ไทยมีซีอุย โปรตุเกสมีอัลเวส ศีรษะฆาตกรดองน้ำยากว่า170ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589161

  • วันที่ 15 พ.ค. 2562 เวลา 11:36 น.

ไทยมีซีอุย โปรตุเกสมีอัลเวส ศีรษะฆาตกรดองน้ำยากว่า170ปี

ศีรษะของอัลเวสถูกตัดหลังจากการประหารด้วยการแขวนคอเพื่อนำมาศึกษาพฤติกรรมของนักฆ่าโลกตะลึง

ในเวลานี้ คนไทยกลับมาให้ความสนใจศพของซีอุยที่โรงพยาบาลศิริราชอีกครั้ง หลังจากมีกระแสเรียกร้องให้คืนความยุติธรรมแก่ซีอุย และยุติการจัดแสดงนำร่างของซีอุยเสีย แต่ไม่ใช่แค่ที่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีการเก็บรักษาศพของอาชญากรเพื่อทำการศึกษาทางการแพทย์ ในประเทศตะวันตกก็มีการเก็บรักษาศพหรืออวัยวะของอาชญากรมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และศพที่โด่งดังที่สุดศพหนึ่งคือ ศีรษะของ ดิโอโก อัลเวส (Diogo Alves) ฆาตกรต่อเนื่องชาวโปรตุเกส ที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญในช่วงปี 1940

ดิโอโก อัลเวส เป็นฆาตกรต่อเนื่องชาวโปรตุเกสที่เกิดในสเปน ระหว่างปี 1836 และ 1840 เขาฆ่าคนไปถึง 70 คน โดยก่ออาชญากรรมในพื้นที่แถบลำรางส่งน้ำอากวัส ลิวเรส ในแถบกรุงลิสบอน ดังนั้นจึงได้รับฉายา “ฆาตกรลำรางส่งน้ำ” (Aqueduct Murderer)

อัลเวส เกิดและเติบโตที่แคว้นกาลิเซีย ประเทศสเปน แต่เดินทางจากบ้านเกิดข้ามมาหางานทำในโปรตุเกส แต่แทนที่จะทำงานหาเลี้ยงชีพแบบคนทั่วไป เขากลับตัดสินใจหากินด้วยการก่ออาชญากรรม

ลำรางนี้ไม่เพียงเป็นที่ส่งน้ำไปยังกรุงลิสบอน แต่เป็นเส้นทางที่ถูกใช้โดยเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในเขตชานเมืองเพื่อขนถ่ายพืชผลไปขายในลิสบอน อัลเวสตัดสินใจกบดานและหากินที่นี่ เขาจะเล็งเป้าหมายพวกชาวนาชาวไร่ที่เดินทางไปลิสบอนในตอนเช้า แล้วรอคอยจนกว่าเป้าหมายจะขายของแล้วได้เงินกลับมาช่วงขากลับ จากนั้นจะลงมือสังหารแล้วโยนศพทิ้งลงไปที่ด้านล่างลำราง รวมแล้วมีคนตายถึง 70 คน

ภาพจาก © 2010 Museu de Medicina

แต่ถึงขนาดนี้แล้วเจ้าหน้าบ้านเมืองก็ยังไม่ขยับ อาจเป็นเพราะเหยื่อเป็นเพียงชาวนาที่ยากจน ตำรวจจึงลงบันทึกประจำวันไว้ว่าเป็นการฆ่าตัวตายเลียนแบบ กว่าจะขยับก็ผ่านไป 3 ปีหลังจากการ “ฆ่าตัวตายต่อเนื่อง” ทางบ้านเมืองจึงปิดลำรางเพื่อป้องกันเหตุร้าย

อัลเวส จึงเปลี่ยนกลยุทธ์และเริ่มกำหนดเป้าหมายมาเป็นการลงมือตามบ้านคนในลิสบอน ทำการระดมสมาชิกแก๊งอาชญากรรม แล้วทำการปล้นบ้านชาวลิสบอนที่ร่ำรวยนานถึง 2 ปี แต่ในที่สุดเขาก็ถูกจับได้ในปี 1841และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1841

อัลเวสกลายเป็นอาชญากรคนก่อนสุดท้ายที่ถูกแขวนคอในโปรตุเกส (มักอ้างผิดพลาดว่าเป็นคนสุดท้าย) นักวิทยาศาสตร์จากโรงเรียนแพทย์ศัลยกรรมแห่งลิสบอนสนใจพฤติกรรมอันโหดเหี้ยมของเขา ดังนั้น หลังจากแขวนแล้วแพทย์จึงทำการตัดศีรษะของอัลเวส เพื่อศึกษาลักษณะสมองของเขา จนถึงทุกวันนี้ศีรษะของอัลเวส ก็ยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้ในภาชนะแก้วใส่สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ห้องสาธิตกายวิภาค แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยลิสบอน เช่นเดียวกับศีรษะของ มาโตส โลโบ (Matos Lobo) อาชญากรคนสุดท้ายที่ถูกแขวนคอในโปรตุเกส

พิพิธภัณฑ์กายวิภาคระบุว่า การดองศีรษะของอัลเวส เป็นความพยายามของโลเลนซู ดา ลูซ (Lourenço da Luz) ผู้ก่อตั้งแผนกศึกษาจิตใจของโรงเรียนแพทย์ศัลยกรรมแห่งลิสบอน ซึ่งการที่ศพของอัลเวสถูกตัดหัวทิ้งแล้วนำมาเก็บไว้ที่สถาบัน ก็เพื่อที่จะทำการศึกษากะโหลกศีรษะตามหลักทฤษฎี Phrenology ที่เสนอโดยนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันชื่อดัง ฟรานซ์ โยเซฟ กัล (1758-1828) ที่เสนอว่าสติปัญญาและลักษณะสัญชาตญาณของบุคคลแตกต่างกันไปตามลักษณะของกะโหลกศีรษะ

ปัจจุบันศีรษะของอัลเวสอยู่ในโหลดองน้ำยามานานกว่า 178 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่เขากลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องได้

ข่าวปลอม! กษัตริย์เอสวาตินีปฏิเสธหนุนชายมีภรรยาหลายคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589156

  • วันที่ 15 พ.ค. 2562 เวลา 11:03 น.

ข่าวปลอม! กษัตริย์เอสวาตินีปฏิเสธหนุนชายมีภรรยาหลายคน

เอสวาตินีปฏิเสธข่าวกษัตริย์อึมสวาติที่ 3 ออกกฎหมายบังคับให้ชายมีภรรยามากกว่า 2 คน

ทางการของสวาซิแลนด์ หรือที่มีชื่อในปัจจุบันว่าเอสวาตินี ออกแถลงการณ์ปฏิเสธถึงกระแสข่าวที่ลือกันก่อนหน้านี้ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีอึมสวาติที่ 3 แห่งสวาซิแลนด์ทรงออกกฎหมายใหม่บังคับให้ผู้ชายในประเทศแต่งงานหรือมีภรรยาได้มากกว่า 2 คน นั้นไม่เป็นความจริง

โฆษกของรัฐบาลระบุว่า กระแสข่าวที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย รวมถึงสื่อในต่างประเทศที่ว่ากษัตริย์หนุนให้ชายแต่งงานมีภรรยาหลายคนนั้นไม่เป็นความจริง นับเป็นการดูถูกสถาบันกษัตริย์ บ่อนทำลายและสร้างความอับอายให้กับประเทศอย่างมาก

“จากกระแสข่าวดังกล่าวที่แพร่กระจายไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์จนลุกลามไปทั่วโลก ไม่เป็นเพียงแต่กระทบถึงภาพลักษณ์ต่อพระมหากษัตริย์ แต่ยังเป็นการเสื่อมเสียเกียรติของสื่อมวลชนเองด้วย”

 

มหาเศรษฐีกรีกถูกจับ ค้นเจอกัญชามูลค่า 40 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589153

  • วันที่ 15 พ.ค. 2562 เวลา 10:33 น.

มหาเศรษฐีกรีกถูกจับ ค้นเจอกัญชามูลค่า 40 ล้าน

มหาเศรษฐีชาวกรีก ทายาทบริษัทเครื่องดื่มดัง ถูกจับกุม หลังตำรวจค้นเจ็ตส่วนตัวเจอผลิตภัณฑ์กัญชากว่า 5,000 รายการ

นาย Alkiviades David หรือที่รู้จักกันในชื่อ Alki David วัย 50 ปีทายาทตระกูล Leventis ครอบครัวนักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดังเชื้อสายกรีก ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส เกาะขนาดเล็กในแถบแคริเบียนเข้าจับกุม หลังจากทางเจ้าหน้าที่ได้บุกตรวจค้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวแล้วพบเข้ากับผลิตภัณฑ์จากกัญชาหลากหลายชนิดกว่า 5,000 รายการ ในจำนวนนี้รวมถึงต้นอ่อนกัญชาเมล็ดกัญชาและน้ำมันกัญชาอีกจำนวนหนึ่ง รวมมูลค่ามากกว่า 1.3 ล้านดอลลาร์ หรือราว 40 ล้านบาท

เบื้องต้นนายเดวิดปฏิเสธว่าพืชทั้งหมดที่พบนั้นไม่ใช่กัญชาแต่เป็น “กัญชง” โดยระบุว่าตนเองเดินทางมายังเกาะเซนต์คิตส์กับเพื่อนมหาเศรษฐีนักลงทุนอีกรายหนึ่ง เพื่อเตรียมการร่วมลงทุนทางธุรกิจด้านกัญชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในบางประเทศแถบแคริบเบียนตะวันออก

เขาถูกตั้งข้อหา เจตนาจัดหาและครอบครองสารจำพวกยาเสพติดควบคุมและการนำเข้ายาควบคุมเข้าสู่ประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับนายเดวิดเป็นทายาทของกลุ่มบริษัท Leventis-David Group ซึ่งเป็นโฮลดิ้งคอมพานีถือหุ้นใหญ่ในบริษัท Coca-Cola Helenic ดูแลการผลิตเครื่องดื่มโคคา-โคล่า ในกลุ่มประเทศยุโรป

เช็คกระสุนนับศพทหาร ใครจะอยู่ใครจะไปในศึกการค้าโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589127

  • วันที่ 15 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

เช็คกระสุนนับศพทหาร ใครจะอยู่ใครจะไปในศึกการค้าโลก

สงครามยังไม่จบแต่ต้องนับหัวผู้สูญเสียกันก่อนว่าใครรอดและใครร่วงในศึกพญาอินทรีชนพญามังกร

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐประกาศเพิ่มภาษีสินนำเข้าจากจีนถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จนสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก แต่หลังจากยอมให้ทรัมป์ปล่อยหมัดแรกได้ 2 วัน จีนก็ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ มูลค่ารวม 6 หมื่นล้านเหรียญ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ทำให้ตลาดทุนปั่นป่วนอย่างรุนแรง จนดูเหมือนว่าสงครามครั้งนี้จะบานปลาย และคงจะ “เอากันให้ตายไปข้างหนึ่ง”

ผู้เคราะห์ร้าย

• มูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้นทั่วโลกหายวับไปในทันทีถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากจีนประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐ โดยดัชนี MSCI All-Country World Index ลดลง 2% และทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบถึง 5 ครั้งในจำนวน 6 เซสชั่นการซื้อขายที่เปิดตลาดซื้อขาย

• หลังจากที่จีนประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐ 5,200 ประเภท สำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ประกาศว่าจะขึ้นภาษีอีก 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากสินค้าจีน 3,805 ประเภท รวมถึงคอมพิวเตอร์แลปท็อป, ใบเลื่อย, ชิ้นส่วนเครื่องเทอร์ไบน์, ทูน่า, กระเทียม, สินค้าเวชภัณฑ์, และแรร์เอิร์ธ

• ฝ่ายจีน ภาคการผลิตได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ที่สหรัฐผู้ที่กระทบโดยตรงคือเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานเสียงของทรัมป์แต่กลับเป็นฝ่ายที่ถูกทรัมป์ใช้เป็นเบี้ยโยนทิ้งโยนขว้าง โดยเฉพาะเกษตรกรถั่วเหลือง อันเป็นสินค้าหลักที่จีนนำเข้าปริมาณมหาศาล แม้ว่าถั่วเหลืองจะไม่ใช่สินค้าที่อยู่ในบัญชี แต่ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอยู่ในบัญชีขึ้นภาษีของจีน  หากทรัมป์ยังใช้ภาคเกษตรเป็นเบี้ยอยู่อย่างนี้ จะกระทบต่อความนิยมในตัวเขาและพรรครีพับลิกันอย่างแน่นอน

• แม้ว่าจะทะเลาะกัน 2 ประเทศ แต่ผลกระทบลามไปทั่วโลก เช่น ที่เยอรมนี ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนพฤษภาคมปรับลงมาถึง 5.2 จุด ทั้งนี้ เยอรมนีเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป ดังนั้นผลกระทบต่อจีนจะส่งผลทางอ้อมมาถึงตัวเลขจีดีพีและการส่งออกของเยอรมนีและยุโรปด้วย

• อินเดียกลัวว่าจีนจะปล่อยเหล็กกล้าเข้ามาในตลาดจนล้นเกินเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่สหรัฐตั้งขวางไว้ การที่จีนทำเช่นนี้จะส่งผลต่อผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่เช่นอินเดีย ผู้ผลิตในอินเดียจึงขอให้รัฐบาลจัดการกับผู้ที่กดราคาเหล็กกล้าต่ำกว่าความเป็นจริง หมายความว่าจีนจะเจอศึกการค้ากับอินเดียอีกต่อหนึ่ง โดยมีสมรภูมิย่อยในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า

 

อาวุธที่เหลืออยู่

• จากท่าทีของทรัมป์และสำนักงานการค้าสหรัฐ ที่ประกาศจะขึ้นภาษีจีนอีก 3 แสนล้านเหรีญ ซึ่งหากสังเกตโดยผิวเผินจะเห็นว่าสหรัฐยังทิ้งไพ่ที่เหนือกว่ามาได้เรื่อยๆ เนื่องจากสินค้าที่จีนส่งออกไปยังสหรัฐมีจำนวนมากกว่า กระนั้นก็ตาม สินค้าที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากจีนอาจจะทำให้ภาคส่งออกชะลอตัวลง แต่ไม่ได้ทำให้จีนซวนเซมากนักในทางการเมือง ตรงกันข้ามกับทรัมป์ที่ยอมเสียภาคเกษตรมา เพื่อแลกกับฐานเสียงในภาคอุตสาหกรรม

• เนื่องจากจีนนำเข้าจากสหรัฐน้อยกว่าส่งออกไปยังสหรัฐ ทำให้มาตรการตอบโต้ของจีนเริ่มจะน้อยลงไปทุกที อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลือกจะน้อยลง แต่หมัดแต่ละหมัดที่จีนปล่อยไปนั้นหนักและตรงเป้ามากกว่า จนถึงขณะนี้จีนขึ้นภาษีสหรัฐไปแล้วรวม 1 แสนล้านเหรียญ ทำให้มูลค่าการส่งออกของสหรัฐมายังจีนลดลง 7% เมื่อปีที่แล้ว ส่วนการลงทุนของจีนในสหรัฐลดลงถึง 60%

• จีนหันไปพึ่งองค์การการค้าโลก หรือ WTO โดยบอกว่า “กลไกในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในการค้ามีความจำเป็นมากในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของการค้าในระบบพหุภาคี และการบั่นทอนกลไกของ WTO และมาตรการทางการค้าที่มีอยู่ ได้สร้างความเสียหายให้กับการค้าเสรีและระเบียบการค้าโลก” แต่ก็อย่างที่ทราบกันดี WTO กลายเป็นองค์กรเสือกระดาษไปแล้ว การร้องเรียนของจีนจึงเป็นการกระทำในเชิงโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้โลกเห็นว่าสหรัฐเป็นตัวร้ายมากกว่า

• อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่ตอบโต้กันจนแพ้หรือชนะกันไปข้างหนึ่ง เพราะทั้งจีนและสหรัฐจะได้ประโยชน์มากกว่าหากกลับมาเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลง ซึ่งในเรื่องนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ในทวิตเตอร์ว่า เขามีความหวังว่าการเจรจากับจีนจะประสบความสำเร็จ

• สำหรับผู้ที่กลัวว่าจะถูกลูกหลง ในตอนนี้ต่างรีบสละเงินเหรียญสหรัฐไปถือทองคำและสกุลเงินอื่นๆ ที่มีความมั่นคงมากกว่ากันเป็นการใหญ่ เช่น เงินเยนของญี่ปุ่น แม้แต่เงินบาทก็ยังได้รับอานิสงส์จากศึกอินทรีย์ชนมังกร ในส่วนของทองคำ มีนักวิเคราะห์ชี้ว่าเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนแห่งทองคำ เพราะค่าเงินสหรัฐที่อ่อนลงและธนาคารกลางสหรัฐที่มีท่าทีว่าจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

Photo by Nova SAFO / AFP

ดรามาสะเทือนวงการยูทูบเบอร์ ทำฟอลโลเวอร์หายเกือบ3ล้านในพริบตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589130

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 21:00 น.

ดรามาสะเทือนวงการยูทูบเบอร์ ทำฟอลโลเวอร์หายเกือบ3ล้านในพริบตา

จากน้องรักกลายเป็นคนที่ไม่อยากเผาผี

สาวๆ สายบิวตี้คงจะเคยได้ยินชื่อของ เจมส์ ชาร์ลส์ ยูทูบเบอร์และวล็อกเกอร์ด้านเครื่องสำอางและความสวยความงามวัย 19 ปีจากฝั่งสหรัฐกันมาบ้าง แต่ช่วงไม่กี่วันนี้ชื่อของ เจมส์ ชาร์ลส์ ถูกพูดถึงหนาหูมากจากดรามากับเพื่อนเลิฟที่เป็นยูทูบเบอร์ด้วยกัน จนยอดซับสไครบ์หายวับไป 3 ล้านคน ภายในเวลาเพียงแค่ 3 วัน และยังหายอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าจะหยุด

Photo by ANGELA WEISS/AFP

แต่ก่อนจะไปถึงดรามาตรงนั้น เรามาทำความรู้จักยูทูบเบอร์วัย 19 ปีคนนี้กันสักนิด ว่าทำไมจู่ๆ ถึงดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา

ชาร์ลส์เป็นวัยรุ่นจากเมืองเบธเลเฮมของมหานครนิวยอร์ก ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นเกย์ และชอบเรื่องสวยๆ งามๆ อย่างเมกอัพ  จึงทำคลิปสอนการแต่งหน้าลงยูทูบเหมือนๆ กับบิวตี้บล็อกเกอร์คนอื่นๆ เมื่อปลายปี 2016 ในขณะที่ตัวเองอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น โดยประเดิมคลิปแรกด้วยการโชว์ฝีแปรงแต่งหน้าที่จัดจ้านในโทนสีน้ำเงิน น้ำตาล และสีเขียว ซึ่งทำออกมาได้ดีไม่แพ้ยูทูบเบอร์มืออาชีพ ทำให้เริ่มมีแฟนคลับ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นติดตามเรื่อยมา

พออายุ 17 ปีชาร์ลส์ก็สร้างประวัติศาสตร์ในวงการบิวตี้ด้วยการเป็นผู้ชายคนแรกที่ได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเครื่องสำอางชื่อดัง CoverGirl แม้ตอนนั้นชาร์ลส์จะมีฟอลโลเวอร์เพียง 427,000 คน แต่การเป็นแอมบาสเดอร์ของแบรนด์ดังก็ช่วยเพิ่มชื่อเสียงและฟอลโลเวอร์ให้เจ้าตัวอีกมากมาย รวมทั้งการได้ไปร่วมรายการทอล์กโชว์ชื่อดังแห่งยุคอย่าง The Ellen DeGeneres Show ซึ่งเจ้าตัวประกาศกลางรายการว่าแกรนด์โอเพนนิ่งเป็นเกย์ตั้งแต่อายุ 12 ปี

ปกติแล้ว คลิปสอนแต่งหน้าของชาร์ลส์จะมีคนดังมาร่วมแจมเพื่อสร้างสีสัน  แต่ที่ทำเอายูทูบแทบแตกคือการร่วมงานกับเซเลบทรงอิทธิพลอย่าง ไคลี่ เจนเนอร์ ในลุควันฮาโลวีนเมื่อปีที่แล้ว นับถึงตอนนี้คลิปนี้มีคนเข้าไปดูแล้วกว่า 29.35 ล้านครั้ง ทำให้ชาร์ลส์มียอดฟอลโลเวอร์เพิ่มอีก จนกระทั่งเดือน พ.ย. 2018 ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวคอลเลคชั่นพาเล็ตต์อายแชโดว์ของตัวเองโดยเป็นการร่วมมือกับแบรนด์ Morphe Cosmetics และออกแบรนด์เสื้อผ้าในชื่อ Sisters Apparel

ชาร์ลส์เป็นหนึ่งในยูทูบเบอร์เบอร์ต้นๆ ในวงการบิวตี้จากสถิติของเว็บไซต์ Social Blade จนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าตัวมียอดซับสไครบ์อยู่ราว 16.5 ล้านคน เว็บไซต์ celebritynetworth.com ระบุว่าชาร์ลส์มีทรัพย์สินประมาณ 12 ล้านเหรียญสหรัฐ และแม้เจ้าตัวจะยังไม่ใช่ 1 ใน 10 ยูทูบเบอร์ที่ทำรายได้สูงสุด แต่ในช่วงพีคๆ ชาร์ลส์โกยรายได้อย่างน้อย 5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ก่อนหักภาษี) จากยูทูบ นี่ยังไม่รวมรายได้จากการโพสต์ขายของในอินสตาแกรม และรายได้จากการเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าต่างๆ อีกนับล้านๆ เหรียญ

ภาพ : อินสตาแกรม

ระหว่างที่อยู่ในวงการยูทูบเบอร์ ชาร์ลส์สนิทสนมกับ ตาติ เวสต์บรูค หรือที่รู้จักกันในชื่อ GlamLifeGuru สำหรับชาวยูทูบเบอร์  สนิทกันถึงขั้นที่ชาร์ลส์ยกให้เวสต์บรูคเป็นคุณแม่คนที่สอง เพราะเวสต์บรูคช่วยเหลือชาร์ลส์มาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ดัง เป็นทั้งพี่เลี้ยงในวงการยูทูบเบอร์ เป็นแม่ เป็นพี่สาว คอยดูแลจัดการทุกอย่างให้ชาร์ลส์หมด ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองเรื่องการทำผลิตภัณฑ์ของชาร์ลส์ พอมีแบรนด์แล้วยังโปรโมทให้ในคลิปของตัวเองอีก หรือกระทั่งให้ชาร์ลส์รับหน้าที่แต่งหน้าให้ในวันแต่งงานของเธอเมื่อปี 2017

แต่แล้วเวสต์บรูคก็ประกาศตัดความสัมพันธ์กับรุ่นน้องคนสนิท แบบที่ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกันอีกต่อไปแล้ว แถมยังทิ้งระเบิดใส่อดีตน้องรักตูมใหญ่ กลายเป็นดรามาสะเทือนวงการยูทูบเบอร์สายบิวตี้เลยทีเดียว

ดรามาร้อนๆ เริ่มเมื่อเดือนเมษาหน้าร้อนที่ผ่านมา เมื่อชาร์ลส์ซึ่งอยู่ที่เทศกาลดนตรีโคเชลลาที่รัฐแคลิฟอร์เนีย โพสต์คลิปโปรโมทวิตามินของแบรนด์ Sugar Bear Hair ในอินสตาแกรม ซึ่งเป็นคู่แข่งกับแบรนด์ Halo Beauty  ของเวสต์บรูค พอคลิปนี้ออกมาเวสต์บรูคก็โพสต์คลิปร้องไห้เสียใจที่ถูกหักหลัง เพราะเพื่อนดันโปรโมทแบรนด์คู่แข่ง

ต่อมาชาร์ลส์ก็โพสต์คลิปขอโทษและชี้แจงว่าตัวเองไม่ได้ทำเพื่อเงินนะ แต่ทางแบรนด์ได้จัดทีมบอดี้การ์ดและบัตรเข้างานโคเชลลามาให้ก็เลยโพสต์คลิปเพื่อขอบคุณเฉยๆ แต่ก็อาจจะเชื่อยากสักหน่อย เพราะแบรนด์นี้เน้นจ่ายเงินให้บรรดา influencer หรือผู้ทรงอิทธิพลในโลกโซเชียลรีวิวทั้งนั้น แถมก่อนหน้านี้ชาร์ลส์เองก็เคยบอกว่าไม่อยากรีวิวให้แบรนด์นี้ เพราะวัยรุ่นดูเยอะ แต่เขากลับกลืนน้ำลายตัวเองซะงั้น

กระแสช่วงแรกจึงไปที่เวสต์บรูคถูกชาวโซเชียลต่อว่ากลับว่างี่เง่า หรือห่วงแต่ผลประโยชน์หรือเปล่าที่ออกมาร้องห่มร้องไห้

 

เมื่อเจอแบบนี้เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา เวสต์บรูคเลยทำคลิปร่ายยาวชี้แจงว่าทำไมถึงต้องโกรธน้องรักถึงขนาดจะไม่เผาผีกัน ในคลิป Bye Sister (ลาก่อนน้องสาว) ความยาว 43 นาที พอจะสรุปได้ว่า เธอกับสามีมีแต่ให้ชาร์ลส์มาตลอดโดยที่ไม่ได้เรียกร้องเงินจากชาร์ลส์แม้แต่บาทเดียว และเหนื่อยที่จะต้องมาตามขอโทษคนอื่นที่ชาร์ลส์ทำพฤติกรรมแย่ๆ ใส่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงเพื่อนร่วมวงการบิวตี้แบบเสียๆ หายๆ  แถมยังปั้นเรื่องโกหกให้เวสต์บรูคเสียหาย หรือการคุกคามทางเพศผู้ชายแท้ๆ ที่ไม่ได้มีรสนิยมทางเพศเช่นเดียวกับตัวเอง การหลอกผู้ชายที่ไม่ใช่เกย์ให้สับสนทางเพศแล้วพยายามมีอะไรด้วย ซึ่งที่สหรัฐมองว่าเป็น Sexual Predator หรือนักล่าทางเพศ เป็นพฤติกรรมที่คนอเมริกันไม่โอเคมากๆ

คลิป Bye Sister ซึ่งตอนนี้มียอดวิวพุ่งไปถึง 38 ล้านวิวแล้ว ส่งแรงกระเพื่อมมหาศาล ทำให้ชาร์ลส์เสียฟอลโลเวอร์ไป 2 ล้านคนภายใน 48 ชั่วโมง และจนถึงตอนนี้ยอดฟอลโลเวอร์หายไปแล้ว 3 ล้านคน เหลือเพียง 13.5 ล้านคน และยังดันให้แฮชแท็ก #JamesCharlesIsOverParty (อวสานเจมส์ ชาร์ลส์) และ #JamesCharlesIsCancelled (เจมส์ ชาร์ลส์ ถูกเท) ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ทั่วโลก

 

แม้ตอนหลังเจ้าตัวจะลงคลิปขอโทษชื่อ “tati” ความยาวกว่า 8 นาที (และมียอดวิว 38 ล้านวิว) ก็เหมือนจะไม่ทันการณ์แล้ว เพราะบรรดาเซเลบคนดังที่เคยฟอลโลว์ก็อันฟอลโลว์ไปเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นตระกูลทรงอิทธิพลอย่างบ้านคาร์ดาเชี่ยน ทั้งคิม, โคลเอ, ไคลี่, เคนดัล หรือ เดมี โลวาโต, อาเรียนา แกรนเด, ไมลีย์ ไซรัส, เคที่ เพอร์รี่, ชอว์น เมนเดส

นอกจากนี้ ชาร์ลส์ยังถูกคนในโลกโซเชียลเปิดโปงพฤติกรรมเก่าๆ อีกเป็นหางว่าว เช่น การเข้าไปคอมเม้นต์สองแง่สองง่ามในไลฟ์ของ ชอว์น เมนเดส หลายครั้งจนนักร้องหนุ่มไม่สบายใจ หรือกรณีของ ซารา ลาร์สสัน นักร้องชาวสวีเดนที่แฉว่า ชาร์ลส์ เคยส่งไดเรคเมสเสจไปจีบแฟนที่เป็นผู้ชายทั้งแท่งของเธอ รวมทั้งการโพสต์ข้อความดูหมิ่นชาวแอฟริกันเกี่ยวกับโรคอีโบลา แต่ชาร์ลส์ก็ขอโทษขอโพยแล้วรอดตัวมาได้ทุกครั้ง

จนกระทั่งในครั้งนี้ ที่การทะเลาะกันของเพื่อนสนิทไม่ใช่แค่เรื่องบาดหมางของคนสองคนอีกต่อไป เมื่อทั้งคู่มีโซเชียลอยู่ในมือ และเรื่องนั้นๆ ก็จบลงที่การเป็นคอนเทนต์ในอินเทอร์เน็ต อยู่ที่ว่าใครจะเป็นคนดีหรือตัวร้ายในสายตาคนดู อย่างกรณีนี้คนหนึ่งกำลังเสียฟอลโลเวอร์ ขณะที่อีกคนหนึ่งได้ฟอลโลเวอร์เพิ่มในตัวเลขที่เกือบจะเท่าๆ กัน

สำเร็จ! หนุ่มอังกฤษดัดแปลงตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ วิ่งเร็วสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589119

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 18:12 น.

สำเร็จ! หนุ่มอังกฤษดัดแปลงตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ วิ่งเร็วสุดในโลก

นักธุรกิจอังกฤษประสบความสำเร็จดัดแปลง ตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ วิ่งเร็วสุดในโลกถึง 119 กม./ชม.

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีรายงานว่านายแมทต์ เอฟราร์ด นักธุรกิจชาวอังกฤษ วัย 46 ได้ดัดแปลงรถตุ๊กตุ๊กจากประเทศไทยที่มีอายุกว่า 48 ซึ่งเขาประมูลมาจากเว็บไซต์อีเบย์มาในราคา 3,000 ปอนด์ หรือราว 124,000 บาท เพื่อดัดแปลงหวังให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กที่วิ่งเร็วที่สุดเพื่อทำลายสถิติโลก

ล่าสุดบีบีซีรายงานเมื่อวานนี้ ( 13 พ.ค.) ระบุว่านายเอฟราร์ดสามารถทำลายสถิติโลกได้ตามที่เขาตั้งเป้าไว้แล้ว

DANNY LAWSON/PA

รายงานระบุว่าเอฟราร์ดได้ทำการทดสอบรถตุ๊กตุ๊กปรับแต่งของเขาที่สนามบิน Elvington Airfield โดยสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 74 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 119 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่าสถิติความเร็วที่ตั้งไว้ที่ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การทดสอบครั้งนี้มีผู้โดยสารร่วมทดสอบหนึ่งคนคือนาย Russel Shearman วัย 49 ปี ซึ่งเป็นญาติของเขา

ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือสถิติความเร็วของตุ๊กตุ๊กยังไม่เคยมีมาก่อนในหมวดของกินเนสส์จึงมีการขึ้นทะเบียนหมวดใหม่ว่า fastest autorickshaw/tuk tuk (prototype) อนาคตเอฟราร์ดตั้งเป้าว่าจะกลับมาทำลายสถิติที่ตนเองสร้างขึ้นอีกครั้งด้วยการขับให้เร็วกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมงให้ได้

DANNY LAWSON/PA

 

สำหรับตุ๊กตุ๊กคันนนี้เขาซื้อมากจากเว็บไซต์อีเบย์โดยตอนแรกตั้งใจไว้ขับเล่นรอบเมือง แต่ทว่าเขาต้องการทำอะไรที่มันน่าตื่นเต้นกว่านั้น จึงลงเงินไป20,000 ปอนด์ หรือราว 827,000 บาทพร้อมกับใช้เวลาอีก 5 เดือนในการปรับปรุงรถ รวมถึงการใส่เครื่องยนต์ของไดฮัตซุ ขนาด 1,300 cc ที่สามารถทำความเร็อย่างน้อย 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ยังเพิ่มขนาดของล้อรถ รวมถึงอัพเกรตระบบกันสะเทือนที่แชสซีรถด้วย

แก๊งค์มาเฟียจีนประกาศกร้าวคุม”สีหนุวิลล์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589112

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 18:05 น.

แก๊งค์มาเฟียจีนประกาศกร้าวคุม"สีหนุวิลล์"

แก๊งค์มาเฟียจีนลั่นจะคุมบ่อนเขมรสีหนุวิลล์ในอีก 3 ปีข้างหน้า

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า สถานทูตจีนในกรุงพนมเปญกำลังขอความร่วมมือไปยังตำรวจของกัมพูชาเพื่อตรวจสอบคลิปวิดิโอที่ถูกเผยแพร่ผ่านยูทูป เป็นภาพของแก๊งค์ชายฉกรรจ์ชาวจีนที่อ้างว่ามาจาก ฉงชิ่งประกาศกร้าวคุมจังหวัดสีหนุวิลล์ของกัมพูชา

ภาพจากคลิปวิดิโอแสดงให้เห็นว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ชาวจีนรายหนึ่งใส่เสื้อสีขาว รายล้อมด้วยชายอีกราว 20 คนโดยชายคนใส่เสื่้อสีขาวประกาศกร้าวว่า “กำปงโสม ในอีกสามปีข้างหน้าไม่ว่าจะปลอดภัย หรือวุ่นวายต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของเราแก๊งค์ฉงชิ่ง”

 

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนจีนได้เข้าไปลงทุนในพื้นที่สีหนุวิลล์จำนวนมาก โดยเฉพาะมีบ่อนกาสิโนรีสอร์ทเปิดใหม่นับร้อยแห่ง

เฉพาะปีที่ผ่านมาพบว่ามีพลเมืองจีนกว่า 16,000 คนขอใบอนุญาตเข้าทำงานในกัมพูชา จำนวนนี้หลายคนเป็นแรงงานในภาคการท่องเที่ยวและการก่อสร้างในสีหนุวิลล์ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเกาะกง อย่างไรก็ดีตามข้อมูลของสำนักตรวจคนเข้าเมืองคาดว่า แรงงานกว่า 78,000 คนเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต

 

นอกจากนี้การเข้าไปลงทุนของกลุ่มชาวจีนยังทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินและอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างชาวบ้านในท้องถิ่นกับชาวจีน

เช่นเดียวกับสื่อท้องถิ่นของกัมพูชาอย่างพนมเปญโพสต์ได้ตีพิมพ์รายงานที่เป็นข้อร้องเรียนจากคนในพื้นที่เกี่ยวกับชาวจีนหลายครั้ง

สอดคล้องกับนักวิเคราะห์ทางการเมืองชาวเขมรจากวิทยาลัยออกซิเดนทอล มองว่า หลายครั้งที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีฮุนเซนเปิดอ้าแขนรับการลงทุนจากจีนจำนวนมาก ซึ่งเป้าหมายต่อไปที่ฮุนเซนจะประเคนให้กับจีนคือการพัฒนาพื้นที่เสียมเรียบ

สร้างตัวจนได้ดี หรือมีวันนี้เพราะบารมีพ่อ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589091

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 16:21 น.

สร้างตัวจนได้ดี หรือมีวันนี้เพราะบารมีพ่อ?

เจาะเส้นทางชีวิต อิซาเบล ดุช ซังตุช มหาเศรษฐินีคนแรกแห่งแอฟริกา โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หากเอ่ยถึงชื่อของ อิซาเบล น้อยคนนักที่จะรู้จักว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร แต่หากได้ยินนามสกุล ดุช ซังตุช ก็คงจะคุ้นหูอยู่บ้างเพราะนามสกุลนี้โด่งดังจากผู้นำการเมืองแห่งประเทศแองโกลา นั่นคือประธานาธิบดี โชเซ ฌูแซ เอดัวร์ดู ดุช ซังตุช ดังนั้นสถานะของอิซาเบลจึงไม่ได้มาจากการสั่งสมความมั่งคั่งทางธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังได้มาจากฐานะการเป็นลูกสาวคนโตของท่านผู้นำประเทศอีกด้วย

การเป็นลูกสาวของผู้นำประเทศ ที่มีชื่อเสียงในด้านลบมากที่สุดคนหนึ่ง พลอยทำให้เธอถูกสงสัยไปด้วยว่า ใช้บารมีพ่อทำให้ตัวเองรวยหรือไม่?

เรื่องนี้เราจะมาวิเคราะห์กันในตอนท้าย

แม้ว่าจะเกิดมารวยและยังเป็นถึงลูกผู้นำประเทศ แต่อิซาเบลก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงที่อยู่นิ่งนั่งๆ นอนๆ รอคอยมรดกจากบิดาอย่างเดียว ในทางตรงกันข้าม เธอคนนี้ลงมือลงแรงตะลุยเดี่ยวทำธุรกิจหลายอย่างด้วยตัวเองทั้งนั้น โดยหลังจากจบปริญญาด้วนวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ จากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อิซาเบล ก็ขอฉีกแนวการทำงานที่ไม่ตรงสายดั่งที่ร่ำเรียนมา ด้วยการเริ่มเปิดกิจการร้านอาหารไนต์คลับชื่อว่า Miami Beach ซึ่งตอนนั้นอยู่ในวัยเพียง 24 ปีเท่านั้น

Isabel dos Santos/@oficialmente.me

อิซาเบลให้สัมภาษณ์กับ Africanews ว่า “ฉันได้รับการสอนให้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และไม่เคยพึ่งใครเลยไม่ว่าจะเป็นพ่อพี่ชายหรือสามี สิ่งนี้ทำให้ฉันเป็นคนที่ยึดมั่นกับความเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก พ่อแม่ของฉันต่างก็ยืนกรานที่จะเน้นการศึกษาที่สร้างความเชื่อมั่นในตัวเองและศักยภาพในการแข่งขัน”

ด้วยความที่ไร้ประสบการณ์การทำงานและไม่รู้จักหลักบริหาร ทำให้ความฝันในธุรกิจร้านอาหารก็ต้องพังลงอย่างไม่ท่า แต่อิซาเบลยังคงยืนหยัดกัดฟันต่อสู้ในการทำธุรกิจประเภทอื่นๆ ลองผิดลองถูกจนมาลงเอยกับการถือครองตลาดหุ้นในโปรตุเกสและแองโกลา ซึ่งการลงทุนนี้เองทำให้ อิซาเบล มีรายได้เป็นกอบเป็นกำและมีเงินทุนมากพอที่จะลงไปกับธุรกิจภาคอื่นๆ

เธอบอในทำนองที่ว่าการเป็นลูกสาวผู้นำประเทศ และมีนามสกุลใหญ่โตไม่ได้ช่วยเธอมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่

“ในโลกธุรกิจมีเพื่อนร่วมงานหญิงน้อยมาก และเป็นสังคมที่ครอบงำชายอย่างไม่ต้องสงสัย มีการเลือกปฏิบัติและอคติ หลายๆ ครั้ง ในการประชุมทางธุรกิจ ฉันสังเกตว่าฝ่ายที่ฉันกำลังเจรจาด้วย มักจะมองไปที่ปรึกษาชายหรือทนายความชายของฉันเท่านั้น เพื่อดูว่าเขาจะพูดอะไรออมา แม้ว่าฉันจะเป็นเจ้าของ/ผู้ถือหุ้นของธุรกิจ และฉันเป็นผู้ตัดสินใจก็ตาม” อิซาเบล บอกกับ Africanews

Isabel dos Santos/@oficialmente.me

เมื่ออยู่ในช่วงขาขึ้น อิซาเบลจึงเดินหน้าเต็มสูบลุยเปิดกิจการหลายภาคส่วนเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารและหุ้นบริษัทเทเลคอมที่ทำธุรกิจด้านมัลติมีเดีย เช่น เคเบิลทีวีและอินเทอร์เน็ต โดยธุรกิจเหล่านี้ได้ขยายสาขาไปในแองโกลาและโปรตุเกส

บริษัทที่เป็นเหมือนลูกรักที่เธอฟูมฟักมาคือ Unitel ซึ่งเธอผนึกกำลังร่วมกับ Portugal Telecom บริษัทแห่งนี้คือหัวหอกของอิซาเบลเลยก็ว่าได้

“ ฉันเป็นคนที่มีอิสระอย่างมากมาโดยตลอด ตอนที่ฉันเริ่มทำงานฉันเริ่มต้นด้วยธุรกิจขนาดเล็กมาก เป็นธุรกิจขนาดเล็กจริงๆ แถมยังมีเงินทุนน้อยมาก แต่มันก็เติบโตพร้อมๆ กับการลงทุนมากขึ้น และพร้อมๆ กับการเติบโตของฉันเอง และธุรกิจของฉันก็ประสบความสำเร็จมากขึ้น” อิซาเบล บอกกับ CNN

ทุกวันนี้ อิซาเบล ดุช ซังตุช กลายเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในแอฟริกาไปแล้วด้วยวัยเพียง 46 ปี แต่ตอนที่เธอรับตำแหน่งนี้มีอายุแค่ เท่านั้น 39 ปีเท่านั้น นอกจากนี้ ในปี 2016 BBC ยังยกให้เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิง 100 คนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ปัจจุบัน Forbes ประเมินทรัพย์สินของเธอไว้ที่ 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ความเป็นจริงนักวิเคราะเชื่อว่าอัครมหาเศรษฐินีผู้นี้จะมีรายได้มากกว่านั้น

Isabel dos Santos/@oficialmente.me

แน่นอนว่าการขึ้นแท่นเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดแห่งแอฟริกาของอิซาเบล จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาไม่น้อยถึงเรื่องการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วราวกับเสกมนตร์ได้ โดยเฉพาะนักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายท่านต่างงุนงงกับความรวยแบบกะทันหัน เพราะแทบไม่น่าเชื่อว่าจากร้านอาหารเพียงร้านเดียวจะทำให้ อิซาเบลรวยขึ้นผิดหูผิดตา

เมื่อนักข่าวไปสืบข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องแอฟริกันศึกษาแล้วก็พบว่า เบื้องหลังของการทำธุรกิจหลายอย่างของ อิซาเบลต้องขึ้นอยู่กับคำสั่งของบิดาผู้นำประเทศที่มีประวัติโชกโชนในด้านลบ และยังพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงเครือข่ายการลงทุนในธุรกิจทุกภาคส่วนของประเทศที่ปราศจากความโปร่งใส และเต็มไปด้วยผลประโยชน์ที่มีเงื่อนงำ

จากการสืบค้นของ Forbes พบว่าในขณะที่พ่อของ อิซาเบลเป็นประธานาธิบดีอยู่นั้น เธอครอบครองหุ้นของบริษัทในแองโกลาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารและโทรคมนาคม และยังมีอิทธิพลในภาคธุรกิจของโปรตุเกส (เจ้าอาณานิคมเก่าของแองโกลา) เช่น การถือหุ้นและความพยายามเทคโอเวอร์บริษัท Zon Multimédia

และตั้งแต่ปี 2013 หรือครั้งแรกที่เธอมีชื่อเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในแอฟริกา Forbes ระบุว่าความมั่งคั่งของเธอมาจากอิทธิพลและความสัมพันธ์ของบุคคลครอบครัวเกือบทั้งหมด ซึ่งตรงกันข้ามกับที่สื่อบางรายพยายามจะชี้ชวนให้เชื่อว่าเธอเป็นคนสร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยตัวเองเพียงลำพัง

Isabel dos Santos/@oficialmente.me

Maka Angola องค์กรเพื่อประชาธิปไตยในแองโกลา เผยว่า พ่อของอิซาเบลายังปล่อยสัมปทานให้บริษัทลูกสาวหลายสัญญา นับเฉพาะแค่ 4 สัญญารวมกันมีมูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเข้าไปแล้ว เช่น ในเดือนมิถุนายน 2016 พ่อของเธอแต่งตั้งให้อิซาเบล เป็นประธาน Sonangol รัฐวิสาหกิจน้ำมันของรัฐแองโกลา แต่ประธานาธิบดีคนใหม่ของแองโกลาได้ปลดเธอออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2017

สำหรับประวัติท่านผู้นำสุดอื้อฉาวแห่งแองโกลา โชเซ ฌูแซ เอดัวร์ดู ดุช ซังตุช เขาผู้นี้ยึดอำนาจผูกขาดเป็นผู้นำประเทศนานถึง 38 ปี นับตั้งแต่แองโกลาประกาศอิสรภาพจากโปรตุเกสจนถึงปี 2017 จึงสละตำแหน่ง ดุช ซังตุชได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ที่แย่ที่มีภาพลบอย่างรุนแรงที่สุดคนหนึ่ง เพราะแม้จะบริหารประเทศมานานกว่า 3 ทศวรรษ และมีรายได้หลักจากการค้าน้ำมันและเพชร แต่ประชากรเกือบทั้งหมดของประเทศยังมีรายได้เพียง 2 เหรียญสหรัฐต่อวัน ราว 60 บาท/วัน

อีกทั้งแองโกลายังหนีไม่พ้นการเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก จากผลของสงครามกลางเมืองที่กินเวลายาวนานถึง 27 ปี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเด็กและประชาชนยังอยู่ในมาตรฐานที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาก

แม้จะหมดบารมีพ่อไปแล้ว และเธอยังถูกสอบสวนเรื่องการกระทำโดยมิชอบ แต่อิซาเบลาก็ยังรอดพ้นจากข้อหานั้นมาได้ และดำรงตำแหน่งในบริษัท UNITEL ต่อไป

 

ภาพจาก Isabel dos Santos

พบขยะพลาสติกแม้ในส่วนลึกที่สุดของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589073

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 13:15 น.

พบขยะพลาสติกแม้ในส่วนลึกที่สุดของโลก

นักสำรวจสหรัฐพบขยะพลาสติกขณะสำรวจก้นมหาสมุทรมาเรียนา

วิกเตอร์ เวสโคโว อดีตนายทหารเรือเกษียณอายุชาวสหรัฐ พร้อมทีมงานได้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้สร้างสถิติครั้งที่ 3 ที่สามารถดำดิ่งอยู่ภายในเรือดำน้ำที่สามารถทนแรงกดดันมหาศาลในการลงสำรวจยังส่วนที่ลึกที่สุดของโลกของร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา

รายงานระบุว่าทีมสำรวจได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถึงความสำเร็จของเขาในการดำดิ่งลงไปยังความลึก 10,927 เมตรในส่วนลึกที่สุดของโลกใต้มหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งลึกกว่าครั้งที่ผ่านมาถึง 11 เมตร ส่งผลให้เขากลายเป็นเจ้าของสถิติโลกคนใหม่

การสำรวจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Five Deeps ของบริษัท Insight Equity Holdings ซึ่งเป็นเงินกองทุนส่วนตัวของเขาในการลงสำรวจส่วนที่ลึกที่สุดทั้ง 5 มหาสมุทรทั่วโลก

 

fivedeeps.com

สำหรับยานสำรวจที่ใช้ในภารกิจนี้มีชื่อว่า DSV Limiting Factor มีความกว้าง 4.6 เมตร และสูง 3.7 เมตร ก้นมหาสมุทร

โดยช่วง 6 เดือนก่อนหน้านี้ทีมของเขาได้ลงไปสำรวจยังก้นมหาสมุทรแอตแลนติก ที่ความลึก 8,376 เมตร ร่องลึกก้นสมุทรเซาธ์แซนด์วิช 7,433 เมตร และ และร่องลึกก้นสมุทรชวาในมหาสมุทรอินเดีย ที่ 7,192 เมตร โดยหลังจากนี้เตรียมจะลงสำรวจยังร่องลึกก้นสมุทรมอลลอยดีพในทะเลกรีนแลนด์ต่อไป

 

 

สำหรับการลงสำรวจร่องลึกมาเรียนาแห่งนี้ นับเป็นการลงสำรวจครั้ง 4 ทีมงานได้พบกับสิ่งมีชีวิต 4 สายพันธุ์ใหม่เป็นสัตว์จำพวก crustacean รวมถึงสิ่งมีชีวิตจำพวกปลากที่ความลึกถึง 8 พันเมตร

อย่างไรก็ดี จากคลิปวิดิโอของทีมสำรวจได้พบว่ามีชิ้นส่วนขยะพลาสติกจมลงไปถึงก้นร่องมาเรียนาด้วย ซึ่งทางทีมงานระบุว่า ตลอดภายกิจสำรวจในส่วนของร่องลึกแห่งอื่นๆทางทีมงานก็พบกับชิ้นส่วนของขยะพลาสติกเช่นกัน โดยทางทีมงานจะเก็บสิ่งมีชีวิตบางส่วนที่พบเพื่อไปค้นหาว่ามีไมโครพลาสติกปะปนอยู่กับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึกเหล่านี้หรือไม่

 

 

ทั้งนี้ สำหรับความสำเร็จในการสำรวจร่องมาเรียนาในครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1960 เมื่อยานสำรวจ Trieste ของกองทัพเรือสหรัฐสามารลงไปได้ถึงความลึก 10,912 เมตร และในครั้งที่สองเป็นยานสำรวจของผู้สร้างภาพยนตร์ดัง เจมส์ คาเมรอน ในปี 2012 ที่ความลึก 10,898 เมตร ขณะที่ก่อนหน้านี้ในปี 1996 และ 2009 ก็เคยมีทีมสำรวจส่งยานลงไปเช่นกันแต่ไม่สามารถดำลงไปได้ลึกเท่าที่กล่าวในข้างต้น

ภาพ : fivedeeps.com

จีนเอาคืน ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ สูงสุด 25%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589066

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 12:33 น.

จีนเอาคืน ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ สูงสุด 25%

สงครามการค้าเดือด จีนขึ้นภาษีสินค้ากว่า 5 พันรายการที่นำเข้าจากสหรัฐ มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า คณะกรรมาธิการศุลกากรของจีนประกาศแผนการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐจำนวน 5,140 ประเภทเพิ่มเป็นร้อยละ 5 จนถึงสูงสุดที่ 25 % โดยให้มีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป เพื่อตอบโต้ที่ทางการสหรัฐประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่าถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา

ทางการจีนชี้ว่า การกระทำของสหรัฐฯเพิ่มความขัดแย้งทางการค้าและละเมิดฉันทามติที่ทั้งสองฝ่ายตกลงจะแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา รวมถึงส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์และความคาดหวังของประชาคมโลก

 

 

“จีนจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ บางรายการ เพื่อตอบโต้พฤติกรรมกีดกันทางการค้าและกระทำการเพียงฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ตลอดจนปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของจีน และกลไกการค้าระดับพหุภาคี”

“จีนหวังว่าสหรัฐฯ จะหันกลับมาเจรจาเศรษฐกิจและการค้าอย่างถูกต้อง ร่วมมือกับจีนเพื่อพบกันคนละครึ่งทาง บรรลุผลประโยชน์ร่วมและข้อตกลงแบบสมประโยชน์บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน”