รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทดแทนเหมาะปลูกหน้าแล้ง ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง’ดูแลง่ายตลาดต้องการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467274

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทดแทนเหมาะปลูกหน้าแล้ง ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง’ดูแลง่ายตลาดต้องการ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63  ข้าวรอบที่ 2 (นาปรัง) 4.54 ล้านไร่
โดยข้อมูลเบื้องต้นจากการรายงานผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ณ 8 มกราคม 2563 พบว่า มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้ว 3.12 ล้านไร่ หรือร้อยละ 68.72 ของแผน โดยในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ (แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 1.59 ล้านไร่ ซึ่งไม่อยู่ในแผนการเพาะปลูก และนอกเขตชลประทาน 0.66 ล้านไร่) คิดเป็น 2.14 เท่าของแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ดังนั้น หากเกิดภัยแล้ง อาจเกิดปัญหาพิพาทการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกร และปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคบางพื้นที่ รวมทั้งปัญหาที่เกษตรกรบางส่วนต้องซื้อน้ำหรือสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อไม่ให้ข้าวที่ปลูกไปแล้วเสียหาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปรังมีแนวโน้มสูงขึ้น

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากข้อมูล สศก. ปี 2562 พบว่า ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังประมาณ 7.89 ล้านไร่ ซึ่งในปี 2563 เกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ดังนั้น จะเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ปลูกข้าวนาปรัง ประมาณ 5.64 ล้านไร่ โดย สศก.ศึกษาแนวทางส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวนาปรัง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว (ถั่วลิสงถั่วเขียว) เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้ง และดูแลรักษาง่าย โดย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลิตได้ปีละประมาณ 4.73 ล้านตันขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ8.44 ล้านตัน ผลผลิตจึงขาดอีกประมาณ 3.71 ล้านตัน (คิดเป็นพื้นที่ปลูก 4.74 ล้านไร่) อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เหมาะสมและมีศักยภาพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) มีเพียง 3.41 ล้านไร่เท่านั้น ดังนั้น ควรส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรังในลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ในพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนการผลิต 4,370.18 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 7,810 บาท/ตัน เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการส่งเสริมปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม 1,737.24 บาท/ไร่ ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 2.67 ล้านตัน  (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 782 กก.) ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาแน่นอน เนื่องจากยังไม่เกินความต้องการใช้

ถั่วลิสง เป็นพืชปรับปรุงบำรุงดิน โดยปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 32,810 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 115,000  ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วลิสงยังไม่เพียงพอประมาณ 80,000 ตัน ดังนั้น หากส่งเสริมปลูกถั่วลิสงทดแทนปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอความต้องการอีก 80,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.23 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 352 กก.) โดยถั่วลิสง มีต้นทุนการผลิต 5,943 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 56.09 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ถึง 13,800.68 บาท/ไร่

ถั่วเขียว นอกจากเป็นพืชช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดินแล้ว ยังใช้น้ำน้อยและดูแลรักษาง่าย ปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 112,485 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 134,000 ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วเขียวยังไม่เพียงพอประมาณ 20,000 ตัน ดังนั้น หากจะส่งเสริมปลูกถั่วเขียวทดแทนการปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอกับความต้องการอีก 20,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.14 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 140 กก.) โดยถั่วเขียวมีต้นทุนการผลิต 2,397 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 21.71 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 642.40 บาท/ไร่

กรมชลฯถอดบทเรียนปี’58บริหารจัดการน้ำ ช่วยประปา4จว.ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467271

news_default

กรมชลฯถอดบทเรียนปี’58บริหารจัดการน้ำ n ช่วยประปา4จว.ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำคลองชัยนาท-ป่าสักที่ลดต่ำลงจนกระทบน้ำดิบที่กรมส่งให้การประปาส่วนภูมิภาค(กปภ.) และการประปาขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นรวม 60 แห่ง เพื่อผลิตน้ำประปาส่งให้ราษฎรใน 8 อำเภอ 4 จังหวัดเรียบร้อยแล้ว โดยนำประสบการณ์แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในปี 2558 มาใช้ ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่อง ที่ประตูระบายน้ำมโนรมย์ บริเวณปากคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาสูบเสริมเข้าคลองวันละ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จนคลี่คลายสถานการณ์ได้ภายใน 5 วัน นับจากเกิดเหตุ ทำให้ครั้งนี้ประชาชนไม่เดือดร้อนแต่อย่างใด

สำหรับสาเหตุการลดลงของระดับน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก ช่วงที่ผ่านมา สืบเนื่องจากค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีสูบน้ำสำแลของการประปานครหลวง(กปน.) เกินค่ามาตรฐาน กรมชลประทานจึงต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาไปช่วยผลักดันน้ำเค็มให้พ้นจากจุดสูบน้ำของกปน.วันละกว่า 8 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ประกอบกับยังมีพื้นที่การเกษตรลุ่มเจ้าพระยาที่ทำนาปีล่าช้า เนื่องจากฝนทิ้งช่วงประมาณ 250,000 ไร่ต้องการใช้น้ำช่วงเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการดึงน้ำออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปใช้ในเวลาเดียวกัน ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดต่ำลง ไม่สามารถไหลเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก และได้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้น้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก ลดต่ำลง

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์น้ำจะเข้าสู่สภาวะปกติ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น บริหารจัดการน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก โดยไม่ต้องสูบแล้วก็ตาม แต่กรมยังต้องติดตามสถานการณ์ในคลองตลอดความยาว 132 กิโลเมตร ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ นอกจากนี้ กรมยังใช้คลองชัยนาท-ป่าสักลำเลียงน้ำไปสมทบกับแม่น้ำป่าสักเหนือเขื่อนพระรามหก
เพื่อทดน้ำเก็บน้ำไว้ ก่อนส่งเข้าคลองระพีพัฒน์ใช้เป็นน้ำต้นทุนให้อ.ภาชี จ.สระบุรี อ.คลองหลวง อ.หนองเสือ อ.เมือง และอ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี ด้วย ดังนั้น ถ้าแนวโน้มน้ำลดลงกรมชลประทานจะเข้าไปแก้ไขทันที รวมทั้งเตรียมแผนผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง มาช่วยผลักดันน้ำเค็มแทนการใช้น้ำจาก 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนจำกัดอีกด้วย

สั่งจนท.คุมเข้มห้ามเผาลดฝุ่นควันพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467270

news_default

สั่งจนท.คุมเข้มห้ามเผาลดฝุ่นควันพิษ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้สั่งการไปยังจังหวัดให้เร่งดำเนินการควบคุมไม่ให้มีการเผาในพื้นที่การเกษตรในความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด และเร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบจากการเผา รวมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่แก้ไขป้องกันปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดจากสาเหตุอื่น ตลอดจนสนับสนุนมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ได้แก่ ส่งเสริมให้เกษตรกรเตรียมพื้นที่เพาะปลูก โดยไถกลบตอชังทดแทนการเผา ส่งเสริมการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาแปรสภาพให้เกิดประโยชน์ เช่น ทำปุ๋ยหมัก ปลูกเห็ดฟาง ผลิตอาหารสัตว์ ทำถ่านอัดแท่งหรือของประดับ โดยเกษตรกรสามารถดาวน์โหลดคู่มือและคำแนะนำการทำเกษตรปลอดการเผาได้ที่ http://www.royalagro.doae.go.th/?page_id=3794 กรมยังนำมาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานโยบายสำคัญและการแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : CoO) เพื่อยกระดับความร่วมมือและความสำคัญ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนหากพบการเผาเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตรให้แจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1784 สำหรับทุกพื้นที่ หรือ 1362 ตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับพื้นที่ป่า

ล่าสุดในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรตลอดจนหน่วยงานในสังกัดระดับพื้นที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเกษตรเพื่อป้องกันแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร สร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรแล้ว 15,720 ราย สร้างเป็นวิทยากรด้านทำการเกษตรปลอดการเผา รวมทั้งสร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบ 166 แห่ง ในพื้นที่ 26 จังหวัด ประกอบด้วย 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ พะเยา ตาก และอุตรดิตถ์ และ 16 จังหวัดที่มีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และอุดรธานี ตลอดจนร่วมมือกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชนรณรงค์ในท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ช่วงวิกฤติหมอกควันภาคเหนือ จัดทำแปลงนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผา ได้แก่ ไถกลบตอซัง 135 แห่ง 4,110 ไร่ ลดต้นทุนใช้ปุ๋ยเคมี คิดเป็นมูลค่า 1,407,144 บาท ผลิตปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยพืชสด/วัสดุเพาะปลูก 307 แห่ง 71,872 กิโลกรัม สร้างรายได้ 287,488 บาท การเพาะเห็ด 10,100 กิโลกรัม สร้างรายได้ 1,515,000 บาท ผลิตถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด 1,150 กิโลกรัม สร้างรายได้ 23,000 บาท และปลูกพืชทางเลือก 14 แห่ง 35 ไร่ สำหรับปี 2563 เริ่มอบรมเกษตรกรแล้ว วางแผนสร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบรวม 210 แห่ง และสร้างเกษตรกรเป็นวิทยากรทำการเกษตรปลอดการเผารวม 16,800 ราย ซึ่งจะต่อยอดขยายผลการดำเนินงานดังกล่าวต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 20 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467268

586851

ชายคาพระพิรุณ : 20 มกราคม 2563

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใต้ร่มชายคาพระพิรุณ ยุครัฐบาลประชาธิปไตย นักการเมืองเป็นใหญ่ สามารถกำหนดชี้เป็น ชี้ตายได้ทุกเรื่อง จนบางกรณีไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมและหลักเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ช่างแตกต่างจากยุครัฐบาลทหารที่ใครๆ เขาก็ว่าเป็นเผด็จการ แต่ก็เห็นหลายกรณีมีการอะลุ่มอล่วยเปิดใจรับฟังเหตุผล ยึดผลประโยชน์ของภาพรวมเป็นที่ตั้ง แต่ขณะนี้ดูเหมือนหลายๆ เรื่องผิดรูปผิดแบบที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเรื่องของงบประมาณที่บางหน่วยงานโดนตัดไปอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจจำเป็นและสำคัญต่อการขับเคลื่อนภาคเกษตรโดยรวมของประเทศ เมื่อถูกตัดงบประมาณก็คงส่งผลให้งานขับเคลื่อนต่อไปได้ยากและส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยไม่น้อย โดยเฉพาะการตรวจรับรองมาตรฐานต่างๆ ให้เกษตรกร สวนทางกับนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรเสียเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อลูกจ้างเหมาซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการปฏิบัติงานภาคสนามหลายๆ ภารกิจ ที่ต้องตกงานอีกหลายร้อยชีวิต บางครอบครัวต้องตกงานทั้งผัวทั้งเมีย
สร้างเวรสร้างกรรมแท้ๆ อยากรู้เหตุผลที่แท้จริงของการตัดงบประมาณเหมือนกันว่าเพราะอะไร…นี่ยังไม่รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ ผอ.ระดับรองอธิบดี ที่ได้ข่าวแว่วๆ มาว่าดูเหมือนจะกลับไปสู่รูปแบบเดิมๆ เหมือนในอดีตอีกแล้ว ที่ใครอยากได้ตำแหน่งก็ต้องวิ่งหานักการเมือง ใช้ระบบเอาคนของตัวเองหรือพวกพ้อง หรือข้าราชการที่อยู่ในเครือข่ายฝ่ายการเมืองเข้ามา ทั้งที่สิ่งที่ควรจะเป็นคืออำนาจการคัดกรองควรอยู่ในระดับกรมคัดเลือกคนที่เหมาะสมทั้งความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ก่อนจะส่งพิจารณาในขั้นตอนตามลำดับ แต่ปัจจุบันบางกรม คนวิ่งตำแหน่งแทบจะไม่เห็นหัวอธิบดีแล้ว ดิ่งตรงเข้าหารัฐมนตรีให้มันรู้เรื่องไปเลย ไม่ต้องอ้อมให้เสียเวลา ยิ่งกระทรวงเกษตรฯ มีรัฐมนตรี 4 คน
จาก 4 พรรคการเมือง ฝุ่นก็คงตลบอบอวลยิ่งกว่าฝุ่น PM2.5 เสียอีกกระมัง เผลอๆวิ่งชนขัดขากันเองทั้งข้าราชการทั้งรัฐมนตรีเพราะต้องการดันพวกตัวเองขึ้นนั่นเอง…

จากกรณีปัญหาการบริหารงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ส่งผลให้สหกรณ์มีหนี้สินจำนวนมาก ขาดสภาพคล่องสืบเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2559 นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แจ้งว่า นับตั้งแต่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตรวจพบความผิดปกติของงบการเงินของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงินและส่งผลกระทบต่อสมาชิกและสหกรณ์ที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด นั้น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ตามอำนาจหน้าที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานข้อสังเกตให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบและแต่งตั้งผู้สอบบัญชีสหกรณ์จากส่วนกลางเข้าตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีและประเมินผลการควบคุมภายใน เพื่อให้สหกรณ์ฯ มีสภาพคล่องได้ตามปกติ ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังมีสภาพคล่องที่จะให้สมาชิกกู้หรือถอนเงินฝากได้ตามปกติและกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินคดีกับอดีตกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ จำนวน 6 ราย ที่กู้เงินสหกรณ์โดยผิดระเบียบ โดยเบื้องต้นสหกรณ์ได้มีการชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากแล้วประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งจะได้มีการสอบทานว่ามีการชำระจริงเพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของเจ้าหนี้ ในส่วนของสหกรณ์เจ้าหนี้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่ง นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ เข้าดูแลและติดตามการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด และได้หารือในเบื้องต้นในเรื่องการปรับระเบียบและกฎหมาย ให้มีความรัดกุมและครอบคลุมการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยืนยันว่า ปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ในการสอบบัญชีอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ แต่เหตุทุจริตที่เกิดขึ้นในสหกรณ์บางแห่ง หลายกรณีส่วนใหญ่เกิดจากระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์หรือมีการไม่ปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในที่กำหนด หรือการทุจริตที่เกิดจากตัวบุคคล รวมไปถึงการที่สมาชิกไม่ได้ติดตามการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับโดยสม่ำเสมอ จนไม่ทราบข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน สมาชิกจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนหลักการและวิธีการสหกรณ์และการตรวจสอบการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง เพื่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เอง อีกทั้ง สหกรณ์แต่ละแห่งอาจมีการเพิ่มช่องทางการติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก เพื่อสร้างความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ซึ่งสหกรณ์อาจนำไปพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพของสหกรณ์ต่อไป โดยนายโอภาสยังย้ำอีกว่า ที่ผ่านมากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนางานระบบบัญชีและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการงานสหกรณ์ให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความ
เข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ อาทิ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร หรือแอพพลิเคชั่น Smart 4M ซึ่งมีให้บริการให้คำแนะนำและติดตั้งให้ฟรีแก่ทุกสหกรณ์ที่มีความพร้อมใช้งาน เพื่อพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ทั้งกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ ผู้ตรวจสอบกิจการ ให้มีศักยภาพในการใช้ข้อมูลทางการเงินบริหารจัดการสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของการทุจริตในสหกรณ์ได้อีกด้วย

ขุนเกษตรา

รมช.เกษตรฯลงใต้ สั่งลุยโครงการส่งเสริมเลี้ยงสัตว์สร้างอาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467258

รมช.เกษตรฯลงใต้ สั่งลุยโครงการส่งเสริมเลี้ยงสัตว์สร้างอาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 19.15 น.

19 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมชี้แจงขั้นตอน แนวทางการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ตามโครงการเกษตรสร้างชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีนายธีระ วงศ์สมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,นายอรุณชัย พุทธเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายครรชิต สุขเสถียร รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายพงษ์เทพ ไข่มุกด์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ,นายธนพัฒน์ พันธ์สนิท ปศุสัตว์จังหวัด และเกษตรกรทั้ง 23 อำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช กว่า 1,000 คน ให้การต้อนรับ และแสดงความคิดเห็นปัญหาการทำปศุสัตว์

ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการจัดประชุมครั้งนี้ เพื่อสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ นโยบาย ความเป็นมา แนวทางการดำเนินงานตามโครงการฯ ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และ ผู้เกี่ยวข้องทราบ เป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาค การเกษตรไทย รวมทั้งฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจาก ภัยธรรมชาติและผลกระทบจากราคาพืชผลตกต่ำ สร้างโอกาสและทางเลือก ใหม่เกษตรกร ได้ประกอบอาชีพทางการเกษตร ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายประภัตร กล่าว่า การประชุมชี้แจง แนวทางการด าเนินงานโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง (เกษตรสร้าง ชาติ) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับ ธ.ก.ส. ในพื้นที่จังหวัด นครศรีธรรมราช ในวันนี้ รัฐบาล ได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในหลายพื้นที่ ทำให้ เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ตามปกติ ผลผลิตได้รับความเสียหายและได้รับ ผลกระทบด้านราคา อีกทั้งเกษตรกรรายย่อยมักขาดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ใน การฟื้นฟูหรือปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง หรือ โครงการเกษตรสร้าง ชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ ธ.ก.ส.

สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่ 9,942 ตารางกิโลเมตร ( 6.24 ล้านไร่) เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ประมาณ 4.15 ล้านไร่ แบ่งเขตการปกครองเป็น 23 อำเภอ 165 ตำบล 1552 หมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 185 แห่ง ประชากร 1.56 ล้านคน ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมจำนวน 170,800 ครัวเรือน ถือเป็นอาชีพอันดับต้นของจังหวัด

ฉลองเปิดสาขาใหม่รับตรุษจีน’กูร์เมต์ไทย’พร้อมเปิดบริการสแตนด์อโลนสาขาเยาวราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467487

ฉลองเปิดสาขาใหม่รับตรุษจีน’กูร์เมต์ไทย’พร้อมเปิดบริการสแตนด์อโลนสาขาเยาวราช

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.36 น.

กูร์เมต์ ไทย แบรนด์ของฝากระดับพรีเมี่ยมจากทั่วไทยในกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป ฉลองเปิดสาขาใหม่รับตรุษจีนโดยเปิดให้บริการในรูปแบบสแตนด์อโลนสาขาแรกในประเทศไทยที่โครงการ I’M CHINATOWNโครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกและใหญ่ที่สุดใจกลางเยาวราช พร้อมบริการสินค้าของฝากชั้นเลิศจากทั่วไทย, Street Food, Street Snack ฯลฯและหลากหลายสินค้าของที่ระลึกที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ พร้อมเป็นศูนย์รวมทุกความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตอกย้ำการเป็นองค์กรเอกชนที่พร้อมเดินหน้าสนับสนุนและยกระดับผลผลิตของเกษตรกรไทยและคนไทยไปสู่ระดับสากล พร้อมเปิดให้บริการ กูร์เมต์ ไทย แบรนด์ของฝากระดับพรีเมี่ยมจากทั่วไทย ในรูปแบบสแตนด์อโลนสาขาแรกที่ โครงการ I’MCHINATOWN(ไอ แอม ไชน่าทาวน์)ชั้น B โครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของเยาวราชซึ่งเยาวราชนับเป็น Tourist Attraction ที่คับคั่งไปด้วยชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะชาวจีน กูร์เมต์ ไทยจึงได้ตกแต่งบรรยากาศในคอนเซ็ปต์ โมเดิร์น ไทย เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของย่านเยาวราช พร้อมอำนวยความสะดวกด้วยการคัดสรรรายการสินค้าของฝากที่เป็นเอกลักษณ์ของ กูร์เมต์ ไทย มาอย่างครบถ้วนอีกทั้ง ยังได้เพิ่มกลุ่มสินค้าที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ (Tourist Favorite Selections) จาก กูร์เมต์ มาร์เก็ตสาขาต่างๆ มาจำหน่ายภายในร้านอาทิกาละแมรามัญ จากสมุทรสงคราม, ข้าวทอดกระทงทอง จากราชบุรี, คันนา ผลไม้อบแห้ง, สาหร่ายเถ้าแก่น้อยรวมถึง รวบรวมร้านอาหาร,Street Food, Street Snack, เครื่องดื่มจากภูมิภาคต่างๆ ไว้อย่างหลากหลายที่สุด นอกจากนี้ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งกลิ่นอายของวัฒนธรรมไทยภายในร้านยังมีการสาธิตการทำขนมไทยโบราณเพื่อจะสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจและให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติได้ซึมซับบรรยากาศแบบไทยแท้อาทิสาธิตทำขนมครกสูตรโบราณ จากแม่ศรีเรือน และทองม้วนสดมะพร้าวอ่อน จากเวอร์จิ้น โคโค่ เป็นต้น

โดย ความพิเศษของ กูร์เมต์ไทย สาขานี้ คือ ได้รวบรวมหลากหลายสินค้าของที่ระลึก
และของฝากประเภทสินค้า Fast Fashion อย่างเสื้อยืดสกรีนลาย, กางเกงมวยไทย,สินค้า handicraft ที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อหาเป็นของที่ระลึก โดยทั้งหมดนี้ถูกคัดสรรอย่างดีที่สุดมาจากแหล่ง OTOP ในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศไทยให้นักท่องเที่ยวสามารถเก็บตกสินค้าของฝาก
ได้ครบ จบ ในที่เดียว

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเปิดสาขาใหม่พร้อมต้อนรับเทศกาลตรุษจีน กูร์เมต์ ไทย เตรียมแจกอั่งเปาสุดพิเศษกว่า20,000 ใบ พร้อมจัดหนักโปรโมชั่นมอบส่วนลดสำหรับลูกค้า ALIPAYและส่วนลดสำหรับกลุ่มสินค้ายอดนิยมแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดย กูร์เมต์ ไทยสแตนด์ อโลน สาขาแรกของประเทศไทย พร้อมเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ ที่โครงการ I’M CHINATOWNชั้น B รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีวัดมังกร (ทางออก 3)

เตรียมจัดใหญ่!! ฉลองตรุษจีนปีหนูทอง เที่ยวชม’ตรุษจีนเยาวราช’ประจำปี2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467426

เตรียมจัดใหญ่!! ฉลองตรุษจีนปีหนูทอง เที่ยวชม’ตรุษจีนเยาวราช’ประจำปี2563

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 13.56 น.

เตรียมจัดใหญ่!! ฉลองตรุษจีนปีหนูทอง เที่ยวชม”ตรุษจีนเยาวราช”ประจำปี2563 ร่วมสืบสานประเพณีสำคัญในบรรยากาศมงคล พร้อมใจกันรับเสด็จฯ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

ด้วยกรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ร่วมกับคณะกรรมการการจัดงานตรุษจีนเยาวราช ประชาคมเขตสัมพันธวงศ์ สภาวัฒนธรรมเขตสัมพันธวงศ์ ร่วมกันจัดงานตรุษจีนเยาวราช ในช่วงเทศกาลตรุษจีน (25 – 26 มกราคม 2563) ณ บริเวณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา ถนนเยาวราช และถนนต่อเนื่องในบริเวณใกล้เคียง โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรม และการแสดงเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน กิจกรรมซึ่งแสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงาน และเพื่อเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของพี่น้องคนไทยเชื้อสายจีนในเยาวราช ทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานครและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยให้ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น

ทางด้าน คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการ จัดงานเยาวราชประจำปี 2563 กล่าวถึงการเตรียมงานตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2563 ว่า ผมในนามคณะกรรมการ การจัดงานตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2563 มีความยินดี และภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่พวกเราได้มาร่วมกันจัดงานอันสำคัญยิ่งนี้ด้วยกันอีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอนุรักษ์ และส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้ธำรงอยู่ และสืบทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง และยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้เดินทางมาท่องเที่ยว และยังได้ร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ของชาวจีนกันที่เทศกาล “ตรุษจีนเยาวราช” ที่ประเทศไทย

เทศกาล “ตรุษจีนเยาวราช” ในปีนี้มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 26 กุมภาพันธ์ 2563 ณ บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา ถนนเยาวราช และถนนต่อเนื่องบริเวณใกล้เคียง ที่เป็นการผสานความร่วมมือระหว่าง กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเขตสัมพันธ์วงศ์ สภาวัฒนธรรมเขตสัมพันธ์วงศ์ กลุ่มประชาคม เขตสัมพันธ์วงศ์ นักธุรกิจ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่

เทศกาลตรุษจีน ถือเป็นงานปีใหม่ของชาวจีนทั่วโลก รวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย ที่ได้มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี มาตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการจัดงานตรุษจีนเยาวราชรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นครั้งที่ 20 โดยเทศกาลนี้ ถือเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2556-2575) ให้เป็นมหานครแห่งศูนย์กลาง ด้านเศรษฐกิจ การเรียนรู้ และการท่องเที่ยว ในระดับโลก

ในปีนี้ นับเป็นปีมหามงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่จะได้ร่วมกันเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้รับอิสริยาภรณ์ “รัฐมิตราภรณ์” จากรัฐบาลจีน ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน อันเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย และประเทศจีน ที่มีความแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน

เทศกาล “ตรุษจีนเยาวราช” ยังได้มีการขยายพื้นที่การจัดงานเป็นพิเศษไปถึงสี่แยกราชวงศ์ พร้อมจัดเต็มกิจกรรม สีสันความสนุก ความสุข และความบันเทิงมากมาย มีการออกบูธจากทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งการแสดงวัฒนธรรมจีน ที่ทางรัฐบาลจีน ส่งมาร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาล “ตรุษจีนเยาวราช” อาทิ มีการแสดงสิงโตบนดอกเหมย การแสดงสิงโต 22 หัว และการแสดงพิเศษจากศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย ที่ท่านจะได้รับชมตลอดทั้ง 2 วัน ได้สัมผัสของดีของเด่นมากมายของเยาวราช ได้มากราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวจีนในครั้งนี้ และขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนได้มาร่วมเฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จะเสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานเทศกาล “ตรุษจีนเยาวราช” ในวันที่ 25 มกราคม 2563 นี้

ทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากพลังแห่งความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคี และยังช่วยผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ให้เกิดเป็น แรงขับเคลื่อนในการสร้างมูลค่า และการหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจในระดับชุมชน และประเทศไทยโดยรวม พลังนี้หากเราสามารถสร้างให้เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ก็จะกลายเป็นพลังบวก ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยมั่นคง และยั่งยืนต่อไป

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ประธาน-เชียร์จุฬาลงกรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467415

news_default

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ประธาน-เชียร์จุฬาลงกรณ์

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 13.28 น.

ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม‘สุดยอดผู้นำสตรีโลก 2563’ ภายใต้ธีม‘พลังสตรีพลิกเศรษฐกิจ’ยกระดับภาพลักษณ์เมืองไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467276

ไอรีน นาทิวิแดท ประธานจัดการประชุม

ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม‘สุดยอดผู้นำสตรีโลก 2563’ ภายใต้ธีม‘พลังสตรีพลิกเศรษฐกิจ’ยกระดับภาพลักษณ์เมืองไทย

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในปี 2563 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน“การประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 2020” (Global Summit of Women 2020) ในระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน 2563 ณ โรงแรม Centara Grand และ Bangkok Convention Centre กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม “Women Revolutionizing Economies” พลังสตรีพลิกเศรษฐกิจ โดยการสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. และบริษัทเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญและบทบาทของสตรีในเวทีโลก จะมีผู้นำสตรีจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก กว่า 1,000 คน และวิทยากรผู้บรรยาย ในระดับรัฐมนตรี และนักธุรกิจระดับโลกจากภาคเอกชนและองค์กรชั้นนำ เข้าร่วมประชุม

การประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 2020 ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่มีความสำคัญ เชื่อมนักธุรกิจนักวิชาชีพ ผู้บริหารทั้งภาครัฐภาคเอกชน และภาคสังคมจากทั่วโลก สร้างเครือข่ายความร่วมมือและแบ่งปันประสบการณ์เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกอย่างยั่งยืนและในปีนี้ยังมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นปีฉลองครบรอบ 30 ปี ของการจัดประชุมจึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับประเทศไทยในการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทยไปสู่สายตาเวทีโลก และตอกย้ำว่าการที่ประเทศไทยให้ความสำคัญต่อบทบาทของสตรีในภาคธุรกิจที่เป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก และถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการเป็นศูนย์ประชุมในระดับโลกไปพร้อมกัน

นางสาวไอรีน นาทิวิแดท (Irene Natividad) ประธานจัดการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก กล่าวว่า การประชุมฯในครั้งนี้
จะเป็นการผลักดันให้ผู้หญิงขยายธุรกิจ ส่งเสริมเศรษฐกิจระดับสากล จะเน้นวิธีการแก้ปัญหามากกว่าการพูดถึงปัญหา โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้นำระดับโลก ซึ่งธีมการประชุมในปีนี้คือ “พลังสตรีพลิกเศรษฐกิจ” สะท้อนได้ว่า การทำงานของผู้หญิงช่วยเพิ่ม GDP ได้ เนื่องจากผู้หญิงเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก ฉะนั้นจึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก

“เราต้องการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทย ที่นอกจากเมืองท่องเที่ยวแล้วยังเป็นแหล่งทำธุรกิจโดยมีผู้หญิงเป็นผู้นำทางธุรกิจ และที่สำคัญเพื่อต้องการให้นักธุรกิจสตรีทั่วโลกเข้าใจตลาดของเมืองไทย และรู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อต้องการเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย โดยเหตุผลที่เลือกประเทศไทยในการจัดงานในครั้งนี้ คือประเทศไทยมีเศรษฐกิจแบบเคลื่อนไหว และเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เรามีผู้หญิงไทยที่เป็นนักธุรกิจและเป็นผู้นำระดับองค์กรคิดเป็นร้อยละ 40 และร้อยละ 42 เป็นผู้หญิงที่ดูแลการเงินขององค์กร นับว่ามีตัวเลขสูงที่สุดในโลก เพราะเป็นหนึ่งในสามของธุรกิจขนาดเล็ก ผู้หญิงเป็นผู้ซื้อ เป็นลูกค้าที่ซื้อของเยอะ มีสถิติในสหรัฐและยุโรประบุว่า คนที่ตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร ร้อยละ 80 เป็นผู้หญิง เพราะฉะนั้นการประชุมครั้งนี้จะทำให้การพัฒนาของผู้หญิงก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านธุรกิจและเศรษฐกิจ”

นางสาวไอรีน กล่าวต่อไปว่า นอกจากประเทศไทย จะมีความสวยงามติดอันดับโลก ยังโดดเด่นในเรื่องการมีส่วนร่วมของสตรีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากการเป็นแรงงาน ผู้ประกอบการ จนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจ (Business Model) และในการประชุมที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2563 นี้ นับว่ามีความสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุ่งเน้นการส่งเสริมความเสมอภาคทางเศรษฐกิจให้กับสตรีทั่วโลกอีกด้วย

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธานบริษัทโตชิบาไทยแลนด์ และประธานกรรมการจัดงานของประเทศไทย กล่าวว่า ตั้งใจจัดการประชุมนี้ให้พิเศษสมกับเป็นการฉลอง 30 ปีของการประชุมสตรีโลก โดยจะเน้นการประชุมเพื่อสิ่งแวดล้อม Carbon Neutral พร้อมนำเสนอสินค้าชุมชนท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทย สร้างโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาเป็นนักธุรกิจระดับนานาชาติทั้งยังเชื่อมั่นว่าในการประชุมครั้งนี้จะก่อเกิดพลังสตรีไทย ในการเรียนรู้และเติบโตจากสตรีผู้นำจากทั่วโลก พัฒนาเครือข่ายความเข้มแข็งทางธุรกิจ เศรษฐกิจ
สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือของคนทุกภาคส่วน สร้างคนรุ่นใหม่ รวมพลังไทย อาเซียน และโลก ที่จะปฏิวัติเศรษฐกิจ เพื่อโลกที่ดีขึ้น

“เราจะใช้โอกาสนี้ให้ชาวโลกได้รู้จักผู้หญิงไทย ได้รู้จักประเทศไทย ได้รู้จักการทำธุรกิจในประเทศไทย โดยผู้หญิงที่จะมาในวันนั้นจะเป็นทูตที่ดีของเรา และเราเชื่อมั่นว่าการที่เขาเลือกจัดประชุมฯที่ประเทศไทยนั้นจะไม่ผิดหวัง เราหวังว่าการประชุมฯจะสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ประเทศไทย เพราะเวทีผู้หญิงมีเยอะ แต่นี่ไม่ใช่เวทีผู้หญิงเพื่อผู้หญิง แต่เป็นเวทีที่สร้างคนสร้างประชากร สร้างคนที่ดีให้กับอนาคต”

นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 2020 เป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะเน้นย้ำภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย และเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่มีความเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มสตรี ซึ่ง ททท. มีนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มดังกล่าวอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง ปัจจุบันสัดส่วนของผู้หญิงทำงานเพิ่มขึ้น มีแนวโน้มรายได้เฉลี่ยสูงกว่าผู้ชาย และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ผู้หญิงจึงกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่และเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ระบุว่า ทีเส็บ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมสนับสนุนงาน Global Summit of Women 2020 และได้ต้อนรับผู้บริหารระดับสูงกว่า 1,000 คน จากทั่วโลกที่จะสร้างรายได้ประมาณการ80 ล้านบาท การสนับสนุนสอดคล้องกับนโยบายขององค์กรในการใช้อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการพัฒนาวิชาชีพในสาขาต่างๆ และเศรษฐกิจของประเทศ ทีเส็บเชื่อมั่นว่างาน Global Summit of Women 2020 และความตื่นตัวและร่วมมือของภาคธุรกิจไทย จะทำให้ผู้ร่วมประชุมจากทั่วโลกได้ตระหนักถึงศักยภาพของประเทศไทยและบทบาทของนักธุรกิจสตรีไทยในการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายชั้นนำในการจัดประชุมนานาชาติเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระดับสากลต่อไป

สำหรับการเปิดประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 2563 ในครั้งนี้ ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะให้เกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วยรัฐมนตรีหญิงจากประเทศต่างๆในอาเซียน ทั้งจากกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และประเทศในทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้ นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารสตรีจากบริษัทชั้นนำของโลกรวมถึงของไทย ร่วมแสดงพลังสตรี ประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวคิดและส่งเสริมบทบาทสตรีในภาคธุรกิจ พร้อมกันนี้จะมีการมอบรางวัลผู้นำดีเด่นระดับโลกในการส่งเสริมสตรีด้วย

ไอรีน นาทิวิแดท ประธานจัดการประชุม

ไอรีน นาทิวิแดท ประธานจัดการประชุม
พัชรพิมล ยังประภากร และ ศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์

พัชรพิมล ยังประภากร และ ศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์
สุพัตรา จิราธิวัฒน์ และ ขัตติยา อินทรวิชัย

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ และ ขัตติยา อินทรวิชัย
กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร และ ชฎาทิพ จูตระกูล

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร และ ชฎาทิพ จูตระกูล

รู้เท่าทันโรคปอดอักเสบติดเชื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467261

รู้เท่าทันโรคปอดอักเสบติดเชื้อ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์พบผู้ป่วยปอดอักเสบติดเชื้อในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ณ วันที่ 11/1/63 จากการสืบสวนโรคเบื้องต้นทางการจีน พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งทำงานอยู่ที่ตลาดสดเมืองอู่ฮั่น ซึ่งขายสัตว์ทะเล สัตว์ปีก และสัตว์ป่า จึงสั่งปิดตลาดดังกล่าวเพื่อทำความสะอาด จากการตรวจหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของการระบาดของโรคปอดอักเสบติดเชื้อในครั้งนี้ พบว่าเป็นเชื้อไวรัสชื่อ โคโรนาไวรัส coronavirus (CoV) แต่เป็นสายพันธุ์ใหม่ อีกทั้ง ข้อมูล ณ วันที่ 11/1/63 พบผู้ติดเชื้อ
ที่ยืนยันแล้วทั้งหมด 41 คน เสียชีวิต 1 คน โคโรนาไวรัสเป็นเชื้อไวรัสที่พบได้ทั้งในสัตว์และคน มีด้วยกันหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ก่อโรคในสัตว์ บางสายพันธ์ุก่อโรคในคน โดยคนที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสมีอาการได้ตั้งแต่เป็นไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงปอดอักเสบติดเชื้อ รวมถึงโรคปอดอักเสบรุนแรงซึ่งเคยระบาดในปี 2002 นั่นคือเชื้อไวรัสซาร์ส (SARS-CoV) ซึ่งมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 8,000 คน ใน 26 ประเทศทั่วโลก และมีผู้เสียชีวิตกว่า 600 คน และอีกครั้งในปี 2012 จากเชื้อไวรัสเมอร์ส ( MERS-CoV) ซึ่งมีผู้ติดเชื้อกว่า 2,500 คน ใน 27 ประเทศทั่วโลก และมีผู้เสียชีวิตกว่า 858 คน จึงมีความสำคัญของการที่ต้องมีการสืบสวน เฝ้าระวังและกักกันโรคก่อนที่จะระบาดไปทั่วโลกเหมือนในอดีต

แพทย์หญิงมัณฑนา สันดุษฎี แพทย์ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคปอดอักเสบ (pneumonia) คือ การอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณเนื้อปอด ถุงลม และเนื้อเยื่อข้างเคียง เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้ ขึ้นอยู่กับอายุ โรคประจำตัว เกิดได้จากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ โดยทั่วไปมักจะพบปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมากกว่า โดยสามารถแบ่งชนิดของปอดอักเสบติดเชื้อได้หลายแบบ ปัจจุบันนิยมแบ่งตามสภาพแวดล้อมที่เกิดปอดอักเสบ ได้แก่ ปอดอักเสบในชุมชน (Community acquired pneumonia, CAP) หรือปอดอักเสบในโรงพยาบาล (Hospital acquired pneumonia, HAP) เพื่อประโยชน์ในการรักษาที่เหมาะสม ในทีนี้จะกล่าวถึงปอดอักเสบในชุมชน

ลักษณะอาการของปอดอักเสบติดเชื้อที่พบได้บ่อยได้แก่ มีไข้ ไอ มีเสมหะหายใจเหนื่อย หายใจลำบากเจ็บเสียดบริเวณหน้าอกเวลาหายใจเข้า ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยการตรวจร่างกายฟังเสียงปอดผิดปกติ ร่วมกับเอกซเรย์ปอดพบฝ้าขาวผิดปกติ โดยบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปอดอักเสบติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต โรคเบาหวาน โรคตับ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส HIV โรคมะเร็ง ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ

ทั้งนี้ เชื้อที่ก่อโรคปอดอักเสบติดเชื้อพบได้ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อราที่สามารถติดต่อได้หลายวิธี คือ

1.เชื้อจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนสำลักลงไปในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง

2.การนำเชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่างโดยตรง ผ่านการไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการนำเชื้อที่อยู่ในละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรง

3.การแพร่กระจายผ่านการติดเชื้อในกระแสเลือด

4.การลุกลามจากการติดเชื้อจากอวัยวะข้างเคียง เช่น การเป็นฝีในตับแตกเข้าปอด เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบติดเชื้อในชุมชนที่พบได้บ่อยคือ เชื้อแบคทีเรีย เช่น Strephylococuspneumoniae, Haemophilus influenzae,Moraxella catarrhalis เป็นต้น หรือเชื้อไวรัส เช่น influenza, rhinovirus, adenovirus, coronavirus เป็นต้น

วิธีการรักษาโรคปอดอักเสบติดเชื้อ มีดังนี้ 

1.การรักษาแบบจำเพาะ โดยการใช้ยาฆ่าเชื้อ แพทย์จะเลือกยาที่คิดว่าครอบคลุมเชื้อก่อโรคที่น่าจะเป็นสาเหตุของปอดอักเสบติดเชื้อ โดยพิจารณาจากอาการทางคลินิก และระบาดวิทยา

2.การรักษาแบบประคับประคอง โดยจะให้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยาพ่นขยายหลอดลม ยาละลายเสมหะ ยาลดไข้ หรือยาแก้ไอ

3.การรักษาภาวะแทรกซ้อนในบางรายภาวะปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรงมาก อาจมีภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ซึ่งต้องใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทุกคนสามารถดูแลและป้องกันตัวเองจากโรคนี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบติดเชื้อ

ในปัจจุบันมีวัคซีนที่ป้องกันปอดอักเสบติดเชื้ออยู่ 2 ชนิด เพื่อลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน

1.วัคซีน นิวโมคอกคอล (Pneumococcal vaccine)

2.วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenzavaccine) ซึ่งควรจะฉีดวัคซีนทุกปี ร่วมกับการดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ขณะนี้ ยังมีรายงานยืนยันการพบผู้ป่วยติดเชื้อโคโรนาไวรัสในประเทศไทย แต่ถ้ามีอาการไข้ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจ และมีประวัติเสี่ยงโดยเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดภายใน 14 วันให้รีบไปพบแพทย์ ณ โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที