กษ.สานต่อศก.พอเพียง พัฒนาพื้นที่ตำรวจตระเวนชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400768

กษ.สานต่อศก.พอเพียง พัฒนาพื้นที่ตำรวจตระเวนชายแดน

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงเกษตรฯเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการร่วมพัฒนาพื้นที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อดำเนินการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนรองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนที่ปรึกษาสำนักงาน กปร. รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมวิปุลากร อาคารจุลละพราหมณ์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

นายระพีภัทร์กล่าวว่า โครงการดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานโฉนดที่ดินค่ายพระรามหกและค่ายนเรศวรให้กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติงานและเพื่อประโยชน์ในทางราชการและพัฒนาพื้นที่ในการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สืบไป

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนโครงการฯ อย่างเต็มที่ และให้ติดตามโครงการฯ อย่างใกล้ชิด โดยโครงการฯในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯได้รับมอบหมายก้าวหน้ามาก ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการฯไปแล้วในส่วนการปรับพื้นที่ ขุดสระ การปรับปรุงเตรียมดินให้เหมาะสม ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังจัดเตรียมพันธุ์พืช พันธุ์ข้าว พันธุ์ปลาและพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ไว้ด้วยแล้ว โดยตั้งเป้าหมายว่าจะให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยใช้งบประมาณดำเนินการ จำนวน 7.2 ล้านบาท

ชาวสวนผลไม้ตอ.เอาจริง รวมพลังไม่ซื้อไม่ขายสินค้าเกษตรด้อยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400773

x

ชาวสวนผลไม้ตอ.เอาจริง รวมพลังไม่ซื้อไม่ขายสินค้าเกษตรด้อยคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) รวมพลังไม่ซื้อไม่ขายสินค้าเกษตรด้อยคุณภาพภาคตะวันออก และงานประชาสัมพันธ์ผลไม้คุณภาพดีเอกลักษณ์ภาคตะวันออก ปี 2562 ที่จ.จันทบุรีว่า จากการที่กระทรวงเกษตรฯประกาศแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 เป็นปีแห่งการผลิตผลไม้คุณภาพ ใช้การตลาดนำการผลิต พร้อมประกาศคุมเข้มทุเรียนมุ่งเน้นวางแผนแบบครบวงจร จึงลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแผงค้าริมทางตลาดเนินสูงอีกทั้งยังได้เป็นสักขีพยานในการลงนามรวมพลังไม่ซื้อไม่ขายสินค้าเกษตรด้อยคุณภาพภาคตะวันออกที่ทาง จ.จันทบุรีจัดขึ้น จำนวน 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 เกษตรกร

ผู้ประกอบการส่งออก ร้านค้าปลีก ผู้นำท้องถิ่น/ท้องที่ ชุดที่ 2 เกษตรกรแปลงใหญ่ กับ Modern Trade (Tops) และชุดที่ 3ผู้แทนเครือข่ายสหกรณ์ในจันทบุรี กับ Modern Trade (Makro) นอกจากนี้ ยังได้เป็นสักขีพยานการลงนามของ จ.ตราด และ จ.ระยอง ด้วย

นายกฤษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดำเนินการตามแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 ให้มีประสิทธิภาพ โดยหวังให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการผลผลิตให้มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน มีการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้มีอำนาจการต่อรองที่เพิ่มขึ้น และมีการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนหรือเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการทำเกษตร

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งผลผลิตภาพรวมของทั้ง 4 ชนิดจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาทุกชนิด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนที่เกิดภาวะแล้ง ปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวยทำให้ต้นไม้ผลมีเวลาพักสะสมอาหารนาน ผลผลิตจะออกมากกว่าปีที่ผ่านมา จึงกำชับให้คัดคุณภาพและบรรจุสินค้าผลไม้ 4 สินค้า ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลำไย ส่งให้ผู้ประกอบการเอกชนในปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 3,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท และยังเชิญชวนให้บริโภคผลไม้ไทยมากยิ่งขึ้นด้วย

ด้านนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก (ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง) และแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ (ลิ้นจี่) โดยมอบให้คณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ปี 2562 ให้เป็นไปตามกลไกตลาดสำหรับผลผลิตทุเรียนได้ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารผลไม้ เพื่อเตรียมการบริหารจัดการทุเรียน โดยระยะสั้น ภายในปี 2562 เน้นควบคุมคุณภาพเป็นหลัก เนื่องจากขณะนี้ใกล้ถึงฤดูกาลผลิตทุเรียน ต้องให้เกษตรกรผลิตทุเรียนมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน GAP นอกจากนี้ ยังคุมเข้มเรื่องทุเรียนอ่อนให้มากขึ้น โดยกรมวิชาการเกษตรจะตั้งด่านสกัด เพื่อป้องกันทุเรียนอ่อนออกนอกแหล่งผลิต

หนุนเกษตรกรผสมปุ๋ยใช้เอง ย้ำลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400767

x

หนุนเกษตรกรผสมปุ๋ยใช้เอง ย้ำลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตได้จริง

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรม ส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า การผสมปุ๋ยเคมีใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยถูกต้องตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช เป็นการนำแม่ปุ๋ยชนิดต่างๆมาผสมกันจากแม่ปุ๋ยเคมีที่นิยมใช้ 3 ชนิด ได้แก่ แม่ปุ๋ยไนโตรเจน สูตร 46-0-0 แม่ปุ๋ยฟอสฟอรัส สูตร 18-46-0 และแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม สูตร 0-0-60 โดยไม่ต้องใส่สารตัวเติม เช่น ดินขาว ยิบซัม ที่ใช้ผสมเพื่อให้น้ำหนักปุ๋ยครบ 100 กก. เกิดผลดีคือ เกษตรกรได้ปุ๋ยเคมีตามสูตรที่ต้องการเหมาะกับดินและพืชลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต ได้ธาตุอาหารจากแม่ปุ๋ยเคมีล้วนๆ ทำให้ได้ใช้ปุ๋ยเคมีในราคาถูกตัดปัญหาปุ๋ยปลอมปุ๋ยไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากการผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง ใช้แม่ปุ๋ยทำปลอมยาก

วิธีการผสมปุ๋ยทำไม่ยาก หลังทราบสัดส่วนแม่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เตรียมอุปกรณ์ผสมปุ๋ย จากนั้นชั่งน้ำหนักแม่ปุ๋ยแต่ละชนิดตามที่ต้องใช้ ต้องเลือกแม่ปุ๋ยที่ขนาดเม็ดใกล้เคียงกัน ป้องกันปัญหาแยกตัวของเม็ดปุ๋ย นำแม่ปุ๋ยเทลงบนพื้นที่ปูพลาสติกหรืออ่างผสม โดยเทแม่ปุ๋ยน้ำหนักมากที่สุดก่อน แล้วตามด้วยแม่ปุ๋ยที่มีน้ำหนักรองลงมา ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดี กรณีเกษตรกรรวมกลุ่มกันและต้องการใช้ปุ๋ยผสมเองในปริมาณมากเพื่อบริการสมาชิกของกลุ่ม อาจใช้เครื่องผสมปุ๋ยหรืออุปกรณ์ที่ดัดแปลงมาใช้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเกษตรกรต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและการผสมปุ๋ยใช้เอง โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนในพื้นที่ หรือสอบถามรายละเอียดที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านเพื่อให้มีความรู้เรื่องดินและปุ๋ยเพิ่มขึ้นเมื่อผสมปุ๋ยแล้วควรใช้ให้หมดในคราวเดียว แต่หากจำเป็นต้องเก็บไว้ ต้องใช้ภายใน 15 วัน เพราะปุ๋ยที่ผสมแล้วจะชื้นง่าย ทั้งนี้ จากข้อมูลของสมาชิกเกษตรกรศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งขึ้น 882 ศูนย์ สมาชิกที่ปลูกข้าวใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและผสมปุ๋ยใช้เองลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีในนาข้าวได้ ตั้งแต่ร้อยละ 17-51 ขึ้นอยู่กับดิน พันธุ์ข้าว สภาพภูมิอากาศ และราคาแม่ปุ๋ย และผลผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5 -15 ใน ขณะที่พืชอื่นๆ ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้เช่นกันในอัตราที่แตกต่างกันไป

จัดหลักสูตรหม่อนไหมสร้างอาชีพ เสริมทักษะผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400771

x

จัดหลักสูตรหม่อนไหมสร้างอาชีพ เสริมทักษะผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษ

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ ตามโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ด้วยกิจกรรมสนับสนุนงานด้านหม่อนไหม ในเรื่ององค์ความรู้การทำเกษตรหม่อนผลสดในระบบอินทรีย์ และการเเปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม อาทิ สบู่โปรตีนไหม ครีมอาบน้ำแชมพู คุกกี้โปรตีนไหม สมูทตี้หม่อนผลสดท็อฟฟี่โปรตีนไหม โอ่งใส่ทิชชู่ผ้าไหม เป็นต้น และส่งเสริมการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ต้องขังในเรือนจำพึ่งพาตนเองได้เมื่อพ้นโทษไปแล้ว อีกทั้ง ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจัดจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาศึกษาดูงานด้านเกษตรพอเพียงในเรือนจำอีกด้วย

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมภายใต้โครงการกำลังใจฯ ให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ 6 แห่ง ผ่านกิจกรรมสนับสนุน 2 หลักสูตรได้เเก่ หลักสูตรการออกเเบบและทอผ้าไหม ที่ทัณฑสถานหญิง เชียงใหม่ และอีกหลักสูตรคือ การเเปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม ที่เรือนจำชั่วคราว5 เเห่ง คือ เรือนจำชั่วคราวดอยรอง จ.เชียงราย,เรือนจำชั่วคราวแคน้อย จ.เพชรบูรณ์, เรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน จ.สุรินทร์, เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จ.ชัยนาท, และเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จ.ตราด

นอกจากนี้ กรมหม่อนไหมยังสนับสนุนนายธาดา ทริดสังข์ (ถิก) ผู้พ้นโทษจากเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จ.ตราด ให้นำความรู้ด้านแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหมมาประกอบอาชีพ ผลิตน้ำหม่อน แยมหม่อนจำหน่ายในตลาดนัดและเพจบ้านน้ำหม่อนเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวอีกด้วย

“กรมหม่อนไหมมอบต้นหม่อนผลสด 50 ต้น มาปลูกและช่วยเรื่องการตลาด พาไปเปิดตลาดด้วยถ้าไม่มีกรมหม่อนไหมวันนี้ ผมคงไม่ได้มายืนจุดนี้ กรมหม่อนไหมสร้างอาชีพ รายได้เเละสร้างอนาคตให้ผมกลับมายืนในสังคมอีกครั้ง ผมขอขอบคุณกรมหม่อนไหมและขอขอบคุณโครงการกำลังใจฯของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาด้วยครับ” นายธาดา กล่าว

รักษ์เกษตร : วนเกษตร ระบบป่าที่ยั่งยืน ด้วยธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400766

รักษ์เกษตร : วนเกษตร ระบบป่าที่ยั่งยืน ด้วยธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ระบบวนเกษตร คืออะไร และมีลักษณะอย่างไรครับ ขอทราบความรู้ด้วยครับ

สืบบุญ สงวนสาธร

อ.หลังสวน จ.ชุมพร

คำตอบ

วนเกษตร เป็นเกษตรกรรมที่นำเอาหลักการความยั่งยืนถาวรของระบบป่าธรรมชาติ มาเป็นแนวทางในการทำการเกษตร ให้ความสำคัญกับการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล และไม้ใช้สอย ให้เป็นองค์ประกอบหลักของไร่นา ผสมผสานกับการปลูกพืชชั้นล่าง ที่ไม่ต้องการแสงแดดมาก หรือได้อาศัยร่มเงา และความชื้นจากการที่มีพืชชั้นบนขึ้นปกคลุม รวมทั้งการจัดองค์ประกอบการผลิตทางการเกษตรให้มีความหลากหลายชนิดของพืชและสัตว์

หลักการของวนเกษตร

ระบบวนเกษตร เป็นการทำการเกษตรในพื้นที่ป่า ได้แก่ การปลูกพืชเกษตรแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ การนำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า การเก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการใช้พื้นที่ป่า ทำการเพาะปลูกสลับกับการปล่อยให้ฟื้นคืนสภาพกลับไปเป็นป่า รวมถึงการสร้างระบบเกษตรให้มีลักษณะเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติ มีไม้ยืนต้นหนาแน่นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ระบบมีร่มไม้ปกคลุม และมีความชุ่มชื่นสูง

วนเกษตร มีทางเลือกในการปฏิบัติทางการเกษตรแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น และสภาพพื้นที่ โดยนักวิชาการได้จัดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 5 ประเภท ดังนี้

1.วนเกษตรแบบบ้านสวน มีต้นไม้และพืชผลหลายชั้นความสูง โดยปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพร และพืชผักสวนครัวในบริเวณบ้าน

2.วนเกษตรที่มีต้นไม้แทรกในไร่นา หรือทุ่งหญ้า เหมาะกับพื้นที่ซึ่งมีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ โดยปลูกต้นไม้เสริมในที่ที่ไม่เหมาะสมกับพืชผล เช่น ที่เนิน หรือที่ลุ่มน้ำขัง และปลูกพืชในที่ราบ หรือที่ไม่สม่ำเสมอ

3.วนเกษตรที่มีต้นไม้ล้อมไร่นา เหมาะกับพื้นที่ไร่นา ซึ่งมีลมแรงพืชผลได้รับความเสียหายจากลมพายุอยู่เสมอ จึงต้องปลูกต้นไม้เพิ่มความชุ่มชื้น บังแดดบังลมให้กับพืชที่ต้องการร่มเงาและความชื้น

4.วนเกษตรที่มีแถบต้นไม้และพืชผลสลับกัน เหมาะกับพื้นที่ที่มีความลาดชันเป็นแนวยาวน้ำไหลเซาะหน้าดินมาก แถบต้นไม้ซึ่งปลูกไว้สองถึงสามแถวสลับกับพืชผลเป็นช่วงๆ ปลูกขวางความลาดชัน จะช่วยรักษาหน้าดิน และในระยะยาวจะทำให้เกิดขั้นบันไดดินแบบธรรมชาติให้กับพื้นที่ สำหรับแถบพืช อาจมีความกว้าง 5-20 เมตร ตามความเหมาะสมของพื้นที่

5.วนเกษตรที่ใช้พื้นที่หมุนเวียนปลูกไม้ยืนต้น พืชผล และเลี้ยงสัตว์ เหมาะกับพื้นที่ที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่พอที่จะปลูกพืชผลเป็นแปลงหมุนเวียน โดยมีแปลงไม้ยืนต้นร่วมกับการเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

การเกษตรรูปแบบวนเกษตรนี้ เหมาะสำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ป่าธรรมชาติ เกษตรกรสามารถผลิตพืชผลโดยไม่ไปกระทบต่อพื้นที่ป่าเดิม วนเกษตรอาศัยความหลากหลายทางชีวภาพ และสามารถฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์จากพื้นดินรกร้างและเสื่อมโทรม เป็นการสร้างแนวกันชนทางกายภาพ จากการลดลงของป่าไม้ที่เหลืออยู่ ทั้งยังเพิ่มศักยภาพของดินในการบำรุงดิน และเกิดความมั่นคงในการผลผลิต

นาย รัตวิ

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.เปิดการประชุมอาหารและอาหารสัตว์โลกครั้งที่6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400794

'อธิบดีปศุสัตว์'เป็นปธ.เปิดการประชุมอาหารและอาหารสัตว์โลกครั้งที่6

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.เปิดการประชุมอาหารและอาหารสัตว์โลกครั้งที่6

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 17.43 น.

กรมปศุสัตว์จับมือสหพันธ์อุตสาหกรรมอาหารสัตว์นานาชาติ (IFIF) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย (TFMA) และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมจัดงาน “การประชุมอาหารและอาหารสัตว์โลกครั้งที่ 6 (The 6th Global Feed and Food Congress; GFFC 2019)” ระหว่างวันที่ 11 – 13 มีนาคม 2562

11 มี.ค.62 ที่โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน“การประชุมอาหารและอาหารสัตว์โลกครั้งที่ 6 (The 6th Global Feed and Food Congress; GFFC 2019)” ระหว่างวันที่ 11 – 13 มีนาคม 2562 พร้อมด้วย Dr. Berhe Tekola: Director of Animal Production and Health Division (FAO), Dr. Daniel Bercovici: Chairman of International Feed Industry Federation (IFIF) นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย (TFMA) และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่มีส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์ในลำดับต้นๆ ของโลก กรมปศุสัตว์ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์ ได้กำกับดูแลตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร (All Food Chain) โดยที่อาหารสัตว์เป็นหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญในการผลิตสินค้าปศุสัตว์ มีผลต่อการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้มีคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ซึ่งมีผลต่อผู้บริโภคด้วย ซึ่งขณะนี้ การแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลขีพกำลังเป็นประเด็นที่สำคัญของโลก และเป็นปัญหามีความเกี่ยวเนื่องกันทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นภาคปศุสัตว์จึงมีเป้าหมายที่จะลดการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ลง 30% ภายในปี พ.ศ. 2564 มีการดำเนินการกำกับดูแลให้มีการใช้ยาในสัตว์อย่างถูกต้องมาโดยตลอด โดยล่าสุดได้มีการออกกฎหมายที่กำกับดูแลอาหารสัตว์ที่ผสมยา (Medicated Feed) นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มีการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ มีการใช้ยาอย่างถูกต้องและเหมาะสม (Prudent use) และมีการดำเนินโครงการการเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ (Raised Without Antibiotics; RWA)

การประชุมฯ ครั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลก ร่วมบรรยายให้ความรู้และร่วมเสวนากับผู้เข้าร่วมประชุมที่มีความเกี่ยวข้องและสนใจงานด้านอาหารและอาหารสัตว์ โดยจะเน้นในหัวข้อ “The future of Feed & Food-are we ready” กล่าวถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง ทำให้มีการเจ็บป่วยและมีการใช้ยาต้านจุลชีพน้อยลง ตลอดจนการหาทางเลือกอื่นๆ (Alternative) โดยใช้วัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ (Feed additives) เช่น โปรไบโอติก (Probiotics) และสมุนไพร เพื่อทดแทนและลดการใช้ยาต้านจุลชีพในการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์มีความปลอดภัย ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปศุสัตว์ สามารถผลิตปศุสัตว์ที่จะเป็นแหล่งอาหารที่เป็นโปรตีนแก่ผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างเพียงพอและปลอดภัยในอนาคตต่อไป

รมว.เกษตรฯเปิดประชุมนานาชาติสัตวแพทย์ โชว์ผลงานวิชาการของไทยสู่ระดับภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400510

x

รมว.เกษตรฯเปิดประชุมนานาชาติสัตวแพทย์ โชว์ผลงานวิชาการของไทยสู่ระดับภูมิภาค

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 43 “The International Conference on Veterinary Science 2019 (ICVS 2019)” ภายใต้แนวคิด “70 ปี สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ : การเฉลิมฉลองแห่งความสำเร็จ”ว่า ปัจจุบันสัตวแพทย์ไทยก้าวหน้าและเป็นผู้นำด้านสัตวแพทย์ในระดับภูมิภาค จึงเป็นที่น่ายินดีที่วงการสัตวแพทย์ไทยเสริมสร้างความเข้มแข็งของสัตวแพทย์ โดยความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยที่ทันสมัยระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาบทบาทของวิชาชีพสัตวแพทย์มีความสำคัญต่อสังคมไทยชัดเจน เช่น การควบคุมโรคระบาดสัตว์ไม่ให้เกิดความสูญเสีย
ชีวิตมนุษย์และสัตว์ และส่งกระทบต่อระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ อีกทั้ง ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการผลิตปศุสัตว์ให้มีมาตรฐานสู่อาหารปลอดภัยในระดับโลก จนทำให้ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่สำคัญในภูมิภาค ทั้งนี้ โลกมีความต้องการอาหารโปรตีนจากสัตว์เพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อบทบาทของสัตวแพทย์ในการควบคุมระบบการผลิตให้เป็นที่ยอมรับของตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันสินค้าปศุสัตว์ไทยสร้างมูลค่าจากการส่งออกปีละกว่า 240,000 ล้านบาท สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานของบุคลากรในวิชาชีพสัตวแพทย์ พร้อมกันนี้ ได้มอบรางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำปี 2561 จำนวน 5 ราย มอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนการจัดประชุมวิชาการฯ 19 ราย และมอบทุนการศึกษาแก่นิสิต นักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ 9 สถาบัน 9 ราย

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะที่ปรึกษาสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และกรมปศุสัตว์ ร่วมพัฒนางานด้านสัตวแพทย์และวิชาชีพสัตวแพทย์ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการและการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน โดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เป็นสมาคมวิชาชีพทางสัตวแพทย์แห่งแรกในประเทศไทย ที่ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในการส่งเสริมสามัคคีธรรมและจริยธรรม ยกระดับมาตรฐานการประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ เผยแพร่ความรู้ทางวิชาการให้สมาชิกและสังคม ส่งเสริมการสงเคราะห์สัตว์และช่วยเหลืองานสาธารณกุศล อาทิ จัดกิจกรรมทำหมันสุนัข แมวเพื่อลดประชากรสุนัข แมว และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขแมว มีผลให้โรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยลดลง

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ นายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อเป็นช่องทางนำเสนอความก้าวหน้าด้านวิชาการของสัตวแพทย์ไทย ต่อสมาชิกสัตวแพทย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ 70 ปี สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ :การเฉลิมฉลองแห่งความสำเร็จ” มีการนำเสนอผลงานรวม 85 เรื่อง หัวข้อสัมมนา 3 เรื่อง ได้รับเกียรติจากวิทยากรรับเชิญ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE)

แนะชาวสวนมะม่วงระวัง ‘เพลี้ยไฟพริก’ทำลายพืชผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400512

x

แนะชาวสวนมะม่วงระวัง ‘เพลี้ยไฟพริก’ทำลายพืชผล

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้ต้นมะม่วงเริ่มเข้าสู่ช่วงที่มีใบอ่อนและแทงช่อดอก กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังช่วงที่มีสภาพอากาศร้อน และมีอุณหภูมิสูงขึ้น ให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อ และดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน ตุ่มตาใบ ตุ่มตาดอก และช่อดอกมะม่วง

ส่วนการเข้าทำลายในระยะติดดอก จะทำให้ช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผล หรือทำให้ติดผลน้อย การเข้าทำลายบนยอดอ่อน จะทำให้ใบที่แตกใหม่แคระแกร็น ขอบใบและปลายใบไหม้ ใบอาจร่วงตั้งแต่ยังเล็ก สำหรับใบที่มีขนาดโตแล้ว มักพบการเข้าทำลายตามขอบใบ ทำให้ใบม้วนงอและปลายใบไหม้ การเข้าทำลายที่ยอด จะมีความรุนแรงจนทำให้ยอดแห้ง ไม่แทงช่อใบหรือช่อดอก หากพบการระบาดไม่มาก ให้เกษตรกรตัดส่วนที่เพลี้ยระบาดนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพราะ เพลี้ยไฟพริก จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบริเวณส่วนยอดอ่อนของพืช กรณีระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง สไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะบาเมกติน 1.8% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซแอนทรานิลิโพรล 10% โอดี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เกษตรกรควรพ่นในระยะที่ต้นมะม่วงติดดอกอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ระยะเริ่มแทงช่อดอก และระยะเริ่มติดผลขนาดมะเขือพวง (ประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร) หากพบเพลี้ยไฟพริกระบาดรุนแรงให้พ่นซ้ำก่อนระยะดอกบาน หลีกเลี่ยงการพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร

44ปีส.ป.ก.ประกาศเจตนารมณ์ น้อมนำศาสตร์พระราชา-พัฒนาสู่เกษตรกร4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400514

x

44ปีส.ป.ก.ประกาศเจตนารมณ์ น้อมนำศาสตร์พระราชา-พัฒนาสู่เกษตรกร4.0

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

44 ปี ส.ป.ก. ตั้งเป้าพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เน้นส่งเสริมการสร้างอาชีพให้เข้มแข็ง มีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัว ตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “น้อมนำศาสตร์พระราชา พัฒนาสู่เกษตรกร 4.0” เพื่อเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเฉลิมฉลองในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมภายใต้บริบทเปลี่ยนแปลงยุค 4.0 เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นองค์กรหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการจัดหาและดูแลที่ดินเกษตรกรรมสำหรับผู้ไร้ที่ดินทำกินหรือมีที่ทำกินไม่เพียงพอ พร้อมทั้งส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้ผู้ที่ได้รับที่ดิน มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีรายได้ที่เพียงพอ และมีความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่โครงการ จัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ที่มีขนาด 800-1,000 ไร่ขึ้นไป ได้เร่งรัดให้ ส.ป.ก. เข้าไปส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่และส่งเสริมให้ทำการผลิตแบบลดการใช้สารเคมี เช่น การทำเกษตรปลอดภัย หรือการทำเกษตรอินทรีย์ พร้อมสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดได้เองตลอดห่วงโซ่ เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับที่ คทช. ไปแล้วต้องอยู่และตั้งตัวได้ภายใน 3-5 ปีต่อจากนี้ไป

ด้าน ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 44 ปี ส.ป.ก. ยังคงพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น โดยจะเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาใน 6 ประเด็น คือ 1. การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินให้มีความเหมาะสมและทันสมัยต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน 2. การแต่งตั้งผู้ดูแลพื้นที่ ส.ป.ก. (Area Manager) ในทุกจังหวัดเพื่อทำหน้าที่บูรณาการการพัฒนาพื้นที่ทั้งในเรื่องของน้ำ ดิน ไฟฟ้าที่อยู่อาศัย เส้นทางคมนาคม การนำตลาดเข้าหาเกษตรกร และการสร้างเครือข่ายกับภาครัฐ สถานศึกษา และภาคเอกชน 3.การจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจากการขยายตัวของเขตเมืองและพาณิชยกรรมเพื่อหาแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ 4.การขยายบริการ Mobile Unit หรือศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกพื้นที่พร้อมเพิ่มจำนวนรอบการให้บริการให้มากขึ้น 5.การปรับปรุงและขยายศูนย์บริการประชาชน ณ สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดให้มีความกว้างขวางมากขึ้น มีนั่งพักคอยเพียงพอ และมีน้ำดื่มสะอาดบริการ เพื่อความสะดวกสบายของพี่น้องเกษตรกรในการมาติดต่อใช้บริการ 6. การจัดซื้อเครื่องหาพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียม (GNSS ชนิด Rover) จำนวน 88 ชุด เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการสำรวจรังวัดและจัดทำแผนที่รูปแปลงที่ดินเกษตรกร

ชายคาพระพิรุณ : 11 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400509

586851

ชายคาพระพิรุณ : 11 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 44 ปี ของการจัดตั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้ยึดมั่นพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหลักแนวทางดำเนินงาน โดยการผสมผสานแนวคิดของการจัดที่ดิน พัฒนาที่ดิน พัฒนาอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีและสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร รวมถึงการคุ้มครองที่ดินเกษตรกรรมให้เป็นของเกษตรกรตลอดไป และในโอกาสที่ ส.ป.ก. ก้าวสู่ปีที่ 44ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. บอกว่า ต่อจากนี้ไป ส.ป.ก.จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากนักจัดที่ดินมาเป็นนักพัฒนาในเชิงพื้นที่ให้มากขึ้น และจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ส.ป.ก. ให้สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา จึงได้สั่งการให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดทุกจังหวัด แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ท่านใดท่านหนึ่งเป็น ผู้จัดการพื้นที่เพื่อดูแลพื้นที่ ส.ป.ก. แต่ละพื้นที่หรือแปลง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งผู้จัดการพื้นที่จะต้องรู้ทุกอย่างทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่และเกษตรกร เช่น สภาพพื้นที่ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร และแนวทางการบูรณาการเพื่อการพัฒนาในองค์รวม รวมถึงรูปแบบและแนวทางการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แนวทางเกษตรวิชญาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร การทำเกษตรแบบปลอดภัย (GAP) เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสานวนเกษตร การส่งเสริมการแปรรูป การวางแผนการผลิตและการตลาดมาใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง การทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้จะเปรียบเสมือนเป็นหน่วย social enterprise มี ปทจ. เป็นผู้จัดการพื้นที่ และมีผู้บริหาร ส.ป.ก. ทั้ง 4 ท่านเป็น supervisor และมีหน่วยงานส่วนกลางเป็น backbones ที่จะสนับสนุนการทำงานให้เป็นทีมเดียวกัน และมีทิศทางที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “การที่เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน” มีรายได้ที่เพียงพอและมีความสุขในครอบครัว การทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้ไป จะถูกขับเคลื่อนด้วยค่านิยม “ALRO ALERT” ที่จะปลุกให้คน ส.ป.ก. ได้ตื่นตัว ตื่นรู้ ตื่นรุก และมุ่งตอบสนองการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว เพื่อให้ที่ดิน ส.ป.ก. เป็นพื้นที่เกษตรกรรมผืนสุดท้ายของประเทศ ที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทย ตลอดไป…

ผลไม้ภาคตะวันออกกำลังทยอยออกสู่ตลาด กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เตรียมรับมือวางแผนบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะทุเรียนเน้นรณรงค์พิเศษสั่งจับตาเพื่อควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต ซึ่งจากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ต้นโดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งผลผลิตภาพรวมของทั้ง 4 ชนิดจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาทุกชนิด คือ ทุเรียน จำนวน 511,872 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 403,906 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.73 เงาะ จำนวน 194,513 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 173,224 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.29 มังคุด จำนวน 181,390 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 73,576 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 146.53 และลองกอง จำนวน 23,659 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 จำนวน 16,319 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.98 โดยประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก (ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง) ให้เป็นไปตามกลไกของตลาดปกติ เน้นการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP รวมกลุ่มแปลงใหญ่ และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า ระยะเก็บเกี่ยว แนะนำเก็บเกี่ยวระยะเหมาะสม ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้คุณภาพ ระยะหลังเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมของต้นสำหรับฤดูต่อไป ส่วนการจัดการเชิงปริมาณ ก่อนเก็บเกี่ยว ให้สำรวจและจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิต ระยะเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และบริโภคผลไม้ตามฤดูกาล หลังเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้ พร้อมติดตามสถานการณ์ ประเมินผล เพื่อปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ปีต่อไป โดยในช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เกษตรกรต้องสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลมีราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

สำหรับทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ยอดนิยมของตลาดและผู้บริโภคได้กำหนดมาตรการระยะสั้นเพื่อควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต ด้วยการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมาย พร้อมทั้งรณรงค์แก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรทำผลผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ส่งเสริมการบริโภคผลไม้โดยตรงกับผู้บริโภค การใช้สติ๊กเกอร์ติดขั้วทุเรียนเพื่อรับรองคุณภาพสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้…

ขุนเกษตรา