เคลื่อน‘ทีมเกษตรและสหกรณ์’ l ผลักดันส่วนภูมิภาคเดินหน้าภารกิจ15นโยบายหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320078

x

เคลื่อน‘ทีมเกษตรและสหกรณ์’ l ผลักดันส่วนภูมิภาคเดินหน้าภารกิจ15นโยบายหลัก

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้ปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานนโยบายสำคัญของกระทรวงฯ และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ส่วนภูมิภาค โดยได้แต่งตั้ง
คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด มีเกษตรจังหวัดเป็นหัวหน้าทีม และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ มีเกษตรอำเภอ ทั้งหมดจะเป็น “ทีมเกษตรและสหกรณ์” ในพื้นที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรในระดับจังหวัด เกิดการบูรณาการของทุกภาคส่วน โดยจะต้องให้สามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่การเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอ และทีมงานทั้งหมดมีความพร้อม เพราะถือเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว ยึดหลัก ต่อ-เติม-แต่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนโยบายสำคัญ ทั้ง 15 เรื่อง ได้แก่ 1.ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 2.ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 3.พัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer โดย กรมส่งเสริมการเกษตร 4.บริหารจัดการพื้นที่เกษตรตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-map) โดยผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน 5.พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน(GAP) โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 6.เกษตรอินทรีย์ โดยกรมวิชาการเกษตร 7.ตลาดสินค้าเกษตร โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร 8.การส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ โดย สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 9.แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร โดยกรมการข้าว 10.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยกรมชลประทาน 11.การส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน 12.ธนาคารสินค้าเกษตร 13.การพัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบประชารัฐ 14.การช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ 15.การจัดระเบียบประมงให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยกรมประมง นโยบายสำคัญทั้งหมด ทีมเกษตรฯ จะต้องทำความเข้าใจจากเจ้าของโครงการโดยตรง เพราะจะทำให้สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างตรงเป้าหมาย รวมทั้งการประสานการทำงานอย่างเป็นระบบ และมีการติดตามผลทุกระยะ เพื่อให้นโยบายและการแก้ไขปัญหาการเกษตรในพื้นที่ ตรงถึงเกษตรกรมากที่สุด

โครงการพระราชดำริสันป่าตอง ช่วยเกษตรกรพัฒนาคุณภาพชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320074

x

โครงการพระราชดำริสันป่าตอง ช่วยเกษตรกรพัฒนาคุณภาพชีวิต

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 (สศท.1) ได้ทำการประเมินผู้ผ่านการอบรมจากศูนย์อำนวยการโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งพบว่าปีงบประมาณ 2560 มีการจัดอบรมให้ความรู้ด้านการเกษตรต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีการผลิตลำไยที่เหมาะสม การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การผลิตพืชผักปลอดภัยตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาการเกษตรสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ มีเกษตรกรและผู้สนใจรวม 554 ราย

ทั้งนี้ จากการติดตามสัมภาษณ์ผู้ผ่านการอบรม พบว่า ผู้ผ่านการอบรม ร้อยละ 77 มีการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ และร้อยละ 63 มีรายจ่ายลดลง เช่น จากการผลิตปุ๋ยอินทรีย์/น้ำหมัก/สารชีวภัณฑ์ใช้เอง รวมถึงการปรับแนวคิดสู่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นขณะที่ด้านสังคม มีการรวมกลุ่มภายหลังจากการฝึกอบรมร้อยละ 52 และผู้ผ่านการอบรมมีการถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับให้แก่บุคคลอื่น รวมทั้งพบว่าแปลงเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และผู้ผ่านการอบรมส่วนใหญ่จะยังคงนำความรู้ไปปฏิบัติต่อเนื่องในอนาคต

อย่างไรก็ตาม พบว่า มีผู้ผ่านการอบรมบางส่วนที่ยังไม่ได้นำความรู้ไปปฏิบัติ ซึ่งยังประสบปัญหา เช่น อายุมาก ขาดเงินทุน
ไม่ได้ทำเกษตรเป็นอาชีพหลัก พื้นที่จำกัด และให้ผู้อื่นเช่าที่ดินทำการเกษตร ดังนั้นในการจัดฝึกอบรมครั้งต่อไป ศูนย์ฯควรคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าอบรมที่มีความพร้อมในการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์เป็นลำดับแรก และควรพิจารณาความเหมาะสมของกิจกรรมการอบรมตามความต้องการของเกษตรกร และขยายผลพื้นที่เป้าหมายโครงการไปสู่พื้นที่อื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง

ด้าน นายธวัชชัย เดชาเชษฐ์ ผู้อำนวยการ สศท.1 กล่าวเสริมว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ ในการนี้ ทรงมีพระราชดำรัสว่า การดำเนินการของศูนย์ฯ เป็นไปตามพระราชประสงค์ที่จะให้เกษตรกรรายย่อยได้รับการศึกษา การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

สลายหมอกควัน!รมว.เกษตรฯสั่งหน่วยฝนหลวงปฏิบัติการดึงเมฆฝนแก้ปัญหาเมืองกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/320090

สลายหมอกควัน!รมว.เกษตรฯสั่งหน่วยฝนหลวงปฏิบัติการดึงเมฆฝนแก้ปัญหาเมืองกรุง

สลายหมอกควัน!รมว.เกษตรฯสั่งหน่วยฝนหลวงปฏิบัติการดึงเมฆฝนแก้ปัญหาเมืองกรุง

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 17.50 น.

11 ก.พ.61 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ล่าสุด นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงฯ ขึ้นบินปฎิบัติการทำฝนหลวงสลายหมอกควันในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีปัญหาฝุ่นละอองที่เป็นมลพิษ ส่งผลกระทบสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม จากการติดตามหลายพื้นที่ช่วง 3 วันที่ผ่านมา วัดได้ระหว่าง 38 – 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

โดย รมว.เกษตรฯ มีความห่วงใยประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนจากปัญหานี้ จึงได้กำชับให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขึ้นปฎิบติการทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้อ โดยตนได้ให้หน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว จ.นครสวรค์ และ จ.ระยอง เตรียมพร้อมเครื่องบิน 2 ลำ รุ่นคาราแวน โดยขึ้นบินรอบกรุงเทพฯ ในเขตปริมณฑล 4 – 5 จังหวัด โดยดูทิศทางลมเพื่อดึงให้เมฆไหลเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ และมีฝนตกในพื้นที่เป้าหมายได้ ไม่ลอยไปตกที่อื่น ซึ่งภายในวันสองวันนี้สามารถขึ้นปฏิบัติการได้ เพราะมีมวลอากาศเย็นลงมาด้วย

กรมชลลุยปรับปรุงการจัดการ ‘ลุ่มน้ำท่าลาด-คลองหลวง-ที่ราบฝั่งซ้ายบางปะกง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319976

กรมชลลุยปรับปรุงการจัดการ 'ลุ่มน้ำท่าลาด-คลองหลวง-ที่ราบฝั่งซ้ายบางปะกง'

กรมชลลุยปรับปรุงการจัดการ ‘ลุ่มน้ำท่าลาด-คลองหลวง-ที่ราบฝั่งซ้ายบางปะกง’

วันเสาร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 21.36 น.

กรมชลประทาน เผยแนวทางศึกษาการปรับปรุงการจัดการน้ำในลุ่มน้ำท่าลาด-คลองหลวง-ที่ราบฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย น้ำขาดแคลน รวมทั้งเตรียมการรองรับอีอีซี ระบุมีทั้งก่อสร้างปรับปรุงอาคาร-ระบบชลประทานเดิม เพิ่มความจุอ่างฯ คลองหลวง ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ 3 แห่ง  รวมทั้งผันน้ำข้ามลุ่มน้ำจากอ่างฯ คลองพระสะทึง ลงอ่างฯ คลองสียัด

นายเฉลิมเกียรติ  คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน เปิดเผยถึงโครงการศึกษาการปรับปรุงระบบชลประทานในลุ่มน้ำท่าลาด-คลองหลวง-ที่ราบฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง ว่า กรมชลประทานได้พัฒนาพื้นที่  โดยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง  ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองสียัด คลองระบม และคลองหลวง มีความจุรวม 575 ล้าน ลบ.ม. และพัฒนาพื้นที่ชลประทานกว่า 4 แสนไร่ จากการขยายตัวของเมืองและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ทำให้มีความต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น  อีกทั้งที่ผ่านมาพื้นที่ลุ่มน้ำเหล่านี้ยังเผชิญปัญหาอุทกภัยในฤดูน้ำหลากและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง  กรมชลประทานจึงพิจารณาก่อสร้างปรับปรุงแหล่งน้ำ และอาคารชลประทานที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง  และเตรียมการรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามนโยบายรัฐบาลด้วย

สำหรับปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่  ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนประโยชน์การใช้ที่ดินมากขึ้น จากทุ่งนากลายเป็นชุมชนเมือง  นิคมอุตสาหกรรม และบ่อเลี้ยงปลา ทำให้ลดพื้นที่รองรับน้ำ รวมทั้งอาคารชลประทานเดิมมีข้อจำกัด และลำน้ำเดิมตื้นเขินคับแคบ  เมื่อน้ำหลากมาจึงส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเสียหาย

แนวทางในการศึกษา ส่วนหนึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำ เช่น เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำคลองหลวงจาก 98 ล้านลูกบาศก์เมตรอีก 27 ล้านลูกบาศก์เมตร อีกทั้งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 3 แห่งในลุ่มน้ำคลองท่าลาด ความจุรวมประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นและช่วยลดปริมาณน้ำหลาก

ขณะเดียวกัน ยังต้องก่อสร้างและปรับปรุงอาคารชลประทาน  ปรับปรุงลำน้ำให้กว้างขึ้น รองรับอัตราการไหลของน้ำได้มากขึ้น  ปรับปรุงคลองส่งน้ำหรือท่อลอด ที่เป็นปัญหาต่อการไหลของน้ำหลากจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกก่อนลงแม่น้ำบางปะกง  รวมทั้งก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำสำคัญบางสาย เพื่อช่วยหน่วงน้ำและจัดจราจรทางน้ำบริเวณจุดรวมน้ำที่สำคัญคือแยกคลอง 5 สายที่บริเวณอำเภอพานทองให้ดีขึ้น

ส่วนการรองรับความต้องการใช้น้ำในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกในระยะ 20 ปีข้างหน้า นายเฉลิมเกียรติกล่าวว่า ในส่วนลุ่มน้ำท่าลาด-คลองหลวงนั้นมีการวางแผนผันน้ำส่วนเกินจากอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง จ.สระแก้ว มาลงอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ปีละประมาณ 128 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในพื้นที่และผันต่อไปยังสถานีสูบน้ำพานทองก่อนเข้าเส้นท่อเดิมจากคลองพระองค์ไชยานุชิตไปลงอ่างเก็บน้ำบางพระ

“อ่างฯ คลองสียัด ออกแบบให้มีความจุ 420 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยซึ่งมีปริมาณปีละ 285 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจึงไม่เต็มอ่าง จึงมีแนวคิดผันน้ำส่วนเกินของอ่างฯ คลองพระสะทึง จ.สระแก้ว เนื่องจากน้ำล้นอ่างฯ ทุกปี มาเติม” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

‘ปลาทู’คืนชีพ!ขยายพื้นที่ปิด‘อ่าวตัว ก.’ ห้ามจับสัตว์น้ำห่างฝั่ง7ไมล์ทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319742

‘ปลาทู’คืนชีพ!ขยายพื้นที่ปิด‘อ่าวตัว ก.’ ห้ามจับสัตว์น้ำห่างฝั่ง7ไมล์ทะเล

‘ปลาทู’คืนชีพ!ขยายพื้นที่ปิด‘อ่าวตัว ก.’ ห้ามจับสัตว์น้ำห่างฝั่ง7ไมล์ทะเล

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 17.30 น.

กรมประมงขยายพื้นที่ประกาศปิดอ่าวไทยเพิ่ม 33,900 ตร.กม. ห้ามจับปลาในเขต 7 ไมล์ทะเล ระบุปี60 ได้ผลชัดได้เห็นพ่อแม่พันธุ์“ปลาทู”นับแสนตัว จากเดิมปี57ถูกจับเกลี้ยง

9 ก.พ.61 ที่กรมประมง นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง พร้อมด้วยนายมงคล สุขเจริญคนา นายกสมาคมประมงแห่งประเทศไทย และนายปิยะ เทศแย้ม รองประธานสมาพันธ์ประมงพื้นบ้าน ร่วมแถลงข่าวมาตรการใหม่ในการบริหารจัดหารทรัพยากรประมง ปิดอ่าวไทย ตัว ก.

นายอดิศร กล่าวว่า มาตรการปิดอ่าวตัว ก. ช่วงระยะเวลา 3 เดือน เป็นฤดูปลาวางไข่ วันที่ 15ก.พ.- 15 พ.ค.ทุกปี โดยในปีนี้ได้ขยายพื้นที่เขต 2 จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มขึ้น 2,900 ตร.กม. ขยายพื้นที่ทำประมงห่างจากชายฝั่ง 7 ไมล์ทะเล จาก 5 ไมล์ทะเลมาเสริมด้วย ทำให้ครอบคลุมพื้นที่เพิ่มขึ้น  33,900 ตร.กม. ซึ่งจากเดิมมีการประกาศปิดอ่าวไทยเพียง 2 เขต ได้ปรับใหม่เป็น 4 เขต ตลอดบริเวณอ่าวไทย ครอบคลุมพื้นที่ จ.ประขวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฏร์ธานี

นอกจากนี้ ยังกำหนดเครื่องมือสามารถทำประมงได้ เช่น เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลาก อวนลากคานถ่างที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 16 เมตร และการทำประมงในเวลากลางคืนให้ทำนอกเขตทะเลชายฝั่ง เครื่องมืออวนติดตาปากที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกอรสและมีช่องตาอวนตั้งแต่ 2 นิ้วยกเว้นที่มีความยาวอวนเกิน 2,500 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ ทำประมงในชายฝั่งทะเล เครื่องมืออวนปู อวนลอยกุ้ง เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ทำประมงนอกทะเลชายฝั่ง ลอบปู ตามเงื่อนไขประกาศกระทรวง ลอบหมึกทุกชนิด ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง คราดหอย ตามเงื่อนไขประกาศกระทรวง อวนรุนเคย จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สัปปะนก ขอ ลอบ ฉมวก และเครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง

ทั้งนี้ กรมประมง มีมาตรการปิดอ่าว ปีนี้จะกำหนดเป็นเขตโดยตั้งแต่ 15 ก.พ.-15 พ.ค.61 จะปิดอ่าวตอนกลาง พื้นที่ 2,700 ตร.กม. จากนั้นในวันที่ 16 พ.ค.-16 มิ.ย. จะเริ่มปิดเขตที่ 2 ในพื้นที่ 7 ไมล์ทะเลของพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง และพื้นที่ 2,900 ตร.กม.บริเวณพื้นที่อ่านประจวบฯซึ่งกำหนดให้เป็นเขตที่2 จากนั้น 15 มิ.ย.-15 ส.ค.พื้นที่ 2,530 ตร.กม.จะเริ่มปิดในเขตที่ 3 อ่าว ตัว ก.ซึ่งเป็นเขตที่ 3 ระยะเวลา 60 วัน หลังจากนั้นจะเริ่มปิดอ่าวตัว ก.เขตที่4 ในวันที่ 1 ส.ค.-30 ก.ย. พื้นที่ 1,650 ตร.กม.

นายอดิศร กล่าวว่า สำหรับการแบ่งพื้นที่ปิดเป็น 4 เขตเพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำสามารถวางไข่ และเจริญเป็นตัวเต็มวัยและแพร่พันธุ์ได้สมบูรณ์  เพื่อให้สัตว์น้ำในฤดูปลาที่มีไข่ ได้มีพื้นที่การเจริญเติบโตครบวงจรขึ้น จึงมีการกำหนดเครื่องมือที่ใช้ได้ และมีเขตระยะเวลาปิดอ่าวชัดเจน ห้ามจับปลา พ่อแม่พันธุ์ เพื่อให้ลูกวัยอ่อน  ว่ายขึ้นมาหากินเจริญเติบโตในเขตที่ 1 ในส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และเพิ่มเติมเขต 2 ในอ่าวประจวบ

ทั้งนี้ขอให้ชาวประมงระมัดระวังตนเป็นห่วงการลงโทษ ใน พ.ร.บ. ประมงฉบับ ใหม่ ลงโทษแรง มีการเสียค่าปรับแพงมาก ตามขนาดเรือขนาดแตกต่างกัน กรุณาอย่ากระทำผิด และ มีคำสั่งทางปกครองด้วย ไม่ใช่โดนปรับอย่างเดียว มีการยึดสัตว์น้ำ พักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาต เรือถูกกักไว้ ทำการประมงไม่ได้เลย ถือว่าร้ายแรงมา ถึงขั้นต้องเลิกทำอาชีพประมง  ตนขอบคุณชาวประมงพื้นบ้านที่ให้ความร่วมมือ และ มีความลำบากในการทำอาชีพ เพราะการปิดอ่าวถือว่านานมาก ซึ่งในต่างประเทศมีมาตรการชดเชยให้กับชาวประมงพื้นบ้าน แต่ปีนี้ทำมาตรการไม่ทัน จะนำไปหารือกับรมว.เกษตรฯเรื่องชดเชยชาวประมง ในช่วงหยุดหาปลา

“มาตรการปิดอ่าวเพื่อฟื้นฟูสัตว์น้ำกลับคืนมา เน้นปลาผิวน้ำ ปลาทู ปลารัง ซึ่งปลาทู เป็นตัวชี้วัด ปีที่แล้วประชากรปลาทูเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มาก จึงขยายพื้นที่ปิดอ่าวและทุกฝ่ายเห็นด้วยว่าได้ผลโดยเฉพาะชาวประมงพื้นที่บ้าน ดังนั้นปลาจะเพิ่มมากน้อยต้องร่วมมือกัน ทำให้สมบูรณ์มากขึ้นปีหน้าอาจเห็นผลดีกว่านี้” อธิบดีกรมประมง กล่าว

ด้านนายมงคล กล่าวว่า เป็นเรื่องใหญ่ทำไมทรัพยากรไม่ฟื้นเพราะปลาถูกตัดตอน การเจริญเติบโตไม่ครบวงจร เช่นปลาทูเมื่อก่อนวิ่งขึ้นไปอ่าวตัวก. ไม่ได้  วันนี้ทุกคนอยากอนุรักษ์ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทุกคนถอยทั้งหมด  รอให้ทรัพยากรฟื้นคืนมา ห้ามจับใน7 ไมล์ทะเล เพื่อให้ปลาทูอยู่ชายฝั่ง ขึ้นไปเติบโตในอ่าวก.ได้  ปลายปี60 สามารถมีปลาทูขนาดใหญ่ 9-10 ตัวโล มีไข่ทุกตัว กลับมามีให้เห็นเป็นแสนๆตัวซึ่งที่ผ่านเราไม่เคยได้เห็นปลาทูมานานแล้วในแถบทะเลอ่าวไทย

“กระทรวงเกษตรฯ จ้างเกษตรกร หยุดกรีดยาง ได้ ควรมาจ้างหยุดทำประมงชายฝั่ง เพื่อชดเชยเครื่องมือต้องเปลี่ยน  เดิมทีปลาทูอ่าวไทยตัว ก.ไม่มีเลยจะสูญพันธุ์ การกำหนดเครื่องมือทำการประมงได้ และห้ามเครื่องมือจับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ห้ามเครื่องมือจับลูกปลา สอดคล้องกับลูกปลาวิ่งไปขึ้นไปหาอาหารให้อ่าว ตัว ก. ตามวงจรมัน ซึ่งปลาทูจะมี ไข่ในท้อง 2หมื่น- 2 แสนฟอง ต่อตัว” นายมงคล กล่าว

ขณะที่นายปิยะ กล่าวว่า ดีใจเห็นภาครัฐมีส่วนร่วมภาคประชาชน จริงๆมาตรการที่ออกมาอาจทำให้เราลำบากขึ้น แต่ท้ายสุดถือเอาทรัพยากรสูงสุด ถอยคนละก้าว  เราต้องถอย ให้โอกาสปลาทูได้กลับมา ขอบคุณประมงพื้นบ้านรู้จักถอย อย่างไรก็ตามมีมาตรการจำเป็นต้องแก้ไขในอนาคตอยากเห็นการปรับรวดเร็วขึ้น วันนี้เราเดือดร้อนเพราะทรัพยากรลดลง ทำอย่างไรให้สัตว์น้ำหลับมาอย่างรวดเร็ว   การใช้เครื่องมือใหม่ ชาวประมง มีวัตถุดิบเปลี่ยนเนื้ออวน ยุติใช้เครื่องมือตาอวนขนาดถี่ ที่ผ่านมาพวกเราไม่เคยมีการเรียกร้องจากรัฐบาล

รายงานการสำรวจปริมาณสัตว์น้ำทั้งหมดของกรมประมงปี60 พบว่าปริมาณจากจับสัตว์น้ำ เดิม 2.4 ล้านกก. เพิ่มเป็น 28 ล้านกก.  โดยเพิ่มพื้นที่ปิดอ่าวตัวก. เพิ่มเป็น 30 ล้านกก.ปีเดียวกัน ซึ่งชาวประมงอวนล้อมจับจ.สมุทรสาคร จากที่ไม่มีปลาทูเลย ในเดือน ธ.ค.60 จับได้ 2.45 แสนกก. จากปี 57 สถานการณ์วิกฤติสุดจับจนเกลี้ยงทะเลอ่าวไทยไม่เหลือไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์

เลาะรั้วเกษตร : ไทยนิยมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319523

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ไทยนิยมยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อวันศุกร์ที่แล้วฟังนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เรื่องหลักคิด “ไทยนิยม” แล้วรู้สึกเป็นห่วง

ตามหลักที่ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามอธิบายการแก้ปัญหาความยากจนที่ผ่านมามีปัญหา 2 ข้อหลักๆ คือพัฒนาแต่เศรษฐกิจละเลยด้านสังคมและขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ทำให้ที่ผ่านมามาตรการหรือนโยบายที่ออกมา จึงเป็นแบบ “หว่านแห” เน้นสูตรสำเร็จที่ไม่มีจริง ไม่สามารถแก้ปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละครัวเรือนเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ บางเรื่องกลายเป็นการสร้างประชานิยมที่ผิดๆ

มาถึง ไทยนิยมยั่งยืน รัฐบาลมุ่งหวังที่จะนำแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นยุทธศาสตร์และกลไกขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต่างๆ ในระดับพื้นที่โดยมีหลักสำคัญคือ ทราบความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในแต่ละพื้นที่เพื่อนำมาจัดทำแผนงานเสนอของบประมาณให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่

การทำงานตามนโยบายไทยนิยมยั่งยืนนี้ จะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับต่างๆ คือ ระดับนโยบาย มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ระดับจังหวัด
มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ระดับอำเภอและระดับพื้นที่ ก็จะมีชุดปฏิบัติงานดำเนินการในทุกตำบลทั่วประเทศ ทางด้านประชาชนก็ต้องทราบความต้องการของชุมชนตนเองให้ชัดเจน และต้องร่วมมือกับทางราชการในการแก้ไขปัญหา เช่น เรื่องน้ำ การเกษตร ท่องเที่ยว บริการ ค้าขาย อาชีพต่างๆ เป็นต้น

ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช ก็สนองนโยบายไทยนิยมยั่งยืนทันทีด้วยโครงการปฏิรูปภาคเกษตร 20 โครงการ คือ โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยโครงการเกษตรแม่นยำสูง โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวที่ไม่เหมาะสมเป็นเกษตรผสมผสาน โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี และโครงการขยายพันธุ์สัตว์

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมและแปรรูปยางพารา โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ โครงการยกระดับโครงสร้างการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปครบวงจร โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรผู้ได้รับจัดสรรที่ดินทำกิน โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงโคเนื้อ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำระดับชุมชน โครงการสร้างฝายชะลอน้ำและจัดหาแหล่งน้ำชลประทาน โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน โครงการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน โครงการพัฒนาฐานข้อมูลการเกษตร

เพียงเรื่องที่รัฐบาลจะทำ 10 เรื่อง และโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ จะทำ 20 โครงการ ดูท่าว่าภายในอายุของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเลือกตั้งปี’61 หรือ’62 เห็นทีจะได้ใช้แต่เงินงบประมาณ ส่วนผลสำเร็จไม่น่าจะได้เห็นหน้าเห็นหลังว่าจะ “ยั่งยืน” เพราะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ยาก และต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน ที่สำคัญคือ ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับต้องทุ่มเทสรรพกำลังที่มีทั้งหมดทั้งสติปัญญา แรงกาย แรงใจ และความเสียสละ ให้กับโครงการต่างๆ ตามแนวคิด ไทยนิยม นี้อย่างเต็มที่……

แค่ระดมคนมาทำงานก็ยากแล้ว….หาคนที่มีอุดมการณ์ไทยนิยมยิ่งยากกว่า…ละมั้ง

แว่นขยาย

สหกรณ์มอบสิ่งของ พร้อมทุนการศึกษา ช่วยเด็กแม่ฮ่องสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319524

x

สหกรณ์มอบสิ่งของ พร้อมทุนการศึกษา ช่วยเด็กแม่ฮ่องสอน

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการสหกรณ์รวมใจต้านภัยหนาวเพื่อผู้ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งเป็นโครงการที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับขบวนการสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรใน จ.แม่ฮ่องสอน ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 เพื่อช่วยเด็กนักเรียนและประชาชนที่ประสบภัยหนาวบนพื้นที่สูงอยู่ในถิ่นทุรกันดาร

โดยในปี 2561 ได้จัดโครงการขึ้นที่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแม่เหลอ ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล ถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 4 รวมจำนวน 87 คน มีครูและเจ้าหน้าที่จำนวน 14 คน สภาพพื้นที่เป็นถิ่นทุรกันดารการเดินทางจาก อ.แม่สะเรียง เข้ามาถึง 64 กม. ต้องขับรถข้ามทางน้ำและภูเขา ซึ่งนอกจากจะมีการมอบสิ่งของและความสุขให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้มีอุปกรณ์กันหนาวแล้ว ยังมีการมอบทุนการศึกษา รวมทั้งทุนสำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในกิจกรรมสหกรณ์ให้กับเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้สามารถนำวิธีการสหกรณ์ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้ในอนาคตต่อไป

ปูพรมถ่ายทอดความรู้เกษตรอินทรีย์ ดันเกษตรกรเข้าระบบมาตรฐานทั่วปท.5พันราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319525

ปูพรมถ่ายทอดความรู้เกษตรอินทรีย์ ดันเกษตรกรเข้าระบบมาตรฐานทั่วปท.5พันราย

ปูพรมถ่ายทอดความรู้เกษตรอินทรีย์ ดันเกษตรกรเข้าระบบมาตรฐานทั่วปท.5พันราย

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันสินค้าเกษตรอินทรีย์กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ผู้คนหันมาดูแลรักษาสุขภาพเป็นจำนวนมาก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงจัดทำโครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ขึ้น สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ที่เน้นเพิ่มพื้นที่ ปริมาณการผลิต และมูลค่าผลผลิต ตลอดจนผลักดันให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ระบบการผลิตจนถึงการตลาดตามนโยบายของรัฐบาล สามารถผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ไปสู่ผู้บริโภคได้

โดยในปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้เกษตรอินทรีย์ในเชิงลึก เพื่อเป็นวิทยากรหลักในการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องการเข้าสู่ระยะปรับเปลี่ยนและการรับรองตามระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรทั่วประเทศกว่า 5,000 ราย ทั้งเกษตรกรที่ปลูกพืชผัก พืชสวน และพืชไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่บูรณาการบริหารจัดการสินค้าเกษตรในแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) พื้นที่ 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรดั้งเดิม สามารถปลูกต้นหอมและกระเทียมหลังฤดูทำนาได้ จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากโรงงานน้ำตาลวังขนาย เป็นตลาดรับผลผลิตอ้อยของเกษตรกรได้อย่างดี เพื่อวางแผนผลิตน้ำตาลอินทรีย์ และจังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนเกษตรสีเขียว โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นคือข้าวสังข์หยด รวมถึงส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรในจังหวัดยโสธร (ยโสธรโมเดล) เพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์แบบบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเกิดความเข้มแข็งมากขึ้น ลดต้นทุนการผลิต มีศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ สินค้ามีคุณภาพตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และมีตลาด หรือช่องทางจำหน่ายผลผลิตมากขึ้น

นายสมชายกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการอบรมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่รวมถึงเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายในเบื้องต้นแล้ว เพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์สู่เป้าหมายที่วางไว้ และยังสนับสนุนปัจจัยการผลิตและควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิถี เช่น เชื้อบิวเวอร์เรีย เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ตัวห้ำ และตัวเบียน ให้แก่เกษตรกรด้วย มีเจ้าหน้าที่ของกรมคอยติดตามและประเมินแปลงอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งเสริมกิจกรรมการแปรรูป จัดการผลผลิต และเชื่อมโยงสู่การตลาดอย่างกว้างขวางต่อไป

ทหารพัฒนา รุดเยี่ยมเกษตรกร หนุนนำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เพาะเห็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319527

ทหารพัฒนา รุดเยี่ยมเกษตรกร หนุนนำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เพาะเห็ด

ทหารพัฒนา รุดเยี่ยมเกษตรกร หนุนนำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เพาะเห็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 16.37 น.

8 ก.พ.61 ที่บก.ทท. (นทพ.) ทางนพค.53 สนภ.5 นทพ. ได้เดินทางตรวจเยี่ยมเกษตรกรที่หน่วยภายหลังได้ดำเนินการส่งเสริม และทดลองให้นำปุ๋ยอินทรีย์ช่วยชาติ ที่ผลิตทำจากผักตบชวาที่ นพค.53 ฯ ผลิตและคิดสูตรขึ้นมาเอง ซึ่งผ่านการการตรวจวิเคราะห์จากกรมพัฒนาที่ดินแล้วว่า เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

โดยได้นำมาใช้เป็นอาหารเสริมให้กับเห็ดฟางของ นายบุญยงค์  ไชยบำรุง เกษตรกร บ.ทับช้าง ต.สำโรง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ซึ่งแต่เดิมเกษตรใช้มันสำปะหลัง กากแป้งและฟางข้าวเป็นอาหารเสริม

ภายหลังจากการทดลองการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยชาติทำจากผักตบชวาของ นพค.53ฯ แล้ว ปรากฏว่า ผลิตผลให้ดอกผลที่มากกว่า ดอกใหญ่กว่า น้ำหนักมากกว่า เนื้อกรอบอร่อย และไม่มีกลิ่นเหม็นของก๊าสมีเธน และสามารถเก็บผลผลิตได้นานถึง 40-45 วัน ซึ่งทำให้เพิ่มจำนวนยอดผลผลิตต่อครั้งได้อย่างน้อย 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากผักตบชวา มีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 16.8 และเก็บความชื้นได้ดีมีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ ทำให้เชื้อเห็ดเดินดี

นอกจากนี้ผักตบชวา ยังมีธาตุอาหารโพแทสเซียมสูง ทำให้ดอกเห็ดมีขนาดใหญ่ แข็งแรง น้ำหนักดี รสชาติหวานกรอบ  มีกลิ่นหอม

อย่างไรก็ตามทางหน่วยทหารพัฒนาจะส่งเสริมให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ การเพาะเห็ดฟางช่วยชาติ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายชุมชน ขยายผลการเพาะเห็ดฟางที่ให้ผลผลิตคุณภาพสูง ไปสู่ชุมชนอื่นๆ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ ซึ่งในขั้นต้นหน่วยได้จัดการด้านการตลาดรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีผู้ค้าที่จะรับซื้อเห็ดฟางและการันตีความต้องการที่จะรับซื้อจากเกษตรกรได้เดือนละ 5 ตัน

‘บิ๊กฉัตร’ถก’สภาหอการค้าไทย’แก้ปัญหาสินค้าเกษตรไม่ได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/319434

'บิ๊กฉัตร'ถก'สภาหอการค้าไทย'แก้ปัญหาสินค้าเกษตรไม่ได้มาตรฐาน

‘บิ๊กฉัตร’ถก’สภาหอการค้าไทย’แก้ปัญหาสินค้าเกษตรไม่ได้มาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 13.42 น.

“บิ๊กฉัตร” นั่งหัวโต๊ะถก “สภาหอการค้าไทย” แก้ปัญหาสินค้าเกษตรไม่ได้มาตรฐาน หลังพบสารพิษ 3 ชนิดตกค้าง สั่งบูรณาการทำงานร่วมภาครัฐ เอกชน เร่งทำความเข้าใจผู้บริโภค

8 ก.พ.61 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะผู้บริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าพบ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ เพื่อหารือแนวทางรณรงค์และสร้างความเข้าใจมาตรฐานปริมาณสารพิษสูงสุดที่ยอมรับได้ (เอ็มแอลอาร์) เพราะปัจจุบันมีวัตถุอันตรายทางการเกษตรมากกว่า 48 ชนิด โดยเฉพาะสารเคมี 3 ชนิดที่มีข้อถกเถียงมาก คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกไฟเซต โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังด้วย อาทิ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีการนำเสนอใน 3 ประเด็น คือ 1. ประเทศไทยได้มีการกําหนดมาตรฐานด้านสารพิษตกค้างหรือที่เรียกกันว่า “ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ยอมรับได้ 2. ที่ผ่านมาองค์กรภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) ได้นําเสนอข่าวความไม่ปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยอ้างว่าได้ตรวจพบค่ามาตรฐานสารพิษตกค้างที่เกินจากมาตรฐาน สร้างความกังวลและความไม่เข้าใจต่อผู้บริโภค และ 3.ควรสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคใน 2 ช่องทางผ่านสื่อโซเซียลฯ และการจัดสัมมนา โดยขอรับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

อย่างไรก็ตาม รองนายกฯเห็นว่าการผลิตสินค้าเกษตรที่ตรงความต้องการของผู้บริโภคเป็นสิ่งสําคัญ และที่ผ่านมาทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจรับรองสินค้าต่างๆ และยึดทําลายสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพจํานวนมาก แต่ยังมีหน่วยงานอื่นได้สุ่มตรวจสินค้าเกษตรด้วยเช่นกัน แต่ผลที่ออกมาแตกต่างกันทําให้ผู้บริโภคสับสน ดังนั้นต้องบูรณาการทํางานร่วมกันในลักษณะประชารัฐ คือ หน่วยราชการ เอกชน และประชาชน รวมทั้งร่วมกันป้องกันไม่ให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน คุณภาพถูกจําหน่ายไปยังผู้บริโภค ซึ่งคงไม่ใช่การตรวจ จากหน่วยงานราชการเพียงอย่างเดียว ทั้งผู้จําหน่าย ผู้บริโภคและภาคประชาสังคมต้องร่วมมือกันไม่ซื้อ ไม่ใช้สินค้านั้น และมอบหมายให้หน่วยที่เกี่ยวข้องรับไปดําเนินการ ซึ่งสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายจึงจะต้องรอผลการพิจารณาในส่วนนี้