดร.สมนึก กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่สำคัญที่ต้องพัฒนาเร่งด่วน คือ ทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทยไม่มีแผนในการพัฒนากำลังคน ไม่รู้ว่าประเทศ แรงงานต้องการกำลังคนด้านไหน สาขาใด ปล่อยให้มหาวิทยาลัยผลิตบุคลากร ทำหลักสูตรตอบสนองผู้เรียน แต่ไม่ได้บอกว่าอุตสาหกรรมแต่ละประเภทต้องการคนเท่าใด

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

         ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมและภาคปฏิบัติ ยังให้การสนับสนุนงานวิจัยค่อนข้างน้อย วิสัยทัศน์ของภาคอุตสาหกรรมในการทำงานวิจัยมีเพียงเฉพาะในบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น อยากเสนอแนะให้ภาคอุตสาหกรรม บริษัทต่างๆ มีการกำหนด 1-2% ของรายได้ หรือกำไรเป็นเงินสำหรับการทำงานวิจัย เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ในการพัฒนานวัตกรรม สินค้า และบริการ เพิ่มสัดส่วนการทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

         ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญ และไม่ควรมองเพียงการตีพิมพ์อย่างเดียว ที่ผ่านมา มีการพูดถึงการวิจัยและพัฒนาเพื่อก้าวกระโดดสู่ Thailand4.0 แต่ก็ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างทำ การเตรียมเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ต้องเตรียมคนด้วย 

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

ศ.ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคง

         ศ.ดร.ธนารักษ์ ธีระมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ เหมืองข้อมูล โปรแกรมการหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2557 กล่าวว่า ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เศรษฐกิจ ความมั่นคง คน สังคม สิ่งแวดล้อม ระบบบริหาร ซึ่งการพัฒนาคนมีความสำคัญ ยิ่งตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงไป จากครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเล็ก จากเกษตรสู่บริการมากขึ้น จากพิมพ์เดียวเป็นหลากหลาย เปลี่ยนจากกายภาพเป็นไซเบอร์มากขึ้น จากการพบปะทำงานเป็นทีมเป็นทำงานอิสระ จากต้นทุนประสิทธิภาพก่อนปัจจุบันเน้นเทคโนโลยี

     โดยจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้ต้องสร้างคนที่มีทั้งความพอเพียง มีเงิน ระเบียนวินัย และอยู่รอดได้ มีความเชี่ยวชาญและเรียนรู้ ต้องมีทั้งวิชาการและปฏิบัติ

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

         คนในยุค Thailand4.0 ต้องมีระเบียบวินัย มีความยืดหยุด มีความคิดเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม และคิดเรื่องเงิน ซึ่งประเทศต้องมามองว่าอยากได้คนแบบไหน ควรพัฒนาคนแบบไหน ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาคนได้ คือเรื่องการศึกษา เตรียมคนแต่ละช่วงชั้น… สู่ Thailand4.0

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

        ศ.ดร.ธนารักษ์ กล่าวต่อไปว่า ระบบการศึกษาและสังคมแห่งการเรียนรู้ แต่ละช่วงชั้นนั้น จะมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้แตกต่างกันออกไป โดยในระดับประถมศึกษา สิ่งที่ควรเรียน คือ การรู้จักเข้ากับเพื่อน มรรยาทสังคม จิตสาธารณะ สุขภาพ เหตุผล การแสดงออก จินตภาพ ศิลปะ ภาษาเบื้องต้น การสื่อสารเบื้องต้นและคณิตศาสตร์เบื้องต้น ขณะที่มัธยมศึกษาตอนต้น ต้องเรียนคณิตศาสตร์ขั้นต้น วิทยาศาสตร์ กายภาพ วิทยาศาสตร์เคมี วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สังคมศาสตร์ ภาษาและการสื่อสารเบื้องต้น การใช้เหตุผล และการนำเสนอ แสดงออกความคิดเห็น ส่วนมัธยมศึกษาตอนปลาย ต้องเรียนคณิตศาสตร์ขั้นสูง ปรัชญาเบื้องต้น   และระดับมหาวิทยาลัย ควรเรียนรู้เหตุผล ความเชี่ยวชาญ บูรณาการ และการทำงานร่วมกันเป็นทีม

        “จุดต่างของระบบการศึกษาไทยกับประเทศอื่นๆ คือ การเน้นสร้างรูปแบบมากกว่าสร้างนิสัย เน้นความรู้ในกระดาษมากกว่าหลักคิด ทำอย่างไรต้องสอนให้เด็กมีความหลักคิด เน้นการใช้งานได้ทันทีมากกว่าการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เน้นการทำงานเดี่ยวมากกว่าทำงานกลุ่ม ซึ่งหากจะก้าวสู่คนในที่เหมาะสมกับThailand4.0 ได้ควรเริ่มจากการทำให้การศึกษาไทย เป็น 4.0 เพื่อเตรียมพร้อมคนในแต่ละช่วงชั้นเรียนอย่างเหมาะสม ต้องสร้างนักคิด นักสร้างสรรค์ นักปฏิบัติร่วมด้วย”

งานวิจัยไทยขาดคุณภาพยากจะเป็น 4.0

ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช

         ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องกลไกของรัฐและภาคเอกชนที่ไม่สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกันได้ ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2554 สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัยกล่าวว่ารากฐานนวัตกรรม 4.0 คือ สหวิทยาการ หรือการคิดนวัตกรรมในรูปแบบใหม่ๆ รวบรวมหลายสาขา หลายองค์กรเข้าด้วยกัน ซึ่งเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ ต้องเกิดจากงานวิจัยที่มาจากการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างมากที่ต้องเข้ามาร่วมคิดค้น สนับสนุนนักวิจัย ทุน เครื่องมือต่างๆ ดังนั้น ประชารัฐ จึงเป็นการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของรัฐบาล หวังผลบูรณาการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างนวัตกรรม การผลิตที่เน้นมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ต้องสร้างคนที่มีความคิดเป็นนวัตกรรมควบคู่ไปด้วย

0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0

qualitylife4444@gmail.com

จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.กราบพระบรมศพ 24 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297490

จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.กราบพระบรมศพ 24 ชม.

สนามหลวง, กราบพระบรมศพ, ประชาชน, ทีมแพทย์

ศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์ฯ ปรับแผนดูแลประชาชนที่มากราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 เต็มเวลา 24 ชม. ย้ำประชาชนเตรียมพร้อม หากมีโรคประจำตัวควรพกยามาด้วย

        เมื่อวันที่1 ตุลาคม 60 นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข และกรุงเทพมหานคร ที่บริเวณท้องสนามหลวง ว่า  จากการที่สำนักพระราชวังได้ประกาศเลื่อนกำหนดวันสุดท้ายของการกราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ทำให้มีประชาชนเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพเพิ่มขึ้น มีจำนวนประมาณ 60,000 – 70,000 คนต่อวัน รัฐบาลได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง และบริเวณสนามหลวงอย่างดีที่สุด

ดังนั้นศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และสาธารณสุข จึงได้ปรับแผนในการให้บริการ โดยเพิ่มบุคลากรการแพทย์เพื่อให้การดูแลประชาชนที่เจ็บป่วยทั่วไป หรือเจ็บป่วยฉุกเฉินอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนเตรียมจัดหน่วยแพทย์ ชุดแพทย์เคลื่อนที่ และอบรมจิตอาสาด้านการแพทย์ ดูแลผู้มาร่วมงานพระราชพิธี ที่บริเวณรอบมณฑลพิธี 21 จุด และประจำพระเมรุมาศจำลอง-ซุ้มดอกไม้จันทน์ 113 จุด เป็นจุดปฐมพยาบาล ทีมกู้ชีพขั้นพื้นฐานและขั้นสูง พร้อมรถพยาบาล ระบบการส่งต่อ-ส่งกลับผู้ป่วย ตลอดงานพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2560 จนเสร็จสิ้นพระราชพิธี

จัดทีมแพทย์ดูแลปชช.กราบพระบรมศพ 24 ชม.

ทั้งนี้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั้งร้อนอบอ้าว แดดแรง  ฝนตก ประกอบกับช่วงนี้มีประชาชนเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เป็นจำนวนมาก จึงขอแนะนำให้มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ผู้มีโรคประจำตัวควรพกยาประจำตัว ผู้สูงอายุหรือประชาชนที่เดินทางมาคนเดียว ควรเขียนชื่อ สกุล รายละเอียดประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัว โรงพยาบาลที่รักษา เก็บติดตัวไว้ตลอดเวลา พร้อมหมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อญาติ เพื่อเป็นข้อมูลในการดูแลหากเป็นลมหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทั้งนี้ สามารถรับบริการทางการแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลสนามกองทัพบกบริเวณสนามหลวงด้านทิศเหนือ (ตรงข้ามเจดีย์ขาว) หน่วยแพทย์ที่หน้าศาลหลักเมือง และในพระบรมมหาราชวัง หรือโทรสายด่วน 1669, 1646 ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการร่วมการแพทย์และการสาธารณสุข ฯ ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรสาธารณประโยชน์ 31 แห่ง ได้ร่วมกันปฏิบัติงานดูแลผู้เจ็บป่วยตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 จนถึง 30 กันยายน 2560 ให้บริการประชาชนรวมทั้งสิ้น 3,660,594 คน ส่วนใหญ่ร้อยละ 97 เป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และตรวจโรครักษาทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ เป็นไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นต้น นำส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาล 1,545 คน และตรวจประเมินสุขภาพทางจิตโดยทีมสุขภาพจิต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team : MCATT) รวม 5,425 คน

วอน!!“บิ๊กตู่”ดูแลชีวิตความเป็นอยู่”พนักงานมหาวิทยาลัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297474

วอน!!“บิ๊กตู่”ดูแลชีวิตความเป็นอยู่”พนักงานมหาวิทยาลัย”

ไม่จ่ายเงินเดือน 17 และ 15 เต็มตามมติคณะรัฐมนตรี, พนักงานมหาวิทยาลัย, ผศดรรัฐกรณ์  คิดการ, คมชัดลึก, บิ๊กตู่

วอน!! “บิ๊กตู่” ดูแลชีวิตความเป็นอยู่”พนักงานมหาวิทยาลัย”

          1 ต.ค. 60-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และประธานที่ปรึกษาประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อการเลื่อนเงินเดือนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ร้อยละ 6 เนื่องจากทปสท.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสถาบันอุดมศึกษาและพนักงานมหาวิทยาลัยหลายแห่งว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับเลื่อนเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยประจำปี 2560 เพียงร้อยละ 4 ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบกับสถาบันอุดมศึกษา

เนื่องจากหลักการที่เคยปฏิบัติจะได้รับการจัดสรรร้อยละ 6 เท่ากับของข้าราชการ ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งก็ได้ออกระเบียบว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อสำนักงบประมาณปรับลดวงเงินดังกล่าว จึงเกิดความเดือดร้อนกับพนักงานและสถาบันอุดมศึกษาในการปรับขึ้นเงินเดือนให้กับพยักงานดังกล่าวด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 ตนได้รับหนังสือชี้แจงจากนายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ว่าหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดวงเงินการเลื่อนเงินเดือนและค่าจ้างประจำของส่วนราชการไม่เกินร้อยละ 6 ของงบประมาณรายจ่ายที่เป็นเงินเดือนและค่าจ้างประจำ

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งมีอัตราเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ ร้อยละ 70 สำหรับบุคลากรสายวิชาการ และร้อยละ 50 สำหรับบุคลากรสายสนับสนุน ซึ่งเมื่อคิดวงเงินเลื่อนขั้นในจำนวนเดียวกัน จะคิดเป็นร้อยละ 4 ของงบประมาณรายจ่ายที่เป็นเงินเดือน โดยไม่รวมในส่วนของเงินสวัสดิการ และยังให้เหตุผลว่า เพื่อให้การเลื่อนเงินเดือนให้กับบุคลากรของรัฐเป็นไปในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน จึงกำหนดวงเงินการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานไม่เกินร้อยละ 4 ของงบประมาณรายจ่ายที่เป็นเงินเดือน

“ผมคิดว่าทั้งข้อมูลและแนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง ประการแรก ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2542 ให้สถาบันอุดมศึกษาบรรจุอัตราใหม่และอัตราทดแทนข้าราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย โดยให้อัตราเงินเดือน 1.7 เท่าและ 1.5 เท่าของอัตราเงินเดือนข้าราชการสำหรับพนักงานสายวิชาการและสายสนับสนุนตามลำดับ แต่พนักงานจะไม่ได้รับ “สวัสดิการการรักษาพยาบาลและบำเหน็จบำนาญ”ผศ.ดร.รัฐกรณืระบุ

ประการที่สอง หลักการที่กำหนดวงเงินสำหรับการเลื่อนเงินเดือนประจำปีร้อยละ 6 กลุ่มที่เงินเดือนมากก็ควรได้รับการจัดสรรวงเงินมากตามกรอบ หากสำนักงบประมาณและรัฐบาลคิดเช่นนี้จะเป็นการทำลายระบบความก้าวหน้า ขวัญและกำลังใจของบุคลากรภาครัฐ เหมือนกับกรณี ที่รัฐบาลปรับขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการและพนักงานร้อยละ 4 เมื่อปี 2557 ที่ขึ้นให้เฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อย โดยเอาตำแหน่งเป็นเกณฑ์ แต่ไม่ได้พิจารณาบนพื้นฐานความเป็นจริง เช่น กรณีสายวิชาการ คนที่มีตำแหน่งทางวิชาการ ผศ.รศ.ศ. หรือชำนาญการพิเศษขึ้นไปไม่ปรับให้ ทั้งที่หลายคนมีตำแหน่ง ผศ.รศ หรือชำนาญการพิเศษ แต่กลับได้รับเงินเดือนน้อยกว่าตำแหน่งอาจารย์ หรือชำนาญการ ซึ่งขัดกับนโยบายที่ต้องการพัฒนาอาจารย์ให้เข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ แต่เมื่อเขาได้ตำแหน่งแล้วรัฐบาลกลับไม่เหลียวแล

ผศ.ดร.รัฐกรณื  กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัยยังมีอีกมากมาย ทั้งเรื่องการไม่จ่ายเงินเดือน 1.7 และ 1.5 เต็มตามมติคณะรัฐมนตรี หลายสถาบันไปหักไว้ 0.2-0.3 บ้าง รวมทั้งสถานะของพนักงานมหาวิทยาลัยที่ “ไม่ใช่ทั้งข้าราชการ ไม่ใช่ทั้งลูกจ้าง” เพราะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายประกันสังคม แต่กลับไม่อยู่ในการคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน ดังนั้นหากท่านนายกรัฐมนตรี ต้องการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศ ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องหันมามองชีวิตพนักงานมหาวิทยาลัย ทีถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาประเทศอย่างจริงจังเสียที

ชวนลูกหลาน “ครับ/ค่ะ”สร้างสุขคนสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297473

ชวนลูกหลาน “ครับ/ค่ะ”สร้างสุขคนสูงอายุ

คนสูงอายุ, วัยเกษียณ, สร้างคุณค่า, สร้างสุขภาพ, สร้างกิจกรรม, ครับค่ะ, 3 สร้าง, กรมสุขภาพจิต, สร้าง, ได้แก่, ลูกหลาน

กรมสุขภาพจิต แนะวัยเกษียณ ใช้ “3 สร้าง” ได้แก่ สร้างคุณค่า-สุขภาพ-กิจกรรม ให้ตนเองมีความสุข พร้อมชวน ลูกหลาน “ครับ/ค่ะ”ช่วยสร้างสุข ไม่ทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นภาระ

       น.อ.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ทุกวันที่ 1 ตุลาคมเป็นวันผู้สูงอายุสากล และถือว่าเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้เกษียณอายุ ซึ่งขอให้มองว่า เกษียณแล้วใช่ว่าจะกลายเป็นคนชราไปทันที ให้ถือเป็นโอกาสที่จะได้ทำสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่อยาก ทํา ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว อยู่กับตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญเป็นช่วงเวลาของการสร้างสรรค์สิ่งดีงามและคุณค่าให้กับสังคมได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกษียณอายุ หากไม่สามารถปรับตัว ปรับใจ หรือไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมมาก่อน อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตขึ้นได้

เนื่องจากการเกษียณอายุ เป็นเหมือนการเปลี่ยนแปลงชีวิตแบบเฉียบพลัน ทุกวันจันทร์เคยต้องไปทำงาน แต่ไม่ต้องไปแล้ว ทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ สิ่งที่กระทบแน่ๆ คือ เรื่องรายได้ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดความเครียด กับอีกส่วนหนึ่งคือการเปลี่ยนสถานภาพทางสังคม จากบุคคลที่เคยมีบทบาทหน้าที่ มีคนเคารพยกย่อง พอเกษียณตำแหน่งเหล่านั้นไม่มี กลายเป็นเพียงคนธรรมดา เมื่อไม่มีการเตรียมความพร้อม ปรับตัวไมได้ ย่อมทำให้ยิ่งรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของตัวเองแย่ลง บางคนจึงอาจมีภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อม ต้องยอมรับ ไม่ยึดติด อย่าคิดว่าจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ทำตัวเองให้เป็นคนที่น่ารัก น่าเคารพ ถึงแม้ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรแล้วก็ยังสามารถเป็นพี่ให้กับน้องๆ ได้เสมอ เป็นต้น

อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้แนะแนวทางสร้างสุขสำหรับวัยเกษียณ ด้วยหลัก 3 สร้าง ได้แก่ 1.สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองและผู้อื่น ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ทำความสำเร็จเล็กๆ ให้ได้ในแต่ละวัน และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ 2.สร้างสุขภาพกายและใจให้ตนเอง ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ฝึกจิต ฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้สดใส เมื่อใดรู้สึกหดหู่ เหงา เศร้า ไม่สดชื่น ต้องรู้ตัว รีบปรับตัว อยู่กับคนที่รัก ไปพบเพื่อนฝูง พูดคุยปรึกษาปัญหา ทำกิจกรรมที่ชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าทำทุกอย่างแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ และ    3. สร้างกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมในบ้านและนอกบ้าน จะทำคนเดียวหรือเป็นกลุ่มก็ได้ เช่น งานบ้าน งานสวน เข้าชมรม เล่นกีฬา ออกกำลังกาย ตามความชอบความพอใจ รสนิยม และบริบทการใช้ชีวิต เพื่อให้สมองได้ถูกใช้งาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ลูกหลานและคนรอบข้างก็ต้องปรับตัว ปรับใจ และช่วยกันทำให้ผู้เกษียณมีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า สร้างความเชื่อมั่นให้กับท่าน ไม่ทำให้ท่านรู้สึกว่าเป็นภาระของสังคม แต่เป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่สามารถช่วยสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นได้ ควรให้ความเคารพยกย่อง เชื่อฟังในสิ่งที่ท่านอบรมสั่งสอน ให้ท่านมีโอกาสทำในสิ่งที่ต้องการ ไม่ทอดทิ้งให้อยู่ลำพัง พาไปทำกิจกรรม หรือพาไปเที่ยวบ้างตามโอกาส ทั้งนี้ เวลาสื่อสารกับท่าน ก็ควรใช้ภาษา “ครับ” หรือ  “ค่ะ”  โดยหลีกเลี่ยงคำว่า “ไม่ได้หรอกครับ/ไม่ได้หรอกค่ะ” ตลอดจน เวลาท่านสอนหรือพูดบ่น ก็ควรฟัง อย่าหนีไปไหน และเห็นด้วยกับท่านบ้าง เพียงเท่านี้ก็ทำให้วัยเกษียณสุขทั้งกายสุขทั้งใจแล้ว อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

เจ๋ง!!ช่างเชื่อมอาชีวะคว้ารางวัลแข่ง WELDCUP 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297458

เจ๋ง!!ช่างเชื่อมอาชีวะคว้ารางวัลแข่ง WELDCUP 2017

WELDCUP 2017, แข่งทักษะช่างเชื่อมเยาวชน, อาชีวะ, ช่างเชื่อม, 4 นักศึกษาสาขาช่างเชื่อม, WELDCUP, 2017, คว้ารางวัล, เหรียญทอง, เหรียญเงิน

สอศ.ปลื้ม 4 นักศึกษาช่างเชื่อม คว้ารางวัล 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน ในการแข่งขันทักษะงานเชื่อมเยาวชนนานาชาติ WELDCUP 2017 โดยเข้าร่วมแข่งเป็นปีแรก

       ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า นักศึกษาช่างเชื่อมอาชีวะ ประสบความสำเร็จสุดยอดคว้าแชมป์โลก งานเชื่อมเยาวชนนานาชาติ ในการแข่งขันทักษะงานเชื่อมเยาวชนนานาชาติ (Zeitplan Yung Welding Competition 2017) “WELDCUP 2017” จัดขึ้นเป็นประจำทุก 4 ปี ในปีนี้จัดที่เมืองดุสเซสดอร์ฟ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเวทีนี้เป็นปีแรกที่สมาคมช่างเชื่อม สอศ.นำทีมนักศึกษาไปเข้าแข่งขัน โดย สมาคมการเชื่อมสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี DVS German welding Society เป็นผู้ดำเนินงานจัดการแข่งขัน ซึ่งเยาวชนไทยได้รับรางวัลชนะเลิศ 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และเหรียญทองประเภทคะแนนรวมสูงสุด จากการแข่งขัน 4 ประเภท ได้แก่ ทักษะงานเชื่อมไฟฟ้า ทักษะงานเชื่อมแมก ทักษะงานเชื่อมทิก และทักษะงานเชื่อมแก๊ส

เจ๋ง!!ช่างเชื่อมอาชีวะคว้ารางวัลแข่ง WELDCUP 2017

ดร.สุเทพ กล่าวต่อว่า การแข่งขันทักษะช่างเชื่อมเยาวชนนานาชาติ (Zeitplan Yung Welding Competition 2017) “WELDCUP 2017” ครั้งนี้ มีผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ 16 ประเทศ จากการแข่งขัน 4 ประเภท ได้แก่ ทักษะงานเชื่อมไฟฟ้า ทักษะงานเชื่อมทิก ทักษะงานเชื่อมแมก และทักษะงานเชื่อมแก๊ส แบ่งเป็นประเภทเดี่ยว และประเภททีม ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน จะต้องเชื่อมชิ้นงาน 3 ชิ้น ตามที่ WPS กำหนด ซึ่งมีทั้ง Fillet Weld T-Joint, Groove-Weld Butted Joint และ Pipe Joint โดยต้องเชื่อมให้เสร็จ 3 ชิ้น ภายใน 2 ชั่วโมง และประเภททีม การให้คะแนน มี 3 วิธี คือ Visual Test , Fillet Break Test และ Radiographic Test

สำหรับนักศึกษาที่ได้รับรางวัลประกอบด้วย 1.นายศรัณต์พงษ์ ติสสานนท์ นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสิชล ผู้เข้าแข่งขันทักษะงานเชื่อมไฟฟ้า รางวัลเหรียญทอง 2.นายธนัช พัฒนพูนผล นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคน่าน ผู้เข้าแข่งขันทักษะงานเชื่อมแมก รางวัลเหรียญทอง 3.นายอุเทน ผัดอ่อนอ้าย นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคตาก ผู้เข้าแข่งขันทักษะงานเชื่อมทิก รางวัลเหรียญทอง และ4.นายธนัตย์ อินเลี้ยง นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก ผู้เข้าแข่งขันทักษะงานเชื่อมแก๊ส รางวัลเหรียญเงิน ซึ่งนักศึกษาที่เข้าร่วมแข่งขันได้รับรางวัลชนะเลิศ 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และเหรียญทองประเภทคะแนนรวมสูงสุด

เจ๋ง!!ช่างเชื่อมอาชีวะคว้ารางวัลแข่ง WELDCUP 2017

ดร.สุเทพ กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสมาคมครูและผู้ประกอบการวิชาชีพช่างเชื่อม ภาคเอกชน อาทิ บริษัท อาร์ พี เอสซัพพลาย จำกัด บริษัท ภูสุวรรณอินเตอร์เทรด จำกัด และบริษัท มิตรเจริญเคเบิ้ลเวิร์ค จำกัด นายวัชรพงษ์ มุขเชิด กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และดร.บวรโชค ผู้พัฒน์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่มีส่วนให้การสนับสนุนการฝึกซ้อม และฝึกอบรมทักษะงานเชื่อม ให้กับนักศึกษา

การแข่งขันทักษะงานเชื่อมเยาวชนนานาชาติ จึงเป็นการฝึกทักษะฝีมือระดับชาติ ที่มีส่วนในการยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษา ได้รับการพัฒนาทักษะวิชาชีพ นอกจากการเรียนการสอนในห้องเรียน ช่วยสร้างเสริมประสบการณ์วิชาชีพ ความรู้ ทักษะ และความพร้อม ความเชื่อมั่น ให้กับครู และนักศึกษา ในการนำความรู้ไปประกอบอาชีพ รวมทั้งตลาดแรงงานระดับอุตสาหกรรม และงานก่อสร้างมีความต้องการช่างเชื่อม ที่มีทักษะวิชาชีพ มีคุณภาพ เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ สอศ.นักศึกษา และทีมงานตัวแทนเยาวชนไทย จะเดินทางถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม 2560 เวลา 08.00 น. ณ สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสายการบินเอมิเรตส์แอร์ไลน์

เตือนผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ระวังข้ออักเสบ อันตรายถึงพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/297411

เตือนผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ระวังข้ออักเสบ อันตรายถึงพิการ

โรคสะเก็ดเงิน

“โรคสะเก็ดเงิน” เป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มักเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

        “โรคสะเก็ดเงิน” ทำให้มีการอักเสบร่วมกับมีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วผิดปกติ จนเป็นผื่นผิวหนังมีอาการแดง ขุยหนา และคัน ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งโรคที่อาจก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้อย่างหลากหลายหากว่าผู้ป่วยละเลยต่อการดูแลตนเอง โดยหนึ่งในโรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือ “โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน” ซึ่งมีข้อมูลว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินมากถึงร้อยละ 30 มีอาการแทรกซ้อนเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน ซึ่งช่วงอายุของผู้ป่วยที่พบได้บ่อยคือ 30-50 ปี ในอัตราเฉลี่ยที่เท่ากันทั้งเพศหญิงและชาย ด้วยเหตุนี้การให้ความสำคัญต่อการสังเกตและดูแลตนเองเพื่อลดอัตราเสี่ยงจากโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจึงนับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรหมั่นสังเกตและให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น

รศ. พญ.ปวีณา เชี่ยวชาญวิศวกิจ สาขาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่มีการอักเสบของข้อต่อรวมกับผื่นผิวหนังของโรคสะเก็ดเงินไปพร้อมกัน ทั้งยังคาดว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และการติดเชื้อบางอย่าง เป็นต้น

เตือนผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ระวังข้ออักเสบ อันตรายถึงพิการ

 โดยอาการสำคัญของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

  1.  ข้อรยางค์อักเสบ ได้แก่ ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อมือ เข่า ผู้ป่วยจะมีอาการปวด บวม ทำให้ต้องเคลื่อนไหวข้อลดลง มักมีอาการข้อฝืดขยับยากตอนเช้า และเมื่อขยับข้อหลายครั้ง อาการปวดขัดจะค่อยๆ น้อยลง
  2. เส้นเอ็นหรือกระดูกที่ยึดเกาะเส้นเอ็นอักเสบ ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ เอ็นร้อยหวายใต้ฝ่าเท้า หากข้อนิ้วยึดติดร่วมกับเส้นเอ็นรอบข้อที่อักเสบก็จะสังเกตได้ว่าบริเวณข้อนั้นๆ จะมีลักษณะรูปร่างคล้ายๆ ไส้กรอก
  3. กระดูกสันหลังหรือข้อกระเบนเหน็บอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังเมื่อนั่ง นอน หรืออยู่นิ่ง เป็นเวลานาน รู้สึกหลังฝืดตึงขยับยากในตอนเช้า และอาการจะดีขึ้นเมื่อขยับหรือเคลื่อนไหวหลัง หรือ มีอาการปวดก้นบริเวณข้างซ้ายและสลับไปข้างขวา เป็นต้น

อาการของโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน จะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยด้วยอาการปวดอักเสบที่มากจนรบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเมื่อปล่อยให้มีอาการเรื้อรังในระยะยาว ด้วยการละเลยต่อการรักษา การรับการรักษาที่ไม่เหมาะสมก็จะส่งผลให้ข้อติดกัน ข้อถูกทำลาย ทั้งในข้อประเภทรยางค์และข้อกระดูกสันหลัง จนก่อให้เกิดความพิการตามมาได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

เตือนผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ระวังข้ออักเสบ อันตรายถึงพิการ

     “ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินสามารถตรวจสอบตนเองได้ง่ายๆ ว่ามีอาการเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินได้จาก คำถามทดสอบ 3 ข้อ ดังนี้ 1. ต้องตื่นกลางดึกเนื่องจากอาการปวดหลังส่วนล่าง 2. ข้อมือและนิ้วบวมหรือเคยมีอาการบวม และ 3. มีอาการปวดหรือเคยปวดบริเวณส้นเท้า กรณีผู้ป่วยเคยมีอาการใด อาการหนึ่งจากใน 3 ข้อนั้น ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้รักษาทันที เพื่อจะได้รับคำแนะนำสู่ขั้นตอนการักษาที่ถูกต้องโดยจะมีทั้งการรักษาด้วยยาลดการอักเสบและอาการปวดข้อ การดูแลตนเองเบื้องต้นผ่านการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของข้อและกล้ามเนื้อ การพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น” รศ. พญ.ปวีณา กล่าวเพิ่มเติม

       นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ญาติ ผู้ดูแล ที่ต้องการทราบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน การดูแล การรักษา หรือรับคำปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด สามารถเข้าร่วมงาน “ศิริราชห่วงใย เข้าใจสะเก็ดเงิน” ซึ่งนอกจากมีข้อมูลที่น่าสนใจแล้วยังมีกิจกรรมถาม-ตอบลุ้นรางวัลอีกมากมายอีกด้วย โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น. –12.00 น. ณ อาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ฟรีที่ 02-411-1531 ในวันและเวลาราชการ