“ฝรั่งเศส” ลุยเก็บภาษีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582589

  • วันที่ 07 มี.ค. 2562 เวลา 19:33 น.

"ฝรั่งเศส" ลุยเก็บภาษีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านดิจิทัล

รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศเก็บภาษีดิจิทัล 3% จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิล-แอมะซอน-เฟซบุ๊ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศเรียกเก็บภาษีดิจิทัล 3% จากธุรกิจออนไลน์ยักษ์ใหญ่เช่น กูเกิล แอมะซอน และเฟซบุ๊ก โดยคาดว่าจะสามารถเก็บรายได้เข้ารัฐได้ราว 500 ล้านยูโร (565 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในแต่ละปี

รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลฝรั่งเศสจะเรียกเก็บภาษีดิจิทัลจากบริษัทที่มีรายได้จากการให้บริการระบบดิจิทัลทั่วโลกอย่างน้อย 750 ล้านยูโร (847 ล้านดอลลาร์) และมีรายได้จากภายในฝรั่งเศสอย่างน้อย 25 ล้านยูโร (28 ล้านดอลลาร์)

ทั้งนี้แม้การเรียกเก็บภาษีดิจิทัลของฝรั่งเศส จะแทบไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ที่มีเป็นจำนวนมากของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ แต่ก็ถือว่าเป็นการปูทางไปสู่การจัดเก็บภาษีดิจิทัลในประเทศต่างๆทั่วยุโรป หลังจากที่ประสบความล้มเหลวในปีที่แล้ว เนื่องจากบางประเทศ เช่น ไอร์แลนด์ และเยอรมนี วิตกว่าอาจถูกตอบโต้จากทางสหรัฐ

ภาพ เอเอฟพี

พัฒนานวัตกรรม สู่ความเสมอภาคทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582509

  • วันที่ 07 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

พัฒนานวัตกรรม สู่ความเสมอภาคทางเพศ

เวเรน่า เซียว กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอินโดไชน่า เอสเอพี

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจและความเจริญในสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในแวดวงธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น

ขณะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในสิบประเทศที่มีความเท่าเทียมทางเพศสูงสุดในทวีปเอเชีย สังเกตจากสัดส่วนของผู้หญิงที่ทำงานในภาคการเมืองที่ปรับตัวสูงขึ้น สัดส่วนชายและหญิงในภาคแรงงานเชิงเทคนิคที่สมดุล และอัตราการเข้าถึงระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของผู้หญิงที่พัฒนาขึ้น นอกจากนี้ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ยังระบุว่านักวิจัยในด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ในประเทศไทยเป็นเพศหญิงถึง 53% ซึ่งสูงกว่าประเทศญี่ปุ่น (12%) และเกาหลีใต้ (18%) การได้เห็นผู้หญิงไทยลุกขึ้นมามีบทบาทสร้างความเสมอภาคทางเพศในสังคมของตนเองเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างยิ่ง

สำหรับบริษัทชั้นนำของโลกจำนวนมากในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับการสร้างความหลากหลายทางเพศในองค์กร เพราะเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ต่อผลประกอบการทางธุรกิจ โดยงานวิจัยของแมคคินซีย์ได้ระบุว่า ความหลากหลายทางเพศมีส่วนช่วยเพิ่มระดับกำไรทางธุรกิจขององค์กรได้ถึง 2.2 เท่า และช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นได้ถึง 2 เท่า อีกทั้งพบว่าองค์กรที่มีกลุ่มผู้บริหารทั้งเพศชายและเพศหญิงจะสามารถสร้างผลกำไรได้ดีกว่าถึง 40%

นอกจากนี้ รายงานของ National Center for Women & Information Technology (NCWIT) ยังบ่งชี้ว่า ยิ่งมีสัดส่วนของผู้หญิงในบอร์ดบริหารมากเท่าใด ผลตอบแทนทางธุรกิจ ความคิดสร้างสรรค์ และความรู้สะสม (Collective Intelligence) ก็ยิ่งมีมากเท่านั้น

นอกจากนี้ ความหลากหลายทางเพศยังนำไปสู่ศักยภาพที่สูงขึ้นของภาคอุตสาหกรรมใหม่และชุมชนที่กำลังพัฒนา ดังที่ อูชา ราว-โมนารี อดีตผู้อำนวยการ International Finance Corporation (IFC) Sustainable Business Advisory เคยกล่าวไว้ว่า การมีส่วนร่วมของผู้หญิงนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาความขาดแคลนแรงงานฝีมือในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ การลงทุนโดยการให้โอกาสผู้หญิงได้ทำงาน ถือเป็นทางเลือกที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ทั้งต่อความก้าวหน้าขององค์กรเองและความเจริญในสังคมโดยรวม ซึ่งล้วนมีส่วนยกระดับเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันการยกระดับความเสมอภาคทางเพศในองค์กร สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย นับตั้งแต่กระบวนการในฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล ไปจนถึงการปฏิบัติงานในแต่ละวันของพนักงาน เทคโนโลยีในวันนี้ สามารถแปลงหน่วยธุรกิจทุกขนาดให้กลายเป็น อินเทลลิเจนต์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ ที่เอื้อให้พนักงานทุกเพศสามารถปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันได้อย่างเต็มศักยภาพและเท่าเทียมกัน

ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านระบบซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร เอสเอพี ได้พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยคุณสมบัติของแมชชีน เลิร์นนิ่ง ที่สามารถตรวจจับและป้องกันการมีอคติทางเพศโดยไม่รู้ตัวภายในองค์กรได้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้น ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจและขจัดอคติจากทุกกระบวนการตัดสินใจขององค์กร นับตั้งแต่การว่าจ้างไปจนถึงการเลื่อนตำแหน่ง โดยเอสเอพีได้สร้างกลไกการเรียนรู้ที่แปลงไปสู่ฟังก์ชั่นการปฏิบัติการที่ชาญฉลาดในวงจรการทำงานของทุกโซลูชั่น อีกทั้งยังใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของบริษัทที่มีอยู่ทั่วโลกและระบบนิเวศน์ที่ทรงพลัง เพื่อต่อยอดกรณีศึกษาจากเคสของลูกค้าชั้นนำสู่วิถีแห่งความเสมอภาคในองค์กรที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

สำหรับเอสเอพี ความเสมอภาคทางเพศ คือ ค่านิยมองค์กรและหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ด้านการบริหารบุคลากร และจากการใช้โซลูชั่นดังกล่าวเพื่อการบริหารองค์กรของเอสเอพีเอง ปัจจุบันเอสเอพีมีผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารขององค์กรกว่า 25% และด้วยความตั้งใจที่จะเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่งดังกล่าว 1% ทุกปี เรามีเป้าหมายที่จะเห็นผู้หญิงดำรงตำแหน่งผู้บริหารในองค์กรในสัดส่วน 30% ภายในปี 2565 ทั้งนี้ ในปี 2559 เอสเอพีถือเป็นบริษัทข้ามชาติบริษัทแรกได้รับการรับรองโดย Economic Dividends for Gender Equality (EDGE) โดยบริษัทได้รับการรับรองอีกครั้งในปี 2018

เอสเอพีสนับสนุนให้เกิดความเสมอภาคทางเพศ ผ่านโซลูชั่นเพื่อการขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประการที่ 5 ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งมั่นในการยุติการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทั่วโลก มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อการขับเคลื่อนขององค์กรอย่างมีความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่พนักงาน ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจทุกราย

เพิ่มลงทุนแกร็บขยายบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582484

  • วันที่ 07 มี.ค. 2562 เวลา 07:02 น.

เพิ่มลงทุนแกร็บขยายบริการ

แกร็บ ประกาศได้รับเงินลงทุนมูลค่า 1,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนซอฟต์แบงก์ วิชั่น ฟันด์ มุ่งเดินหน้าขยายบริการรอบด้าน

นายแอนโธนี ตัน ผู้ร่วมก่อตั้งและ ซีอีโอของแกร็บ เปิดเผยว่า แกร็บได้รับเงินลงทุน 1,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนซอฟต์แบงก์ วิชั่น ฟันด์(เอสวีเอฟ) ซึ่งส่งผลให้แกร็บมีเงินทุน จากการระดมทุนรอบซีรี่ส์เอชรวมเป็นมูลค่าทั้งหมดกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์ โดยนักลงทุนรายอื่นๆ ในรอบเดียวกันนี้ ได้แก่ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กองทุน ออพเพ่นไฮเมอร์ กลุ่มฮุนไดมอเตอร์ บุ๊กกิ้ง โฮลดิงส์ บริษัท ไมโครซอฟท์ ผิงอันแคปิตอล และยามาฮ่ามอเตอร์

“การลงทุนดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของแกร็บในการพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในอนาคตจะมุ่งมั่น ยกระดับการใช้ชีวิตของผู้คนในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้หลายล้านคน ด้วยการมอบโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นผ่านแพลตฟอร์ม รวมถึงมอบความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้มากขึ้น” นายตัน กล่าว

ทั้งนี้ แกร็บจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปพัฒนาเพื่อต่อยอดวิสัยทัศน์ในการเป็นซูเปอร์แอพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายคือการเพิ่มบริการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น และการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังวางแผนที่จะขยายบริการต่างๆ ทั้งบริการทางการเงิน การจัดส่งอาหาร การจัดส่งพัสดุ การทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล นอกจากนี้ จะเปิดตัวบริการใหม่ ภายใต้ กลยุทธ์โอเพ่นแพลตฟอร์ม “แกร็บแพลตฟอร์ม” ได้แก่ แอพดูหนังออนไลน์ที่ร่วมมือกับฮู้ก (HOOQ) บริการดูแลสุขภาพออนไลน์ ซึ่งร่วมมือกับผิงอันกู้ด ด็อกเตอร์ ประกันภัย ซึ่งร่วมมือกับจงอันอินเตอร์แนชั่นแนล และบริการจองโรงแรมออนไลน์ ซึ่งร่วมมือกับบุ๊กกิ้งโฮลดิงส์

4ข้อเท็จจริงต้องรู้ “พรบ.ความมั่นคงไซเบอร์” มุ่งป้องกันภัยคุกคาม-ไม่ได้ให้อำนาจส่องข้อมูลบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582469

  • วันที่ 06 มี.ค. 2562 เวลา 19:22 น.

4ข้อเท็จจริงต้องรู้ "พรบ.ความมั่นคงไซเบอร์" มุ่งป้องกันภัยคุกคาม-ไม่ได้ให้อำนาจส่องข้อมูลบุคคล

กระทรวงดิจิทัลฯชี้แจง 4 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ย้ำเพื่อรับมือการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อประโยชน์ประเทศ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยมีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้

ประการแรก ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนโดยรวม

ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยดูแลและปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทาสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure : CII) เนื่องจากปัจจุบันระบบสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานสำคัญของประเทศได้ถูกพัฒนาหรือถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้มีความเสี่ยงจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ เช่น ไวรัส มัลแวร์ ฯลฯ ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดชะงัก หรือการทำลายให้ระบบไม่สามารถทำงานได้ ก่อความเสียหาย และกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหรือการทำธุรกิจทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ

การมีกฎหมายฉบับนี้เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบสารสนเทศของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล อันเป็นสากลที่นานาประเทศมีกฎหมายลักษณะนี้ ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฉบับนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ธุรกิจ นักลงทุน ทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า โครงสร้างพื้นฐานสำคัญและบริการหลักของประเทศสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

ประการที่สอง ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นกฎหมายเพื่อรับมือการโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

ซึ่งปัจจุบันบริหารควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งในกฎหมายนี้เรียกว่า โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure : CII) ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคง บริการภาครัฐที่สำคัญ การเงิน-การธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม ระบบขนส่งและโลจิสติกส์ พลังงาน-สาธารณูปโภค และสาธารณสุข หากระบบคอมพิวเตอร์ของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศทั้ง 7 ด้านนี้ถูกโจมตีจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทำให้ระบบหยุดชะงักหรือระบบล่ม จะส่งผลกระทบให้บริการพื้นฐานสำคัญไม่สามารถให้บริการได้ต่อเนื่อง และอาจทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของประชาชน

โดยร่างพ.ร.บ.กำหนดให้หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนที่รับผิดชอบการกิจในการให้บริการทั้ง 7 ด้านนี้ ต้องมีแผนป้องกัน การเฝ้าระวัง การรับมือและแผนเผชิญเหตุเมื่อเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ขึ้น นอกจากนั้นร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการและองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงเพื่อช่วยดูแลเมื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงรับมือไม่ไหว โดยอำนาจของกรรมการและสำนักงานมีกรอบกำหนดชัดเจน มีกลไกตรวจสอบได้

ประการที่สาม ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ไม่มีบทบัญญัติใดๆที่เกี่ยวกับการเฝ้าระวัง สอดส่องติดตาม ข้อมูล เนื้อหา ในโซเชียลมีเดีย

เพราะเป็นกฎหมายที่ไม่ได้บังคับใช้กับประชาชนทั่วไป ไม่เข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่เป็นเนื้อหาที่อาจเป็นความเท็จหรือหมิ่นประมาทบุคคลอื่น ซึ่งเพราะมี พ.ร.บ.การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ดูแลอยู่แล้ว

ทุกมาตราในร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มีไว้เพื่อดูแลให้เกิดความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น โดยในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดโทษไว้เพียง 2 ประเภท ได้แก่ ความผิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ และ ความผิดของผู้รับผิดชอบในหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลปกป้องระบบที่มีความสำคัญ แต่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ให้ความร่วมมือในยามที่มีภัยรุนแรง ร่างพ.ร.บ.นี้จึงไม่มีบรรทัดใดเลยที่ระบุถึงการขอดูข้อมูลประชาชนและละเมิดสิทธิ์ข้อมูลส่วนบุคคล

ประการที่สี่ การเข้าไปในสถานที่ เพื่อตรวจค้น ยึด อุปกรณ์ และการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ทุกกรณีต้องอาศัยคำสั่งศาล

โดยเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้น ยึด อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารเฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อระงับหรือหยุดภัยคุกคาม เมื่อเกิดภัยไซเบอร์ในระดับร้ายแรงที่ทำให้ระบบของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศไม่สามารถทำงานได้เท่านั้น

ซึ่งร่างพ.ร.บ.นี้มีนิยามของภัยคุกคามไว้ 3 ระดับ คือ กรณีที่เป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ในระดับไม่ร้ายแรง เป็นหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ และหน่วยงานกำกับดูแบต้องดำเนินการตามมาตรฐนที่กำหนดไว้ หากเป็นกรณีที่เป็นภัยคุกคามระดับร้ายแรง ที่ทำให้การทำงานของหน่วยงานโครงส้รางพื้นฐานสำคัญหยุดชะงัก สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงไซเบอร์จะให้ความช่วยเหลือในารแก้ปัญหา โดยการเข้าไปในสถานที่ หรือเข้าไปตรวจ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องขอหมายศาลก่อนดำเนินการ และในกรณีเป็นภัยระดับวิกฤติ ที่ระบบของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของชาติถูกโจมตีจนล่ม ไม่สามารถให้บริการได้ในวงกว้าง หรือมีประชาชนเสียชีวิต และมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ จึงจะสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายด้านการรักษาความมั่นคง

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนพร้อมกับแจ้งศาลโดยเร็ว

ทั้งนี้ แนวทางของร่างพ.ร.บ.ไซเบอร์ฯฉบับนี้เป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศต่างๆ อาทิ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศในสหภาพยุโรป ใช้อยู่ในปัจจุบัน ในขั้นการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. กระทรวงดิจิทัลฯ ได้มีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้งทั้งภาครัฐและเอกชน และได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นกับประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการเผยแพร่ร่างพ.ร.บ. ในสื่อเว็บไซต์มาโดยตลอด

นอกจากนี้ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากส่วนต่างๆที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐเอกชน และภาคประชาสังคม คณะกรรมาธิการฯ มีการประชุมกันถึงกว่า 20 ครั้ง เพื่อปรับปรุงแก้ไขร่างให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด ตลอดช่วงเวลาหลายเดือนก่อนการนำเสนอ มิได้รวบรัดเร่งรีบแต่อย่างใด

เทรนด์เทคโนโลยีคลาวด์ พันธมิตรหนุนเป้าธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582384

  • วันที่ 06 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

เทรนด์เทคโนโลยีคลาวด์ พันธมิตรหนุนเป้าธุรกิจ

เรื่อง มาร์ค ฟิลลิปส์ หัวหน้าฝ่ายแนวทางดิจิตอลประจำภูมิภาค EMEIA ฟูจิตสึ

ฟูจิตสึคาดการณ์เทคโนโลยีคลาวด์ สำหรับปี 2562 โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ที่นับจากนี้จะเป็นหัวใจของทุกสิ่ง โดยเทคโนโลยีบล็อกเชน ไอโอที ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ระบบงานอัตโนมัติที่ใช้หุ่นยนต์ และทุกๆ สิ่งจะถูกขับเคลื่อนด้วยเอไอ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างจะชาญฉลาด และทำงานแบบอัจฉริยะ เช่น เมื่อใช้งานร่วมกับระบบงานอัตโนมัติที่ใช้หุ่นยนต์เอไอจะช่วยปรับปรุงการดำเนินธุรกิจทั้งในเรื่องของความสะดวกรวดเร็ว การทำงานแบบอัตโนมัติ และบริการที่ดีเยี่ยม ควบคู่ไปกับการลดค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเริ่มต้นของคลาวด์เนทีฟ องค์กรต่างๆ ได้ทดลองใช้งานเทคโนโลยีคลาวด์เนทีฟมานานหลายปี และในปี 2562 จะได้พบเห็นกรณีการใช้งานจริงทางด้านธุรกิจและได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการติดตั้งและใช้งานจริงจังอย่างกว้างขวางสำหรับเทคโนโลยีคลาวด์เนทีฟ จนถึงปัจจุบัน คลาวด์เนทีฟยังจำกัดอยู่ในกลุ่มเฉพาะ เช่น ใช้ในการปรับขนาดระบบตามความต้องการทางธุรกิจด้วยความยืดหยุ่นสูงสุด

แนวโน้มสำหรับปี 2562 ก็คือ เทคโนโลยีที่เกิดในระบบคลาวด์ จะช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ ที่สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เช่น ปัจจุบันอุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยพึ่งพาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่คอยเฝ้าดูแลสถานที่ ลองนึกภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกที่เทคโนโลยีคลาวด์เนทีฟสามารถเก็บรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลด้านการรักษาความปลอดภัยตามจุดต่างๆ ผ่านกล้องวิดีโอวงจรปิดหรือเซ็นเซอร์ และมีการจัดวางเจ้าหน้าที่ไว้เฉพาะในจุดที่จำเป็นเพื่อรองรับการทำงานอย่างมีเป้าหมาย นับเป็นการยกระดับการทำงานอย่างเหนือชั้นโดยอาศัยเทคโนโลยีคลาวด์เนทีฟ

ขณะที่คลาวด์เนทีฟกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ในช่วงปี 2562 บุคลากรจะต้องตัดสินใจว่าจะพัฒนาแอพโดยใช้เทคโนโลยีเนทีฟบนแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างเช่น AWS และ Microsoft Azure หรือจะใช้เทคโนโลยีที่มีลักษณะเป็นนามธรรมและเปิดกว้างมากกว่า เช่น คอนเทนเนอร์ (Container) อย่างเช่น Docker และ Kubernetes ด้วยการแยกองค์ประกอบของแอพพลิเคชั่นให้กลายเป็นเอนทิตี้ขนาดเล็กที่ถูกห่อหุ้มไว้

คอนเทนเนอร์เหล่านี้จะสามารถนำไปประกอบเข้าด้วยกันเป็นแอพพลิเคชั่นที่ซับซ้อน และกระจายไปยังแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ช่วยให้สามารถประมวลผลหลายๆ งานพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ การพัฒนาและการดูแลรักษาที่ง่ายดายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับฝ่ายพัฒนาแอพพลิเคชั่นได้อย่างมาก ทั้งยังเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป สามารถปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อให้บริการในระดับต่างๆ และลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก

ขณะเดียวกัน หากตรวจสอบประโยชน์ของเอไออย่างเจาะลึก จะพบว่าการหยุดทำงานของแพลตฟอร์มคลาวด์ที่สำคัญจะส่งผลกระทบน้อยลง เพราะการดำเนินงานที่รองรับไอเอ จะย้ายลูกค้าไปยังระบบสำรองโดยอัตโนมัติ และจากนั้นก็ย้ายลูกค้ากลับมาอีกครั้ง เมื่อระบบคลาวด์ที่เลือกไว้กลับใช้งานได้ตามเดิม โดยที่บุคลากรไม่ต้องเข้าไปจัดการเลยแม้แต่น้อย นี่คือความเป็นจริงของโลกใหม่

ฟูจิตสึเชื่อว่าระบบไอทีแบบไฮบริด ซึ่งประกอบสร้างขึ้นจากระบบคลาวด์สาธารณะ ระบบคลาวด์ภายในองค์กร และระบบไอทีแบบติดตั้งภายในองค์กรในสัดส่วนที่ลงตัว คืออนาคตของสภาพแวดล้อมองค์กร แต่ก็มีแนวโน้มว่าในบางพื้นที่อาจปฏิเสธแนวทางนี้ บริการคลาวด์ภายในองค์กรกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับเทคโนโลยีคลาวด์ เนื่องจากเหตุผลเรื่องประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ความปลอดภัย และความใกล้เคียงกับบริการอื่นๆ ดังนั้นระบบคลาวด์สาธารณะเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกโจทย์ความต้องการ

ที่สำคัญคือพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจะตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจของลูกค้าได้อย่างลงตัวมากขึ้น ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เราจำเป็นที่จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เกิดจากเทคโนโลยี

ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีและบริการของฟูจิตสึระบุถึงแนวคิดของเทคโนโลยีดิจิทัลที่แท้จริง หรือ Real Digital ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราพยายามที่จะหลีกเลี่ยงกับดักนี้อย่างไร แนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ การสร้างความสอดคล้องอย่างรอบด้านระหว่างพันธมิตรด้านเทคโนโลยีกับลูกค้า ด้วยการกำหนดสัญญาโดยอ้างอิงผลลัพธ์ทางด้านธุรกิจ แทนที่จะอ้างอิงการใช้บริการ ซึ่งในปัจจุบันมักจะอ้างอิงตามจำนวนเวอร์ชวลแมชีน (Virtual Machine) หรือยูนิตการใช้งานระบบคลาวด์ที่มีการใช้งานจริง

โมเดลนี้มีอยู่แล้วในภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น บริษัทผู้ให้บริการลิฟต์ที่คิดค่าบริการตามชั่วโมงการใช้งานจริง หรือผู้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินที่คิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนชั่วโมงที่ทำการบิน โดยคาดว่าโมเดลนี้จะปรากฏให้เห็นอย่างแพร่หลายมากขึ้นในภาคธุรกิจบริการด้านไอทีในช่วงปี 2562

กสทช.มีมติเรียกคืนคลื่น 2600 MHz จาก “อสมท-กองทัพ” เพื่อนำมาประมูล5G

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582323

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 15:05 น.

กสทช.มีมติเรียกคืนคลื่น 2600 MHz จาก "อสมท-กองทัพ" เพื่อนำมาประมูล5G

บอร์ดกสทช. มีมติเห็นชอบเรียกคืนคลื่น 2600 MHz จาก อสมท-กองทัพบก-กองทัพไทย จำนวน 190 MHz นำมาประมูล 5G

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.62 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วั ที่ประชุม กสทช. เห็นชอบการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิร์ตซ์ (MHz) จำนวนรวม 190 MHz โดยเรียกคืนจากบมจ. อสมท (MCOT) จำนวน 154 MHz กรมการทหารสื่อสาร กองทัพบก และกรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย รวม 2 หน่วยงานอีก 12 MHz ที่เหลือเป็นคลื่นว่างที่ไม่มีการใช้งาน เพื่อนำมาจัดสรรใหม่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล เพื่อให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กสทช. ได้กำหนดวันสิ้นสุดการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เป็น 45 วันนับจากวันที่ กสทช. มีมติให้เรียกคืนคลื่นความถี่ พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการยุติการใช้คลื่นความถี่ที่เรียกคืน โดยในระหว่างดำเนินการให้สามารถใช้คลื่นความถี่ที่เรียกคืนดังกล่าวไปพลางก่อนได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 120 วันนับจากที่ กสทช. มีมติให้เรียกคืนคลื่นความถี่

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติสำรองค่าใช้จ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่าย รายการเงินงบกลางของสำนักงาน กสทช. ประจำปี พ.ศ. 2562 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาเพื่อประเมินมูลค่าการเรียกคืนคลื่นความถี่ และการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนสำหรับผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2500-2690 เมกะเฮิรตซ์ การประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ในการนำมาใช้ในกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลในย่านความถี่ดังกล่าว จำนวน 3 ชุด รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 7,500,000 บาท และเมื่อมีการประมูลคลื่นความถี่ 2500-2690 เมกะเฮิรตซ์ เสร็จสิ้นแล้ว ให้ดำเนินการหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาดังกล่าวจากเงินรายได้ที่ได้รับจากการประมูล

นายฐากร กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมในพื้นที่กำกับดูแลเฉพาะ (Regulatory Sandbox) หรือที่เรียกว่า ประกาศ Sandbox และให้นำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ โดยประกาศฉบับนี้เป็นไปเพื่อการสนับสนุนการทดลอง และทดสอบ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยี 5G โดย กสทช. จะอนุญาตให้ใช้ความถี่ในพื้นที่เฉพาะ เป็นกรณีพิเศษโดยไม่ใช้กฎระเบียบปกติ เพื่อให้มีการทดสอบนวัตกรรมใหม่ที่ใช้คลื่นความถี่ในพื้นที่นั้นๆ แต่พื้นที่ที่เราเรียกว่า Sandbox นี้ จะจำกัด อาทิเช่น พื้นที่ที่เป็นสถานศึกษาที่มีการศึกษาแบบสหวิทยาการ ตัวอย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เนื่องจากประกาศที่มีอยู่เดิมมีข้อจำกัดมาก เมื่อประกาศฉบับนี้ออกมากรณีนำเข้านำออก เพื่อทดลองทดสอบจะได้รับการยกเว้นเพื่อเอื้อต่อการทดลองทดสอบ จะได้ไม่ต้องมาขออนุญาตมาก หน่วยงานต่างๆ รายย่อย สามารถขอใช้ความถี่เพื่อการทดลองทดสอบได้ไม่ใช่เฉพาะโอเปอเรเตอร์รายใหญ่เท่านั้น รวมถึงภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องก็สามารถขอใช้คลื่นนี้ได้ เช่น เอสเอ็มอีรายย่อย หรือนักพัฒนารายย่อยก็สามารถขอใช้คลื่นได้ อุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างอุตสาหกรรมขนส่ง การแพทย์ ก็สามารถขอใช้คลื่นได้ เอื้อเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากจ่ายแค่ค่าธรรมเนียมการขอใช้คลื่นแค่ 5,000 บาททุกราย การขอใบอนุญาต และขยายเวลาในการใช้งานคลื่นเพื่อทดลองทดสอบจากเดิมอนุญาตแค่ 270 วันเป็น 720 วัน หรือ 2 ปีโดยประมาณ

นอกจากนั้น ที่ประชุม กสทช. ยังได้เห็นชอบกรอบระยะเวลาดำเนินการและกรอบวงเงินงบประมาณการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ทดลองทดสอบ 5G ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 68,000,000 บาท เพื่อเป็นการนำร่องในการทดลองทดสอบใช้เทคโนโลยี 5G โดยจัดตั้งศูนย์ทดลองทดสอบและติดตั้งโครงข่าย 5G บนพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งหมด ซึ่งรวมถึงสยามสแควร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วย โดยเป็นการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน กทปส. ซึ่งเรื่องนี้จะส่งให้บอร์ดกองทุน กสทช. พิจารณาต่อไป

คู่แข่งกระอัก แอมะซอนลุยธุรกิจของชำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582269

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 12:14 น.

คู่แข่งกระอัก แอมะซอนลุยธุรกิจของชำ

แอมะซอนเตรียมเปิดสาขาขายของชำ ผู้ค้ารายเดิมอ่วมหนัก ขณะวอลมาร์ทงัดแผนสู้

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า แอมะซอนดอทคอม ยักษ์อี-คอมเมิร์ซสหรัฐ วางแผนเปิดร้านขายของชำแบบมีหน้าร้านหลายสิบสาขาในสหรัฐ หวังขยายเข้าสู่ตลาดของชำที่มีมูลค่ากว่า 8.4 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 26.75 ล้านล้านบาท) หลังเข้าซื้อกิจการโฮล ฟูดส์ เชนซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่วงเงิน 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.36 แสนล้านบาท) ในปี 2017 และทดลองบริการส่งของชำ มานานกว่า 10 ปี

รายงานระบุว่า แอมะซอนจะเริ่มเปิดร้านขายของชำสาขาแรกในนครลอสแองเจลิสภายในสิ้นปีนี้ และกำลังอยู่ระหว่างการเปิดสาขาตามแหล่งช็อปปิ้งในเมืองซานฟรานซิสโก ซีแอตเติล ชิคาโก กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และฟิลาเดลเฟีย ทั้งยังพิจารณาเรื่องการซื้อกิจการร้านของชำตามภูมิภาคเป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจด้วย

ข่าวดังกล่าวยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับผู้ค้าของชำรายเดิม ฉุดหุ้นโครเกอร์ปิดลบ 4.5% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และวอลมาร์ทปิดลบ 1.1% สวนทางกับหุ้นแอมะซอนที่ปิดบวกเกือบ 2%

ด้านรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า วอลมาร์ทกำลังเตรียมแผนรับการแข่งขันที่จะดุเดือดภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยวอลมาร์ทตั้งเป้าจะเปิดบริการจุดรับของชำในสาขาให้ถึง 3,100 แห่ง ภายในเดือน ม.ค. 2020 และจะเพิ่มบริการเดลิเวอรี่ของชำอีก 800 สาขา เป็นทั้งหมด 1,600 สาขา ภายในสิ้นปีนี้

3 เทรนด์เทคโนโลยี สร้างสมดุลงาน-ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582265

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

3 เทรนด์เทคโนโลยี สร้างสมดุลงาน-ชีวิต

เรื่อง ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ปี 2562 นับเป็นปีที่ธุรกิจไอทีจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัวมากขึ้น จนกล่าวได้ว่าปีนี้เป็นปีทองของเทคโนโลยีก็ว่าได้

โรมาริก เอินส์ท รองประธานธุรกิจไอทีสำหรับองค์กร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เปิดเผยว่า 3 เทรนด์หลักที่มีแนวโน้มในการเกิดขึ้นทั่วโลก ได้แก่ เอดจ์ คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ และสร้างสมดุลให้กับงานและการใช้ชีวิต

ปัจจุบันกำลังมาถึงจุดที่เอดจ์ คอมพิวติ้ง เข้าสู่ช่วงของการสร้างผลิตผลและกลายเป็นจริง ทั้งนี้ ผู้ใช้ในองค์กรและผู้บริโภคจะเริ่มสัมผัส เอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ได้จากบริการที่นำเสนอในรูปแบบต่างๆ ซึ่ง Global Market Insights คาดการณ์ว่า ตลาดเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ จะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2567 โดยมีการลงทุนระบบโครงสร้างเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ แล้วในเกือบทุกภาคส่วน

ปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดความต้องการเอดจ์ คอมพิวติ้ง คือผู้บริโภคไม่อดทนกับเรื่องความล่าช้า ดังนั้นการเข้าถึงข้อมูลและความสามารถในการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญ การตัดสินใจสำคัญหลายอย่างในธุรกิจและการตัดสินใจของผู้บริโภค ล้วนขึ้นอยู่กับความคล่องตัวในการเรียกใช้ข้อมูลได้ทันใจในแบบเรียลไทม์

ขณะที่ความต้องการด้านการบริการต่างๆ ที่ต้องอาศัยเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น โมบาย มันนี่ แอพ ที่ให้ประสิทธิภาพการใช้งานได้ ณ สถานที่นั้นๆ ลูกค้าก็ได้รับประสบการณ์โดยรวมที่ดีขึ้น หรือการทำวิดีโอสตรีมมิ่ง ยานยนต์แบบไร้คนขับ เทคโนโลยีเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยเอดจ์ คอมพิวติ้ง ประสิทธิภาพสูง

ในส่วนของปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เป็นที่พูดถึงกันเป็นอันดับต้นๆ มาตั้งแต่ปี 2561 และยังคงขยายวงกว้างจนถึงปีนี้ เพราะในแวดวงธุรกิจหรือกระทั่งที่บ้าน ทั้งเวิร์กโหลดและแอพที่ต้องใช้ข้อมูลอย่างจริงจัง ซึ่งให้ศักยภาพการทำงานผ่านเครือข่ายเอดจ์ใหม่ ล้วนต้องอาศัยเอไอในการวิเคราะห์และแปลข้อมูลจากแอพต่างๆ เพื่อช่วยสามารถตัดสินใจและตอบรับกับสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์

ทั้งนี้ เอไอจะช่วยเรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย ประสิทธิภาพการทำงานและระยะเวลาในการตอบสนองการใช้งาน ซึ่งจะแยกจากงานหนักในส่วนโมเดลการฝึกฝนของเอไอที่เป็นสเกลใหญ่ ซึ่งต้องทำผ่านดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีศูนย์กลางอยู่บนคลาวด์ โดยเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีการมอนิเตอร์อยู่ตลอด จะเกาะติดกิจกรรมที่มีความผิดปกติ โดยอาศัยการเรียนรู้ของเอไอ ว่าระบบไหนมีพฤติกรรมการทำงานอย่างไร

ในทางกลับกันก็จะช่วยขับเคลื่อนในเรื่องของการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์และการบำรุงรักษาระบบงานในเชิงรุกตามเงื่อนไขการทำงาน การเรียนรู้ในระดับของจักรกลจะช่วยให้บริหารจัดการได้อย่างเรียบง่าย ช่วยลดเวลา และลดการใช้ทรัพยากรสำหรับกิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

นอกจากนี้ เอไอ และเอดจ์ คอมพิวติ้ง จะวิเคราะห์ได้มากขึ้นและสามารถพยากรณ์แม่นยำมากขึ้น ศักยภาพเหล่านี้จะช่วยจัดสมดุลให้กับชีวิตทั้งเรื่องความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นแต่การสร้างสมดุลที่ถูกต้อง ต้องอาศัยทัศนคติที่ให้ความสำคัญเรื่องของคนมาเป็นอันดับแรก

กล่าวได้ว่าเครื่องมือในการบริหารจัดการซอฟต์แวร์ กำลังช่วยให้มืออาชีพด้านไอที สร้างสมดุลของการใช้ชีวิตและการทำงานได้ดีขึ้น โดยช่วยให้จัดลำดับความสำคัญของข้อมูลที่จำเป็นต่อธุรกิจได้

หัวเว่ยยื่นฟ้องมะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/582267

  • วันที่ 05 มี.ค. 2562 เวลา 09:13 น.

หัวเว่ยยื่นฟ้องมะกัน

หัวเว่ยเตรียมยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐ หลังโดนแบนอุปกรณ์

นิวยอร์กไทมส์รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ ของจีน เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลแขวงตะวันออกของรัฐเทกซัส เพื่อฟ้องร้องรัฐบาลสหรัฐในกรณีห้ามหน่วยงานของรัฐบาลกลางใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ย โดยหัวเว่ยมีแนวโน้มระบุว่าการกระทำของรัฐบาลสหรัฐ เป็นการใช้กฎหมายลงโทษบุคคลหรือองค์กรโดยที่ไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาจากศาล

Dedicated followers of fashion

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/fashion/30369374

Dedicated followers of fashion

fashion May 15, 2019 01:00

By THE NATION

CHINESE CLOTHING GIANT HLA |TAKES BANGKOK BY STORM

LEADING CHINESE manufacturer and distributor of fashion products HLA has landed in Thailand with a bang, with its three brands HLA, HLA Jeans and OVV recently opening a flagship store at CentralWorld.

Gaining its popularity amongst consumers in the Asian region thanks to strong distribution channels, high-quality products, favourable prices and a range of choices, HLA and HLA Jeans made their debut in 2017 in Malaysia and quickly became top-selling brands.

A-list stars and high-profile celebrities turned out en masse for the grand opening in Bangkok, which featured a spectacular fashion show that showcased the uniqueness of each brand’s characteristics.

Superstar Anne Thongprasom led a bevy of stars on the fashion runway while stars, celebrities and distinguished guests enjoyed the parade from the front row.

Actress Nuttanicha Dungwattanawanich showed off apparel from the spring-summer collection of HLA Jeans, a bold and avant-garde combination of chic design and unexpected boyish style that suited her. She appeared alongside actor Phiravich Attachitsataporn and together they underlined how HLA Jeans add a sense of style to urban youth. Namthip Jongrachatawiboon, meanwhile, strutted down the runway in fashion creations from OVV’s new spring and summer collection. Known for its exquisite fabrics and tailoring, the outfits are both elegant and fashionable and equally suited to professional life and casual functions.

Actor Phupoom Phongpanu represented HLA at the fashion show. A well-known menswear brand in China, HLA leads the market thanks to its outstanding quality and fashionable designs.

Singer Tom Isara, aka Tom Room 39 and Pam Sirapassara serenaded the models on the catwalk with their best-known numbers before handing over to boy band SBFive for the finale. The front row was packed with celebrities kitted out in HLA designs, among them Khemanit “Pancake” Jamikorn, Pechaya “Min” Wattanamontri, “Bie” Thassapak -”Gubgib” Sumonthip Hsu, and Tanapon “Perth” Sukhumpantanasan.