รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนทานตะวัน ทางเลือกทางเสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320353

x

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนทานตะวัน ทางเลือกทางเสริม

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีเพาะต้นอ่อนทานตะวัน อย่างละเอียด ด้วยครับ

สนทยา สุนทรีวัฒน์

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ

ต้นอ่อน และไมโครกรีน เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ มีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายผักที่เน้นเกษตรอินทรีย์ซึ่งผักเหล่านี้ เป็นแหล่งของสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เนื่องจากขณะกำลังจะงอกเมล็ดพืชที่ประกอบไปด้วย แป้ง จะต้องถูกเอนไซม์ภายในตัวของมันเองสลายแป้งเป็นพลังงานให้ต้นอ่อนใช้ในการงอก จึงทำให้ในต้นอ่อนและไมโครกรีนมีเอนไซม์สูงกว่าในผักทั่วไป อีกทั้งยังมีวิตามินเอ บี ซี อี เกลือแร่ รวมถึงแร่ธาตุที่สำคัญ มีกรด
อะมิโน โปรตีน ไฟโตเคมีคัล และใยอาหารจึงจะช่วยชะลอความชรา และป้องกันร่างกายของเราจากโรคเสื่อมทั้งหลาย

การเพาะต้นอ่อนทานตะวันมีวิธีดังนี้

1.เตรียมอุปกรณ์ ภาชนะปากกว้าง หรือกะละมัง ตะแกรงถี่ๆ เมล็ดพันธุ์ทานตะวัน ถาดหรือกระบะสำหรับปลูกดินสำหรับปลูก ที่ปิดคลุมกระบะ และขวดสเปรย์ฉีดน้ำ

2.เตรียมเมล็ดทานตะวัน ให้เลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีอัตราความงอกสูง สะอาด ปราศจากโรค เป็นชนิดที่ไว้สำหรับเพาะ ไม่ผ่านการอบ หรือรมยาทาสี

3.แช่เมล็ดในน้ำสะอาด ทำการคัดเลือกเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง ล้างเมล็ดให้สะอาด หลายๆ ครั้ง แล้วแช่น้ำทิ้งไว้เป็นระยะเวลา 8-12 ชั่วโมง และถ่ายน้ำออก อาจมีฟองอากาศ ล้างให้สะอาด ไม่ต้องขัดเมล็ด เพราะจะทำให้ส่วนที่งอกแล้วเสียหาย

4.บ่มเมล็ด นำเมล็ดใส่ในผ้าสะอาด ควรเป็นผ้าฝ้ายที่เปียกพอชื้น ห่อรัดไว้ 8-12 ชั่วโมง สังเกตดูจะเห็นรากขาวๆ โผล่มาบ้างแล้ว

5.เตรียมกระบะสำหรับปลูก เป็นภาชนะอะไรก็ได้ หรือกล่องโฟม แต่ต้องมีรูระบายน้ำด้านล่าง หลายๆ รู

6.เตรียมดินปลูก ดินต้องร่วนซุ่ยผสมขุยมะพร้าว และแกลบดำเผาลงไปด้วย กรองด้วยตะแกรง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ไม่ให้มีเศษผงปะปน

7.วิธีปลูก โดยนำดินใส่กระบะ ความสูงของดินไม่ต้องมาก ประมาณ1 นิ้ว นำเมล็ดพันธุ์ที่บ่มไว้ มาโรยเบาๆ อย่าขยี้เมล็ด เพราะจะทำให้รากเสียหาย โรยให้ทั่ว อย่าให้เมล็ดทับกัน จากนั้น โรยดินกลบบางๆ ไม่ต้องหนานัก รดน้ำให้ชุ่ม ระวังอย่าให้ดินแฉะมากไป แล้วหาที่ปิดคลุมไว้ เพื่อรักษาความชื้นในกระบะ ฝาที่ใช้เปิดไว้ควรมีการระบายอากาศที่ดี ระหว่างนั้น ให้ดูแลฉีดน้ำพรมให้ทั่ววันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น และให้ปิดทุกครั้ง

8.การดูแลต้นอ่อน เมื่ออายุ 3-4 วัน ให้เปิดฝาออก เพื่อให้ต้นอ่อนได้รับแสงแดด จะเห็นเป็นต้นที่มีใบสีเขียวอ่อน เมื่อใบเริ่มมีสีแตกต่างจากต้น และเก็บผลผลิตได้เมื่ออายุ 7-11 วัน

9.การเก็บผลผลิต ให้รวบต้นอ่อนทีละกลุ่มๆ แล้วตัดรากทิ้งเอาเฉพาะส่วนที่กินได้ โดยใช้กรรไกรขนาดใหญ่ หรือมีดคมๆ ตามแต่สะดวก และไม่ทำให้ต้นช้ำ

การปลูกต้นอ่อนทานตะวัน นับว่าเป็นการใช้เวลาว่างจากงานประจำให้เป็นประโยชน์ที่ดี และเมื่อได้ผลผลิตเหลือกินเหลือแจกแล้ว อาจจะใส่ถุงจำหน่าย และนำไปจำหน่ายที่ที่ทำงาน วางขายตามตลาดนัด เปิดท้ายขายของ ตลาดสดทั่วไป หรือส่งซูเปอร์มาร์เก็ต ก็เป็นอาชีพที่เสริมรายได้ได้ดีเลยทีเดียว

นาย รัตวิ

เข้มบังคับกฎหมายประมงIUU จี้รื้อเกณฑ์โขกภาษีเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320355

เข้มบังคับกฎหมายประมงIUU จี้รื้อเกณฑ์โขกภาษีเกษตรกร

เข้มบังคับกฎหมายประมงIUU จี้รื้อเกณฑ์โขกภาษีเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) และการดำเนินการควบคุมการทำประมงของเรือประมงไทยที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า–ออกเรือประมง ชลบุรี (PIPO) และการตรวจสอบสินค้าประมงนำเข้าจากต่างประเทศทางตู้คอนเทนเนอร์ ที่ด่านตรวจสัตว์น้ำ ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานกระบวนการต่างๆ ของการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายของประเทศไทย

โดยได้ติดตามการดำเนินการควบคุมการทำประมงของเรือประมงไทย ของศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า–ออกเรือประมง ทั้งในด้านการตรวจเข้า-ออกเรือประมง ซึ่งในการดำเนินงานขั้นตอนต่างๆ เจ้าหน้าที่จากสหวิชาชีพที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์ PIPO ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการตรวจเอกสาร ตรวจลูกเรือประมง ตรวจเรือประมงที่จะต้องติด VMS รวมทั้งการตรวจสอบเรือประมงในประเด็นความปลอดภัยสุขอนามัย สวัสดิภาพของคนประจำเรือทั้งขาไปและกลับทุกครั้ง

อีกทั้งยังได้ดูกระบวนการตรวจสอบและอนุญาตให้นำสัตว์น้ำขึ้นท่า การตรวจสอบชนิดและน้ำหนักสัตว์น้ำขึ้นท่า การตรวจประเมินท่าเทียบเรือ การปฏิบัติงานของท่าเทียบเรือ ซึ่งสัตว์น้ำที่จับโดยเรือประมงไทย มีการจัดวางระบบการตรวจสอบย้อนกลับให้ทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงทะเลได้ตลอดสายการผลิต ตั้งแต่สัตว์น้ำที่จับได้ต้องมีการจดบันทึกการทำประมงตามความเป็นจริงทุกครั้ง และมีรายละเอียดของชนิดสัตว์น้ำ ปริมาณสัตว์น้ำ บริเวณที่จับ เครื่องมือทำการประมง และเมื่อนำสัตว์น้ำขึ้นที่ท่าเทียบเรือ จะต้องมีการคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด จนเมื่อมีการซื้อขายสัตว์น้ำจะต้องมีการกรอกข้อมูลชนิดและปริมาณสัตว์น้ำที่ซื้อขายในเอกสารกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ เพื่อให้มีข้อมูลในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ ยังได้ดูกระบวนการตรวจสอบสินค้าประมงนำเข้าจากต่างประเทศณ ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดชลบุรี ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งได้เห็นกระบวนการขั้นตอนการตรวจสอบสินค้าทางตู้คอนเทนเนอร์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องในการอนุญาตนำเข้าสินค้าต่างประเทศ โดยในส่วนของสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการนำเข้าต้องขออนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำ ซึ่งด่านตรวจสัตว์น้ำของกรมประมงจะตรวจสอบเอกสารและสัตว์น้ำ อาทิ Catch Certificate,Certificate of Origin, Customs Clearance, หากข้อมูลถูกต้องจะอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำ หรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำได้ จากนั้นยังได้ดูการตรวจสอบควบคุมสินค้าประมงที่นำเข้าทางตู้คอนเทนเนอร์โดยตรวจสอบด้วยเครื่องเอกซเรย์ และออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้า (Import movement
document : IMD) ให้กับผู้นำเข้าสัตว์น้ำด้วย

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง มีการดำเนินการอย่างเข้มงวดทั้งในเรื่องของการควบคุมการทำประมงของเรือประมงไทย และการตรวจสอบสินค้าประมงนำเข้าจากต่างประเทศทางตู้คอนเทนเนอร์ และประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักให้กับผู้ประกอบการประมงตลอดสายการผลิตให้ความร่วมมือในการทำประมงอย่างถูกกฎหมาย พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยในทุกกระบวนการสินค้าประมงสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดเส้นทาง ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนานาประเทศว่าประเทศไทยมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และมีความมุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้ทรัพยากรประมงมีเพียงพอ และมีความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปในอนาคต” นายลักษณ์ กล่าว

เปิดวิสาหกิจชุมชนแฟร์ ระดมสินค้า5จังหวัดใต้ออกงานศูนย์สิริกิติ์22-25กพ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320349

x

เปิดวิสาหกิจชุมชนแฟร์ ระดมสินค้า5จังหวัดใต้ออกงานศูนย์สิริกิติ์22-25กพ.

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดจัดงาน “วิสาหกิจชุมชนแฟร์ 2018” ระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ รวมทั้งเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าของวิสาหกิจชุมชนให้มากขึ้น

โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการกระบวนการพัฒนาสินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนสู่ Smart Product ที่มีการเชื่อมโยงวัตถุดิบคุณภาพจากการส่งเสริมการเกษตรระบบแปลงใหญ่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่า ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยี นวัตกรรมตามแนวทางThailand 4.0 การมอบรางวัลแก่วิสาหกิจชุมชนที่ชนะเลิศการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2560 การจัดจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชน แนวคิด คือ “Smart Product by วิสาหกิจชุมชน” โดยการนำเสนอสินค้าระดับดีเด่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์มีคุณภาพ และได้รับการรับรองมาตรฐาน จากผู้ผลิตวิสาหกิจชุมชนโดยตรงแก่ผู้บริโภค รวมถึง การเจรจาเพื่อต่อยอดในการทำธุรกิจในอนาคต

นายสุพิทกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้คัดสรร สุดยอดสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพ จากวิสาหกิจชุมชน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง 28 กลุ่ม ร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงานดังกล่าว ประกอบด้วย จ.สงขลา 4 กลุ่ม มีสินค้า อาทิ น้ำบูดูข้าวยำสำเร็จรูป เครื่องแกงสำเร็จรูป ลูกหยีปรุงรส หัตถกรรมใยตาลโตนด, จ.สตูล 2 กลุ่ม สินค้า อาทิ กุ้งแห้งไข่เค็ม กุ้งหวาน กะปิ, จ.พัทลุง 6 กลุ่ม สินค้า อาทิ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม ชาขิงดำผง 100% เครื่องดื่มสามขิงชาขิงดำ ผลิตภัณฑ์จากข้าวสังข์หยด การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกระจูด หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าว เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

จ.ปัตตานี 3 กลุ่ม สินค้า อาทิ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากส้มแขก กล้วยเส้นปรุงรส ข้าวเกรียบผลไม้,จ.ยะลา 7 กลุ่ม สินค้า อาทิ ผลิตภัณฑ์จากลูกหยี ผลิตภัณฑ์จากกล้วยหิน แครกเกอร์ธัญพืชทุเรียน สบู่น้ำผึ้งจิ๋ว, จ.นราธิวาส 3 กลุ่ม สินค้า อาทิ สละอินโด ข้าวเกรียบพืชผักผลไม้ ทุเรียนกวน น้ำมันมะพร้าว และ จ.ตรัง 3 กลุ่ม สินค้า อาทิ ปลากรอบสูตรโบราณ ปลาเค็มแดดเดียว น้ำพริกเนื้อแพะ และฝ้าฝ้ายทอมือ เป็นต้น

สศก.คาดมันสำปะหลัง-ยางพารา ‘ไตรมาสแรก’พาเหรดราคาขยับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320348

x

สศก.คาดมันสำปะหลัง-ยางพารา ‘ไตรมาสแรก’พาเหรดราคาขยับ

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์สินค้ามันสำปะหลังและยางพาราในช่วงไตรมาส 1 มกราคม-มีนาคม 2561 พบว่า ในส่วนของมันสำปะหลัง ปี 2561 คาดว่ามีผลผลิต 28.57 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 8เนื่องจากปีที่ผ่านมาราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น โดยช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดปริมาณ 14.36 ล้านตันคิดเป็นร้อยละ 50

ราคาเดือนมกราคม 2561 หัวมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.01 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 36 สำหรับราคาส่งออกมันเส้นเฉลี่ยตันละ 6,786 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 12 และราคาส่งออกแป้งมันสำปะหลัง เฉลี่ยตันละ 13,795 บาท สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 25 เนื่องจากปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังลดลงจากปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการ

ยางพารา ปี 2561 คาดว่ามีผลผลิต 4.92 ล้านตันยางดิบ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 9 เนื่องจากในทุกภาคปริมาณน้ำฝนเพียงพอ ต้นยางสมบูรณ์ดี โดยช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ผลผลิตจะออกสู่ตลาดร้อยละ 21 ส่วนในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน พื้นที่ส่วนใหญ่หยุดกรีดยาง ผลผลิตจึงมีน้อย และจะเริ่มเปิดกรีดในเดือนพฤษภาคม ซึ่งผลผลิตในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม จะออกสู่ตลาดร้อยละ 8 และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมิถุนายน – ธันวาคม คิดเป็นร้อยละ70 ของผลผลิตทั้งปี

ส่วนราคาที่เกษตรกรขายได้คาดว่าจะสูงขึ้น เนื่องจากในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 เป็นช่วงที่พื้นที่ส่วนใหญ่ใกล้หยุดกรีดยาง และผู้ประกอบการมีความต้องการยางในการส่งมอบ ประกอบกับมีมาตรการแก้ไขปัญหาราคาจากภาครัฐ ทั้งการสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ และสถาบันเกษตรกร, การควบคุมปริมาณผลผลิต และการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งมีมาตรการควบคุมการส่งออก(AETS) ภายใต้สภาความร่วมมือด้านยางพารา 3 ประเทศ (ITRC)

จี้รื้อเกณฑ์โขกภาษีเกษตรกร สภาเกษตรฯร้องขยายเพดานเหมาหักค่าใช้จ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320350

x

จี้รื้อเกณฑ์โขกภาษีเกษตรกร สภาเกษตรฯร้องขยายเพดานเหมาหักค่าใช้จ่าย

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติ มีมติแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบต่อเกษตรกร จากการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 629) พ.ศ. 2560 ซึ่งคณะทำงานได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสรรพากร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มาให้ข้อมูลและร่วมกันพิจารณา

โดยที่ประชุมเห็นว่า ในมาตรา 8ของพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ที่กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายโดยเหมาร้อยละ 60เว้นแต่จะแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น จึงยอมให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็น แต่เกษตรกรมีข้อจำกัดเรื่องการแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ประกอบกับจากข้อเท็จจริงจากข้อมูลเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรปี 2555–2559 ของศูนย์สารสนเทศเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่าเกษตรกรมีค่าใช้จ่ายจริงต่อรายได้เฉลี่ย 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 82.56 ซึ่งใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน(ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ที่กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 80-85 ของเกษตรกรภาคการผลิต ที่ประชุมจึงมีมติให้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาปรับปรุงกำหนดค่าใช้จ่ายดังกล่าวอีกครั้ง

นายสิทธิพรกล่าวต่อว่า สภาเกษตรกรฯได้นำมติของที่ประชุมคณะทำงาน จัดทำข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี คือเสนอให้พิจารณาปรับปรุงกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินของภาคเกษตรกรรม ตามรายการที่ระบุในมาตรา 8กฎหมายดังกล่าว ซึ่งระบุผู้มีเงินได้จากภาคเกษตรกรรม จำนวน 7 รายการ คือการทำน้ำตาล หรือน้ำเหลืองของน้ำตาล, การจับสัตว์น้ำ, การทำเกษตรกรรมประเภทไม้ล้มลุกและธัญชาติ, การอบ หรือบ่มใบยาสูบ, การเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งการขายวัตถุพลอยได้, การฆ่าสัตว์จำหน่าย รวมทั้งการขายวัตถุพลอยได้, และการทำนาเกลือ ซึ่งจากกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายโดยเหมาร้อยละ 60 เป็นกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายโดยเหมาร้อยละ 85 เว้นแต่ผู้มีเงินได้จะแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้นก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร โดยขอให้การพิจารณาปรับปรุงมีผลบังคับใช้ในการยื่นแบบภาษีเงินได้ปีปัจจุบัน เพื่อลดความเดือดร้อนของภาคเกษตรกรรมจากกฎหมายดังกล่าว

‘สมคิด’มั่นใจราคายางขึ้น50บาท/กก. ‘กฤษฎา’โทรจี้อปท.ซื้อยางทำถนนกว่า8หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320333

'สมคิด'มั่นใจราคายางขึ้น50บาท/กก. 'กฤษฎา'โทรจี้อปท.ซื้อยางทำถนนกว่า8หมื่นตัน

‘สมคิด’มั่นใจราคายางขึ้น50บาท/กก. ‘กฤษฎา’โทรจี้อปท.ซื้อยางทำถนนกว่า8หมื่นตัน

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 18.00 น.

12 ก.พ.61 ที่โรงแรมรามากาเดนส์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี  ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อแนวทางความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญการพัฒนาเกษตรเพื่อแก้ไขความยากจน มุ่งเน้นการแปรรูปเพิ่มมูลค่าตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ กว่า 7 พันคน เข้ามาขยายตลาดสินค้าเกษตรด้วยระบบอีคอมเมิร์ซ โดยทีมประชารัฐเข้าไป เพิ่มประสิทธิภาพชุมชนด้วยแนวทางไทยนิยมยั่งยืน  ซึ่งการทำเกษตรยุคใหม่ ต้องใช้การตลาดนำการผลิตโดยเชื่อว่าราคา ข้าว ยาง ปาล์ม จะดีขึ้นกว่าปีก่อน ขอสถาบันเกษตรกรอย่าตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมือง ต้องทำหน้าที่กำหนดทิศทางภาคเกษตรไทย ให้เหมาะสมกับพื้นที่ มีปริมาณผลผลิตที่สมดุลกับตลาดต้องการ ผ่านองค์กรการเกษตร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์

นายสมคิด กล่าวถึงปัญหาราคายางพาราว่า มั่นใจราคาขยับตัวขึ้นไปเกินกว่า 50 บาทต่อกก.ในเดือนนี้ งบประมาณซื้อยางของหน่วยงานต่างกำลังออกมาดูดซับปริมาณยาง 2 แสนตันตามเป้าหมายการใช้ยางในประเทศ

ด้านนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง นายธีระชัย แสนแก้ว อดีตรมช.เกษตรฯ และประธานสภาสถาบันเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศ (สสยท.) เข้าพบว่าได้มาติดตามการใช้ยางในประเทศ สองแสนตัน ซึ่งที่ผ่านมา กยท.เพิ่งซื้อได้ 3.2 พันตัน รวมทั้งไม่เห็นด้วยที่ กยท.เปิดประมูลให้เอกชนมาจัดเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกยาง หรือเงินเซส โดยเห็นตรงกันกับตน ได้ให้ กยท. แก้จุดอ่อนในระบบปัจจุบันก่อนที่ กยท.เก็บเงินเซสที่ด่านศุลกากร เมื่อรู้จุดรั่วไหลก็จะป้องกันได้แน่ นอกจากนี้ สยยท.ได้มาบอกว่ากยท.มีโรงทำยางแผ่นถึง 6 โรง ในภาคใต้ 3 โรง ภาคอีสาน 3 โรง ควรเข้าไปซื้อน้ำยางจากเกษตรกร มาแปรรูปได้แล้วส่งขาย จะช่วยดูดซับตลาดได้ ซึ่งเรื่องนี้ตนยืนยันว่าเพิ่งรู้ครั้งแรกว่ากยท.มีโรงทำยางแผ่น จะเรียกผู้ว่าการยางฯมาถามว่ามีโรงทำยางแผ่นตั้งหลายแห่ง ทำไมจึงไม่ใช่ประโยชน์ รวมทั้งพ.ร.บ.การยาง ได้ระบุให้มีหน่วยธุรกิจ ตนจะให้ผู้ว่าฯไปดูว่าตั้งเป็นบริษัทลูกในการซื้อขายยางในประเทศและส่งออก

“ขณะนี้ราคายาง 47-48 บาท คาดว่าสัปดาห์หน้าหลังจากเทศกาลตรุษจีน ราคาจะขยับขึ้นกว่าต้นทุนของเกษตรกร เพราะในตลาดกลางเชียงไฮ้ ประเทศจีน ปริมาณยางลดลงไปมาก จากมีมาตรการจำกัดการส่งออกของประเทศผู้ผลิตยางไตรภาคี รวมถึงการเร่งรัดใช้ยางจากหน่วยงานรัฐ ที่ต้องส่งยอดความต้องการใช้มาภายในเดือนนี้ ตามที่นายกรัฐมนตรี กำชับมา” นายกฤษฎา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้นนายกฤษฎา ได้โทรศัพท์ประสานกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ทันทีเพื่อให้เร่งรัดการใช้ยางโดยเฉพาะของกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น จากที่แจ้งมา 8 หมื่นตัน นายกฤษฎา กล่าวว่า กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยงานที่ใช้ยางมากที่สุด โดยให้ส่งความต้องการใช้มาโดยเร็วแต่ขณะนี้พบว่ามีความล่าช้าเพราะองค์กรปกครองส่วนถิ่น ในพื้นที่จะต้องแก้ไขทีโออาร์ จากเดิมกำหนดถนนซีเมนต์ แอตฟัลท์ มาเป็นคุณสมบัติทำถนน มาใช้ยางพารา เรื่องนี้ตนจะเร่งประสานกับ รมว.มหาดไทย และอธิบดีกรมปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเร่งรัดให้มีการเริ่มรับซื้อยางจาก กยท.ได้เดือน มี.ค.นี้

นายธีระชัย กล่าวว่าปีนี้ปริมาณผลผลิตยางลดลง ทั้งจากอุทกภัยภาคใต้ ปิดกรีดยางในสวนยางของรัฐ 1 แสนไร่ และเกษตรกร กว่า 1 แสนไร่ ที่ไปทำพืชผสมผสาน ราคาน้ำมันโลกก็ขึ้น แต่ทำไมราคายางจึงยังไม่ขึ้น เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ไข ต้องหาทางให้พ่อค้าเลิกเอาเปรียบกดราคายางจากเกษตรกร แม้ว่าวันนี้มีพ่อค้าจากจีนมาหาซื้อยางเยอะแต่ก็ไม่ช่วยอะไร  ต้องใช้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง มาป้องกันระบบผูกขาดจากรายใหญ่ รวมทั้งขอให้นำยางในสตอกรัฐกว่าแสนตันที่เป็นตัวกดราคา ควรรีบยกยางให้กองทัพ ไปทำประโยชน์เช่นล้อยาง ใช้ภายในกองทัพ เรามาเสนอให้ รมว.เกษตรฯหลายเรื่องให้เร่งแก้ไขความเดือดร้อนของเกษตรกรสวนยาง และไม่เห็นด้วยให้เอกชนเก็บเงินเซส เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงในอนาคตหากตกไปอยู่มือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพราะเป็นเงินของเกษตรกรสวนยางทุกคน ขอให้ตั้งบริษัทกลาง ซื้อขายยางทำครบวงจร เหมือนบริษัทอ้อยและน้ำตาล ที่จะมาโกหกปริมาณผลผลิตและราคากันไม่ได้ ซื้อขายตามตลาดโลก

จ่อเดินสายพบเอกชน‘ญี่ปุ่น’ ขยายปริมาณใช้ยางพาราไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320077

x

จ่อเดินสายพบเอกชน‘ญี่ปุ่น’ ขยายปริมาณใช้ยางพาราไทย

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับ Mr.Mitsuhiro Onosato, Executive Officer และผู้บริหารระดับสูงตลาดซื้อขายล่วงหน้าโตเกียว หรือโตคอม (TOCOM) พร้อม นายชลธิศักดิ์ ชาวปากน้ำอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร ประจำกรุงโตเกียว โดยฝ่ายไทยได้ชี้แจงและเน้นย้ำการดำเนินมาตรการจำกัดการส่งออกยางพาราของไทยอย่างจริงจัง และมาตรการการกระตุ้นการใช้ยางพาราในประเทศ พร้อมแจ้งว่าเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงโตเกียว และอัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายการเกษตร จะเข้าพบกับบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ และรองเท้ากีฬาขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น เพื่อขยายปริมาณการใช้ยางพาราไทย

นอกจากนี้ ทางโตคอมยังพร้อมที่จะช่วยเผยแพร่ข้อมูลสินค้ายางพาราของไทย ให้ผู้ซื้อขายในตลาดโตคอมทราบ ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโตเกียว เป็นหน่วยงานกลางในการให้ข้อมูลข่าวสารทางการของฝ่ายไทยกับโตคอม และยินดีที่จะช่วยเฝ้าระวังและติดตามการผันผวนของราคายางในตลาด (Market Monitoring) อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ หากพบมาตรการที่ผิดปกติจะรีบแจ้งเตือนมายังฝ่ายไทยทันที

ขณะเดียวกัน ในช่วงเดือนตุลาคม 2561 โตคอมมีกำหนดเปิดการค้าขาย (Trade) สินค้ายางชนิด TSR ซึ่งนับเป็นสินค้าตัวใหม่ในตลาดโตคอม และจะใช้ราคา FOB ของประเทศไทยในการ Trade โดยคาดว่าจะทำให้ปริมาณการค้าและการใช้ยางมีเพิ่มมากขึ้น และน่าจะส่งผลที่ดีต่อราคายางในตลาดโลก ซึ่งจะขอเข้าชี้แจงและหารือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และสมาคมยางพาราไทยในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ โดยสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโตเกียว จะได้เป็นผู้ประสานรายละเอียดต่อไป

ปั๊มทีม‘คนรุ่นใหม่ไทยนิยมยั่งยืน’ เกษตรฯดันข้าราชการมือเก๋าเป็นพี่เลี้ยงสร้างคนรับอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320079

x

ปั๊มทีม‘คนรุ่นใหม่ไทยนิยมยั่งยืน’ เกษตรฯดันข้าราชการมือเก๋าเป็นพี่เลี้ยงสร้างคนรับอนาคต

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินโครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ไทยนิยมยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนาข้าราชการรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญของหน่วยงานในสังกัด ได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้ได้มาทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อขับเคลื่อนโยบายในการสร้างการปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบให้สัมฤทธิผล

“คนรุ่นใหม่ ไทยนิยม คือ คนที่มีความคิดแบบใหม่ ที่ต้องการเห็นความเป็นไทยนิยมที่สร้างสรรค์และแบ่งปันเกื้อกูลกันแทนที่จะแข่งขันกันอย่างเดียวโดยไม่เหลียวมองสังคม คนกลุ่มนี้จะเป็นความหวังในการสร้างอนาคตของกระทรวงเกษตรฯไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า โดยต้องกำหนดบทบาทผู้บริหารหน่วยงานเสียใหม่ แทนที่จะเป็นคนกำหนดกติกาหรือเป้าหมาย ก็เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุนคนรุ่นใหม่ ให้ข้อมูล บทเรียนความผิดพลาด มาแนะนำหรือประคองให้คนรุ่นใหม่ได้เดินไป เพราะอนาคต คนรุ่นนี้จะต้องพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้นำและพัฒนาประเทศชาติต่อไป กระบวนการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืนนี้ จะเป็นกระบวนการที่ออกแบบมาให้เหมาะกับโลกยุคนี้เป็นการลดช่องว่างระหว่างคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ ให้ทุกกลุ่มเห็นคุณค่าของแต่ละกลุ่ม แล้วรับฟังกันเพื่อสร้างค่านิยมใหม่ให้ข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะต้องมีการจัดอย่างต่อเนื่องไม่จบแค่ครั้งนี้ ครั้งต่อไปเราจะพาทีมคนรุ่นใหม่ ไทยนิยมนี้ลงพื้นที่จริง ไปลงมือทำจริง ไปทำงานร่วมกับเกษตรกร ร่วมกับภาคเอกชน ร่วมกับสื่อ เอาข้อมูลจริงมาแก้ไขปัญหาร่วมกันจากนั้นจะขยายผลจาก 100 คนนี้ ไปเป็นพันเป็นหมื่นคน” นายวิวัฒน์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อ Kick Off ก้าวแรกของโครงการ โดยตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการคัดเลือกกว่า 100 คนจาก 10 หน่วยงานมาทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ในระยะต่อไปจะเป็นการเจาะสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารหน่วยงาน ผู้บริหารกระทรวง และผู้บริหารประเทศ เพื่อนำมาสังเคราะห์ให้เห็นภาพความท้าทายและอนาคตของประเทศได้ชัดเจนขึ้นซึ่งจะส่งผลให้การมองภาพเกษตรไทยในเวทีโลกได้แม่นยำ สะท้อนมาสู่ภาพกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในอนาคตว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร และท้ายที่สุดจะพัฒนาสู่แผนปฏิบัติการโดยการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในทุกโครงการโดยเฉพาะ “โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ที่มีเป้าหมายเกษตรกร 70,000 ราย เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นการรวมพลังของบุคลากรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาอาชีพการเกษตรของคนไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น

โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืน เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้พบปะผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่สามารถเป็นฐานของการพัฒนาการขับเคลื่อนการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานได้ นอกจากนั้นยังพัฒนาการทำงานเป็นทีมร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานและสามารถสร้างการปฏิรูปภาคเกษตรทั้งระบบ ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกันในมิติของคนรุ่นใหม่ ไทยนิยม ยั่งยืน

เกษตรบูรณาการ : นายไม่ว่า แต่ขี้ข้าคอยจัดแจง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320080

251598

เกษตรบูรณาการ : นายไม่ว่า แต่ขี้ข้าคอยจัดแจง

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเดินหน้าเต็มสูบกับเรื่องการพัฒนาการเกษตรของไทย ที่อยู่ภายใต้การทำงานของรัฐมนตรี มือทำงาน ที่นำทีมโดย นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ งานนี้ึคิวเดินสายทำความเข้าใจถึงทิศทางการทำงานให้กับข้าราชการเกษตรได้รับทราบว่าจะเดินไปในทางทิศไหน ให้สมกับที่นายกรัฐมนตรี ของไทยที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไว้ใจ ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงคราทำความเข้าใจกับข้าราชการในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี งานนี้เน้นเรื่องของการประชุมแนวทางขับเคลื่อนนโยบายลงสู่การปฏิบัติร่วมกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯแกนนำเกษตรกร หน่วยงานเกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ทุกจังหวัดภาคกลาง

ท่านรัฐมนตรี ว่าการเกษตร “กฤษฎา” ก็อธิบายเข้าใจง่ายๆ ตามประสา ข้าราชการ ขาลุย กำชับให้ทุกกรมดูแลเกษตรกรครบวงจรอาชีพจับมือกับบริษัทประชารัฐสามัคคี หอการค้า สภาอุตสาหกรรม มาแก้ปัญหาใหญ่ของสินค้าเกษตร เช่น เมื่อล้นตลาด ก็หยุดปลูกพอของอีกอย่างราคาดี แห่ไปปลูกกันวนไปมาไม่ชัดเจน ข้าราชการเกษตรฯ ต้องไปดูแลในพื้นที่ ทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้มาก ต้องเข้าใจ เข้าถึงเกษตรกร และยังฝากพาณิชย์ สภาอุตสาหกรรม หอการค้า ทำแผน ถึงความต้องการสินค้าเกษตร ที่ตลาดสามารถดูดทรัพย์สินค้า เพื่อสร้างโอกาสในการขายสินค้าของเกษตรกร และยังฝากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไปดูแลอย่างรัดกุมพราะรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบทุกอย่างต้องเน้นทำงานเชิงรุก ไม่รอสินค้าล้นตลาด แล้วมาประกันจำนำวางกรอบการทำงาน สั้นๆ ง่ายๆ แบบนี้ท่านรมว.เกษตรฯ ก็คงได้แต่หวังว่า ข้าราชการจะเข้าใจ ตรงกันนะเจ้าคะท่านๆ เจ้าขา เป็นกำลังใจให้กับท่านรัฐมนตรี

งานนี้วัดใจกันไป แน่แค่ไหน อย่าลืมไปว่า กระทรวงเกษตรฯ ไม่ใช่มหาดไทยที่เคยทำงานมา เพราะทุกหน่วยงานย่อมมีอาณาเขตเป็นของตนเอง และขึ้นตรงต่อเจ้านายเจ้าขาของเขาเอง ใครจะมาสั่งไม่ได้ โดยเฉพาะหน่วยงานที่บอกว่าจะให้ไปคุมด้านการเกษตรอย่างหัวหน้าซิงเกิ้ลคอมมานด์นั่นคือ เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งเดิมหน้าที่หลักคือต้อนรับเจ้านาย ที่มาจากบางกอก คอยหาอาหารจานเด็ดให้รับประทานอย่างสบายใจ ไม่เคยสนใจงานที่น่าจะทำ ซึ่งงานของเกษตรในพื้นที่ ก็มีทั้งงานด้านชลประทาน พัฒนาที่ดิน งานส่งเสริมการเกษตร ปศุสัตว์ ประมง ล้วนแล้วแต่ขึ้นตรงกับท่านอธิบดี และไม่มีทางที่ท่านเกษตรและสหกรณ์จังหวัดจะสั่งได้ แน่จริงท่านต้องทลายกำแพง ตรงนี้เสียก่อนและคงไม่ง่ายเหมือนมหาดไทยดอกเจ้าคะที่ขึ้นตรงผู้ว่าราชการ ไม่ทำตามอนาคตดับวูบ แต่เกษตรไม่ใช่ เพราะการปรับเลื่อนขั้นสายตรงกรมใครกรมมัน แก้อย่างไรไม่อาจเอื้อมสอนจระเข้ว่ายน้ำ แต่เตือนก่อนว่าอย่าลืมวัฒนธรรมองค์กร เกษตรไม่เหมือนมหาดไทย หากจริงใจต้องหาจุดบกพร่องและเกาให้ถูกที่คัน นะเจ้าคะ

มาอีกเรื่องที่เป็นเรื่องน่าเศร้า และกำลังฉุดงานรัฐมนตรีเกษตรฯ ให้ลงเหว แม้วันนี้รัฐมนตรีเกษตรฯทั้ง 3 ท่านจะตั้งใจจริง แต่การทำงานต้องรู้จักระวังหลัง เพราะแว่วว่า มีขบวนการฉุดรั้งการทำงาน จากคนรอบกายที่รัฐมนตรีเชื่อใจ กำลังสร้างปัญหา จัดคิว จัดคนให้กับรัฐมนตรี ไปโน่นไปนี่ แห่แหนกันไปที เป็น 10 คนผลาญเงินหลวง สร้างความระอาให้กับข้าราชการในพื้นที่ ที่คอยต้อนรับขับสู้ ถ้าไม่ทำก็โดนบ่นโดนด่า ยังไงให้มองหน้ามองหลังให้ดี เนื้อร้ายต้องตัด เพราะไม่งั้นจะบานปลายจนทำงานร่วมกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯลำบาก เดี๋ยวจะผิด คอนเซ็ปต์คำว่าพอเพียงไป มันจะไม่งาม นะครับท่านรัฐมนตรีช่วย ….. เสียความตั้งใจจริงแต่จะมาเสียเพราะลิ่วล้อจะตายน้ำตื้นกับพวก นายไม่ว่า แต่ขี้ข้าคอยจัดแจงจนเกินงาม เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

“ราชดำเนิน”

เดินหน้าผุด4อ่างฯเมืองจันท์ พัฒนาลุ่ม‘คลองวังโตนด’แก้ปัญหาน้ำ-หนุนEEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320076

x

เดินหน้าผุด4อ่างฯเมืองจันท์ พัฒนาลุ่ม‘คลองวังโตนด’แก้ปัญหาน้ำ-หนุนEEC

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต.ขุนช่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี เสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมที่จะสรุปรายงานเสนอต่อ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พร้อมทั้งได้เตรียมของบประมาณในปี 2562-2563 เพื่อดำเนินการออกแบบรายละเอียดควบคู่ไปด้วย จากนั้นจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขออนุมัติดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งหากได้รับอนุมัติคาดว่าจะก่อสร้างได้ในปี 2563

สำหรับอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีความจุในระดับกักเก็บ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) โดยมีระดับความจุสูงสุดสูงถึง 130 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังจะสามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ที่สร้างความเสียหายให้สวนผลไม้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถขยายพื้นที่ชลประทานได้ถึง 87,700 ไร่ รวมทั้งยังจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศและเป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาล ตลอดจนยังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ของจังหวัดจันทบุรี สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนในพื้นที่อีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ถือเป็น 1 ใน 4 ของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนด ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานตอนบนและตอนกลางของพื้นที่ลุ่มน้ำ ตลอดจนการบรรเทาปัญหาอุทกภัย และปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่ตอนล่างอีกทั้งยังสามารถผันน้ำส่วนเกินในช่วงฤดูฝนไปช่วยเสริมความมั่นคงด้านน้ำของภาคตะวันออก โดยจะมีการสร้างท่อผันน้ำจากคลองวังโตนด ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง และกระจายน้ำไปยังพื้นที่ต่างๆตามโครงข่ายน้ำภาคตะวันออก เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งสามารถเพิ่มเป็น 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีได้ในอนาคต