ชาวเน็ตฟิลิปปินส์ทวงบุญคุณ ไทยปิดมาหยาสำเร็จเพราะดูเตร์เต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588924

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 18:37 น.

ชาวเน็ตฟิลิปปินส์ทวงบุญคุณ ไทยปิดมาหยาสำเร็จเพราะดูเตร์เต

หลังจากที่มีข่าวว่ากรมอุทยานแห่งชาติ ประกาศปิดอ่าวมาหยา ในเกาะพีพีเล ต่ออีก 2 ปีเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ สร้างความยินดีให้กับชาวไทยที่อยากจะเห็นสมบัติของชาติได้กลับมาฟื้นคืนสภาพที่สวยงามดังเดิม หลังจากถูกปู้ยี่ปู้ยำโดยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมานานหลายสิบปี

ข่าวการปิดอ่าวมาหยาเป็นที่สนใจของชาวโลกอย่างมาก ไม่มาหยาไม่เพียงมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะฉากของภาพยนต์เรื่อง The Beach เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงชัยชนะของการอนุรนักษ์เหนือความกระหายเงินของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทำให้มีชาวโลกแสดงความชื่นชมทางการไทยตามโพสต์รายงานข่าวของสื่อต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเห็นชื่นชมประเทศไทย กลับมีเพื่อนบ้านอาเซียนกลุ่มหนึ่งจากประเทศฟิลิปปินส์ที่ระดมโพสต์ความเห็นว่า ไทยลอกความคิดการปิดอ่าวมาหยา จากคำสั่งปิดชายหาดโบราไกย์ของฟิลิปปินส์ และพากันขอบคุณประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ซึ่งออกคำสั่งให้ปิดโบราไกย์

ความเห็นในโพสต์ข่าว ของสำนักข่าว CNN โดยชาวฟิลิปปินส์ที่ชื่อ Skie Bebot อ้างว่า “ได้รับแรงบันดาลใจจากการปิดโบราไกย์ของฟิลิปปินส์!”

หลังจากนั้นมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นโต้แย้งอย่างดุเดือด เช่น Korranat Khwan ที่โต้ว่า “ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้? นี่เป็นผลงานของการต่อสู้อย่างยาวนานของกลุ่มนักเคลื่อนไหวและนักอนุรักษ์ คุณควรให้เครดิตกับพวกเขานะ”

ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์อีกคนคือ Ako Si Chef Ronnie เถียงว่า “นักเคลื่อนไหวกับนักอนุรักษ์จะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีแรงผลักดันทางการเมือง” ซึ่งคำกล่าวนี้ น่าจะหมายถึงคำสั่งของดูเตร์เตให้ปิดโบราไกย์ ถึงขนาดมีอิทธิพลต่อนักอนุรักษ์ในไทย

แต่ Korranat Khwan พยายามที่จะอธิบายอย่างมีเหตุผลว่า “คุณอาจจะไม่รู้ว่าคนอื่นเขามองประธานาธิบดีของคุณอย่างไร ฟิลิปปินส์ไม่ใช่ตัวอย่างในเรื่องนี้ ถ้าคุณอ่านบทความก็จะเห็นชื่อ ดร.ธรณ์ (ธำรงนาวาสวัสดิ์) เขาเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมผลักดันให้เรื่องนี้เกิดขึ้น … เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฟิลิปปินส์”

นอกจากความเห็นนั้แล้วยังมีชาวฟิลิปนส์อีกประปรายเข้ามายกความดีความชอบให้ประเทศตัวเอง อย่างไรก็ตาม มีชาวฟิลิปปินส์บางคนที่แสดงความเห็นชื่นชมไทย เช่น Don Claro Ramirez ที่บอกว่า “อิจฉาพวกเขา (คนไทย) โบราไกย์ของฟิลิปปินส์ปิดแค่แป๊บเดียว”

ทั้งนี้ มีข่าวว่าไทยจะปิดอ่าวมาหยามาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 และทางการไทยประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม2561 ว่า จะปิดอ่าวมาหยาเป็นเวลา 4 เดือน อย่างไรก็ตาม ก่อนที่หน้าที่จะปิดอ่าวมาหยา ไทยประสบความสำเร็จจากการปิดเกาะยูง ในหมู่เกาะพีพีมาแล้วในปี 2559 โดยการผลักดันของ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และคณะ และหลังจากนั้นมีการทดลองโมเดลการจัดการเกาะท่องเที่ยวต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมถึง “พีพีโมเดล” ที่ ดร.ธรณ์ เริ่มต้นเมื่อ 4 ปีก่อน กล่าวได้ว่า ไทยคือหัวหอกของประเทศอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่กล้าปิดเกาะ เพื่อรักษาสมบัติของชาติ

ขณะที่ดูเตร์เต กล่าวไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ว่า เขาคิดจะปิดโบราไกย์ที่มีสภาพเหมือนบ่อเกรอะ และต่อมารัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศปิดหาดโบราไกย์เมื่อเดือนเมษายน 2561 แต่ปิดเพียง 6 เดือนเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวเน็ตฟิลิปปินส์อ้างว่า ประเทศไทยเดินตามรอยพวกเขา ก่อนหน้านี้มีข่าวเป็นระยะเรื่องการปิดอ่าวมาหยาต่อเนื่อง และการปรากฎตัวอีกครั้งของสัตว์ทะเล เมื่อสื่อทั่วโลกรายงานข่าวก็ยังมีชาวฟิลิปปินส์เข้าไปแสดงความเห็นในทำนองนี้ เช่น Michael Asprec Balagan แสดงความเห็นในโพสต์ของ SBS News ประเทศออสเตรเลียเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ว่า “ประธานธิบดี ตาตัย ดิกอง (ดูเตร์เต) ของเราตระหนักถึงเรื่องนี้ก่อน เราทำแบบนี้ที่โบราไกย์ ฟิลิปปินส์ ภูมิใจที่เป็นผู้สนับสนุนดิกอง” เป็นต้น ซึ่งนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะรายแรกที่เจ้าของไอเดียปิดเกาะ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการยับยั้งความกระหายผลกำไรจากการท่องเที่ยว จนทำลายทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่า ซึ่งไทยกับฟิลิปปินส์ถือเป็นตัวอย่างที่ดีร่วมกัน

 

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

เจ้าชายไม่กลัวตาย หลังถูกหมายเอาชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588897

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 14:47 น.

เจ้าชายไม่กลัวตาย หลังถูกหมายเอาชีวิต

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ไม่ได้แสดงความตื่นกลัวหรือตกพระทัย หลังจากมีผู้บุกรุกเข้ามาวางมีดปอกผลไม้ไว้ 2 เล่มบนโต๊ะเรียนของพระองค์ ที่โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยโอฉะโนะมิซุ ในกรุงโตเกียว ที่พระองค์กำลังศึกษาอยู่ โดยหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน รายงานว่าทรงเพียงแต่แสดงความประหลาดพระทัย เมื่อทรงทราบเรื่องดังกล่าว

เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง เปิดเผยว่า ดูเหมือนว่าเจ้าชายฮิซาฮิโตะ จะมิได้ทรงหวั่นไหวกับการกลับไปโรงเรียนอีกครั้ง ทั้งยังทรงรู้สึกผ่อนคลายระหว่างประทับที่วังของพระบิดาและพระมารดา คือเจ้าชายฟุมิฮิโตะและเจ้าหญิงคิโกะ

อย่างไรก็ตาม พระบิดาและพระมารดากลับทรงรู้สึกกังวลพระทัยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนคนอื่นๆ รวมถึงผู้ปกครองของนักเรียน

อาซาฮี ชิมบุน รายงานว่า ในเวลานี้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังกำลังหารือกับทางโรงเรียนและตำรวจ เพื่อใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยแนวทางใหม่

ก่อนหน้านี้ คาโอรุ ฮาเซกาวะ วัย 56 ปี ยอมรับว่าเป็นผู้นำมีดปอกผลไม้ไปวางที่โต๊ะนักเรียนจริง โดยมีดดังกล่าวทาสีชมพู ผูกไว้กับแถบความยาว 2 ฟุตที่โยงโต๊ะเรียนของเจ้าชายกับโต๊ะข้างๆ ไว้ด้วยกัน

ฮาเซกาวะ เผยว่า เขายังตั้งใจที่จะแทงเจ้าชายฮิซาฮิโตะ พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ระบบจักรพรรดิของญี่ปุ่นและระบบการสืบทอดรชบัลลังก์ และบอกว่า ญี่ปุ่นจะไม่มีวันดีขึ้นหากยังใช้ระบบเดิม แต่ตำรวจยังไม่พบความเชื่อมโยงของฮาเซกาวะกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หลังจากที่เขาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 เมษายน

แต่มีข้อมูลระบุว่า ชายดังกล่าวมีแนวคิดสตรีนิยม คาดว่าอาจมีแนวคิดไม่พอใจที่ระบบการสืบทอดราชสมบัติ อนุญาตให้เฉพาะรัชทายาทชายเท่านั้น

ฟ้องบริษัทยักษ์ใหญ่ฐานสมคบกันขึ้นราคายาถึง1,000%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588883

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 12:56 น.

ฟ้องบริษัทยักษ์ใหญ่ฐานสมคบกันขึ้นราคายาถึง1,000%

44รัฐในสหรัฐฟ้อง20บริษัทปั่นราคาเวชภัณฑ์สูงเกินจะรับไหว ด้านผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธและจะต่อสู้

หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า มีการเปิดเผยสำนวนฟ้องโดย 44 รัฐในสหรัฐ เพื่อให้ดำเนินคดีกับบริษัทยาชั้นนำรวมถึง Teva, Pfizer, Novartis และ Mylan ฐานสมคบกันเพิ่มราคายาสูงถึง 1,000% ตามตามสำนวนฟ้อง ระบุว่าแผนการสมคบคิดขึ้นราคายา ส่งผลกระทบต่อราคาของยาสามัญมากกว่า 100 ชนิ รวมถึง lamivudine-zidovudine ซึ่งใช้รักษาโรคเอดส์ budesonide ยารักษาโรคหอบหืด fenofibrate ซึ่งใช้ในการรักษาคอเลสเตอรอลสูง amphetamine-dextroamphetamine สำหรับรักษาผู้ป่วยสมาธิสั้น ยาปฏิชีวนะในช่องปาก ทินเนอร์เลือด ยารักษาโรคมะเร็ง ยาคุมกำเนิด และยากล่อมประสาท

“ เราทุกคนรู้ว่ายาตามใบสั่งแพทย์อาจมีราคาแพง แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าราคายาแพงเพราะการสมคบคิดที่ผิดกฎหมายในกลุ่มบริษัทยาสามัญ เพื่อทำให้ราคาเฟ้อขึ้นมา” เกอร์บีร์ กรีวัล อัยการสูงสุดของรัฐนิวเจอร์ซีย์กล่าวในแถลงการณ์

จากสำนวนฟ้องอ้างว่าผู้สมรู้ร่วมคิด รู้ดีว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย พวกเขาจึงหลีกเลี่ยงการบันทึกหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ชดเชยในรูปของการเลี้ยงอาหาร, ปาร์ตี้, ออกรอบกอล์ฟ และกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำกันในเครือข่าย

การคบคิดกันขึ้นราคายาครั้งสำคัญเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2013 ถึงมกราคม 2015 เมื่อบริษัท Teva ขึ้นราคายาเกือบ 400 สูตรในจำนวนยาสามัญ 112 ชนิด

ส่วนสำคัญของแผนการนี้ คือข้อตกลงระหว่างคู่แข่งที่จะร่วมมือกันในการกำหนดราคา เพื่อให้แต่ละบริษัท สามารถรักษา “ส่วนแบ่งที่ยุติธรรม” ของตลาดยาสามัญเอาไว้ได้ ในเวลาเดียวกัน บริษัทต่างๆ ก็จะขึ้นราคายาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แม้ว่า Teva จะดูเหมือนเป็นผู้นำการสมคบคิด แต่สำนวนฟ้องระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไปในวงการอุตสาหกรรมยา ด้าน Teva ปฏิสเธข้อกล่าวหา และยืนยันว่าได้ตรวจสอบภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ไม่พบการกระทำที่เกี่ยวข้องกับความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา

Photo by CRISTINA ALDEHUELA / AFP

สื่อสหรัฐตีข่าวผู้คนชื่นชมพระไทยธุดงค์ข้ามประเทศเพื่อสันติภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588874

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 10:50 น.

สื่อสหรัฐตีข่าวผู้คนชื่นชมพระไทยธุดงค์ข้ามประเทศเพื่อสันติภาพ

ระหว่างทางมีชาวสหรัฐถวายภัตตาหารและนิมนต์ให้ท่านมาพักแม้แต่ตำรวจยังขอถ่ายรูปกับท่าน

จากที่ก่อนหน้าเป็นข่าวแชร์กันในโลกโซเชียลเกี่ยวกับพระภิกษุไทย พระสุธรรม ฐิตธัมโม หรือนายสุธรรม นทีทอง อดีตเลขาฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา อดีตโฆษกกระทรวงแรงงาน ที่ขณะนี้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และตั้งใจที่จะเดินธุดงค์ข้ามประเทศสหรัฐ เป็นระยะทางกว่า 19,000 กิโลเมตร เพื่อแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ ให้ชาวโลกหันมาสร้างสันติภาพ

ล่าสุด สื่อในสหรัฐเริ่มให้ความสนใจกันอย่างมาก และรายงานข่าวเกี่ยวกับพระสุธรรม หรือฐิตธัมโมภิกขุกันอย่างต่อเนื่อง เช่น สำนักข่าว News On 6 ในทัลซา เมืองใหญ่อันดับสองของรัฐโอคลาโฮมา หลังจากที่พระสุธรรมธุดงค์ผ่านเมืองแห่งนี้

News On 6 รายงานว่า พระภิกษุท่านนี้ได้เดินทางผ่านทัลซาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระหว่างการเดินข้ามสหรัฐ โดยท่านเริ่มเดินทางจากแคลิฟอร์เนีย มุ่งหน้าไปชิคาโกบนทางหลวงหมายเลข 66 จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังนิวยอร์ก ซึ่งการเดินข้ามเมืองทัลซาไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพระสุธรรม แต่ท่านก็ยังจาริกอย่างมุ่งมั่นเดินหน้าไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร

พระสุธรรมให้สัมภาษณ์ว่า ท่านเดินเพื่อสร้างสันติภาพ และตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี และท่านบอกว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ที่มีผู้คนมากมายมารอต้อนรับท่าน

รายงานข่าวจาก claremoreprogress.com

News On 6 รายงานว่า ขณะที่ท่านเดินทางผ่านเมืองทัลซา มีผู้คนนำอาหาร น้ำดื่ม และเสนอที่พักจำวัดให้กับท่าน ทั้งหมดนี้ถวายโดยชาวเมืองทัลซา  หนึ่งในนั้นคือ ไมเคิล โจนส์ ซึ่งเดินทางมาเพื่อจะมาพบพระสุธรรมโดยเฉพาะ เขาบอกว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ท่านเดินทางผ่านทางหลวงหมายเลข 66 ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนาน รวมถึงมีความสำคัญกับหลวงพ่อด้วย ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างสันติภาพทั้งสิ้น” พร้อมกับเผยว่า เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อมากที่ท่านมีผู้ติดตามในเฟซบุ๊คเป็นจำนวนมาก

พระสุธรรม ฐิตธัมโม กล่าวกับ News On 6 ว่า “การสร้างสันติภาพเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่เพียงเป็รเรื่องของประธานาธิบดี และไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของสภาคองเกรสเท่านั้น แต่ยังเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องสร้างสันติภาพ”

นอกจากสำนักข่าว News On 6 แล้วยังมีสำนักข่าวอื่นๆ ที่รายงานการธุดงค์ข้ามประเทศ เช่น 2 สำนักข่าว Works for You สื่อท้องถิ่นในรัฐโอคลาโฮมา และ Lion’s Roar นิตยวสารเกี่ยวกับพุทธศาสนาในสหรัฐ รวมถึง Claremore Daily Progress สื่อท้องถิ่นในรัฐโอคลาโฮมา ซึ่งท่านให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนที่อาตมาเป็นนักการเมือง อาตมาทำงานหนัก แต่ประเทศของอาตมาก็ยังคงเหมือนเดิม” ท่านจึงหันหลังให้ทางโลกแล้วบวชเป็นพระ

ท่านบอกว่า “ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งความสงบสุขและการแสดงความรักและความเมตตาต่อทุกคน อาตมาต้องการนำสันติสุขและการทำสมาธิมาเผยแพร่กับผู้คนให้มาก”

Claremore Daily Progress รายงานว่า ระหว่างการธุดงค์เดินทาง ท่านจะพักในห้องพักของโรงแรมหรือในบ้านของผู้คนที่นิมนต์ท่านให้มาจำวัด อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ธุดงค์ผ่านทะเลทรายหรือไม่สามารถหาที่พักได้ ท่านจะใช้เต็นท์ที่เขาพกติดตัวไว้เป็นที่พัก

แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่หลายคนหยุดจับมือกับท่าน ถวายภัตตาหารให้ท่านเมื่อได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการธุดงค์เพื่อสันติภาพของท่าน นอกจากนี้ ในเฟซบุ๊คของพระสุธรรมเล่าว่า มีผู้ที่ชื่นชมท่านมาก จนอาสาล้างเท้าและนวดเท้าให้ท่าน

“มหาเศรษฐีทิม และเจนนี่ ไม่เคยเห็นพระมาก่อน ไม่เคยรู้จักพุทธศาสนา Mr.Tim & Mrs Jenny เมื่อเห็นพระเดินธุดงค์เพื่อสันติภาพ ก็ขับรถกระบะเก่าๆ มานิมนต์เรามาพักจำวัดที่บ้านหลังใหญ่เมื่อคืนก่อนอีกเมืองหนึ่ง วันนี้นิมนต์มาพักคฤหาสน์ริมทะเลสาป มูลค่านับร้อยล้าน ทิมล้างเท้าให้พระด้วยน้ำอุ่น แล้วเอาโฟมมาทำความสะอาด เช็ดเท้าพระ แล้วนวดโลชั่น ทิมบอกว่า ขอตอบแทนที่พระเดินเพื่อสันติภาพ ให้กับทุกคน ล้างเท้าและนวดเท้า พระจะได้เดินได้สดวก ถึงเป้าหมายที่นิวยอร์ค ให้สำเร็จสมดังที่ตั้งใจให้โลกมีสันติภาพ”

Hero Arm แขนกลฮีโร่ที่หลุดมาจากหนังไซไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588862

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

Hero Arm แขนกลฮีโร่ที่หลุดมาจากหนังไซไฟ

ต่อไปนี้การใส่แขนเทียมจะไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาไม่หยุดยั้ง ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยเห็นกันเฉพาะในภาพยนตร์ไซไฟได้หลุดออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงกันบ้างแล้ว อย่างล่าสุดนี้คือแขนกลแบบเดียวกับที่ ลูค สกายวอล์กเกอร์ แห่งสตาร์วอร์ส นำมาใช้แทนแขนที่ถูก ดาธ เวเดอร์ ตัดทิ้งระหว่างต่อสู้กัน

บริษัทสตาร์ทอัพ Open Bionics ในเมืองบริสตอลของอังกฤษได้พัฒนาแขนกล Hero Arm โดยใช้เทคโนโลยีชีวจักรกล (Bionic) และเป็นอวัยวะเทียมที่ใช้เทคนิคเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ชิ้นแรกของโลก ด้วยดีไซน์ล้ำทันสมัย น้ำหนักเบา สามารถออกแบบให้พอดีกับขนาดแขนของผู้สวมใส่

จุดเด่นของ Hero Arm ก็คือสามารถออกแบบให้แขนกลนี้มีลวดลายการ์ตูนฮีโร่ขวัญใจเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็น ไอรอนแมน จากค่ายมาร์เวล หุ่นยนต์บีบีเอท จากสตาร์วอร์ส หรือลายเจ้าหญิงเอลซา จากโฟรเซ่น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เด็กๆ รู้สึกภาคภูมิใจกับแขนเทียมที่ต้องอยู่ด้วยกันทุกวันไม่ต่างจากตัวเองกลายเป็นฮีโร่นั้นๆ และยังเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอุปกรณ์การแพทย์ให้เป็นแขนชีวจักรกลที่มีคาแรคเตอร์ของเหล่าฮีโร่ ขณะที่ค่ายดิสนีย์ให้ความร่วมมือกับ Open Bionics ด้วยการไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูน

การมาของ Hero Arm อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติแขนเทียมก็ได้ เพราะนอกจากจะราคาถูกกว่าแขนเทียมในท้องตลาดประมาณ 30 เท่าแล้ว ยังใช้เวลาในการพิมพ์แขนออกมาเพียง 40 ชม.เท่านั้น โดยขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การสแกนแขนผู้สวมใส่ วางแผนการออกแบบ พิมพ์ และทดลองสวมใส่

ด้านการใช้งานก็ไม่ซับซ้อน Hero Arm จะมีเซ็นเซอร์ติดที่ผิวหนังของผู้สวมใส่เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ จากนั้นก็จะขยับนิ้วมือตามสัญญาณที่ได้รับ ช่วยให้ผู้สวมใส่ใช้มือกลหยิบจับสิ่งของได้เสมือนกับการใช้มือจริงๆ ทั้งยังอ่อนโยนจนสามารถหยิบไข่ได้โดยไม่แตก

แขนกลฮีโร่นี้เกิดจากไอเดียของ โจเอล กิบบาร์ด นักศึกษาด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์วัย 29 ปี ที่เลือกประดิษฐ์แขนกลเทียมเป็นโปรเจกต์จบการศึกษา โดยมีราคาที่แพงระยับของแขนกลเทียมในท้องตลาดเป็นแรงบันดาลใจ โดยเจ้าตัวเผยว่า “แขนกลเทียมถือเป็นนวัตกรรมที่เจ๋งมาก แต่ด้วยความที่มันราคาหลายแสนปอนด์ ทำให้ผู้คนที่สูญเสียแขนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง แม้แต่ในแถบประเทศร่ำรวยก็ตาม ผมเลยตั้งเป้าว่าจะต้องต่อยอดและพัฒนาแขนกลเทียมให้ราคาเข้าถึงได้มากที่สุด”

กิบบาร์ด เริ่มลงมือประดิษฐ์แขนกลเทียมตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยในตอนนั้นเขาคิดเพียงแค่เป็นกิจกรรมสนุกๆ แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยก็ทำเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เพราะเขาเห็นแล้วว่าแขนกลเทียมที่ราคาไม่สูงมากเป็นสิ่งจำเป็นมาก หลังจาก กิบบาร์ด อัพโหลดคลิปประกาศเดินหน้าพัฒนาแขนกลเทียมลงยูทูบก็ได้รับคอมเม้นท์เรียกร้องให้เจ้าตัวเปิดขายอย่างถล่มทลาย

จากเสียงเรียกร้องในยูทูบ กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ กิบบาร์ด เดินหน้าต่อด้วยการเปิดระดมทุนในเว็บไซต์ดัง ซึ่งได้เงินไปเกือบ 44,000 ปอนด์ หรือกว่า 1.8 ล้านบาทภายใน 1 เดือน โดยในตอนแรกนั้น กิบบาร์ด ตั้งใจจะทำแค่แบบสำหรับนำไปพิมพ์ 3 มิติต่อแล้วแจกจ่ายไปทั่วโลก เพื่อให้ใครก็ตามสามารถพิมพ์แขนกลเทียมได้ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจก่อตั้ง Open Bionics ในปี 2014 เพื่อผลิตเอง โดยให้เหตุผลว่าจะได้ควบคุมคุณภาพแขนกลฮีโร่ได้อย่างใกล้ชิด

โดยมีเป้าหมายต่อไป คือพัฒาแขนกลสำหรับผู้ที่เสียแขนในระดับเหนือข้อศอกขึ้นไป

ภาพ : Open Bionics

ดิจิทัลทีวีประเทศอื่นราบรื่นหรือสะดุด ในยุคอินเทอร์เน็ตครองเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588861

  • วันที่ 11 พ.ค. 2562 เวลา 19:40 น.

ดิจิทัลทีวีประเทศอื่นราบรื่นหรือสะดุด ในยุคอินเทอร์เน็ตครองเมือง

ดิจิทัลทีวีของหลายประเทศถูกอินเทอร์เน็ตแย่งคนดูจนต้องปรับตัวกันขนานใหญ่

จากกรณีที่บรรดาผู้ประกอบการดิจิทัลทีวีแห่คืนใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลถึง 7 ช่อง จากเดิมที่มีทั้งหมด 22 ช่อง ทำให้ปัจจุบันเหลือผู้ประกอบการที่พร้อมเดินหน้าทั้งหมด 15 ช่อง ส่งผลให้บุคลากรในวงการสื่อสารมวลชนอาจจะต้องตกงานนับพันคน ทำให้ กสทช. ต้องออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการชุดใหญ่

ประเทศไทยเริ่มเปิดประมูลคลื่นดิจิทัลทีวีกันตั้งแต่ปลายปี 2013 เริ่มออกอากาศเมื่อช่วงต้นปี 2014 แต่ด้วยช่องดิจิทัลทีวีที่มีมากถึง 36 ช่องในช่วงเริ่มต้นทั้งที่จำนวนคนดูเท่าเดิม ประกอบกับรสนิยมคนดูเปลี่ยนไป ผู้คนหันไปเสพความบันเทิงจากช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น ทำให้โฆษณาหดหาย ผู้ประกอบการดิจิทัลทีวีขาดทุน จนนำมาสู่การเรียกร้องขอคืนใบอนุญาต โดยมีเจ๊ติ๋ม ทีวีพูล หรือ พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ลุกขึ้นมาฟ้อง กสทช.เพื่อฉีกสัญญาก่อนใครเพื่อน

ในต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านจากแอนาล็อกทีวีมาสู่ดิจิทัลทีวีเริ่มขึ้นราวปี 2000 โดยมีเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลเต็มตัวพร้อมกันทั้งประเทศเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2006 จากกำหนดเดิมคือ 30 ต.ค. 2006 เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว จากนั้นทั่วโลกก็ทยอยปรับเปลี่ยนตามมาอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนผ่านในเนเธอร์แลนด์แทบจะไม่มีการสะดุดเลย เพราะประชากรส่วนใหญ่รับชมโทรทัศน์ผ่านระบบเคเบิล มีเพียง 74,000 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 1.5% เท่านั้นที่รับชมโทรทัศน์ผ่านระบบเสาอากาศ โดยมีผู้เข้าประมูลเพียงรายเดียวและได้สัมปทาน 15 ปี คือบริษัท Digitenne กิจการร่วมค้าที่เกิดจากการรวมตัวกันของ Nozema บริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของ 51% และเริ่มบุกเบิกดิจิทัลทีวีของเนเธอร์แลนด์มาตั้งแต่ปี 1993 และบรรดาผู้ให้บริการโทรทัศน์ทั้งเอกชนและสาธารณะ โดยมีข้อตกลงว่าจะต้องแบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้รัฐด้วย เพื่อให้บริษัทยังพอมีกำไรจูงใจให้เดินหน้าต่อ ส่วนรัฐก็ยังได้รับผลประโยชน์จากสัญญานี้

อย่างไรก็ดี ชาวเนเธอร์แลนด์กลับไม่ค่อยควักเงินสมัครใช้ดิจิทัลทีวี เนื่องจากส่วนใหญ่รับชมผ่านเคเบิลซึ่งมีรายการต่างๆ ให้เลือกมากกว่าในราคาที่ใกล้เคียงกัน และดิจิทัลทีวียังต้องแข่งกับทีวีดาวเทียมที่มีค่าสมาชิกถูกกว่าด้วย จึงต้องรุกทำการตลาดอย่างหนักหน่วงและลดราคาค่าสมาชิกในช่วงแรก

ส่วนกรุงเบอร์ลินของเยอรมนีเป็นเมืองแห่งแรกของโลกที่ยกเลิกการใช้ระบบแอนาล็อกเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2003 และเปลี่ยนครบทั้งประเทศเมื่อ 2 ธ.ค. 2008 โดยรัฐบาลจ่ายเงินช่วยเหลือค่ากล่องรับสัญญาณแก่ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย จากรายงานเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลประจำปี 2016 ของหน่วยงานสื่อของเยอรมันพบว่า ชาวเยอรมันหันมาใช้ดิจิทัลทีวีเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน หรือคิดเป็น 92.3% ของทั้งหมด

ตัวอย่างคูปองสนับสนุนค่ากล่องสัญญาณดิจิทัลทีวีมูลค่า 40 เหรียญสหรัฐของรัฐบาลสหรัฐ ภาพ : วิกิพีเดีย

มหาอำนาจอย่างสหรัฐเข้าสู่ยุดิจิทัลทีวีอย่างเต็มตัวในเดือน มิ.ย. 2009 หลังจากเจอโรคเลื่อน เพราะยังมีบางครัวเรือนที่ยังไม่ได้รับคูปองเงินช่วยเหลือค่ากล่องสัญญาณจากรัฐ แต่หลังจากเปลี่ยนผ่านก็มีปัญญาตามมาเป็นโขยง ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดแรงจูงใจในการซื้อกล่องสัญญาณ เพราะมีช่องรายการให้เลือกชมน้อย ส่วนผู้ให้บริการออกอากาศก็ไม่อยากลงทุน เพราะไม่มีคนดู ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่สายป่านสั่นต้องปรับตัวกันอย่างหนักจนรัฐบาลต้องเข้ามาอุ้ม

ส่วนญี่ปุ่นบอกลาแอนาล็อกทีวีเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2011 หลังจากใช้มา 58 ปี ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลทีวี ญี่ปุ่นประกาศแผนนี้ตั้งแต่ปี 1998 ระหว่างนี้ก็มีการทบทวนกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และเริ่มออกอากาศในระบบดิจิทัลในหัวเมืองหลักเมื่อ 1 ธ.ค. 2003 จนครบในอีก 3 ปีต่อมา ยกเว้นในพื้นที่ จ.อิวาเตะ มิยะงิ และฟุกุชิมะ ที่ประสบภัยแผ่นดินไหว ที่ได้รับยกเว้นให้ยุติการออกอากาศระบบแอนาล็อกภายในวันที่ 31 มี.ค. 2012

ทว่าดิจิทัลทีวีของญี่ปุ่นต้องเผชิญปัญหาเดียวกับไทย คือความสนใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ถูกดึงไปที่อินเทอร์เน็ตแทนที่จะเป็นโทรทัศน์ซึ่งเป็นช่องทางการเสพความบันเทิงแบบดั้งเดิม แต่ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้

ทั้งนี้ ในประเทศอื่น เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น รัฐบาลมีการแจกคลื่นความถี่ฟรี เพราะมองว่าสื่อมีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน แต่ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่เปิดประมูลดิจิทัลทีวี เพราะมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า ความถี่ต้องประมูลเท่านั้น

เมื่อผู้ประกอบการต้องควักเงินลงทุนสูง โอกาสทำกำไรในยุคที่อินเทอร์เน็ตครองเมืองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย สุดท้ายแรงจูงใจของผู้ประกอบการก็ค่อยๆ หายไป จึงเกิดอาการถอดใจไม่ไปต่อ ขอคืนใบอนุญาตเป็นทิวแถว

ชีวิตดั่งเทพนิยาย จากสามัญสู่บัลลังก์พระราชินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588860

  • วันที่ 11 พ.ค. 2562 เวลา 19:15 น.

ชีวิตดั่งเทพนิยาย จากสามัญสู่บัลลังก์พระราชินี

โดย … ชยพล พลวัฒน์ ข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ราชวงศ์ยุโรปในปัจจุบันพบว่าหลายประเทศมีพระอัครมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีที่ (Queen Consort) ที่มีพื้นเพมาจากครอบครัวสามัญชนอยู่ หลายพระองค์

โพสต์ทูเดย์ขอนำท่านผู้อ่านไปย้อนประวัติของพระราชินีผู้เป็นพระอัครมเหสีในพระมหากษัตริย์ของราชวงศ์ยุโรปหลายประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบันกับเรื่องราวที่สุดแสนดั่งเทพนิยายและน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เกรซ เคลลี ตำนานรักโลกตราตรึง

เริ่มเรื่องกันที่รักอันเป็นตำนานของเจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโก หรือที่หลายคนรู้จักกันว่า เกรซ เคลลี ผู้เป็นนักแสดงชาวอเมริกันที่ชีวิตเป็นยิ่งกว่าภาพยนตร์ที่เธอเคยแสดง จาก การที่เธอได้พบรักและแต่งงานกับเจ้าชายเรนิเยที่ 3 แห่งโมนาโก องค์ประมุขแห่ง โมนาโก ประเทศขนาดเล็กทางตอนใต้ของฝรั่งเศส

 

ภาพ : AP

เรื่องราวความรักดั่งเทพนิยายของเธอเริ่มต้นหลังจากที่เธอโลดแล่นในแวดวงการบันเทิง แล้ว จากการที่เธอได้มีโอกาสไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1955 พร้อมทั้ง เป็นช่วงเดียวกับที่เธอถ่ายภาพยนตร์เรื่อง To Catch a Thief (1955) ซึ่งถ่ายทำในทางใต้ของฝรั่งเศสใกล้พรมแดนกับโมนาโก

วันหนึ่งเธอได้รับเชิญให้ไปร่วมงานการกุศลที่พระราชวังในโมนาโก ขณะนั้นเองเธอได้ พบกับเจ้าชายเรนิเยร์ ผู้ปกครองแห่งโมนาโก

เรื่องราวความรักของทั้งสองดำเนินไปพร้อมๆกับการที่เกรซ เคลลี่ถ่ายทำภาพยนตร์สอง เรื่องสุดท้ายก่อนที่เธอจะตกลงแต่งงานกับเจ้าชายหลังจากที่ทั้งสองพบกันครั้งแรกในปีถัดมา

 

 

พิธีเสกสมรสของทั้งสองเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เจ้าชายทรงส่งเรือไปรับนักแสดงสาวถึงสหรัฐ ก่อนเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเป็นระยะทางนานถึง 8 วันเพื่อมาถึงยังโมนาโก ขณะนั้นมี ประชาชนเฝ้ารอการมาถึงของว่าที่เจ้าหญิงหลายหมื่นคน

แม้ทั้งสองจะศึกษาดูใจกันเพียงแค่ปีเดียว แต่ความรักของเจ้าชายเรนิเยที่มีต่ออดีตนัก แสดงผู้นี้ไม่สามารถหาคำใดมาอธิบายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่เจ้าหญิงประสบ อุบัติเหตุทางรถยนต์จนสิ้นพระชนม์นั้น ในพิธีฝังพระศพปรากฎภาพของเจ้าชายเรนิเย ทรงร่ำไห้เป็นระยะ กระทั่งคราวที่เจ้าชายเรนิเยประชวรหนัก ทรงรับสั่งให้ฝังพระศพของ พระองค์ไว้เคียงข้างเจ้าหญิง

 

ซิลเวีย ซอมแมร์ลัธ “แดนซิงควีน”

สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน เป็นพระราชินีในสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งสวีเดน ทรงประสูติที่ประเทศเยอรมนี โดยพระองค์มาจากครอบครัวสามัญชนที่มีบิดาเป็นชาว เยอรมัน ส่วนมารดาเป็นชาวบราซิล

ทรงพบรักกับเจ้าชายคาร์ล กุสตาฟแห่งสวีเดนเมื่อคราวที่ทรงรับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ถือ ป้ายในขบวนพาเหรดงานมหกรรมกีฬาโอลิมปิกมิวนิกในปี 1972 โดยตอนหลังทรงเปิด เผยว่าทรงรู้สึก “คลิ๊ก” กับเจ้าชายที่มาร่วมงานในขณะนั้น

 

Sveriges Kungahus

 

ต่อมาในปี 1973 เจ้าชายคาร์ล กุสตาฟ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ แห่งสวีเดนต่อจากสมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 6 อดอล์ฟแห่งสวีเดน พระราชอัยยกาที่สวรรคตลง

พระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ ทรงประกาศอภิเสกสมรสกับ ซิลเวีย ซอมแมร์ลัธ เมื่อ วันที่ 15 กันยายน 1973 โดยนับเป็นพิธีเสกสมรสของกษัตริย์สวีเดนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1797

 

 

งานเลี้ยงก่อนพิธีเสกสมรสมีการจัดแสดงดนตรีที่Royal Swedish Opera เพื่อร่วมฉลองในพิธีเสกสมรสของพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ กับ ซิลเวีย ซอมแมร์ลัธ โดยไฮไลท์ ในงานนี้คือการแสดงดนตรีของวง ABBA วงดนตรีดังในยุคนั้น ซึ่งได้มีการเปิดตัวเพลง Dancing Queen เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นเกียรติให้กับว่าที่พระราชินีของสวีเดน จนต่อมา เพลงดังกล่าวได้กลายเป็นเพลงดังประจำของวง

เลตีเซีย ออร์ติซ อดีตนักข่าวสู่พระราชินีแห่งสเปน

เลตีเซีย ออร์ติซ โรกาโซลาโน คือพระนามเดิมของสมเด็จพระราชินีเลตีเซียแห่งสเปน พระองค์เป็นที่รู้จักในสาธารณะมาตั้งแต่ก่อนหน้าเป็นพระราชินีในฐานะนักข่าว และผู้ ประกาศข่าวประจำสำนักข่าว CNN ภาคภาษาสเปน และสถานีโทรทัศน์ TVE สื่อท้องถิ่น ของสเปน

พระองค์เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งนึงกับ Alonso Guerrero Pérez อาจารย์ใน โรงเรียนมัธยม หลังจากที่ทั้งสองคบหากันมานาน 10 ปี ในปี 1998 แต่ชีวืตรักของทั้ง สองกลับไม่ราบรื่น พระองค์ทรงหย่าในปี 1999

 

 

ในช่วงที่ทรงเป็นนักข่าวทรงเคยมีประสบการณ์รายงานข่าวในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2001 และเคยทรงรายงานสดจากพื้นที่กราวซีโร่ หลังจากเหตุการณ์ 9/11

ปี 2004 สำนักพระราชวังสเปนได้ประกาศข่าวการหมั้นของเจ้าชายเฟลิเปมกุฎราชกุมารแห่งสเปน กับเลตีเซีย ออร์ติซ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความเซอร์ไพร์ซให้กับสาธารณชนอยู่ไม่น้อย โดยหลังจากพิธีเสกสมรสทั้งสองพระองค์ทรงมีรัชทยาทสององค์คือ เลโอนอร์ เจ้าหญิงแห่งอัสตูเรียส มกุฎราชกุมารีแห่งสเปน และ อินฟันตาโซฟีอาแห่งสเปน

 

Casa Real

 

และในปี 2014 ทรงดำรงพระอิสริยศเป็นพระราชินีแห่งสเปนหลังจากที่พระราชสวามีคือ เจ้าชายเฟลิเปทรงราชาภิเษกเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวความรักระหว่างหญิงสามัญชนกับเจ้าชายที่เปรียบดั่งเทพนิยาย แต่ทว่าก็มีเรื่องราวความรักระหว่างชนชั้นสูงด้วยกันที่เริ่มต้นไม่ค่อยสวยหรูสักเท่าไหร่เช่นกัน

 

 

ดังเช่นเรื่องราวความรักระหว่าง สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์ กับ เจ้าชายเคลาส์ วาน อัมส์เบิร์ก ซึ่งเจ้าชายทรงมาจากสายตระกูลขุนนางเก่าแก่ของเยอรมัน

เจ้าชายเคลาส์กับเจ้าหญิงเบียทริกซ์ (พระยศในขณะนั้น) ทรงพบรักกันครั้งแรกในปี 1692 ในงานอภิเสกสมรสพระญาติของทั้งสองพระองค์

ความรักของทั้งสองพระองค์ต่างเป็นที่จับตามองอย่างมากต่อชาวดัตช์ในขณะนั้นเนื่องจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เจ้าชายทรงเคยเข้าร่วมเป็นยุวชนนาซีมาก่อนช่วงระหว่างปี 1938 – 1942 จากนั้นในปี 1944 ทรงถูกเกณฑ์ทหารเข้าร่วมรบในกองทัพนาซี ก่อนที่จะทรงถูกจับในฐานะเชลยศึกโดยทหารสัมพันธมิตรฝ่ายสหรัฐ

 

ภาพ : AP

แม้ขณะนั้นจะผ่านช่วงเวลาสงครามมานานเกือบ 20 ปี แต่ชาวดัตช์ยังจำภาพความสูญเสียและเจ็บปวดจากสงครามในยุคนาซี ส่งผลให้หลังจากที่มีการประกาศข่าวการอภิเสกสมรสของทั้งสองพระองค์ต่อสาธาณะเกิดเสียงวิจารณ์ และไม่ยอมรับจากหลายฝ่าย

พิธีอภิเสกของพระองค์มีขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม 1966 ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา ด้วยเหตุว่ามีประชาชนออกมาประท้วงการแต่งงานตามท้องถนน จนกลายเป็นเหตุจลาจลขนาดย่อมๆ ความคิดเห็นต่อสาธารณะบางคนเชื่อว่าพระราชินีเบียทริกซ์จะทรงเป็นประมุของค์สุดท้ายของเนเธอร์แลนด์

 

เหตุจลาจลขณะพิธีเสกสมรส ภาพ : ANP

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านเลยไป เจ้าชายเคลาส์ วาน อัมส์เบิร์ก ในฐานะเจ้าชายพระราชสวามี ก็เริ่มเป็นที่ยอมรับต่อสาธาณะชน โดยเฉพาะในช่วงปลายพระชนม์ชีพทรงได้รับความเคารพจากประชาชนชาวเนเธอร์แลดน์อย่างสูงสุด จากงานด้านการกุศลต่างๆที่ทรงทำ พิธีศพของพระองค์จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติในรูปแบบรัฐพิธีเฉกเดียวกับพิธีฝังพระศพของประมุขของรัฐ

สาวนอร์เวย์ดับ เพราะไปรับหมาจรจัดมาเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588850

  • วันที่ 11 พ.ค. 2562 เวลา 16:05 น.

สาวนอร์เวย์ดับ เพราะไปรับหมาจรจัดมาเลี้ยง

สาวนอร์เวย์เสียชีวิตจากเชื้อพิษสุนัขบ้าครั้งแรกในรอบ 200 ปีของประเทศ หลังช่วยสุนัขจรจัดแล้วถูกกัด

Birgitte Kallestad สาวชาวนอร์เวย์วัย 24 ปี เสียชีวิตจากการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งถือเป็นผู้เสียชีวิตจากพิษสุนัขบ้ารายแรกของนอร์เวย์ในรอบ 200 ปี รายงานระบุว่าหญิงสาวรายนี้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ระหว่างนั้นเธอเจอกับลูกสุนัขจรจัดข้างทางจึงรู้สึกสงสารจึงอุ้มกลับมาที่พัก แต่ต่อมาถูกสุนัขตัวดังกล่าวกัดจนเป็นแผลขนาดเล็กแต่ไม่ได้ใส่ใจที่จะไปโรงพยาบาล

หลังจากนั้นเธอเดินทางกลับนอร์เวย์ และได้พบว่าตนเองป่วยและได้เข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินหลายแต่ก็ไม่ทันการกระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลเดียวกันกับที่เธอทำงานอยู่

ที่มา : BBC

นิวซีแลนด์ผ่าตัดสมองนกสำเร็จครั้งแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588842

  • วันที่ 11 พ.ค. 2562 เวลา 14:13 น.

นิวซีแลนด์ผ่าตัดสมองนกสำเร็จครั้งแรกของโลก

นิวซีแลนด์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดสมองนกแก้วพันธุ์หายากได้เป็นครั้งแรก เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามอนุรักษ์สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์

ทีมสัตวแพทย์ในนิวซีแลนด์ได้ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดสมองนกแก้วคาคาโป ซึ่งเป็นนกสายพันธุ์หายากที่ถูกจัดว่าอยู่ในความเสี่ยงสูญพันธุ์ได้เป็นครั้งแรกของโลก

รายงานระบุว่า ทีมนักอนุรักษ์ได้พบเจ้านกตัวนี้บนเกาะ Codfish Island ทางใต้ของประเทศ โดยสังเกตถึงความผิดปกติจากก้อนเนื้อบนหัวกะโหลกของมัน ทีมนักอนุรักษ์จึงนำลูกนกวัย 56 วันตัวนี้ เดินทางมารักษายังโรงพยาบาล Wildbase ของมหาวิทยาลัย Massey University เพื่อทำการรักษา

 

ศาสตราจารย์ Brett Gartrell แพทย์ที่ทำการผ่าตัดบอกว่า มองของนกพันธุ์นี้มีขนาดเล็กมาก มีเพียงเนื้อเยื่อชั้นบางๆระหว่างสมองกับกระโหลกเท่านั้น การผ่าตัดนั้นมีความเสี่ยงแต่มันเป็นสิ่งจำเป็นหากเราต้องการอนุรักษ์นกสายพันธุ์หายากนี้ต่อไป ดีกว่าการที่เราไม่ทำอะไรเลย

การผ่าตัดเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและประสบความสำเร็จด้วยดี ซึ่งขณะนี้เจ้านกตัวดังกล่าวกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

 

 

สำหรับนกแก้วคาคาโป เป็นนกสายพันธุ์ท้องถิ่นของนิวซีแลนด์ เป็นนกที่บินไม่ได้และถูกจัดว่าเป็นนกแก้วที่มีน้ำหนักมากที่สุดในโลก มีขนาดตัวระหว่าง 59-64 เซนติเมตร และหนักถึง 4 กิโลกรัม

ด้วยความที่นกพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่บินไม่ได้ตามธรรมชาติ มันจึงเสี่ยงต่อการถูกนักล่าสายพันธุ์อื่นคุกคาม จนส่งผลให้สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ขึ้นทะเบียนนกแก้วคาคาโปอยู่ในสถานะถูกคุกคามจนอาจเสี่ยงสูญพันธุ์

ภาพ : massey.ac.nz

ญี่ปุ่นเผยโฉมชินคันเซ็นรุ่นใหม่ เร็วสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588834

  • วันที่ 11 พ.ค. 2562 เวลา 12:26 น.

ญี่ปุ่นเผยโฉมชินคันเซ็นรุ่นใหม่ เร็วสุดในโลก

ญี่ปุ่นเปิดตัว Alfa-X รถไฟหัวกระสุนรุ่นใหม่ วิ่งเร็วถึง 400 กม./ชม. คาดให้บริการได้ในปี 2030

JR East หรือบริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออกได้เปิดตัวรถไฟหัวกระสุนรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Alfa-X ซึ่งทาง JR East ระบุว่าเป็นรถไฟชินคันเซ็นรุ่นใหม่ที่สามารถทำความเร็วได้สูงที่สุดถึง 400 กม./ชม. โดยรถไฟรุ่นนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาขั้นต่อไป แต่มีแผนเตรียมให้บริการอย่างเป็นทางการได้ในปี 2030

ความโดดเด่นของรถไฟรุ่นนี้คือลักษณะของหัวรถไฟที่ยื่นออกไปยาวถึง 72 ฟุตโดยถูกออกแบบมาเพื่อลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร และแรงสั่นสะเทือนขณะรถไฟแล่นเข้าไปในอุโมงค์

การรถไฟญี่ปุ่นตะวันออกระบุว่ารถไฟหัวกระสุนรุ่นนี้จะเริ่มทำการทดสอบอย่างเป็นทางการภายในปีนี้ โดยจะทำการวิ่งทดสอบในเส้นทางระหว่างเมืองเซนไดและอาโอโมริ เป็นระยะทาง 280 กิโลเมตร

ก่อนจะเตรียมให้บริการในปี 2030 โดยตั้งเป้าให้รถไฟรุ่นนี้วิ่งให้บริการด้วยความเร็ว 360 กม./ชม. ในเส้นทางระหว่างเมืองซัปโปโร ทางเกาะฮอกไกโด มายังกรุงโตเกียว ซึ่งจะส่งผลให้กลายเป็นรถไฟหัวกระสุนที่ให้บริการด้วยความเร็วที่สุดในโลก

ภาพ : Nikkei