ปัญจาบีร่วมสมัย @ ปัญจาบ กริลล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581905

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ปัญจาบีร่วมสมัย @ ปัญจาบ กริลล์

เรื่อง ฟร็อกกี้ลิเชียส ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

อาหารปัญจาบี หรือปัญจาบ คิวซีน (Punjab Cuisine) อัญมณีชิ้นงามแห่งวงการอาหาร ในอาณาเขตทางเหนือของอินเดีย (อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และปัญจาบ) โดดเด่นในเรื่องความเรียบง่ายในการเตรียม นิยมหั่นเนื้อและผักเป็นชิ้นใหญ่ๆ หมักเครื่องเทศให้ทั่ว และทำให้สุกอย่างช้าๆ ในเตาทันดูร์โดยใช้อุณหภูมิสูง ใช้เครื่องเทศในปริมาณพอเหมาะ เพื่อให้เก็บรักษาได้ดีโดยไม่ให้กลบรสชาติส่วนผสมหลัก ผงกะหรี่ ใบลูกซัด พริกแดงแคชมิริ การัม มะสะล่า กระวานเทศ ผงลูกจันทน์เทศ เมล็ดยี่หร่า และคารอม คือเครื่องเทศหลักที่ถูกนำมาใช้

สำหรับ ปัญจาบ กริลล์ (Punjab Grill) ชั้น G โรงแรมเรดิสัน สวีท กรุงเทพฯ สุขุมวิท 13 ให้บริการแบบไฟน์ ไดนิ่ง มีการนำเสนอจานอาหารรสชาติปัญจาบีแบบร่วมสมัย ภายใต้การตกแต่งแบบหรูหรา เคาน์เตอร์หินอ่อนสีดำ แยกพื้นที่หลักส่วนที่นั่งรับประทานอาหาร และบริเวณเลานจ์อย่างมีสไตล์

บรรยากาศตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโทนสีอ่อน ตัดกับสีแดงทึบของอิฐ และสีไม้ธรรมชาติ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นส่วนตัว จากโต๊ะอาหาร (ทั้งหมด 70 ที่นั่ง) สามารถเพลิดเพลินกับการปรุงอาหารของเชฟ และเตาอบทันดูร์ขนาดใหญ่ทั้ง 3 เตา ผ่านกระจกใส

ร้านยังมีห้องส่วนตัวขนาด 12 ที่นั่ง เหมาะสำหรับหมู่คณะขนาดเล็ก หรือครอบครัวใหญ่ และยังมีบริเวณที่สามารถใช้ม่านปิดเพื่อให้เป็นส่วนตัวได้สำหรับ 20 ที่นั่งอีกด้วย

อาหารของปัญจาบ กริลล์ นำเสนอแบบร่วมสมัย โดยเป็นการผสมผสานระหว่างอาหารปัญจาบี กับอาหารในภาคพื้นอื่นๆ ของอินเดีย เชฟบารัธ บัต ผู้มีประสบการณ์ในร้านอาหารหรูชื่อดังในอินเดียมากมาย และยังเป็นเชฟอินเดียคนแรกที่ได้แชมป์เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย ปี 2560 อีกด้วย

เชฟบารัธเลือกใช้แต่วัตถุดิบชั้นเลิศมารังสรรค์ในทุกเมนู จัดแต่งอย่างสวยงาม จานเด่นที่ไม่ควรพลาดคือ Tawa Scallops-หอยเชลล์ตัวโตหมักเครื่องเทศจี่ในกระทะ เสิร์ฟกับพูเรดอกกะหล่ำ และมัฟฟินดอกกะหล่ำ, Chaamp Taajdar-ซี่โครงแกะจากนิวซีแลนด์ หมักและย่างในเตาทันดูร์, Dahi Kebab-โยเกิร์ตเข้มข้น เสิร์ฟกับชัตนีย์องุ่น และ Grill Lobster-หางกุ้งมังกรหมักเครื่องเทศ เสิร์ฟกับคูสคูส (ธัญพืชแถบเมดิเตอร์เรเนียน) และซอสกุ้งมังกร

นอกจากเมนูอะลาคาร์ตที่มีให้เลือกหลากหลาย ที่น่าลิ้มลองคือ เซตเมนูทั้งมังสวิรัติ (6 คอร์ส ราคา 990 บาท++) และเซตเมนูไม่มังสวิรัติ ที่จะได้ไม่ต้องปวดหัวในการสั่งอาหาร เพราะเชฟจัดสรรเอาไว้ให้พร้อมแล้ว

วันก่อนไปลิ้มลอง เซตเมนูไม่มังสวิรัติ (6 คอร์ส ราคา 1,499 บาท++) มา เชฟเริ่มเสิร์ฟจาก อมูสบุช ที่จะเปลี่ยนไปทุกวัน เป็นโยเกิร์ตโฟมมาในถ้วยเล็กๆ พร้อมมินต์ชัตนีย์และมะขามชัตนีย์ เบิกลิ้นแล้วตามด้วย Mutton Bheja Samosa-ซาโมซ่า ที่ไม่ได้มาในรูปแบบสามเหลี่ยมอย่างที่เราเห็นทั่วไป แต่เป็นแนวดีคอนสตรักเตดซาโมซ่า ที่เสิร์ฟไส้อย่างปาเต้สมองแพะ และชัตนีย์มะขาม มาบนแผ่นแป้งบางกรอบรสเครื่องเทศคารอม

ตามด้วยคอร์สที่ 2 Dhuandaar Salmon แซลมอนจากนอร์เวย์ ชิ้นโตตามตำรับของปัญจาบี คิวซีน อมรมควันกับผักชีลาวในเตาทันดูร์ เสิร์ฟมาพร้อมแตงกวาฝานบาง ผักชีลาว และท็อปปิ้งด้วยคาเวียร์ เห็นหน้าตาแล้วเหมือนจะแห้งๆ แต่จริงๆ แล้วปรุงได้กำลังดี รสชาติกรอบนอกนุ่มใน

คอร์สที่ 3 เป็นจานไก่ Murgh Kadak Seekh ประกอบด้วยไก่ 2 แบบ คือ เคบับไก่ ที่นำไก่บดปรุงรสห่อด้วยแป้งเทมปุระ สอดไส้ชีส 2 ชนิด ปรุงรสด้วยเครื่องเทศ เสิร์ฟมาพร้อมไก่ติกกา ท็อปปิ้งด้วยสลัดแครนเบอร์รี ก่อนล้างปากด้วยซอร์เบต์มะม่วงดิบ Aam Panna Chuski ที่เสิร์ฟมาเป็นแท่งไอศกรีมน่ารักๆ รสชาติเหมือนมะม่วงที่จิ้มกับพริกเกลือมาแล้ว เปรี้ยวๆ เค็มๆ

จานหลักเป็น Lobster Moilee หางกุ้งล็อบสเตอร์ย่างอันเลื่องลือของเชฟบารัธ เสิร์ฟมากับข้าวบาสมาติสีเหลืองของอินเดีย ในซอสกะทิบีทรูทสีแดงสด ปิดท้ายด้วยของหวานสวยๆ ในถ้วยแชมเปญ Berry Rabri ชีสโฟนเอสพูมารสเบอร์รี ท็อปปิ้งด้วยถั่วและผลเบอร์รีสด ถึงตอนนี้แล้วลองสั่งชามาซาล่าสำหรับแก้เลี่ยน ซึ่งพนักงานจะยกกามาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะกันแบบชาชักกันเลยทีเดียว

ใครชื่นชอบซันเดย์บรันช์ ที่นี่มีบริการบุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 12.00-15.00 น. สำหรับขาดื่ม ที่บาร์ของปัญจาบ กริลล์ ยังมีเมนูค็อกเทล ม็อกเทล สไตล์อินเดียไว้คอยบริการอีกด้วย

ปัญจาบ กริลล์ ชั้น G โรงแรมเรดิสัน สวีท กรุงเทพฯ สุขุมวิท 13 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-23.30 น. โทร. 02-645-4952 อีเมล : reservations@punjabgrillbangkok.com 

หมกป่าปลากะพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581910

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

หมกป่าปลากะพง

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ทุกวันนี้รู้สึกว่าโลกหมุนเร็วขึ้น ไม่แน่ใจว่าผู้เขียนรู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่สังเกตจากในรอบเกือบๆ สิบปีที่เขียนต้นฉบับให้หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์มานั้น วันคืนในการส่งต้นฉบับมักจะเร็วหมุนกลับมาเร็วเสมอ เชื่อว่าพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เป็นนักข่าว นักเขียนน่าจะรู้สึกคล้ายกันว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาและผ่านไปเร็วที่สุดคือ “เดดไลน์” ของการส่งต้นฉบับนี่แหละ สำหรับผู้เขียนอีกไม่นานก็คงจะรู้สึกว่าโลกน่าจะหมุนช้าลงไปสักพัก เพราะเหลือต้นฉบับอีกแค่ 4 ตอนที่จะต้องส่งให้ บก. จากนั้นทุกคนก็ถึงเวลาแยกย้ายไปตามเส้นทางใหม่ๆ กัน

เล่าให้น้องๆ ที่ทำงานนอกสายงานว่า การเป็นนักเขียนนั้นมันสนุกและให้อะไรกับชีวิตเราเยอะแยะจริงๆ อย่างน้อยๆ ที่สุด ผู้เขียนสนุกกับชีวิตมากยิ่งขึ้นในการสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องกินก็สนใจเรื่องกินละเอียดขึ้น เมื่อสังเกตแล้วก็นำมากลั่นกรองว่าอะไรที่น่าสนุก น่าสนใจพอที่เราจะเอามาเขียน เอามาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวนี่สำหรับนักขีดนักเขียนท่านอื่นๆ

สำหรับผู้เขียนนั้น กินแล้วต้องเอากลับมาลองดูว่าตัวเองปรุงอาหารจานที่ชิมมานั้นได้ใกล้ต้นตำรับไหม จากการกินและกลับมาทดลองปรุงนั้น เราได้แคะ แงะอะไรออกมาเป็นเคล็ดลับได้บ้าง บางครั้งเกิดจากการตกตะกอนความจำบ้าง เกิดจากการหวนคิดถึงอาหารที่ใจเราเฝ้าคิดถึง ถ้าใครถามว่างานที่ตัวเองทำนั้นสนุกตรงไหน ก็คงจะเล่าแบบนี้

สำหรับฉบับนี้เป็นอาหารจานใหม่ที่เกิดจากการทดลองปรุงขึ้นมาเองผสมกับการคิดคำนึงถึงอาหารจานโปรดจากฝีมือคนอื่น ด้วยความสนใจเรื่องน้ำพริกแกงป่าอยู่ จึงนึกถึงเมนูนี้ขึ้นมา ชื่อก็บอกแล้วว่าแกงป่า ส่วนผสมจะต้องไม่ยุ่งยาก เพราะเสมือนว่าจินตนาการความเป็นอยู่ในป่า แล้วหยิบเอาเครื่องปรุงรอบๆ ตัวมาหลอมรวมขึ้นมาในสูตร เครื่องแกงป่าไม่มีอะไรพิสดารเมื่อพูดถึงส่วนผสมพื้นฐาน มีหอม กระเทียม พริก ข่า ตะไคร้ มะกรูด มีแค่นี้แหละ สิ่งที่จะทำให้ต่างคือ “ป่า” แต่ละ “ป่า” ก็มีพืชพรรณที่ต่างกันออกไปที่เติมแต่งเข้ามา นี่จึงเป็นเสน่ห์ของพริกแกงหรือเครื่องแกงป่ามีความหลากหลาย บางสูตรเติมเครื่องเทศ สมุนไพรอื่นๆ ลงไปอีก อย่างพริกไทย ลูกผักชี ถ้าเป็น “ป่า” ทาง จ.ระยอง จันทบุรี อาจจะมีเร่วหอม สมุนไพรตระกูลข่าที่หอมกลิ่นร้อนแรงลงไปช่วย

แม่ครัวคนเก่าของบ้านคุณแม่สามีผู้เขียนนั้น เธอมีสูตรเด็ดคือ ผัดป่าไก่ใส่ยอดมะพร้าว ความเจ๋งอยู่ที่แม่ครัวท่านนี้เธอโขลกพริกแกงเอง ซึ่งพยายามขออยู่หลายทีเธอเฉไฉไม่ยอมให้ ได้แต่บอกว่าสูตรของเธอเหมือนๆ ของคนอื่นๆ เขา เริ่มจากหอม กระเทียม พริก ซึ่งเธอใช้พริกขี้หนูสวนสีเขียวไม่เด็ดขั้ว มีผิวมะกรูดซอย ตะไคร้ และหนักที่ข่าเยอะหน่อย จึงจะหอม ผัดมาสีเข้มๆ อร่อยถูกใจคนกรุงเทพฯ ที่ชอบครบรสเค็มๆ และมีรสหวานนิดๆ ซึ่งเธอบอกว่า ถ้าคนอีสานแท้ๆ ผัดแบบนี้ไม่ใส่น้ำตาลแต่เหยาะผงชูรส เวลาที่เธอผัดมาร้อนๆ ราดลงบนข้าวสวยหอมเตะจมูก เผลอๆ ข้าวหมดจานไม่รู้ตัว ยังไม่ทันได้ซดแกงจืดที่มาเป็นสำรับเลย

ตอนหลังผู้เขียนคลอดลูกสาวคนแรก ย้อนไปก็ 15 ปีมาแล้ว พยายามกินปลาทุกวันช่วงให้นมลูก พี่แม่ครัวท่านนี้ช่วยทำอาหารบำรุงให้ผู้เขียน หนึ่งในเมนูโปรดคือ หมกป่าปลา ที่ใช้เครื่องแกงชนิดเดียวกันกับผัดป่าไก่ยอดมะพร้าว ผู้เขียนกินได้ไม่เคยเบื่อ ชิมแล้วรู้สึกถึงความต่างจากสูตรผัดป่า จึงเดินเข้าไปถามพี่แม่ครัว ปกติเธอหวงสูตรมากคงน่าจะเห็นผู้เขียนกระย่องกระแย่งมาถามถึงในครัว เธอบอกว่า เวลาโขลกเครื่องแกงผัดป่าจะใช้พริกไทยดำ แต่ถ้าเป็นหมกป่าที่ปรุงกับเนื้อปลา จะเลือกใช้เป็นพริกไทยขาวแทน ผู้เขียนอึ้งไปด้วยความประทับใจ ว่าแค่พริกไทยต่างกัน มันทำให้ได้รสชาติที่น่าสนใจขนาดนี้เลย

สูตรหมกป่าปลาของพี่แม่ครัวท่านนี้ไม่ธรรมดา เพราะเธอจะผัดเครื่องแกงกับน้ำมัน ปรุงรสจนเสร็จสรรพแล้วเคล้ากับเนื้อปลา เครื่องเคราอื่นๆ ทั้งยอดมะพร้าวสับเป็นเส้นๆ ใบแมงลัก พริกขี้หนูและหอมแดง ที่กลายเป็นส่วนผสมที่เพิ่มความอร่อยให้กับ “หมก” ได้เป็นอย่างดีเมื่อสัมผัสไอน้ำผสานไปกับเครื่องแกงที่ผัดมาจนหอมเข้มข้น

หมกป่าปลากะพงไม่ได้รับประทานมานานมากแล้วตั้งแต่พี่แม่ครัวกลับบ้านไปดูแลครอบครัว ผู้เขียนจึงขอรื้อฟื้นสูตรเด็ดที่ตัวเองติดใจขึ้นมาอีกครั้ง สูตรนี้คุณผู้อ่านเก็บไว้ปรุงได้ทั้งผัดป่า หรือหมกป่า เพราะต่างกันแค่ส่วนผสมพริกไทยดำหรือขาวที่เลือกโขลกลงไป สูตรเครื่องแกงนี้เป็นมาตรฐานแบบรสชาติอ่อนๆ ถ้าอยากเพิ่มความจัดจ้าน เพิ่มเติมสัดส่วนลงไปได้ตามชอบจากโครงสร้างเครื่องแกงได้เลย ไม่หวงวิชา

กาแฟสเปน ในความซับซ้อนซ่อนชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581908

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

กาแฟสเปน ในความซับซ้อนซ่อนชื่อ

เรื่อง คาเอรุ ภาพ Pxhere

คนสเปนอาจจะไม่ได้ทำตัวเก๋ไก๋เหมือนคนในเวียนนา พวกเขาไม่อาศัยสภากาแฟเป็นแหล่งเข้าสังคม ไม่ไปนั่งกาแฟเพื่อรวมกลุ่มกับพูดคุยเรื่องอะไรฉลาดๆ หรือสถานการณ์ทางสังคม-การเมือง ทว่า กาแฟก็ยังคงเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของพวกเขา เป็นวัฒนธรรมในอีกแบบหนึ่งที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากที่อื่นๆ

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคอกาแฟที่เดินทางไปยังสเปน การสั่งกาแฟในร้านท้องถิ่นอาจกลายเป็นเรื่องยาก จนหมดทางเลือกต้องเดินเข้าร้านสาขา อย่างสตาร์บัคส์ อดสัมผัสรสชาติกาแฟแบบท้องถิ่นไปซะนี่

ต้องบอกว่าพลาดมากๆ เพราะกาแฟในสเปนนั้นแสนอร่อย มีเอกลักษณ์ และมีความหลากหลายในเมนูให้เลือก ที่สเปนนั้นอะไรๆ ก็ดี แต่เสียอย่างเดียว คนไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษแม้จะเป็นเมืองที่ขายการท่องเที่ยวเป็นหลักก็ตาม คอกาแฟที่จะไปเที่ยวสเปน ควรศึกษาวิธีการสั่งกาแฟ ให้ได้กาแฟแบบที่เราต้องการจะดื่มก่อน เพื่อความรื่นรมย์ของการเที่ยวไปกินไป

ที่ซ้ำซ้อนกว่านั้นคือ การสั่งกาแฟในมาดริด กับการสั่งกาแฟทางใต้ อย่างแคว้นอันดาลูเซีย หรือการไปสั่งกาแฟในบาร์เซโลนา แคว้นกาตาลัน ก็ดันต่างกันอีก! แม่เจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ย… อะไรมันจะวุ่นวายนัก เดี๋ยวก็กินสตาร์บัคส์ไปนั่นแหละ (ฮ่าๆๆๆ)

อ๊ะๆ พุ่งตรงไปที่มาดริดละกัน เมนูยอดนิยมที่สุดคือ กาเฟ่โซโล (Cafe Solo) คือกาแฟเอสเปรสโซ่ 1 ช็อต ใครชอบกินเอสเปรสโซ่ก็ให้สั่งเมนูนี้ หรือถ้ารู้สึกน้อยไปก็สั่ง กาเฟ่โดเบิล (Cafe Doble) เป็น 2 ช็อตเอสเปรสโซ่ หรือถ้าคิดว่าเข้มเกินไป คำว่า อเมริกาโน่ (Americano) ใช้ได้ในงานนี้ เป็นกาเฟ่โซโลเติมน้ำร้อนนั่นเอง

โดยทั่วไปคนสเปนไม่สั่งกาเฟ่โซโลสำหรับดื่มให้ตื่นในตอนเช้า แต่พวกเขานิยม กาเฟ่ กอน เลเช (Café con Leche) หรือกาแฟใส่นมมากกว่า โดยส่วนใหญ่เป็นแบบถ้วยเล็กๆ น้อยกว่าครึ่งๆ ของที่เสิร์ฟในไซส์ปกติ ณ ที่อื่นๆ โดยหลังจาก 11 โมงเช้าเป็นต้นไป กาเฟ่โซโล จึงเริ่มนิยมสั่ง คล้ายๆ ในอิตาลีเหมือนกัน

กาแฟอย่างอื่นๆ ก็มี กาเฟ่ ซุยโซ (Cafe Suizo) เป็นเอสเปรสโซ่ช็อต หรือกาเฟ่โซโล ท็อปปิ้งด้วยวิปครีม หรือ การาฆิลโย (Carajillo) สำหรับคนชอบความร้อนแรง เป็นเอสเปรสโซ่ หรือกาเฟ่โซโล เสิร์ฟมาบนบรั่นดีหรือวิสกี้

ว่ากันว่า กาเฟ่ กอน เลเช เป็นกาแฟยอดนิยมอันดับ 2 ในสเปน เรียกว่า พวกเขาตื่นขึ้นมาก็ต้อง กาเฟ่ กอน เลเช ก่อนอื่นเลย และสำหรับบางคนก็ชื่นชอบกาแฟใส่นมสไตล์สเปนเอามากๆ และดื่มหลังมื้ออาหารด้วย โดยสัดส่วนคือ กาแฟกับนม ในอัตรา 1:1

ทีนี่ เอสเปรสโซ่ใส่นมในสเปนยังมีหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้ปวดหัวกันอีก อย่าง กาเฟ่กอร์ตาโด (Cafe Cortado) หรือกาเฟ่มันชาดา (Cafe Manchada) ก็มีความแตกต่างจาก กาเฟ่ กอน เลเช อีกต่างหาก คือจะไปสั่งกาแฟใส่นมเฉยๆ เขาก็จะถามว่า จะเอา กาเฟ่กอร์ตาโด กาเฟ่มันชาดา หรือกาเฟ่ กอน เลเช ดีจ๊ะ?

คำว่า กอร์ตาโด ของสเปน มีรากมาจาก กอร์โต (Corto) ของอิตาลี ซึ่งมีความหมายว่า สั้น ซึ่งในวัฒนธรรมกาแฟสเปน คือเอสเปรสโซ่ที่ใส่นมเข้าไปนิดเดียว ไม่ใช่กาแฟกับนม ในอัตรา 1:1 แบบกาเฟ่ กอน เลเช ขณะที่ กาเฟ่มันชาดา คือเอสเปรสโซ่ที่ใส่นมเยอะๆ เหมือนกาแฟลาเต้ หรือเรียกแบบย้อนแย้งว่า นมใส่กาแฟก็ได้ (ถ้าไปเมืองมาลากา จะมีหลากหลายยิบย่อยกว่านี้อีก พระเจ้าช่วย!)

กาแฟใส่นมยังมีชื่อที่น่าจะหลงผิดอีก อย่าง กาเฟ่ การาเมล (Cafe Caramel) อย่าคิดว่าจะได้ชิมกาแฟใส่น้ำตาลเคี่ยวหอมๆ แต่มันคือ กาแฟใส่นมข้นหวานต่างหากล่ะ

สำหรับใครที่นิยมกินกาแฟที่ปราศจากกาเฟอีน หรือประเภทดีแคฟฯ ซึ่งภาษาสเปนคือ เดสกาเฟอีนาโด (Descafeinado) ควรที่จะสั่งชื่อเต็มๆ ว่า เดสกาเฟอีนาโด เด มากีนา (Descafeinado de Maquina) นอกเสียจากว่าจะไม่สนใจว่าจะได้กินกาแฟสำเร็จรูปใส่นมร้อน

ในวันร้อนๆ ที่สเปนมี กาเฟ่ กอน เอียโร (Cafe con Hielo) ไว้คอยบริการ อารมณ์คล้ายๆ อเมริกาโน่เย็นบ้านเรา คือจะเติมน้ำแข็งให้เต็มแก้ว ชงกาแฟใส่น้ำตาลแล้วก็เทลงในน้ำแข็ง ดื่มกันเย็นๆ ชุ่มฉ่ำใจจริงๆ เลย

ลองดูชื่ออื่นๆ ที่พอจะค้นเจอในสารบบ (รายนามกาแฟสเปนยังมีอีกมาก ต้องอาศัยประสบการณ์เข้าแลกเท่านั้น) — ตริฟาสิโก (Trifasico) คือ การาฆิลโย หรือเอสเปรสโซ่ เสิร์ฟมาบนบรั่นดีหรือวิสกี้ ใส่นมนิดหน่อย เป็นสูตรเด็ดของแคว้นกาตาลัน กาเฟ่บอมบอน (Cafe Bombon) กาแฟใส่นมข้นหวาน กาเฟ่ซอมบรา (Cafe Sombra) คือชื่อเรียกของ กาเฟ่มันชาดา ในแคว้นอันดาลูเซีย ฯลฯ 

ชไมพร เจริญทั้งสมบัติ คุณภาพล้นแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581907

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ชไมพร เจริญทั้งสมบัติ คุณภาพล้นแก้ว

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, วันวิสา เหมือนศรี ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“สำหรับลิซ กาแฟที่ดีที่สุด คือ กาแฟที่ใส่ใจที่สุด…” ลิซ-ชไมพร เจริญทั้งสมบัติ ผู้คร่ำหวอดในวงการกาแฟมากว่า 7 ปี บาริสต้าเจ้าของร้านกาแฟสุดเท่ ร้าน 93 อาร์มี คอฟฟี (93 Army Coffee) กล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น เผยความรักในกาแฟอย่างเต็มเปี่ยม

ลิซเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เธอแสนภาคภูมิใจ ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการกาแฟไว้ว่า ย้อนไปเมื่อสมัยของคุณปู่ของเธอเคยเป็นหนึ่งในนายพลที่อยู่ในกองพัน 93 ที่ถูกส่งไปบัญชาการที่ผาตั้ง จ.เชียงราย เป็นฝ่ายกองหนุนให้กองทัพไทยในช่วงที่มีสงครามกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ หลังจากที่ทุกอย่างสงบลงและเป็นช่วงที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการหลวงให้สนับสนุนเกษตรกรให้มีคุณภาพเพื่อลดการปลูกฝิ่น ซึ่งการปลูกกาแฟเป็นหนึ่งในนั้น

“คุณพ่อของลิซลองปลูกซึ่งเป็นกาแฟที่รับมาจากโครงการหลวงเป็นสายพันธุ์อราบิกาซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ทางโครงการได้วิจัยมาแล้ว ว่าเหมาะกับการปลูกในพื้นที่ดอยผาตั้ง จ.เชียงราย ระหว่างที่ทำไร่กาแฟก็ประสบกับปัญหาจากการโดนกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง รวมถึงขาดความรู้และความเข้าใจในการผลิต แปรรูป ระหว่างนั้นลิซเรียนอยู่ที่ไต้หวัน และทำงานพาร์ตไทม์อยู่แล้ว ทั้งร้านอาหารไทยและร้านอาหารทั่วไป ก็คิดว่าทำไมเราไม่ทำงานที่ร้านกาแฟดู เพราะนอกจากที่เราจะได้เงินแล้ว เรายังสามารถฝึกการเป็นบาริสต้า พอกลับมาเราก็คิดว่าทำอย่างไรจึงจะเพิ่มมูลค่ากาแฟของเราได้มากขึ้น”

การเลือกเรียนจบปริญญาตรี บริหารธุรกิจ ชไมพร บอกว่า ต้องการต่อยอดธุรกิจของทางบ้าน ที่มีไร่ปลูกกาแฟมานานกว่า 10 ปี อีกทั้งยังเคยเป็นบาริสต้าที่ไต้หวัน ซึ่งในช่วงนั้นธุรกิจร้านกาแฟถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มาแรงมากๆ สไตล์ของร้านกาแฟในไต้หวัน ส่วนใหญ่ร้านกาแฟเน้นคั่วเอง

“เมื่อก่อนการคั่วกาแฟจะอยู่ในรูปแบบของโรงงาน แต่ที่ไต้หวันแทบทุกร้านจะคั่วกาแฟเอง เพราะการคั่วกาแฟเองก็เหมือนเชฟปรุงอาหาร ที่สามารถเลือกปรุงวัตถุดิบของเราเองได้ว่าเราอยากจะเลือกพรีเซนต์กาแฟของเราแบบไหน”

เรียนจบก็อยากต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าทางเกษตร การขายกาแฟที่เป็นวัตถุดิบมักจะโดนกดราคา จึงเริ่มสร้างแบรนดิ้ง เพื่อเปิดร้านกาแฟพรีเซนต์กาแฟของเราเองค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีแบรนด์ ต้องมีแพ็กเกจ ต้องมีการพรีเซนต์ที่ดีเพื่อเพิ่มมูลค่า เลยเลือกใช้แบรนด์ 93 อาร์มี เพราะเราอยากจะเก็บสตอรี่นี้ไว้เล่าสู่ลูกหลานเราฟังค่ะ ก็เลยกลายเป็นคาแรกเตอร์ของร้าน ไม่มีเหตุผลเราจะต้องใช้ชื่ออื่น”

93 อาร์มี เลยกลายเป็นธีมของร้านว่าทำไมต้องเป็น Army แต่ประวัติศาสตร์มันดูซีเรียส เราก็เลยเอามาบิดให้มันเข้ายุคเข้าสมัยเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตั่งแต่การครีเอทเมนู สีที่ใช้ในร้าน แพ็กเกจที่ทำ คอนเซ็ปต์ สโลแกนเราคือ Make Coffee Not War เป็นสโลแกนสนุกๆ ค่ะ

เมื่อตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้ ชไมพรจึงศึกษาในเรื่องของกาแฟมากขึ้นเพื่อหวังจะนำความรู้ไปพัฒนาให้ธุรกิจกาแฟให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

“ลิซเองเคยทำงานเป็นบาริสต้า แต่ก็ยังมีส่วนที่เราไม่รู้อีกเยอะ ลิซเลยไปสอบ Q Grader ที่เป็นสถาบันควบคุมคุณภาพกาแฟสแตนดาร์ดของสหรัฐ เราจะได้นำมาพัฒนาอย่างมีทิศทาง คุณพ่อลิซปลูกมาเป็น 10 กว่าปี ซึ่งมันพัฒนาปีแล้วปีเล่ามันเสียเวลามาก กาแฟผลิตได้แค่ปีละครั้ง ถ้ามันไม่ดีเราก็ต้องรอไปถึงปีหน้า เพราะมันขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ซึ่งมันเป็นการพัฒนาแบบไม่มีทิศทาง สถาบัน CQI-Coffee Quality Institute ที่ลิซไปเรียน คือต้องไปเทรน มีเรียน 3 วัน สอบ 3 วัน ซึ่งสอบ 21 หน่วยกิตของกาแฟ เราก็เตรียมตัวอยู่ประมาณ 3 เดือนแล้วไปสอบ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงค่ะ แต่ก็คิดว่าก็ต้องทำ เพราะเราอยากให้กาแฟมีสแตนดาร์ดเทียบทัดกาแฟอินเตอร์เนชั่นแนล

เราก็อยากจะใช้ความรู้ตรงนี้ช่วยเหลือเกษตรกรทำกาแฟให้ดีขึ้น ให้ความรู้นี้มาควบคุมกาแฟให้มีคุณภาพก่อนจะส่งถึงมือผู้บริโภค”

นอกจากจะนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาธุรกิจที่บ้านแล้ว ชไมพรยังช่วยเหลือเกษตรกรคนอื่นๆ ด้วยการรับซื้อ และแบ่งปันความรู้ที่มีเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น

“วันนี้ที่บ้านทำไร่กาแฟขยายประมาณ 30 ไร่ ลิซรับซื้อของเกษตรกรคนอื่นด้วยค่ะ เพราะว่าผลผลิตมันไม่พอแน่นอน ถ้าเขาปลูกแล้วขายมันก็แค่นั้นตกอยู่กิโลกรัมละ 20 บาท แต่ถ้าเขาแปรเป็นเมล็ดกาแฟแล้วจะสูงถึงกิโลกรัมละ 150-200 บาท แต่ถ้าเอาไปสีไปขัดมูลค่ามันจะเพิ่มขึ้นอีก 250-300 บาท ยิ่งถ้าคั่วแล้วมันจะขายได้ถึง 450-1,000 บาท เพราะฉะนั้นชาวไร่ถึงต้องมีความรู้ในการเพิ่มมูลค่าของกาแฟ เราก็ไปช่วยเกษตรกรในช่วงขั้นต้นเริ่มตั้งแต่การแปรรูปก่อนที่จะมาเป็นกาแฟคั่วสำเร็จ”

ลิซกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ในสมัยก่อนก็แค่เอากาแฟมากองๆ รวมกัน แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจคุณภาพมาก เพราะท้ายที่สุดแล้วก็จะมีคนรับซื้อไปคั่วเข้ม แล้วชงใส่น้ำตาลแล้วก็ใส่นมข้นอยู่ดี ไม่ได้ใส่ใจรสชาติของกาแฟ แต่ทุกวันนี้ก็คือใส่ใจมากขึ้น

คนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นคนทำหรือคนกินก็เริ่มใส่ใจ คนบริโภคกาแฟมีมากขึ้นแล้วเทรนด์การบริโภคกาแฟเริ่มไปในทิศทางสุขภาพมากขึ้น เพราะฉะนั้นกาแฟที่คุณเสิร์ฟ แน่นอนว่ามันต้องทำมาอย่างมีคุณภาพและใส่ใจมากขึ้น จึงจะพรีเซนต์รสชาติได้

ลิซมีโอกาสไปโชว์กาแฟไทยในต่างประเทศ ลิซจะบอกอยู่บ่อยๆ ว่าที่เรามาโชว์วันนี้เราไม่ได้จะบอกว่ากาแฟของเราดีที่สุดในโลก แต่เราแค่จะมาเล่าเรื่องราวของกาแฟเราว่ามันเริ่มต้นมาจากที่ไหน อยากบอกว่ากาแฟแก้วแรกนี้เริ่มมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา แล้วเราก็อยากจะพัฒนาคุณภาพของกาแฟไทยให้ทัดเทียมกับกาแฟเวทีโลก

จุดประสงค์หลักๆ ของลิซคือเกษตรกรอยู่ดีกินดีขึ้น และผู้บริโภคก็ได้กินกาแฟดี เราพัฒนาไปในระดับมาตรฐานโลก เพื่อให้กาแฟไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ลิซอยากส่งสารที่มันโปร่งใสไปให้ผู้บริโภครับรู้ว่า กาแฟที่เขากินในวันนี้ เราควบคุมคุณภาพ เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะรายได้ส่วนหนึ่งลิซส่งไปให้เกษตรกรโดยตรงค่ะ ชาวไร่ก็อยากพัฒนาไปกับเราด้วย เพราะเขาได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ”

เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ ชิลเอาต์ได้ 24 ชั่วโมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581904

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 14:10 น.

เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ ชิลเอาต์ได้ 24 ชั่วโมง

เรื่อง มัลล์  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

บอร์ดเกม กลายเป็นแหล่งรวมตัวของคนรักเกมพบปะลับสมองกัน เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ (Red Fox Breakfast & Geek Bar) จึงเปิดขึ้นมาสำหรับทุกคนที่ต้องการชิลเอาต์ในบรรยากาศบอร์ดเกม

เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ ไม่ใช่ร้านบอร์ดเกม และไม่เน้นดื่มแบบเอาเป็นเอาตาย แม้จะมีคำว่า บาร์ ต่อท้าย แต่ความเก๋ของที่นี่คือ ศูนย์รวมของ กีก (Geek หมายถึงคนที่เชี่ยวชาญ ลุ่มหลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ)

บาร์แห่งนี้เกิดขึ้นได้ เพราะหลายหุ้นส่วนที่ชื่นชอบต่างกัน แต่ละคนมีความ Geek คนละอย่าง บางคนคลั่งบอร์ดเกม บางรายชอบทำอาหาร บางคนถนัดเครื่องดื่ม ฯลฯ พวกเขาจึงนำความ Geek ของตัวเองสะท้อนเป็น เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ และต้องการให้ที่นี่เป็น ไลฟ์ สเปซ เต็มเปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวา

บรรยากาศของกีก บาร์ จึงแตกต่างจากบาร์อื่นๆ และเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ทำให้เสน่ห์ของที่นี่เปลี่ยนไปตามเวลา และผู้คนที่เข้ามาใช้บรรยากาศ ยิ่งช่วงเย็นบรรยากาศจะคึกคัก มีสีสันมากขึ้น ดนตรีก็ชัดในกลิ่นอายยุคไนน์ตี้ ที่รายล้อมไปด้วยกล่องบอร์ดเกม ประหนึ่งวอลเปเปอร์

ชื่อ เรด ฟ็อกซ์ อย่ามองหาร้านสีแดงล่ะ เพราะหน้าร้านเป็นธีมสีฟ้า ภายในร้านมีพื้นที่แนวยาว จัดที่นั่งได้ 2 แถว โซนติดกำแพงสีชมพูหวานละมุนนั่งได้ 2-4 ที่นั่ง และกลางร้านวางโต๊ะยาวสูง สำหรับ 18 ที่นั่ง จะมาเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ก็ได้ เพราะเจตนาของร้านต้องการให้ทุกคนได้แชร์กัน ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ

หาก เรด ฟ็อกซ์ จิ้งจอกแดงนั้นมีที่มา เจ้าของต้องการสื่อถึงลักษณะนิสัยหมาจิ้งจอกที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง มีความซนและความเจ้าเล่ห์ ซึ่งเปรียบเสมือนบรรยากาศของร้านที่มาแล้วจะเจอกับความสนุก กิจกรรมต่างๆ แม้ลูกค้าไม่รู้จักกัน แต่ทุกคนก็พร้อมเป็นเพื่อนกัน โดยมีบอร์ดเกมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ

มีเคาน์เตอร์อาหารและบาร์เครื่องดื่มตั้งอยู่กึ่งกลางร้าน เป็นครัวเปิด บริการอาหารง่ายๆ เช่น Banh Mi Croissant ครัวซองต์สูตรเจ้าของร้าน อบใหม่สดทุกวัน ดัดแปลงมาจากบั่นหมี่ของเวียดนาม แทนที่จะใช้ขนมปังบาแกตต์ก็ปรับมาเป็นครัวซองต์อบร้อนหอมนุ่ม ยัดไส้ผักสดผักดองและหมูยอกับซอสรสกลมกล่อม

คนที่มุ่งจะมาดื่ม มีค็อกเทลให้จิบเพลินๆ เป็นค็อกเทลซิกเนเจอร์ ที่คิดค้นสีและรสชาติ รวมถึงกระบวนการทำให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของร้าน ตั้งชื่อให้ดูสนุก ติดหู เช่น Bloody Red Fox สีแดงจากน้ำมะเขือเทศให้อารมณ์สนุกสนาน มีส่วนผสมของไข่แดงด้วย มีรสชาติเผ็ดนิดๆ จากซอสเผ็ดทาบาสโก้ แต่รสเข้มด้วยวอดก้า ท็อปปิ้งด้วยมะกอกดอง มะนาว พริก โรยปากแก้วด้วยน้ำตาลเคลือบน้ำเชื่อมน้ำทับทิม

Fox Fizz เหมือนฝาแฝดแก้วแรก มีส่วนผสมของไข่ขาว ที่เป็นฟองฟูฟ่องตัดกับสีเหลืองสวยได้จากเกรนาดีน มีส่วนผสมของจิน ทริปเปิลเซก โซดา มะนาว

อีกแก้วเป็นไฮไลต์ ได้แรงบันดาลใจจากไฟโลโก้ของร้าน Fox Fire Beer เบียร์ผสมกับ Sambuca จุดไฟในเหล้าแล้วโรยชินนามอน เทลงอีกแก้วคล้ายชาชัก ให้น้ำไหลเป็นสายไฟ แล้วเทเบียร์ตามลงไป เป็นเครื่องดื่มอุ่นๆ หรือใครชอบเย็นๆ จะเติมน้ำแข็งตามหลังก็ได้

เรียกว่าเป็นอีกสถานที่ที่น่ามาแฮงเอาต์ รับรองว่าจะได้ความสนุกในบรรยากาศใหม่

เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ ตั้งอยู่ชั้น 1 โครงการ 101 The Third Place ถนนสุขุมวิท ก่อนถึงซอย 101/1 เปิดบริการ 24 ชั่วโมง อาหารเช้าเริ่มเสิร์ฟ 06.00 น. ลาสต์ ออร์เดอร์อาหาร 24.00 น. เครื่องดื่มมีบริการตลอด โทร. 08-6122-4956 

เรื่องเล่าจากเม็กซิโกสู่โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581900

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 13:25 น.

เรื่องเล่าจากเม็กซิโกสู่โลก

เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อก้าวย่างเข้าสู่ร้านทูเช่ออมเบร (Touché Hombre) เราก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นเม็กซิกัน แม้ว่าตอนนี้เราจะอยู่ที่ทองหล่อ ใจกลางกรุงเทพฯ นี่เอง

สำหรับคนรักอาหารเม็กซิกัน และนิยมเครื่องดื่มซึ่งผสมจากเตกีลา นี่นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด และสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนก็น่าจะได้มาร่วมอีเวนต์พิเศษของทางร้านอย่าง World Margarita Day โดย มาร์การิตา (Margarita) เป็นหนึ่งในค็อกเทลพื้นฐานซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วไป ทั้งยังเป็นหนึ่งในคลาสสิกค็อกเทล ซึ่งมีเตกีลา (Tequila) เป็นเบส

เตกีลา เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดกลั่น มีความเป็นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ชื่อนั้นได้มาจากชื่อเมืองเตกีลา ในรัฐฮาลิสโก เม็กซิโก ซึ่งเป็นต้นกำเนิด ก่อนจะขยายไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศ

วัตถุดิบสำคัญในการผลิตเตกีลาคือ พืชพื้นเมืองของเม็กซิโกที่เรียกว่า อะกาเว (Agave) หรือ มาเกย์ (Maguey) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกับป่านศรนารายณ์ หรือว่านหางจระเข้ อะกาเวที่นำมาผลิตเตกีลาจะเป็นพันธ์ุสีฟ้า บลู อะกาเว (Blue Agave) หรือ เตกีลา อะกาเว (Tequila Agave) ซึ่งมีน้ำตาลฟรุกโตสจำนวนมาก และอะกาเวชนิดนี้เติบโตให้ผลผลิตได้ดีในพื้นที่ไม่กี่รัฐของเม็กซิโก จึงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอันสำคัญ

เตกีลาแบ่งออกเป็น Anejo (บ่ม 1 ปี) และ Muy Anejo (บ่ม 4 ปี) ส่วนเตกีลาที่ผ่านการกลั่นจะได้เป็นไวท์เตกีลา ถ้าหากนำไปหมักบ่มต่อในถังไม้โอ๊กที่ใช้แบบเดียวกันกับวิสกี้ก็จะได้เตกีลาสีเหลืองหรือโกลด์เตกีลา แต่ก็มีสูตรเตกีลาอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาในภายหลัง

ที่เม็กซิโกนิยมดื่มเตกีลาช็อต แต่พอแพร่ออกนอกประเทศก็มีเกลือและน้ำมะนาวเข้ามาเสริม เพราะทั้งสองอย่างนี้ไปได้กับเตกีลา เมื่อถูกนำไปผสมค็อกเทล ได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุดก็คือ มาร์การิตา

วันที่ 2 ก.พ.ของทุกปีเรียกว่าเป็นวันมาร์การิตาโลก สำหรับประวัติของมาร์การิตานั้นค่อนข้างลึกลับและมีหลากหลายเรื่องราวที่เล่าต่อๆ กันมา หนึ่งในนั้นคือ เครื่องดื่มชนิดนี้ถูกคิดค้นที่ Rancho La Gloria โดย คาร์ลอส “แดนนี” เอร์เรร่า ได้สร้างสูตรเครื่องดื่มนี้มาสำหรับ มาจอร์รี คิง นักเต้นชื่อดังในยุค 1920 ซึ่งมีอาการแพ้เครื่องดื่มหลายอย่าง

อีกคำกล่าวอ้างคือ มาร์การิตาถูกคิดขึ้นในเทกซัสโดย ซานโตส ครูซ สำหรับนักร้องชื่อ แพตตี ลี ซึ่งเป็นลูกค้าคนโปรดของเขา นี่เป็นเพียง 2 เรื่องราวที่น่าเชื่อถือและเป็นไปได้ แต่ความจริงนั้นก็ไม่มีใครรู้ได้

เนิ่นนานก่อนที่จะมีคนเดินเข้าบาร์แล้วสั่งมาร์การิตา ก่อนหน้านั้นมีเครื่องดื่มชื่อ เดซี่ (Daisy) มีความเป็นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 และได้รับความนิยมเรื่อยมา พร้อมๆ กับที่สูตรผสมก็มีการเปลี่ยนแปลง และกลายเป็นมาร์การิตา (ภาษาสเปน มีความหมายว่า เดซี่!) สำหรับเดซี่ผสมจากรัม บรั่นดี น้ำมะนาว ไซรัป และคูราเซา (เหล้าเปลือกส้ม) ก่อนจะกลายเป็นคลาสสิกมาร์การิตาที่เปลี่ยนมาใช้ เตกีลา น้ำมะนาว และเหล้าส้ม (Cointreau) ขอบแก้วโรยเกลือทะเล

จาก มาร์การิตา ต่อมาก็ต่อยอดออกเป็น มาร์การิตาปั่น หรือ Frozen Margarita กำเนิดในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อเครื่องทำน้ำแข็งถูกผลิตขึ้นมา โดยส่วนผสมนั้นก็มาจากคลาสสิกมาร์การิตานั่นเอง ที่ ทูเช่ออมเบร ในช่วง World Margarita Day มีโฟรเซนมาร์การิตาออกมาหลายสูตร โดยมีไอศกรีมรสที่ได้รับอิทธิพลทางญี่ปุ่นของ กัสส์ แดมน์ กู๊ด มาเป็นส่วนผสม ออกมาเป็นเครื่องดื่มปั่นอย่าง วาย อุเมะ? (Why Ume?) ผสมจากไวท์เตกีลา เหล้าบ๊วย (อุเมะชู) ไอศกรีมรสเหล้าบ๊วย มะนาว และพีช เป็นต้น

เช่นเดียวกับเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีการผสมผสานสูตรใหม่ขึ้นมาตลอดผ่านกาลเวลามาถึงปัจจุบันเครื่องดื่มจากเตกีลามีหลากหลาย นาวิน พิมลรัตน์ ผู้ดูแลเรื่องเครื่องดื่มของร้าน ทูเช่ออมเบร (และร้านอื่นๆ ในพื้นที่ 72 คอร์ทยาร์ดด้วย) ได้แนะนำให้รู้จักอย่างเช่น La Paloma ผสมจาก เตกีลาขาว โซดาเกรฟฟรุต ไลม์ และเกลือทะเล, EL Chupa Cabra ผสมจากเตกีลา เมซคาล (สุราเม็กซิโกอีกชนิด) ไซรัป เกรนาดีน ซินนามอน ส้มโอ บิทเทอร์ และ ไลม์, Margarita Del Tommy ผสมด้วยเตกีลา น้ำหวาน ไลม์ เกลือทะเล, ค็อกเทลที่เสิร์ฟในแก้วมักสีขาว Los Cocos Locos ผสมจากเตกีลา เมซคาล สุราแอปริคอต รัม สุราโกโก้ ครีมมะพร้าว สับปะรด ส้มโอ บิทเทอร์ และมะนาว เป็นต้น

นับจากจิบแรกผ่านกาลเวลามาถึงวันนี้ เตกีลาและเครื่องดื่มที่ผสมด้วยเตกีลายังคงเดินทางพร้อมการเปลี่ยนแปลง จากเม็กซิโกสู่ส่วนอื่นๆ ของโลก เรื่องราวที่ผ่านมายังคงถูกเล่าขาน แม้บางอย่างจะไม่มีบันทึกเป็นหลักฐานแน่ชัด แต่ที่แน่นอนคือ เปี่ยมด้วยสีสัน 

บ้านเหนือน้ำ ร้านดังเมืองปทุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581898

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

บ้านเหนือน้ำ ร้านดังเมืองปทุม

เรื่อง/ภาพ ชายโย

ร้านบรรยากาศริมน้ำเป็นจุดหมายที่นักชิมถวิลหา เพราะบรรยากาศก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การรับประทานอาหารมื้อนั้นอร่อยขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ และหนึ่งในร้านอาหารริมน้ำที่ผู้คนพูดถึงมากที่สุดก็คือร้านบ้านเหนือน้ำ ร้านอาหารที่ใช้บ้านไม้เรือนไทยสมัยก่อนดัดแปลงตกแต่งให้เป็นร้านอาหารริมน้ำสุดสวย

มีเมนูเด่นๆ อย่าง กุ้งแม่น้ำเผาขายเป็นขีด ราคาอาจมีเปลี่ยนแปลงไปตามราคาท้องตลาด แต่เน้นกุ้งตัวใหญ่ สด เต็มไปด้วยมันกุ้งหวานมัน รับประทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ด เปรี้ยวเผ็ด ที่สุดของความเข้ากัน ตามด้วยต้มโคล้งปลาสลิด อีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด ปลาสลิดทอดจนสุกกรอบใส่รวมกับต้มโคล้งรสชาติเผ็ดร้อน มีความเค็มมันและความกรอบของปลาสลิด ได้ทั้งรสชาติ ได้ทั้งรสสัมผัส รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ เหมาะอย่างยิ่ง

มีกุ้งมีปลาแล้ว จะขาดปลาหมึกไปเสียไม่ได้ ลองสั่งปลาหมึกทอดรับประทานกับซอสพริก เมนูง่ายๆ แต่รับประทานอร่อยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ปิดท้ายด้วยปลากะพงทอดน้ำปลา ชิ้นใหญ่ทอดกรอบน้ำราดรสชาติออกหวานนิดๆ จากนั้นค่อยปิดท้ายด้วยเมนูของหวานที่มีทั้งขนมไทยและฝรั่งให้เลือกรับประทาน

การเดินทางมาที่ร้านเราแนะนำให้มาช่วง 4-5 โมงเย็น แล้วเผื่อเวลาถึงช่วงค่ำบรรยากาศร้านจะแดดร่มลมตก ชมวิวแม่น้ำสบายๆ รับประทานเสร็จแล้วสามารถสั่งกาแฟเดินเล่นรอบๆ ร้านที่มีแพ 2 ชั้นให้ขึ้นชมวิวแม่น้ำเต็มตา จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกวิวที่คุ้นตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความสวยงามในอีกมุมมองหนึ่ง

โดยรวมแล้ว ร้านบ้านเหนือน้ำบรรยากาศดีมาก เหมาะกับพาครอบครัวและแขกคนสำคัญมาเลี้ยงอาหาร แม้อาหารราคาค่อนข้างสูงมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ได้รับ แต่ถ้าเป้าหมายของคุณคือวิวริมแม่น้ำ ร้านบ้านเหนือน้ำคือเป้าหมายที่คุณไม่ควรพลาด

ห้องอาหารรอสซินีส์ ต้อนรับเชฟมิชลินดัง อันเดรีย สปาโกนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581906

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ห้องอาหารรอสซินีส์ ต้อนรับเชฟมิชลินดัง อันเดรีย สปาโกนี

เรื่อง แบมบี  bambi5789@gmail.com

โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท, เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น โฮเท็ล ร่วมกับ ซาน เปลเยกริโน อัคควา ปันนา และเปโรนี เบียร์ ต้อนรับเชฟอันเดรีย สปาโกนี พ่อครัวใหญ่ประจำร้านอาหารมิชลินสตาร์ชื่อดัง บีฟบาร์ ฮ่องกง (Beefbar Hong Kong) ระหว่างวันที่ 1-2 มี.ค. กับเมนูอาหารพิเศษ 5 คอร์สให้คุณได้อิ่มอร่อยในบรรยากาศทัสกันวิลล่า ที่ห้องอาหารรอสซินีส์

เชฟอันเดรียหอบหิ้วประสบการณ์อารยธรรมการปรุงรสอาหารจากประเทศอิตาลี กรุงนิวยอร์ก และกรุงลอนดอน มาผสมผสานกับเทคนิคที่ทันสมัยและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อปรุงแต่งเมนูร่วมสมัยให้ทุกท่านได้ลิ้มลอง

ด้วยพรสวรรค์ด้านการทำอาหาร เชฟอันเดรียสั่งสมประสบการณ์จากร้านอาหารชื่อดังหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับร้านอาหารรอสสินี (Rossini) เมืองฟลอเรนซ์ ร้านอาหาร เล เซปิ (Le Siepi) เมืองตูริน ร้านอาหารมิชลินสตาร์ ริสโตรันเต ปิเยร์ บุสเซตติ (Ristorante Pier Bussetti) เมืองโกโวเน และร้านอาหารโนบุ พาร์กเลน (Nobu Park Lane) และอูบง บาย โนบุ (Ubon by Nobu) กรุงลอนดอน

ในฐานะพ่อครัวใหญ่ของร้านบีฟบาร์ ฮ่องกง เชฟอันเดรียได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมาก จากการที่ร้านอาหารได้รับรางวัลมิชลินสตาร์เป็นครั้งแรกในปี 2560 หลังจากร้านอาหารเปิดตัวมาเพียงแค่ 1 ปี และยังคงได้รับมิชลินสตาร์ในปี 2561 อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

เป็นที่กล่าวขานกันว่า ร้านบีฟบาร์ ฮ่องกง เป็นสวรรค์ของคนรักเนื้อที่พลาดไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการบริหารโดยบริษัทเดียวกันกับร้านอาหารชื่อดัง อย่าง ออตโต เอ เมซโซ บอมบินา ฮ่องกง (8 1/2 Otto e Mezzo Bombina Hong Kong) ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ได้ร่วมจัดกิจกรรม “Fine Dining Lovers Guest Chef Series”

เชฟอันเดรีย กล่าวว่า เขาตื่นเต้นที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมทอาหารอิตาเลียน เพื่อให้คนได้เข้าใจถึงที่มาและส่วนประกอบของวัตถุดิบต่างๆ ที่นำมาใช้ในการปรุงรสชาติอาหารให้เป็นมื้อที่น่าจดจำ

วันที่ 1 และ 2 มี.ค.นี้ เชฟอันเดรียจะมารังสรรค์เมนูมื้อเย็นสุดพิเศษจำนวน 5 คอร์ส จับคู่กับไวน์ลิสต์ พรีโมวีโน (primoVino) ของห้องอาหารรอสซินีส์ อาทิ Amberjack tuna carpaccio and sea urchin-คาร์ปาโช ปลาสำลี ปลาทูน่า และหอยเม่น Traditional beef tartare served bistro style-ทาร์ทาร์เนื้อ เสิร์ฟในสไตล์บิสโทร Homemade Kobe beef ravioli-โฮมเมดราวิโอลี ไส้เนื้อโกเบ American prime Black Angus striploin and Australian Wagyu bavette-เนื้ออเมริกัน แบล็กแองกัส สตริปลอยน์ เสิร์ฟคู่กับเนื้อท้องออสเตรเลียนวางุ ตบท้ายด้วยของหวานอย่าง Tiramisu mascarpone chocolate heart-ทีรามิสุ ครีมชีสมาสคาโปเน เสิร์ฟคู่กับช็อกโกแลตหัวใจ

เมนูมื้อเย็นสุดพิเศษจำนวน 5 คอร์ส ราคา 5,500 บาท++ หรือ 6,500 บาท++ สำหรับเมนูไวน์แพริ่งที่ห้องอาหารรอสซินีส์เท่านั้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่งโทร. 02-649-8364 หรืออีเมล dining.sgs@luxurycollection.com

ห้องอาหารฟลอริด้า คงเส้นคงวาความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581897

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ห้องอาหารฟลอริด้า คงเส้นคงวาความอร่อย

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, วันวิสา เหมือนศรี

ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลากว่า 50 ปี เรียกได้ว่า 50 ปีที่ผ่านมารสชาติเป็นอย่างไร วันนี้ไปกินรสก็คงเดิมไม่มีผิดหวัง ควบคุมความอร่อยโดยรสมือแม่ครัวเก่าแก่ประจำห้องอาหาร “ป้าน้อย” เชฟโรงแรมฟลอริด้า รุ่นเก่ามือเก๋าอยู่คู่กันมาตั้งแต่ช่วงก่อตั้ง ปี 2511 พนักงานรุ่นบุกเบิกหลายๆ คนอยู่กับโรงแรมระดับ 3 ดาวแห่งนี้มาร่วม 5 ทศวรรษแล้ว และยืนยันมั่นใจว่าโลเกชั่นทองคำติดบีทีเอสพญาไท แต่เจ้าของนักธุรกิจไทยก็บอกกับพนักงานให้อบอุ่นใจเสมอๆ จะขอยืนหยัดเติบโตอย่างเงียบๆ อยู่ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ห้องอาหารใช้ชื่อเดียวกับโรงแรมฟลอริด้า (ย่านพญาไท) ร้านสไตล์คอฟฟี่ช็อป พนักงานค่อนข้างจะมีอายุแต่ก็ดูแลให้การบริการอย่างดี ธนโชติ เหลี่ยมพระ ผู้จัดการห้องอาหารคนเก่าคนแก่ทำงานมายาวนานกว่า 46 ปี พอๆ กับอายุร้านอาหารเล่าย้อนถึงวันวานความคึกคักไว้ว่า เมื่อปี 2511 โรงแรมสร้างเพื่อรับรองทหารอเมริกันช่วงสงครามเวียดนาม บรรยากาศคึกคัก แขกประจำมีทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ หรือคนดังๆ ก็เลือกมากินอาหารที่นี่ เพราะในสมัยนั้นโรงแรมมีน้อย ที่นี่จัดว่าหรูหราแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

วันนี้ลูกค้าก็ต้องเรียก “คุณลุงธนโชติ” เพราะจากลูกค้าเก่าแก่ที่ติดใจรสชาติกันเหนียวแน่น ลูกค้าใหม่ๆ กันตามติดกันมาเป็นขบวนช่วยสืบทอดตำนานอร่อยไม่รู้จบ

“สามเจเนอเรชั่นพ่อพาลูกมากิน ลูกมีครอบครัวก็พาลูกมา พอลูกของลูกเริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยังมาหาเรากันอีก อีกกลุ่มใหญ่คือพนักงานออฟฟิศและคนในย่านนี้ ยิ่งมื้อเที่ยงจะแน่นเป็นพิเศษ ใครกลัวไม่มีโต๊ะ โทรมาจองได้เลยนะครับ”

แฟนคลับเหนียวแน่นสำหรับจานแรกยกมาเสิร์ฟ ซี่โครงหมูบาร์บีคิว กินคู่กับขนมปังโรลในตำนาน ธนโชติ บอกว่า ซอสรสชาติเข้มข้นรสออกหวานๆ เปรี้ยวๆ สูตรเฉพาะของร้าน ซี่โครงขนาดใหญ่แบบนี้สาวๆ ไม่ต้องกลัวเลย กินได้หมดสบายๆ เนื้อนุ่มเปื่อยร่อน เพราะใช้เวลาอบนานถึง 2 ชั่วโมง มีเครื่องเคียงแตงกวาดองรสไม่ค่อยเปรี้ยว ให้รสต่างจากที่เคยกินทั่วๆ ไปโดยสิ้นเชิง ส่วนมันฝรั่งอบไม่ปรุงรสใดๆ แต่เด็ดบอกเลย! ได้รสหวานจากธรรมชาติแท้ ขนมปังโรลห้ามพลาดเด็ดขาด! ตั้งแต่วันนั้นยันวันนี้ขนมปังที่นี่อบเอง บิปาดเนยใส่ปากคำแรกให้ความรู้สึกความหลังกลับมาที่ปลายลิ้น ทั้งรสทั้งหน้าตา สไตล์ไทยปนฝรั่งแบบที่หลายคนโปรดปรานครั้งเยาว์วัย

อีกจานมาพร้อมกับทหารจีไอ ไส้กรอกเยอรมันเนื้อลูกวัว เป็นไส้กรอกแบบโฮมเมดทำส่งให้เฉพาะที่ร้านนี้เท่านั้น กินคู่กับซาวเคราท์สูตรดั้งเดิม

ที่นี่เสิร์ฟอาหารฝรั่ง ไทย จีน อาหารฝรั่ง มีครบให้เลือกอร่อย จานโบราณกาลอีกจานคือหมี่กรอบไทย อยู่คู่กันมา 50 ปี โรยหน้าด้วยไข่ฟูกรอบ เพิ่มถั่วงอกให้ความมันในอารมณ์ ต่อด้วยโกยซีหมี่ไก่ เพราะเชฟใหญ่ผู้บุกเบิก “โกศิลป์” ถนัดอาหารจีนสไตล์ไหหลำ จัดจานนี้ไว้เป็นหนึ่งในจานหลัก เส้นนุ่มมากับน้ำราดรสกลมกล่อม ยิ่งกินร้อนๆ ทำให้กินได้เรื่อยๆ แต่วางช้อนไม่ลงแล้วกัน

บางคนคุณพ่อคุณแม่เคยพามากินเซตลันช์ ก็ยังมีบริการอยู่ มีทั้งเชตอาหารเช้า เซตอาหารกลางวัน หรือเซตข้าวต้มกลางคืนก็มีให้สั่ง เพราะเดิมทีทางโรงแรมเคยเปิด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับนักท่องราตรีที่หิวมื้อดึกดื่นหลังเที่ยงคืน แฮงเอาต์ก็ต้องแวะกันมาจบที่นี่ ห้องอาหารฟลอริด้ามีให้เลือกสรรมากกว่า 100 เมนู ใครที่มีรสนิยมการกินวิไล เป็นนักกินตัวจริง ต้องมีร้านนี้อยู่ในลิสต์แน่นอน

ปิดท้ายด้วยเมนูขนมหวาน กล้วยหอมทอด ตัวแป้งทำสดขึ้นมาแบบจานต่อจาน เนื้อแป้งนุ่มฟูราดด้วยไซรัปหวานๆ อร่อยเลิศ อาหารรับรองความอร่อย จากเชลล์ชวนชิมการันตีโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ส่วนเรื่องการตกแต่งด้วยความที่ร้านอยู่มายาวนาน จึงมีการรีโนเวตเรื่อยๆ การตกแต่งเน้นอารมณ์สบายๆ สีเรียบๆ เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ ผนังจะใช้กระจกเพื่อต้องการเน้นความโปร่ง ทำให้ร้านดูสะอาดสบายตา มีให้เลือก 2 โซน ที่นั่งรองรับลูกค้าได้ 50-60 ที่นั่ง

ร้านตั้งอยู่ที่โรงแรมฟลอริด้า ริมถนนพญาไท เปิดให้บริการ 07.00-23.00 น. ใช้รถไฟฟ้าบีทีเอส ลงที่สถานีพญาไท สะดวกที่สุด โทร. 02-274-0990

ชิโกคุ ครั้งแรก (6)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581353

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 12:52 น.

ชิโกคุ ครั้งแรก (6)

คำว่า ฮิโรเมะ มาจากชื่อของ คาโอะ ฮิโรเมะชิเกะอาคิ หัวหน้ารับใช้คนสนิทของตระกูลโทสะ ผู้ปกครองแคว้นโคจิ ในสมัยรัฐบาลบาคุฟุ เนื่องจากพื้นที่บริเวณตลาดแห่งนี้เคยเป็นอาณาเขตบ้านเรือนของ คาโอะ ฮิโรเมะชิเกะอาคิ ถึงแม้บ้านเรือนของเขาจะหายไปตามกาลเวลา แต่บริเวณแห่งนี้ก็ยังถูกเรียกว่าฮิโรเมะเรื่อยมา จนต่อมาบริเวณนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกลายเป็นตลาดที่ถือว่าเป็นครัวแห่งโคจิ ซึ่งก็ยังได้ชื่อว่า ตลาดฮิโรเมะ ตามคำเรียกขานตั้งแต่สมัยอดีต

ไม่ต้องกลัวว่าจะหาตลาดไม่เจอ อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าตลาดอยู่ใกล้กับปราสาท และด้านหน้าทางเข้าตลาดจะมีป้ายรูปแมวกวักยิ้มเชิญชวนผู้คนให้เข้ามา มีตัวอักษรเขียนชื่อตลาดอย่างชัดเจน ภายในตลาดฮิโรเมะมีร้านค้ากว่า 60 ร้าน มีทั้งร้านขายปลา ร้านขายวัตถุดิบทำอาหารต่างๆ ร้านอาหาร ไม่ใช่แค่อาหารญี่ปุ่นเท่านั้น ยังมีร้านอาหารหลายเชื้อชาติอีกด้วย และยังมีร้านเสื้อผ้า ร้านของฝาก รวมทั้งบาร์สำหรับดื่มสังสรรค์ เรียกว่าตลาดฮิโรเมะเป็นทั้งครัวแห่งโคจิ และเป็นเหมือน Meeting Point ของคนที่นี่ ซึ่งเหมาะเป็นอย่างมากที่จะมาเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิต กิน และดื่ม อย่างคนท้องถิ่นจริงๆ

เรามีเวลาสำรวจเดินเล่นภายในนี้ไม่มากนัก เดินมาซอยแรกก็สะดุดตากับเมนูท้องถิ่นชื่อดัง Katsuo no Tataki หรือปลาคัตสึโอะย่างฟาง มีร้านที่เราสามาถเห็นเขาย่างปลาได้อย่างใกล้ชิด ปลาคัตสึโอะ เป็นปลาที่บ่งบอกถึงการมาของฤดูร้อน เมื่อก่อนถือเป็นปลาพิษ เนื่องจากสมัยก่อนมีช่วงหนึ่งที่ทานดิบแล้วทำให้คนจำนวนมากอาหารเป็นพิษ จึงมีกฎหมายห้ามทานปลาชนิดนี้ แต่ด้วยความที่ประชาชนก็ยังอยากกินปลาชนิดนี้อยู่ จึงเกิดการคิดค้นกรรมวิธีในการทำปลาขึ้น โดยนำปลาไปรมควันด้วยการย่างแค่บริเวณหนังปลา แต่เนื้อด้านในยังคงความสดอยู่ กลายเป็นเมนูใหม่ที่เป็นเมนูเฉพาะของโคจิเท่านั้น เป็นกรรมวิธีที่เริ่มต้นจากโคจิและแพร่หลายไปยังที่อื่น

นอกจากนี้ ปลาคัตสึโอะ ยังนำไปทำเป็น Katsuobushi ปลาคัตสึโอะที่ผ่านกรรมวิธีหลากหลายขั้นตอน ทั้งต้ม อบเตาเผา ตากแห้ง และบ่มเชื้อรา ลักษณะเหมือนท่อนไม้แข็งๆ ไม่น่าจะเป็นของกินได้ แต่คัตสึโอะบูชิมักจะนิยมนำมาขูดโรยหน้าพวกโอโคโนมิยากิ หรือทาโกะยากิ เป็นเจ้าปลาแห้งที่ดิ้นได้บนหน้าเมนูเหล่านี้นั่นเอง ภายในตลาดยังเด่นเรื่องบาร์ ร้านเครื่องดื่มต่างๆ มีโซนที่นั่งที่สามารถเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของคนท้องถิ่นได้ ถ้ามาเที่ยวโคจิก็อย่าลืมมานั่งชิลๆ สั่งเครื่องดื่มไป ทานอาหารท้องถิ่นไปเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตของที่นี่ไปด้วย เผลอๆเผื่อจะได้เพื่อนใหม่เป็นชาวญี่ปุ่นร่วมสังสรรค์ด้วยก็ได้

บริเวณข้างๆ ตลาดฮิโรเมะ ยังมีถนนช็อปปิ้ง Oshihadori มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อ ถ้าเดินไปจนสุดถนนก็จะเจอกับสถานีรถไฟโอชิฮะโดริ หลังจากเดินเล่นตลาดฮิโรเมะสำรวจอาหารท้องถิ่นเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็เดินกลับมายังที่จอดรถบริเวณปราสาทโคจิ เพื่อไปยังโรงแรม The Crown Palais New Hankyu Kochi ถึงห้องจะตกแต่งดูคลาสสิกไปหน่อย แต่โลเกชั่นต้องยกนิ้วให้ เพราะอยู่ใจกลางเมืองโคจิสามารถเดินไปยังปราสาทโคจิและตลาดฮิโรเมะเพียง 5 นาที

สมัยก่อนในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง จะมีการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร หรือการแสดง จะมีเกอิชาคอยปรนนิบัติต้อนรับ ร่ายรำขับร้องแสดงดนตรีสร้างความบันเทิงรื่นเริงต่างๆ ครั้งนี้บอกเลยว่าโคจิต้อนรับอย่างดีเยี่ยม ร้านอาหารมื้อนี้ ไม่ใช่ร้านอาหารทั่วไป แต่เป็นร้านอาหารท้องถิ่นที่มีโชว์เกอิชา แถมยังขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยของอาหารท้องถิ่นโคจิอีกด้วย ภายในร้านมีทั้งหมด 4 ชั้น แต่ละห้องตกแต่งแตกต่างกัน เราขึ้นมาชั้น 2 ได้ห้องที่อยู่ตรงหน้าเวทีการแสดงพอดี นั่งได้สักพักอาหารก็เริ่มทยอยเสิร์ฟ แต่ละจานล้วนเป็นอาหารท้องถิ่นของโคจิ เช่น เมนูจานพิเศษ Sawachi Ryori มีทั้งเซตซาชิมิจานใหญ่สุดอลังการ ปลามาเป็นตัวๆ ซึ่งแต่ก่อนเมนูนี้จะรวมของกินหลากหลายอย่าง ทั้งซาชิมิ อาหารทอด อาหารตุ๋น อาหารดอง เสิร์ฟรวมกันเป็นจานใหญ่ๆ ถือเป็นเมนูเฉพาะของโคจิที่เสิร์ฟในโอกาสพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลหรือต้อนรับแขก นอกจากนี้ยังมีนาเบะ เนื้อย่าง ปลาคัตสึโอะย่างฟาง บอกเลยว่าอาหารทยอยเสิร์ฟมาเรื่อยๆ จัดหนักจัดเต็มตัวแน่นกันไปเลย

และแล้วก็ถึงเวลาสำคัญที่จะได้ชมการร่ายรำจากเกอิชา ซึ่งถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้านนี้ ท่วงท่าที่อ่อนช้อยเคล้าประสานกับบทเพลงจากชามิเซน กว่าจะได้มาเป็นเกอิชาผู้ซึ่งสืบทอดศิลปะด้านการบันเทิงต่างๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการฝึกฝนมาหลายปีกว่าจะออกงานได้ หลังจากจบการแสดงของเกอิชา ก็ถึงเวลาพวกเราขึ้นไปโลดเล่นเต้นบนฟลอร์กันบ้างแล้ว เจ้าหน้าที่กำลังแจกจ่ายหน้ากากวิเศษที่ใครได้ไปแล้วจะต้องเต้น! พวกเราก็เกี่ยงกันใหญ่แต่ก็มีผู้สนใจไปโชว์สเต็ปบนเวทีเหมือนกัน ตอนแรกคิดว่าหน้ากากเป็นหน้าปลาฉลาม แต่ที่จริงแล้วมันคือหน้าตาของภูตผีที่คล้ายๆ กัปปะ การเต้นนี้เรียกว่า Shibaten Odori เป็นการร่ายรำพื้นบ้านของโคจิ มีการขับร้องง่ายๆ ท่าเต้นไม่ยาก ทุกคนสามารถร่วมเต้นได้

ได้ยินมาว่าชาวโคจิเป็นคนที่ชื่นชอบการดื่มเหล้าสังสรรค์มาก พวกกิจกรรมการร่ายรำ หรือเกมต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาจากระหว่างการดื่มทั้งสิ้น และกิจกรรมต่อไปนี้ คือ การเล่นเกม พูดง่ายๆ ก็คือ เกมที่ใช้เล่นในวงเหล้านั่นเอง โดยมีอุปกรณ์เป็นถ้วยสำหรับดื่มสาเกจำนวนครบคน มีดอกเบญจมาศสีเหลือง 1 ดอก ใส่ไว้ในถ้วยคว่ำเหล่านั้น จากนั้นก็ร้องเพลง วนเปิดหงายถ้วยไปเรื่อยๆ จนครบวง ถ้าใครเปิดถ้วยมาเจอดอกเบญจมาศ ก็ต้องดื่มเหล้าตามจำนวนถ้วยที่เปิดหงาย ฉันก็ภาวนาให้มีคนเปิดเจอตั้งแต่ช่วงแรกๆ พอมาถึงตาเราถ้าเปิดเจอจำนวนถ้วยก็จะได้ไม่เยอะ ถือว่าเป็นเกมที่สนุกดีได้ลุ้นกันทุกคน

แต่ยังไม่หมดเท่านี้ ยังมีความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นมาอีกระดับ เป็นเกมพิเศษตรงที่ถ้วยดื่มเหล้าไม่เหมือนที่ไหน เรียกว่า Beku Cup เป็นถ้วย 3 ชนิดที่มีหน้าตาและรูปร่างประหลาด มีทั้งหน้าผู้หญิงแก้มอิ่มเอิบ รูปตัวตลกหน้าตาขบขันมีรูอยู่ตรงก้นถ้วย และรูปหน้ายักษ์จมูกแหลม ซึ่งแต่ละถ้วยไม่สามารถตั้งวางหงายได้ เท่ากับว่าถ้ารินเหล้าไปแล้วจะต้องดื่มให้หมด! ให้เกลี้ยง! จนกว่าถ้วยจะสามารถวางคว่ำได้โดยไม่มีเหล้าหยดลงมา จะใช้ลูกข่างที่แต่ละด้านจะมีหน้าของถ้วยเหล่านี้ ส่วนปลายเป็นลูกศรชี้ เวลาเล่นก็จะหมุนลูกข่างนี้ถ้าปลายชี้ไปโดนใคร ก็ต้องดื่มเหล้าในถ้วยตามที่หมุนได้ ถ้าใครสนใจสามารถซื้อถ้วยแบบนี้ได้ที่ชั้นแรกของร้าน

เกมสนุกสนานในระหว่างการดื่มสังสรรค์ของโคจิมีหลากหลายจริงๆ เพื่อนรวมทริปโดนไปหลายตา ดื่มจนหน้าแดงเลยทีเดียว นับว่าการต้อนรับแบบฉบับของโทสะหรือโคจิ เป็นการต้อนรับที่สนุกสนานครื้นเครง สร้างเสียงหัวเราะและความสุขได้ไม่ยาก ทุกคนสามารถเอ็นจอยมีส่วนรวมได้ บวกกับอาหารเลิศรสทำด้วยความพิถีพิถัน การแสดงอันอ่อนช้อยจากเกอิชา และการดูแลบริการต่างๆ เป็นสิ่งที่ทำให้แขกที่มาเยี่ยมเยียนโคจิเกิดความประทับใจและได้สัมผัสถึงการต้อนรับอย่างมิตรไมตรีของโคจิจริงๆ