เวียดนามยึดยาเคล็อตใหญ่สุดเท่าที่เคยจับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589056

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 11:19 น.

เวียดนามยึดยาเคล็อตใหญ่สุดเท่าที่เคยจับ

ตำรวจเวียดนามยึดยาเคล็อตใหญ่สุดถึงครึ่งตัน มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท

ตำรวจนครโฮจิมินห์ได้ทำการยึดยาเคตามีนล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการยึดได้ของเวียดนาม น้ำหนักรวมกว่า 500 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 21 ล้านดอลลาร์ หรือราว 660 ล้านบาท

รายงานระบุว่า ยาเสพติดล็อตนี้ถูกซุกซ่อนอยู่ในเครื่องจักรอุตสาหกรรมภายในคลังสินค้าทางใต้ของนครโฮจิมินห์ หลังจากการเฝ้าติดตามของเจ้าหน้าที่เป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ พร้อมทั้งมีการจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน จำนวนนี้เป็นชาวไต้หวัน 3 คนและชาวจีน 1 คน

หนังสือพิมพ์ Thanh Nien สื่อท้องถิ่นของเวียดนามรายงานว่า ยาเคตามีนเหล่านี้ถูกนำไเข้ามาจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยใช้เวียดนามเป็นทางผ่านก่อนเตรียมนำส่งไปยังไต้หวันซึ่งเป็นประเทศปลายทาง

สื่อท้องถิ่นเวียดนามยังระบุอีกว่า ยาเคกำลังเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในเวียดนามโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนมีฐานะ เนื่องจากยาชนิดดังกล่าวจะแพงกว่ายาเสพติดประเภทอื่นถึง 5 เท่า

ทั้งนี้ สำหรับนครโฮจิมินห์ได้ทำการยึดยาเสพติดล็อตใหญ่มาแล้วอย่างน้อยสามครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งยาไอซ์และเมตแอมเฟตามีน

ภาพ : VnExpress/Quoc Thang

พบค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589043

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 10:17 น.

พบค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นักวิทย์สหรัฐพบค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลก อยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติไว้

เอเอฟพีรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์สหรัฐได้ตรวจพบระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเริ่มบันทึกในยุค 1950 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอันตรายอย่างยิ่งต่อระดับการปล่อยแก๊สเรือนกระจกที่ส่งผลต่อสภาวะแวดล้อมทั่วโลก

รายงานระบุว่า การวัดค่าดังกล่าวนี้เกิดขึ้นที่หอดูดาวบนภูเขาไฟเมานาโลอาในรัฐฮาวาย ซึ่งได้ติดตามระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกมานานตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1950 โดยระบุว่าค่าของ CO2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาพบว่าสูงถึง 415.26 ส่วนต่อล้าน ppm นับเป็นครั้งแรกที่หอสังเกตการณ์แห่งนี้ตรวจพบระดับ CO2 ที่สูงเกิน 415 ppm

การวิเคราะห์ระบุว่าครั้งสุดท้ายที่บนค่า CO2 ในชั้นบรรยากาศโลกสูงขนาดนี้คือเมื่อกว่า 3 ล้านปีก่อน ครั้งที่ระดับน้ำทะเลโลกสูงกว่าระดับปัจจุบันหลายเมตร และบางส่วนของทวีปแอนตาร์กติกายังปกคลุมด้วยต้นไม้ ซึ่งเป็นยุคที่โลกเผชิญสภาวอากาศอบอุ่น

Wolfgang Lucht จากสถาบันพอตส์ดัมเพื่อการวิจัยผลกระทบจากภูมิอากาศ Potsdam Institute for Climate Impact Research หรือ PIK ระบุว่า ค่าเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้สนใจติดตามปกป้องสภาพอากาศของโลกเลย เพราะแก๊สเรือนกระจกได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

“ตัวเลขนี้ต้องทำให้มันหยุดอยู่แค่นี้” ทั้งนี้ O2 เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของแก๊สเรือนกระจกที่สามารถเกิดได้จากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ แต่นับตั้งแต่โลกเข้าสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรมพบว่า แก๊สเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเผาไหม้จากพลังงานฟอสซิล

ไม่มีมิตรหรือศัตรูถาวร สหรัฐเล็งเชือดเวียดนามกดค่าเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589013

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

ไม่มีมิตรหรือศัตรูถาวร สหรัฐเล็งเชือดเวียดนามกดค่าเงิน

แม้ว่าในระยะหลัง ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสหรัฐกับเวียดนามจะดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา จนแทบลืมไปว่าทั้ง 2 ประเทศเคยห้ำหั่นกันมาก่อนในสงครามเวียดนาม แต่ความชื่นมื่นทางการเมืองไม่ได้รับประกันว่า ความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ จะดีไปด้วย

ล่าสุด สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เวียดนามกำลังจะเป็นเป้าหมายรายล่าสุด ที่จะถูกสหรัฐตราหน้าว่าเป็นประเทศที่บงการค่าเงินให้อ่อนค่ากว่าความเป็นจริง จนส่งผลกระทบต่อดุลการค้าของสหรัฐ กล่าวคือ เงินด่องของเวียดนามนามอ่อนค่าอย่างผิดปกติ จนส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของเวียดนาม ทำให้เวียดนามได้ดุลการค้ากับสหรัฐ

เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมาก เพราะตามปกติแล้วสหรัฐกับเวียดนามมีความสัมพันธอันดีทั้งการเมืองและการค้า โดยมีมูลค่าการค้าถึง 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว แต่สหรัฐมีเหตุผลที่จะเล่นงานเวียดนาม เพราะธนาคารกลางเวียดนามปล่อยให้เงินด่องมีช่วงความเคลื่อนไหวที่ 3% อิงกับค่าเงินสกุลอื่นอีก 8 สกุล นอกจากนี้ เวียดนามยังมีประวัติที่ไม่ค่อยจะดีนัก เรื่องการลดค่าเงินเพื่อสนับสนุนการส่งออกของตัวเอง เฉพาะเมื่อปี 2014 ที่ด่องถูกลดค่าลงถึง 4 ครั้ง ในปี 2015 ธนาคารกลางประกาศลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นการส่งออก

ไม่เฉพาะแต่เวียดนามเท่านั้นที่จะถูกเล่นงานด้วยข้อหานี้ ฐานได้ดุลการค้ามากกว่าสหรัฐ เพราะไทยก็ถูกเพ่งเล็งเช่นกัน รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ กล่าวโดยย่อก็คือ ดูเหมือนว่าสหรัฐกำลังมุ่งเป้าโจมตีไม่ว่าใครก็ตามที่ทำให้สหรัฐขาดดุลการค้า

อย่างไรก็ตาม สหรัฐได้กำหนดมาตรฐานเอาไว้ว่า ประเทศไหนเข้าข่ายลงการค่าเงินเพื่อเอาเปรียบ คือ ได้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกิน3 % ของจีดีพีหรือไม่, ได้ดุลการค้ากับสหรัฐเกิด 2 หมื่นล้านเหรียญหรือไม่ และมีการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเกิน 2% ของจีดีพีหรือไม่ ปรากฎว่า เวียดนามเข้าข่ายนี้ทั้งหมด

 

Photo by LUONG THAI LINH / POOL / AFP

ความแกร่งแบบเจ้าสัวหญิง “กุญแจความสำเร็จก็คือ การมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589016

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 19:41 น.

ความแกร่งแบบเจ้าสัวหญิง "กุญแจความสำเร็จก็คือ การมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป"

นิยายหรือภาพยนต์บางเรื่องอาจทำให้เราเข้าใจผิดเอาง่ายๆ ว่า คนรวยในเอเชียเป็นกลุ่มไฮโซที่รวยมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ในวงการธุรกิจของเอเชียไม่ค่อยมีผู้หญิงที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดมากนัก หลายๆ คนสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยสองมือ กว่าจะเดินทางมาถึงจุดสูงสุดของสังคม เต็มไปด้วยความล้มเหลวและความสมหวังปะปนกันไป แต่หลายคนมีจุดร่วมอย่างหนึ่วในแง่ของการเป็นผู้หญิงที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

วันนี้เราจะขอแบ่งปันคำพูดที่สะท้อนชีวิตการต่อสู้ของบรรดานักธุรกิจหญิงชั้นนำของเอเชีย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงที่อยากจะประสบความสำเร็จเหมือนพวกเธอเหล่านั้น

โจวฉุนเฟย

ผู้ก่อตั้งบริษัท Lens Technology โจวฉุนเฟย วัย 48 ปี เป็นหนึ่งในนักธุรกิจหญิงสร้างตัวชาวจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่ง ปัจจุบันมีทรัพย์สินถึง 9,800 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เธอไต่เต้าจากครอบครัวที่ยากจน ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นในความสำเร็จ เธอบอกกับ CNBC ว่า “หลายๆ คนสูญเสียความมั่นใจไปอย่างมาก เมื่อเผชิญกับความล้มเหลว แต่กุญแจของความสำเร็จก็คือ การมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไปแม้ว่าจะมีความหวังเพียงน้อยนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด”

โยชิโกะ ชิโนฮาระ 

สุภาพสตรีชาวญี่ปุ่น ผู้สร้างเนื้อสร้างตัวจากสถานะที่แทบไม่มีอะไรเลย จนกระทั่งก่อตั้ง Temp Holdings เพื่อช่วยผู้หญิงหางาน และปัจจุบันมีมูลค่าบริษัทถึง 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้พ่อจะเคยเป็นอาจารย์ใหญ่ในโรงเรียน แต่ โยชิโกะ ได้รับการศึกษาเพียงระดับพื้นฐานเท่านั้น เพราะพ่อเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก หลังจากนั้นต้องปากกัดตีนถีบเรื่อยมา โดยทำงานไปด้วยระหว่างที่เลี้ยงลูกไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติพอควรในสังคมญี่ปุ่นที่แม่บ้านจะต้องอยู่กับบ้านเท่านั้น เธอบอกกับ Forbes Asia ว่า “การศึกษากับผู้หญิงเป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดของฉันมาโดยตลอด การได้เห็นผู้หญิงได้ทำงานไปด้วย และเลี้ยงลูกไปด้วยเป็นความประทับใจที่ไม่อาจเลือมเลือนไปได้”

เหวียน ถิ เฟือง เท่า

นักธุรกิจหญิงผู้โด่งดังชาวเวียดนาม ประธานบริษัท VietJet Air ที่เริ่มชีวิตนักธุรกิจตั้งแต่ตอนเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์และการเงินที่สหภาพโซเวียต จากนั้นเริ่มสั่งสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งทั่วโลกรู้จักในฐานะหัวเรือใหญ่ของ VietJet Air และธุรกิจที่หลากหลาย ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะเธอเริ่มทำงานตั้งแต่เป็นนักศึกษา และเพราะชาวเวียดนามให้ค่ากับการศึกษาสูงมาก เธอจึงให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “ฉันเรียนรู้และทำวิจัยมาตลอด เป็นงานที่หนักมากๆ และการที่จะประสบความสำเร็จได้ คุณจะต้องมีความรู้สึกหลงใหลกับธุรกิจที่คุณกำลังทำอยู่”

คริสตินา อ็อง 

เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งบอนด์สตรีท” เป็นหนึ่งในผู้หญิงที่รวยที่สุดในสิงคโปร์ รายได้ส่วนใหญ่ของเธอมาจากการลงทุนกับ Mulberry แบรนด์แฟชั่นชื่อดังของอังกฤษ ประมาณการกันว่าเธอกับสามีมีทรัพย์สินประมาณ 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าสื่อหลายรายจะบอกว่า อ็อง เป็นคนเย็นชาและไม่เป็นมิตร แต่ในแง่การบริหารเธอเป็นผู้นำที่น่ารัก ทุ่มเทอธิบายงานกับพนักงานด้วยตัวเอง เธอกระตือรือร้นที่จะศึกษาและทำงานหลากหลายสาขา เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดนอกกรอบ บอกกับ departures.com ว่า “ฉันต้องรักษาพลังนั้นเอาไว้ (การคิดนอกกรอบ)  ฉันทำงานตามคู่มือไม่ได้”

หยางฮุ่ยเหยียน

ปิดท้ายด้วย หยางฮุ่ยเหยียน แห่งบริษัท Country Garden นักธุรกิจหญิงชาวจีนและผู้หญิงที่รวยที่สุดในเอเชีย เธอคนนี้มีอายุแค่ 37 ปีเป็นอย่างมาก และแตกต่างจากคนอื่นๆ ข้างต้น ตรงที่เธอได้รับอานิสงส์ความมั่งมีจากผู้เป็นพ่อคือ หยางกั๋วเฉียง ผู้ก่อตั้ง Country Garden ดังนั้น เธอคนนี้จึงใกล้เคียงกับคำว่า คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดมากที่สุด และเธอก็เป็นคนเดียวที่เก็บตัวมากที่สุด ดังนั้น เราจึงไม่มีวาทะที่กลั่นกรองมาจากชีวิตของเธอ เพียงแต่ต้องการจะสื่อว่า ในบรรดามหาเศรษฐีในจีนเกือบทั้งหมด ล้วนแต่สร้างตัวมาจากคนที่มีฐานะยากจนหรือปานกลางทั้งนั้น

กรณีของ หยางฮุ่ยเหยียน เป็นส่วนน้อยมากถึงมากที่สุด ที่รวยเพราะบารมีของพ่อแม่

 

Photo by WANG ZHAO / AFP

จีนไม่มีล้อเล่น ตบหน้าคนขับรับคุกไป4ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588995

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 17:07 น.

จีนไม่มีล้อเล่น ตบหน้าคนขับรับคุกไป4ปี

จากกรณีที่มีผู้โดยสารก่อกวนพนักงานขับรถโดยสารประจำทางบ่อยครั้งในประเทศจีน จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุและโศกนาฏกรรมหลายครั้ง เช่น เมื่อครั้งที่รถพุ่งลงแม่น้ำที่เมืองฉงชิ่ง จนมีผู้เสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว หลังจากนั้นทางการจีนก็เข้มงวดกับผู้โดยสารหัวร้อนมากขึ้น แต่ก็ไม่วายมีผู้โดยสารความอดทนต่ำเข้ามาทำร้ายโชเฟอร์อีกครั้ง แต่คราวนี้ทางการจีนเอาจริง ไม่ใช่แค่จับปรับพอหอมปากหอมคอ แต่สั่งจำคุกกันยาวเลยทีเดียว

ล่าสุด สำนักข่าว People’s Daily รายงานว่า หญิงชาวจีนแซ่เฉิน วัย 29 ปี ในมณฑลไห่หนาน ถูกศาลในเขตเม่ยหลัน เมืองไหโข่ว ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปี ในข้อหากระทำการอันเป็นอันตรายต่อผู้คน หลังจากเธอทำร้ายทุกบตีพนักงานขับรถโดยสารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่

เหตุดังกล่าวเกิดเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ระหว่างที่เฉินใช้บริการรถโดยสารประจำทาง แต่เกิดการโต้เถียงกับพนักงานขับรถ ซึ่งบอกว่าค่าโดยสารมีราคา 2 หยวน แต่เฉินเถียงว่าค่าโดยสารแค่ 1 หยวนเท่านั้น ทั้ง 2 ฝ่ายโต้เถียงกันไปมาจนเฉินเกิดอาการหัวร้อน หยิบเอาธงสีเล็กๆ แดงที่เป็นสัญลักษณ์ของพนักงานขับรถโยนลงกับพื้น

เมื่อพนักงานขับรถบอกให้เฉินหยิบธงขึ้นมา เธอกลับตบหน้าเขา พนักงานดังกล่าวบอกว่าเขางุนงงมากที่ถูกตบ แต่ยังมีสติพอที่จอดรถและแจ้งตำรวจ จนนำไปสู่การตั้งข้อหา และพิจารณาคดีลงโทษหญิงรายนี้ให้จำคุกถึง 4 ปี นับเป็นโทษที่ค่อนข้างหนักสำหรับการตบหน้า แต่เพราะผู้ที่ถูกตบหน้าเป็นพนักงานขับรถที่ต้องดูแลชีวิตผู้โดยสาร ทำให้โทษมีความรุนแรงยิ่งขึ้น

กรณีคล้ายๆ กันนี้เคยเกิดขึ้นกับพนักงานขับรถโดยสารในเมืองฉงชิ่ง เมื่อปีที่แล้ว เมื่อหญิงคนหนึ่งเข้ามาทำร้ายทุบตีพนักงานขับรถ จนรถเสียหลักตกสะพานแขวน พุ่งจมลงสู่แม่น้ำแยงซีเกียงที่เชี่ยวกรากและมีระดับน้ำที่ลึกมาก จนผู้โดยสารทั้งหมด 15 คนเสียชีวิต

Photo by WANG ZHAO / AFP

หมีติดสินบนหมา ลากกวางมาให้กินแล้วบุกบ้านมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588976

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 14:55 น.

หมีติดสินบนหมา ลากกวางมาให้กินแล้วบุกบ้านมนุษย์

เมื่อหมีจากป่าดอดมาทำข้อตกลงกับหมาเฝ้าบ้านเพื่อขอเข้าไปคุ้ยขยะในบ้านเจ้านายมัน มนุษย์ได้แต่ถ่ายภาพมาบอกเล่าชาวเน็ตแบบงงๆ

เรื่องพิศวงระหว่างสัตว์ป่าและสัตว์บ้าน ที่ติดสินบนกันกำลังเป็นข่าวดังที่แชร์กันทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ หลังจากชาวแคนาดาชื่อเจสซี่ จอร์แดน (Jesse Jordan) โพสต์ข้อความและภาพในทวิตเตอร์ เป็นรูปของสุนัข “จอมโง่” ของเขาที่ชื่อ Brickleberry แทะกระดูกกวางอย่างเมามัน

จอร์แดนบอกว่า “เจ้าลูกชายขนฟูจอมโง่ของผมตกงานไปเรียบร้อยแล้วเมื่อคืนนี้ งานของมันก็แค่เห่าไล่พวกที่เข้ามารบกวนตอนกลางคืน มันง่ายใช่ไหม? แต่มีหมีตัวหนึ่งมันรู้ว่า หมาของผมติดสินบนได้ นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ที่หมาของผมได้กระดูกกวางของเป็นของแลกเปลี่ยน เพื่อให้หมีเข้ามาคุ้ยถังขยะของผม แล้วมันก็ทำแบบนี้เรื่อยๆ ซะด้วย!”

อย่างไรก็ตาม จอร์แดนเพียงแค่โพสต์ภาพเหตุการณ์หลังจากที่ถูกหมีบุกเข้ามาคุ้ยขยะในบริเวณบ้าน และภาพของหมากำลังแทะกระดูกกวาง โดยไม่มีภาพยืนยันว่าทั้งหมีและหมาทำการตกลงกันแบบไหน แต่ต่อมาจอร์แดนอธิบายในทวิตเตอร์เพิ่มเติมหลังจากที่มีคนแชร์ไปเกือบแสนครั้ง ว่าหมีดำชอบทำตัวเหมือนแร็กคูน เข้ามาคุ้ยขยะ เต็นท์ แล้วก็กระท่อมในป่า และเป็นสัตว์ที่สร้างความรำคาญให้กับผู้คนในเขตภาคเหนือของมณฑลออนแทรีโอ

หลังจากมีชาวเน็ตแสดงความกังวลว่า เจ้า Brickleberry อาจถูกหมีขย้ำ จอร์แดนก็อธิบายว่า หมีดำไม่ใช่สัตว์ที่อันตรายที่จะทำร้ายคนหรือสัตว์ประเภทอื่น เป็นไปได้น้อยมากที่ Brickleberry จะถูกหมีกินเป็นอาหาร

https://twitter.com/JesseNeon/status/1126107993886679040

ทำไมกรุงเทพฯ ไม่ใช่จ้าวแฮชแท็กอินสตาแกรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588967

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 12:43 น.

ทำไมกรุงเทพฯ ไม่ใช่จ้าวแฮชแท็กอินสตาแกรม

เมื่อแข่งกันในโลกโซเชียล ไทยแพ้หลุดรุ่ยแม้แต่เพื่อนบ้านในอาเซียนที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวหลักของโลก

แม้ว่าจะมีบริษัทและองค์กรหลายแห่งจัดให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดอันดับที่ 1 หรืออันดับท็อป 5 ของโลก เช่น ผลการสำรวจของมาสเตอร์การ์ดเมื่อปีที่แล้ว ที่ยกให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยว แซงหน้าลอนดอน และปารีส

แต่เมื่อวัดกันด้วยการติดแฮชแท็ก (#) ในอินสตาแกรมแล้ว กรุงเทพฯ อันดับตกกราวรูด แถมยังแพ้เพื่อนบ้านในอาเซียนที่ไม่เคยติดอันดับเมืองน่าเที่ยว

จากการสำรวจการโพสต์อินสตาแกรมระหว่างเดือนมีนาคม 2018 – มีนาคม 2019 โดยบริษัท Hoppa พบว่าเมืองที่ติดแฮชแท็กมากที่สุดคือกรุงลอนดอน มีถึง 118 แฮชแท็ก อันดับสองคือปารีสที่ 101 แฮชแท็ก ทิ้งห่างอันดับที่สามคือนครนิวยอร์ก ที่ได้ไป 82 แฮชแท็ก

จะเห็นได้ว่า ลอนดอนและปารีสที่ตามหลังกรุงเทพฯ ในแง่นักท่องเที่ยว (จากตัวเลขของมาสเตอร์การ์ด) ยังมีคนถ่ายรูปและโพสต์กิจกรรมโซเชียลเน็ตเวิร์กมากกว่า

ที่น่าตกใจก็คือ กรุงเทพฯ ยังแพ้ให้กับกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย (ที่ 6 ของโลก) ที่มีแฮชแท็กถึงกว่า 50 ล้าน ตามด้วยสิงคโปร์ (ที่ 14 ของโลก) และกรุงเทพฯ ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน แต่อยู่ที่ 22 ของโลก

สาเหตุที่จาการ์ตาแซงกรุงเทพฯ แบบไม่เห็นฝุ่น อาจเกี่ยวกับความนิยมมาเที่ยวจาการ์ตากันมากขึ้น หรอือาจเกี่ยวกับจำนวนประชากรจำนวนมหาศาลของอินโดนีเซีย โดยรายงานของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก หรือ WTTC ระบุว่าจาการ์ตาเป็นหนึ่งในเมืองที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดในโลกในแง่การท่องเที่ยว

แฮชแท็กของอินสตาแกรม มีผลอย่างมากในการกระตุ้นการท่องเที่ยว และการสร้างภาพว่าสถานที่แห่งนั้นถ่ายรูปขึ้น หรือ Photogenic ขนาดไหน จากการสำรวจล่าสุด (วันที่ 13 พฤษภาคม 2019) แฮชแท็ก #travel มีจำนวนถึง 403,675,526 โพสต์ และช่องทางนี้กลายเป็นช่องทางโปรโมทการท่องเที่ยวที่ทรงพลังอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอภาพลักษณ์ของเมือง และการแนะนำที่กินและที่เที่ยว

สาเหตุที่กรุงเทพฯ มีแฮชแท็กในอินสตาแกรมน้อยกว่าลอนดอนหรือปารีส ทั้งๆ ที่เป็นเมืองที่มีคนมากเที่ยวมากกว่าทั้ง 2 เมือง อาจเกี่ยวกับการที่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นคนจีน และคนจีนไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้อินสตาแกรมในประเทศของพวกเขา ทำให้สัดส่วนแฮชแท็กของกรุงเทพฯ หายไปเป็นจำนวนมหาศาล

เมื่อทีมข่าวโพสต์ทูเดย์สำรวจโซเชียลเน็ตเวิร์กของจีน เช่น Weibo ก็พบว่า แฮชแท็กกรุงเทพฯ หรือ #曼谷 มีผู้โพสต์ 220 ล้าน ตั้งกระทู้พูดคุยกันอีก 160,000 โพสต์ ซึ่งนับว่าไม่น้อยเลย

 

Photo by Manan VATSYAYANA / AFP

เจ้าสัวพลิกชีวิต หักดิบผีพนันด้วยการทำงานหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588930

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

เจ้าสัวพลิกชีวิต หักดิบผีพนันด้วยการทำงานหนัก

อาการเสพติดบางสิ่งบางอย่างจนถอนตัวไม่ขึ้น อาจเป็นวิบากกรรมที่หลายต่อหลายคนพยายามเอาชนะมันแม้ว่าจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งชีวิตก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสัยเสพติดอบายมุขที่บั่นทอนตัวเองให้จมปลักอยู่ในความเสื่อมถอย ด้วยเหตุนี้จึงมีน้อยคนนักที่สามารถหักหาญอาการเสพติดอบายมุขได้อย่างถอนรากถอนโคน

หนึ่งในผู้ที่สามารถเอาชนะตัวเองได้ด้วยการกำจัดอาการเสพติดการพนันขั้นโคม่า คือเศรษฐีหนุ่มจีนวัย 46 ปี ที่ชื่อ จางหย่งเฉียง โดยวิธีการกำราบผีพนันที่สิงอยู่ในร่างของเขาคือการจดจ่ออยู่กับงานอดิเรกที่รัก แต่งานอดิเรกที่ว่านี้กลับแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร

เพราะว่างานอดิเรกของเจ้าสัวหนุ่มรายนี้ กลับเป็นการอาบเหงื่อต่างน้ำ ทำงานในเหมืองอย่างสมบุกสมบัน!

จางหย่งเฉียง มีฐานะเป็นเศรษฐีตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น เป็นเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต 2 แห่ง และอสังหาริมทรัพย์อีกส่วนหนึ่ง จึงมีฐานะมั่งคั่งพอสมควร แต่ด้วยความร่ำรวยนี่เองที่ทำให้ถูกล่อใจจนติดกับการพนันอย่างง่ายดาย เขาบอกว่า “การพนันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผูกมิตรและเส้นสายทางธุรกิจ…แต่ยิ่งเสียเงินมากเท่าไร ยิ่งอยากได้คืนมากเท่านั้น ตัณหาเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้”

จนกระทั่งต้องเสียพนันเป็นเงินถึง 8 หมื่นหยวน หรือ 4 แสนบาทในบางวัน แต่ครั้นเสียเงินไปมากๆ เข้า คืนหนึ่ง จางจึงตระหนักได้ว่า สมควรแก่เวลาแล้วที่จะต้องสลัดตัวเองให้พ้นจากหายนะของการพนัน

ในปี 2008 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่จีนเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิก จาง ตัดสินใจเลิกการพนันอย่างเด็ดขาด และพยายามหาหนทางเพื่อปิดกั้นตัวเองไม่ให้หวนกลับไปสู่อบายภูมิอีก

 “ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ทำให้คนเราต้องเสียใจไปตลอดชีวิต…(การพนัน) เหมือนกับหลุมดำ เข้าไปได้ง่าย แต่ยากที่จะกลับตัวออกมา”

จาง เลือกวิธีการที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือเคี่ยวกรำตัวเองด้วยงานที่ใช้แรงงานอย่างหนักหน่วงด้วยการทำเหมือง

รายงานข่าวของจาง โดย chinanews

ตอนแรกเจ้าสัวหนุ่มคิดเพียงแค่ว่าอยากใช้แรงงานหนักเพื่อแก้นิสัยเสีย แต่กลับหลงรักงานอดิเรกนี้มากขึ้นทุกที จนกระทั่งกลายเป็นอาชีพหลักในที่สุด ขณะที่ภรรยาและญาติๆ ต่างให้การสนับสนุนด้วยดี โดยการช่วยบริหารกิจการในระหว่างที่ เจ้าสัวจาง ไปใช้แรงงานอยู่ในเหมือง

ในวันทำงานปกติ จาง จะตื่นนอนราวตี 4 และรับประทานอาหารเช้าตามแผงลอยข้างทางร่วมกับเพื่อนร่วมงาน จากนั้นอีก 1 ชม.ต่อมาจะเดินทางไปรายงานตัวที่สำนักงานเพื่อเริ่มงานหนักในวันนั้น โดยจะเดินทางไปพร้อมกับคนงานอื่นๆ ลงไปยังเหมืองใต้ดินด้วยรถรางความยาว 7,500 ม. ใช้เวลานานถึง 40 นาที ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่ จาง จะงีบหลับช่วงสั้นๆ เพื่อเอาแรงเพราะงานประเภทนี้ต้องใช้กำลังแรงอย่างมาก ทั้งยังต้องทำงานในสถานที่ที่ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน กว่าจะโผล่ขึ้นมาสูดอากาศบนพื้นโลกได้อีกครั้ง ก็ปาเข้าไปกว่า 4 โมงเย็นแล้ว

เขาบอกว่า “ผมสังเกตเห็นทุกครั้งที่คนงานเหมืองเดินผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตของผมหลังจากเลิกงาน ดูเหมือนชีวิตของพวกเขาช่างเรียบง่ายและบริสุทธิ์…ผมเองต้องการให้ชีวิตบริสุทธิ์ผุดผ่อง และการเป็นคนงานเหมืองช่วยมอบชีวิตเช่นนั้นให้กับผม”

แรกๆ นั้น เพื่อนร่วมงานไม่มีใครรู้ฐานะที่แท้จริงของเจ้าสัวคลุกฝุ่นรายนี้ แต่เมื่อรู้ว่าเป็นเศรษฐีซ่อนรูป จาง ยิ่งได้รับการนับถือจากทุกคน ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นคนงานตัวอย่างที่ทำงานอย่างสุดความสามารถ

ด้วยเหตุนี้ จาง จึงกลายเป็นคนดังประจำถิ่น โดยเฉพาะในหมู่คนงานเหมืองเฟิงชุน ในเมืองซือห่าว จนกระทั่งสื่อในประเทศและต่างประเทศติดตามทำข่าวจนโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อปี 2012  แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับความสุขที่ จาง ได้รับจากการตัดขาดจากการพนัน และมุ่งมั่นกับการใช้แรงงานอย่างสุดหัวใจ

“วิธีที่ดีที่สุดที่จะสื่อสารคือ ผ่านการลงมือทำอย่างจริงจัง สำหรับผมแล้ว ผมไม่เคยตั้งเงื่อนไขทุกครั้งที่ได้รับหน้าที่ สิ่งเดียวที่ผมต้องการจะมอบให้นั่นคือ ผลจากการทำงานเท่านั้น”

แม้ว่าเรื่องราวของเขาจะผ่านมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว แต่ประสบการณ์อันล้ำคต่าของเขา จะเป็นบทเรียนให้กับคนหนุ่มสาวที่ติดอยู่ในกับดักการพนันไปอีกนานแสนนาน

Photo by Greg Baker / AFP

ถอดบทเรียนไต้หวัน ประกันสุขภาพให้สำเร็จในยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588928

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

ถอดบทเรียนไต้หวัน ประกันสุขภาพให้สำเร็จในยุคดิจิทัล

เฉิน สือ จง (Shih-Chung, Chen) รมว.สาธารณสุขและสวัสดิการของไต้หวัน ได้เขียนบทความบอกเล่าประสบการณ์ของไต้หวันในการพัฒนาระบบประกันสุขภาพในยุคดิจิทัล ซึ่งประเทศไทยสามารถศึกษาและนำมาเป็นบทเรียนในการพัฒนาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้

เฉิน สือ จง  กล่าวว่า รัฐบาลไต้หวันจัดตั้งและดำเนินการ “ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ  National Health Insurance (NHI)” มาเกือบ 24 ปี “ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ” ให้บริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การป้องกันจนถึง การรักษา การกายภาพบำบัดหลังทุพพลภาพจนถึงการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ซึ่งได้ครอบคลุมรอบด้าน  ตั้งแต่ปีพ.ศ.2503 เป็นต้นมา แรงงาน เกษตรกร และพนักงาน ฯลฯ ของรัฐต่างร่วมระบบการประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทำให้ทุกคนมีสิทธิการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน และระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของไต้หวันนี้ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในระบบประกันสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก

โดยนิตยสารระดับโลก The Economist เผยผลการจัดอันดับดัชนีการเข้าถึงด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลก ประจำปี พ.ศ.2560 (2017 Global Access to Healthcare Index) ไต้หวันถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 14 และสำนักข่าว Bloomberg เผยผลการจัดอันดับดัชนีประสิทธิภาพทางสาธารณสุข (health-efficiency index) ประเทศที่มีประสิทธิภาพด้านการดูแลสุขภาพ ประจำปี พ.ศ.2561 ไต้หวันถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9

เฉินสือจง รมว.สาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน.jpg

ความสำเร็จของ NHI ไต้หวันมีปัจจัยสำคัญหลายประการ ประการแรกคือ ไต้หวันใช้ระบบกองทุนเดียว โดยมีรัฐบาลนายจ้างและผู้รับประกันภัย สามฝ่ายร่วมกันเบี้ยประกันสุขภาพและรับังคับเรียกเก็บเบี้ยประกันเพิ่มเติมโดยคิดตามรายได้ของผู้รับประกันภัย

ประการที่สอง ระบบการชำระเงินเต็มจำนวน ที่กำหนดเพดานเงินสมทบสำหรับการบริการทางการรักษาพยาบาลและควบคุมค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปีพ.ศ. 2560 ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว ร้อยละ 6.4 ของมูลค่า GDP รวม ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD นอกจากนี้ค่าบริหารจัดการของ NHI เพียงประมาณร้อยละ 1 ของงบประมาณค่าใช้จ่าย ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งหมดและความพึงพอใจของประชาชนในปีพ.ศ.2560 สูงถึงร้อยละ 86

ประการที่สาม การจัดทำมาตรการป้องกันเชิงบูรณาการ และหยึดหลักผู้ใช้เป็นผู้จ่าย รักษาระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลได้และส่งเสริมการพัฒนาได้ย่างต่อเนื่อง

ประการที่สี่ มอบเงินสมทบค่าเบี้ยประกันแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส เช่น ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำและผู้ตกงาน  ฯลฯ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการรักษาพยาบาล

การดูแลสุขภาพ สาธารณสุขปฐมภูมิ พร้อมมาตรการป้องกันที่เกี่ยวข้องเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการให้ประชากรทั้งหมดเข้าร่วมระบบประกันสุขภาพ นับตั้งแต่รัฐบาลไต้หวันจัดตั้งระบบประกันสุขภาพขึ้นมานั้น ได้สั่งสมเอกสารประกอบการสมัครประกันสุขภาพมากว่า 24 ปี

อีกทั้งยังได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เทคโนโลยีการคำนวณระบบคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้าง “ระบบตรวจสอบข้อมูลการรักษาพยาบาลจากระบบคลาวด์” เพื่อให้แพทย์พยาบาลตรวจดูประวัติการรักษาของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที และ “ระบบตรวจประวัติการใช้ยาจากรบบคลาวด์ของประกันสุขภาพแห่งชาติ”  ช่วยให้แพทย์และเภสัชกรเข้าถึงประวัติการใช้ยาของผู้ป่วยได้สถานพยาบาลระดับปฐมภูมิในชุมชน สามารถเข้าถึงประวัติและข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยที่ทำขึ้นโดยสถานพยาบาลระดับทุติยภูมิหรือตติยภูมิ เช่น เนื้อหาใบสั่งยาและผลการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ผลการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ผลอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ผลการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กใหญ่ และผลรังสีเอกซ์ (X-rays) เป็นต้น

เทคโนโลยีดิจิทัลเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพเหล่านี้จัดทำขึ้นตามความต้องการของประชาชนและสังคม ไม่เพียงแต่ปรับปรุงคุณภาพการบริการด้านการรักษาพยายบาล ประหยัดเวลาและเงินทุน ช่วยยังลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อสุขภาพจากการตรวจซ้ำซ้อน อีกทั้งยังบรรลุแนวความคิด “โรงพยาบาลชุมชนมีคุณภาพ แพทย์ดีมีทุกที”

ไต้หวันใช้ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และเทคโนโลยี มาปรับปรุงการบริการด้านการรักษาพยาบาลและสาธารณสุข นอกจากนี้ ไต้หวันยังมอบทุนการศึกษาแก่แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องเป้าหมายของการเพิ่มบุคลากรด้านการรักษาพยาบาล ภายในปี พ.ศ.2573 ขององค์กรอนามัยโลก (WHO)

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไต้หวันมีความกระตือรือร้นที่จะแบ่งปันประสบการณ์การปฏิรูปการรักษาพยาบาลระดับโลก แต่มักจะถูกกีดกันทางการเมือง ในการที่ไม่ให้เข้าร่วมและสร้างคุณประโยชน์ให้กับการประชุมสมัชชาอนามัยโลกหรือ World Health Assembly (WHA) การที่องค์การอนามัยโลกปฏิเสธไม่ให้ไต้หวันเข้าร่วมงานประชุมดังกล่าวเท่ากับเป็นการปฏิเสธมิให้ชาวไต้หวันนวน ๒๓ ล้านคน ผู้รักสันติภาพ และประชาธิปไตยเข้าร่วมงานประชุมนั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม ไต้หวันยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการรักษาพยาบาลและสาธารณสุขระดับภูมิภาคพร้อมระดับโลกและแบ่งปันประสบการณ์และความสามารถด้านการปฏิรูปการรักษาพยาบาลของชาวไต้หวัน เพื่อช่วยบรรลุเป้าหมายสุขภาพอย่างถ้วนหน้า ภายในปี พ.ศ. 2573 ให้นานาประเทศ

ดังนั้น ไต้หวันขอเรียกร้องให้องค์กรอนามัยโลกตามหลัก “ความโอบอ้อมอารี และการมีส่วนร่วมอย่างถ้วนหน้า” สนับสนุนให้ไต้หวันมีส่วนร่วมใน WHA รวมไปถึงการร่วมประชุมทางเทคนิค และเข้าร่วมกิจกรรมขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุในกฎบัตรขององค์กรอนามัยโลกเพราะไต้หวันเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือพร้อมที่ช่วยเหลือนานาประเทศให้บรรลุภารกิจการขยายระบบประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้าให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ภายในปี พ.ศ.2573

จีนเข้ม!ล่าตัวคนหนีคดีทุจริตกลับประเทศ เผย3เดือนรวบได้374ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588942

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 08:15 น.

จีนเข้ม!ล่าตัวคนหนีคดีทุจริตกลับประเทศ เผย3เดือนรวบได้374ราย

สื่อทางการ”จีน”เผย ช่วง 3 เดือนแรกปี2019 เจ้าหน้าที่สามารถติดตามคนหนีคดีทุจริตกลับมาดำเนินคดีในประเทศได้ 374 ราย ยึดเงินคืนกว่า 3 พันล้าน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า พีเพิลส์เดลีสื่อของทางการจีนได้ระบุว่า ผลจากปฏิบัติการติดตามตัวผู้ที่กระทำผิดทุจริตคอร์รัปชั่นที่เรียกว่า “สกายเน็ต2019” ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทางการจีนสามารถนำตัวผู้กระทำผิดที่หลบหนีออกนอกประเทศกลับมาดำเนินคดีได้ถึง 374 รายในช่วงสามเดือนแรกของปี2019

นอกจากนี้ปฏิบัติการดังกล่าวยังช่วยติดตามเงินที่ถูกทุจริตกลับคืนมาได้เกือบ 624 ล้านหยวน หรือราว 3,120 ล้านบาท ปฏิบัติการนี้ยังมีมาตรการป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำทุจริตหลบหนีออกนอกประเทศอีกด้วย

ทางการจีนได้เริ่มปฏิบัติการสกายเน็ตเป็นครั้งแรกในปี 2015 และในปี2018ที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้ที่หนีความผิดกลับประเทศได้ 1,335 คน และติดตามยึดเงินคืนมาได้กว่า 3.54 พันล้านหยวน หรือ ราว 1.77 หมื่นล้านบาท

ปฏิบัติการสกายเน็ตจะให้เจ้าหน้าที่รัฐบาล และพรรคคอมมิวนิสต์จีนร่วมมือกันตามล่าตัวเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตประพฤติมิชอบซึ่งได้หลบหนีไปยังต่างประเทศ โดยฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องจะใช้ความพยายามร่วมกันในการตามจับกุมเจ้าหน้าที่ที่คอร์รัปชั่น, กวาดล้างธนาคารใต้ดิน, ตามยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม รวมทั้งโน้มน้าวให้ผู้ต้องสงสัยดังกล่าวเดินทางกลับประเทศ

ภาพ เอเอฟพี