กรมชลฯเข้มรับมือภัยแล้ง เบรกนาปรังรอบ3-เกินเป้าแล้ว5แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400513

x

กรมชลฯเข้มรับมือภัยแล้ง เบรกนาปรังรอบ3-เกินเป้าแล้ว5แสนไร่

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้รับมอบหมายจากนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำ ตลอดแนวทางวางแผนและแก้ปัญหาภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นได้ร่วมกับหน่วยอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้โครงการชลประทานจังหวัดทุกจังหวัดจัดทำข้อมูลสำรวจและวางแผนบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำต้นทุนที่กรมชลประทานรับผิดชอบดูแล รวมไปถึงแหล่งน้ำธรรมชาติในเขตชลประทาน ตลอดจนประเมินด้วยว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณน้ำเพียงพอหรือไม่ และพื้นที่ใดเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำ

ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน ให้บูรณาการทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินและเกษตรจังหวัด ในการดำเนินการสำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่ว่ามีอะไรบ้าง เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ ถ้าประเมินแล้วไม่เพียงพอให้พิจารณาว่าอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรืออ่างเก็บน้ำอะไรบ้าง ขุดชักน้ำมาใช้ได้หรือไม่ หรือสำรวจดูว่ามีบ่อน้ำบาดาลในบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ หากไม่มีให้คำนึงถึงความจำเป็นที่ต้องขนส่งน้ำไปให้ประชาชนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย พร้อมทั้งให้รวบรวมข้อมูลสถานการณ์น้ำ จัดทำเป็นรายงานสรุปนำเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดให้รับทราบสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ กรมชลประทานยังเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือรวม 4,850 หน่วย กระจายในพื้นที่ชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ ซึ่งพร้อมเข้าสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งได้ทันทีที่ได้รับการร้องขอ

ส่วนแผนใช้น้ำช่วงฤดูแล้ง ขณะนี้การจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ปริมาณน้ำใช้การได้คงเหลือประมาณ 27,492 ล้านลบ.ม. มีการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งไปแล้วประมาณ 15,639 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 68 ของแผนฯทั้งประเทศ เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำ เพื่ออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศน์ การเกษตร และอุตสาหกรรม ในเขตชลประทาน ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น ใช้น้ำไปแล้วประมาณ 6,183 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 77 ของแผน คงเหลือปริมาณน้ำที่ใช้การได้ตามแผนฯประมาณ 1,817 ล้านลบ.ม.

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 61/62 ทั้งประเทศ เพาะปลูกไปแล้ว 8.59 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 82 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว 0.87 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วประมาณ 5.85 ล้านไร่ เกินแผนไปแล้วร้อยละ 10 หรือประมาณ 550,000 ไร่ เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว 0.52 ล้านไร่ ขอให้เกษตรกรงดทำนาปรังต่อเนื่อง (นารอบที่ 3) เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตเพียงพอ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าฤดูแล้งปีนี้มีท่าทีว่าจะเกิดขึ้นหลายพื้นที่และระยะเวลายาวนานมากขึ้น จึงขอให้ทุกคนช่วยกันรณรงค์เรื่องการประหยัดน้ำด้วย

กรมปศุสัตว์ย้ำอหิวาต์แอฟริกาสุกรไม่ติดต่อคน บริโภคหมูได้ปลอดภัย100%-เตือนหยุดแชร์ข่าวปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400408

กรมปศุสัตว์ย้ำอหิวาต์แอฟริกาสุกรไม่ติดต่อคน บริโภคหมูได้ปลอดภัย100%-เตือนหยุดแชร์ข่าวปลอม

กรมปศุสัตว์ย้ำอหิวาต์แอฟริกาสุกรไม่ติดต่อคน บริโภคหมูได้ปลอดภัย100%-เตือนหยุดแชร์ข่าวปลอม

วันเสาร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2562, 19.08 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงการเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ว่าปัจจุบันยังไม่พบโรคนี้ในประเทศไทย โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างระดมสรรพกำลัง ร่วมกันบูรณาการในการป้องกันโรค ASF อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง ทั้งการกำชับตรวจสอบใน 50 ด่านทั่วประเทศ และการตรวจเข้มตามท่าอากาศยานทุกแห่ง ป้องกันนักท่องเที่ยวนำผลิตภัณฑ์หมูเข้ามาในไทย รวมทั้งการตั้ง War Room ของภาครัฐและผู้เลี้ยงสุกร เพื่อตรวจหาจุดเสี่ยง ASF ทั้งในส่วนจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้โรคนี้เข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรตลอดห่วงโซ่ และเศรษฐกิจของประเทศได้

“ขอย้ำว่าโรค ASF เกิดเฉพาะในหมูเท่านั้น ไม่ติดต่อสู่คนและสัตว์ชนิดอื่น คนจึงสามารถบริโภคหมูได้อย่างปลอดภัย 100% ขอให้เกษตรกรและประชาชนอย่าตื่นตระหนก แต่ต้องตระหนักและช่วยกันเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังอย่าให้มีการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์หมูจากทุกประเทศเพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวและว่า

ขณะนี้ กรมปศุสัตว์ได้รับข้อมูลจากผู้หวังดีแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น “DLD4.0” ว่ามีข่าวปลอมเกี่ยวกับ ASF ส่งต่อกันทางโซเชียลในเฟสบุ๊คและไลน์ ซึ่งต้นเรื่องมาจากประเทศเวียดนาม โดยกระทรวงการสื่อสารเวียดนาม ออกประกาศว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจากทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เกิดความหวั่นวิตก กรมปศุสัตว์จึงขอเตือนให้หยุดแชร์ข่าวหรือข้อมูลที่สร้างความแตกตื่นในสังคมวงกว้าง ที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภค และมีผลกระทบร้ายแรงต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทย ที่มีมาตรฐานการผลิต ในระดับสากล ผู้นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560  มีโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ

เกษตรฯสั่งลุยส่ง’มกอช.’ร่วมงาน Natural Product Expo West 2019 ผลักดันสินค้าเกษตรปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400310

เกษตรฯสั่งลุยส่ง'มกอช.'ร่วมงาน Natural Product Expo West 2019 ผลักดันสินค้าเกษตรปลอดภัย

เกษตรฯสั่งลุยส่ง’มกอช.’ร่วมงาน Natural Product Expo West 2019 ผลักดันสินค้าเกษตรปลอดภัย

วันเสาร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2562, 10.13 น.

เกษตรฯสั่งลุยส่ง’มกอช.’ร่วมงาน Natural Product Expo West 2019 ผลักดันสินค้าเกษตรปลอดภัยจากธรรมชาติ สู่เวทีสากล สร้างความเชื่อมั่นเรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรจากธรรมชาติของไทย  

9 มี.ค.62 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา และ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมจัดนิทรรศการ พร้อมนำผู้ประกอบการสินค้าจากธรรมชาติ ร่วมงานแสดงสินค้า Natural Products Expo West 2019 เพื่อเผยแพร่และผลักดันให้สินค้าเกษตรปลอดภัยจากธรรมชาติ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย สร้างความเชื่อมั่นเรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรจากธรรมชาติของประเทศไทย ไปสู่ระดับสากล Natural Products Expo West 2019 เป็นงานแสดงสินค้าอาหารจากธรรมชาติ(Natural)และเกษตรอินทรีย์(Organic) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา งานจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7-9 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์ประชุม Anaheim Convention Center เมือง Anaheim มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า Natural Products Expo West เป็นงานแสดงสินค้าธรรมชาติ สินค้าเกษตรอินทรีย์ และสินค้าเพื่อสุขภาพ สำหรับภาคธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต ผู้ขายส่ง ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ จากทั่วทุกมุมโลก อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี อังกฤษ สเปน อินเดีย และแคนาดา ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่กลุ่มชาวอเมริกันเท่านั้น  ซึ่งจะเห็นว่าเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ กำลังเป็นที่นิยมในวงกว้าง

มกอช. จึงเล็งเห็นว่า งาน Natural Product Expo West 2019  จะเป็นเวทีสากลอีกเวทีหนึ่งที่จะสามารถสร้างโอกาสในการแข่งขันทางการค้าสินค้าเกษตรไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา เพี่อให้สินค้าเกษตรปลอดภัยจากธรรมชาติ และอาหารจากธรรมชาติของประเทศไทย เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ดังนั้นมกอช. จึงส่งเสริม และผลักดัน โดยนำผู้ประกอบการ 7 ราย ได้แก่ บริษัท ออลโคโค กรุ๊ป, บริษัท Thai Organic food,  บริษัท ซีเค อินดัสตรี้ 2001, บริษัท ชีวาดีโปรดักส์, บริษัท ชินฮ่วย จำกัด, บริษัท สไมล์บลูมาร์เก็ตติ้ง จำกัด และบริษัท กุลนารถ จำกัด นำสินค้าในกลุ่มสินค้าเกษตรปลอดภัยธรรมชาติ อาทิ น้ำมะพร้าวน้ำหอม, พุดดิ้งมะพร้าว, น้ำมะพร้าวเกล็ดน้ำแข็ง, สมุนไพร, เครื่องแกง, ชาสมุนไพรน้ำส้มสายชูหมักจากสมุนพไพร, ซอสปรุงรสจากดอกมะพร้าว, น้ำหวานดอกมะพร้าว, น้ำส้มสายชูมะพร้าว, น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น, ผลไม้อบแห้งระบบฟรีซดราย, ทุเรียนอบแห้ง, มังคุดอบแห้ง, มะม่วงอบแห้ง, จิ้งหรีดอบกรอบ รสบาบีคิว, รสออริจินอล, รสผัดฉ่า, รสเกลือ และผลไม้อบกรอบ ระบบ Vacuum Fried ซึ่งคาดว่าภายในงานจะได้รับความสนใจจากผู้ซื้อและผู้นำเข้าจากทั่วโลก ที่มีอำนาจในการตัดสินใจในการสั่งซื้อ สนใจสั่งซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัยจากธรรมชาติของ ประเทศไทย

เลขาธิการกล่าวต่อว่า  การร่วมงานแสดงสินค้า NPEW 2019 ในครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่เคยร่วมงาน NPEW ปีที่แล้วได้ติดตามผลและต่อยอดทางการค้าจากปีที่แล้วได้ นอกจากนี้ ภายในบูธแสดงสินค้าของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมีพื้นที่ให้ผู้ประกอบการชาวต่างชาติและผู้ประกอบการของไทยได้เจรจาแลกเปลี่ยนทางธุรกิจซึ่งกันและกัน (Business Matching) อีกด้วย

ด้าน นางสาวไปรยา เศวตจินดา กงสุลฝ่ายการเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้บริโภคชาวอเมริกัน กำลังมีความตื่นตัวและ ให้ความสนใจเป็นอย่างมากในอาหารเพื่อสุขภาพและสินค้าจากธรรมชาติ รวมถึง ผู้บริโภคจากทั่วโลกก็ให้ความสนใจด้วย ดังนั้นงาน Natural Products Expo West  ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าจากธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงมีแนวโน้มที่จะยังคงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ที่เพิ่มขึ้นโดยตลอด เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม 3 ปีล่าสุด ได้แก่ ปี พ.ศ. 2559  ผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 77,000 ราย ผู้เข้าร่วมแสดงสินค้ากว่า 3,000 ราย ปี พ.ศ. 2560 ผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 80,000 ราย ผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า 3,100 ราย ปี พ.ศ. 2561 ผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 85,000 รายผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า 3,521 ราย

สหรัฐอเมริกามีประชากรมากถึง 320 ล้านคน เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ผู้บริโภคเน้นใส่ใจ ในเรื่องของสุขภาพอนามัย และสนใจในการบริโภคสินค้าจากธรรมชาติ งาน Natural Products Expo West 2019 จึงเป็นงานที่มีผู้ประกอบการร้านค้า และร้านแฟรนไชส์ กว่า 3,500 บริษัท นำสินค้าจากธรรมชาติและอินทรีย์เข้ามาร่วมแสดงภายในงาน ในแต่ละปี มีผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ที่มีอำนาจในการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าสุขภาพ สนใจเข้าร่วมชมงานมากขึ้นทุกปี และในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมชมงานกว่า 90,000 คน

‘สมิทธ’เตือน! เฝ้าระวังดินไหวซ้ำรอยเดิม ชี้หน้าแล้งแผ่นดินหด-ขยายตัวมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400064

'สมิทธ'เตือน! เฝ้าระวังดินไหวซ้ำรอยเดิม ชี้หน้าแล้งแผ่นดินหด-ขยายตัวมากขึ้น

‘สมิทธ’เตือน! เฝ้าระวังดินไหวซ้ำรอยเดิม ชี้หน้าแล้งแผ่นดินหด-ขยายตัวมากขึ้น

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562, 09.48 น.

“สมิทธ”เผย”สมเด็จพระเทพฯ”ทรงห่วงภัยแล้งภาคอีสาน-ราษฎร์ขาดน้ำกินใช้ เตือนรัฐบาลเร่งช่วยเหลือประชาชน เหตุปีนี้แล้งผิดปกติ ชี้เกิดปรากฏการณ์ความชื้นจากขั้วโลกเหนืออยู่แต่ด้านบนจากชั้นบรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลง เจอภัยแล้งจัดทั่วโลก จี้กรมทรัพยากรธรณีเฝ้าระวังแผ่นดินไหวซ้ำรอยเดิม ในช่วงหน้าแล้งแผ่นดินหด-ขยายตัวมากขึ้น

8 มี.ค.62 นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาพอากาศปีนี้จะร้อนมากร้อนนาน ภัยแล้งจะมากกว่าทุกปี เรียกว่าแล้งผิดปกติ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยประชาชน เนื่องจากน้ำที่เก็บไว้ในเขื่อนไม่มาก โดยเฉพาะเขื่อนภาคอีสาน มีปริมาณน้ำน้อยมากจะขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือตอนบน เหลือน้ำในเขื่อนไม่มาก แต่ยังมีพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ โดยรัฐบาลจะต้องเร่งช่วยเหลือบรรเทาภัยแล้ง และแจ้งเตือนประชาชน เกษตรกร ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดให้ได้เห็นผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งการปลูกข้าวนาปรังใช้น้ำมากต้องหยุดปลูกเลยตอนนี้ จะไม่มีน้ำส่งไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวจะเสียหาย

“โอกาสเกิดฝนทิ้งช่วงมีถึง 1 – 2 เดือน ในช่วงเดือน มิ.ย.และเดือน ก.ค.สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ประเทศไทยเกิดแล้งผิดปกติ เพราะเกิดปรากฏการณ์ความชื้นจากขั้วโลกเหนือไม่ลงมา ซึ่งมาจากการเคลื่อนตัวของบรรยากาศโลกมีการเปลี่ยนแปลง โดยทั่วโลกได้รับผลกระทบหมด เกิดสภาวะเอลนีโญปานกลาง ไม่ใช่ประเทศไทยจะร้อนแล้งมากเท่านั้น เกิดทั่วทั้งแถบเอเซีย” นายสมิทธ กล่าว

นายสมิทธ กล่าวต่อว่า สภาพอากาศปีนี้ลักษณะความชื้นอยู่ขั้วโลกเหนือไม่ลงมา ทำให้มวลอากาศเย็นไม่ลงประเทศจีน เกิดแล้งผิดปกติ เหมือนกับเราขาดน้ำเหมือนกัน ต้องใช้น้ำระมัดระวัง งดเพาะปลูก เก็บน้ำไว้บริโภค และไม่ควรทำนา จะเจอภาวะขาดน้ำ เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนเก็บไว้น้อย เช่น ภาคอีสาน ไม่มีน้ำตั้งแต่ปีที่แล้ว เขื่อนมีน้ำน้อย เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ มีน้ำน้อยมาก

“ปีนี้ธรรมชาติได้ส่งสัญญาณแล้วว่าฝนน้อย อาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างน้อย 2 เดือน เพราะตั้งแต่ต้นปียังไม่มีพายุจรเข้ามาเลย ซึ่งจับตาดูความกดอากาศสูงตอนบนยังไม่แผ่ลงมา ถ้าลงมาทำให้เกิดฟ้าคะนองมีฝนบ้าง เพราะช่วงนี้ความกดอากาศสูงจากจีนไม่แผ่ลงมา โอกาสไทยมีฝนน้อยลงกว่าปีก่อน ตอนนี้น้ำในเขื่อนน้อยด้วย ทำให้แล้งจัดในภาคอีสาน สมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นห่วงแล้งมากและนาน จากที่พระองค์ทรงเสด็จฯ ไปทรงงานในหลายจังหวัด ด้วยอากาศปีนี้ร้อนมากขึ้น เพราะไม่มีความชื้น การทำฝนหลวงยิ่งไม่มีโอกาส ในช่วงนี้ทำไม่ได้ เพราะความกดอากาศสูงไม่ลงมา อยู่ข้างบนมากไป ความชื้นน้อย โอกาสฝนตกน้อย ซึ่งการเก็บน้ำในเขื่อนใหญ่มีน้อยมาก ดังนั้น จึงแล้งมาก ผมได้พยามยามแจ้งเตือนประชาชนทุกสัปดาห์ผ่านทางสถานีวิทยุของมูลนิธิ” นายสมิทธ กล่าว

ประธานมูลนิธิภัยพิบัติฯ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์แผ่นดินไหวต่อเนื่อง ที่เกิดขึ้นที่ จ.ลำปาง เมื่อต้นปี จากรอยแยกรอยเลื่อนของแผ่นดินมีจำนวนมาก ไปถึงบริเวณ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ด้วย ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยจับตาดู เพราะช่วงแล้งมาก แผ่นดินจะเกิดหด ขยายตัวซ้ำ รอยร้าวต่างๆ ต้องระวัง ซึ่งกรมทรัพยากรธรณี มีสถิติ มีแผนที่รอยเลื่อน ดังนั้น ก่อนจะสร้างวัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร ถนน ใช้เงินลงทุนเป็นหลายล้านบาท อย่าไปสร้างทับรอยเลื่อน เช่น การสร้างโบสถ์ ลงทุนสูง และมีผู้คนมากการทำพิธีในโบสถ์ หากเกิดเหตุขึ้นมาอาจเกิดโศกนาฏกรรมได้

“สิ่งปลูกสร้างที่มีคนอยู่มากๆ อย่าทับรอยเลื่อน จะเสียหายทั้งทรัยพ์สิน และชีวิต หากเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งท้องถิ่นต้องไปศึกษาดู แผนที่รอยเลื่อนของกรมทรัพยากรธรณี อยู่ตำบลไหน อำเภอ ถนน ก่อนลงมือก่อสร้าง อย่าไปทับรอยเลื่อน ในพื้นที่ต้องมีบันทึกไว้ ถ้าไปสร้างทับพื้นที่ เคยมีรอยเลื่อนในอดีต หากมีแผ่นดินไหว กระทบไปหมด รอยเลื่อนเดิม เสียชีวิตทรัพย์สินได้ ต้องระวังในหน้าแล้งแผ่นดินเกิดรอยร้าวมากขึ้น” นายสมิทธ กล่าว

แห่สั่ง’ยางนา’ปลูกแทนยางพารา หลังราคาตกขายทั้งไม้เป็นเชื้อเพลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400057

แห่สั่ง'ยางนา'ปลูกแทนยางพารา หลังราคาตกขายทั้งไม้เป็นเชื้อเพลิง

แห่สั่ง’ยางนา’ปลูกแทนยางพารา หลังราคาตกขายทั้งไม้เป็นเชื้อเพลิง

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562, 09.04 น.

8 มี.ค.62 ที่ร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ ปาดแม่โจ้พันธุ์ไม้ สาขา 3 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนกาญจนวานิช บ้านคลองแงะ อ.สะเดา จ.สงขลา ได้มีเกษตรกรชาวสวนยางพารา แห่กันมาสั่งต้นกล้าพันธุ์ยางนาเพื่อนำไปปลูกทดแทนต้นยางพาราที่ปัจจุบันมีราคาตกต่ำ โดยมีการสั่งต้นกล้ายางนาไปปลูกแทนตนยางพารา จำนวน 4,000 ต้น

นายเผชิญศักดิ์ สาสุธรรม อายุ 35 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ฯ กล่าวว่า ตอนนี้ด้วยภาวะเศรษฐกิจโซนภาคใต้ สวนยางพาราราคายางตกต่ำผลผลิตที่ได้ก็ไม่คุ้มกับต้นทุนที่ลงทุน เกษตรกร ตอนนี้ก็มีนโยบายที่สามารถปลูกไม้ป่า ไม่เศรษฐกิจ ในพื้นที่ที่มีโฉนดหรือมีเอกสารสิทธิ์ สามารถปลูกแล้วก็สามารถตัดได้ ดังนั้นก็คือก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เกษตรกรชาวสวนยางในโซน อ.สะเดา หันมาปลูกไม้ป่า แล้วก็ปลูกไม้ยางพารา ไม้ยางพารา ราคาจะตกต่ำไปเรื่อยๆก็มาปลูกยางนาที่ว่าสามารถเป็นเงินออม ผลผลิตที่แน่นอนดีกว่า

สำหรับประโยชน์หลักๆของยางนา นายเผชิญศักดิ์ฯ กล่าวว่า ประโยชน์หลักๆไม้ยางนาสมัยก่อนการใช้น้ำมันเจาะจากต้นยาง ต้นยางนาสมัยก่อน พอมีน้ำมันเข้ามาก็ใช้น้ำมัน ยางนาปัจจุบันก็เอาเนื้อไม้มาแปรรูป ทำเป็นโครงสร้างแล้วอีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้ก็มีการนำใบของยางนาเข้าไปทำเครื่องสำอางในบางพื้นที่ บางกลุ่มที่มีการศึกษางานอยู่

สาเหตุที่เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกยางนาแทนเพราะราคาตกต่ำหรือไม่ นายเผชิญศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งก็มีผลและส่วนหนึ่งก็คือปัจจัยสำคัญตอนนี้กฎหมายเขาเปิด สมัยก่อนยางนาเป็นไม้ห่วงห้าม ห้ามตัด ห้ามโค่น ขนาดอยู่ในที่ดินเองก็ห้ามตัด แต่เดี๋ยวนี้กฎหมายใหม่เปิดขึ้นมาสามารถตัดได้ในพื้นที่มีโฉนด พื้นที่ของตัวเองก็สามารถแปรรูปก็เป็นรายได้อย่างหนึ่งให้กับชาวสวน

นายเผชิญศักดิ์ฯ ยังกล่าวว่า ยางนาเป็นไม้แข็งกลางสามารถตัดได้ตั้งแต่ ถ้าดูแลดี ดูแลใส่ปุ๋ยให้น้ำบ้าง 8 ปี ต้นก็สามารถให้ขนาดต้นที่สามารถแปรรูปได้ แต่ส่วนใหญ่ถ้าจะใช้ไม้ที่แข็งแรงจริงๆก็ประมาณ 15 ปี ถึง 20 ปี ยางนาเราสามารถถ้าเราใช้น้ำมันเราสามารถเจาะ ต้นจะไม่เสียหาย ต้นสามารถโตขึ้นไป เราเจาะเอาน้ำมันออกมา ส่วนเราจะตัดอายุ ก็คือไม้ที่สมบูรณ์แล้วสามารถตัดทีเดียวได้ แต่ว่าก่อนที่เราจะตัดสามารถเจาะเอาน้ำมันได้ น้ำมันส่วนใหญ่ก็เอาใช้ในเครื่องจักร เครื่องจักร เช่น พวกคูโบต้า เอาไปผ่านขบวนการแล้วก็กรองเสร็จก็ใส่ในเครื่องจักร สามารถใช้ได้เลย นายเผชิญศักดิ์ กล่าว

เปิดตลาดสินค้าเกษตร‘Co-op Market’ สร้างงานกระจายรายได้สู่ชุมชนพรหมพิราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399948

x

เปิดตลาดสินค้าเกษตร‘Co-op Market’ สร้างงานกระจายรายได้สู่ชุมชนพรหมพิราม

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประยูร  อินสกุล  รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เป็นประธานเปิดงานตลาดสินค้าเกษตร Co-op Market  เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าและตลาดเกษตรปลอดภัย สร้างรายได้สู่ชุมชน โดยมีนายวีระ จรูญพิทักษ์พงศ์ นายอำเภอพรหมพิราม นายผิน ถือแก้ว ประธานสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด   พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ส่วนราชการ ผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ร่วมให้การต้อนรับ ณ  ตลาดกลางสินค้าสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

นายประยูร  อินสกุล  รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวว่า  กรมส่งเสริมสหกรณ์  มีนโยบายด้านการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร Co-op Market  ในระดับภูมิภาคผ่านกลไกสหกรณ์  เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีสถานที่จำหน่ายสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรที่แน่นอน รวมทั้ง เป็นจุดเชื่อมโยงเครือข่ายกระจายสินค้าผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์และผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชน  สำหรับการขับเคลื่อนแผนงานดังกล่าว จังหวัดพิษณุโลก  โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ได้ดำเนินการร่วมกับ สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด จัดงานตลาดสินค้าเกษตร Co-op Market  เพื่อสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพที่จะก่อให้เกิดการกระจายรายได้ในพื้นที่ชุมชน ต่อไป

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวอีกว่า  ที่ผ่านมา  สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด  ถือเป็นสหกรณ์หลักระดับอำเภอที่ได้ยึดแนวนโยบายของรัฐ “ตลาดนำการผลิต” มาปรับใช้ในการวางแผนการส่งเสริมอาชีพให้แก่สมาชิกสหกรณ์ เพื่อวางแผนการผลิตข้าวคุณภาพพันธุ์ กข 43  การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา  และการเลี้ยงโคเนื้อ  ตามความต้องการของตลาดในรูปแบบประชารัฐ อันเกิดจากความร่วมมืออันดีของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกษตรกรเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด จากการดำเนินโครงการต่างๆ ของสหกรณ์

ส่วนการจัดงานในครั้งนี้ ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การรับซื้อผลผลิตข้าวเพื่อสุขภาพพันธุ์ กข 43  ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการเลี้ยงโคเนื้อ ระหว่าง สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด กับ ผู้ประกอบการภาคเอกชน และสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการฯ ว่ามีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน ได้รับราคาที่เป็นธรรมตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด  เพื่อสร้างโอกาสให้แก่เกษตรกรสู่การพัฒนาอาชีพให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

เกษตรกรพอใจปุ๋ยสั่งตัด ยันเห็นผลลดต้นทุนจริง-ได้ผลผลิตมีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399949

x

เกษตรกรพอใจปุ๋ยสั่งตัด ยันเห็นผลลดต้นทุนจริง-ได้ผลผลิตมีคุณภาพ

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการและมีมติเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำมาตรการประชารัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร และเพิ่มศักยภาพการผลิตภาคเกษตร กระทรวงเกษตรฯดำเนินโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร ดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ถึง 30 เมษายน 2563 เป้าหมายสถาบันเกษตรกร 500 แห่งทั่วประเทศ วงเงิน 3,600 ล้านบาท ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ย ตามค่าการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่มีอยู่ในดินแต่ละพื้นที่ ให้การสนับสนุนสินเชื่อจากแหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดจำหน่ายให้สมาชิกสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรทั่วไป ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต (ค่าปุ๋ยเคมี) ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังจัดอบรมการวิเคราะห์ดินและปุ๋ยจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร

สศก.ติดตามประเมินผลโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร พบว่า มีสถาบันเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 202 แห่ง (ร้อยละ 40.4 ของเป้าหมาย) จำนวนสถาบันเกษตรกรได้ขอรับสนับสนุนเงินกู้ 5 แห่ง วงเงิน 18.32 ล้านบาท (ร้อยละ 0.51 ของวงเงิน) ทั้งนี้ พบว่า สถาบันเกษตรกรส่วนใหญ่มีเงินทุนดำเนินงานอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่เห็นว่าช่วยลดต้นทุน เกษตรกรได้ปุ๋ยที่มีคุณภาพ และมีความรู้เรื่องการใช้ปุ๋ยผสมเอง

จากการติดตามข้อมูล กลุ่มปรับปรุงคุณภาพไม้ผลบ้านทุ่งสงคราม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พบว่า ได้รับสนับสนุนสินเชื่อ 336,540 บาท มีจำนวนสมาชิก 33 ราย ทดลองใช้ปุ๋ยสั่งตัดในไม้ผล/ไม้ยืนต้น เฉลี่ยรายละ 4 ไร่ ได้นำผลตรวจดิน และผสมแม่ปุ๋ยตามตารางผสมปุ๋ยที่ได้รับจากกรมวิชาการเกษตร ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงถึงร้อยละ 30 รวมทั้งพืชมีลำต้นที่แข็งแรง และลดการระบาดของโรค สำหรับสหกรณ์การเกษตรสามชุก จำกัด อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ได้รับสินเชื่อวงเงิน 10 ล้านบาท ใช้จัดหาแม่ปุ๋ย ผลิตปุ๋ยผสมตามสูตรที่สมาชิกสั่งซื้อ และจำหน่ายให้สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเฉลี่ยกระสอบละ 40 – 90 บาท ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 29 เช่นกัน

รองเลขาธิการ สศก.กล่าวอีกว่า ในภาพรวม พบเกษตรกรพึงพอใจระดับมากที่สุดในนโยบายของรัฐและชนิดปุ๋ยที่ผลิต เนื่องจากตรงความต้องการ ทั้งด้านคุณภาพและราคาปุ๋ย ซึ่งเกษตรกรจะนำความรู้และเทคนิคไปขยายผลในพื้นที่อื่น รวมทั้งถ่ายทอดให้เกษตรกรทั่วไปอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังต้องการองค์ความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดเพื่อเพิ่มผลผลิต และต้องการให้หน่วยงานภาครัฐ จัดทำแปลงสาธิตการใช้ปุ๋ยสั่งตัด เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจ และชุมชนยอมรับ ทั้งนี้เกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตรที่สนใจสอบถามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

กรมฝนหลวงพร้อมปฏิบัติการ เติมน้ำต้นทุนเข้าเขื่อนสู้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399947

x

กรมฝนหลวงพร้อมปฏิบัติการ เติมน้ำต้นทุนเข้าเขื่อนสู้แล้ง

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2562 ที่สนามบินนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ว่า ขณะนี้สถานการณ์ภัยแล้งเริ่มขึ้นแล้ว ปริมาณน้ำในเขื่อน อ่างเก็บน้ำและในแม่น้ำสายหลักอยู่ในเกณฑ์ไม่มาก อาจกระทบการเพาะปลูกในฤดูแล้ง สถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน รวมทั้งการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ตลอดจนผลิตน้ำประปา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายสนับสนุนปลูกพืชใช้น้ำน้อย เน้นใช้น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคอย่างประหยัด รวมทั้งประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ วางแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งปัญหาหมอกควันฝุ่นละอองมาต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกรมชลประทานยืนยันว่ามีปริมาณน้ำเพียงพอให้ประชาชนใช้จนถึงเดือนพฤษภาคมแน่นอน อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกษตรกรประชาชนในพื้นที่เขตชลประทานให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย และใช้น้ำอย่างประหยัด ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานมอบหมายให้ชลประทานจังหวัดเป็นเจ้าภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำที่มีอยู่ เพื่อเป็นข้อมูลบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งนี้ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังทุกหน่วยงานในสังกัด เพื่อมอบนโยบายและแนวทางดำเนินงาน

ด้ายนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปี 2562 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีแผนปฏิบัติการประจำปี ตั้งแต่วันที่ 1มีนาคม-31 ตุลาคม 2562 ซึ่งได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำ 5 ภูมิภาค 5 ศูนย์ ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 12 หน่วยปฏิบัติการ เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือให้ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำหลักในพื้นที่ 77 จังหวัด โดยมีแผนปฏิบัติการ ดังนี้ 1) แผนการป้องกันและแก้ไขภัยแล้ง 2) แผนการเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำ 3) แผนบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า 4) แผนการยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ นอกจากนี้ ที่ผ่านมากรมฝนหลวงฯได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยคลี่คลายสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วที่จ.ระยอง นครสวรรค์ พิษณุโลกและขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2562 จนถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยเหลือพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมพื้นที่ 16 จังหวัด ปฏิบัติการไปแล้ว 17 วัน 92 เที่ยวบิน

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีเกษตรฯลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ณ แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หมู่ 5 ตำบลศาลเจ้าไก่ต่อ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ด้วย

อหิวาต์หมูวาระแห่งชาติ ปศุสัตว์ทำแผนรับมือเข้ม3ระยะ8มาตรการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399951

อหิวาต์หมูวาระแห่งชาติ ปศุสัตว์ทำแผนรับมือเข้ม3ระยะ8มาตรการ

อหิวาต์หมูวาระแห่งชาติ ปศุสัตว์ทำแผนรับมือเข้ม3ระยะ8มาตรการ

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์จัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ระยะ 8 มาตรการ โดยเสนอเป็นวาระแห่งชาติ กรอบวงเงินงบประมาณดำเนินการ 3 ปี (พ.ศ. 2562 – 2564) เป็นเงิน 1,822,542,900 บาท ประกอบด้วย 1.เฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค 2.ทำลายและค่าชดใช้ในการทำลายสุกรและซากสุกรและ 3.งบกลางในปีงบประมาณ 2562 สำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินใช้เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

สำหรับแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของไทย ที่มีระยะดำเนินการ 3 ระยะ ประกอบด้วย 1.ระยะก่อนเผชิญเหตุระบาด 2.ระยะเผชิญเหตุระบาด และ3.ระยะหลังเผชิญเหตุระบาด ซึ่งมีแนวทางดำเนินการ 8 มาตรการคือ 1.การบริหารจัดการและขับเคลื่อนมาตรการ 2.การป้องกันโรคเข้าประเทศเชิงบูรณาการ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคเข้าฟาร์ม 4.การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังโรค 5.พัฒนาการตรวจวินิจฉัยและสร้างเครือข่ายทางห้องปฏิบัติการ 6.พัฒนาการควบคุมโรค 7.เพิ่มศักยภาพในการสื่อสารความเสี่ยง และ8.การจัดการฟื้นฟูเกษตรกร

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ตรวจยึดผลิตภัณฑ์และผลตรวจพบสารพันธุกรรมของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศ ข้อมูลระหว่างวันที่ 20 ก.ย. 2561-27 ก.พ. 2562ตรวจยึดได้ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง สนามบินภูเก็ต สนามบินสุราษฎร์ธานี และสนามบินอู่ตะเภา จำนวน 209 ครั้ง ปริมาณ 5,766 กิโลกรัม มีจำนวนส่งตรวจ 331 ตัวอย่าง มีผลตรวจที่ให้ผลบวก 22 ตัวอย่าง

“ถึงแม้โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจะไม่ติดต่อถึงคน แต่โรคดังกล่าวยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ไม่มียารักษา เชื้อมีความคงทนในสิ่งแวดล้อม และมีอัตราการตายของสุกรสูง สุกรที่ป่วยแล้วไม่ตายจะเป็นพาหะตลอดชีวิต แต่กระทรวงเกษตรฯยืนยันว่าจะมุ่งควบคุมและป้องกันการเกิดโรคหรือการนำเข้าสุกร เพื่อไม่ให้กระทบภาคอุตสาหกรรมสุกรของประเทศไทยต่อไป” นายลักษณ์ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : เกือบไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399950

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เกือบไป

วันศุกร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกอบด้วยบิ๊กๆ ของหลายกระทรวง ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วีระศักดิ์ โคว้สุรัตน์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไพรินทร์ ชูโชติถาวร เดินทางไปตรวจราชการที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเครื่องบิน C130 ของ กองทัพอากาศ

หลังจากเครื่องบินขึ้นบินไปแล้วประมาณ 45 นาที เกิดใบพัดขัดข้อง จำต้องบินวนกลับมาลงที่ท่าอากาศยานทหารดอนเมือง เพื่อเปลี่ยนเครื่องบินเป็น CN 295 ของกองทัพบก เดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่อ งานนี้ระหว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ใครได้หน้า ใครเสียหน้า ก็ว่ากันไป…

กระทรวงเกษตรฯ ก็มีเครื่องบินใช้ เป็นเครื่องบินที่อยู่ในความดูแลของ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ของ อธิบดีสุรสีห์ กิตติมณฑล ซึ่งมีเรื่องเครื่องบินขัดข้องให้หวาดเสียวอยู่เหมือนกัน

หวาดเสียวเรื่องแรก คือ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เฮลิคอปเตอร์ ฝึกบินของกรมฝนหลวงฯ เกิดอุบัติเหตุลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินนครสวรรค์ 1 ใน 2 สนามบินของกรมฝนหลวงฯ (อีกสนามหนึ่ง อยู่ที่คลองหลวง ปทุมธานี) โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก แต่เครื่องบินเสียหาย เพราะลงจอดกะทันหันเครื่องกระแทกพื้นเกิดไฟไหม้

วันเดียวกันนั้น อธิบดี สุรสีห์ รีบออกแถลงการณ์ชี้แจง ว่า เฮลิคอปเตอร์ที่เกิดอุบัติเหตุนั้น เป็นเฮลิคอปเตอร์รุ่น AS 350B2 ขึ้นทำการฝึกบินในท่าฉุกเฉิน ซึ่งเป็นท่าฝึกบินในกรณีที่ต้องนำเครื่องลงจอดในภาวะฉุกเฉิน ฝึกบินอยู่ที่สนามบินนครสวรรค์ มีนักบินประจำเครื่อง 2 นาย และช่างประจำเครื่อง 1 นาย ระหว่างจะนำเครื่องลงจอด เครื่องเสียการทรงตัว นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องได้ ทำให้เฮลิคอปเตอร์กระแทกพื้นขณะเครื่องยังไม่หยุดทำงาน ทำให้เครื่องพลิกคว่ำ มีน้ำมันไหลออกมาปะทะความร้อนของเครื่องยนต์ จึงเกิดไฟไหม้

เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเข้าให้ความช่วยเหลือดับเพลิงได้ทัน และนำเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 นายออกจากเครื่องได้ทันอย่างปลอดภัย

หวาดเสียวครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช นำคณะเจ้าหน้าที่และผู้สื่อข่าวรวม 28 ชีวิต ไปร่วมงานเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งประจำปี 2562 ที่สนามบินนครสวรรค์ โดยใช้เครื่อง CN235 ขึ้นจากท่าอากาศยานทหารดอนเมือง แต่ยังไม่ทันไปถึงสนามบินนครสวรรค์เกิดปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้องระหว่างจะนำเครื่องลง

นักบินไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับสนามบินได้ด้วยระบบของเครื่องบิน จึงบินวนรอบสนามบินและพยายามใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกับทางภาคพื้นดิน เพื่อให้ช่วยดูว่าล้อของเครื่องบินกางออกสมบูรณ์หรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบจากภาคพื้นดินว่าล้อกางออกแล้ว จึงได้นำเครื่องลง และเบรก ยางที่กระแทกพื้นและเสียดสีกับพื้นสนามบินจึงระเบิดออกเป็นรูปกากบาท แต่ผู้โดยสารทุกคนปลอดภัย

รัฐมนตรี กฤษฎา บอกกับผู้สื่อข่าวว่าไม่กลัว แต่คิดว่าจริงๆ ท่านก็คงหวาดเสียวเหมือนกัน และคงไม่กล้าใช้บริการเครื่องบินเกษตรไปอีกนาน แต่วันนั้นผู้สื่อข่าวไปด้วยจำนวนมากจึงต้องจำใจกลับเครื่องบินเกษตรเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนลำใหม่

เปิดเข้าไปดูในเว็บไซต์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พบว่า กรมฝนหลวงฯ มีเครื่องบินอยู่หลายลำ และมีเครื่องบินอยู่ 2 ประเภท คือเครื่องบินปีกตรึง มีอยู่ 31 ลำ 5 รุ่น คือ Porter PC-6/B2H2 1 เครื่องยนต์จำนวน 3 ลำ Cessna Caravan 1 เครื่องยนต์ จำนวน 10 ลำ Casa 2 เครื่องยนต์ จำนวน 13 ลำ CN235-220 2 เครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ และ Super King Air 350B 2 เครื่องยนต์ จำนวน 3 ลำ

อีกประเภทหนึ่งคือ เครื่องบินปีกหมุน หรือ เฮลิคอปเตอร์ มีอยู่ 5 รุ่น ประกอบด้วย Ecureuil AS 350B 1 เครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ Bell 206B 1 เครื่องยนต์ จำนวน 3 ลำ Bell 412 EP 2 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ Bell 412 EP 1 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ และ Bell 407GXP 1 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ

แต่ละลำอายุการใช้งานนานแค่ไหนไม่ได้ระบุ แต่กรมฝนหลวงฯ มีนักบินรุ่นใหม่ ที่อายุยังน้อยอยู่จำนวนไม่น้อย การฝึกฝน ประสบการณ์ของนักบินก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ และการดูแลบำรุงรักษาเครื่องบิน ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ภารกิจของกรมฝนหลวง ไม่ได้มีเพียงการทำฝนเพื่อการเกษตร ยังมีภารกิจพิเศษอื่นๆ อีกมาก เช่น การทำฝนเพื่อสลายฝุ่น PM2.5 และการปฏิบัติภารกิจของผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ

ทำบุญเลี้ยงพระเพื่อสิริมงคลของฝูงบินกันหน่อย ดีไหมครับ

แว่นขยาย