ออปโป้ย้ำผู้นำ ส่ง’เอฟ11 โปร’ดันแชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/583829

  • วันที่ 20 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ออปโป้ย้ำผู้นำ ส่ง'เอฟ11 โปร'ดันแชร์

เรื่อง จะเรียม สำรวจ

แม้ว่าปี 2561 ที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนไทยจะมีการขยายตัวลดลงจากปี 2560 แต่ภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจสมาร์ทโฟนในประเทศไทยยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะแบรนด์สมาร์ทโฟนจากประเทศจีนที่ทยอยตบเท้าเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลของบริษัทวิจัย คานาลิส (Canalys) ที่ออกมาเปิดเผยผลสำรวจยอดขายสมาร์ทโฟนไทยในปี 2561 ที่ผ่านมา ระบุว่า ตลาดสมาร์ทโฟนของไทยมีการขยายตัวสูงกว่าหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้ปัจจุบันไทยกลายเป็นประเทศที่มีขนาดตลาดสมาร์ทโฟนใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ว่าภาพรวมไตรมาส 4 ปี 2561 ที่ผ่านมาจะประสบปัญหายอดขายลดลง 13.6% เหลืออยู่ 4.9 ล้านเครื่อง ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2561 ไทยมียอดขายสมาร์ทโฟนทั้งหมดมีอยู่ที่ 19.2 ล้านเครื่อง ลดลง 8.6% จากปี 2560 ที่มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านเครื่อง

นอกจากนี้ คานาลิส ยังระบุอีกว่า ไตรมาส 4 ปี 2561 ที่ผ่านมา แบรนด์ออปโป้ (OPPO) สามารถจำหน่ายสมาร์ทโฟนในตลาดไทยได้มากกว่า 1.1 ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งตลาด 22.2% ขึ้นเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนของไทยแซงหน้าแบรนด์ซัมซุง (Samsung) ที่มีส่วนแบ่งตลาด 21.1% ในด้านของจำนวนยูนิต

ขณะที่แบรนด์หัวเว่ย (Huawei) มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 13.1% และแบรนด์วีโว่ (Vivo) มีส่วนแบ่งการตลาดที่ 12.7% ส่วนแบรนด์แอปเปิ้ล (Apple) อยู่อันดับที่ 5 มีส่วนแบ่งตลาด 8.6%

ความสำเร็จของแบรนด์ออปโป้ที่ได้รับดังกล่าว ทำให้ปี 2562 นี้ ออปโป้ต้องเดินหน้าขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการวางแผนเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่เข้ามาทำตลาดประมาณ 11-12 รุ่น โดยสินค้ารุ่นแรกที่ได้ทำการเปิดตัวเข้ามาทำตลาดในช่วงไตรมาสแรกนี้ คือ OPPO F11 Pro ผลิตภัณฑ์ตระกูล F Series ซึ่งถือเป็นฮีโร่โปรดักต์ของออปโป้ หลังจากก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับการเปิดตัว OPPO F9 เข้าทำตลาด

ชานนท์ จิรายุกุล รองประธานกรรมการฝ่ายบริหาร ออปโป้แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากจุดเด่นของ OPPO F11 Pro ที่โดดเด่นด้วยกล้องถ่ายภาพ ดีไซน์สวยสะดุดตา และราคาที่เข้าถึงง่าย คือ จำหน่ายอยู่ที่ราคา 10,990 บาท ส่งผลให้หลังจากเปิดพรีออร์เดอร์ในช่วง 3 วันแรกนับตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายไปแล้วประมาณ 80% จากเป้าหมายยอดขายทั้งหมด ซึ่งจากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าวบริษัทมั่นใจว่าจะมียอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ในสินค้ารุ่น OPPO F11 Pro ล่าสุดได้ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าดังกล่าว เพื่อสะท้อนความสง่างามคลาสสิก สื่อถึงแนวคิด “Brilliant Portrait in Low Light – Portrait สวย แม้แสงน้อย” อุปกรณ์คู่ใจใหม่ เพื่อการบันทึกและสร้างสรรค์ภาพถ่าย ซึ่งจากแผนการดำเนินงานดังกล่าว ออปโป้คาดว่าหวังจะสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ได้ไว้อย่างถาวร

ชานนท์ กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในด้านของยอดขายมีอยู่ด้วยกัน 3 ปัจจัย คือ 1.การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น ปีที่ผ่านมาได้มีการนำเทคโนโลยี VOOC Flash Charge ทำให้ชาร์จแบตเต็มเร็วขึ้นมาใช้

ปัจจัยที่ 2.การทำกิจกรรมการตลาดที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้ง 40 ประเทศทั่วโลก ควบคู่ไปกับการทำโลคัลแคมเปญให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศที่เข้าไปทำตลาด และ 3.การมีศูนย์บริการหลังการขายที่ครอบคลุม ซึ่งในส่วนของประเทศไทยมีศูนย์บริการหลังการขายมากถึง 46 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้สินค้ายังมีราคาเหมาะสมและมีบริการซ่อมด่วนภายใน 1 ชั่วโมงบริการลูกค้า

ดีแทคเจาะเกมเมอร์ หวังเพิ่มค่าเฉลี่ยใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/583720

  • วันที่ 19 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ดีแทคเจาะเกมเมอร์ หวังเพิ่มค่าเฉลี่ยใช้งาน

เรื่อง พลพัต สาเลยยกานนท์

อัตราการเติบโตของผู้เล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันขยายเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ Newzoo.com ระบุว่า ปี 2561 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเกมทั่วโลกเติบโตอย่างมาก ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมเกมเติบโตขึ้นนั้นมาจากกลุ่มของเกมบนมือถือ โดยการขยายตัวของเกมมือถือมีมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปี 2560

สุกัณณี เลิศสุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการสายงานการตลาดระบบเติมเงิน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า บริษัทมองเห็นแนวโน้มกระแสของตลาดเกมบนโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าดีแทคที่ปัจจุบันมีลูกค้าที่สนใจเกม (เกมเมอร์) มากกว่า 30% ของฐานลูกค้ารวม 21 ล้านราย

ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายของลูกค้าเติมเงินกลุ่มเกมเมอร์มีอัตราการใช้จ่ายสูงกว่าลูกค่าเติมเงินปกติทั่วไปถึง 1 เท่าตัว จึงมองเห็นโอกาสการเติบโตของลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งฐานเกมเมอร์ผู้หญิงค่อนข้างเติบโตขึ้นในปีที่ผ่านมา แต่ฐานลูกค้าผู้ชายยังคงเยอะกว่า โดยกลุ่มช่วงอายุจะอยู่ในช่วงอายุต่ำกว่า 24 ปี และ 25-39 ปี มากกว่า 50% อาศัยอยู่ในบริเวณกรุงเทพมหานคร

ล่าสุด บริษัทได้ใช้งบประมาณทางการตลาดรวม 100 ล้านบาท ในการเป็นผู้สนับสนุนรายการแข่งขันกีฬาอี-สปอร์ตกับบริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) ในเกม “ฟรี ไฟร์ ไทยแลนด์” เป็นครั้งแรก รายการ “Free Fire Thailand Championship 2019 Presented by dtac” โดยมีการจัดกิจกรรมในการแข่งขันและการจัดโปรโมชั่นตลอดทั้งปี และสำหรับลูกค้าดีแทคทั้งระบบรายเดือนและเติมเงิน ซื้อแพ็กเสริมเน็ตที่กำหนด รับไอเท็มสุดพิเศษในเกม และรับไอเท็มสุดพิเศษอีกมากมาย เมื่อซื้อไอเท็มในเกมผ่านระบบชำระเงินของดีแทค (Pay via dtac) ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งบริษัทได้พิจารณาหลังจากนี้ในการจัดทำซิมพิเศษสำหรับเกมเมอร์ จะต้องรอผลตอบรับจากรายการดังกล่าว

นอกจากนี้ ปัจจุบันค่าเฉลี่ยการใช้บริการทุกประเภท/คน/เดือน อยู่ที่ 250 บาท/คน/เดือน แบ่งเป็นลูกค้าเติมเงิน 150 บาท/คน/เดือน และลูกค้ารายเดือน 500 บาท/คน/เดือน ซึ่งการเจาะตลาดกลุ่มเกมเมอร์คาดหวังว่าจะมียอดเฉลี่ยใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมในการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ภาพรวมตลาดเกมในประเทศ ไทยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท/ปี ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตจากการมีปริมาณผู้เล่นและบริษัทผู้พัฒนาเกมเปิดตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการ บริษัท Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ อาทิ การีนา (Garena) กล่าวว่า ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเกมและความร่วมมือระหว่าง การีนาและดีแทค เป็นการตอบโจทย์และเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ซึ่งมองหานวัตกรรมและประสบการณ์การเล่นเกมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบในครั้งนี้รวมถึงความพิเศษบนตัวเกม เช่น ไอเท็มต่างๆ เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะลูกค้าดีแทค และความยิ่งใหญ่บนการแข่งขันอี-สปอร์ตซึ่งดีแทคได้เข้ามาสนับสนุนรายการแข่งขันทั้งระดับประเทศในรายการดังกล่าวภายในกลางปี 2562

การเจาะกลุ่มลูกค้าในกลุ่มนี้น่าจะเป็นอีกทางหนึ่งทำให้ “ดีแทค” เติบโตได้

CJ BED : จับคู่บันเทิงผนวกแบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/583243

  • วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 11:31 น.

CJ BED : จับคู่บันเทิงผนวกแบรนด์

คอนเทนต์ด้านบันเทิงเป็นคอนเทนต์ที่มีคนสนใจเป็นจำนวนมากและนั่นทำให้มันกลายเป็นแหล่งข้อมูลล้ำค่าสำหรับคนทำแบรนด์

**********************

โดย…CJ WORX

คอนเทนต์ด้านบันเทิง (Entertainment) นับว่ามีคนสนใจในอันดับแรก และมีข้อมูล (Data) ที่มหาศาล ใครก็ชอบ ใครๆ ก็สนใจ ใครๆ ก็เสพ เพราะเป็นเรื่องความบันเทิง แต่ใครที่นำดาต้าของผู้บริโภคเหล่านั้น ที่สนใจด้าน Entertainment มาให้เกิดประโยชน์นั่นคือ แหล่งข้อมูลล้ำค่ามหาศาลเลยทีเดียว

CJ WORX เห็นความสำคัญของดาต้าที่มีค่ามากกว่าการยิงโฆษณาตามหลังแบบรีทาร์เก็ตติ้ง แต่คือการเก็บเส้นทางของกลุ่มผู้รับสารหรือ Audience Journey ว่าเค้าเริ่มต้นจากอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เสพสื่ออะไรนอกจากความบันเทิงนี้ เสพที่ไหนเวลาใด ฯลฯ

CJ WORX จึงเปิดตัว CJ BED หรือ CJ Branded Entertainment Data ที่เป็นการผนึกพันธมิตรทางธุรกิจสายบันเทิง เพื่อหา Entertainment Data ผนึกกับแบรนด์ต่างๆ เป็นโอกาสช่องทางทางธุรกิจที่ทั้งฝั่งแบรนด์ ฝั่งธุรกิจสายบันเทิงหรือศิลปิน และสำนักพิมพ์ในออนไลน์ จะมาบรรจบด้านข้อมูลรวมกัน ขณะที่ CJ WORX ที่ใช้ประสบการณ์ด้านข้อมูลต่างๆ มาสร้างให้เกิดมูลค่ากับทุกฝ่าย

ขณะนี้เราได้เอ็กซ์คลูซีฟพาร์ตเนอร์รายแรก อย่างค่ายเพลง What the duck ที่มีศิลปินนักร้องชื่อดังขวัญใจวัยรุ่นอย่าง เดอะทอยส์, สิงโต นำโชค, แป้งโกะ ฯลฯ

การทำโปรเจกต์ CJ BED นี้จะทำ ให้ได้ดาต้า นอกจากคนที่ชอบนักร้องเดอะทอยส์ อาจพบว่าชอบการดื่มนมยี่ห้อนี้หรือชอบอ่านเพจนี้อีกด้วย มันจึงเป็นการจับพฤติกรรมที่สอดคล้องกันของผู้บริโภคคนหนึ่งให้เกิดเป็นช่องทางของธุรกิจใหม่ โดยอาศัยดาต้าที่ลึกกว่าปกติ โดยที่ CJ WORX มี DMP (Data Management Platform) ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวม จัดเรียง และส่งต่อข้อมูลต่างๆ ตามที่ต้องการ จากการเก็บข้อมูลจาก Entertainment Data ที่ในแต่ละวันมีมากมาย ทำให้สามารถแยกแยะกลุ่มและนำข้อมูลเหล่านั้น มาเลือกใช้ให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจกับแบรนด์ ผ่านการวิเคราะห์ของ CJ WORX ด้วย

สิ่งที่แตกต่างที่ไม่ใช่ใครที่มีงบประมาณในการหา DMP ได้ ก็สามารถทำได้ แต่เพราะข้อมูลด้าน Insight ของผู้บริโภคจากประสบการณ์กว่า 7 ปีของ CJ WORX ที่ดูแลแคมเปญและแบรนด์มากกว่า 200 แคมเปญ รวมถึงประสบการณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เฉพาะทางและลึกเข้าใจถึงผู้บริโภคอย่างแม่นยำ

ดังนั้น โอกาสทางธุรกิจของ CJ WORX ต่อยอดนี้ผ่าน CJ BED จึงเป็นการเปิดโฉมใหม่ของการผนึกกำลังด้านดาต้ากับแหล่ง Entertainment ที่มีผู้บริโภคให้ความสนใจต่างๆ รวมถึงกับแบรนด์ต่างๆ ด้วย นับว่าเป็นการบรรจบของส่วนผสมที่ลงตัว ที่จะนำข้อมูลมาจบกันตาม Audience Journey ที่สร้างขุมกำลังด้านดาต้าและโอกาสทางธุรกิจอย่างแท้จริง

หากมีประเด็นอินไซต์ในแวดวงดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง แลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้ที่ insightworx@hotmail.com

อาชญากรไซเบอร์ น่ากลัวกว่าคนแปลกหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/583213

  • วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

อาชญากรไซเบอร์ น่ากลัวกว่าคนแปลกหน้า

เรื่อง แอนทอน ชินกาเรฟ รองประธานฝ่ายกิจการสาธารณะ แคสเปอร์สกี้ แลป

รายงานความเสี่ยงทั่วโลกประจำปี 2019 จาก World Economic Forum ได้วาดภาพอันน่าสะพรึงของภัยคุกคามอันดับต้นๆ ต่อโลกไว้ โดยที่นำโด่งมาอันดับแรก และแผ่อิทธิพลครอบงำทุกสิ่งที่ตามมา คือ ผลกระทบจากความต่างระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นทุกวัน มีประเทศจำนวนมากที่กำลังหาหนทางควบคุมทิศทางประเทศของตนในเรื่องต่างๆ อาทิ กิจการภายใน เศรษฐกิจ ความมั่นคงปลอดภัย มากขึ้นทุกที

ในโลกที่ต่อเชื่อมโยงเข้าถึงกันหลายมิติเช่นนี้ ผู้ร้ายไซเบอร์ตั้งแต่กลุ่มจารกรรมที่มีผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลไปจนกระทั่งโจรทั่วไป สามารถจะโจมตีใครก็ย่อมได้ และรัฐบาลของแต่ละประเทศก็ย่อมต้องพยายามที่จะปกป้องประชาชนของตนเท่าที่ตัวเองจะทำได้ ซึ่งรูปแบบการกีดกันทางการค้าตั้งกำแพงสกัดกั้นการค้าขายเลือกเฉพาะทำธุรกิจเฉพาะรายไปเช่นนี้ คือ การทำ “Balkanization” ของระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ช่วงกลางปี 2561 จากการสำรวจข้อมูลจากหลายประเทศเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่อยู่ในจิตใจของผู้คนต่างๆ ได้ดีขึ้น เกี่ยวกับองค์กรบริษัทธุรกิจที่มาจากประเทศอื่นนอกประเทศของตนเอง และเกี่ยวกับความปลอดภัยทางออนไลน์ พบว่า คนส่วนมากมิได้กลัว “Stranger Danger” หรืออันตรายจากคนแปลกหน้าจากที่อื่นๆ มากเท่าที่รัฐบาลของพวกเขาคิดแทน

ขณะที่กลุ่มธุรกิจจำนวนเกินครึ่ง หรือ 55% และกลุ่มผู้บริโภค 66% ต่างกล่าวว่า รัฐบาลของพวกเขาควรที่จะเลือกทำงานไปกับบริษัทเวนเดอร์ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่สุดจะดีกว่า แม้จะเป็นเวนเดอร์จากภายนอกประเทศของตนเองก็ตาม ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 8 ใน 10 โดยเฉพาะในพื้นที่วิกฤตด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

รัฐบาลมีหน้าที่ต้องป้องกันโครงการหลักสำคัญของประเทศ รวมทั้งระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนในประเทศ ในโลกไซเบอร์ ย่อมหมายถึงการให้ความปลอดภัยกรอบการทำงานการใช้งานไซเบอร์ของทั้งประเทศ ให้พ้นความเสี่ยงจากภัยคุกคามไซเบอร์ที่มาจากภายนอก การบ่อนทำลาย และการจารกรรมไซเบอร์ ที่ง่ายดายที่สุดที่พึงทำได้ในสถานการณ์เช่นนี้คือ การจำกัดหรือแบนซัพพลายเออร์ที่มาจากประเทศที่เป็นกังวล แต่คนที่ได้รับประโยชน์จากการจำกัดกีดกันเช่นนี้ คือ อาชญากรไซเบอร์ เพราะภัยคุกคามไซเบอร์ไม่มีพรมแดน ดังนั้น เพื่อรับมือกับภัยเหล่านี้ ระบบความมั่นคงปลอดภัยจำเป็นจะต้องปฏิบัติการได้แบบไร้พรมแดนเช่นเดียวกัน

บริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะมาจากประเทศใดก็ตาม ต่างทำสงครามต่อสู้อยู่กับผู้ร้ายไซเบอร์กลุ่มเดียวกัน และความร่วมมือระหว่างกันจะเป็นประโยชน์ต่อวงการอุตสาหกรรมของเรามากกว่า ไม่มีบริษัทใดที่สามารถมองได้รอบด้านเห็น 360 องศา รู้และทันเกมของภัยไซเบอร์ได้ทั้งหมด แต่หากมีความร่วมมือกัน นักวิจัยจากต่างองค์กร ต่างบริษัทกันก็สามารถที่จะเข้าใจสภาพการณ์และตามเกมภัยไซเบอร์ได้ดียิ่งขึ้น

ซิลิงโก้ทุ่ม7พันล. รุกแฟชั่นออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/583098

  • วันที่ 13 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ซิลิงโก้ทุ่ม7พันล. รุกแฟชั่นออนไลน์

เรื่อง ปากกาด้ามเดียว

จากอุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลกที่มีมูลค่ามากถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการเติบโตของตลาดอี-คอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดในโลก ทำให้ซิลิงโก้ (Zilingo) แพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์เกี่ยวกับแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ มองเห็นโอกาสรุกตลาดในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง

แอนกิติ โบส ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งของซิลิงโก้ (Zilingo) เปิดเผยว่า จะใช้งบรวม 226 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 7,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2561ที่ผ่านมา ซิลิงโก้ (Zilingo) ได้ขยายแพลตฟอร์ม B2B เพิ่มเติมในประเทศเวียดนาม บังกลาเทศ และกัมพูชา รวมไปถึงการก่อตั้งสำนักงานที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

ปัจจุบันซิลิงโก้ให้บริการผู้ซื้อและผู้ขายทั้งทาง B2B และ B2C กว่า 15 ประเทศทั่วโลก ประกอบด้วย ไทย สหรัฐอเมริกา บราซิล อินเดีย บังกลาเทศ เกาหลีใต้ ฮ่องกง จีน กัมพูชา เวียดนาม อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ มีคู่ค้าทางธุรกิจรวมกันกว่า 2.5 หมื่นราย มีพนักงานกว่า 400 คน และมีโรงงานที่เข้าร่วมธุรกิจกว่า 1,200 แห่งทั่วโลก

“เราตั้งเป้าหมายว่าซิลิงโก้จะเป็นผู้นําที่รวบรวมความแตกต่างไว้อย่างเท่าเทียม โดยให้ความสำคัญและช่วยเหลือลูกค้า B2C และ B2B ไปพร้อมกัน เพราะวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจ คือ การช่วยเหลือลูกค้าทั้งสองกลุ่มให้เติบโตไปพร้อมกับเรา” โบส กล่าว

นอกจากนี้ ยังพบว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ต้องอาศัยผู้ขายและผู้ผลิตจํานวนมาก ซึ่งจากการแข่งขันที่รุนแรงทำให้ธุรกิจขนาดเล็กต้องเผชิญกับพ่อค้าคนกลาง ผนวกกับที่ผ่านมาเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยในการค้าขายค่อนข้างล้าสมัย ซิลิงโก้ จึงมองเห็นโอกาสในการเข้ามาทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซแฟชั่นและไลฟ์สไตล์เพื่อปลดล็อกปัญหาต่างๆ และลดขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยาก โดยเฉพาะระบบซัพพลายเชน ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มครบวงจรที่สมบูรณ์แบบให้กับร้านค้าขนาดเล็ก ขณะที่ผู้ซื้อก็จะได้รับข้อเสนอที่ดี ทั้งด้านราคาและคุณภาพของสินค้า

สำหรับการทำตลาดในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 1 แสนเอสเคยู ที่คัดสรรมาเพื่อคนไทย อีกทั้งผู้จัดจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น จึงทำให้สินค้าที่จำหน่ายในซิลิงโก้ตรงกับความต้องการลูกค้าคนไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้จัดจำหน่ายของซิลิงโก้ในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน แต่ในด้านวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจยังคงอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน คือ ต้องการที่จะสนับสนุนผู้คนให้เป็นตัวของตนเอง เชื่อในความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชน

ขณะเดียวกันยังมีแผนพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เช่น ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เป็นต้น หลังจากตอนนี้มีนโยบายเกี่ยวกับคืนสินค้า ซึ่งจะสามารถคืนได้ภายใน 15 วัน เป็นต้น

“เอกลักษณ์และความพิเศษของเรา คือ แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ด้วยฐานลูกค้าของเราใน 4 ประเทศ ทั้งไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ทำให้สามารถอัพเดทเทรนแฟชั่นและเสนอสินค้าที่เราคัดสรรมาอย่างดีที่สุดให้กับลูกค้า” โบส กล่าวปิดท้าย

เอไอเอสงัดเอไอเรียกลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/583070

  • วันที่ 13 มี.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

เอไอเอสงัดเอไอเรียกลูกค้า

เอไอเอส ปลุกกลยุทธ์ เอไอ ขยายฐานลูกค้าเจนซี พร้อมจัดเต็มสิทธิพิเศษเรียกลูกค้าใหม่

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2562 นี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ “เอไอเอส360 ที่ 1 ตัวจริง ครบทุกการดูแล” มาต่อยอดบริการลูกค้าของเอไอเอส ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 41.2 ล้านรายทั่วประเทศ และลูกค้าของเอไอเอสไฟเบอร์ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 7.8 แสนราย ด้วยการมอบสิทธิให้กับลูกค้าอย่างครบวงจร แบ่งเป็น ร้านอาหารกว่า 2.8 หมื่นร้านค้า 60-70% ความบันเทิง เช่น โรงหนัง และธีมปาร์ค 15% ช็อปปิ้ง 10% และบริการอื่นๆ อีกประมาณ 5-15%

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้บริษัทให้ความสำคัญกับการมอบสิทธิพิเศษด้านร้านอาหารมากกว่าบริการอื่นๆ เพราะจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านฐานข้อมูลของสื่อโซเชียลมีเดีย พบว่า ผู้บริโภคให้ความสนใจการรับประทานอาหารมากที่สุด บริษัทจึงให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI, Chatbot และ Smart Knowledge Base เพื่อให้บริการในด้านของข้อมูลข่าวสารและสิทธิพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลต่างๆ จากน้องอุ่นใจ ซึ่งจะตอบคำถามผ่านระบบ Chatbot ในเฟซบุ๊ก โดยในส่วนของบริการดังกล่าวบริษัทมั่นใจว่าจะได้ผลการตอบรับจากผู้บริโภคในกลุ่มเจนซีเป็นอย่างดี

“กลยุทธ์ดังกล่าว นอกจากจะเป็นการรักษาฐานลูกค้าเดิมของเอไอเอส และเอไอเอสไฟเบอร์แล้ว บริษัทยังมั่นใจว่ากลยุทธ์นี้จะขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างแน่นอน” นางบุษยา กล่าว

นางบุษยา กล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทได้เตรียมงบประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เพื่อทำกิจกรรมการตลาดตลอดทั้งปี โดยในสิ้นปี 2562 นี้ ตั้งเป้าว่าจะมียอดดาวน์โหลด My AIS App เพิ่มเป็น 15 ล้านดาวน์โหลด จากปัจจุบันมีลูกค้าดาวน์โหลดแล้ว 10 ล้านดาวน์โหลด และเพิ่มเป็น 20 ล้านดาวน์โหลดในปี 2563

ผลโพลไมโครซอฟท์ ธุรกิจไทยใช้เอไอต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/583061

  • วันที่ 13 มี.ค. 2562 เวลา 05:45 น.

ผลโพลไมโครซอฟท์ ธุรกิจไทยใช้เอไอต่ำ

ไมโครซอฟท์ ชี้เอไอเพิ่มศักยภาพองค์กรได้ไม่ต่ำกว่า 20% ภายใน 3 ปีจากนี้

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์ เอเชีย แปซิฟิก และไอดีซี ร่วมกันทำรายงานวิจัยในหัวข้อ Future Ready Business : Assessing Asia Pacific’s Growth Potential Through AI โดยสำรวจองค์กร 101 แห่งในไทย พบว่า มีองค์กร 26% นำปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาใช้เพียง 26% เท่านั้น ซึ่งแม้ว่า 85% จะเข้าใจถึงผลเชิงบวกในการใช้เอไอ

ทั้งนี้ องค์กรธุรกิจในไทยคาดว่าจะเพิ่มอัตราการสร้างนวัตกรรมได้ 66% และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้ 32% ในปี 2564 และจะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสูงขึ้น 81%

นอกจากนี้ องค์กรที่เริ่มนำเอไอมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ 5 อันดับแรก คือ 1.ประสบการณ์ที่ดีขึ้นของลูกค้า 2.ความสามารถทางการแข่งขันสูงขึ้น 3.ส่วนต่างกำไรที่เพิ่มขึ้น 4.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และ 5.สร้างสรรค์นวัตกรรมได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งองค์กรที่เริ่มใช้เอไอสามารถเพิ่มศักยภาพด้านต่างๆ ได้ 28-36% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นได้อีกไม่ต่ำกว่า 20% ใน 3 ปีจากนี้

จับกระแสไอที เพิ่มโอกาสธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582962

  • วันที่ 12 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

จับกระแสไอที เพิ่มโอกาสธุรกิจ

เรื่อง สุภัค ลายเลิศ กรรมการอำนวยการ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยชั้นนำของโลก ต่างก็เห็นตรงกันว่า ปีนี้ “คลาวด์ คอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า และการวิเคราะห์ข้อมูล ไอโอที ปัญญาประดิษฐ์ บล็อกเชน และความปลอดภัยทางไซเบอร์” จะยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างน้อยอีก 3-5 ปีข้างหน้า

ที่ผ่านมา การเริ่มใช้งาน “คลาวด์ คอมพิวติ้ง” จะมองถึงความคุ้มทุนที่เกิดจากการแชร์ใช้ทรัพยากรไอทีร่วมกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่จากนี้ไปคลาวด์จะมีบทบาทสนับสนุนการทำงานเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจมากขึ้น และในปีนี้ มัลติคลาวด์จะถูกพูดถึงเป็นพิเศษ ด้วยแนวทางที่เปิดกว้างให้กับองค์กรในการใช้งานคลาวด์จากผู้ให้บริการหลายๆ รายควบคู่กันไป รวมถึง เอดจ์ คอมพิวติ้ง ที่จะมาช่วยลดโหลดการทำงานบนคลาวด์ โดยให้อุปกรณ์ปลายทางสามารถจัดการตัวเองได้ เสริมด้วยแอพพลิเคชั่นในแบบไมโครเซอร์วิส ซึ่งเป็นการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่แยกออกเป็นส่วนย่อยๆ ตามฟังก์ชั่นใช้งานเพื่อให้ง่ายต่อการปรับปรุงผ่านคลาวด์ด้วยเวลาที่รวดเร็ว

การหลั่งไหลของข้อมูลผ่านอุปกรณ์ไอโอที หรือการประกอบธุรกรรมออนไลน์ ทำให้ “บิ๊กดาต้า” เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในระดับที่เราไม่คุยเป็นเทราไบต์กันแล้ว แต่เป็นการโตในระดับ เซตตาไบต์ เครื่องมือวิเคราะห์บิ๊กดาต้า จึงกำลังถูกพัฒนาให้ทำงานได้ฉลาดขึ้นในการกลั่นกรองและวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช่ และส่งต่อสู่กระบวนการสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ หรือบิซิเนส อินเทลลิเจนซ์ เพื่อเพิ่มมุมมองใหม่จากข้อมูลที่หลากหลายให้กับผู้บริหาร รวมถึงต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรม

“ไอโอที” กลายเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างและขยายพื้นที่แสดงผลและส่งต่อข้อมูลที่หลากหลายแบบไม่จำกัดโครงสร้าง ซึ่งองค์กรเอาไปประยุกต์ใช้ได้หลายทาง การใช้งานไอโอทีในการผลักดันการเติบโตของตลาดการค้าบนโลกออนไลน์ทำให้สามารถขยายพื้นที่การขาย เพิ่มเติมฐานลูกค้า หรือพบช่องทางการสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ

ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ นอกจากจะสามารถสร้างการรับรู้ โต้ตอบ หรือปฏิบัติการได้ทันทีที่ร้องขอแล้ว ยังเป็นการยกระดับความเป็นนวัตกรรมของแบรนด์ในสายตาลูกค้า อีกทั้งข้อมูลหรือพฤติกรรมการโต้ตอบของลูกค้ากับเอไอ ยังนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปรับปรุงเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างโอกาสการขาย โดยเน้นการนำเสนอในจุดที่ลูกค้าสนใจ หรือจากมุมที่ดีที่สุดของสินค้าและบริการ จนสามารถเปลี่ยนการตัดสินใจจาก “เดี๋ยวค่อยซื้อ” เป็น “อยากซื้อเดี๋ยวนี้”

“บล็อกเชน” เป้าหมายคือ สร้างความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ด้วยหลักการ การจัดเก็บฐานข้อมูลแบบกระจาย ที่ต่อตรงถึงกันทั้งหมดภายในเครือข่าย การปรับปรุงทุกฐานข้อมูลในเครือข่ายให้ทันสมัยจึงทำได้พร้อมกันทันที ซึ่งลดทั้งเวลาและขั้นตอนการทำงาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับไป-มาซึ่งกันและกัน ทำให้บล็อกเชนได้รับการยอมรับว่า มีความปลอดภัยสูง

สุดท้ายคือประสิทธิภาพของ “ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์” ที่ต้องตอบโจทย์ให้ตรงจุดในเรื่อง ป้องกันความเสี่ยงและสร้างความไว้วางใจ โดยไอดีซี ได้เสนอแนะแนวคิด “ซีโร่ ทรัสต์ ซีเคียวริตี้” บนหลักการที่ว่า อย่าไว้ใจกันง่ายๆ โดยปัญญาประดิษฐ์ บล็อกเชน จะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความปลอดภัยของข้อมูลบนคลาวด์หรือออนไลน์ในการตรวจจับผู้บุกรุกจากภายนอกและป้องกันการรั่วไหลโดยคนใน

ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่จะช่วยเติมพลังให้กับองค์กร เพื่อพร้อมสู้ศึกการแข่งขันในโลกยุคดิจิทัล โลกซึ่งความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและข้อมูล คือหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จทางธุรกิจ

“เฟซบุ๊ก” ปรับแผนใหญ่ ลุยซูเปอร์แอพตาม”วีแชต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582848

  • วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

"เฟซบุ๊ก" ปรับแผนใหญ่ ลุยซูเปอร์แอพตาม"วีแชต"

เฟซบุ๊กประกาศปรับแผนธุรกิจมุ่งสู่บริการ “รับ-ส่งข้อความส่วนตัว” หวังให้เป็นซูเปอร์แอพในชีวิตประจำวันที่รวมบริการหลากหลายคล้ายวีแชต

**********************************

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังจากเจอคดีอื้อฉาวมากมายเรื่องการปล่อยข้อมูลผู้ใช้รั่วไหล มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียชื่อดัง ประกาศแผนปรับเปลี่ยนธุรกิจครั้งใหญ่ของเฟซบุ๊ก ด้วยการมุ่งสู่ “บริการรับส่งข้อความส่วนตัว” จากเดิมที่เน้นการแชร์เรื่องราวและการพูดคุยในพื้นที่สาธารณะ เพื่อเร่งกู้ศรัทธาผู้ใช้ และรองรับการส่งข้อความส่วนตัวที่กำลังจะได้รับความนิยมสูงกว่าการพูดคุยผ่านทางนิวส์ฟีด

ทั้งนี้ ซัคเกอร์เบิร์ก ระบุว่า เฟซบุ๊กจะเน้นการแชตส่วนตัวให้เป็นแหล่งที่มีความปลอดภัยสูงสุด พร้อมกับมีแผนเพิ่มช่องทางให้ผู้ใช้ได้มีปฏิสัมพันธ์กันนอกเหนือจากการส่งข้อความพูดคุย รวมถึงการโทรหากัน การพูดคุยผ่านทางวิดีโอ การตั้งกลุ่ม แชร์เรื่องราว ธุรกิจ การชำระเงิน การซื้อขายสินค้า และแพลตฟอร์มสำหรับบริการอื่นๆ

นิวยอร์กไทม์ส รายงานว่า แผนดังกล่าวนับว่าเป็นรูปแบบที่เหมือนกับ “วีแชต” (WeChat) แอพพลิเคชั่นรับส่งข้อความของเท็นเซนต์ ยักษ์อินเทอร์เน็ตจีน ที่พัฒนาจากแอพรับส่งข้อความธรรมดาไปเป็นซูเปอร์แอพในชีวิตประจำวันหรือแอพเดียวที่รวบรวมบริการหลากหลายประเภทไว้ด้วยกัน

แม้ว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กมักจะเห็นโฆษณาปรากฏบนหน้านิวส์ฟีดเป็นปกติ แต่ผู้ใช้วีแชตจะเห็นโฆษณาปรากฏผ่านทางหน้าฟีดเพียง 1-2 ครั้ง/วัน เนื่องจากวีแชตไม่ได้พึ่งพารายได้จากการโฆษณาเป็นช่องทางหลัก เพราะวีแชตมี “วีแชตเพย์” บริการชำระเงินทางมือถือที่มีผู้ใช้แพร่หลายในจีน ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลให้วีแชต

เจฟฟรีย์ ทาวสัน ศาสตราจารย์ด้านการลงทุนของมหาวิทยาลัยปักกิ่งในจีน กล่าวว่า วีแชตได้แสดงให้เห็นว่าบริการรับส่งข้อความส่วนตัว โดยเฉพาะการส่งข้อความในกลุ่มเล็กๆ คืออนาคตแห่งการสื่อสารทางออนไลน์

ขณะที่ โธมัส ฮัสสัน นักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัทที่ปรึกษา ฟอร์เรสเตอร์ กล่าวว่า เฟซบุ๊กกำลังเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเฟซบุ๊กจะต้องขายโฆษณาแบบเจาะกลุ่มบนโซเชียลเน็ตเวิร์กต่อไป พร้อมกับคิดค้นรูปแบบธุรกิจใหม่

“ในการพูดคุยแบบส่วนตัว ถ้ามีการทำธุรกรรม ก็อาจจะเป็นโอกาสสำหรับตลาดสินค้าหรือการทำรายได้จากค่านายหน้าเหมือนกับวีแชต ผมคิดว่ารูปแบบนี้เหมาะสำหรับการพยายามเพิ่มความหลากหลายของช่องทางรายได้เฟซบุ๊ก” ฮัสสัน กล่าว

นอกจากการเป็นต้นแบบสำหรับเฟซบุ๊กแล้ว นิวยอร์กไทม์ส ระบุด้วยว่า วีแชตยังเป็นต้นแบบให้บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นได้ด้วย เพราะปัจจุบันยักษ์ใหญ่

ด้านเทคโนโลยีหลายแห่งในซิคิลอน วัลเลย์ยังพึ่งพารายได้จากการโฆษณาทางออนไลน์สำหรับการขยายธุรกิจและพัฒนาบริการใหม่ อีกทั้งมีบริษัทบางแห่งที่พึ่งพาโฆษณาทางออนไลน์เป็นช่องทางเดียวสำหรับความอยู่รอด

กังขาแผนปรับธุรกิจ

อย่างไรก็ดี นิวยอร์กไทม์สรายงานว่า ยังไม่แน่ชัดว่าซัคเกอร์เบิร์กจะนำฟีเจอร์ทั้งหมดมาอยู่ภายในเฟซบุ๊กได้จริงหรือไม่ เพราะวีแชตมีวีแชตเพย์ไว้รองรับการทำธุรกรรมของบริการอื่นๆ เช่น การสั่งอาหาร จองโรงแรม เรียกรถรับส่ง ชำระค่าบริการ การโอนเงิน และการซื้อสินค้าต่างๆ ขณะที่เฟซบุ๊กยังไม่มีบริการชำระเงินของตัวเอง ซึ่งเฟซบุ๊กจะต้องได้รับใบอนุญาตสำหรับการทำธุรกรรมและการชำระเงินจากหน่วยงานในประเทศต่างๆ

สำหรับประเด็นการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เฮนรี ฟาร์เรลล์ ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ในสหรัฐ กล่าวว่า ความพยายามครั้งนี้เป็นเพียงการปรับรูปแบบธุรกิจเฟซบุ๊กเท่านั้น เนื่องจากแผนปรับธุรกิจเกิดขึ้นในช่วงที่เฟซบุ๊กถูกกดดันจากรัฐบาลหลายชาติในการกวาดล้างข้อความเชิงเกลียดชัง และเนื้อหาไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์ม ซึ่งการทำให้การสื่อสารของผู้ใช้เป็นส่วนตัวและมีการเข้ารหัสลับจะทำให้การบิดเบือนข้อมูลในระดับวงกว้าง เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองยากลำบากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลหลายชาติก็จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการสนทนาของประชาชนด้วย

ฟาร์เรลล์ ระบุด้วยว่า ซัคเกอร์เบิร์กไม่ได้ปรับแผนเฟซบุ๊กเพราะสถานการณ์กดดันเท่านั้น แต่เป็นการแสวงหา โอกาสใหม่ด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่รูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าเดิมในแง่ของการเมือง

ภาพ เอเอฟพี

เฟซบุ๊กปรับทัพรุกแชตส่วนตัวเร่งกู้ศรัทธาผู้ใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582615

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 08:25 น.

เฟซบุ๊กปรับทัพรุกแชตส่วนตัวเร่งกู้ศรัทธาผู้ใช้

เฟซบุ๊กหันเน้นความเป็นส่วนตัวแอพแชต รองรับผู้ใช้เมินนิวส์ฟีด หวั่นเสียรายได้โฆษณา

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียชื่อดัง เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กจะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์การสื่อสารที่มีความเป็นส่วนตัว ใช้งานในระยะสั้น และมีการเข้ารหัสลับ เนื่องจากการส่งข้อความส่วนตัวจะได้รับความนิยมสูงกว่าการพูดคุยผ่านทางนิวส์ฟีด ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดให้โพสต์สาธาณะภายในไม่กี่ปีข้างหน้า นับว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับเฟซบุ๊ก หลังผู้ใช้สูญเสียความเชื่อมั่นไปจากกรณีข้อมูลรั่วไหล

“อนาคตแห่งการสื่อสารจะเปลี่ยนไปสู่บริการส่วนตัวและมีการเข้ารหัสลับ ซึ่งเป็นบริการที่ผู้ใช้สามารถไว้วางใจว่าการสื่อสารจะปลอดภัย และข้อความที่พูดคุยกันจะไม่คงอยู่ตลอดไป” ซัคเกอร์เบิร์ก กล่าว พร้อมระบุว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กจะสามารถสื่อสารกับผู้ใช้วอตส์แอพแม้มีเพียงบัญชีเดียวเท่านั้น และผู้ใช้จะมีตัวเลือกมากขึ้นว่าจะเก็บแชตไว้ในระบบได้นานเท่าใด

อย่างไรก็ดี อัชคาน โซลทานี อดีตหัวหน้าฝ่ายผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีของคณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติสหรัฐ กล่าวว่า สนับสนุนความเป็นส่วนตัวของ ผู้ใช้ในการสื่อสารทางออนไลน์ แต่ความเคลื่อนไหวของเฟซบุ๊กเป็นเพียงกลยุทธ์ที่จะใช้ความเป็นส่วนตัวเป็นเครื่องมือในการแข่งขันให้เฟซบุ๊กเป็นผู้นำตลาดแพลตฟอร์มรับส่งข้อความ

เจมส์ คอร์ดเวลล์ นักวิเคราะห์ด้านการเงินของบริษัทที่ปรึกษา แอตแลนติก อีควิตีส์ กล่าวว่า กลยุทธ์ใหม่ทำให้เฟซบุ๊ก เสี่ยงเสียรายได้จากการโฆษณาแบบเจาะกลุ่ม แต่ถ้าเฟซบุ๊กสามารถใช้กลยุทธ์เหมือนกับวีแชท แอพพลิเคชั่นของจีน ที่มีทั้งการโฆษณา แหล่งตลาดสำหรับเกม สินค้า และบริการ เช่น เรียกรถรับส่ง ภายในแอพเดียวกัน เฟซบุ๊กก็อาจสร้าง รายได้ช่องทางใหม่นอกเหนือจากโฆษณาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องการ