คีอานู รีฟส์ – ฮัลลี่ เบอร์รี่ เผยโฉม JOHN WICK 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/384632

คีอานู รีฟส์ - ฮัลลี่ เบอร์รี่ เผยโฉม JOHN WICK 3

คีอานู รีฟส์ – ฮัลลี่ เบอร์รี่ เผยโฉม JOHN WICK 3

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สาวกหนังภาคต่อ จอห์น วิค (John Wick) ได้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง กับ 2 ภาพใหม่จาก “John Wick: Chapter 3” ที่เพิ่งปล่อยออกมา ซึ่งเผยให้เห็นถึง คีอานู รีฟส์ ในบทของ “จอห์น วิค” และสาวฮอต ฮัลลี่ เบอร์รี่ กับบท “โซเฟีย” หญิงสาวตัวละครใหม่รวมถึง สองหมาตัวใหม่ สายพันธุ์เบลเยียม มาลินอยส์ … คีอานู รีฟส์ เผยถึงบทของโซเฟียว่า “เธอมีอดีตกับจอห์น เขาต้องเดินทางไปตามหาโซเฟียที่ตะวันออกกลาง เพื่อดูว่าเธอจะสามารถช่วยอะไรได้บ้างในสถานการณ์ที่จอห์นกำลังเจออยู่.. โดยเนื้อเรื่องในภาค 3 จะเริ่มต้นต่อจากตอนจบของภาค 2 ทันที จอห์น วิค ต้องหนีอย่างบ้าคลั่งไม่คิดชีวิต”โดยหนังมีคิวเข้าฉายในบ้านเรา 16 พฤษภาคมปีหน้า 2019

จากหนุ่มขายไอติม ‘อัพ’ โชว์ฝีมือผู้จัดการร้านกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/384628

จากหนุ่มขายไอติม ‘อัพ’ โชว์ฝีมือผู้จัดการร้านกาแฟ

จากหนุ่มขายไอติม ‘อัพ’ โชว์ฝีมือผู้จัดการร้านกาแฟ

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ภาพยนตร์เรื่อง “Sugar Café เปิดตำรับรักนายหน้าหวาน” ที่เผยแพร่ทาง MONOMAX ได้แจ้งเกิดกลุ่มนักแสดงวัยรุ่นหน้าใสมากมาย หนึ่งในนั้นเห็นจะหนีไม่พ้นอดีต คนขายไอติมสุดหล่อ สไตล์โอปป้า “อัพ-ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง” ที่มารับบท “ซีลอน” ผู้จัดการร้านกาแฟอีฟนิ่ง คาเฟ่

อัพ เผยว่า “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการแสดงเรื่องแรกของผมเลยครับ ก่อนหน้านี้จะมีผลงานถ่ายแฟชั่น, ถ่ายโฆษณา แต่หลายคนอาจจะรู้จักผมจากการที่เป็นคนขายไอติมอยู่หลังกระทรวงที่มีคนแชร์ในโซเชียลเยอะๆ ครับ (หัวเราะ) ในเรื่องนี้ผมรับบท ซีลอน เป็นผู้จัดการร้านกาแฟ อีฟนิ่ง คาเฟ่ และมีน้องสาวจอมป่วนหนึ่งคน ชื่อ จัสมิน แสดงโดยน้องกากา ซึ่งคาแร็กเตอร์ของ ซีลอน ก็จะเป็นคนที่มีมาดนิ่งแต่ขี้เล่น ไม่ได้ขรึมหรือจริงจังมากเท่าไร ในเรื่องผมต้องรับบทผู้จัดการร้านกาแฟด้วย ซึ่งเป็นความบังเอิญที่ผมก็เป็นคนชอบดื่มกาแฟอยู่แล้วพอดี เลยได้เรียนรู้เรื่องกาแฟ ได้เห็นถึงความพิถีพิถันในการชงกาแฟด้วยความรักมากขึ้นด้วยครับ บทซีลอนไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากนะ กับการทำงานครั้งนี้บอกเลยว่าสนุก เฮฮา มากๆ เลยครับ ได้ทำงานกับเพื่อนๆ น้องๆ หน้าใหม่เราก็ได้ทำความรู้จักกัน สนิทกัน เวลาทำงานก็จะสนุกสนานเฮฮา เล่นมุขแกล้งกันทั้งในจอและนอกจอกันตลอดเลยครับ อยากให้ติดตามชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันดูรับรองว่าสนุก ครบทุกรสแน่นอนครับ” อัพกล่าว

‘สมาร์ท+นนนี่’ จับคู่ย้อนรอยละครสุดคลาสสิก ‘ดงผู้ดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/384671

‘สมาร์ท+นนนี่’ จับคู่ย้อนรอยละครสุดคลาสสิก ‘ดงผู้ดี’

‘สมาร์ท+นนนี่’ จับคู่ย้อนรอยละครสุดคลาสสิก ‘ดงผู้ดี’

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่อง 8 ดิจิทัลทีวี เตรียมต้อนรับศักราชใหม่ ด้วยละครพีเรียดฟอร์มยักษ์ “ดงผู้ดี” (บทประพันธ์ : บุษยมาส /บทโทรทัศน์ : สามัญ) โดยได้ “ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง”แห่ง บริษัทสามัญการละคร มารับหน้าที่ผู้จัด และผู้กำกับให้กับช่อง 8 ครั้งแรก งานนี้ ได้พระเอกหนุ่ม “สมาร์ท-กฤษฎา พรเวโรจน์” มารับบท“ชาติสยาม” อีกครั้ง หลังจากที่เคยเล่นบทนี้ไว้แล้ว เมื่อ 9 ปีก่อน ประกบคู่นางเอก “นนนี่-ณัฐชา-เจกะ” ที่มารับบท “ขม” เด็กสาวผู้น่าสงสาร เสริมทัพด้วยนักแสดงมากฝีมือ อาทิ เจมส์-เรืองศักดิ์,ดิว-อริสรา, ฟ้าใส-อรจิรา, แนน-กฤตพร, โอห์ม-ฐิติวัฒน์, โจ๊ก-กฤษณะ, นก-อุษณีย์, กิ๊ก-มยุริญ, บอส-พุทธิพงษ์,เดือนเต็ม สาลิตุล, ปวีณา ชารีฟสกุลฯลฯ โดยละครดงผู้ดีเวอร์ชั่น ผู้กำกับ ตั้ว-ศรัณยู ครั้งนี้ เตรียมลงโปรแกรม ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 18.45 น. และวันศุกร์ เวลา 18.25 น. ทางช่อง 8 (เริ่มตอนแรก 3 ม.ค. 2562)

ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง (ผู้จัด) เผยว่า “รู้สึกดีใจครับที่ได้ทำเรื่องนี้ เป็นการร่วมงานกับช่อง 8 ครั้งแรก ต้องบอกว่าเรื่องนี้สนุกแน่นอน เพราะค่อนข้างที่จะเป็นลายเซ็นช่อง 8 ด้านเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างสอนใจสะท้อนบุคลิกของมนุษย์ในสังคมซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี อีกทั้งยังได้นักแสดงเก่งๆ อีกหลายท่านมาร่วมงาน ต้องติดตาม ดงผู้ดีเวอร์ชั่นนี้ รับรองว่าสนุก เข้มสะใจแน่นอนครับ”

ดงผู้ดี บอกเล่าเรื่องราวของ ขม (ณัฐชา เจกะ)เด็กหญิงที่เติบโตมากับแม่แข (พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์) ซึ่งเป็นโรคความจำเสื่อม ทั้งคู่ถูกอุปการะจากครูสมพรผู้เป็นเจ้าของโรงเรียน แขเป็นลมในวันที่ครูจัดงานวันเกิดให้พี่ชาย เธอเลยได้เจอกับ พิทย์ (สุพจน์ จันทร์เจริญ) แล้วจำเรื่องราวทุกอย่างได้ แขเลยฝากขมให้อยู่ในความดูแลของพิทย์ก่อนตาย เมื่อจัดงานศพเสร็จพิทย์พาขมเข้ากรุงเทพ และไปฝากกับเพื่อนที่ชื่อ รังสรรค์ (เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์)ให้ดูแลและให้การศึกษากับขมเสมอลูกสาวของตัวรังสรรค์เองซึ่งก็คือ รติรส(กฤตพรหาญโยธิน) และ พจนีย์ (อรจิรา แก้วสว่าง)แต่ความจริงแล้วรังสรรค์และ บุหงา(อริสรา ทองบริสุทธิ์) ภรรยาใหม่ไม่ชอบหน้าขมอย่างมาก เลยใช้งานขมเยี่ยงคนรับใช้ กลั่นแกล้งทุกทาง

ด้านพิทย์ หลังจากเดินทางไปต่างประเทศ ก็ไม่ส่งข่าวกลับมาอีกเลย แต่ฝากญาติผู้น้องคือ ชาติสยาม(กฤษฎาพรเวโรจน์)ให้ช่วยดูแลขม หากเขาเป็นอะไรไป ชาติสยามให้ตุ๊กตากับขม ทำให้เธอประทับใจมาก แต่ตุ๊กตาตัวนั้นก็โดนบุหงา
แย่งไปเพราะความอิจฉา ส่วน ไพลิน (มยุริญ ผ่องผุดพันธ์)พี่สาวของรังสรรค์และคุณหญิงรัตนเดชากร (เดือนเต็ม สาลิตุล)สงสัยว่าขมเป็นลูกของแขนภา ตลอดเวลาที่ขมอาศัยอยู่ด้วย มักจะโดนรังสรรค์กระทบกระเทียบถึงพ่อแม่ เธอจึงพยายามตั้งใจเรียนจนได้รับทุน ซึ่งมีพจนีย์ที่คอยอิจฉา และดูถูกเสมอ ด้านพิทย์เมื่อเสียชีวิตไปแต่ได้ทิ้งพินัยกรรมไว้ให้กับขม พอชาติสยามกลับมาจากอังกฤษ เขาจึงอาสาทำหน้าที่คอยดูแลขมอยู่ห่างๆ แต่ไม่ยอมบอกเรื่องพิทย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนบุหงาที่เห็นชาติสยามมาหาขมบ่อยๆ ก็พยายามเข้ามาตีสนิทด้วย แต่ชาติสยามไม่สนใจเพราะชาติสยามมีคนรักอยู่แล้ว คือ รุ้งกาญจน์ (อุษณีย์ วัฒฐานะ)

ยิ่งนานวันเข้า ขมโตเป็นสาวขึ้นก็ยิ่งทำให้คุณหญิงรัตนเดชากรและคุณไพลินมั่นใจมากขึ้น พวกเขาพยายามถามประวัติพิทย์จากชาติสยาม ไม่นาน ทั้งสามคนตัดสินใจเปิดเอกสารที่พิทย์ทิ้งไว้ให้ขม ซึ่งในเอกสารนั้นเขียนถึงความจริงทุกอย่างไว้เมื่อรังสรรค์รู้เรื่องก็สำนึกผิดในขณะที่ขมไม่สามารถยอมรับได้ แม้รังสรรค์จะพยายามทำดีชดใช้ให้เธอเท่าไรก็ตาม หลังจากขมไปเรียนต่อต่างประเทศ ชาติสยามก็แต่งงานกับรุ้งกาญจน์ ที่สุขภาพไม่ดี ส่วนรังสรรค์เองก็เจ็บไข้ได้ป่วยตลอดเวลาที่อังกฤษขมสนิทกับปิยะมาก ทางด้านรังสรรค์ที่ป่วยเป็นมะเร็งอยากพบขมเป็นครั้งสุดท้าย ไพลินจึงเขียนจดหมายไปหลอกให้เธอยอมกลับมาดูใจพ่อ ขณะนั้นเองปิยะหมั่นมาหาขมบ่อยๆ ทำให้ชาติสยามหึงหวงขมเป็นอย่างมาก แต่ความรักที่เหมือนจะเป็นเรื่องต้องห้ามของพวกเขาจะลงเอยอย่างไรนั้น ต้องตามลุ้นกันใน “ดงผู้ดี”

‘ปูนาขาเก’ สนุก ผู้เข้าแข่งขันโชว์เด็ดใน ‘ดวลเพลงดัง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/384097

'ปูนาขาเก' สนุก ผู้เข้าแข่งขันโชว์เด็ดใน 'ดวลเพลงดัง'

‘ปูนาขาเก’ สนุก ผู้เข้าแข่งขันโชว์เด็ดใน ‘ดวลเพลงดัง’

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พบกับรายการที่มาพร้อมกับความสนุกสนานเพลิดเพลินให้คุณผู้ชมได้เต็มอิ่มไปกับ 1 เพลงดังที่จะได้ฟังกันถึง 3 สไตล์ เพราะนี่คือรายการ ดวลเพลงดัง โดยพิธีกรอารมณ์ดี หอย เกียรติศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

เพลงดังทีเราจะใช้ในรอบการแข่งขันนี้เป็นเพลงฮิตที่ปล่อยออกมาให้แฟนๆได้ฟังกันในปี พ.ศ. 2547 เป็นเพลงที่โด่งดังมาก เพราะมีเนื้อหาที่หยิบยกมาจากนิทาน รวมถึงมีแง่คิดน่าสนใจ แถมยังมีจังหวะดนตรีที่สนุกสนาน นั่นคือเพลง ปูนาขาเก ของ คัฑลียา มารศรี  ซึ่ง เอกชัย ศรีวิชัย, สุนารี ราชสีมา และตั๊ก ศิริพร  ที่นั่งแท่นคอมเมนเตเตอร์ในวันนี้ต่างพร้อมให้คะแนน และให้คำแนะนำกับเหล่าผู้เข้าแข่งขัน ที่เตรียมของดีมาโชว์ในสไตล์ที่ไม่ซ้ำกันเลยทีเดียว งานนี้ต้องรอลุ้นว่าใครจะโชว์เด็ดจนได้ชัยชนะ หรือต้องเงิบกลับบ้านไป

ติดตามความสนุก ทุกลีลาของผู้เข้าแข่งขัน ทั้งหมดนี้ได้ใน รายการ ดวลเพลงดัง วันพุธที่ 26 ธันวาคมนี้ เวลา 13.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และFacebook LIVE ทาง  Official Fanpage Ch7HD หรือสามารถรับชมการออกอากาศย้อนหลังได้ทาง BUGABOO.TV

คอนเสิร์ตการกุศล UMAPORN Love Is Your Song Concert ครั้งที่ 2 ยกทัพศิลปินแห่งชาติร่วมงานเพียบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/384604

คอนเสิร์ตการกุศล UMAPORN Love Is Your Song Concert ครั้งที่ 2 ยกทัพศิลปินแห่งชาติร่วมงานเพียบ!

คอนเสิร์ตการกุศล UMAPORN Love Is Your Song Concert ครั้งที่ 2 ยกทัพศิลปินแห่งชาติร่วมงานเพียบ!

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.54 น.

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา คุณอุมาพร บัวพึ่ง เจ้าของผลงานเพลง หนึ่งหญิงสองชาย ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน อาทิ รางวัลเสาอากาศทองคำ พระราชทาน รางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน จัดงานแถลงข่าว การจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล อุมาพร  Love is your song ถือเป็นงานคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งที่ 2 โดยมีศิลปินระดับชาติมากมายร่วมงาน ณ โรงแรม Amaranta ซึ่งงาน UMAPORN Love Is Your Song Concert ในปี 2561 นี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 2562 ณ.โรงละครเอ็มเธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพ

คุณอุมาพร กล่าวว่า นอกเหนือจากแฟนเพลงจะได้รับชมและรับฟังบทเพลงที่ไพเราะกันแล้ว ยังถือว่าได้ร่วมกันสร้างบุญกุศลอีกด้วย โดยรายได้ส่วนหนึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ เพื่อส่งต่อสมทบทุนสร้างห้อง ไอ.ซี.ยู. แก่โรงพยาบาลท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรองรับกับจำนวนคนไข้ที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี และเพื่อเป็นบุญกุศลแก่ผู้เกี่ยวข้องและแฟนเพลงต่อไป งานนี้ถือเป็นงานคอนเสิร์ตเพลงลูกกรุงที่อัดแน่นไปด้วยบรรดาศิลปินนักร้องระดับตำนานของเมืองไทยมากมาย ที่มาร่วมสร้างกลิ่นไอความสุขให้กับแฟนเพลงอย่างเต็มที่
อาทิ คุณสุเทพ วงศ์กําแหง (ศิลปินแห่งชาติ) คุณจินตนา สุขสถิต (ศิลปินแห่งชาติ) พร้อมด้วย คุณสุดา ชื่นบาน คุณวินัย พันธุรักษ์ คุณศรีไศล สุชาตวุฒิ คุณทิพวัลย์ ปิ่นภิบาล คุณชรัมภ์ เทพชัย คุณฎากร เทพทอง คุณพรหมเทพ เทพรัตน์ รวมไปถึง คุณสุทธิพงษ์ วัฒนจัง หรือ ชมพู ฟรุตตี้
งานคอนเสิร์ต อุมาพร Love is your song จัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 2562 ณ.โรงละครเอ็มเธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพ รายละเอียด เพิ่มเติมติดต่อได้ที่ บ.ธนาวุฒิ เอ เอส จำกัด โทร.061-456-6259 ,099-5691446 หรือ มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ 08-5177-9169

‘น้ำตาล-แนท’เปิดใจวอนหยุดดราม่ามิสยูนิเวิร์ส ชุดฝีมือ’หมู อาซาว่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/384584

'น้ำตาล-แนท'เปิดใจวอนหยุดดราม่ามิสยูนิเวิร์ส ชุดฝีมือ'หมู อาซาว่า'

‘น้ำตาล-แนท’เปิดใจวอนหยุดดราม่ามิสยูนิเวิร์ส ชุดฝีมือ’หมู อาซาว่า’

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.33 น.

ดราม่าไม่จบสักที สำหรับเวทีการประกวดมิยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ที่ถึงแม้จะได้สาวงามครองมงกุฎไปเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นที่พูดถึงว่าสาเหตุที่นิ้ง โศภิดา มงไม่ลงเป็นเพราะชุดราตรีของหมู อาซาว่า

ล่าสุด แนท อนิพรณ์ และ น้ำตาล ชลิตา รุ่นพี่จากเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ มาเปิดใจดราม่าชุดพี่ หมู อาซาว่าเพราะทั้งคู่เคยใส่ชุดฝีมือพี่หมูมาแล้ว ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องone31 ที่มีหนิง ปณิตา และท็อป ดาราณีนุช เป็นพิธีกร

รู้สึกยังไงที่ประเทศฟิลิปปินคว้ามง?

แนท : ดีใจนะคะ ก็ติดตามมาตลอด เขาก็ทำได้ดี เก็บทุกเม็ด มันต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก บนเวทีมีแต่ความมั่นใจ แนทรู้สึกว่าสมศักดิ์ศรีที่ได้

น้ำตาล : ตอนที่ตาลประกวด ตาลก็ฝึกเหมือนกัน เตรียมตัวอย่างดี มันก็ทำให้เราไม่เกร็ง ที่ฟิลิปปินส์ได้มงรู้สึกไม่มีอะไรผิดพลาดเลย เขาทำได้ดีในทุกรอบ

ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ อะไรที่คิดว่าทำให้นิ้งพลาดมงในครั้งนี้?

แนท : คือการประกวดนางงามมันมีปัจจัยหลายๆ อย่าง การพลาดมงเป็นเพราะเราไม่พร้อม หรือเราไม่สมบูรณ์แบบหรือเปล่า จริงๆ มันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามา ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันมีอะไรบ้าง แต่ถ้าถามว่านิ้งพลาดตรงไหน อยากให้ก้าวผ่านตรงนี้ อยากให้มองว่าในวันนั้นคนของเราเต็มที่ มีความสุขมั้ยมากกว่า

น้ำตาลคิดว่าน้องนิ้งจะเข้ารอบได้ลึกกว่านี้มั้ย?

น้ำตาล : อันนี้ตาลก็บอกไม่ได้ เพราะตาลเองไม่ใช่กรรมการ คือเราให้กำลังใจและเอาใจช่วยเต็มที่อยู่แล้ว คือกรรมการไม่ได้มองแค่บนเวที เขามองตั้งแต่ตอนเก็บตัวว่าทำอะไร เป็นแบบไหน เพราะมันจะมีห้องสัมภาษณ์ตัวต่อกรรมการเป็น 10 คน

แล้วจุดที่ทำให้เราพลาดเพราะอะไร?

แนท : หลายคนบอกว่าเราไม่เก่งภาษาอังกฤษก็เลยทำให้พลาด อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นอีกปัจจัยนึงที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่แนททำเต็มที่แล้ว สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกคนที่พร้อมที่สุด ถ้าถามตัวเองตอนนี้ว่าเราพลาดอะไรบ้าง อยากจะบอกว่าเราไม่ได้พลาดอะไรเลย เพราะทุกวันที่แนททำกิจกรรม แนทเต็มที่และมีความสุขมาก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้แล้วจะกลับไปแก้ไขอะไรก็คงไม่แล้ว เพราะว่าทุกๆวันที่ทำมันเต็มที่แล้ว

น้ำตาล : ตอนตอบคำถาม ตาลกังวลจริงๆ เพราะว่าเราไม่มั่นใจว่าถ้าเราพูดคำราชาศัพท์ฝรั่งจะเข้าใจมั้ย แล้วเราจะพูดถูกมั้ย ถ้าเราพูดอีกแบบมันจะถูกต้องมั้ย เราก็กลัว

การเป็นนางงามไทยได้นอกจากสวยแล้วจะต้องทนกับคำวิจารณ์ด้วย?

แนท : จริง ตอนที่แนทได้ตำแหน่งมาเราไม่ค่อยเก่งโซเชียล ไม่อ่านคอมเมนต์เลย เราฟังแค่แมคนในครอบครัว รับแต่สิ่งดีๆ เข้ามา ทำให้เรามีความสุขกับทุกวัน มีอยู่วันนึงกำลังจะเซฟรูปก็ดันไปเจอคมเมนต์ ถ้ามี 300 เขาด่าไป 200 แล้ว คือด่าเรื่องหุ่น เรื่องภาษา ถือว่าโชคดีมากที่ตอนนั้นไม่ได้อ่าน

รู้สึกยังไงบ้างที่เขาบอกว่าทำดีก็โดนด่า ทำไม่ดีก็โดนด่า หาเรื่องด่าได้หมด?

แนท: ขีดเส้นใต้ที่พี่หนิงพูด ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์เลย คือสิ่งที่แนทและน้องน้ำตาลทำ เราทำเต็มที่ ส่วนผลที่ออกมาไม่ถูกใจใครหรืออะไรก็ตามก็ช่างมัน

น้ำตาล : โอ้โห ตอนที่ได้มงร้องไห้เลย จากเด็กผู้หญิงไม่รู้เรื่อง การที่เป็นคนของประชาชนต้องโดนด่าขนาดนี้เลยเหรอก็เลยงงนิดนึง ตอนนั้นวังเวงมาก ตอนนั้ก็เห็นผ่านๆ บางคนด่าประหนึ่งอยู่กับเรา ตอนนั้นที่เราได้เราไม่มีเวลาเปลี่ยนตัวเอง ยังไม่ทันพิสูจน์อะไรให้เห็นเลย เข้าใจว่าพิมพ์มันง่ายแต่ทำให้เห็นมันยาก เราก็เลยเอาคำเหล่านั้นมาผลักดัน

พูดถึงชุดราตรีของน้องนิ้งที่ดราม่ากัน เราคิดยังไงกับชุดราตรีของนิ้ง?

แนท : หนูรู้สึกว่าการจะทำชุดราตรีหนึ่งชุดมันไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ดีไซเนอร์คนเดียว มันขึ้นอยู่กับตัวนางงามเองด้วย อย่างปีนี้ เรามีส่วนแสดงความคิดเห็นว่าอยากได้ชุดแบบนี้ๆ แล้วแนทอ่านในข่าวน้องนิ้งเป็นคนเลือกสีเอง ซึ่งแนทไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือว่ายังไง แต่นางงามก็มีส่วนในการนำเสนอชุดราตรี ถ้าถามว่าชุดราตรีมันแย่อย่างเดียวหรือเปล่า หรือนางงามผิดที่เดินไม่ดีหรือเปล่า หรือว่ามันไม่ลงตัวหรือเปล่า มันไม่สามารถโยนความผิดไปให้คนใดคนนึง

น้ำตาล : ตลอดเวลาที่พี่หมูทำชุด เราก็มีโอกาสคุยกันตลอด ตาลก็บอกบอกว่าอยากได้แบบนี้ๆ เวลาเราลองใส่ลองเดิน เราก็บอกพี่หมูตลอดว่าอันไหนเราไม่สะดวก หรือเป็นอุปสรรคในการเดิน

ในขณะที่คนไทยวิจารณ์ชุดราตรีว่าไม่สวย วิจารณ์หนักถึงขั้นเอาชุดไปเปรียบกับคณะลิเก แต่กูรูในต่างประเทศเขาให้คะแนน 9 เต็ม 10 มาตลอด 4 ปี?

น้ำตาล : จริงๆ ตาลไม่อยากให้ไปโทษใคร เพราะมันผ่านมาแล้ว มันไม่สามารถที่จะไปแก้ไขอะไรไก้แล้ว

อยากบอกอะไรกับคนที่มาดราม่ากับชุดพี่หมู?

น้ำตาล : เราบอกอะไรไม่ได้เพราะความคิดความอ่าน รสนิยมของคนเรามันแตกต่างกัน มันอยู่ที่มุมมองของแต่ละคนว่าจะมองว่ายังไง แต่ในเมื่อมันผ่านมาแล้ว ทุกคนก็ทำเต็มที่แล้ว อยากให้ไปสู้กันในปีหน้าดีกว่า

ให้กำลังใจพี่หมูดีกว่า?

แนท : ก็อยากให้กำลังใจพี่หมู หนูก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ร่วมงานกับพี่หมูตั้งแต่เป็นนางแบบ ก็อยากให้พี่หมูสู้ต่อไป อย่างชุดราตรีหนึ่งชุดมันไม่ได้มีความคิดเห็นของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ มันมีความคิดเห็นของหลายคนมาบวกให้เป็นชุดนั้น มันอาจจะไม่ใช่ชุดที่ดีที่สุดของหลายคน ปต่หนูเชื่อว่าพี่ตั้งใจทำที่สุด

ตอนที่เราผระกวดแล้วโดนดราม่าประเด็นไหนที่รับไม่ได้ที่สุด?

น้ำตาล : ถ้าตอนประกวดไม่มี มีมีตอนหลัง คือบางคนมองว่าเราเนรคุณกอง ฉีกสัญญา รับงานเอง แต่จริงๆ หนูจะทำทำไม เราก็ไม่รู้ว่าข่าวออกมาได้ยังไง เราทำตามกฏระเบียบทุกอย่าง ทางกองก็ไม่ได้ออกมาบอกอะไร แต่เราได้คุยกันหลังไมค์แล้ว ตาลยืนยันได้ว่าทำถูกต้อง ณ ตอนนี้ยังมีสัญญาอยู่ถึงปีหน้า สัญญากับกองก็จะมี ละคร 2 ปี อีเว้นท์ 1 ปี

ก็มีข่าวออกมาว่าคุณแดงและคุณอรหมดสัญญา หรือลิขสิทธิ์ตรงนี้ด้วย?

น้ำตาล : เท่าที่ฟังมาเป็นเรื่องจริงนะคะ จริงๆ สัญญามิสยูนิเวิร์สปีต่อปีนะคะ ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะไปซื้อลิขสิทธิ์นั่นมา

แนทละมีดราม่าอะไรหนักสุด?

แนท : มีหลายเรื่อง ทั้งศัลยกรรม คลิปโป๊ แล้วก็เด็กเสี่ย คือเรื่องคลิปโป๊ดูยังไงก็ไม่ใช่เรา หน้าอกมันใหญ่มาก แต่ที่ดราม่าที่รู้สึกว่าไม่ชอบคือพาดพิงคนในครอบครัวของเรา เคยไปงานนึง แล้วมีคนเดินมาบอกว่านี่ปลาตายตัวเดียว เน่าทั้งฝูง แล้วตอนนั้นแม่อยู่ข้างหนู แล้วเขาพูดต่อว่าถูกเลี้ยงดูมายังไง ตอนนั้นกำปั้น อีกนิดเดียวมือหนูจะชกถึงหน้าเขาแล้ว แต่แม่บอกให้ใจเย็นๆ แล้วหนูก็มองหน้าเขาแล้วบอกว่าขอบคุณค่ะ เรื่องศัลยกรรมก็เป็นไปไม่ได้ บ้านแนทไม่มีฐานะขนาดนั้นให้แนทไปกู้เงินมาทำ แนทกู้มาเรียนดีกว่า แนทต้องดรอปเรียนปีนึงเพื่อทำงานเก็บเงินมาเรียนธรรมศาสตร์ ส่วนเด็กเสี่ยก็ไม่มี

ติดตามรายการ คุยแซ่บShow ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 14.00 – 15.00น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

สองล้อริมกว๊าน ชมอาทิตย์อัสดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582036

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 13:46 น.

สองล้อริมกว๊าน ชมอาทิตย์อัสดง

หนึ่งในเส้นทางฝันของนักปั่นสายชิลต้องมี “กว๊านพะเยา” อยู่ในนั้น กับเส้นทางปั่นรอบกว๊านระยะทาง 26 กม. ชมทิวทัศน์บึงน้ำ วิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน แลดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าหลังยอดดอย

เดิมกว๊านพะเยาเป็นพื้นที่ราบลุ่ม แต่หลังจากมีการสร้างประตูกั้นแม่น้ำอิงเมื่อเกือบ 80 ปีก่อน ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่รับน้ำท่วมวัดและบ้านเรือนจนกลายเป็นเมืองบาดาล จนเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือตอนบน และเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวพะเยา

หลังจากนั้นในปี 2526 ชาวบ้านชุมชนวัดศรีอุโมงค์คำได้ขุดพบพระพุทธรูปหินทราย ปางมารวิชัยองค์ใหญ่ หรือ “หลวงพ่อศิลา” ทำให้ทราบว่าบริเวณนั้นเคยเป็นวัด และได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดศรีอุโมงค์คำ

ทั้งยังพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นศิลาจารึกเขียนด้วยอักษรฝักขามว่า “วัดติโลกอาราม” มีประวัติความเป็นมาว่า เป็นวัดที่พระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาโปรดให้พระยายุธิษฐิระเจ้าเมืองพะเยา สร้างขึ้นในปี 2019-2029 จวบจนปัจจุบันวัดแห่งนี้มีอายุมากกว่า 500 ปี

เมื่อมีการขุดพบหลวงพ่อศิลาทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาในสมัยนั้น พร้อมด้วยคณะสงฆ์ หน่วยงานราชการ และพุทธศาสนิกชน ดำเนินการกู้วัดติโลกอาราม โดยทำเป็นเนินดินกลางกว๊านและอัญเชิญหลวงพ่อศิลากลับไปประดิษฐาน ณ ที่เดิม ทั้งยังก่อให้เกิดเป็นประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำรอบวัดเพื่อสักการบูชาหลวงพ่อศิลาในวันพระใหญ่ปีละ 3 ครั้ง ได้แก่ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา

เริ่มมีการเวียนเทียนครั้งแรกในปี 2551 และทำต่อเนื่องกันมาเป็นประเพณีประจำจังหวัดเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของชุมชนรอบกว๊านพะเยา เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของพะเยา

อย่างในวันมาฆบูชาที่ผ่านมา จ.พะเยา ได้จัดงานเวียนเทียนทางน้ำกลางกว๊านพะเยา ครั้งที่ 35 โดยมีพ่อเมือง ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผวจ.พะเยา คนปัจจุบัน นั่งหัวเรือนำเวียนเทียน ท่ามกลางบรรยากาศแสงสีทองอาบไปทั้งท้องน้ำยิ่งดูมีมนต์ขลัง

ในขณะที่กลางน้ำกำลังทำพิธีทางศาสนา เลนจักรยานริมกว๊านก็กำลังคึกคักไปด้วยนักปั่น โดยระหว่างทางจะมีจุดแลนด์มาร์คให้หยุดแชะภาพ เป็นรูปปั้นพญานาค 2 ตนหันหน้าเข้าหากัน และมีองค์พระธาตุจอมทองตั้งอยู่ตรงกลาง สร้างขึ้นจากตำนานพญานาคแห่งกว๊านพะเยา ตามความเชื่อว่าบึงน้ำแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของพญานาคพญาธุมะสิกขี

ส่วนด้านบนฝั่งระนาบเดียวกับรูปปั้นพญานาคเป็นที่ตั้งของ “อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง” กษัตริย์องค์ที่ 9 แห่งเมืองภูกามยาว (เมืองพะเยาโบราณ) ที่ปกครองดินแดนแห่งนี้จนรุ่งเรือง

นอกจากนักปั่นที่พาสองล้อออกมาชมอาทิตย์อัสดง ชาวพะเยาเองก็ต่างเดินทางมาพักผ่อนรับลมเย็นๆ ริมกว๊าน บ้างปูผ้านั่งปิกนิก บ้างนั่งตกปลา บ้างเดินออกกำลังกาย บ้างพาลูกหลานมาวิ่งเล่น บ้างจูงมือคู่รักมาถ่ายรูป กลายเป็นภาพคึกคักแต่น่ารักตามวิถีชีวิตของชาวพะเยาที่อยู่คู่กับสายน้ำ

เลนจักรยานรอบกว๊านพะเยาถูกทาสีฟ้าเด่นชัด ซึ่งนอกจากเลนจักรยานแล้ว ตามถนนหนทางในชุมชนริมกว๊านก็สามารถปั่นจักรยานได้ค่อนข้างปลอดภัย เพื่อไปชมสถานที่สำคัญในตัวเมืองพะเยาอย่าง “วัดศรีอุโมงค์คำ” วัดที่นอกจากจะเป็นสถานที่เก็บรักษาหลวงพ่อศิลานานถึง 24 ปี ภายในวัดยังมีพระประธานที่ ถวัลย์ ดัชนี เคยกล่าวยกย่องไว้ว่า เป็นพระประธานที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในล้านนา

และทางวัดยังได้ทำทางเดินลอดต๋าแหลวสูงกว่า 1 เมตร ระหว่างทางเดินไปไหว้พระเจ้าทันใจ ซึ่งต๋าแหลวเป็นความเชื่อของชาวเหนือ ทำจากไม้ไผ่สานเป็นรูป 8 เหลี่ยม เชื่อว่าสามารถป้องกันสิ่งชั่วร้าย และขจัดสิ่งอัปมงคลออกจากตัว

อีกวัดที่สำคัญต้องปั่นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ “วัดศรีโคมคำ” หรือที่ชาวพะเยาเรียกกันว่า วัดพระเจ้าตนหลวง เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนา มีขนาดหน้าตักกว้าง 14 เมตร สูง 18 เมตร อายุ 495 ปี

องค์พระเจ้าตนหลวงนั้นไม่เป็นเพียงพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยา แต่ยังเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอาณาจักรล้านนา โดยในวันวิสาขบูชาของทุกปีจะมีงานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวงเดือนแปดเป็ง มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาสักการะจำนวนมาก

บริเวณเดียวกันกับวัดยังมีโบสถ์กลางน้ำ ภายในมีงานจิตรกรรมฝาผนังที่วาดขึ้นโดย อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมชิ้นนี้ได้วิจิตรสวยงาม และยังมีหอวัฒนธรรมนิทัศน์ ภายในจัดแสดงวัตถุล้ำค่าทั้งพระพุทธรูปเก่าแก่ ศิลาจารึก เครื่องปั้นดินเผา ฟอสซิลไดโนเสาร์ ฟอสซิลช้างสี่งา และฟอสซิลปูคู่รัก

นอกจากนี้ ไม่ไกลจากวัดศรีโคมคำเป็นที่ตั้งของ “วัดพระธาตุจอมทอง” พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพะเยา ที่โดดเด่นด้วยองค์พระธาตุสีทองสุกใส และภายในวัดยังมีพระเจ้าทันใจให้กราบขอพรอีกด้วย

ถัดไปในเช้าวันใหม่ช่วงเวลา 7 โมงเช้าของทุกวัน จะมีกิจกรรมตักบาตรข้าวเหนียวริมกว๊านบริเวณศาลาท่าน้ำ โดยจะมีชาวบ้านมาขายกับข้าวและข้าวเหนียว พร้อมปูเสื่อให้นั่งรอใส่บาตร นักท่องเที่ยวสามารถอุดหนุนและทำบุญตักบาตรได้โดยไม่ต้องติดต่อล่วงหน้า

หลังจากนั้นศาลาท่าน้ำดังกล่าวยังเป็นจุดลงเรือไปยังวัดติโลกอาราม ซื้อตั๋วลงเรือไป-กลับคนละ 30 บาท โดยสารเรือประมาณ 30 นาทีก็ถึงวัด ขึ้นไปสักการะหลวงพ่อศิลาที่ตั้งอยู่กลางเนินดิน ซึ่งวัดแห่งนี้ไม่มีหลังคา ไม่มีผนัง เป็นเพียงเนินดินกลางบึงน้ำขนาดไม่ยิ่งใหญ่ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาอันใหญ่ยิ่งของชาวพะเยา

กว๊านพะเยามีขนาดใหญ่ประมาณ 1.2 หมื่นไร่ จัดเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และยังเป็นแหล่งอาหารของชาวพะเยา เพราะชาวบ้านสามารถนำเรือออกหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพและยังชีพได้

ดังนั้น เมนูขึ้นชื่อของจังหวัดจึงหนีไม่พ้นเมนูปลาเผา และอีกจานที่เด็ดไม่แพ้กันคือกุ้งฝอยทอดและกุ้งเต้น ลักษณะเป็นกุ้งตัวจิ๋วใสแจ๋วที่หาได้มากในบึงแห่งนี้

อย่าให้เส้นทางจักรยานริมกว๊านพะเยาเป็นแค่เส้นทางในฝันอีกต่อไป เพราะตอนนี้ จ.พะเยา พร้อมรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ แต่ไม่เอิกเกริก เห็นได้จากการมีเกสต์เฮาส์เกิดขึ้น มีร้านกาแฟเล็กๆ ในตัวบ้าน มีร้านอาหารท้องถิ่นราคาชาวบ้าน

คนพะเยาก็ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวมาเที่ยวบ้าน มาชมความงามของกว๊าน และมารับพลังแห่งความสุขจากพะเยาซึ่งยังคงบริสุทธิ์ดีต่อหัวใจ

วันหยุดหรรษา @ตลาดบางน้ำผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582018

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 12:16 น.

วันหยุดหรรษา @ตลาดบางน้ำผึ้ง

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันพักผ่อนและท่องเที่ยวของครอบครัว ตลาดน้ำบางผึ้ง จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่หลายคนน่าจะชื่นชอบ บรรยากาศตลาดน้ำในสวน น่าเดิน ต้นไม้เยอะ อากาศไม่ร้อน ของกินอร่อยเพียบ ของกินไม่ได้ก็เยอะ แถมมีกิจกรรมมากมายให้คนเดินตลาดหลากหลายวัยได้สนุกผ่อนคลายอีกด้วย

เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ ต.บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของชาวบ้านกับผู้นำท้องถิ่นและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางน้ำผึ้ง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสนับสนุนให้ชาวบ้านมีรายได้จากการนำผลผลิตในท้องถิ่นของตนเอง เช่น ผัก ผลไม้ มาจำหน่าย อันเป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข้งอีกด้วย

เมื่อถึงตลาดก็เดินเที่ยวไปเรื่อยๆ ตามทางเดินคอนกรีตที่ทอดตัวเลียบไปตามลำคลองสายเล็กๆ ลดเลี้ยวไปตามสวนที่มีต้นไม้ร่มรื่นประมาณ 2 กิโลเมตร

สองฝั่งเต็มไปด้วยซุ้มร้านค้าและเรือนำของมาขายตลอดริมลำคลองมากมาย ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านริมคลอง พ่อค้าแม่ค้าหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสทักทายคนเดินตลาดด้วยไมตรี

มาตลาดบางน้ำผึ้ง ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง ขอเพียงพกเงินมาเยอะๆ เพราะของกินหลากหลายทั้งอร่อยอีกต่างหาก เกรงจะอดใจไม่อยู่ เห็นอะไรก็อยากซื้อหมดเช่น กวยจั๊บ กระเพาะปลา ก๋วยเตี๋ยว หอยทอดทอดมันปลา หมึกไข่เสียบไม้ห่อด้วยใบตอง แจงร้อน ห่อหมก ลูกชิ้นโบราณมีทั้งไส้กุ้ง หมู ห่อหมกหมูหม้อดิน ฯลฯ

ฟากของหวานฝีมือชาวบ้าน เช่น ขนมถ้วยขนมจาก กล้วยแขก ม้าฮ่อ ขนมตระกูลทอง กะละแมกวน ฝอยเงินที่ใช้ไข่ขาวต้มในน้ำเชื่อม หมี่กรอบโบราณ ขนมนางเล็ดพร้อมทั้งยังมีขนมไทยสูตรชาววังหากินยาก เช่น กระเช้าสีดา เสน่ห์จันทร์จ่ามงกุฎ ทองเอก หม้อแกง และอีกมากมาย เอ่ยไม่หมด ต้องไปเดินดูเอง

พร้อมทั้งยังมีผลิตผลของชาวบ้านเช่น มะพร้าวอ่อน มะม่วงน้ำดอกไม้ กล้วยหอมชมพู่มะเหมี่ยว เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นอกจากนี้ ในตลาดบางน้ำผึ้งยังมีศูนย์รวมสินค้าโอท็อปที่สร้างสรรค์จากคนในชุมชนบางน้ำผึ้งและตำบลใกล้เคียง เช่น ดอกไม้เกล็ดปลา บ้านธูปสมุนไพร วาเพชรแฮนด์เมด แพรวพลอยเสื้อผ้าเด็ก โลชั่นสมุนไพรฟักข้าว สบู่สมุนไพรฟักข้าว น้ำยาซักผ้าดอกอัญชัน ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำสกัดฤทธิ์เย็น-ย่านาง ใบเตย

สบู่สมุนไพรขัดผิว เรือสำเภาธนบัตรมหามงคล ไข่ปลาหมึกห่อใบเตยย่างน้ำจิ้มสูตรสมุนไพรไทย กางเกงผ้าต่อลายผ้าขาวม้า อักษรดินเผา ป้ายไม้ ปลาทูต้มเค็มสมุนไพรสูตรโบราณ ต้นไม้มงคลหินสี น้ำพริกคุณย่า ขนมถั่วแปบ ขนมสอดไส้ในกรวย กระเป๋าผักตบชวา กระเป๋าผ้าอเนกประสงค์ ธัญพืชประคบพูลสุขธูปหอมสมุนไพรไล่ยุ่ง บางน้ำผึ้งโฮมเสตย์

นอกจากของกินอร่อยแล้วยังมีกิจกรรมมากมายให้คนที่มาเดินตลาดได้ร่วมสนุกและผ่อนคลาย เช่น วาดรูป ระบายสีฟังดนตรีในสวน นอนนวดฝ่าเท้า แต่ที่พลาดไม่ได้ถ้ามาตลาดแห่งนี้ต้องเข้าไปเสพบรรยากาศแบบย้อนยุค กับบ้านโบราณ“เรือนนมสด” บ้านไม้หลังโตที่เจ้าของใจดีเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมฟรี มีบริการขายเครื่องดื่มและของกินเล่นด้วย

เริ่มเปิดตลาดประมาณ 8 โมงเช้าเป็นต้นไปจนถึงเย็นๆ ลองหาโอกาสพาครอบครัวไปเที่ยวได้ ถ้าอยู่ฝั่งกรุงเทพฯหากเดินทางด้วยบีทีเอสให้มาลงสถานีช่องนนทรี แล้วนั่งบีอาร์ทีมาลงสถานีวัดด่านหรือวัดปริวาส ถนนพระราม 3 จากนั้นเดินมาลงเรือที่ท่าเรือใต้สะพานภูมิพลข้ามฟากไปฝั่งพระประแดง แล้วต่อแท็กซี่ไปตลาดระยะทางไม่ไกล แต่ถ้าขี่จักรยานยนต์มาก็ขี่ลงเรือเสียคันละ 10 บาท ขึ้นฝั่งขี่ไปตลาดบางน้ำผึ้งได้

ฟังเสียงเงียบไพเราะ เดินเลาะ ‘ภูซาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582009

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 11:27 น.

ฟังเสียงเงียบไพเราะ เดินเลาะ ‘ภูซาง’

หากคิดว่าพะเยาเป็นจังหวัดเงียบๆ ช้าๆ แล้วล่ะก็ ลองออกจากตัวเมืองไปเงี่ยหูฟังเสียงในอำเภอ“ภูซาง” นอกจากจะได้ยินเสียงนก เสียงปลา อาจจะได้ยินเสียงท้องนาคุยกัน

ภูซางเป็นอำเภอเล็กๆ ห่างจากตัวเมืองพะเยาราว 100 กม. จะเรียกว่าเป็นชนบทห่างไกลคงไม่ได้ เพราะที่นี่มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โฮมสเตย์ และมีจุดท่องเที่ยวให้ไปเช็กอิน แต่บ้านเมืองนี้อยู่ในบรรยากาศที่เงียบกว่า ช้ากว่า ธรรมชาติกว่า และมีคนน้อยกว่า จึงพลอยคัดเลือกนักท่องเที่ยวที่มาให้มีจริตเรียบง่ายและเชื่องช้าตามไป

ต้องบรรยายบรรยากาศว่า เมืองภูซางเป็นเมืองเกษตรกรรม ชาวบ้านทำนา ปลูกผัก ปลูกยางพารา รวมไปถึงพื้นที่หน้าบ้านทุกหลังปลูกผักสวนครัวไว้เก็บกิน

ส่วนถนนหนทางเข้าถึงอย่างดี แต่ยวดยานที่มีเห็นแต่จักรยาน และวิวสองข้างทางมีความงดงาม โดยเฉพาะยามพระอาทิตย์ขึ้นหลังภูเขา แล้วมีฉากหน้าเป็นพระธาตุภูซางและทุ่งนา ยิ่งทำให้ประทับใจและกลายเป็นภาพจำเมื่อนึกถึง

คนที่มา แค่เห็นภาพเหล่านี้ก็ทำให้มีความสุขจนรู้สึกอิจฉาคนอยู่ อย่าง “ต๋อย” นิคม วงศ์ใหญ่ เจ้าของสวนมีสุข ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความสุขในสวนเกษตรปลอดสารของครอบครัวให้ฟังว่า เขาและภรรยาเริ่มทำสวนผักเมื่อ 4 ปีก่อน เริ่มต้นจากการเช่าที่นาคนอื่นทำเกษตรเชิงเดี่ยว จากนั้นก็เริ่มขยับขยายหาซื้อที่ดินของตัวเองจนมีที่ดินขนาด 3 ไร่กว่า และเริ่มลงมือปลูกพืชผสมผสานแบบปลอดสารพิษ

“ผมเคยถูกคัดค้านไม่ให้ปลูกผัก เพราะพื้นที่รอบๆ ทำนากันหมดและยังไม่มีใครปลูกผักขายเป็นตัวอย่าง รวมถึงแม่ของผมเองที่อยากให้ทำนา ผมเลยเลือกทำนาและเหลือพื้นที่ 1 งานไว้ปลูกผักขายอย่างที่ตั้งใจ

พอเกี่ยวข้าวได้ผมทำบัญชีหักลบแล้วปรากฏว่า รายได้จากการทำนาเหลืออยู่ 3,000กว่าบาท แต่ผักที่ผมปลูกไว้มีกะหล่ำปลี มะเขือ กวางตุ้ง ภายในระยะเวลา 4 เดือนเท่าปลูกข้าว ผมเก็บผักได้ 3 ครั้งรวมแล้วได้เงิน 3 หมื่นกว่าบาท หลังจากนั้นแม่บอกผมว่า อยากทำอะไร ทำตามใจเลย”

หลังจากพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ต๋อยมาคิดต่อว่า ในพื้นที่จำกัดเพียงเท่านี้จะปลูกพืชอย่างไรให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี เขาจึงเริ่มปลูกโหระพาบนคันกั้นน้ำเพราะสามารถเก็บผลผลิตได้นาน 2 ปี

รวมถึงผักกูด ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี กวางตุ้ง ฝรั่ง มะเขือเทศ ผักสลัด เพาะลูกกบขาย โดยเขาไม่ต้องไปขายที่ไหน เพราะจะมีพ่อค้าและลูกค้ามาซื้อถึงหน้าสวน

“พอเราทำได้แบบนี้ทำให้มีคนที่สนใจเข้ามาสอบถาม ตอนนี้ผมเลยกำลังสร้างบ้านพักเล็กๆ ริมสวนผัก 2 หลังให้คนที่เข้ามาเรียนรู้อยู่ที่นี่เลย ซึ่งผมยินดีสอนทุกอย่างที่ผมรู้ เพราะอยากให้เขานำไปทำเป็นอาชีพ และมีความสุขกับสิ่งที่อยากทำ ส่วนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาดูผมก็ยินดีต้อนรับและอยากให้ความรู้เล็กๆ น้อยๆ กับพวกเขาไปด้วย”

ตอนนี้ต๋อยและภรรยาไม่จำเป็นต้องออกไปซื้ออาหารจากที่ไหน เพราะมีตลาดส่วนตัวอยู่ในบ้าน ซึ่งนอกจากผัก ผลไม้ เขายังเลี้ยงไก่เก็บไข่ เลี้ยงปลา มีปูนา ซึ่งทุกอย่างมั่นใจได้ว่าปลอดภัย ดีต่อสุขภาพร่างกาย ทำให้วันนี้ทั้งคู่มีอาชีพ มีอาหารที่ดี มีสุขภาพดี และมีความสุขดี สมกับชื่อสวนมีสุข ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากเจ้าของสวนจะมีความสุข คนมาเยือนก็มีความสุขตามไปด้วย

อีกบ้านหนึ่งที่มีความสุขไม่แพ้กันคือบ้านของ “ลุงทา” ศิวกร ผาแก้ว เจ้าของบ้านหมุนหลังเดียวในพะเยา ลุงทา เล่าว่า เขาเกิดที่ภูซางแต่ไปทำงานอยู่เชียงใหม่ หลังเกษียณจึงกลับบ้านเกิดแล้วอยากมีบ้านสักหลังไว้อยู่ยามชรา จึงหาแบบสร้างบ้านจนได้ไปเจอรูปแบบบ้านหมุนที่ลุงทาเห็นว่าเข้าท่าดี

“ผมตัดสินใจสร้างบ้านหมุนเพื่อตอบสนองตัวเอง 3 ข้อ ข้อแรกคือ เวลาเราอยากหันหน้าบ้านไปทางไหน เราแค่กดรีโมท

ข้อสองคือ เนื่องจากบ้านนี้เป็นบ้านประหยัดพลังงาน เวลาเรานอนถ้าเปิดหน้าต่างแล้วลมไม่เข้า มันร้อน เราก็กดรีโมทหาทิศทางลม ทำให้ไม่ต้องติดแอร์ก็นอนสบาย

และข้อสาม บ้านหลังนี้มีแกนกลางเป็นเซ็นเตอร์และมีล้อเป็นตัวรับน้ำหนัก เปรียบได้กับรถยนต์หนึ่งคัน ดังนั้นถ้าแผ่นดินไหวล้อจะขยับตามแรงสั่นทำให้ป้องกันการพังทลายจากแผ่นดินไหวได้”

บ้านหมุนหลังนี้เป็นบ้าน 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องนั่งเล่นอยู่ชั้นล่าง และห้องนอน 2 ห้องอยู่ชั้นบน ส่วนห้องน้ำสร้างแยกต่างหากจากตัวบ้าน ทุนสร้างอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท ปัจจุบันตอนกลางวันเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้คนเข้าชม

พอตกกลางคืนลุงทาก็ขึ้นห้องนอนเปิดหน้าต่างกดรีโมทหันไปดูพระจันทร์อย่างมีความสุข หรือใครอยากลองมาพัก ห้องนอนอีกห้องลุงทาเปิดเป็นโฮมสเตย์ หรือถ้ามาเป็นกลุ่มเพื่อนก็ยินดีให้ปูฟูกนอนเรียงกันที่ชั้นล่าง (โทร. 08-1961-4996)

นอกจากความสุขจากผู้คน ภูซางยังมีความสุขอีกแห่งปรากฏอยู่ที่ น้ำตกภูซาง สระว่ายน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งแม้ว่าสายน้ำตกจะไม่ใหญ่โตและไหลแรงอลังการ แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะเพราะเป็นน้ำตกน้ำอุ่น

ตามข้อมูลระบุว่า สายน้ำของน้ำตกภูซางเดินทางลัดเลาะมาตามลำน้ำฮวก ไหลผ่านบ่อน้ำร้อนที่เรียกว่า บ่อซับน้ำอุ่น จากนั้นได้ไหลลงสู่หน้าผาหินปูนความสูง 15 เมตร กลายเป็นน้ำตกอุ่นที่มีอุณหภูมิประมาณ 35 องศาเซลเซียสตลอดปี

ระหว่างเส้นทาง สายน้ำอุ่นได้ผ่านป่าที่มีน้ำขังตลอดปี มีซากพืชสลายทับถมกันแน่นหลายชั้น ทำให้พืชหลายชนิดสามารถปรับตัวขึ้นได้ เช่น ต้นคล้า คลุ้ม เตยเหาะ ลำเท็ง แข็งไก่ กรวย และทองหลางป่า รวมเรียกว่า ป่าพรุ ทั้งยังไหลผ่านป่าดงดิบแล้งที่สมบูรณ์ไปด้วยไม้ผลัดใบและไม้ไม่ผลัดใบขนาดใหญ่ กลายเป็นป่าต้นน้ำที่รักษาต้นลำธารของน้ำตกไว้อีกทอด

ถ้าสัมผัสน้ำในแอ่งด้านล่างจะไม่รู้สึกอุ่น ต้องเดินขึ้นบันไดผ่านป่าไปยังต้นลำธารแอ่งน้ำด้านบนจะสัมผัสได้ถึงความอุ่นน่าพิศวงของธรรมชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รวมถึงคนพะเยาเองจะรู้จักภูซางเพราะน้ำตกอุ่นแห่งนี้ แต่น่าเสียดายที่เวลามาจะปักหมุดมาเที่ยวน้ำตกเพียงอย่างเดียว ทำให้เสียโอกาสไปรับความสุขจากอีกสองบ้านที่กล่าวมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เมืองภูซางเพิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวจำนวนอย่างน้อย 300 คนจากการจัดกิจกรรม เที่ยวไป วิ่งไป ไลค์ อะ โลคัล งานวิ่งที่เปิดรับสมัครนักวิ่งทุกรูปแบบมาเที่ยวไปพร้อมๆ กัน

มีคอนเซ็ปต์น่ารักคือ แทนที่จะวิ่งทำเวลาให้เร็วที่สุด ก็เปลี่ยนมาวิ่งโดยให้ใช้เวลาดื่มด่ำให้มากที่สุด บนระยะทาง 11 กม. ผ่านสวนมีสุข บ้านหมุนลุงทา และไปสิ้นสุดที่น้ำตกภูซาง โดยช่วงเย็นนักวิ่งทั้งหมดได้ไปรวมตัวกันที่เฮินไทลื้อเพื่อร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ

เฮินไทลื้อเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจัดแสดงวิถีชีวิตและบ้านดั้งเดิมของชาวไทยลื้อ ใต้ถุนบ้านมีกี่ทอผ้าตั้งเรียงรายไว้เป็นที่สาธิตการทอผ้าและเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มแม่บ้านในภูซาง

กิจกรรมช่วงบายศรีดำเนินการทั้งหมดโดยชาวบ้าน เย็นวันนั้น ปู่ย่าตายายหลายสิบคนปั่นจักรยาน บ้างก็เดินมาจากบ้าน เพื่อตั้งใจมาผูกข้อมือให้ลูกหลานที่มาเยี่ยมเยือน กลุ่มแม่บ้านกำลังสาละวนทำอาหารเตรียมขึ้นโตกให้นักท่องเที่ยวได้กิน

ส่วนกลุ่มผู้สาววัยรุ่นกำลังผัดหน้าทาปากเตรียมการแสดงรำบนเวที พอเห็นอะไรที่ทำจากใจไม่ปรุงแต่งเช่นนี้ ล้วนสร้างความสุขและความประทับใจได้โดยไม่ต้องมีพิธีรีตอง

ระหว่างดูการแสดง มีเรื่องตลกในวงขันโตกว่า หลายคนคุ้นชื่อ ภูซาง แต่คิดไม่ออกว่าอยู่จังหวัดอะไร พูดไปพูดมาสรุปได้ว่า ที่คุ้นหูคือชื่อ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ส่วนชื่อภูซาง ประเทศไทย ไม่เคยแม้แต่ได้ยิน

แต่หลังจากได้วิ่ง 11 กม. เริ่มสตาร์ท6 โมงเช้า เข้าเส้นชัยเกือบบ่าย 2 ไปแล้ว เชื่อว่า ชื่อภูซางจะถูกพูดต่อๆ กันไป และไม่เฉพาะแค่วงการนักวิ่ง แต่จะขจรไปถึงนักปั่นและนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความเร่งรีบทุกอย่าง มาใช้เวลาให้ช้าที่สุดที่นี่

พะเยาเป็นเมืองรองที่มีเสน่ห์ไม่เป็นสองรองใคร ไม่มีสนามบินแต่สามารถเดินทางเชื่อมโยงจากสนามบินเชียงรายสู่พะเยาได้ โดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง

จังหวัดที่นอกจากจะมีกว๊านพะเยาที่โด่งดัง และมีผู้ว่าราชการจังหวัดชื่อดัง ยังมีภูซางที่ต้องสารภาพตามตรงว่า ไม่อยากให้ดัง เพราะเมื่อเสียงดังเมื่อไรก็เท่ากับว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวภูซางหายไป

ที่นี่จึงมีความเงียบและความช้าเป็นจุดขาย การันตีได้ว่ามาแล้วจะใจเย็นไปโดยปริยาย และจะได้รับความสุขกลับไปเป็นกอง

ผ้าไหมทอมือ ‘ชุมชนบ้านครัว’ เสน่ห์กลางมหานครที่ยังคงรักษ์ไว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581994

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 09:49 น.

ผ้าไหมทอมือ ‘ชุมชนบ้านครัว’ เสน่ห์กลางมหานครที่ยังคงรักษ์ไว้

“นามราชเทวีศรีสง่า ล้ำคุณค่าวังพญาไท อนุสาวรีย์ชัยฯ ทหารหาญ ศิลปะโบราณ วังสวนผักกาด เด่นผงาดใบหยกตึกระฟ้า งามจับตาผ้าไหมที่บ้านครัว”

เป็นคำขวัญประจำเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร การันตีได้ถึงความงดงามของผ้าไหมทอมือที่ชุมชนบ้านครัว ชุมชนเล็กๆ ของชาวมุสลิม อยู่ริมคลองแสนแสบ

เมื่อก่อนบริเวณชุมชนนี้เป็นลูกหลานแขกจาม ที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่พระราชทาน โดยเริ่มทำผ้าไหมจากการทอผ้าขาวม้าหรือผ้าโสร่งไหมแล้วส่งขายตามต่างจังหวัด ใช้สีธรรมชาติ และทอกี่กระทบ

การทำผ้าไหมของชุมชนบ้านครัวรุ่งเรือง ซบเซา หมุนเวียนกันไปตามวัฏจักรของสังคมและเศรษฐกิจ วันนี้นอกจากการทอผ้าและผลิตภัณฑ์ผ้าไหมเลื่องชื่อกลางมหานครแล้ว

ที่นี่กำลังถูกยกระดับให้เป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ของกรุงเทพมหานครที่อยู่ใจกลางเมืองที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ย้อนวันวานผ้าไหมกลางมหานคร

ลุงอู๊ด หรือ นิพนธ์ มนูทัศน์ ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ เล่าประวัติความเป็นมาให้ฟังว่า ชาวบ้านที่นี่เป็นแขกจาม อพยพหนีสงครามมาจากกัมพูชาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การทอผ้าของชาวบ้านแขกครัวนี้ เดิมทอไว้ใช้สอยในครัวเรือนโสร่ง ผ้าขาวม้า ตั้งแต่ก่อนจะอพยพมา เมื่อ 130 ปีที่แล้ว หรือประมาณปี 2430 ต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้

จุดเด่นของผ้าไหมบ้านครัว ก็คือ เนื้อผ้าแน่น เงางาม สีสันสวย สด เมื่อตัดสวมใส่จะดูสง่า ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของผ้าไหม และยังมีคุณสมบัติปกป้องผิวพรรณ แม้จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น

แต่ชื่อเสียงของผ้าไหมที่นี่ เริ่มโด่งดังหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อจิม ทอมป์สันซีไอเอชาวอเมริกัน มาเที่ยวบ้านเพื่อน ใกล้กับที่ตั้งของชุมชนบ้านครัว ได้ยินเสียงกี่ทอผ้า จึงเดินมาดูและประทับใจกับผ้าไหมของชาวบ้านที่มีความงดงามและคงเอกลักษณ์ทอมือแบบดั้งเดิม จึงซื้อผ้าไหมนำกลับไปอเมริกา

ก่อนกลับมาส่งเสริมให้ชาวบ้านทอผ้าไหมขายในรูปแบบต่างๆ ภายใต้ชื่อยี่ห้อ “จิม ทอมป์สัน” ในช่วงปี 2494 กลายเป็นจุดเริ่มที่นำผ้าไหมยุคนั้นออกสู่ตลาดโลก

เหตุนี้จึงนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงจากกี่กระทบมาเป็นกี่กระตุก และเปลี่ยนจากสีธรรมชาติมาเป็นสีเคมี เพราะสีธรรมชาติมีสีน้อย โดยสีเคมีนำมาจากอุตสาหกรรมไหมไทยของ จิม ทอมป์สัน

“ความเฟื่องฟูยุคนั้น ทุกบ้านจะทอผ้ากันตลอดเวลา ขนาดว่าจะได้ยินเสียงกี่ทอผ้า ดังตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ชาวบ้านจะใช้น้ำในคลองล้างไหม และตากเส้นไหมไว้ริมคลอง รายได้ก็มากขึ้นด้วย บ้านหลังไหนมีกี่ทอผ้ามาก ก็ยิ่งทำรายได้ให้มาก บ้านลุงเองมีกี่ 70 ตัว มีรายได้จากการทอผ้า กว่า 2 แสนบาท/เดือน”

ลายเกร็ดเต่าและลายลูกฟูก คือลายโบราณที่ขึ้นชื่อของที่นี่ แต่หลังคุณจิมหายตัวไป ร้านจิม ทอมป์สัน ก็ไม่ได้สั่งผ้าไหมของชาวบ้านครัวต่อ หลานของ จิม ทอมป์สัน มารับมรดกแทน แต่กลับไปสร้างโรงงานของตนเองที่โคราช อ.ปักธงชัย โดยทิ้งชุมชนบ้านครัว จึงเป็นสาเหตุให้คนในชุมชนเลิกผลิตผ้าไหมทีละครัวเรือน เพราะทำไปแล้วไม่รู้จะขายใครผ้าไหมที่เคยสร้างรายได้รุ่งเรืองให้กับชุมชนค่อยๆ เลือนรางไป

จนเหลือเฉพาะแค่บ้านลุงอู๊ดที่ยังทอผ้าอยู่ ช่างทอกี่เหลือแค่ 3 คน ทอส่งตามร้านและไปแสดงตามงานต่างๆ เวลาหน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงต่างประเทศ มีงาน จะมาสั่งทอเพื่อนำไปมอบเป็นของที่ระลึกให้กับแขกสำคัญๆ

ครอบครัวลุงอู๊ดโชคดีเพราะมีแขกนับถือศาสนาอิสลาม แถวปักษ์ใต้ จ.สุราษฎร์ธานี หมู่บ้านภูมิเรียม มาเช่าบ้านแถวชุมชนบ้านครัวอยู่ เห็นว่ามีกี่ทอผ้าว่างจึงเข้ามาทำผ้าไหมส่งพาหุรัด สีลม เพราะสมัยนั้นตลาดนี้พึ่งเกิด เขาเลยจ้างบ้านลุงอู๊ดย้อมไหม จึงเป็นสาเหตุที่ไม่ได้เลิกกิจการนี้ไป และทำต่อมาจนถึงปี 2562 ผ้าไหมของชุมชนนี้กลับมาเฟื่องฟู ในสมัยที่เริ่มมีสินค้าโอท็อป

“ทุกวันนี้ผ้าไหมบ้านครัวอาจไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนสมัยก่อน แต่พยายามอนุรักษ์ไว้ เพราะเป็นวัฒนธรรม เป็นอาชีพเก่าแก่ของบรรพบุรุษ เราเคยมีโอกาสทอผ้าไหมถวายพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย เป็นความภาคภูมิใจยากจะอธิบาย

นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อผ้าไหมที่เราใช้เทคนิคใหม่ในการทอ ว่า ‘ผ้าไหมเหลืองสิรินธร’ และมีพระราชดำรัสกับชาวบ้านว่าขอให้อนุรักษ์ไว้ อย่าให้สูญหายไป นี่คือสิ่งที่จดจำและตั้งใจตลอดว่า ไม่ว่าจะอย่างไรจะต้องรักษาผ้าไหมบ้านครัวให้คงอยู่ เหมือนเป็นการได้ทดแทนคุณแผ่นดินที่พวกเราได้อพยพมาอาศัยอยู่พึ่งพระบรมโพธิสมภารด้วย”

ยกระดับบ้านครัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ในยุคปัจจุบัน การแข่งขันในตลาดโลกได้ให้ความสำคัญในการนำเอาวัฒนธรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตนจำหน่าย เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง สอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่กำลังมาแรง

การท่องเที่ยวนับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่ง ที่ได้นำเอาวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและยุโรปต่างสนใจเรียนรู้วัฒนธรรม มรดกทางประวัติศาสตร์ เยี่ยมชมงานสถาปัตยกรรม และสัมผัสวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในประเทศนั้น

โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียและแอฟริกา รวมถึงซื้อของที่ระลึกที่เป็นงานหัตถกรรมและงานฝีมือที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนในประเทศนั้น การท่องเที่ยวในลักษณะดังกล่าวเราเรียกว่า การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ดร.ไกรฤกษ์ ปิ่นแก้ว นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มองการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และได้เขียนเผยแพร่ถึงความหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไว้ว่า เป็นการศึกษาหาความรู้ในพื้นที่หรือบริเวณที่มีคุณลักษณะที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

มีการบอกเล่าเรื่องราวในการพัฒนาทางสังคมและมนุษย์ผ่านทางประวัติศาสตร์อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรม องค์ความรู้ และการให้คุณค่าของสังคม โดยสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าหรือสภาพแวดล้อมอย่างธรรมชาติ ี่สามารถแสดงออกให้เห็นถึงความสวยงามและประโยชน์ที่ได้รับจากธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม หรือขนบธรรมเนียมประเพณี

ธีรยุทธ ภูมิภักดิ์ ผู้อำนวยการเขตราชเทวี กล่าวถึงแผนงานของกรุงเทพมหานครที่มีต่อชุมชนบ้านครัวว่า เตรียมที่จะเปิดชุมชนบ้านครัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผ้าไหมบ้านครัว ตั้งแต่ยุคสมัยแรกจนถึงปัจจุบัน และสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่เก่าแก่ของชาวแขกจาม ทั้งเรื่องของอาหาร สถาปัตยกรรม และสินค้าพื้นเมือง ขณะนี้อยู่ระหว่างรองบประมาณ

“เราจะสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองแสนแสบเชื่อม 2 เขต ระหว่างเขตราชเทวีกับปทุมวัน จากฝั่งพิพิธภัณฑ์ จิม ทอมป์สันมาที่ชุมชนบ้านครัว เพื่อเชื่อมเรื่องราวให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจได้เข้าไปชมกระบวนการผลิตผ้าไหมบ้านครัว ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผ้าไหมไทยก่อนจะมีชื่อเสียงโด่งดังในตลาดโลก เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน”