วิจารณ์ขรม โรงเรียมอนุบาลรัสเซียแต่งชุดเครื่องแบบทหาร ถือปืนจำลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588828

  • วันที่ 11 พ.ค. 2562 เวลา 11:04 น.

วิจารณ์ขรม โรงเรียมอนุบาลรัสเซียแต่งชุดเครื่องแบบทหาร ถือปืนจำลอง

โรงเรียนอนุบาลในรัสเซียให้นักเรียนราว 500 คนแต่งเครื่องแบบทหาร ร่วมฉลองวันแห่งชัยชนะ อ้างปลูกฝังความรักชาติ

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันที่รัสเซียจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของกองทัพโซเวียตที่มีต่อนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สองเป็นประจำทุกปี

แต่ทว่าได้ปรากฎภาพของเด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาลในเมือง พิตทีกอร์สค์ ทางภาคใต้ของรัสเซียจำนวนราว 500 คนแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารในสมัยโซเวียตหลากหลายรูปแบบทั้งเครื่องแบบทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ ออกมาร่วมเดินขบวนพาเหรดร่วมฉลองในวันแห่งชัยชนะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาด้วย

 

จากภาพแสดงให้เห็นถึงเด็กนักเรียนระดับอนุบาลหลายคนอายุราว 6 ขวบ ถือปืนไรเฟิลแบบ M16 จำลองด้วย

เจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลขบวนพาเหรดขอวเด็กๆกล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นการปลูกฝังเรื่องความรักชาติให้กับเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งเด็กๆเหล่านี้เมื่อโตขึ้นจะมีส่วนทำให้สังคมรัสเซียน่าอยู่ยิ่งขึ้น

หลังจากที่ภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไป หลายคนได้แสดงความคิดเห็นว่า เด็กเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงก่อนวัยเรียน ไม่ควรถูกสอนให้เชิดชูสงคราม

Guzel Makhortova นักจิตวิทยาให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า การให้เด็กๆแต่งเครื่องแบบทหารนี้เป็นป้อนแนวคิดหลงตัวเองของผู้ใหญ่ให้กับเด็ก เด็กๆควรเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองว่าพวกเขาสนใจสิ่งใด ซึ่งเหล่านี้ควรเกิดจากธรรมชาติของพวกเขา ไม่ใช่สังคมเป็นผู้กำหนดว่าพวกเขาควรเป็นอะไร

สวนสาธารณะเบอร์ลินแบ่งโซนให้พ่อค้ายา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588797

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 17:07 น.

สวนสาธารณะเบอร์ลินแบ่งโซนให้พ่อค้ายา

สวนสาธารณะกลางกรุงเบอร์ลินขีดเส้นแบ่งโซนสำหรับประชาชนและแก๊งค์ค้ายา หลังทางสวนจนปัญญาจะไล่

สวนสาธารณะ Görlitzer Park ในย่าน Kreuzberg ของกรุงเบอร์ลินได้ใช้สเปรย์สีชมพูฉีดเส้นตามพื้นเพื่อแบ่งโซนสำหรับประชาชนคนทั่วไปที่มาใช้สวน กับบรรดาแก๊งค์ค้ายาเสพติดออกจากกัน เพื่อให้บรรดาพ่อค้ายายังคงค้าขายยาเสพติดต่อไปได้โดยไม่รบกวนประชาชนที่พาบุตรหลาน และสัตว์เลี้ยงมาพักผ่อนยังสวนแห่งนี้

รายงานระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสวนแห่งนอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวเบอร์ลินแล้ว ยังเป็นและนัดพบเพื่อซื้อขายส่งยาเสพติดกันอย่างลับๆ

แม้ว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจะพยายามห้ามการซื้อขายก็แล้ว จับกุมก็แล้ว ขับไล่ไปก็แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดบรรดาแก๊งค์ค้ายาให้ออกจากสวนได้อย่างสิ้นเชิง

 

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้ทาง Cengiz Demirci ผู้จัดการสวนตัดสินใจนำสเปรย์สีชมพูมาฉีดเพื่อแบ่งโซนสำหรับแก๊งค์ค้ายา และประชาชนทั่วไปออกจากกัน

Demirci เปิดเผยกับสถานีวิทยุในท้องถิ่นว่า เหตุที่ตัดสินใจเช่นนี้ไม่ได้จะสื่อว่ายาเสพติดเป็นสิ่งถูกกฎหมาย แต่ต้องการปกป้องสวัสดิภาพและความรู้สึกของคนอื่นที่มาใช้สวนไม่ให้รู้สึกว่าถูกคุกคาม หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อขายโดยไม่รู้ตัว

 

ภาพ : Berlin.de

Demirci ยังระบุอีกว่าวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการสร้างงานให้กับพ่อค้ายาเหล่านี้ เพราะแก๊งค์ค้ายาส่วนใหญ่เป็นคนที่ตกงาน และหลายคนเป็นผู้อพยพที่รอการอนุญาตให้ทำงานได้อย่างถูกกฎหมายจากทางการ Demirci มั่นใจว่าหากคนเหล่านี้มีงานทำอย่างถูกกฎหมาย แก๊งค์ค้ายาในสวนจะลดลงถึง 90% ในทันที

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าวิธีการดังกล่าวจะสร้างความไม่พอใจให้กับนักการเมืองในท้องถิ่นและตำรวจในท้องที่อยู่ไม่น้อย เพราะนั่นเท่ากับว่าทางการกรุงเบอร์ลินยอมจำนวนต่อปัญหายาเสพติด ซึ่งทางตำรวจในกรุงเบอร์ลินกำลังต่อสู้กับปัญหานี้อยู่ไม่น้อย

ขณะที่รายงานจากเว็บไซต์ The Local ระบุว่าหลังจากที่มีมาตรการดังกล่าวออกไป ดูเหมือนผู้ค้ายาเสพติดจะไม่ได้สนใจกับเส้นสีชมเหล่านี้เท่าไหร่นัก

เดินไปกินไปดูไม่สุภาพ เมืองญี่ปุ่นออกกฎห้ามนักท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588787

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 15:16 น.

เดินไปกินไปดูไม่สุภาพ เมืองญี่ปุ่นออกกฎห้ามนักท่องเที่ยว

เมืองคามากุระของญี่ปุ่นออกกฎขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว ไม่รับประทานอาหารขณะเดิน

ช่วงปีที่ผ่านมาทางการญี่ปุ่นได้เตรียมแผนต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นอีกนับล้านคนจากการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 การเพิ่มจำนวนของนักท่องเที่ยวส่งผลให้หลายเมืองในญี่ปุ่นต่างออกมาตรการรับมือนักท่องเที่ยวต่างชาติไปพร้อมๆกับการรักษาบ้านเมืองให้เป็นระเบียบควบคู่กัน

เช่นเดียวกับที่เมืองคามากุระ ในจังหวัดคานากาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆเมืองในญี่ปุ่นที่ออกมาตรการรับมือดังกล่าว โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาทางสภาเมืองได้ออกประกาศขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่รับประทานอาหารขณะเดิน

 

พระพุทธรูปไดบุตสึ ภาพ : WIKI

ชาวญี่ปุ่นบางส่วนมองว่าการเดินไปรับประทานไปด้วย หรือการรับประทานอาหารขณะทำกิจกรรมอื่นในเวลาเดียวกันเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก เพราะนั่นหมายความว่าผู้ทานไม่ได้ชื่นชมและเห็นคุณค่าของอาหารมื้อนั้น

นอกเหนือจากเหตุผลด้านมารยาทแล้ว ทางการยังกังวลเรื่องขยะและเศษอาหารที่เกิดขึ้นหลังรับประทานเสร็จซึ่งจะทำให้สัตว์ที่ไม่พึ่งประสงค์เข้ามาก่อความรำคาญแก่ชาวบ้านในท้องถิ่น

เมืองคามากุระเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปไดบุตสึอันมีชื่อเสียง รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของถนนโคมะชิ โดริ ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยร้านค้าสตรีทฟู้ดมากมาย แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนราว 5-6 หมื่นคน แม้ว่าถนนเส้นดังกล่าวจะมีความยาวเพียง 350 เมตรเท่านั้น

เป็นเหตุให้สภาเมืองต้องออกประกาศเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุงมารยาทบนท้องถนน ด้วยการอธิบายถึงผลเสียที่จะตามมาหากนักท่องเที่ยวเดินรับประทานอาหารในพื้นที่ย่านเมืองเก่าซึ่งแออัดและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เช่นอาจสร้างความสกปรกให้ผู้อื่น หรืออาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวคนอื่นบาดเจ็บ

ทางการได้ออกประกาศขอความร่วมในหลากหลายภาษา ทั้งอังกฤษ จีน เกาหลี และแม้แต่ภาษาญี่ปุ่นด้วยโดยแนะนำให้รับประทานให้เสร็จตั้งแต่ที่ร้านจะดีกว่า

อย่างไรก็ดี มีเสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวบางรายเช่นกันว่า การเดินไปชิมสตรีทฟู้ดไปก็ช่วยสร้างบรรยากาศที่เพลิดเพลินให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้าชมตลาดด้วยเช่นกัน

สิงคโปร์พบผู้ป่วยฝีดาษลิงรายแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588777

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

สิงคโปร์พบผู้ป่วยฝีดาษลิงรายแรก

สิงคโปร์พบผู้ป่วยฝีดาษลิงรายแรกของประเทศเป็นชาวไนจีเรีย พร้อมกักตัวผู้ใกล้ชิดเฝ้าระวังติดเชื้อ

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (9 พ.ค.) ระบุว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อโรคฝีดาษลิงซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่พบได้ยาก เป็นครั้งแรกของประเทศ โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวพบว่าเป็นชายชาวไนจีเรียวัย 38 ปี ได้เดินทางเข้ามายังสิงคโปร์เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา และได้รับการตรวจพบไวรัสเมื่อวันที่ 8 พ.ค.

ทางการสิงคโปร์คาดว่าชายคนดังกล่าวอาจติดเชื้อในระหวส่างเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านเกิดและรับประทานอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ป่าที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้่อน นอกจากนี้ทางการยังได้ออกมาตรการป้องกันด้วยการสั่งกักตัวและตรวจร่างกายโดยละเอียดกับบุคคลใกล้ชิดเขาอีก 23 ราย เพื่อคัดกรองและป้องกันการแพร่เชื้อ

สำหรับโรคฝีดาษลิงมีลักษณะอาการคล้ายกับโรคฝีดาษในคน ซึ่งโรคฝีดาษคนนั้นถูกกำจัดหมดไปจากตั้งแต่ปี 1980 แล้ว ส่วนโรคฝีดาษลิงยังคงพบได้ประปรายในบางพื้นที่ของแอฟริกา

อาการของโรคฝีดาษลิงนั้นมีผู้ป่วยน้อยรายที่ขั้นเสียชีวิต เชื้อจะคงอยู่ราว 2-4 สัปดาห์ เริ่มจากมีไข้ ปวดศีรษะ จากนั้นจะมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ เกิดขึ้นทั่วร่างกาย

ภาพ : CDC/ BRIAN W.J. MAHY

สหรัฐประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 25%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588764

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 12:02 น.

สหรัฐประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 25%

สงครามการค้าระอุอีกครั้ง ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีก 25% วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์

คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตัดสินใจปรับภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก 25% จากเดิมที่เก็บภาษีในระดับ 10% เป็นวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ และให้มีผลทันทีตั้งแต่เวลา 00.01 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐ หรือราว 11.01 น.ตามเวลาในไทย

การประกาศดังกล่าวได้จุดชนวนเหตุสงครามการค้าระหว่างสองชาติมหาอำนาจขึ้นมาอีกครั้ง ขณะที่มีรายงานว่า ทางการจีนจะพิจารณาออกมาตรการตอบโต้อย่างเหมาะสมต่อการตัดสินใจขึ้นภาษีของสหรัฐในครั้งนี้ต่อไป แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะตอบโต้ในลักษณะใด

รายงานระบุว่าอัตราภาษีใหม่นี้จะถูกใช้กับสินค้าที่นำเข้าจากจีนกว่า 5,700 ประเภท ที่ถูกส่งออกจากท่าเรือ และสนามบินของจีนมายังสหรัฐในช่วงก่อนเที่ยงคืนในเวลาสหรัฐ โดยสินค้าที่จะได้ผลกระทบส่วนวหญ่เป็นสินค้าด้านอิเล็กทรอนิกส์ เช่นอินเตอร์เน็ตโมเดม แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ส่งข้อมูลต่างๆ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยแผงวงจรพิมพ์ หรือ พีซีบี มูลค่าอีก 12,000 ล้านดอลลาร์

นอกจากนั้นยังรวมถึงเครื่องใช้ในครัวเรือน อุปกรณ์แสงสว่าง ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องดูดฝุ่น และวัศดุก่อสร้างที่อยู่ในรายการขึ้นภาษีด้วยเช่นกัน

อดีตคู่หูซักเกอร์เบิร์ก เรียกร้องยุบองค์กร-โละอำนาจเฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588757

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 11:17 น.

อดีตคู่หูซักเกอร์เบิร์ก เรียกร้องยุบองค์กร-โละอำนาจเฟซบุ๊ก

คริส ฮิวจ์ส อดีตคู่หูของ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์กและผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก เสนอไอเดียลดขนาดองค์กร และลดอิทธิพลของเฟซบุ๊ก

คริส ฮิวจ์ส ซึ่งเป็นเพื่อนของนายมาร์ก ซักเกอร์เบิร์กและอดีตผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊กในยุคแรก ที่เป็นผู้เปลี่ยนเฟซบุ๊กจากโปรเจ็คของนักศึกษาสู่โลกธุรกิจ ได้เปิดเผยบทความข้อคิดเห็นของเขาผ่านเว็บไซต์นิวยอร์กไทมส์ โดยมีใจความสำคัญระบุให้เฟซบุ๊กลดอิทธิพลของตนเองลงด้วยการลดขนาดองค์กร

ฮิวจ์สให้ข้อคิดเห็นว่า ทุกวันนี้เฟซบุ๊กเป็นองค์กรที่ไม่เพียงแต่ทรงอิทธิพลทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นโซเชียลมีเดียที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในลักษณะที่ไม่สามารถมีหน่วยงานไหน หรือรัฐบาลใดควบคุมได้

“มาร์กเป็นใจดีคนนึงนะ แต่ผมไม่พอใจนักที่เขาเอาแต่มุ่งมั่นให้เฟซบุ๊กเติบโตโดยลืมโฟกัสเรื่องความปลอดภัย ความเหมาะสมของเนื้อหาและข่าวปลอม”

“ผมรู้สึกผิดหวังกับตัวเองและทีมงานเฟซบุ๊กในยุคแรก ที่เราลืมคำนึงถึงการรับมือกับฟีดข่าวที่มันอาจเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม หรืออาจส่งผลต่อการเมืองการเลือกตั้ง รวมถึงแนวคิดชาตินิยมที่แพร่กระจายในโลกโซเชียล ผมห่วงว่ามาร์กจะถูกห้อมล้อมด้วยบรรดาคนที่สรรเสริญเยินยอเขา แทนที่จะเห็นต่างหรือท้าทายเขา”

แม้ว่าปัจจุบันฮิวจ์สจะไม่ได้ร่วมงานกับเฟซบุ๊กแล้ว แต่เขาก็ได้แสดงทัศนะได้อย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันเฟซบุ๊กได้กลายเป็นองค์กรที่ใหญ่และทรงอิทธิพลเกินจะควบคุมได้ เฟซบุ๊กได้ผูกขาดรายได้กว่า 80% ในธุรกิจโซเชียลมีเดียทั่วโลก มันเป็นการผูกขาดอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่เฟซบุ๊กเข้าซื้อกิจการของอินสตาแกรมและว็อทส์แอป

นอกจากนี้ฮิวจ์สยังแนะนำว่่าให้รัฐบาลสหรัฐจักตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อควบคุมองค์กรด้านโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ

บทเรียนชีวิตเศรษฐกิจสิ้นหวัง วิธีเอาตัวรอดในนรกค่าเงินอาร์เจนตินา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588734

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 09:30 น.

บทเรียนชีวิตเศรษฐกิจสิ้นหวัง วิธีเอาตัวรอดในนรกค่าเงินอาร์เจนตินา

โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

อาร์เจนตินาเคยประสบกับวิกฤตการเงินในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับไทย คือ ปี 1998 แต่วิกฤตการณ์ของอาร์เจนตินาลากยาวมาจนถึงปี 2002 และอันที่จริงแล้วเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาติดหล่มมาตั้งแต่ปี 1974-1990 หรือช่วงอภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจ (Great Depression) และในปี 2018 อาร์เจนตินาเผชิญกับวิกฤตการเงินอีกครั้ง หลังจากบูมได้แค่ปีเดียว และลากยาวจนมาถึงปี 2019

ค่าเงินเปโซเริ่มดิ่งเหวตั้งแต่ปลายปี 2017 จนกระทั่งเดือน เม.ย.-พ.ค.ปี 2018 ก็ทิ้งตัวราวกับกระโจนลงสู่หน้าผา จาก 15 เปโซต่อ 1 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 20 เปโซ ในเดือน เม.ย. และดิ่งลงมาที่ถึง 40 กว่าเปโซ แล้วก็อ่อนค่าเอาๆ นับแต่นั้น รวมแล้วปีที่แล้วเปโซดิ่งลงถึง 50.5%

ล่าสุดค่าเงินอยู่ที่ 45 เปโซ เรียกได้ว่ากำลังเข้าสู่นรกขุมที่ลึกที่สุดขุมหนึ่งของวิกฤตค่าเงิน

ส่วนความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่อัตราจ้างงานเพียบ ก็ลดลงวูบนับตั้งแต่เดือน เม.ย. ปี 2017 และต่อมาอัตราคนว่างงานก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 9.20%  สถานการณ์ของอาร์เจนตินาในปีนี้ เรียกได้ว่าเหมือนนรกกับสวรรค์เมื่อเทียบกับปี 2017

ในปีนี้อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 54% ซึ่งเรียกได้ว่าน่าจะเป็นรองแค่เวเนซุเอลาเท่านั้นในแง่ความรุนแรง (โดยที่เวเนซุเอลารุนแรงกว่าหลายล้านเท่า!) ทำให้คนอาร์เจนตินากลายเป็นคนยากจนเพิ่มขึ้น เพราะค่าเงินอ่อนจนซื้ออะไรลำบาก แถมราคาสินค้าก็แพงราวติดจรวด

Photo by EITAN ABRAMOVICH / AFP

เราจะไม่ลงลึกว่าทำไมเหตุการณ์จึงกลับตาลปัตรขนาดนี้ แต่พึงเข้าใจว่า อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีประวัติเรื่องความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเงินขึ้นๆ ลงๆ จนชาวโลกเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

แน่นอนว่าธุรกิจจะต้องไปไม่รอด หลายกิจการต้องปิดตัวลง และสินค้าในสต๊อกต้องเปลี่ยนราคากันเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะสินค้านำเข้า ที่ต้องซื้อขายด้วยเงินเหรียญสหรัฐ แต่เพราะค่าเงินผันผวนทำให้ทั้งคนขายและคนซื้อถึงกับกลุ้ม

พวกเขาจะเอาชีวิตรอดในนรกค่าเงินของอาร์เจนตินาได้อย่างไรโดยไม่ต้องปิดกิจการ และยังมีคนยินดีที่จะซื้อสินค้าของพวกเขา ในช่วงเวลาที่อำนาจการซื้อตกต่ำลงสุดๆ?

เฟร์นันโด เอชต์ลิงเงอร์ เจ้าของร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ที่เพิ่งเปิดร้านในช่วงเศรษฐกิจบูมปี 2017 แต่ในตอนนี้ราคาผันผวนอย่างมาก เพื่อเอาตัวรอดเขาจึงต้องตั้งราคาใหม่กันบ่อย จนตัวเขาเองเรียกแบบติดตลกว่า “เทศกาลตั้งราคา” เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ก็มีแต่ต้องปิดกิจการ เพราะไม่มีเงินหมุนเวียนมารีสต๊อกสินค้าใหม่

ประสบการณ์ของ เอชต์ลิงเงอร์ น่าจะเป็นตัวอย่างให้หลายคนได้ตรึกตรองและเลียนแบบได้เป็นอย่างดี เพราะสินค้าของเขานำเข้าเป็นหลัก จึงเกี่ยวพันกับปัญหามากกว่าใคร แต่เขาก็ยังเอาตัวรอดมาได้

สิ่งที่ เอชต์ลิงเงอร์ ทำ คืออธิบายให้ลูกค้าได้เข้าใจ แม้จะต้องเสียเวลาพอสมควรก็ตาม แต่โชคดีอย่างหนึ่งก็คือ สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายจนกระทั่งผู้คนไม่มีปัญญาซื้ออาหารมายาไส้ ซึ่งต่างจากเวเนซุเอลาราวฟ้ากับเหว แน่นอนว่า สถานการณ์เช่นนี้มีส่วนประคับประคองกิจการของเขาได้มาก

Photo by EITAN ABRAMOVICH / AF

สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะที่เขาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้เขาทำงานคนละสาย คือ เป็นคนเขียนบทภาพยนตร์ เป็นครีเอทีฟ และที่ปรึกษา พอมาจับงานค้าขายก็รุ่งได้พักเดียวแล้วก็ร่วงเป็นดาวตก

เอชต์ลิงเงอร์ บอกว่า การเปลี่ยนราคาสินค้าบ่อยๆ เป็นความเสี่ยง แต่กลายเป็นว่ากลับ “เวิร์ค” สำหรับกิจการของเขา นอกจากจะประคองกิจการเอาไว้ได้แล้ว ยังมีแผนที่จะเปิดสาขาอีกแห่งด้วย จากเดิมตอนนี้ที่มีอยู่ 2 สาขา แสดงให้เห็นว่า ตัวเขาเป็นนักธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์สูงมาก

นักธุรกิจเลือดใหม่อีกรายคือ เฟเดริโก เวเลโน วัย 29 ปี มีกิจการขายเครื่องดนตรีในบัวโนสไอเรส และมีแบรนด์ของตัวเองชื่อว่า Bamboo ซึ่งออกแบบโดยชาวอาร์เจนตินา แต่ต้องสั่งทำจากต่างประเทศ

ออร์เดอร์ชุดแรก 800 ชิ้น ขายหมดเกลี้ยงใน 2 สัปดาห์

Photo by EITAN ABRAMOVICH / AFP

แต่การสั่งทำและส่งกลับมาขายใช้เวลา 3-4 เดือน ระหว่างนั้นค่าเงินผันผวนสุดๆ ค่าเงินอ่อนลงอย่างน่ากลัว ทำให้ราคาสินค้าที่ออร์เดอร์ไว้พุ่งขึ้นตามไปด้วย แล้วแบบนี้ลูกค้าจะกล้าซื้อหรือไม่ ในเมื่อคนขายก็ยังไม่มั่นใจว่าจะขายได้?

ปรากฏว่า เวเลโน เลือกที่จะขายด้วยการลดกำไรลง เพื่อรักษากิจการและรักษาลูกค้าด้วย

แม้เขาจะไม่เล่าว่าลูกค้าพอใจหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าทุกฝ่ายจะเข้าอกเข้าใจกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ถือว่า “เป็นบุญ” ของผู้ขายและผู้ซื้อในประเทศนี้ที่ต่างรู้สถานการณ์ของแต่ละฝ่าย และยอมงอไม่ยอมหัก

อีกปัญหาหนึ่งที่ต้องเผชิญคือ ความล่าช้าของระบบราชการ ที่ช้ามากจนเหมือนกับต้องรอไปชั่วกัลปวสาน โดยเฉพาะการทำเรื่องภาษี เอชต์ลิงเงอร์ เผยว่า รายได้ที่ได้มา 50% จะต้องเสียให้รัฐ และยังหลีกเลี่ยงได้ยากอีกด้วย

อัตราภาษีที่สูงควรจะแลกมาด้วยสวัสดิการที่สูงล้ำ แต่ระบบราชการของอาร์เจนตินาย่ำแย่ โมเดลเศรษฐกิจไม่ได้ความ และความหายนะทุกวันนี้เป็นผลสะเทือนมาจากการใช้นโยบายประชานิยมในช่วงหลายทศวรรษก่อน

บางทีนักธุรกิจที่เอาตัวรอดจากหล่มทางเศรษฐกิจมาได้ อาจจะสะดุดปลักที่รัฐขุดเอาไว้ก็เป็นได้

แต่ชาวอาร์เจนตินาเหล่านี้จะไม่ยอมแพ้ เหมือนกับที่ เวเลโน บอกว่า ที่นี่ยังเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมในการเรียนรู้ที่จะรักษาธุรกิจเอาไว้

สวมจีวรแล้วจับมีดผ่าตัด หมออเมริกันบวชพระใช้ธรรมะช่วยผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588701

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 20:09 น.

สวมจีวรแล้วจับมีดผ่าตัด หมออเมริกันบวชพระใช้ธรรมะช่วยผู้ป่วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ประสาทศัลยศาสตร์ หรือ Neurosurgery เป็นแผนกที่ดูแลโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท รวมถึงสมอง ไขสันหลัง กระดูกสันหลัง และทุกอย่างที่เชื่อมโยงกับประสาทของมนุษย์ และแพทย์ในแผนกนี้เรียกว่า “ศัลยแพทย์ระบบประสาท” หรือ Neurosurgeon และเป็นแพทย์ที่ต้องอาศัยทักษะสูง เพราะเกี่ยวข้องกับส่วนที่ละเอียดอ่อนของร่างกายมนุษย์

ในประเทศสหรัฐ รายได้ของศัลยแพทย์ระบบประสาทจึงสูงมาก เรียกได้ว่าสูงที่สุดในหมู่แพทย์ด้วยกัน คือ 775,968 ต่อปี หรือราว 24 ล้านบาทต่อปี (ตัวเลขจาก MGMA) และถ้ามีประสบการณ์มากถึง 15 ปี จะมีค่ากลางรายได้ถึง 914,796 เหรียญสหรัฐ หรือกว่า 29 ล้านบาทต่อปี (ตัวเลขจาก healthcareerexplore)

รายได้มหาศาลนี้ แลกมาด้วยการฝึกปรือทักษะและความเสี่ยงของงาน ศัลยแพทย์ระบบประสาทจึงไม่ใช่งานที่ง่าย และรับรายได้มากมายแบบง่ายๆ

และแน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกโรคที่ศัลยแพทย์ระบบประสาทจะแก้ไขได้ รวมถึงการหยุดยั้งความตาย แม้ว่าจะมีฝีมือมากแค่ไหน หรือมี “ค่าตัว” มหาศาล แพทย์ก็ยังทำได้แค่เยียวยาความทุกข์ไม่ใช่รักษาความทุกข์ให้หายขาด ด้วยเฉพาะความทุกข์ทางใจ

ภาพจาก Duke Health

ที่สหรัฐ มีศัลยแพทย์ระบบประสาทคนหนึ่งที่รู้สึกสะเทือนใจกับการพบเห็นความทุกข์ เผชิญหน้ากับความเป็นและความตายของคนไข้ทุกวัน จนเขาบอกว่า “เป็นกองหน้าในการรับมือกับความทุกข์ของมนุษย์” แต่แพทย์ท่านนี้รู้วิธีการจัดการความทุกข์ของตัวเองและของคนไข้ เพราะหลังจากเขาสวมเสื้อกาวน์แล้ว เขายังตัดสินใจมาสวมจีวรของนักบวชด้วย และทุกวันนี้ เขายังสลับบทบาทและเครื่องแต่งกาย ระหว่างการเป็นแพทย์และพระ

แพทริก ค็อดด์ (Patrick Codd) เป็นศัลยแพทย์ระบบประสาท และผู้ช่วยศาสตราจจารย์ด้านประสาทศัลยศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ค ประเทศสหรัฐ ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นเขาเคยสับสนในชีวิตและรู้สึกว้าเหว่เหมือนกับวัยรุ่นหลายๆ คน แต่เผอิญว่าใกล้ๆ กับบ้านของเขา มีสำนักสงฆ์ในพุทธศาสนานิกายเซน ด้วยความสนใจเขาจึงเข้าไปของรับการสอนธรรมะ และได้พบกับอาจารย์สอนกรรมฐานที่ช่วยทำให้เขารู้จักกับการนั่งสมาธิแบบนิกายเซน

หลังจากนั้น ค็อดด์ก็กลายเป็นนักปฏิบัติธรรมมาโดยตลอด แม้แต่ตอนที่เข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่กว่าที่เขาจะสามารถเชื่อมโยงธรรมะและการปฏิบัติสมาธิให้เข้ากับอาชีพของเขาได้ ก็หลังจากเข้าเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลกลางแมสซาชูเซตต์

ภาพจาก Duke Health

ตอนที่เขายังเป็นนักศึกษาแพทย์ ค็อดด์มุ่งมั่นกับความเป็นเลิศทางวิชาการ และต้องการความก้าวหน้าในชีวิตหลังจากเรียนจบแล้ว แต่เขาไม่ได้เตรียมพร้อมกับสถานการณ์จริงในชีวิตของการเป็นศัลยแพทย์ประสาท เพราะสิ่งที่เรียนมาไม่เหมือนกับที่พบในโรงพยาบาล นั่นคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความโศกเศร้าที่ไม่มีวันจบสิ้น”

เขาบอกกับนิตยสารออนไลน์ Lion’s Roar ว่า “ผมถูกบังคับให้เผชิญกับความทุกข์ ทั้งความทุกข์ทางร่างกาย ทุกข์ทางอวัยวะต่างๆ และสภาพจิตใจที่บิดเบี้ยว ในตอนนั้นเองที่ผมพบว่าการปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนานิกายเซน เข้ากันได้กับความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ช่วยให้สงบนิ่ง ปล่อยให้สิ่งต่างๆ เข้ามาแล้วผ่านไป”

ค็อดด์รู้สึกว่าการแพทย์สมัยใหม่ ยังไม่เพียงพอที่จะรักษาคนป่วยได้ เขาจึงริเริ่มการรักษาควบคู่ไปกับการปรึกษาเรื่องความทุกข์กับคนป่วย โดยจัดการเสวนาเป็นประจำทุกเดือนเพื่อให้ผู้ป่วยบอกเล่าเรื่องความทุกข์ และยังสอนการนั่งสมาธิในมหาวิทยาลัยดุ๊คในฐานะนักบวชของนิกายเซน

เมื่อปีที่แล้ว ค็อดด์รับศีลเป็นนักบวชในนิกายเซ็น สายโซโต ที่ Greater Boston Zen Center ซึ่งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมในพื้นที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตต์

แต่นักบวชของนิกายเซน ไม่ได้มีสถานะเป็นพระ แม้จะสวมจีวรและประกอบพิธีกรรมเหมือนพระสงฆ์ก็ตาม โดยนักบวชสามารถมีครอบครัวได้และประกอบอาชีพได้ ค็อดด์ก็เป็นหนึ่งในนักบวชประเภทนี้ โดยเขาบอกว่า การเป็นนักบวชก็มีส่วนช่วยผู้ป่วยเวลามีความจำเป็นต้องพูดคุยเรื่องความทุกข์ แต่เวลาผู้ป่วยทรมานในลักษณะอื่น ก็ไม่เหมาะที่จะใช้สถานะนักบวชเข้าช่วยเหลือ (แต่เขาสามารถช่วยแบบอื่นได้ ด้วยบทบาทการเป็นแพทย์)

ภาพจาก Duke Health

เขาบอกว่า การเป็นนักบวชในพุทธศาสนาเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับเขาในการเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ในการเข้าใจตัวเองว่าคือใคร นั่นคือการเป็นมนุษย์ที่ต้องพบกับความทุกข์ ความกังวล และความกลัวเหมือนๆ กัน

เขายังบอกด้วยว่า การปฏิบัติกรรมฐานแบบเซ็น ไม่ใช่แค่การนั่งลงแล้วทำสมาธิในห้องเงียบๆ แล้วนับลมหายใจเข้าออก แต่คือการนับลมหายใจเข้าออกทุกย่างก้าวที่เดินไปตามถนน หรือตอนไปจ่ายตลาด หรือตอนที่กำลังผ่าตัดสมอง

“ผู้ป่วยยอมยกร่างกายให้เราเพื่อให้เราพยายามช่วยเหลือพวกเขา นี่ถือเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก”

ค็อดด์ บอกว่า ไม่ว่าจะเป็นการสวมจีวรนักบวช หรือการสวมเสื้อกาวน์สีขาว ทั้งสองอย่างคือโอกาสที่จะทำให้เขาเป็นคนที่มีความกรุณา มีความเห็นอกเห็นใจผู้ป่วย และคอยยื่นมือช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากความทุกข์ นอกจากนี้ การฝึกปรือด้วยธรรมะ ยังทำให้เขาพร้อมรับการสถานการณ์ความเป็นความตายได้ดีขึ้นอีกด้วย

อ้างอิง

Lilly Greenblatt. “A Neurosurgeon Working with the Suffering Mind”. Lion’s Roar. 26 April 2019.

Patrick J. Codd, MD. “Meditation Head-On: Neurosurgeon and Buddhist Priest, Dr. Patrick Codd”. Peerspectrum. 19 March 2019.

Patrick J. Codd, MD. “Ordination of Patrick Codd”. Greater Boston Zen Center. 4 November 2017.

Duke Health “As a Buddhist Priest, Duke Neurosurgeon Finds Deeper Connection with Patients”. Youtube. 16 May 2018.

มหัศจรรย์เมืองลาว พบไหหินมนุษย์โบราณกลางป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588727

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 18:39 น.

มหัศจรรย์เมืองลาว พบไหหินมนุษย์โบราณกลางป่า

สปป. ลาวค้นพบหลักฐานใหม่ทางโบราณคดี เป็นไหหินขนาดมหึมากลางป่าแขวงไซสมบูน คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งวัฒนธรรมไหหินที่ปรากฎอยู่ในพื้นที่แขวงเชียงขวาง และกำลังเตรียมเสนอเป็นมรดกโลก

คำผ่าน อุดสีบุนมี นักวิชาการแขนงท่องเที่ยว แผนกแถลงข่าวและวัฒนธรรม แขวงไซสมบูน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 พฤาภาคม ได้มีการค้นพบไหหินแห่งใหม่ อยู่เขตบ้านเชียงคง เมืองท่าโทม แขวงไซสมบูน ตั้งอยู่ห่างจากเขตทเศบาลเมืองท่าโทม ไปทางทิศตวันออก ประมาณ 15 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 3 ชั่วโมง ผู้ค้นพบคือท่านคำหล้าซิ่ง และตู้ว่าง ประชาชนบ้านเชียงคง

ไหหินที่พบมีประมาณ 30 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นไหขนาดเล็กที่ถูกทำลาย และแตกหัก มีบางไหเท่านั้นที่ยังคงสภาพเดิม แต่จากการให้ข้อมูลของผู้พบเห็น ทำให้ทราบว่า ยังมีไหหินอีกหลายจุด แต่ทีมงานไม่สามารถเข้าถึงได้ในขณะนี้

ภาพจาก ຄຳຜ່ານ ອຸດສີບຸນມີ/Art and Culture of Laos

ไหหินเป็นโบราณวัตถุที่สลักขึ้นจากหิน พบในแขวงเชียงของ ปประเทศลาว มีขนาดเท่ากับไหขนาดใหญ่ แต่บางชิ้นมีขนาดเท่ากับตุ่ม นักโบราณคดียังไม่สามารถสรุปได้ว่าใครเป็นผู้สร้าง และสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร แต่คาดว่าใช้เพื่อฝังศพของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งที่พบเรียกว่าไซต์ เช่นไซต์ 1 ไซต์ 2 โดยที่ไซต์ 52 มีจำนวนไหมากที่สุดคือ 392 ไห แต่สามารถเดินทางไปถึงด้วยการเดินเท้าเท่านั้น ทั้งนี้ พื้นที่ที่ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ทางโบราณคดีดังกล่าว ตั้งอยู่ห่างจากทุ่งไหหินในแขวงเชียงขวางหลายสิบกิโลเมตร ทำให้เป็นที่น่าฉงนว่า สิ่งของเหล่านี้มาตั้งอยู่กลางป่าที่ไม่ใช่กลางทุ่งได้อย่างไร? ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักโบราณคดีที่จะค้นหาคำตอบต่อไป โดยในเวลานี้ ทางการลาวได้ร่วมมือกับองค์การยูเนสโก ทำการฟื้นฟูและสำรวจทุ่งไหหิน เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเสนอชื่อเป็นมรดกโลกภาพและข้อมูลจาก Art and Culture of Laos และบทความเรื่อง Plain of Jars ใน Wikipedia

ภาพจาก ຄຳຜ່ານ ອຸດສີບຸນມີ/Art and Culture of Laos

ภาพจาก ຄຳຜ່ານ ອຸດສີບຸນມີ/Art and Culture of Laos

ภาพจาก ຄຳຜ່ານ ອຸດສີບຸນມີ/Art and Culture of Laos

ภาพจาก ຄຳຜ່ານ ອຸດສີບຸນມີ/Art and Culture of Laos

ออสเตรเลียพลาดนับพันล้าน สะกดคำผิดในธนบัตรชุดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588717

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 17:58 น.

ออสเตรเลียพลาดนับพันล้าน สะกดคำผิดในธนบัตรชุดใหม่

แบงก์ชาติออสเตรเลียพลาดครั้งใหญ่ สะกดคำในธนบัตรฉบับละ 50 ดอลลาร์ผิดเป็นจำนวนมากถึง 46 ล้าน

ธนาคารกลางแห่งชาติออสเตรเลีย The Reserve Bank of Australia (RBA) ได้ทำความผิดพลาดครั้งใหญ่จากการที่ออกธนบัตรฉบับใบละ 50 ดอลลาร์ล็อตใหม่เป็นมูลค่ารวมถึง 46 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 1,000 ล้านบาท

รายงานระบุว่าธนบัตรฉบับใบละ 50 ดอลลาร์ที่พิมพ์ผิดนี้มีจุดพลาดตรงที่สะกดคำว่า “responsibility” ผิดเป็น “responsibilty” หรือตกตัว i ไปหนึ่งตัว

 

อย่างไรก็ดีทาง RBA ได้ยอมรับการผิดพลาดครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าธนบัตรล็อตดังกล่าวสามารถใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งการออกธนบัตรฉบับ 50 ดอลลาร์ชุดใหม่นี้ ก็เพื่อปรับปรุงให้ปลอมแปลงได้ยากขึ้น รวมถึง RBA ระบุว่าจะมีการแก้ไขคำว่า”responsibilty”ให้ถูกต้องในการจัดพิมพ์ล็อตต่อไป

 

สำหรับคำที่ผิดพลาดนั้นเป็นเป็นวาทะหนึ่งของนาง Edith Cowan สมาชิกหญิงคนแรกที่ได้รับเลือกเข้ารัฐสภาออสเตรเลีย โดยประโยคเต็มที่ถูกต้องระบุว่า “It is a great responsibility to be the only woman here, and I want to emphasise the necessity which exists for other women being here,” หรือแปลได้ว่า “มันเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่นี่ และฉันต้องการตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ต่อผู้หญิงคนอื่นๆเช่นกัน” ซึ่งจุดที่ผิดพลาดนั้นเล็กน้อยมากจนต้องใช้แว่นขยายส่องเท่านั้นจึงจะมองเห็น

ภาพ : Reserve Bank of Australia, AAP