มธบ.จับมือเอกชนสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401216

มธบ.จับมือเอกชนสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่

มธบ.จับมือเอกชนสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562, 14.19 น.

มธบ.ลงนามความร่วมมือภาคเอกชนกว่า 6 แห่ง สร้างบัณฑิตในหลักสูตรพันธุ์ใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 ที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้าน Soft skills ควบคู่ทักษะด้านวิชาการ หวังพัฒนาบุคลากรในอนาคต (Future workforce) ให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในยุคธุรกิจดิจิทัล

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในพิธีลงนามความร่วมมือ จัดตั้ง DP School  เพื่อสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โดย วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและบัญชี CIBA และหลักสูตร DPU X มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้ร่วมมือกับ บริษัท ไวท์แรบบิทแมเนจเม้นท์ จำกัด (White Rabbit Management ) และภาคเอกชน6แห่งร่วมพิธีลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย

ดร.พัทธนันท์  เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานภาคีสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) และ DPU X แห่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้ลงนามความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคธุรกิจจัดตั้ง DP School  เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการ

นางสาวนภสร ศิริภักดี ผู้อำนวยการแผนกทรัพยากรบุคคล Bangkok Marriott  Marquis  Queen’s Park กล่าวถึงความร่วมมือกับ DP School ว่า โครงการดังกล่าวเป็นการช่วยผลักดันนักศึกษาให้ไปสู่การเรียนรู้ที่พบกับประสบการณ์จริง  และเป็นการสร้างศักยภาพเพื่อเป็นบุคคลากรของหน่วยงานเช่นที่โรงแรมที่เป็นองค์กรใหญ่มีห้องพักมากกว่า 1,000 ห้อง และเป็นโรงแรมในระดับห้าดาว ดังนั้นบุคลากรที่เข้ามาร่วมงานต้องมีความพร้อม ที่จะประสานงานและทำงานร่วมกัน อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ นายตติย มีเมศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเลนโซ่ แอโรสเปซ จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินส่งออกหลายประเทศและมีลูกค้าไปทั่วโลก อาทิ ฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน อังกฤษ สิงคโปร์  เป็นต้นและเน้นการทำงานเป็นทีมโดยแต่ละโปรเจคจะใช้บุคลากรนับร้อยเพื่อผลิตชิ้นงานดังนั้นทุกคนจะมีความเชี่ยวชาญตั้งแต่ขั้นพื้นฐานและสามารถปรับใช้ในงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สำคัญสามารถก้าวต่อไปถึงระดับ Hi end เชื่อว่าฐานการลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวน่าจะย้ายมาที่ประเทศไทยมากขึ้น

ทั้งนี้เนื่องจากประเทศสหรัฐและจีนมีปัญหากัน ถือเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ เพราะมีความต้องการบุคลากรด้านนี้มาก และสอดคล้องกับการเรียนการสอนที่เน้น Soft Skill คือทักษะต่าง  ๆ อันจะเป็นส่วนสำคัญในอนาคตของแต่ละสาขาอาชีพ ที่ไม่ได้เน้นเพียงใบปริญญาแต่จะให้ความสำคัญทางด้านทักษะและความเชี่ยวชาญมากขึ้น โดยค่าตอบแทนที่เราให้จะมากกว่าบริษัทอื่น 20 เปอร์เซ็นต์

เปิดสั่งจองทุเรียนล่วงหน้า คัดเกรดพรีเมียมประกันคุณภาพส่งตรงถึงบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401019

x

เปิดสั่งจองทุเรียนล่วงหน้า คัดเกรดพรีเมียมประกันคุณภาพส่งตรงถึงบ้าน

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องการส่งเสริมให้สหกรณ์ผลิตผลไม้เกรดพรีเมียมให้คนไทยได้รับประทาน และใช้เครือข่ายสหกรณ์เป็นช่องทางกระจายผลผลิตไปทั่วประเทศ จึงชวนสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ทำข้อตกลงกับสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเป็นฝั่งของผู้บริโภคสร้างช่องทางจำหน่ายผลไม้ผ่านกลไกสหกรณ์ โดยจะเน้นระบายผลไม้ตามฤดูกาล ทั้งมังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย ส้มสายน้ำผึ้ง จากสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ภาคตะวันออก ภาคใต้และภาคเหนือ โดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด จะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงและประสานงานกับสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้กับสหกรณ์ผู้ซื้อ เบื้องต้นได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้ 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จ.ระยอง ผลิตทุเรียน กลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน จำกัด จ.เชียงใหม่ ผลิตส้มสายน้ำผึ้ง และชุมนุมสหกรณ์จ.ยะลา จำกัด ผลิตลองกอง ทำข้อตกลงกับตัวแทนสหกรณ์ผู้ซื้อ  3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด สหกรณ์ออมทรัพย์กรมศุลกากร จำกัด และสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ จะนำร่องเปิดให้สั่งจองทุเรียนล่วงหน้ารอบแรกเดือนเมษายนนี้ มีเงื่อนไขประกันทั้งคุณภาพและราคากิโลกรัมละ 130 บาท ผู้บริโภคจะได้มีโอกาสรับประทานทุเรียนหมอนทองคุณภาพดี ได้มาตรฐาน GAP เป็นการสั่งซื้อจากผู้ผลิตโดยตรงไม่ต้องผ่านคนกลาง ซึ่งจะได้ราคาที่ยุติธรรม

นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงตลาดและช่องทางกระจายผลไม้สหกรณ์ทั้งหมด ขณะนี้เปิดรับสั่งจองทุเรียนล่วงหน้า รอบแรกปริมาณ 100,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 130 บาท จุดเด่นทุเรียนของสหกรณ์ มีการรับประกันคุณภาพทุกลูก พร้อมกล่องบรรจุภัณฑ์เรียบร้อย มีเอกสารระบุวันที่ควรรับประทานทุเรียน และจัดส่งให้ผู้บริโภคตรงตามเวลา ค่าส่งเก็บเงินปลายทางตามระยะพื้นที่ หากลูกค้าได้รับทุเรียนที่ไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ ยินดีคืนเงินให้ทันที นอกจากนี้ ในการกำหนดราคาซื้อขายที่ราคา 130 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากช่วงเวลาใดที่ทุเรียนปรับราคาลง สหกรณ์จะปรับลดราคาให้ตามราคาตลาด แต่ถ้าราคาตลาดปรับราคาขึ้น ทางสหกรณ์จะคงขายในราคากิโลกรัมละ 130 บาทเท่าเดิม

นายเรวัตร์ แสงวารินทร์ ประธานคณะกรรมการสหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จ.ระยอง กล่าวว่า มีสมาชิกที่ปลูกทุเรียน ประมาณ 600 ราย โครงการจองทุเรียนล่วงหน้านี้นับว่าเป็นโครงการใหม่ ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน แต่เดิมชาวสวนทุเรียนนิยมนำทุเรียนไปขายให้ล้งเพื่อส่งออกตลาดต่างประเทศ หรือที่เรียกว่าลงกล่อง แต่ปีนี้สหกรณ์เน้นให้สมาชิกคัดทุเรียนคุณภาพเพื่อขายตลาดในประเทศมากขึ้น เริ่มจากกลุ่มผู้บริโภคในขบวนการสหกรณ์ด้วยกัน โดยสหกรณ์จะรวบรวมเฉพาะผลผลิตของสมาชิกที่ตั้งใจเข้าร่วมโครงการ เพราะต้องการทำสินค้าให้ได้คุณภาพเกรดพรีเมียม เป้าหมายคืออยากให้ผู้บริโภคคนไทยได้กินทุเรียนคุณภาพดีในราคาเข้าถึงได้

นางสาวสมพร แสงวารินทร์ เจ้าของสวนทุเรียนป้าลำไย จ.ระยอง กล่าวว่า ปลูกทุเรียนทั้งหมด 70 ไร่ เน้นการดูแล และตัดทุเรียนเอง เพื่อสำรวจความสุกของทุเรียนให้ได้มาตรฐาน ปีนี้เป็นปีแรกที่เข้าร่วมโครงการของสหกรณ์ ราคารับซื้อน่าจะเกินกว่าตลาดประมาณ 5 บาท แต่อย่าต่ำกว่าราคาของท้องตลาด ทางสวนก็พอใจคัดทุเรียนมาขายให้สหกรณ์

สำหรับช่องทางการกระจายผลไม้คุณภาพของสหกรณ์จะเริ่มบุกตลาดซื้อ-ขายออนไลน์ ผู้สนใจติดต่อผ่านชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด โทร. 0-2561-4590 ต่อ 408, 08-1823-3639 หรือทางตลาดสินค้าสหกรณ์ออนไลน์  Co-op Click   https://www.co-opclick.com/

ส่องเกษตร : วาทกรรม อำพราง (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401016

449007

ส่องเกษตร : วาทกรรม อำพราง (1)

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมชอบใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันอย่างหนึ่งคือ ไม่พูดมาก แต่ลงมือทำให้เห็น ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างก็ว่ากันไป ในขณะที่หลายๆคน ดีแต่พูด แต่ไม่เคยลงมือทำ ให้เห็นเป็นมรรคผล ประดิษฐ์ถ้อยคำให้ฟังกระแทกใจ ทำราวกับว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครคิดใครทำมาก่อนเลย แต่แท้จริงแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับเหล้าเก่านำมาบรรจุขวดใหม่ หลอกขายกันไปวันๆ วนเวียนกันอยู่เช่นนั้น สังคมใดที่มีคนประเภทนี้อยู่มากๆ มักจะเป็นสังคมที่ไม่ไปไม่มา อยู่กันไปบ่นกันไป ใครที่เกิดดวงตาเห็นธรรม ก็จะสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ สร้างที่ทางของตนเองขึ้นมา ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มไปกับวาทกรรมอำพรางเหล่านั้น หลุดพ้นจากวังวนออกมาได้ แต่จะมีสักกี่คนก็ยังสงสัยอยู่

งานส่งเสริมการเกษตรในประเทศไทยก็เช่นกัน ผ่านวังวนของการทำงานมาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ส่งเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลประกบติดเกษตรกรในทุกตำบล สร้างระบบการเยี่ยมเยือนขึ้นมา ต่อมาเมื่อปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ทั้งอัตรากำลัง เทคโนโลยี รวมทั้งโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การทำงานของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ได้ปรับมาทำงานผ่านศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรประจำตำบล มีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้บริหารจัดการ คาดหมายว่าจะเป็นศูนย์ที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรได้ตามบทบาทหน้าที่ของนักส่งเสริม แต่เมื่อต้องถ่ายโอนภารกิจไปให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์ฯ แห่งนี้ ก็เปลี่ยนมือไปอยู่ในการกำกับดูแลของท้องถิ่นแทน บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่อย่างไรก็ว่ากันไปในแต่ละท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเมื่อไม่มีเครื่องมือในการทำงาน ได้กลายร่างไปเป็นนักสำมะโนและสงเคราะห์ทางการเกษตรแทน บทบาทงานส่งเสริมการเกษตรที่แท้จริงลดน้อยลงไป ด้วยในทางนโยบายทุกฝ่ายเห็นว่าเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรคือมือทำงานให้ถึงเกษตรกร ทั้งงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และงานของจังหวัด จึงทุ่มลงไปที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพียงคนเดียว อันที่ที่จริงก็น่าเห็นใจ ผมคงได้แค่เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรจึงเกิดขึ้น หรือที่รู้จักกันในชื่อ ศพก. เป็นศูนย์ที่เกษตรกรหัวก้าวหน้าเป็นเจ้าของศูนย์เอง โดยมีภาครัฐซึ่งไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้นที่เข้าไปสนับสนุนการทำงาน แต่เป็นการรวมเจ้าหน้าที่จากทุกส่วนงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปทำงานร่วมกันตามบทบาท ภารกิจและความรับผิดชอบ เพราะเกษตรกรไม่ได้ทำกิจกรรมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งในฟาร์ม แต่เกษตรกรทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง ครบองค์ประกอบทั้งพืช สัตว์ ประมง ดิน น้ำ บัญชี ความล่มสลายของ ศพก.จึงไม่เกิดขึ้นจากบทบาทของหน่วยราชการ เนื่องจาก ศพก. มีเกษตรกรเป็นเจ้าของ เกษตรกรเหล่านั้นต้องประกอบอาชีพของตนเอง ไม่ว่าจะมีราชการเข้าไปสนับสนุนหรือไม่ เป็นการยืนด้วยขาของตนเอง และเอื้อเฟื้อต่อสังคมในการเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับผู้สนใจ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้มีโอกาสเรียนรู้แลกเปลี่ยนทักษะและเทคโนโลยีระหว่างเกษตรกร และระหว่างเจ้าหน้าที่ในแต่ละส่วนงานด้วยเช่นกัน นับว่าเป็นสังคมแห่งการช่วยเหลือเอื้ออาทรกันอย่างแท้จริง

ในภาพรวมของการพัฒนาการเกษตร ศพก. ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนสอนอาชีพทางการเกษตร สอนให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพ เป็นเกษตรกรที่พร้อมจะเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณธรรมในอนาคต ความเข้มแข็งของ ศพก. จะก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปได้อีก จำเป็นต้องทำอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่ การตั้งอยู่เพียง ศพก. เดี่ยวๆ ไม่สามารถแข่งขันได้ในปัจจุบัน ในความคิดผมยุทธวิธีแตกแบงก์พันใช้ไม่ได้กับการพัฒนา ศพก. แต่ยุทธวิธีการรวมไม้ซีกเพื่องัดไม้ซุงคือแนวคิดที่ควรจะเป็น หากแต่จะเป็นอย่างไร ติดตามกันในครั้งหน้าครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ถนนผสมยางดังไกลถึงตปท. โอมานสนใจส่งจนท.ดูงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401017

x

ถนนผสมยางดังไกลถึงตปท. โอมานสนใจส่งจนท.ดูงาน

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังอนุญาตให้นายยูซุฟ บิน อลาวี บิน อับดุลลาห์ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน เข้าพบเนื่องในโอกาสนำที่ปรึกษาการเกษตรและเจ้าหน้าที่เทคนิคด้านเทคโนโลยีการผสมยางเยือนไทย เพื่อศึกษาดูงานเทคโนโลยีการผสมยางพาราของไทยที่จ.ฉะเชิงเทรา ว่า นับเป็นโอกาสดีที่รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน ในฐานะเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศสนใจเทคโนโลยีการผสมยางสำหรับทำถนนของไทย เป็นนวัตกรรมงานวิจัยที่ไทยพัฒนาขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกับยางพารา ถนนผสมยางพาราได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับชาติ ความโดดเด่นของการนำยางพาราผสมทำถนนเป็นการเพิ่มคุณสมบัติการทนความร้อนได้มากกว่าถนนยางมะตอยปกติ และมีค่าความยืดหยุ่นคืนตัวดีกว่า แข็งแรงอายุการใช้งานที่มากกว่า เหมาะกับประเทศเขตร้อน โดยช่วงเช้าการยางแห่งประเทศไทย จัดบรรยายรายละเอียดขั้นตอนนำยางพารามาทำถนน 2 แบบ ประกอบด้วย 1) ถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ และ 2) ถนนแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราคุณภาพ และช่วงบ่ายลงพื้นที่ศึกษาดูงานที่จ.ฉะเชิงเทรา ด้วย

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินโครงการสร้างถนน 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตรนั้น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อยู่ระหว่างออกข้อบัญญัติด้านงบประมาณ ซึ่งเริ่มครงการ ตั้งแต่กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ใช้น้ำยางสดทำถนนไปแล้ว 30,000 ตัน ถ้าดำเนินการไปจนถึงกันยายน คาดว่าจะใช้ปริมาณน้ำยางสดไม่ต่ำกว่า 800,000 ตัน นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีแผนซื้อน้ำยางสดมาปรับปรุงถนนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศ อีก 40,000 ตัน ทั้งนี้ ไทยพร้อมจัดส่งพารา โดยดำเนินการผ่านหน่วยธุรกิจของการยางแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตรยางพาราอีก 32 แห่ง

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างต่อเนื่อง โดยการสนับสนุนสหกรณ์ยางพาราที่มีศักยภาพในรับซื้อยางจากเกษตรกรโดยตรง นำมาแปรรูปเป็นยางก้อนส่งออกต่างประเทศ และมาตรการควบคุมการปลูกยางพารา 2 แนวทาง สำหรับยางพาราที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ไปปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น โกโก้ กาแฟ และการสนับสนุนให้โค่นยางพาราบางส่วน แล้วปลูกพืชอื่นแซมเป้าหมาย 400,000 ไร่ ส่วนราคายางพาราปัจจุบันมีเสถียรภาพมากขึ้นเป็น 50 บาท/กิโลกรัม แต่ด้วยมาตรการรัฐดังกล่าวคาดว่าราคายางจะขยับขึ้นไปถึง 60 บาท/กิโลกรัม

กรมชลฯลุยขุดคลองแม่แตง-แม่ขาน เพิ่มศักยภาพระบายน้ำ-แก้ท่วมเขตศก.เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401021

x

กรมชลฯลุยขุดคลองแม่แตง-แม่ขาน เพิ่มศักยภาพระบายน้ำ-แก้ท่วมเขตศก.เชียงใหม่

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กรมชลประทานดำเนินการโครงการระบบระบายน้ำปลายคลองแม่แตง-แม่ขาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำให้คลองส่งน้ำสายใหญ่แม่แตง ตลอดจนบรรเทาอุทกภัยให้พื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งในช่วงฤดูฝนของเชียงใหม่ประมาณเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกปี จะเกิดน้ำหลากลงมาจากดอยสุเทพ เมื่อมีปริมาณมากจะไหลล้นออกนอกคลองส่งน้ำสายใหญ่แม่แตง ซึ่งผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ทางฝั่งตะวันตก เข้าท่วมโรงพยาบาลศรีพัฒน์ กาดต้นพะยอม ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งค้าขายที่สำคัญของจังหวัด นอกจากนี้ ยังช่วยตัดทอนยอดน้ำจากลำน้ำแม่แตงที่เคยระบายลงน้ำปิง ไม่ให้ไหลสมทบในแม่น้ำปิงมากเกินซึ่งจะเป็นการบรรเทาน้ำหลากจากแม่น้ำปิงได้อีกทางหนึ่งอีกด้วย

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินโครงการระบบระบายน้ำปลายคลองแม่แตง-แม่ขาน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกแบบคลอง จะเริ่มก่อสร้างปี 2563 โดยขุดส่วนปลายคลองแม่แตงต่อให้เป็นคลองระบายน้ำ ขนานไปกับถนนของกรมทางหลวงชนบทความยาว 2.7 กิโลเมตร กว้าง 6 เมตร เพิ่มศักยภาพการรับน้ำได้ 35 ลบ.ม.ต่อวินาที ไปจนถึงลำน้ำแม่ขาน ซึ่งเป็นลำน้ำใหญ่ รับน้ำได้ 88 ลบ.ม.ต่อวินาที ก่อนจะไหลลงที่ด้านท้ายของแม่น้ำปิงต่อไป คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน 2565

“โครงการระบบระบายน้ำดังกล่าว จะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจของเชียงใหม่มั่นคงมีเสถียรภาพมากขึ้น นอกจากงานก่อสร้างแล้ว กรมชลประทานยังร่วมกับจังหวัดดำเนินการพัฒนา ฟื้นฟูระบบนิเวศ ขุดลอกตะกอนให้ลำน้ำแม่ขาน ซึ่งเป็นลำน้ำใหญ่สายกลางเมืองคู่ขนานกับแม่น้ำปิงก่อนไหลไปบรรจบกัน แต่ขณะนี้มีความตื้นเขิน เน่าเสีย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้จังหวัดอีกทาง” ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตงกล่าว

ส่วนการแก้ปัญหาช่วงที่ผ่านมา เมื่อเกิดน้ำไหลหลากลงคลองส่งน้ำสายใหญ่แม่แตง กรมชลประทานได้ระบายน้ำจากคลองแม่แตงออกตามคลองและลำน้ำสายย่อย เช่น ลำน้ำแม่ริม ลำน้ำแม่สา ไปลงปลายทางที่แม่น้ำปิง หรือการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำแม่หยวกเพื่อผันน้ำจากคลองแม่แตง ซึ่งรับน้ำได้ สูงสุดประมาณ 150,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ถ้ามีปริมาณน้ำฝนตกลงมามากกว่า 200 มิลลิเมตร จะทำให้น้ำล้นคลองส่งน้ำเอ่อท่วมเมืองเชียงใหม่ฝั่งตะวันตกเป็นประจำ อย่างเช่นเมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา น้ำเอ่อท่วมตั้งแต่สำนักงานเทศบาลตำบลช้างเผือก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ไปจนถึงกาดต้นพะยอม ส่วนทางแม่น้ำปิงน้ำเอ่อล้นบริเวณสะพานนวรัฐเช่นกัน จ.เชียงใหม่ สำนักงานชลประทานที่ 1 อบจ.เชียงใหม่ ตลอจนเทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลนครช้างเผือก ต้องระดมเครื่องสูบน้ำกว่า 68 เครื่องวางทั่วเมืองเชียงใหม่ร่วม 42 จุด สูบน้ำออก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังอนุญาตให้นายยูซุฟ บิน อลาวี บิน อับดุลลาห์ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน เข้าพบเนื่องในโอกาสนำที่ปรึกษาการเกษตรและเจ้าหน้าที่เทคนิคด้านเทคโนโลยีการผสมยางเยือนไทย เพื่อศึกษาดูงานเทคโนโลยีการผสมยางพาราของไทยที่จ.ฉะเชิงเทรา ว่า นับเป็นโอกาสดีที่รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน ในฐานะเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศสนใจเทคโนโลยีการผสมยางสำหรับทำถนนของไทย เป็นนวัตกรรมงานวิจัยที่ไทยพัฒนาขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกับยางพารา ถนนผสมยางพาราได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับชาติ ความโดดเด่นของการนำยางพาราผสมทำถนนเป็นการเพิ่มคุณสมบัติการทนความร้อนได้มากกว่าถนนยางมะตอยปกติ และมีค่าความยืดหยุ่นคืนตัวดีกว่า แข็งแรงอายุการใช้งานที่มากกว่า เหมาะกับประเทศเขตร้อน โดยช่วงเช้าการยางแห่งประเทศไทย จัดบรรยายรายละเอียดขั้นตอนนำยางพารามาทำถนน 2 แบบ ประกอบด้วย 1) ถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ และ 2) ถนนแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราคุณภาพ และช่วงบ่ายลงพื้นที่ศึกษาดูงานที่จ.ฉะเชิงเทรา ด้วย

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินโครงการสร้างถนน 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตรนั้น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อยู่ระหว่างออกข้อบัญญัติด้านงบประมาณ ซึ่งเริ่มครงการ ตั้งแต่กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ใช้น้ำยางสดทำถนนไปแล้ว 30,000 ตัน ถ้าดำเนินการไปจนถึงกันยายน คาดว่าจะใช้ปริมาณน้ำยางสดไม่ต่ำกว่า 800,000 ตัน นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีแผนซื้อน้ำยางสดมาปรับปรุงถนนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศ อีก 40,000 ตัน ทั้งนี้ ไทยพร้อมจัดส่งพารา โดยดำเนินการผ่านหน่วยธุรกิจของการยางแห่งประเทศไทย และสหกรณ์การเกษตรยางพาราอีก 32 แห่ง

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างต่อเนื่อง โดยการสนับสนุนสหกรณ์ยางพาราที่มีศักยภาพในรับซื้อยางจากเกษตรกรโดยตรง นำมาแปรรูปเป็นยางก้อนส่งออกต่างประเทศ และมาตรการควบคุมการปลูกยางพารา 2 แนวทาง สำหรับยางพาราที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ไปปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น โกโก้ กาแฟ และการสนับสนุนให้โค่นยางพาราบางส่วน แล้วปลูกพืชอื่นแซมเป้าหมาย 400,000 ไร่ ส่วนราคายางพาราปัจจุบันมีเสถียรภาพมากขึ้นเป็น 50 บาท/กิโลกรัม แต่ด้วยมาตรการรัฐดังกล่าวคาดว่าราคายางจะขยับขึ้นไปถึง 60 บาท/กิโลกรัม

ก.เกษตรแนะทางเลือกบริหารทรัพยากรน้ำ สืบสานพระราชปณิธาน‘ในหลวงรัชกาลที่9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401018

x

ก.เกษตรแนะทางเลือกบริหารทรัพยากรน้ำ สืบสานพระราชปณิธาน‘ในหลวงรัชกาลที่9’

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ทางเลือกการจัดการน้ำแบบบูรณาการ” ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ว่ากระทรวงเกษตรฯมีนโยบายสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และแก้ปัญหาลุ่มน้ำแบบบูรณาการที่สอดคล้องกับภูมิสังคมและสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริบทสังคม วิถีชีวิตของประชาชน และเข้าใจหลักวิชาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  ดังนั้น จึงจัดเสวนาดังกล่าวขึ้น โดยมีผู้แทนจากจากกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคการศึกษา และตัวแทนเกษตรกรประมาณ 150 คน ร่วมคิดร่วมทำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อแก้ปัญหาด้านน้ำอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และทุกฝ่ายยอมรับนำไปสู่การแก้ปัญหาในพื้นที่ และระดับลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ได้นำเสนอทางเลือกบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.โครงการระบบเก็บกักน้ำในถ้ำตามแนวพระราชดำริ (ถ้ำห้วยลึก) บ้านห้วยลึก หมู่ที่ 7 ต.ปิงโค้งอ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมชลประทาน พิจารณาแนวทางเก็บกักน้ำในถ้ำ เพื่อใช้สนับสนุนการเกษตร ในพื้นที่ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึกจัดสรรให้ราษฎรทำกิน โดยใช้ทรัพยากรน้ำในพื้นที่อย่างคุ้มค่า มีการศึกษาสภาพน้ำใต้ดินในเขตพื้นที่โครงการก่อนดำเนินโครงการ และหลังดำเนินโครงการแล้วสร้างเขื่อนคอนกรีตด้วยการปิดด้านหน้าถ้ำเพื่อเก็บกักน้ำในถ้ำ โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ด้านวิศวกรรม ความคุ้มค่าประหยัด และการใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าว เป็นทางเลือกหนึ่งของการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อที่ดินของราษฎรในเขตโครงการที่อาจจะถูกน้ำท่วมเหนืออ่างเก็บน้ำได้

2.การบริหารจัดการน้ำด้วย “ธนาคารน้ำใต้ดิน” เป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม น้ำขัง โดยการขุดหลุมลักษณะก้นครก เพื่อจัดกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาช่วงฤดูฝนลงสู่ใต้ดิน เป็นการกักเก็บน้ำ รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวดินที่แห้งแล้ง ทำให้ต้นไม้บริเวณนั้น อุดมสมบูรณ์ เมื่อมีฝนตกหนักก็มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน เหมือนเป็นการฝากน้ำไว้แล้วค่อยถอน(สูบ) เอามาใช้ช่วงหน้าแล้ง เป็นการแก้ปัญหาบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และ3. การออกแบบการจัดการน้ำตามภูมิสังคม โดยยกตัวอย่าง “โคก หนอง นา โมเดล” ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบที่ได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้านการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้บริหารจัดการน้ำและพื้นที่เกษตรให้สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม อาทิ การเก็บกักน้ำไว้ในหนอง เก็บน้ำไว้บนโคก และเก็บน้ำไว้ในนา ไว้ใช้ในหน้าแล้ง และรับน้ำช่วงน้ำหลาก ทั้งนี้ คันนา คือ เขื่อนของชาวนา เป็นภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ซึ่งในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำให้คนไทยอย่าทิ้งภูมิปัญญาไทย

“นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกบริหารจัดการน้ำอื่นๆ อีกมากมาย ที่เชิญมานำเสนอครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดำเนินการแล้วมีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมทั้งโครงการพระราชดำริที่ทรงทำไว้ให้ดูในหลายพื้นที่ โครงการที่ภาคศาสนาดำเนินการ และโครงการที่ภาคประชาชนร่วมกับภาควิชาการและเอกชน  สิ่งสำคัญที่สุด คือ กระบวนการมีส่วนร่วมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และชาวบ้านร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อบูรณาการจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป”นายวิวัฒน์ กล่าว

สทนช.ยันแล้งนี้น้ำไม่หมดเขื่อน มีใช้ถึงกลางเดือนพ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401052

สทนช.ยันแล้งนี้น้ำไม่หมดเขื่อน มีใช้ถึงกลางเดือนพ.ค.

สทนช.ยันแล้งนี้น้ำไม่หมดเขื่อน มีใช้ถึงกลางเดือนพ.ค.

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 17.46 น.

12 มี.ค.62 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยในปีนี้สถานการณ์แล้งมากกว่าเมื่อปี 2561 แต่น้อยกว่าช่วงแล้งจัดเมื่อปี 2557 มีฝนตกน้อยตั้งแต่ต้นปี โดยเมื่อเปรียบเทียบสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในปี 2561 และปี 2562 แล้วนั้น พบว่า ในปีนี้มีปริมาณน้ำลดลงจากปีก่อน คือ จาก 71% ลดลงเหลือ 66% เช่นเดียวกับปริมาณน้ำใช้การจาก 38% เหลือ 33%

แต่ทั้งนี้ ก็ได้มีมาตรการจัดสรรน้ำจากอ่างขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง และได้ทำการจัดสรรแล้วถึง 72% เป้าหมายหลักคือการรักษาปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศ ให้ทอดยาวไปจนถึงกลางเดือน พ.ค.ซึ่งถือเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝน โดยยืนยันว่าทุกภาคจะไม่ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ มีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่หน่วยงานจะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นพิเศษ

ด้านภาคการเกษตร สำหรับพื้นที่ในเขตชลประทาน แม้จะมีการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกตามศักยภาพของน้ำต้นทุนไว้แล้ว แต่จากการสำรวจล่าสุดพบว่า มี 31 จังหวัด ที่มีการปลูกพืชมากกว่าแผนที่กำหนด รวมมากกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บริเวณเหนือ จ.นครสวรรค์ ที่เกิดปัญหาการสูบน้ำไปใช้ในการเพาะปลูกเมื่อมีการปล่อยระบายน้ำจากเขื่อน ในส่วนนอกเขตชลประทานมีการคาดการณ์ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลว่า 11 จังหวัด อาจเกิดปัญหาการปลูกพืชมากกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ โดยในปัจจุบันพบว่ามีการปลูกพืชมากกว่าแผนราว 1 แสนไร่ โดยกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งแก้ปัญหาด้วยการกวดขันการจัดการน้ำในพื้นที่ของชลประทานมากขึ้น พร้อมร่วมขับเคลื่อนเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว ซึ่งได้มีการประกาศไม่สนับสนุนการปลูกพืชฤดูแล้ง และให้มีการปลูกพืชฤดูแล้งที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่รับน้ำจาก 4 เขื่อน ได้แก่ ทับเสลา , กระเสียว , ลำนางรอง และลำพระเพลิง

“ในพื้นที่ที่ได้มีการเพาะปลูกเกินแผนไปแล้วนั้น อาจมีการแบ่งสรรน้ำจากส่วนที่สำรองไว้ในช่วงก่อนถึงเดือน พ.ค.มาใช้เพื่อช่วยเหลือ ทั้งยังต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรในการช่วยกันประหยัดน้ำ และต้องอาศัยบุคลากรจากกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมชลประทานในการใช้ระบบที่มีอยู่ในการควบคุมและจัดระเบียบการใช้น้ำให้มากขึ้น และต้องร่วมมือไม่ปลูกเพิ่มอีก พร้อมวางแผนปรับปรุงให้มีการกำหนดจำนวนพื้นที่เพาะปลูก และประกาศอย่างชัดเจนให้ประชาชนได้รับรู้เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาระยะยาวในอนาคต” นายสมเกียรติ กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำของแม่น้ำในทุกภาคของประเทศ พบว่า มีปริมาณน้ำน้อยถึงปกติ โดยแม่น้ำเจ้าพระยา อ.เมือง จ.นครสวรรค์ อัตราการไหลผ่าน 293 ลบ.ม./วินาที อ.สรรพยา จ.ชัยนาท อัตราการไหลผ่าน 70 ลบ.ม./วินาที แม่น้ำชี อ.เมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ ไม่มีอัตราน้ำไหลผ่าน อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร อัตราการไหลผ่าน 3.40 ลบ.ม./วินาที แม่น้ำมูล อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา อัตราการไหลผ่าน 0.84 ลบ.ม./วินาที แม่น้ำแม่กลอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี อัตราการไหลผ่าน 96 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มลดลง ส่วนแม่น้ำโขงตั้งแต่บริเวณ จ.เชียงราย จ.นครพนม ถึง จ.อุบลราชธานี ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 9.03 ม.ลดลง 0.02 , 9.18 ม.ลดลง 0.11 และ 11.19 ม.ลดลง 0.12 ตามลำดับ

ขณะที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ พบว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35แห่ง มีปริมาณน้ำ 46,606 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 66% ปริมาณน้ำใช้การ 23,063 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 49% ส่วนอ่างฯ ขนาดกลาง 419 แห่ง มีปริมาณน้ำ 2,856 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 51% ปริมาณน้ำใช้การ 2,431 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 47%

ทั้งนี้ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 14 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำ 30 – 50% ของปริมาณน้ำใช้การ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนน้ำอูน เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนลำปาว เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนบางพระ

สำหรับอ่างขนาดใหญ่ 7 แห่ง มีน้ำน้อยกว่า 30% ของปริมาณน้ำใช้การ แบ่งเป็น เขื่อนขนาดใหญ่ ภาคเหนือ 1 แห่ง เขื่อนแม่มอก 26 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 28% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง เขื่อนอุบลรัตน์ 84 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 5% เขื่อนสิรินธร 113 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 10% เขื่อนลำนางรอง 34 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 29% เขื่อนห้วยหลวง 35 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 27% ภาคกลาง 2 แห่ง เขื่อนทับเสลา 23 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 16% และเขื่อนกระเสียว 26 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 10%
ส่วนอ่างขนาดกลาง 95 แห่ง ภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 75 แห่ง ภาคกลาง 13 แห่ง ภาคใต้ 2 แห่ง

‘กฤษฏา’งัดแผนบริหารผลไม้ปี62 ใช้การตลาดนำการผลิตแก้ราคาร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400968

‘กฤษฏา’งัดแผนบริหารผลไม้ปี62 ใช้การตลาดนำการผลิตแก้ราคาร่วง

‘กฤษฏา’งัดแผนบริหารผลไม้ปี62 ใช้การตลาดนำการผลิตแก้ราคาร่วง

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 14.40 น.

“กฤษฏา”งัดแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี62 เป็นปีแห่งการผลิตผลไม้คุณภาพ 4ชนิด “ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง” รวมกว่า 9 แสนตัน ใช้การตลาดนำการผลิต เดินแผนครบวงจร ป้องกันผลผลิตออกกระจุกตัว แก้ราคาร่วง

12 มี.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 ซึ่งมีผลผลิตที่สำคัญ 4 ชนิดคือ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งผลผลิตภาพรวมของทั้ง 4 ชนิดจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาก่อนที่เกิดภาวะแล้ง

ทุเรียน คาดว่าจะมี 511,872 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 403,906 ตัน คิดเป็นร้อยละ 26.73

เงาะ คาดว่าจะมี 194,513 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 173,224 ตัน คิดเป็นร้อยละ 12.29

มังคุด คาดว่าจะมี 181,390 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 73,576 ตัน คิดเป็นร้อยละ 146.53

ลองกอง คาดว่าจะมี 23,659 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 16,319 ตัน คิดเป็นร้อยละ 44.98

ส่วนผลไม้ภาคเหนือ คือ ลิ้นจี่ จำนวน 41,473 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 41,220 ตัน คิดเป็นร้อยละ 0.61 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยทำให้ต้นไม้ผลมีเวลาพักสะสมอาหารนาน

ทั้งนี้ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปส่งเสริมการผลิตแบบคุณภาพ รวมทั้งสั่งการให้ปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ปีต่อไป โดยในช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เกษตรกรต้องสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลมีราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

ด้านนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออกได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง) และแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ คือ ลิ้นจี่ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ปี 2562 ให้เป็นไปตามกลไกของตลาดปกติ เน้นการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP รวมกลุ่มแปลงใหญ่พร้อมเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า ระยะเก็บเกี่ยว แนะนำเก็บเกี่ยวระยะเหมาะสม ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้คุณภาพ ระยะหลังเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมของต้นสำหรับฤดูต่อไป

ส่วนการจัดการเชิงปริมาณ ก่อนเก็บเกี่ยว ให้สำรวจและจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิต ระยะเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และบริโภคผลไม้ตามฤดูกาล หลังเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้ พร้อมติดตามสถานการณ์ ประเมินผล โดยจะปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีเกษตรฯ ในการปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ปีต่อไป โดยเฉพาะในช่วงผลผลิตออกมาก ต้องป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำ เกษตรกรต้องขายได้ไม่ต่ำกว่าทุน และจะต้องมีกำไรไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ตลอดฤดูกาลผลิต

ประมงแนะวิธีแก้ปัญหา! เลี้ยงปลากระชังหน้าร้อน เสี่ยงขาดออกซิเจนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400965

ประมงแนะวิธีแก้ปัญหา! เลี้ยงปลากระชังหน้าร้อน เสี่ยงขาดออกซิเจนตาย

ประมงแนะวิธีแก้ปัญหา! เลี้ยงปลากระชังหน้าร้อน เสี่ยงขาดออกซิเจนตาย

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 14.35 น.

นักวิชาการประมงเตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังในช่วงหน้าร้อน เสี่ยงปลาตายยกกระชัง เหตุจากการขาดออกซิเจนในน้ำ แนะควรลดความหนาแน่นของปลาในกระชัง  ลดปริมาณอาหารปลาให้น้อยลง รวมทั้งกำจัดสาหร่ายในกระชังเพื่อให้น้ำมีการไหลหมุนเวียน จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องปลาตายได้

12 มี.ค.62 ดร.อัตรา ไชยมงคล นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 สงขลา เตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน ว่า สำหรับการเลี้ยงปลาหน้าร้อนในกระชัง ลักษณะทั่วไปหน้าร้อนอุณหภูมิจะสูงขึ้น ระดับน้ำจะต่ำกว่าปรกติ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำก็คือ ระมัดระวังระดับน้ำในกระชัง เนื่องจากเป็นปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เราควบคุมไม่ได้ อาจจะต้องควบคุมเรื่องสัตว์น้ำ

โดยลดจำนวนความหนาแน่นของปลาที่อยู่ในกระชัง ถ้ามีขนาดที่จับขายได้ให้รีบจับขายเสียก่อน จะได้ลดความหนาแน่น และเรื่องอาหารระมัดระวังในการให้อาหารอย่าให้อาหารเหลือมากเกินไปแม้จะเป็นอาหารเม็ด เพราะอุณหภูมิหน้าร้อนจะทำให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย โดยเฉพาะอาหารสด ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงเพราะจะเน่าเสียได้ง่ายกว่าอาหารสำเร็จรูป ส่วนอย่างอื่นเนื่องจากเมื่อ 2 – 3 ปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงปลาบริเวณเกาะยอคงทราบ บางครั้งมีฝนผิดฤดูเข้ามา ทำให้น้ำจากหลายแห่งไหลลงสู่บริเวณแหล่งที่เลี้ยงปลาในกระชังที่เกาะยอทำให้เกิดปลาตาย ซึ่งอันนี้จึงต้องระมัดระวัง สิ่งที่ทำได้ถ้าสามารถติดตั้งเครื่องให้อากาศได้ก็ควรติดตั้งเมื่อฉุกเฉินก็จะช่วยได้ ถ้าฝนตกระดับออกซิเจนน้ำที่เข้าในกระชังมีต่ำก็อาจจะเกิดการสูญเสียได้อีก นี่คือสิ่งที่ต้องระมัดระวัง

ส่วนเรื่องความสะอาดของกระชัง หน้าร้อนสาหร่ายพืชน้ำอาจจะโตได้เร็วขึ้นมันก็จะแย่งใช้อากาศในแหล่งน้ำ และมีผลต่อการใช้ออกซิเจนของปลาในกระชัง อาจทำให้เกิดปลาตายได้อีก ดังนั้น ถ้ากระชังอุดตันก็ให้ทความสะอาดกระชัง เพื่อให้น้ำไหลผ่านกระชังได้สะดวก ส่วนเรื่องโรคมันมีทุกฤดูกาลแต่มันก็สลับสับเปลี่ยนไป สิ่งที่ทำได้ต้องเฝ้าระวังสังเกตอาการถ้าปลามีอาการผิดปรกติแล้ว ให้เอาตัวที่ผิดปรกติส่งให้ศูนย์วิจัยสุขภาพสัตว์น้ำชายฝั่งสงขลา ที่ตำบลพะวง ให้ตรวจดูว่า มีพาราไซด์หรือโรคที่จะเกิดขึ้นบ้างไหม หลังจากนั้นก็จะต้องช่วยป้องกันโดยช่วยเสริมวิตามินซีในอาหารเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของปลา

กรมชลฯวางแผนอนุรักษ์ป่าพรุโต๊ะแดง ป้องกันไฟไหม้หน้าแล้งแก้น้ำเปรี้ยว-ท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400774

กรมชลฯวางแผนอนุรักษ์ป่าพรุโต๊ะแดง ป้องกันไฟไหม้หน้าแล้งแก้น้ำเปรี้ยว-ท่วม

กรมชลฯวางแผนอนุรักษ์ป่าพรุโต๊ะแดง ป้องกันไฟไหม้หน้าแล้งแก้น้ำเปรี้ยว-ท่วม

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการวางแผนป้องกันไฟไหม้ป่าพรุโต๊ะแดงซึ่งเป็นป่าพรุขนาดใหญ่แห่งเดียวของไทยมีพื้นที่ถึง 125,000 ไร่ ตั้งอยู่ตรงกลางของลุ่มน้ำโก-ลก ทั้งนี้เนื่องจากช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – มิถุนายนของทุกปีโดยเฉพาะรอบขอบพรุติดพื้นที่การเกษตรของประชาชนและเป็นพื้นที่เนินสูง จะเกิดไฟไหม้เป็นประจำ เพราะระดับน้ำลดต่ำลงทำให้ดินรอบขอบพรุแห้ง ประกอบกับสภาพเฉพาะตัวของป่าพรุคือ ตัวชั้นดินพรุเป็นดินอินทรีย์ที่เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ที่ติดไฟและเป็นเชื้อเพลิงได้ง่าย ขณะที่การควบคุมสถานการณ์เป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากเชื้อเพลิงอยู่ชั้นใต้ดิน อย่างเช่นเมื่อครั้งเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าพรุปี 2541 กินเนื้อที่เสียหายถึง 14,837 ไร่

สำหรับฤดูแล้ง 2562 กรมชลประทานวางแผนควบคุมดูแลและบริหารจัดการน้ำรอบขอบป่าพรุโต๊ะแดง โดยอาศัยอาคารควบคุมทั้ง 10 แห่ง ดังนี้ ปิดประตูระบายน้ำ(ปตร.)สุไหงปาดี 1 และ ปตร.สุไหงปาดี 2 ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกของป่าพรุ เพื่อกักน้ำให้อยู่หน้าอาคารชลประทานรอบป่าพรุที่ระดับ +1.50 เมตร รทก.(จากระดับน้ำทะเลปานกลาง) และทางฝั่งตะวันออกกักน้ำหน้าอาคารชลประทานรอบป่าพรุจำนวน 8 แห่งให้อยู่ที่ระดับ +1.20 เมตร รทก. เพื่อให้ขอบพรุชุ่มชื้นตลอดเวลา หากเกิดไฟไหม้สามารถจะสูบน้ำดับไฟได้ทัน ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่วางแผนไว้อย่างไรก็ตามการควบคุมระดับน้ำสามารถทำได้เฉพาะตอนล่างของป่าพรุด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออกบางส่วนเท่านั้น ส่วนด้านบนของป่าพรุที่มีระดับพื้นที่สูงกว่ามีความลาดเททำให้เก็บน้ำไม่ได้จึงยังเสี่ยงเกิดไฟไหม้ ซึ่งกรมเร่งแก้ไข ซ่อมแซมอาคารบังคับน้ำกลางคลองปาเสมัส พร้อมปรับปรุงคลองคู่ขนานคลองปาเสมัส ขุดลอกคลองระบายน้ำ และขุดลอกตะกอนดิน

“ระยะยาวกรมชลประทานอยู่ระหว่างเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมน้ำในพื้นที่ตอนบนเพื่อแก้ปัญหาไฟไหม้ป่าพรุและปัญหารอบพื้นที่รอบป่าพรุอย่างยั่งยืน เช่น ปรับปรุงคันคลองผันน้ำปาเสมัส ระยะที่ 2-3 การเสริมคันคลองระบายน้ำสาย14 โคกไผ่ฝั่งซ้าย การปรับปรุงท่อระบายน้ำคลองระบายน้ำสาย 16 เป็นต้น รวม 14 แผนงาน กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2567” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นช่วงปลายฤดูแล้งต่อต้นฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปคือ ดินมีสภาพเป็นกรดจัดเมื่อน้ำผ่านดินจึงกลายเป็นน้ำเปรี้ยว ส่วนนี้กรมก่อสร้างระบบคลองคู่ขนานอันเนื่องมาจากพระราชดำริทางตอนบนและตอนล่างของป่าพรุ เพื่อแยกน้ำเปรี้ยวออกจากน้ำที่ใช้เพื่อการชลประทาน โดยคลองทั้ง 2 สายจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2562

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า ปัญหาน้ำท่วมเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว เป็นน้ำที่ไหลบ่าออกมาจากป่าพรุในฤดูฝน โดยจะไหลข้ามคันกั้นน้ำรอบขอบป่าพรุโต๊ะแดงเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนราษฎรบริเวณ ต.โฆษิตต.บางขุนทอง และต.พร่อน อ.ตากใบ เป็นบริเวณกว้างประจำทุกปี การจัดการน้ำช่วงนี้ใช้วิธีติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิด พร้อมลดระดับน้ำที่เก็บไว้อย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศกับสถานการณ์น้ำ ขณะนั้น กระทั่งน้ำหน้าอาคารบังคับน้ำทั้ง 10 แห่งอยู่ที่ระดับระหว่าง +0.20 – +0.40 เมตร รกท. เพื่อให้ป่าพรุเป็นแก้มลิงรองรับน้ำฝนที่ตกมา