“บิ๊กตู่” ลุย ครม.สัญจรเมืองรอง โกยคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/543097

  • วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 08:07 น.

"บิ๊กตู่" ลุย ครม.สัญจรเมืองรอง โกยคะแนนนิยม

ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งได้เห็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งสปีดลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างหนัก

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งได้เห็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งสปีดลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างหนัก ล่าสุดเตรียมจัดทัพใหญ่ลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร แต่คราวนี้ต่างจากการประชุม ครม.สัญจรครั้งก่อนๆ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เน้นลงพื้นที่ “เมืองรอง” เป็นหลัก โดยระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค.นี้ เลือกลงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และเพชรบุรี ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เน้นลงพื้นที่จังหวัดใหญ่ ขนาดเศรษฐกิจหรือศักยภาพด้านการพัฒนาสูง

หากจำกันได้เมื่อเดือนก่อน ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. 2561 การประชุม ครม.สัญจรที่ จ.จันทบุรี พร้อมกับตรวจราชการที่ จ.ตราด ลงพื้นที่เพื่อไปผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่ “บิ๊กตู่” คาดหวังจะฝากไว้เป็นผลงานชิ้นโบแดง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน กรุงเทพฯ-ระยอง (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และโครงการลงทุนของภาครัฐในโครงการรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ (มาบตาพุด-แหลมฉบัง-สัตหีบ) ยิ่ง “บิ๊กตู่” ควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีด้วยแล้ว จึงต้องลงพื้นที่จริงด้วยตัวเองเพื่อไปขันนอตกันหน้างาน

ถัดมาการประชุม ครม.สัญจรที่จัดขึ้นเมื่อเดือนก่อน ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 นายกรัฐมนตรี เลือกลงพื้นที่จังหวัดยุทธศาสตร์ภาคกลางนั่นคือ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย นับเป็นสองจังหวัดใหญ่ที่เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นฐานการผลิตอาหารของไทย ที่สำคัญ “บิ๊กตู่” ใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่พบปะประชาชนและเข็นโครงการพัฒนาระบบคมนาคมภาคเหนือแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งถนนและระบบราง เช่น รถไฟทางคู่ ลพบุรี-ปากน้ำโพ รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ที่มีระยะแรกคือ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ระยะทาง 380 กิโลเมตร

ยิ่งการประชุม ครม.สัญจรก่อนหน้านี้ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 “บิ๊กตู่” เลือกลงพื้นที่และจัดประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่ใน 2 จังหวัดใหญ่แห่งปลายด้ามขวาน คือ จ.ปัตตานี และสงขลา ต้องยอมรับว่าทั้งสองจังหวัดเป็นเสมือนเมืองหลวงแห่งภาคใต้ มาคราวนี้ “บิ๊กตู่” เน้นเทงบประมาณช่วยเหลือด้านการเงินกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมกับขยายเวลาพักชำระหนี้ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสวนยางพาราและปาล์ม ฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

เช่นเดียวกับการประชุม ครม.สัญจรที่จัดขึ้นครั้งแรกที่ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 รัฐบาลเอาใจคนภาคอีสานแบบเทงบสนับสนุนทั้งภูมิภาคด้วยงบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาภาคอีสานให้มีระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยด้วยโครงการรถไฟทางคู่

แต่ยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในการจัดประชุม ครม.สัญจร ครั้งต่อๆ ไปเน้นลงพื้นที่ “เมืองรอง” หวังเป้าหมายทางการเมืองสำคัญคือ เน้นอัดฉีดโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ และโครงการไทยนิยม รวมถึงต้องการเช็กเรตติ้งความนิยมในตัวผู้นำรัฐบาล ดังนั้นจากนี้ไปจะได้เห็นภาพ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่จังหวัดเล็กๆ ที่มีอยู่ราว 55 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ จ.หนองคาย สระแก้ว เพชรบูรณ์ มุกดาหาร พัทลุง สตูล เป็นต้น โดยมีนโยบายสำคัญคือ ต้องการพบปะติดตามและทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จริงแบบไปฟังจากปากของชาวบ้าน

ดังนั้น จะเห็นภาพ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร มาประกาศนโยบายสนับสนุนและผลักดันให้ จ.สมุทรสาคร เป็นศูนย์กลางอาหารทะเล หรือ Hub of Seafood ของประเทศ เพราะมีความเพียบพร้อมในหลายๆ ด้าน อาทิ สะพานปลา กลุ่มบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมสินค้าประมงแปรรูป รวมถึงต้องการมาติดตามความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู และการดูแลแรงงานต่างด้าว

แม้ไทยจะถูกยกระดับขึ้นมาเป็นเทียร์ 2 จากเดิมตกชั้นไปอยู่เทียร์ 3 ดังนั้นการมาคราวนี้ “บิ๊กตู่” ต้องมาโชว์ความพร้อมและศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหาไอยูยู กับปัญหาค้ามนุษย์ ส่วน จ.เพชรบุรี เมืองรองที่ขึ้นชื่อในการเป็นจังหวัดต้นแบบโครงการพระราชดำริต่างๆ มากมาย จุดแข็งอันสำคัญคือชุมชนเข้มแข็ง โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนนับเป็นจังหวัดตัวอย่างที่สามารถนำไปต่อยอดหรือเป็นตัวอย่าง เช่น  ธนาคารปู แพปลา จังหวัดที่เป็นฐานทรัพยากรทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์

การยกทัพ ครม.ประชุมสัญจรครั้งต่อๆ ไปจะเห็น “บิ๊กตู่” ตะลุยลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดเล็กๆ พร้อมกับออกตระเวนชูนโยบาย “ประชารัฐ” และ “ไทยนิยม” ไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นบรรยากาศการทำงานรัฐบาลนับจากนี้ไป จึงคล้ายเป็นการซ้อมใหญ่หาเสียงเลือกตั้งแต่เนิ่นๆ ชิงความได้เปรียบทางการเมือง

“พรรคเกรียน” ถอดแบบต่างประเทศ ไม่เพี้ยนแต่จริงจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542952

  • วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

"พรรคเกรียน" ถอดแบบต่างประเทศ ไม่เพี้ยนแต่จริงจัง

“ผมนั่งคิด คิดมาหลายปีแล้ว จริงหรือเปล่าที่ทำไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปเยอะ ต่างประเทศมีโมเดลเกิดขึ้นมาก ที่เป็นพรรคมาจากประชาชน มีลักษณะเป็นพรรคมวลชนสูงมาก หากเกิดขึ้นในเมืองไทยจะทำได้หรือไม่ คนที่สนใจการเมืองแต่มองในกรอบก็คิดว่าทำไม่ได้​ ผมจึงคิดว่าเราน่าจะทดลองดู”

*****************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

สปอตไลต์การเมืองจับจ้องไปยัง ​สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักคิดนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อเขาโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัวประกาศหาผู้ร่วมก่อตั้ง “พรรคเกรียน” ในช่วงที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มการเมืองเริ่มแสดงตัวจดแจ้งตั้งพรรคใหม่

ในวันที่ทุกอย่างกำลังเริ่มต้น สมบัติเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ถึงที่มาที่ไปกับการกระโดดจากข้างสนามเข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ชื่อ “พรรคเกรียน” ที่ต้องการให้ดูสนุก ต่างประเทศมี ไพเรตปาร์ตี้ หรือ พรรคโจรสลัด จึงอยากให้สนุกเหมือนกัน แต่มาคิดว่าหากใช้คำว่าโจรสลัดก็ดูจะไม่เข้ากับเมืองไทย จึงหาอะไรที่คล้ายกัน จนมาลงตัวที่พรรคเกรียน

“ตั้งใจให้ดูสนุก แต่ก็ไม่ใช่เล่นๆ คนจะไปตีความ มองทั้ง ไม่จริงจัง ล้อเล่น แต่ไม่ใช่ เป็นการทำอะไรจริงจังทั้งหมด แต่คนจะรู้สึกดี สนุก ดูไม่ซีเรียส​”

สำหรับที่มาที่ไปของการตั้งพรรคนั้น เริ่มจากเมื่อพูดถึงวิกฤตการณ์ทางการเมืองส่วนหนึ่งเพราะ “พรรคการเมือง” ไม่สามารถวิวัฒนาการไปได้สุด วนอยู่กับพรรคนายทุน ​การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพรรคการเมือง จนมีคำถามว่า พรรคการเมืองในอุดมคติเป็นยังไง ซึ่งคนก็คิดในใจว่าการเมืองไทยทำไม่ได้เพราะต้องใช้เงิน ไม่ใช่คนธรรมดาจะทำได้

สมบัติ เปรียบเทียบว่า การตั้งพรรคครั้งนี้เป็น “แอ็กชั่น รีเสิร์ช” ที่เป็นการทดลองผ่านปฏิบัติการจริง โดยใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการพรรค ที่มีข้อดีคือลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หากไปดู ไพเรตปาร์ตี้ของตะวันตกมีเป็น 10 ประเทศ แต่ที่ประสบความสำเร็จคือของเยอรมนี ซึ่งสามารถได้รับเลือกเป็น สส.​ในสภา และยังได้ไปนั่งในสภายุโรปด้วย

ทั้งนี้ ไพเรตปาร์ตี้ของตะวันตกที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแพลตฟอร์มในการทำงาน ทั้งการสื่อสาร การทำธิงค์แท็งก์ ​ซึ่งมีการสร้างแพลตฟอร์ม “ลิควิด ฟีดแบ็ก”ช่วยทั้งการจัดอันดับ โหวต อภิปราย ซึ่งที่มาที่ไปของต่างประเทศก็มาจากคนรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปี

ประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นมาจากยุคควบคุมการเข้าถึงออนไลน์ ซึ่งต่อมาก็วิวัฒนาการการเมืองในพรรคนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ลิควิด ดีมอคเครซี” ซึ่งก้าวหน้ากว่าประชาธิปไตยตัวแทน เพราะเวลาคุณเลือกตั้งเสียงก็จะไปอยู่ในมือ สส.​ ซึ่งไม่รู้ว่า สส.จะโหวตในสิ่งที่ประชาชนคนเลือกเขาต้องการหรือไ​ม่

แต่สำหรับ ​ลิควิด ดีมอคเครซี เวลามีนโยบาย สส.ก็ไม่ได้โหวตกันแบบฝักถั่ว แต่ต้องนำประเด็นเหล่านั้นกลับมาที่พรรค มีการใช้แอพพลิเคชั่นเปิดให้ถกเถียงกัน ซึ่งถือว่าสร้างการมีส่วนร่วมสูงมาก และเป็นพรรคของมวลชนอย่างแท้จริง คอนเซ็ปต์นี้ก็จะนำไปปรับใช้กับพรรคเกรียน

“เราจะมาอภิปรายภายใน แสวงหารูปแบบประชาธิปไตยก้าวหน้า เวลาศึกษาเรื่องนี้ดูว่ามีรูปแบบใดบ้าง เราก็จะถึงทางตันว่าในประเทศมีแค่พรรคทหารกับพรรคนายทุน สองแบบมันไม่ไปไหน พรรคนายทุนใหญ่กับนายทุนเล็ก นายทุนท้องถิ่น เป็นการถอยหลัง ไม่มีวิวัฒนาการ

…ที่ผ่านมาแนวคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ มีคนหน้าใหม่เข้ามา แต่รูปแบบก็ไม่เห็นว่าใหม่ ในความรู้สึกผม หากมีพรรคที่แตกต่างแบบสุดลิ่มทิ่มประตู โดยไม่สนใจว่าจะได้เสียงเท่าไร นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่คุณจะทำการทดลอง ทฤษฎี หลักการ”

ถามว่าหากไม่สนคะแนนเสียงจะทำให้พรรคไม่มีพลังไปผลักดันนโยบายในสภา สมบัติ ตอบทันทีว่า ไม่จริง เป็นเรื่องที่โต้เถียงกันมาพอสมควร อย่างพรรคหมาแมวของอังกฤษไม่มีเสียงในสภา แต่ก็สามารถทำเรื่องเล็กๆ ส่งเสียงอยู่ข้างนอก พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรทางการเมืองของประชาชน ถ้าคุณมีตัวแทนก็เข้าไปทำงานในสภา ถ้าไม่มีตัวแทนก็ทำงานนอกสภาได้

ส่วนที่มองกันว่า บก.ลายจุดเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวจากนอกสภาเข้ามาสู่ในสภานั้น สมบัติ ชี้แจงว่า พรรคการเมืองเป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มเคลื่อนไหว ซึ่งแมสกว่าการเคลื่อนไหวนอกสภา เพราะไม่ต้องทำภายใต้สถานการณ์การเมือง โดยพรรคการเมืองสามารถทำธิงค์แท็งก์เก็บไปเรื่อยๆ

สมบัติ ย้ำว่า เรื่องการตั้งพรรคไม่ใช่เพิ่งมาคิด แต่พูดเรื่องนี้มาร่วม 2 ปีได้ จนถึงช่วงเปิดรับสมัครจึงมีการหารือกับคนอื่นๆ ที่ทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และจากที่เปิดรับสมัครไปทางเฟซบุ๊กมีคนหลังไมค์เข้ามาแสดงความคิดเห็นแบบซีเรียสจริงจัง ไม่ใช่แค่ให้กำลังใจ ก็รับเข้ามาอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊กที่เปิดขึ้นมาเวลานี้มีร่วม 30 คน ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยว่ามีใครบ้าง แต่หากเปิดชื่อมาจะเห็นว่ามี “บิ๊กเนม” ซึ่งพูดคุยกันมาเป็นปี

ถามว่าจะส่งผู้สมัครครบ 350 เขต หรือไม่ บก.ลายจุด ย้ำทันทีว่า ไม่สนใจอยู่แล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องจำนวน สส. หรือเก้าอี้ในสภาเลย มีก็ดี แต่การส่งผู้สมัคร สส. ต้องคำนึงถึง “คุณภาพ” ก่อน เช่น ถ้ามีคนอยากลงแต่พิจารณาแล้วเกณฑ์ยังไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรส่ง ถ้าส่งแล้วชาวบ้านยี้ก็ไม่เอา

ส่วนจุดแข็งของพรรคที่จะไปแข่งกับพรรคอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ ฐานเสียง ชัดเจน คืออะไร สมบัติ ชี้แจงว่า พรรคไม่สนใจ ไม่มีแรงกดดัน หมายความว่าเราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องชนะเลือกตั้งเหมือนพรรคอื่น ซึ่งคิดว่าไม่ใช่แค่จะเอาชนะ แต่ต้องชนะให้ได้ปริมาณมากเพื่อเป็นรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบตกร่อง ทำให้คนตกร่อง ​

“เราจะไม่ใช้ตังค์ ไม่ใช้ป้าย แต่จะทำกระแส หรือมีป้ายก็อาจจะยอมให้มีเขตละป้าย​ เลยบอกว่าเป็นห้องทดลอง เป็นแอ็กชั่นรีเสิร์ช ซึ่งต้องไปถามว่าจำเป็นไหมต้องส่ง สส.ทุกเขต หรือคำถามเดิมๆ จำเป็นไหมต้องมีป้าย มีป้ายแบบไหน ไม่เบื่อป้ายสี่เหลี่ยมตั้งๆ ซึ่งเชย ไม่สร้างสรรค์ เปลืองเงิน เป็นอุจาดทัศน์​”

ในแง่ของกฎระเบียบใหม่สำหรับการตั้งพรรค ทั้งการหาสมาชิก เงินระดมทุน ไปจนถึงเรื่องไพรมารีโหวตนั้น เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตาม ถามว่าเป็นอุปสรรคไหม ก็เป็นอยู่บ้าง แต่จะทำให้ได้ตามกติกา ถ้าทำไม่ได้ก็จะได้รู้ว่ามีข้อจำกัดอะไร เรียนรู้ไป แต่ส่วนตัวคิดว่าทำได้

ถามว่าถูกตั้งคำถามว่าเป็นพรรคนอมินีของ “เสื้อแดง” หรือ “เพื่อไทย” หรือไม่ บก.ลายจุด ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนใครจะตั้งคำถามก็ตั้งไป ซึ่งเวลานี้ยังไม่รู้ว่าจะไปจดแจ้งกับ กกต.เมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับความพร้อม แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อม ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่าเป็นพรรคการเมืองจริง ไม่ใช่ตั้งเล่น หรือเป็นพรรคเฉพาะกิจ​

“เป็นพรรคการเมืองจริงๆ แต่เรามีบุคลิกของเราเอง เราจะทำการเมืองแบบใหม่ ซึ่งจะทำการเมืองในระยะยาว และเคยให้สัมภาษณ์หลายทีแล้วว่าไม่ได้ทำพื้นที่การเมือง​ระดับชาติเท่านั้น แต่สนใจตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่บ้าน หรือจะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองที่แท้จริง ต้องลงไปถึงระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย อย่างเลือกตั้งประธานนักเรียน ซึ่งฟังดูเพี้ยน แต่การทำพรรคครั้งนี้จริงจัง จริงจังมาก จริงจังกว่าพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันมาก”

ปิดท้ายด้วยคำถามว่าคาดหวังอะไรจากการตั้งพรรคครั้งนี้ สมบัติ กล่าวว่า ​สามารถสร้างพรรคมวลชนจากประชาชนได้จริง มีประสิทธิภาพสูง ใช้งบประมาณต่ำ สร้างการมีส่วนร่วม เป็นพรรคที่มีรูปแบบก้าวหน้ากว่าพรคการเมืองที่มีอยู่ในระบบ ส่วนประชาชนจะเลือกหรือไม่ ​เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่คาดหวัง แค่ฟังเราก็พอแล้ว

วันแรกแห่จองชื่อพรึบ มาแปลกตั้ง ‘พรรคเห็นแก่ตัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542824

  • วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 07:50 น.

วันแรกแห่จองชื่อพรึบ มาแปลกตั้ง ‘พรรคเห็นแก่ตัว’

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

บรรยากาศการขอจดตั้งพรรค หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดให้มีการยื่นจดได้ เมื่อวันที่ 2 มี.ค.เป็นวันแรก ปรากฏว่าเป็นไปด้วยความคึกคัก ไม่แพ้วันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา ที่มีทั้งการเข้าคิวแย่งกัน สร้างสีสัน สร้างความครื้นเครง เรียกความสนใจกันอย่างเต็มที่ โดยมียอดกลุ่มการเมืองที่เข้าจดตั้งพรรคสูงถึง 42 กลุ่ม

เมื่อส่องรายชื่อเหล่าพรรคการเมือง ซึ่งเคยส่งสัญญาณก่อนหน้านี้แบบชัดเจน ว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกฯ อีกสมัยมากันครบครัน เริ่มจาก พรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งส่ง ธนพัฒน์ สุขเกษม มาในฐานะผู้จดแจ้ง แต่ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นผู้กุมบังเหียน ซึ่งเคยประกาศเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดเจน คือ พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง ด้วยเหตุผล เป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ

ถัดมา พรรคพลังธรรมใหม่ ซึ่งห่างหายจากการเมืองมานานกว่า 10 ปี โดยมีนพ.ระวี มาศฉมาดล มาดำเนินการจดแจ้ง ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ได้รวบรวมบรรดาอดีต สส.พรรคพลังธรรม และสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ

โดยมีจุดยืนเพื่อนำประเทศไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤตความขัดแย้งและความแตกแยก รวมถึงคอร์รัปชั่นโกงกินทุกรัฐบาล นำประเทศไปสู่สังคมธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตะวันตก และพรรคจะมีคณะธรรมาภิบาลเพื่อให้ระบบตรวจสอบการทุจริตอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าต้องมีนายกฯ คนนอก

ไล่มาถือว่าน่าจับตากับ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมี ชวน ชูจันทร์ มาทำหน้าที่จดแจ้ง โดยพรรคนี้มีนโยบายสำคัญและเป็นที่รู้กันดี คือ “นโยบายประชารัฐ” มาเป็นแนวทางในการดำเนินการทางการเมือง เพื่อให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาล คสช.

ตามมาด้วย พรรคพลังชาติไทย โดยมี กิ่งฟ้า อรพันธ์ เป็นผู้จดตั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ แม้ชื่ออาจไม่คุ้นหูหรือรู้จักมากนักในทางการเมือง ทว่าถือเป็นพรรคน่าจับตาเพราะมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล คสช. เนื่องด้วยตัว พล.ต.ทรงกลด เป็นนายทหารประจำสำนักงานปลัดกลาโหม จึงได้รับมอบหมายให้อยู่ใน “คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ”

อีกหนึ่งสีสัน พรรคเพื่อชาติไทย ของ อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร อดีตภรรยา พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) มีว่าที่ พ.ต.กรพต รุ่งพิรัญวัฒน์ กับคณะมายื่นจดแจ้ง พร้อมขนกองเชียร์สวมเสื้อยืดสีขาว ข้างหน้าสกรีนรูปของอัมพาพันธ์ พร้อมข้อความ “ย่ายุ้ย อัมพาพันธ์” เพื่อชาติไทย ส่วนด้านหลังเสื้อสกรีนรูปภาพหน้าของนักการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้ง เช่น ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.

ที่เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย คือ พรรคเห็นแก่ตัว โดยมี “กริช ตรรกบุตร” ว่าที่หัวหน้าพรรคและผู้ดำเนินการจดแจ้ง พร้อมให้เหตุผลกับการตั้งชื่อพรรค ว่า สังคมทุกวันนี้ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัว เชื่อว่าไม่มีใครเห็นแก่ประเทศชาติ ดังนั้น สมาชิกในพรรคจึงเห็นพ้องที่จะใช้ชื่อนี้ เป็นชื่อพรรค และเชื่อว่าชื่อนี้จะผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการ และทำให้ประชาชนจดจำ และหากชื่อนี้ไม่ผ่าน ก็เตรียมเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคเห็นแก่ชาติ เป็นชื่อสำรองไว้

สำหรับ “กริช ตรรกบุตร” จบการศึกษาปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยลงสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2547 จากนั้นปี 2550 เป็นผู้สมัคร สส.แบบสัดส่วน พรรคพลังเกษตรกร ของ ศรีภิญโญ ดอนท้วม ลำดับที่ 2 ก่อนที่ในปี 2554 เป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ลำดับที่ 40 ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่อย่างใด นอกจากนี้เขายังมีชื่อเป็นหนึ่งในคณะกรรมการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ของ พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน และ พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากพรรคการเมืองได้ทำการจดตั้งพรรคการเมืองแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองจะตรวจสอบลักษณะต้องห้ามการเป็นสมาชิกพรรค ก่อนส่งไปให้กับ 9 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กรมราชทัณฑ์ สำนักงาน ก.พ. ศาลยุติธรรม สำนักงานเลขาวุฒิสภา ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการต่อไป

โดยจะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารภายใน 30 วัน ก่อนออกใบหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้กลุ่มการเมืองไปดำเนินการในเรื่องหาผู้ร่วมจัดตั้งไม่น้อยกว่า 500 คน ประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 250 คน รวบรวมเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่ได้รับหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง

ส่วนการขออนุญาตดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จะต้องทำหนังสือส่งให้กับ กกต.เพื่อส่ง คสช.พิจารณา โดยต้องนำส่งด้วยตัวบุคคล ไม่ใช่ทางไปรษณีย์หรือผ่านสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ การขออนุญาตจะต้องระบุเหตุผลความจำเป็น ตลอดจนรายละเอียดที่ชัดเจน อาทิ ประเภทกิจกรรม ห้วงเวลา จำนวนผู้เข้าร่วมโดยประมาณ และผู้รับผิดชอบการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง

ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กตต. กล่าวว่า ภาพรวมพอใจที่มีผู้สนใจจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ถึง 42 กลุ่ม ไม่คาดคิดว่าจะมีมากขนาดนี้ ซึ่ง กกต.จะทำให้เร็วที่สุด ส่วนจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 หรือไม่นั้น ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการก็ทัน เพราะ กกต.รีบดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนเรื่องพรรคนอมินีนั้นไม่อาจทราบได้ หากยื่นถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดก็ต้องรับจดทะเบียน

42 รายชื่อขอจดตั้งพรรคใหม่

พลังชาติไทย ประชาไทย พลังประชารัฐ ประชาชนปฏิรูป สังคมประชาธิปไตยประชาชน ประชาชาติ ชาวนาไทย พัฒนาไทย เครือข่ายประชาชนไทย เศรษฐกิจใหม่ พลเมืองไทย พลังธรรมใหม่ ไทยเอกภาพ ประชาภิวัฒน์ สหประชาไทย ทางเลือกใหม่ ชาติพันธุ์ไทย รักษ์แผ่นดินไทย แผ่นดินธรรม เพื่อชาติไทย กรีน ประชานิยม พลังสยาม สยามธิปัตย์ ของประชาชน พลังอีสาน รวมใจไทย ไทยศรีวิไลย์ ประชามติ พลังไทยยุคใหม่ ไทยรุ่งเรือง เพื่อสตรีไทย รากแก้วไทย น้ำใจไทย เสรีประชาธิปไตย คนสร้างชาติ รวมไทยใหม่ สามัญชน สยามไทยแลนด์ ปฏิรูปประเทศไทย เห็นแก่ตัว และภาคีเครือข่ายไทย

สร้าง‘คนดี’นำ‘คนเก่ง’ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/542628

  • วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:40 น.

สร้าง‘คนดี’นำ‘คนเก่ง’ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

คณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ร่วมกับองค์กรเครือข่ายสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน จัดงาน “การสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมสำหรับคนไทย” โดยประกาศเจตนารมณ์องค์กรภาคีเครือข่าย 275 เครือข่าย กว่า 500 คน เพื่อร่วมสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดสำหรับคนไทย

นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “หลักคิดที่เหมาะสม สำหรับคนไทย” ว่า สังคมไทยในอดีตได้รับการยกย่องจากต่างชาติในเรื่องความอ่อนโยน มนุษยธรรม กตัญญู แต่ปัจจุบันเราเผชิญกับวิกฤตคุณธรรม ต้นทุนเหล่านี้ลดต่ำลงจากกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่กระทบเข้ามา ทำให้ถึงเวลาที่จะต้องคิดว่า จะปล่อยให้กระแสไหลบ่าจนพาตกเหว หรือลุกขึ้นมาสู้กับมัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันจำเป็นต้องทำให้ต้นทุนที่เรามีอยู่มีคุณค่าขึ้นมา โดยสถาบันหลักของไทย คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนา สถาบันครอบครัวและชุมชน ซึ่งการปรับกระบวนทัศน์ทั้ง 5 ข้อ คือ 1.พอเพียง 2.วินัย 3.สุจริต 4.จิตสาธารณะ 5.รับผิดชอบ จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงให้สอนกันในโรงเรียนและให้เด็กท่องจำเพื่อหวังคะแนนอย่างเดียว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปปฏิบัติต่อให้เกิดผล ซึ่งโครงการโรงเรียนคุณธรรม ที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงริเริ่มไว้เป็นต้นแบบสำคัญของการปรับใช้เป็นกระบวนทัศน์ 5 ข้อ ซึ่งตรัสว่า “การสร้างคนดีให้แก่บ้านเมืองเป็นเรื่องที่ยากและยาวแต่ก็ต้องทำ”

“การเรียนการสอนจะไม่ได้เน้นให้เด็กเก่ง แต่ทำให้เด็กมีน้ำใจ มีจิตอาสา สามัคคี หันมาช่วยเหลือกัน ซึ่งพบว่าการที่เด็กมีน้ำใจ มีคุณธรรม ส่งผลให้เด็กเรียนดีขึ้นกว่าเดิม วัดได้จากสถิติการสอบโอเน็ตอยู่ในลำดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ” นพ.เกษม กล่าว

องคมนตรี กล่าวว่า หากจะสร้างให้เด็กมีวินัยได้ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งปัจจุบันเด็กอยู่ในระบบการศึกษา จึงต้องให้ความสำคัญในประเด็นการสร้างคน โดยเน้นคนดี มากกว่าคนเรียนเก่ง ไม่ใช่แข่งกันเรียน แข่งกันกวดวิชา แต่ต้องปรับความคิดมีจิตอาสา เด็กช่วยกันติว ให้คำแนะนำกันเรื่องการเรียน เน้นเรื่องระบบธรรมาภิบาล ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้องค์กรหรือโรงเรียนมีคุณภาพ คุณธรรม จัดสิ่งแวดล้อม เชื่อว่า 5-10 ปีนี้ ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

นพ.เกษม กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเห็นความสำคัญด้านการศึกษา และพระราชทานราโชบายด้านการศึกษา ซึ่งทรงต้องการให้การศึกษาต้อง มุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน คือ 1.ทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง เข้าใจในพื้นฐานของบ้านเมือง ยึดมั่นในศาสนา มั่นคงในสถาบันพระมหากษัตริย์ และเอื้ออาทรต่อครอบครัวชุมชน 2.พื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ปฏิบัติแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ดี ปฏิเสธสิ่งที่ผิด สิ่งที่ชั่ว ช่วยกันสร้างคนดีแก่บ้านเมือง 3.มีอาชีพ มีงานทำ ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวแต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้ และ 4.เป็นพลเมืองดี ไม่ว่าครอบครัว สถานศึกษา สถานประกอบการ ต้องส่งเสริมให้โอกาสทำหน้าที่พลเมืองดี โดยเห็นอะไรที่ดีต่อชาติบ้านเมืองก็ต้องทำ เช่น งานจิตอาสา เป็นต้น

เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 กล่าวว่า ปัญหาคนไทยยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มการใช้พฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น ขาดคุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์ มีปัญหาด้านคุณภาพเกือบทุกช่วงวัย ดูแล ลูกหลานพ่อแม่ไม่ดีพอ สิ่งที่หนักที่สุด คือ ขาดดุลพินิจเปราะบางอ่อนไหว ในการเลือกใช้ชีวิตทั้งพฤติกรรม เทคโนโลยี ทำให้เราหลงเชื่อเร็วโดยไม่ไตร่ตรอง เป้าหมายจริงๆ ที่อยากเห็นคือ การที่คนไทยมีจิตสำนึก เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน กว่าที่จะไปถึงเป้าหมายยาวไกลนี้มีหลายวิธีด้วยกัน

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงวิทย์ฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การเตรียมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือ “วิทย์สร้างคน” ซึ่งเน้นทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้มีกระบวนการความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ มีความตระหนักในหลักธรรมาภิบาล เสริมสร้างให้เกิดวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึง โจทย์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีฝากไว้คือ ทำให้คนไทยมีความคิดความอ่าน แบบมีเหตุผล เป็นพลเมืองดีที่ตื่นรู้

ภท. จับมือ ปชป. “ไม่ได้มากินกันเฉยๆ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372547

ภท. จับมือ ปชป. “ไม่ได้มากินกันเฉยๆ”

การเมือง ข่าวการเมือง  :  1 วันที่ผ่านมา

การเมือง,อนุทิน ชาญวีรกูล,Anutin Charnvirakul,พรรคภูมิใจไทย,ภท,มนตรี ปาน้อยนนท์,Montree Panoinon,พรรคประชาธิปัตย์,ปชป,เฉลิมชัย ศรีอ่อน

“อนุทิน” โพสต์เฟซบุ๊ก จับมือ “เฉลิมชัย” ระบุ ไม่ได้มากินกันเฉยๆ ตามที่ได้พูดไว้ทุกอย่าง

เมื่อเวลา 19.44 น. วันที่ 21 พ.ค. 62  นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ภาพข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul อยู่กับ Montree Panoinon นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส. ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุ ทำงานกันอยู่นะครับ ไม่ได้มากินกันเฉยๆ ตามที่ได้พูดไว้ทุกอย่าง โดยหนึ่งในหลายภาพดังกล่าวเป็นการจับมือระหว่างนายอนุทิน กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ปชป.

ภท. จับมือ ปชป. "ไม่ได้มากินกันเฉยๆ"

ภท. จับมือ ปชป. "ไม่ได้มากินกันเฉยๆ"

ภท. จับมือ ปชป. "ไม่ได้มากินกันเฉยๆ"

ภท. จับมือ ปชป. "ไม่ได้มากินกันเฉยๆ"

ภท. จับมือ ปชป. "ไม่ได้มากินกันเฉยๆ"

ภท. จับมือ ปชป. "ไม่ได้มากินกันเฉยๆ"

“เสรีพิศุทธ์” ยังหวัง “ปชป. – ภท.” แตะมือต้าน “ลุงตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372181

“เสรีพิศุทธ์” ยังหวัง “ปชป. – ภท.” แตะมือต้าน “ลุงตู่”

การเมือง,เสรีพิศุทธ์,ลุงตู่,พรรคเสรีรวมไทย,เชียงใหม่,พัณณาศีล น้อยนางจม,พรรคประชาธิปัตย์,ปชป,พรรคภูมิใจไทย,ภท

“เสรีพิศุทธ์” ลุยฝนขอเสียงเขต 8 เชียงใหม่ ยังหวัง “ปชป. – ภท.” แตะมือขั้วต้าน “ลุงตู่”

18 พ.ค. 62  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ลงพื้นที่เขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวันที่สาม เพื่อช่วย นายพัณณาศีล น้อยนางจม ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค หาเสียงเป็นวันที่สาม ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 พ.ค. โดยยืนยันผลักดันนโยบาย เรียนฟรี ปลดหนี้ กยศ. รักษาฟรี และประชาชนผู้มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป รับบำนาญ 3,000 บาทต่อเดือน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาวันนี้

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ยังคงลงพื้นที่ขอคะแนนจากพี่น้องชาว อ.แม่วาง และ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ และได้กล่าวกับพี่น้องประชาชนว่า “พรรคพร้อมที่จะผลักดันออกกฎหมาย เรื่องของการเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี ยกหนี้ กยศ. รักษาพยาบาลฟรี แพทย์ที่มีคุณภาพ โรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์พร้อมสรรพ ประชาชนที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป ได้รับเงินบำนาญ 3,000 บาท ต่อเดือน

อีก 2 – 3 วัน ก็จะได้รับทราบกันแล้ว ผมหวังว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะอยู่มาอยู่กับทางฝ่ายประชาธิปไตย จัดตั้งรัฐบาล และผมพร้อมที่จะผลักดันนโยบายเหล่านี้ เป็นนโยบายเร่งด่วน”

"เสรีพิศุทธ์" ยังหวัง "ปชป. - ภท." แตะมือต้าน "ลุงตู่"

"เสรีพิศุทธ์" ยังหวัง "ปชป. - ภท." แตะมือต้าน "ลุงตู่"

"เสรีพิศุทธ์" ยังหวัง "ปชป. - ภท." แตะมือต้าน "ลุงตู่"

"เสรีพิศุทธ์" ยังหวัง "ปชป. - ภท." แตะมือต้าน "ลุงตู่"

“ธนกร” จวก “ธนาธร” โกหกหน้าตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372085

“ธนกร” จวก “ธนาธร” โกหกหน้าตาย

การเมือง,ธนกร วังบุญคงชนะ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,พรรคอนาคตใหม่,อนค

“ธนกร” จวก “ธนาธร” โกหกหน้าตาย ใส่ร้าย พปชร. ลั่นไม่มีใครเสนอดึง 20 ส.ส. อนค. แลกกับคดี เพราะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมไม่ได้

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปขร.) กล่าวถึงกรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ระบุว่า พรรคพลังประชารัฐติดต่อแม่นายธนาธร ขอ 20 ส.ส. มาร่วมงานแลกกับการไม่ดำเนินคดีกับนายธนาธร ว่า

เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง พรรคไม่มีนโยบายแบบนี้ และไม่เคยมอบหมายใคร นายธนาธรโกหกหน้าตาย พูดเท็จใส่ร้ายพรรคพลังประชารัฐ เป็นการเล่นการเมืองที่สกปรกที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่มีใครในพรรคทำแบบนี้ นึกไม่ถึงว่านายธนาธรจะกระทำแบบนี้ มีเจตนาพิเศษที่จะใส่ร้ายสร้างความเสียหายให้กับพรรคพลังประชารัฐอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐทำการเมืองตรงไปตรงมา โปร่งใสตามระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่เคยคิดว่าคนรุ่นใหม่อย่างนายธนาธรจะกระทำแบบนี้ได้

นายธนกร กล่าวอีกว่า พรรคจะมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาดำเนินคดีกับนายธนาธรต่อไป เพราะทำให้พรรคเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ไหนบอกว่าเป็นการเมืองแบบคนรุ่นใหม่ แล้วทำไมถึงทำแบบนี้ นอกจากนี้ การพูดของนายธนาธรยังสร้างความเสียหายให้กับกระบวนการยุติธรรมด้วย เพราะไม่มีใครแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ นายธนาธรมีหลายคดี ซึ่งพรรคก็ไม่เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น อยากให้นายธนาธรเตรียมตัวเป็นฝ่ายค้านที่ดี ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ แสดงออกถึงความรักชาติบ้านเมืองบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องที่จะทำให้คนไทยไม่สบายใจจะดีกว่า

"ธนกร" จวก "ธนาธร" โกหกหน้าตาย

"ธนกร" จวก "ธนาธร" โกหกหน้าตาย

พท. บ่นอุบร้อง กกต. 3 เรื่อง พปชร. ไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372081

พท. บ่นอุบร้อง กกต. 3 เรื่อง พปชร. ไม่คืบ

การเมือง,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,พรรคเพื่อไทย,พท

ผู้สมัคร พท. ลุ้นผลร้องสอบ ส.ส. พปชร. ถือหุ้นสื่อ หากขาดคุณสมบัติจ่อยื่นยุบพรรคต่อ ด้านเขต 7 สมุทรปราการ ร้องสอบทุจริตเลือกตั้ง บ่นอุบร้องไป 3 เรื่อง ไม่คืบหน้า

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 17 พ.ค. 62  ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขต 7 (บางซื่อ ดุสิต) พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังให้ถ้อยคำประกอบคำร้องต่อ กกต. และยื่นเอกสารเพิ่มเติม กรณีร้องเรียนให้ตรวจสอบ น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขต 7 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อาจเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนในบริษัทหนึ่ง ซึ่งอาจขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส. ว่า

หาก กกต. มีมติว่าเรื่องดังกล่าวมีความผิด ซึ่งตามคำร้องจริง ก็อาจนำไปสู่การร้องให้ยุบพรรคพลังประชารัฐได้ เนื่องจาก น.ส.ธณิกานต์ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารพรรค จึงมีส่วนเกี่ยวข้องและต้องร่วมรับผิดชอบกับการรับรองผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้ง

นายฉัตรชัย ณ บางช้าง สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะตัวแทน นางนันทวัน ประสพดี ผู้สมัครเขต 7 จังหวัดสมุทรปราการ ได้มายื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เขต 7 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 73 (1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจาก น.ส.ไพลิน เทียนสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส. สมุทรปราการ เขต 7 ซึ่งขณะนี้ กกต. ได้ประกาศรับรองให้เป็น ส.ส. แล้ว มีการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง จนทำให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นไปอย่างไม่สุจริต โดยมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ และเงินที่ใช้ในการซื้อเสียงดังกล่าว จึงขอให้ กกต. ตรวจสอบ และให้เพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง น.ส.ไพลิน รวมทั้งจัดการเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่สมุทรปราการ เขต 7 ทั้งนี้ อยากให้ กกต. เร่งรัดการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน เพราะตนเคยยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งในพื้นที่สมุทรปราการ เขต 7 ไปก่อนหน้านี้แล้ว 3 เรื่อง แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

พท. บ่นอุบร้อง กกต. 3 เรื่อง พปชร. ไม่คืบ

“ภราดรภาพ” เตือน “ธนาธร” อีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372076

“ภราดรภาพ” เตือน “ธนาธร” อีกครั้ง

การเมือง,ภราดรภาพ,ธนาธร

“ภราดรภาพ” แนะ “ธนาธร” ควรเคารพกติกา อย่าป่วนสังคม และอย่าชิงสุกก่อนห่าม

นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ เลขาธิการพรรคภราดรภาพ กล่าวในช่วงลงพื้นที่ เขต 8 จ.เชียงใหม่ เพื่อช่วย นายวชิรวิทย์ หลวงมณีวรรณ์ ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค หาเสียงว่าก่อนหน้านี้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เพิ่งมาหาเสียงในพื้นที่นี้ และล่าสุดนายธนาธรมีการแถลงข่าวไปว่าพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี และจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หลังจาก กกต. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) วินิจฉัยคุณสมบัตินายธนาธรว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะถือหุ้นสื่อในช่วงลงสมัคร ส.ส. ว่า ตนเคยเตือนสตินายธนาธรไปแล้วครั้งหนึ่ง และวันนี้จะเตือนอีกครั้ง เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ทางการเมืองด้วยกันว่านายธนาธรควรเคารพกติกาและมารยาททางการเมือง

“ไม่รู้ว่าหวั่นไหวไหมกับเขตนี้ที่กระแสพรรคอาจไม่ดีดั่งใจที่หวัง หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จึงแถลงข่าวเมื่อวานนี้ให้สังคมสับสน และที่ผ่านมาคุณธนาธรเคยเรียกร้องว่าทุกพรรคต้องเคารพกติกาและฟังประชาชน แต่วานนี้คุณธนาธรได้แถลงข่าวว่าพร้อมเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและพร้อมเป็น นายกฯ ทั้งๆ ที่ควรให้พรรคอันดับหนึ่งและอันดับสองไปฟอร์มรัฐบาลก่อน อนาคตใหม่คือพรรคอันดับสามจากการเลือกตั้ง ควรรอตามมารยาทไม่ใช่ทำแบบนี้ มันคือการกลืนน้ำลายตัวเองไหม

และเมื่อ กกต. มีมติแบบนี้ ออกมาเมื่อวานนี้ แนะนำว่าคุณธนาธรควรไปพิสูจน์ตัวเองกับศาลรัฐธรรมนูญก่อน ไม่ใช่มาสร้างความสับสนแบบนี้กับสังคมว่าตัวเองพร้อมเป็น นายกฯ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่ามีคุณสมบัติลงสมัคร ส.ส. ได้ไหม

และยิ่งมีคลิปว่าคุณธนาธรไปพูดกับสื่อต่างชาติว่า แกนนำพรรคบางพรรคประสานผ่านคุณแม่ของคุณธนาธรว่าหากอยากให้เรื่องราวและคดีที่คุณธนาธรและแกนนำพรรคบางคนโดนฟ้อง เพื่อแลกกับการยุติคดี ขอให้ยกยี่สิบ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ให้ย้ายไปหนุนอีกฝ่ายหนึ่งในการตั้งรัฐบาลนั้น

               ขอถามว่า การพูดแบบนี้มีหลักฐานไหม ผมมองว่านายธนาธรทำแบบนี้เหมือนการพูดแบบตีปลาหน้าไซ และโยนความผิดให้คนอื่นแบบกล่าวอ้างลอยๆ และขัดกับสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่เคยบอกสังคมไว้ตลอดมาหรือไม่ว่าพรรคนี้จะไม่เล่นการเมืองแบบเดิมๆ ผมมองว่าวันนี้คุณธนาธรเดินสวนทางกับคำพูดตัวเอง” นายพันธ์ยศ กล่าว

นายพันธ์ยศ กล่าวว่า ตนไม่ได้อิจฉานายธนาธร แต่ในฐานะคนหน้าใหม่การเมืองด้วยกันควรทำงานการเมืองแบบสร้างสรรค์ จำนวน ส.ส. ของพรรคตนแม้ตนจะยังไม่มี ส.ส. มากมายเหมือนพรรคของนายธนาธร แต่วันนี้ตนก็ขอโอกาสจากชาวบ้านในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เขต 8 ตามวิถีประชาธิปไตย เพื่อให้โอกาสพรรคของตนไปทำงาน

“ไม่ใช่ออกมามาตีโพยตีพายแบบเด็กๆ และทำการฝืนครรลองประชาธิปไตยแบบที่นายธนาธรแจ้งไว้กับสังคมในคราวนี้ พรุ่งนี้วันพระใหญ่ แนะนำให้นายธนาธรสงบใจ ทำบุญ นั่งสมาธิ ทบทวนตัวเอง กรรมคือเครื่องชี้เจตนา หากคิดว่าถูกก็ทำไป หากมีสติก็ขอให้ทบทวนตัวเอง อย่าปลุกกระแสให้สังคมสับสน เพราะหวังว่าตัวเองจะได้รับผลบวกจากการทำแบบนี้ ขอร้องเถอะครับ ยุติเถอะ เดินตามครรลองประชาธิปไตยดีกว่า” นายพันธ์ยศ กล่าว

"ภราดรภาพ" เตือน "ธนาธร" อีกครั้ง

"ภราดรภาพ" เตือน "ธนาธร" อีกครั้ง

“เสรีพิศุทธ์” พร้อมยกโควตาให้ ปชป. ร่วมฝ่ายประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372043

“เสรีพิศุทธ์” พร้อมยกโควตาให้ ปชป. ร่วมฝ่ายประชาธิปไตย

การเมือง,พรรคเสรีรวมไทย,เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,เชียงใหม่,พัณณาศีล น้อยนางจม

“เสรีพิศุทธ์” ยินดี “จุรินทร์” นั่ง หน.ปชป. ย้ำคำเดิมยกโควตาให้ ขอแค่มาร่วมกับฝ่ายประชาธิปไตย

17 พ.ค. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.เชียงใหม่ ว่าวันนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวระหว่างลงพื้นที่ช่วย นายพัณณาศีล น้อยนางจม ผู้สมัคร ส.ส. พรรคเสรีรวมไทย เขต 8 เชียงใหม่ ในวันที่สอง เพื่อเดินพบปะและขอคะแนนพี่น้องประชาชนใน อ.ดอยหล่อ และ อ.สันป่าตอง เพื่อขอโอกาสเข้าไปทำงานในสภา ในฐานะผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต และลุ้นเพิ่มจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีกับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หลังจากที่สมาชิกพรรคเลือกให้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และยืนยันให้โควตาพรรคเสรีรวมไทยหากพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมฝ่ายประชาธิปไตย

“ผมขอแสดงความยินดีกับคุณจุรินทร์ด้วยที่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอฝากไปถึงคุณจุรินทร์ด้วยว่า มาร่วมทำงานกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน มีอะไรก็มาพูดคุยกัน ขอให้พรรคของท่านเป็นแบบอย่างของพรรคการเมืองที่ยึดถือเรื่องของประชาธิปไตยเป็นสำคัญ ในส่วนของผมยังเหมือนเดิม พร้อมที่จะยกโควต้า ส.ส. ของผม จำนวน 10 คน ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ เลย ผมขออย่างเดียว ขอให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปอย่างถูกทำนองคลองธรรม” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ระบุ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวกับพี่น้องประชาชนว่า ขอให้เชื่อมั่นในผู้สมัครของพรรคเสรีรวมไทย และตน ว่ามีความมุ่งมั่น ทำอะไรจริงจัง พูดคำไหนคำนั้น สามารถดูจากประวัติการทำงานของตนในช่วงที่รับราชการเป็นตำรวจได้
และขอให้พี่น้องชาวเขต 8 จ.เชียงใหม่ ตัดสินใจให้เด็ดขาด เลือกผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคเสรีรวมไทยเข้าไปเป็นปากเสียงให้กับพี่น้อง

               “การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ผมมีความหวังว่าพรรคของเราจะสามารถปักธงในเขต 8 ของ จ.เชียงใหม่ ได้ เพื่อเปิดโอกาสให้กับการเลือกครั้งต่อๆ ไป หากพี่น้องเลือกพรรคเสรีรวมไทย พี่น้องจะไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะผมเป็นคนพูดจริง ทำจริง คำไหน คำนั้น สิ่งแรกที่เข้าสภาไป ผมจะติดตามเรื่องของการแต่งตั้ง ส.ว. ว่ามีความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะมองไปมีแต่คนรอบกายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุววรรณ ทั้งนั้น” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ระบุ

"เสรีพิศุทธ์" พร้อมยกโควตาให้ ปชป. ร่วมฝ่ายประชาธิปไตย

"เสรีพิศุทธ์" พร้อมยกโควตาให้ ปชป. ร่วมฝ่ายประชาธิปไตย

"เสรีพิศุทธ์" พร้อมยกโควตาให้ ปชป. ร่วมฝ่ายประชาธิปไตย