นายกฯ ไทยเป็น “ทหาร” นายกฯ ภูฏานเป็น “หมอ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588690

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

นายกฯ ไทยเป็น "ทหาร" นายกฯ ภูฏานเป็น "หมอ"

โดย จารุณี นาคสกุล

โลเท เชอร์ริง นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของภูฏาน เพิ่งได้รับตำแหน่งเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว หลังชนะการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 3 ของประเทศนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเมื่อปี 2008

แต่นอกจากหน้าที่ในการบริหารประเทศในวันธรรมดาแล้ว ในวันหยุดสุดสัปดาห์นายกรัฐมนตรีวัย 50 ปีคนนี้ยังมีอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการเป็นแพทย์ ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของชาวภูฏาน

ภาพ : Upasana DAHAL/AFP

ทุกๆ วันเสาร์โลเทจะถอดหัวโขนนายกรัฐมนตรี มาสวมหัวโขนเป็นศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะประจำโรงพยาบาลแห่งชาติ Jigme Dorji Wangchuck National Referral Hospital ในกรุงทิมพู ออกรักษาคนไข้เช่นแพทย์คนอื่นๆ นอกจากนี้ ช่วงเช้าวันพฤหัสบดี โลเทจะเจียดเวลาให้กับการอบรมให้คำแนะนำทางการแพทย์แก่หมอและนักศึกษาฝึกหัดด้วย

หนังสือพิมพ์ The Bhutanese รายงานว่า เขามักจะใช้เวลาในวันเสาร์อยู่ในโรงพยาบาลราว 15-18 ชั่วโมง มากว่า 10 ปีแล้ว

นายกรัฐมนตรีภูฏานเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “คนอื่นอาจจะออกรอบตีกอล์ฟ หรือยิงธนู แต่ผมชอบการผ่าตัด ผมใช้เวลาช่วงวันหยุดในโรงพยาบาล มันเป็นการคลายเครียดในแบบของผม”

ภาพ : Upasana DAHAL/AFP

โลเทคว้าดีกรีทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยธากาของบังกลาเทศตั้งแต่ปี 2001 ตามด้วยการเข้าศึกษาต่อด้านระบบทางเดินปัสสาวะทั่วไปในวิทยาลัยการแพทย์วิสคอนซินของสหรัฐ โดยได้รับทุนการศึกษาจากองค์การอนามัยโลก เมื่อเดินทางกลับไปยังภูฏานในตอนนั้น เขาเป็นศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะที่ผ่านการฝึกฝนอบรมมาแล้วเพียงคนเดียวในประเทศที่มีประชากรราว 750,000 คน

ต่อมาในปี 2010 โลเท เข้าศึกษาต่อด้านการผ่าตัดทางเดินปัสสาวะโดยใช้กล้องส่องตรวจจากโรงพยาบาลทั่วไปสิงคโปร์และมหาวิทยาลัยโอกะยะมะของญี่ปุ่น

ภาพ : เฟซบุ๊ค Thank You Dr.Lotay

หนังสือพิมพ์ Daily Bhutan รายงานว่า เมื่อครั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหว 7.8 แมกนิจูดที่เนปาลเมื่อปี 2015 โลเทยังเป็นหนึ่งในอาสาสมัครจากภูฏานที่เดินทางไปช่วยเหลือคนในพื้นที่อีกด้วย ด้วยความเสียสละทั้งหลายนี้ สมเด็จพระราธิบดีจิกมีได้ทรงยกย่องให้เขาเป็น “ลูกชายหัวใจแห่งภูฏาน” (Druk Thuksey) เมื่อปีที่แล้ว จากการอุทิศตัวและเสียสละเพื่อพระมหากษัตริย์ เพื่อประเทศ และประชาชนชาวภูฏาน

ภาพ : เฟซบุ๊ค Thank You Dr.Lotay

นายแพทย์ผู้นี้เริ่มเข้าสู่การเมืองเมื่อปี 2013 แต่พรรคของเขาไม่สามารถคว้าชัยจากการเลือกตั้งในปีนั้น สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก จึงทรงเรียกตัวโลเทเข้าเป็นหัวหน้าทีมแพทย์เคลื่อนที่เพื่อออกรักษาประชาชนในชนบทห่างไกลระหว่างปี 2014-2018

และในที่สุดเขาก็ชนะการเลือกตั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรีของภูฏานเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ละทิ้งหน้าที่ศัลยแพทย์ แม้แต่ในห้องทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลยังมีเสื้อกาวน์แขวนอยู่ด้านหลังของเก้าอี้ ซึ่งเจ้าตัวเผยว่า “เสื้อกาวน์ตัวนี้จะได้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเคยหาเสียงกับประชาชนไว้ว่าจะให้ความสำคัญกับสุขภาพของคนทั้งประเทศ”

ในฐานะที่เคยผ่านมาทั้งการทำงานในวงการแพทย์และวงการการเมือง นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของดินแดนแห่งเทือกเขาหิมาลัยเผยว่า การเป็นนักการเมืองค่อนข้างเหมือนการเป็นแพทย์ “อยู่ในโรงพยาบาลผมตรวจและรักษาคนไข้ อยู่ในรัฐบาลผมตรวจนโยบายและพยายามปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น”

และยืนยันว่าจะทำหน้าที่แพทย์ต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

พิธีกรรายการเยอรมัน ไหว้ออกอากาศขอโทษคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588704

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 16:58 น.

พิธีกรรายการเยอรมัน ไหว้ออกอากาศขอโทษคนไทย

“ขอโทษนะคะ” พิธีกรทีวีเยอรมันกล่าวขอโทษกลางรายการ กรณีล้อเลียนธรรมเนียมหมอบกราบไทย

จากกรณีที่สองพิธีกรรายการข่าวเช้า SAT.1 Frühstücksfernsehen สื่อท้องถิ่นในแคว้นบาวาเรียของเยอรมนีได้ทำการล้อเลียนธรรมเนียมหมอบกราบของไทย จนส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการนำเสนอดังกล่าวของทางรายการ แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางรายการได้โพสต์ข้อความขอโทษ พร้อมลบคลิปดังกล่าวแล้ว

แต่ล่าสุด (9 พ.ค.) Marlene Lufen พิธีกรหญิงของรายการ SAT.1 Frühstücksfernsehen ได้ออกมากล่าวขอโทษกลางรายการพร้อมยกมือไหว้พร้อมกล่าวคำว่า “ขอโทษค่ะ” ต่อกรณีที่เกิดขึ้น

เช่นเดียวกับพิธีกรชายที่แสดงท่าทีล้อเลียนร่วมกัน ก็กล่าวขอโทษเป็นภาษาอังกฤษว่า “น่าเสียใจที่ผมไม่ได้อยู่ในสตูดิโอขณะออกอากาศ เราต้องอภัยอย่างสุดซึ้งที่ทำให้ชาวไทยไม่พอใจ จากการออกอากาศของรายการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราไม่ได้ตั้งใจที่จะก่อให้เกิดความโกรธหรือทำร้ายความรู้สึกแต่อย่างใด เราเข้าใจความผิดหวังของพวกคุณ และเราขอโทษอย่างสุดซึ้งที่ทำร้ายความรู้สึก ที่ผ่านมาเราพยายามจะทำความเข้าใจกับทุกวัฒนธรรมและทุกชาติพันธุ์ และเราเสียใจที่ไม่ให้ความระมัดระวังกับเรื่องนี้มากเพียงพอ ขอบคุณครับ”

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588692

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 16:20 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์

เกาหลีใต้เผยเกาหลีเหนือยิงจรวดไม่ทราบชนิดอย่างน้อย 1 ลูกในวันนี้ เปียงยางอ้างซ้อมยิงเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว

คณะเสนาธิการร่วมของทางการเกาหลีใต้เปิดในวันนี้ว่า เกาหลีเหนือได้ทำการยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดและรุ่น อย่างน้อย 1 ลูก ในเขตพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ตามเวลาในท้องถิ่น

การยิงขีปนาวุธครั้งนี้นับเป็นการยิงครั้งที่สองในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ จากครั้งก่อนที่เกาหลีเหนือทำการยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดไปเมื่อวันเสาร์ (4 พ.ค.) ที่ผ่านมา

เวลาต่อมาทางการเกาหลีเหนือได้ออกแถลงการณ์ว่า กองทัพประชาชนเกาหลี (KPA) ได้ดำเนินการฝึกซ้อมโจมตีโดยใช้เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องขนาดใหญ่พิสัยไกล และอาวุธยุทธวิธีนำวิถี

การฝึกซ้อมดังกล่าว “ดำเนินการอยู่ภายในน่านน้ำของเกาหลีเหนือ ตามแผนการฝึกซ้อมอันเป็นกิจวัตรของกองทัพประชาชนเกาหลี ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ที่จะกล่าวประณามการกระทำนี้ได้

อย่างไรก็ดี เกาหลีเหนือย้ำว่า การซ้อมยิงนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำเพื่อป้องกันตนเอง อีกทั้งไม่ได้พุ่งเป้าหมายไปที่ใคร และไม่ได้ส่งผลให้สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีเลวร้ายลงแต่อย่างใด

ท่าทีดังกล่าวของเกาหลีเหนือ ตามมาหลังจากการประชุมที่เวียดนามกับผู้นำสหรัฐล่มไม่เป็นท่า จนกระทั่งเมื่อเดือนที่ผ่านผู้นำคิมจองอึนได้เดินทางไปหารือเป็นครั้งแรกกับประธานาธิบดีปูตินของรัสเซีย

ภาพประกอบข่าวจากการซ้อมยิงเมื่อวันที่ 4 พ.ค.

สื่อไต้หวันตีข่าวสาวไทยโวยถูกตม.กักตัวห้ามเข้าประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588682

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 15:26 น.

สื่อไต้หวันตีข่าวสาวไทยโวยถูกตม.กักตัวห้ามเข้าประเทศ

สื่อไต้หวันตีข่าวสาวไทยรายหนึ่งโพสต์แรง ถูกตม.สนามบินเถาหยวนกักตัวห้ามเข้าประเทศ เพราะรูปลักษณ์ของเธอ

เว็บไซต์ไต้หวันนิวส์รายงานว่า มีสาวไทยรายหนึ่งโพสต์ข้อความแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง จากการที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสนามบินนานาชาติเถาหยวน ปฏิเสธไม่ให้ผ่านเข้าประเทศ โดยเธออ้างว่าถูกตม.ปฏิเสธเพราะรูปลักษณ์ของเธอ

รายงานระบุว่าในเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอ ได้โพสต์ภาพขณะต่อคิวเข้าแถวเช็คอินที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ในลักษณะสวมเสื้อกล้ามสีขาวรัดรูป และกางเกงยีนส์ พร้อมระบุว่ากำลังเดินทางไปยังไต้หวัน ขณะที่โพสต์ข้อความในแคบชั่นเป็นเพลงของศิลปินดัง พร้อมทั้งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษแปลความได้ว่า “ฉันเชื่อในตัวเอง อดทนเข้าไว้ แล้วจะกลับมาหาคุณ ประเทศไทย”

 

อย่างไรก็ดีต่อมา เธอได้โพสต์ข้อความหลังจากเดินทางถึงสนามบินเถาหยวน โดยแสดงถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรง

ไต้หวันนิวส์รายงานต่อว่า ภายหลังได้รับข้อความจากบล็อกเกอร์ไทยรายหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกรุงไทเปว่า บรรดาผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียชาวไทยหลายรายที่เชื่อว่า หญิงไทยรายนี้มีนัยยะแฝงในการเดินทางมายังไต้หวัน จึงสมควรแล้วที่ถูกตม.ของสนามบินส่งตัวกลับประเทศรวมถึงเป็นที่สังเกตว่า จากข้อความในคอมเมนต์ของโพสต์แรกที่เธอโพสต์นั้น เพื่อนเธออวยพรให้เธอ “โชคดี” แทนที่จะบอกว่า “เดินทางปลอดภัย

 

 

อย่างไรก็ดี ชาวเน็ตไทยบางรายก็เชื่อว่าเธออาจเดินทางเข้าไปทำงานในไต้หวันอย่างถูกกฎหมายก็เป็นได้

ทั้งนี้ สำหรับไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแรงงานไทยเข้าไปทำงานทั้งช่องทางถูกกฎหมาย และผิดกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ต่อมาทางการไต้หวันต้องพิจารณาลดวันพำนักให้นักท่องเที่ยวไทยจาก 30 วันเหลือ 15 วัน รวมถึงลดโควต้าฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวไทสามารถเดินทางเข้าไต้หวันโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้เพียง 2 ครั้งต่อปี

ชายจีนถูกแต่งตั้งเป็นหัวหน้าชนเผ่าพื้นเมืองไนจีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588672

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 14:13 น.

ชายจีนถูกแต่งตั้งเป็นหัวหน้าชนเผ่าพื้นเมืองไนจีเรีย

ชนเผ่าพื้นเมืองไนจีเรีย แต่งตั้งวิศวกรจีนเป็นหัวหน้าเผ่า เพื่อเป็นเกียรติในฐานะช่วยพัฒนาเมืองหลวงของประเทศ

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า ชายนามว่า กง เต๋า วัย 34 ปี ได้รับเกียรติแต่งตั้งเป็นหัวหน้าชนเผ่าพื้นเมืองไนจีเรีย จากการที่เขาซึ่งเป็นวิศวกรที่เข้ามาช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในกรุงอาบูจาเมืองหลวงของไนจีเรีย

 

 

รายงานระบุว่า นายเต๋า เป็นชาวมณฑลเหอหนาน เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดการทั่วไปฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท China Civil Engineering Construction Corporation สาขาไนจีเรีย อันเป็นหนึ่งในโครงการความร่วมมือสร้างรถไฟฟ้าจีน-ไนจีเรีย จนได้รับเกียรติจากชนเผ่าจิวา แต่งตั้งให้เขาเป็นเอมีร์ (Emir) หรือผู้นำเผ่า จากการที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมานายเต๋าและทีมงานของเขาได้สร้างทางรถไฟสำคัญในกรุงอาบูจา รวมถึงปรับปรุงถนน 2 สาย สร้างอาคารเรียน 3 หลัง และสนามฟุตบอลในชุมชนอีกหนึ่งแห่ง อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของทางการจีน

นายเต๋าเผยกับ Beijing Times ว่า Emir Alhaji Idris Musam ผู้นำชนเผ่าตัวจริงต้องการแสดงความขอบคุณเขาที่ช่วยทำประโยชน์และสร้างงานให้ชาวไนจีเรียจึงต้องการมอบตำแหน่งดังกล่าวเพื่อแทนคำขอบคุณ

 

 

นายเต๋ายังระบุว่า ตำแหน่งหัวหน้าชนเผ่านี้เป็นตำแหน่งถาวรที่แสดงให้เห็นถึงเกียรติและความรับผิดชอบ อย่างไรก็ดีเขาบอกว่าจะไม่แทรงแซงกิจการใดๆในท้องถิ่นโดยตรง

ทั้งนี้ นายเต๋าไม่ใช่พลเมืองจีนคนแรกที่ได้รับเกียรติ โดยก่อนหน้านี้ในปี 2001 นาย Hu Jieguo ถือเป็นชาวจีนคนแรกที่ได้รับเกียรติแต่งตั้งเป็นหัวหน้าชนเผ่า

ขณะที่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมานาย Li Manhu เจ้าหน้าที่ของบริษัทก่อสร้างของจีนอย่าง CGCOC Group ก็ได้รับเกียรติเป็นหัวหน้าชนเเอตุง ทางใต้ของไนจีเรียเช่นกัน จากการที่ทีมงานของเขาได้เข้าไปสร้างสะพานข้ามพรมแดนระหว่างไนจีเรียกับแคเมอรูน

แมลงสาบไต่แขนดูเตอร์เตขณะกล่าวปราศรัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588652

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 12:55 น.

แมลงสาบไต่แขนดูเตอร์เตขณะกล่าวปราศรัย

ชมคลิป แมลงสาบตัวหนึ่งไต่แขนผู้นำฟิลิปปินส์ ขณะกำลังขึ้นเวทีหาเสียง

สื่อท้องถิ่นของฟิลิปปินส์รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมาขณะที่ประธานาธิบดีดูเตอร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์กำลังขึ้นเวทีปราศรัยหารณรงค์หาเสียงในจังหวัดโบโฮลทางตอนกลางของประเทศนั้น

จู่ๆก็มีแมลงสาบตัวหนึ่งไต่ขึ้นมาบริเวณไหล่ของผู้นำฟิลิปปินส์ จนกระทั่งผู้ช่วยหญิงสองคนต้องวิ่งขึ้นมาขัดจังหวะการปราศรัยกระทันหัน พร้อมพยายามปัดแมลงสาบตัวนั้นลงจากตัวท่านผู้นำ

แต่แมลงสาบตัวดังกล่าวก็ไต่หนีมาด้านหน้าของเขา จนนายดูเตอร์เตใช้มือปัดให้แมลงสาบตกไปที่พื้นด้วยตัวเอง โดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแต่อย่างใด

 

กล้ากินมั้ย? ซาชิมิไก่ เมนูดิบๆ จากเชฟญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588645

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 12:20 น.

กล้ากินมั้ย? ซาชิมิไก่ เมนูดิบๆ จากเชฟญี่ปุ่น

เราคุ้นเคยกับการรับประทานปลาดิบของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างดี แต่หลายคนอาจจะไม่เคยทราบว่านอกจากปลาดิบแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมรับประทานเนื้อไก่ดิบด้วย ซึ่งหลังจากมีภาพเมนูเนื้อไก่ดิบถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียล ก็ทำให้เกิดความรู้สึกหลากหลาย ตามมาด้วยคำถามต่างๆ นานา

ร้านอาหารชื่อดังหลายแห่งในญี่ปุ่นได้รังสรรค์เมนู “โทริซาชิ” หรือเนื้อไก่ดิบที่นำมาสไลซ์สไตล์เดียวกับซาชิมิหรือปลาดิบทั้งหลาย โดยใช้เนื้อส่วนหน้าอกแล้วนำไปเซียร์หรือลวกประมาณ 10 วินาทีพอให้เนื้อด้านนอกสุกเล็กน้อย แต่ด้านในยังดิบเหมือนเดิม เสิร์ฟพร้อมกับโชยุ วาซาบิ และขิงบดเช่นเดียวกับเมนูปลาดิบที่เราคุ้นเคย

เมนูนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การรับประทานเนื้อไก่ดิบปลอดภัยหรือไม่? เพราะเราต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่าไม่ควรทานเนื้อไก่ดิบ เพราะอาจจะมีแบคทีเรียปนเปื้อน

ฝั่งของร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูโทริซาชิ เผยว่าทางร้านเลือกใช้เฉพาะเนื้อส่วนอกซึ่งมีโอกาสปนเปื้อนแบคทีเรียตัวร้ายอย่างซัลโมเนลลาน้อยที่สุด อีกทั้งเนื้อไก่ที่นำมาปรุงเหล่านี้ยังมาจากฟาร์มขนาดเล็กที่เลี้ยงไก่อย่างถูกวิธี เชือดอย่างพิถีพิถัน และขนส่งไปยังร้านอาหารให้เร็วที่สุด เพื่อให้ได้เนื้อไก่ที่สดสะอาด ได้มาตรฐานสูงสุด และเชฟที่จะปรุงเมนูนี้ก็ต้องได้รับใบอนุญาตจากทางการเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้

ส่วนในเว็บไซต์ Quora ก็มีผู้ตั้งคำถามว่าเหตุใดเนื้อไก่ในญี่ปุ่นจึงนำมารับประทานแบบดิบได้อย่างปลอดภัย แต่เนื้อไก่ในสหรัฐไม่ปลอดภัย ไก่ที่เลี้ยงในญี่ปุ่นและสหรัฐต่างกันอย่างไร? โดย Dominic Audy ตอบว่า “เนื้อไก่ในสหรัฐส่วนใหญ่ก็ปลอดภัยหากจะรับประทานแบบดิบ แต่ด้วยความที่คนอเมริกันไม่นิยมทานไก่ดิบ จึงไม่มีเนื้อไก่ในเกรดที่จะนำมาทำซาชิมิโดยเฉพาะ จริงๆ แล้วตัวเนื้อไก่เองปลอดภัยอยู่แล้ว แต่การปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียเกิดจากภายนอก เช่น เศษอุจจาระที่ติดอยู่ตามผิวหนังหรือกล้ามเนื้อจากกระบวนการเชือด และหากจะนำเนื้อไก่มาทานแบบดิบก็จะต้องมีการเลี้ยงแบบอนามัย เชือด และขนส่งด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับสเต๊กเนื้อดิบ (steak tartare) ที่ต้องหั่นแล้วนำมาทานทันทีเพื่อไม่ให้แบคทีเรียได้เจริญเติบโตจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ”

และ สุทธิชาติ เด่นพฤกษ์ธรรม อดีตผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลไทย ตอบว่า “เนื้อไก่ที่นำมาทำซาชิมินั้นเป็นไก่สายพันธุ์เฉพาะที่เรียกว่า Blue Feet Chicken ซึ่งพัฒนาสายพันธุ์จากแคนาดาและมีความเสี่ยงติดเชื้อซัลโมเนลลาน้อยที่สุด ส่วนสายพันธุ์อื่นล้วนมีความเสี่ยงสูงและไม่นิยมนำมาทำซาชิมิ”

ขณะที่ทางการญี่ปุ่นก็ตื่นตัวกับเมนูไก่ดิบนี้เช่นกัน โดยสำนักข่าวอาซาฮีชิมบุนของญี่ปุ่นรายงานว่า เมื่อเดือน มิ.ย. 2016 กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ได้ออกคำเตือนว่าการรับประทานเนื้อไก่ดิบเสี่ยงต่ออาการอาหารเป็นพิษ และให้ร้านอาหารในญี่ปุ่นให้ทบทวนการปรุงเมนูไก่ดิบ รวมทั้งแนะนำให้ปรุงไก่ที่อุณหภูมิอย่างน้อย 75 องศาเซลเซียส เพื่อให้สุกทั่วถึง หลังจากพบว่ามีชาวญี่ปุ่นกว่า 800 คน แจ้งว่ามีอาการป่วยหลังรับประทานซาชิมิไก่

สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารที่เตือนถึงอันตรายจากแบคทีเรียในเนื้อไก่ เบน แชปแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางอาหารและรองศาสตราจารย์จาก North Carolina State University มีโอกาสสูงที่แบคทีเรียซัลโมเนลลาและแคมไพโลแบคเตอร์ ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดอาหารเป็นพิษ จะปนเปื้อนมากับเนื้อไก่ นอกจากนี้ แชปแมนยังอธิบายอีกว่า การรับประทานเนื้อไก่ดิบกับปลาดิบนั้นต่างกัน โดยเชื้อปรสิตในปลาดิบสามารถถูกทำลายโดยการแช่แข็งและล้างอย่างถูกวิธี ส่วนเชื้อซัลโมเนลลาในเนื้อไก่ดิบไม่สะทกสะท้านกับการแช่แข็ง

โดยข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ระบุว่าแบคทีเรียแคมไพโลแบคเตอร์อาการในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย เป็นตะคริว ปวดท้อง หรือคลื่นไส้ อาเจียน โดยแต่ละปีมีชาวอเมริกันติดเชื้อนี้ประมาณ 1.3 ล้านคน เสียชีวิตเฉลี่ยไม่เกิน 100 คน ส่วนเชื้อซัลโมเนลลา ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย  เป็นไข้ เป็นตะคริวในช่องท้อง ชาวอเมริกันติดเชื้อนี้ราว 1.2 ล้านคนต่อปี และเสียชีวิตสูงถึง 450 คน แต่ยังไม่พบว่ามีการเสียชีวิตจากการทานเนื้อไก่ดิบในญี่ปุ่น

ดังนั้น คำถามว่าปลอดภัยหรือไม่ นักชิมเมนูแปลกคงต้องแบกรับความเสี่ยงเอาเอง

 

เดนเวอร์ลงประชามติปลดล็อก”เห็ดขี้ควาย”แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588642

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 11:48 น.

เดนเวอร์ลงประชามติปลดล็อก"เห็ดขี้ควาย"แล้ว

เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโดกลายเป็นเมืองแรกของสหรัฐที่ปลดล็อกสถานะยาเสพติดของ “เห็ดขี้ควาย” ให้ใช้ทางการแพทย์

นครเดนเวร์ ในรัฐโคโลราโดได้กลายเป็นเมืองแรกของสหรัฐที่ประชาชนลงประชามติปลดล็อกสถานะยาเสพติดของเห็ดขึ้ควายเพื่อให้ใช้ทางการเพศได้

รายงานระบุว่าผลการนับคะแนนลงประชามติอยู่ที่ 50.56 ของผู้ที่โหวตให้ยกเลิก ต่อ 49.44 ของผู้ที่โหวตคัดค้าน อย่างไรก็ดีฝ่ายการเลือกตั้งของนครเดนเวอร์จะมีการประกาศผลการลงประชามติอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 16 พ.ค. นี้

สำหรับสารออกฤทธิ์สำคัญของเห็ดขึ้ควายคือ psilocybin เป็นสารที่ส่งผลต่อสมองทำให้เกิดอาการประสาทหลอน ทำให้หลงลืมห้วงเวลา ล่องลอยไปราวกับอยู่ในความฝัน มองเห็นภาพและสีสันที่แปลกหูแปลกตา แต่ในอีกทางหนึ่งก็มีงานวิจัยที่ระบุว่าสารดังกล่าวสามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์กับผู้ป่วยจิตเวชได้ ซึ่งพบว่าสารดังกล่าวสามารถเยี่ยวยาาอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : กัญชาในไทยไปไม่ถึงไหน สหรัฐทำประชามติยกสถานะ “เห็ดวิเศษ”

อย่างไรก็ดีการลงประชามติของนครเดนเวอร์นี้จำกัดอยู่ในแค่ภายในเมืองเท่านั้น แต่สาร psilocybin ที่อยู่ในเห็ดขี้ควายก็ยังคงถูกจัดอยู่ในสถานะยาเสพติดภายใต้กฎหมายของรัฐโคโลราโด และภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอยู่ดี รวมถึงจะต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

สำหรับประเทศไทย เห็ดขี้ควายจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยผู้ใดผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-1,500,000 บาท

เบื้องหลังพระนามโอรสน้อยในเจ้าชายแฮร์รี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588631

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 10:29 น.

เบื้องหลังพระนามโอรสน้อยในเจ้าชายแฮร์รี่

เจ้าชายแฮร์รี่-ดัชเชสเมแกน เผยพระนามโอรสน้อยแล้วว่า “อาร์ชี แฮร์ริสัน เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์”

เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนดัชเชสแห่งซักเซกซ์ได้ประกาศพระนามพระโอรสน้อยอย่างเป็นทางการแล้วว่า อาร์ชี แฮร์ริสัน เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ (Archie Harrison Mountbatten-Windsor)

การประกาศนี้มีขึ้นผ่านบัญชีอินสตาแกรม sussexroyal พร้อมกับมีการเผยแพร่พระฉายาลักษณ์ขณะที่ทั้งเจ้าชายและดัชเชส ทรงพาพระโอรสน้อยเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระเป็นครั้งแรกที่ปราสาทวินเซอร์

 

 

เป็นที่น่าสังเกตว่าพระนามต้นของพระโอรสน้อยใช้ชื่อว่า “อาร์ชี แฮร์ริสัน” ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากธรรมเนียมของราชวงศ์อังกฤษอย่างมาก เนื่องจากราชวงศ์อังกฤษมักจะเลือกพระนามสามาชิกองค์ใหม่จากพระนามของสมาชิกราชวงศ์รุ่นก่อนๆ และชื่ออาร์ชีฟังดูค่อนข้างเป็น “อเมริกัน” อยู่พอสมควร

สำหรับชื่ออาร์ชี เป็นชื่อย่อของชื่อเต็มที่ว่า “Archibald” หรือ อาร์ชิบัลด์ เป็นชื่อที่มีต้นกำเนิดจากภาษาเยอรมัน สามารถแปลได้หลายความหมายว่า “แท้จริง” “ชัดเจน” “กล้าหาญ”

 

 

จากข้อมูลของสำนักสถิติแห่งชาติอังกฤษพบว่าชื่อ อาร์ชี ได้รับความนิยมนำมาตั้งชื่อทารกเพศชายมากขึ้นเรื่อยๆนับตั้งแต่ปี 2017 โดยอยู่ในอันดับที่ 17 ของชื่อที่ผู้คนนิยมใช้ ส่วน”แฮร์ริสัน”เป็นชื่อได้รับความนิยมมาเป็นอันดับที่ 34 ซึ่งความหมายก็ตรงตัวว่า “บุตรชายของแฮร์รี่” (Harry-son = Harrison)

สำหรับคนอเมริกันมักจะคุ้นชื่ออาร์ชี จากตัวการ์ตูนที่มีผมสีแดงในการตูนเรื่องอาร์ชี ซึ่งต่อมาการ์ตูนเรื่องดังกล่าวได้แรงบันดาลใจนำมาสร้างเป็นซีรีย์เรื่อง Riverdale

ส่วนพระนามท้าย เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ เป็นสายตระกูลของพระราชวงศ์อังกฤษมาตั้งแต่ยุค 60 เริ่มต้นสายตระกูลทางฝั่งเจ้าชายฟิลิปดยุกแห่งเอดินเบอระ พระสวามีในพระราชินีเอลิซาเบธที่สอง เนื่องจากพระองค์ทรงมีเชื้อสายจากตระกูลขุนนางในเยอรมนีที่ใช้นามว่า ตระกูลเบตเทนเบิร์ก (Battenberg) ซึ่งต่อมาเจ้าชายฟิลิปทรงเปลี่ยนนามสกุลเป็น “เมานต์แบ็ตเทน” เพื่อสละความเป็นเยอรมันในช่วงที่ยุโรปเข้าสู่สงครามโลก

 

 

นอกจากนั้นยังเป็นชื่อของเอิร์ลเมานต์แบ็ตเทนแห่งพม่า พระปิตุลาในเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ และยังเป็นพระมาตุลา หรือ ลุง คนโปรดของเจ้าฟ้าชายชาลส์ พระบิดาในเจ้าชายแฮร์รี่ด้วย

และแม้ว่าจะอยู่ใน ลำดับที่ 7 ของการสืบราชสันตติวงศ์แห่งราชวงศ์อังกฤษและพระโอรสน้อยจะไม่มีบรรดาศักดิ์ “เจ้าชาย” ซึ่งต่างกับเจ้าชายจอร์จ พระโอรสในเจ้าชายวิลเลียม

 

 

โดยรายงานของซีเอ็นเอ็นที่สอบถามไปยังพระราชวังบักกิ้งแฮมระบุว่า เป็นความประสงค์ของเจ้าชายแฮร์รี่ และดัชเชสเมแกนที่จะไม่ใช้พระยศนำหน้าชื่อของพระโอรสน้อย

อย่างไรก็ดีพระโอรสน้อยจะได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางสืบตระกูลวว่า “อาร์ชี เอิร์ลแห่งดัมบาร์ตัน” ในฐานะบุตรชายหัวปีของดยุกแห่งซัสเซกซ์ หรืออาจเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “ลอร์ดอาร์ชีแห่งดัมบาร์ตัน”

ความรวยต้องสร้างเอง เปิดใจลูกชายเจ้าสัวหมื่นล้านในวันที่พ่อไม่ยกมรดกให้สักบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588576

  • วันที่ 08 พ.ค. 2562 เวลา 19:30 น.

ความรวยต้องสร้างเอง เปิดใจลูกชายเจ้าสัวหมื่นล้านในวันที่พ่อไม่ยกมรดกให้สักบาท

โดย จารุณี นาคสกุล

ซีหวิ่งชิงสร้างอาณาจักรอสังหามูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12,000 ล้านบาท) แต่หากเขาเสียชีวิต ทายาททั้งสามจะไม่ได้มรดกแม้แต่บาทเดียว

ถ้าพ่อแม่มีทรัพย์สินเป็นพันเป็นหมื่นล้าน การที่ลูกจะได้รับมรดกก้อนโตก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่สำหรับทายาททั้งสามคนของ ซีหวิ่งชิง ไทคูนอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ของฮ่องกง พวกเขาจะไม่ได้เงินจากพ่อแม่แม้แต่บาทเดียว เพราะผู้เป็นพ่อได้บริจาคเงินทั้งหมดให้กับองค์กรการกุศลไปแล้ว

ซีหวิ่งชิง วัย 70 ปีเกิดที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน แต่เมื่ออายุได้ 3 ขวบก็ย้ายมาอยู่ที่ฮ่องกง เนื่องจากฐานะครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย ซีหวิ่งชิงจึงต้องทำงานหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัวตั้งแต่วัย 8 ขวบ เริ่มด้วยการทำงานในโรงอาหารของโรงงานแห่งหนึ่ง และด้วยความที่หัวไม่ค่อยดีนักจึงลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถม

ซีหวิ่งชิง

จนวันหนึ่งซีหวิ่งชิงก็สู้ชีวิตจนกระทั่งได้ก่อตั้งบริษัท Centaline Property Agency ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าใหญ่ของฮ่องกงเมื่อปี 1978

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ไทคูนชาวฮ่องกงบริจาคหุ้นทั้งหมดในบริษัทมูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 12,712 ล้านล้านบาทให้กับมูลนิธิซีหวิ่งชิง ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิต การศึกษา และสุขภาพของชาวจีนในแถบชนบท ไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 60 ปีของตัวเอง

และเมื่อเร็วๆ นี้หนึ่งในทายาทของไทคูนอสังหาริมทรัพย์รายนี้ได้เปิดใจกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่ามีความคิดเห็นกับการตัดสินใจของพ่ออย่างไร

อเล็กซ์ ซี ภาพ : เฟซบุ๊ค Alex Shih

แม้จะไม่ได้รับมรดกจากพ่อ แต่ อเล็กซ์ ซี ลูกชายวัย 30 ปี กลับไม่กังวลใจใดๆ เขาให้สัมภาษณ์ว่า “ส่วนตัวผมยอมรับการตัดสินใจของพ่อ พ่อบอกเรื่องนี้ตั้งแต่พวกเรายังเด็กๆ แล้ว และพวกเราไม่มีทางเลือก พ่อมักจะสอนเสมอว่าอย่าใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเกินไปแบบม้วนเดียวจบ เราจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากกว่าถ้าเราเริ่มก้าวทีละขั้นๆ”

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาอเล็กซ์เพิ่งจะก้าวเข้ามารับตำแหน่งรองประธานบริษัท Centaline Property Agency และถูกวางตัวให้สืบต่อตำแหน่งประธานหลังจากผู้เป็นพ่อเกษียณซึ่งคาดว่ากำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้  ช่วงที่เขาเข้ามารับตำแหน่งนั้นบริษัทเพิ่งจะผ่านพ้นมรสุมผลประกอบการหดหาย ส่งผลให้รายได้สุทธิของบริษัทหายไปถึง 52% เหลือเพียง 63.83 ล้านเหรียญสหรัฐ จากภาวะขาลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกง และถูกบริษัทจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาแย่งตลาด

แต่หลังจากตลาดฟื้นตัว อเล็กซ์ก็เข้ามาปรับลุคองค์กรให้ดูทันสมัยขึ้นด้วยการนำเทคนิคความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality) เข้ามาใช้ในการดูแบบบ้านตัวอย่างตั้งแต่ปี 2017 และเร็วๆ นี้ก็เพิ่งนำแพลตฟอร์มบล็อกเชนเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำสัญญาซื้อขายหรือสัญญาเช่า โดยเจ้าตัวเผยว่า “บริษัทก็เหมือนกับเรือลำใหญ่ ผมกำลังพยายามนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาต่อเติมเพื่อให้เรือแล่นได้เร็วขึ้น”

แม้จะมีตำแหน่งที่สูงและเป็นถึงลูกชายท่านประธาน แต่อเล็กซ์เล่าว่าเขาได้รับเงินเดือนปกติเหมือนกับพนักงานคนอื่นๆ ซึ่งเพื่อนที่ทำงานด้านการเงินยังได้รับเงินเดือนมากกว่าเขาเสียอีก

อเล็กซ์มีชีวิตวัยเด็กที่เรียบง่าย ผู้เป็นพ่อเมินโรงเรียนนานาชาติที่บรรดามหาเศรษฐีฮ่องกงมักจะส่งลูกๆ ไปเรียน และส่งลูกๆ เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลแทน และปลูกฝังลูกๆ ตั้งแต่เด็กๆ ว่าคนรวยควรจะนำเงินไปช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า ซึ่งปรัชญาความเรียบง่ายนี้ถูกถ่ายทอดไปสู่ลูกชายคนเล็กของตระกูลซีแบบเต็มๆ

อเล็กซ์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ลอนดอน แต่เขากลับมองว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งเหมือนกับคนฮ่องกงทั่วไป เขาเริ่มชีวิตการทำงานจากตำแหน่งตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ในบริษัทของพ่อ โดยที่ไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหนือพนักงานคนอื่น เขาต้องเดินสายอยู่นอกออฟฟิศเพื่อแข่งขันช่วงชิงลูกค้าจากคู่แข่งไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก และมีออฟฟิศเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีการตกแต่งใดๆ เลย

อีกเรื่องหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าอเล็กซ์เหมือนกับชาวฮ่องกงทั่วไป โดยเฉพาะคนในวัยมิลเลนเนียล ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ราคาอสังหาริมทรัพย์แพงที่สุดในโลกติดต่อกัน 9 ปีซ้อนก็คือ เขายังต้องเก็บเงินด้วยตัวเองเพื่อซื้อบ้านหลังแรก ทั้งที่พ่อเป็นเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของเกาะฮ่องกง จะชี้นิ้วเลือกอพาร์ทเม้นท์หรูขนาดไหนก็ได้

แถมบ้านในฝันของเขาก็แสนจะเรียบง่าย อเล็กซ์ตั้งเป้าว่าจะซื้ออพาร์ทเม้นท์ขนาด 2 ห้องนอนในย่านเกาลูนตะวันตกซึ่งส่วนใหญ่เป็นย่านชนชั้นกลาง ช่างแตกต่างจากอพาร์ทเม้นท์หรูมูลค่านับล้านล้านเหรียญที่บริษัทของเขาขายลิบลับ

“บ้านหลังแรกอาจจะไม่ใช่บ้านที่เราอยากได้มากที่สุด แต่อย่างน้อยเราก็ได้ไต่ขั้นบันไดขั้นแรกแล้ว จากนั้นก็แค่ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปทีละขั้น” เจ้าตัวเผยอย่างมั่นใจว่าในอนาคตเขาจะได้บ้านที่เขาอยากได้ที่สุดมาครอบครอง

นอกจากลูกชายคนเล็กแล้ว เจเน็ต ลูกสาวคนโตวัย 32 ปี วิกเตอร์ ลูกชายวัย 30 ปี ก็ได้นิสัยความมัธยัสถ์จากผู้เป็นพ่อเช่นกัน ทั้งคู่ต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปทำงานทุกวัน เพราะที่บ้านไม่มีรถหรูให้ ลูกสาวคนโตเริ่มงานด้วยเงินเดือน 10,000 เหรียญฮ่องกง หรือราว 40,465 บาท เธอเคยอยากได้แชมพูที่เพิ่งเปิดตัวใหม่แต่เงินเดือนไม่พอ เจ้าตัวต้องรอจนกว่าจะผ่านการทดลองงานและได้เงินเดือนเพิ่มจึงจะซื้อแชมพูขวดนั้นได้ หรือหากเผลอใช้เงินเยอะช่วงต้นเดือน วันที่เหลือเธอก็ต้องประหยัดและบริหารเงินที่เหลือให้พอใช้ทั้งเดือน โดยไม่มีการขอเงินจากทางบ้านเพิ่ม

คุณพ่อวัย 70 ยังสอนลูกๆ เพิ่มเติมอีกว่าคนเราควรพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะ “ความภาคภูมิใจเกิดขึ้นจากการประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง การพึ่งพาครอบครัวทำให้ขาดโอกาสในการทำงานหนักและค้นพบตัวเอง ซึ่งนำมาสู่ชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบ” โดยหลักการเลี้ยงลูกและการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ทั้งหมดนี้ ซีหวิ่งชิงนำมาจากคัมภีร์เต้าเต๋อจิงของเล่าจื๊อ

และตัวเขาก็เชื่อว่าการบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลจะเป็นผลดีกับลูกๆ มากกว่า เนื่องจาก “มันมีข้อจำกัดอยู่ว่าคนเราจะกินได้เท่าไร จะใช้เงินได้เท่าไร การมีเงินมากเกินไปจะทำให้เราขาดแรงจูงใจในการทำงาน เมื่อเรามีเงินถึงระดับหนึ่งแล้ว เราต้องแสดงความมีคุณค่าของตัวเองด้วยการทำความดีที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น เราควรใช้เงินไปกับสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุด”