แนะครูยุคใหม่เป็น ไลฟ์โค้ช ชี้แนวทางทักษะชีวิตลูกศิษย์เจนZ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410818?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

แนะครูยุคใหม่เป็น ไลฟ์โค้ช ชี้แนวทางทักษะชีวิตลูกศิษย์เจนZ

16 มกราคม 2563 – 13:30 น.
ครู,ลูกศิษย์เจนZ
เปิดอ่าน 177 ครั้ง

แนะครูยุคใหม่เป็น ไลฟ์โค้ช ชี้แนวทางทักษะชีวิตลูกศิษย์เจนZ โดย… ทีมข่าวคุณภาพชีวิต –qualitylife4444@gmail.com-

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” ปี 2562 โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 8,123 คน ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม  2562 – 13 มกราคม 2563 โดยเน้นตัวชี้วัด 30 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อครูไทยทั้งในด้านส่วนตัว ชุมชนและการพัฒนาวิชาชีพตลอดจนการพัฒนาประเทศ ในรอบปี 2562

พบว่าประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2562 ผ่านทุกตัวชี้วัด ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 6.25 คะแนน แต่ก็ยังแย่กว่าปี 2561 โดยมีเพียงประเด็นเดียวคือ “มีความเป็นผู้นำ” ที่มีคะแนนมากขึ้นกว่าเดิม

สรุปได้ว่า “จุดเด่น” ของ “ครูไทย” ในปี 2562 อันดับ 1 มีความมุ่งมั่นในการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ 36.31% อันดับ 2 ขยัน อดทน เสียสละ ต้องรับผิดชอบงานหลายๆ อย่าง 21.14% อันดับ 3 ให้การอบรมสั่งสอนที่ดี ไม่ยึดติดความคิดแบบเดิม 17.04% อันดับ 4 การจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลายมากขึ้น 13.88% อันดับ 5 มีจิตวิญญาณของความเป็นครู เป็นผู้ให้ความรักความห่วงใย 11.63%

ส่วน “จุดด้อย” ของ “ครูไทย” ในปี 2562 อันดับ 1 ขาดทักษะด้านเทคโนโลยีและภาษาต่างประเทศ 33.12% อันดับ 2 ขาดการควบคุมอารมณ์ ยังคงใช้คำพูดและการลงโทษที่ไม่เหมาะสม 20.00% อันดับ 3 มีปัญหาหนี้สิน รายได้ไม่เพียงพอ 18.52% อันดับ 4 ไม่มีเวลาดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด

16.90% อันดับ 5 สั่งงาน สั่งการบ้านเยอะ ไม่สอนให้เด็กหัดคิดวิเคราะห์ 11.46%

ขนิษฐา ตั้งวรสิทธิชัย รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่า ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้การค้นคว้าข้อมูลสามารถทำได้อย่างกว้างขวางไม่จำกัดแค่ในหนังสือเรียนเหมือนที่ผ่านมา เพราะเด็กสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารค้นคว้าสิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นนี้ย่อมส่งผลดีกับเด็กนักเรียนในปัจจุบันมากกว่าในอดีต เพราะทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ที่อยู่ภายนอกห้องเรียนได้อย่างอิสระ รวมทั้งสามารถพัฒนาความรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็วตามโลกโซเชียล และยังสืบค้นข้อมูลได้เองบนอินเทอร์เน็ตหรือที่เรียกว่าการเรียนรู้ไร้พรมแดน

ด้วยเหตุนี้ ครูในยุคปัจจุบันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์หรือสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการเรียนรู้ของผู้เรียน ในยุคศตวรรษที่ 21 แล้วยังจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนจากเดิมที่เคยสอนจากหนังสือเรียน หรือการยืนสอนหน้าชั้นเรียนมาเป็นการสอนแบบพี่เลี้ยงด้วยการส่งเสริมทักษะให้เด็ก ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการสอน เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่บรรยากาศในชั้นเรียน พร้อมส่งเสริมทักษะที่จำเป็นแก่เด็กผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งแบบในห้องเรียนและนอกห้องเรียนด้วย พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เด็กเกิดการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน สืบค้นข้อมูลเพื่อหาคำตอบเพิ่มเติมด้วยตนเองได้กระตุ้นให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด และกล้าแสดงความเห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์และสามารถปรับใช้ได้ในชีวิต พร้อมทั้งสร้างกระบวนการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กระตุ้นให้เด็กคิดอย่างมีเหตุผล การสังเคราะห์สิ่งต่างๆ แล้วสร้างเป็นแนวคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เด็กในการเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง

ที่สำคัญต้องเปลี่ยนครูจากผู้สอนให้เป็นผู้ฟัง เนื่องจากเด็กยุคใหม่เริ่มมีความคิดเห็น หรือแนวคิดที่ต่างออกไป ซึ่งครูจะต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราว สิ่งที่ชอบทำ ชอบดู หรือประสบการณ์ที่พบเจอนอกห้องเรียน เพื่อเป็นการลดช่องว่างระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ทำให้รู้จักตัวตนของเด็กมากขึ้น รวมทั้งเป็นช่องทางในการรับรู้ความชอบของผู้เรียนแต่ละคนได้อีกด้วย

ครูต้องสอนให้เด็กมีทักษะชีวิตให้สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม และมีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งจากสังคมทั่วไปและสังคมออนไลน์ โดยการเชื่อมโยงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าไปในบทเรียนเพื่อให้เด็กได้เกิดการคิดต่อยอด และสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้

“การสอนทักษะการใช้ชีวิตถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพื่อให้เด็กรู้จักปรับตัวหรือรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงเข้าไปด้วย ในบางวิชาเรียน ครูอาจจะต้องสอดแทรกเหตุการณ์สมมุติที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ เพื่อให้เด็กรู้จักแก้ปัญหา มากกว่าการท่องจำทฤษฎีที่มีอยู่ในแบบเรียน เช่น การคิดวิเคราะห์ง่ายๆ จากข่าวสารที่ฟัง หรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันสอดแทรกในวิชาสังคม การวิเคราะห์ภาษาระหว่างการใช้ในชีวิตจริงกับการใช้ในโลกออนไลน์ในวิชาภาษาไทย ฯลฯ นอกจากนี้ ครูยังต้องมีทัศนคติเชิงบวกกับเด็กทุกๆ คนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรู้จักที่จะพัฒนาตนเอง” รักษาการผอ.สมศ.กล่าว

ปวีณา แช่มช้อย อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)  ผู้เชี่ยวชาญด้านการละครเพื่อการเรียนรู้และพิธีกรรมศึกษา หนึ่งในวิทยากรจากเพจก่อการครู กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมเรียกร้องให้ครูทำอะไรหลายอย่าง เรียกร้องให้ครูเป็นยอดมนุษย์ ครูต้องสอนเด็กจำนวนมาก ครูต้องทำได้ตามตัวชี้วัดทั้งหมด และนักเรียนของครูจะต้องประสบความสำเร็จตามที่เขาบอก ที่สำคัญขอให้ครูมีจิตวิญญาณของการเป็นครู โดยที่ไม่มีใครกลับมาดูว่าทำไมครูถึงไม่สามารถทำอย่างนั้น ดังนั้น ครูต้องรู้จักใช้เวทมนตร์ คือความสัมพันธ์ ที่ไม่ใช่แค่ของครูกับนักเรียน ครูกับครู หรือนักเรียนกับนักเรียนอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงไปถึงพื้นที่ในห้องเรียน ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับตัวเองด้วย ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญในการเรียนรู้” ปวีณา กล่าว

ปวีณา แช่มช้อย

ครูต้องทำให้ห้องเรียนเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ลื่นไหลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน การสร้างบรรยากาศในห้องเรียนมีความสำคัญ ซึ่งครูสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงการมองเห็นเท่านั้น ต้องดูสายตาผู้เรียนที่เป็นประกาย สนใจครู มีความอินกับเรื่องที่ครูสอนหรือไม่ เพราะถ้าเด็กเพลินกับการเรียนรู้ไปกับครู ความสัมพันธ์ของครูกับผู้เรียน และช่วยให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า ในศตวรรษที่ 21 สิ่งที่ครูทุกคนต้องเข้าใจตรงกันคือ ลูกศิษย์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากเจเนอเรชั่น X Y มาสู่เจเนอเรชั่น Z หมดแล้ว ดังนั้นครูต้องรู้จักลูกศิษย์แบบใหม่ เพราะเด็กในแต่ละเจเนอเรชั่นจะไม่เหมือนกัน หากเราไม่เข้าใจลูกศิษย์เราก็คงสอนเด็กไม่ได้ ยุคปัจจุบันเด็กเจเนอเรชั่น Z มีความแตกต่างจากเจเนอเรชั่นอื่นๆ มาก

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร

ทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่โตมากับการมีปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ กับสมาร์ทโฟน หาความรู้ได้จากสิ่งเหล่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องฟังครู ดังนั้นเมื่อครูเข้าใจเด็ก และรู้วิธีการเรียนรู้ของเด็ก ครูก็จะสอนได้ตรงกับความสนใจของเขา ครูจะมีบทบาทในเรื่องของการสอนให้เด็กรู้จักการใช้สื่ออย่างฉลาด เพราะเวลานี้เด็กใช้สื่อสมัยใหม่ เด็กจะได้แต่สาระ แต่ไม่ฉลาดรู้สาระที่มากับเทคโนโลยี เพราะบางเรื่องบางสาระก็เชื่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าสาระไหนจริงปลอม ดังนั้นครูในยุคปัจจุบันจึงต้องมีบทบาทหน้าที่คอยเป็นตะแกรงเพื่อร่อนสาระต่างๆ ที่มากับสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ว่าอันไหนคือสาระแท้ อันไหนสาระเทียม ที่เด็กควรจะได้เรียนรู้

“ครูจะต้องตื่นตัวเพื่อเรียนรู้ และเข้าใจปัญหาใหม่ๆ ที่มากับยุคสมัยใหม่ต่างๆ มากขึ้น เพราะไม่ได้เป็นแค่ผู้สอนสาระความรู้อย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน แต่ครูต้องสอนสาระของความเป็นคน หรือทักษะมนุษย์ให้เด็กด้วย ครูจึงต้องเข้าใจทักษะมนุษย์ด้วย เพราะไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปขนาดไหนก็ตาม ครูก็อยู่ต่อไปและต้องปรับตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงการสื่อสารไปยังเด็กให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้เด็กประถมศึกษาสามารถค้นหาความรู้ได้เองผ่านคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องรอครูแล้ว จึงเป็นเรื่องที่คุณครูต้องปรับตัวเพื่อรู้เท่าทันเด็กให้ได้” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว.

เฉลิมชัยเร่งแก้ภัยแล้งลูกเกษตรกรเข้าใจปัญหาความเดือดร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411027?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัยเร่งแก้ภัยแล้งลูกเกษตรกรเข้าใจปัญหาความเดือดร้อน

17 มกราคม 2563 – 10:35 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 26 ครั้ง

เฉลิมชัยเร่งแก้ภัยแล้ง ลูกเกษตรกรเข้าใจปัญหาความเดือดร้อน

17 ม.ค.63 – นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ กำหนดให้มีการรายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรในทุกวัน ย้ำให้ทุกหน่วยงานจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ

และที่สำคัญคือการแก้ปัญหาในการประกอบอาชีพ เพื่อเป็นการเสริมรายได้ เป็นไปตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติ สิ่งหนึ่งที่เป็นสาระสำคัญเช่นกันคือ ให้มีการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น การทำแก้มลิง เพื่อให้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน

นายเฉลิมชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเองได้ให้ความสำคัญกับปัญหาภัยแล้งนอกจากการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันแล้วจำต้องวางแผนระบบน้ำให้มีความยั่งยืนในอนาคตด้วย ย้ำไม่ทิ้งประชาชน ดูแลแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเต็มที่ ซึ่งตนเองจำทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะตนเองก็เป็นลูกเกษตรกร เข้าใจความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร และตนเองจะเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเต็มกำลัง และสุดความสามารถ

ธรรมนัส ลุยแก้ราคายางชงตั้งตลาดรับซื้อน้ำยางสด โรงงานแปรรูป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธรรมนัส ลุยแก้ราคายางชงตั้งตลาดรับซื้อน้ำยางสด โรงงานแปรรูป

17 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ยางพารา,ธรรมนัส,กระทรวงเกษตร,สปก,สวนยาง,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 318 ครั้ง

ธรรมนัส ชง ตั้งตลาดรับซื้อน้ำยางสด โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ ใช้กลไกประชารัฐส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ นำร่องพะเยา บุรีรัมย์ ยกระดับราคา

17 มกราคม 2563 “ธรรมนัส” เตรียมเสนอตั้งตลาดรับซื้อน้ำยางสดและโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ใช้กลไกประชารัฐส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ นำร่องที่จ. พะเยาและบุรีรัมย์เพื่อยกระดับราคายางพารา 

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รับนโยบายจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่มอบหมายกระทรวงเกษตรฯ หาแนวทางเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศและประสานกระทรวงต่าง ๆ ดำเนินโครงการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ

เบื้องต้นได้ให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดทำตลาดรับซื้อน้ำยางสดที่จังหวัดพะเยาเป็นที่แรกเพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตยางพาราของเกษตรกร จากเดิมชาวสวนยางพาราในภาคเหนือจำหน่ายในรูปแบบยางก้อนถ้วยซึ่งมีราคาถูก อีกทั้งสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมคือ มีกลิ่นเหม็นและมีมลพิษต่อแหล่งน้ำ ดังนั้นหากมีตลาดรับซื้อน้ำยางสดในภาคเหนือจะช่วยให้เกษตรกรขายยางพาราได้ในราคาที่สูงขึ้น เรียกว่า “พะเยาโมเดล” จากนั้นจะขยายโครงการก่อสร้างโรงงานแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า

ทั้งนี้ในภาคเหนือมีเกษตรกรผู้ปลูกยาง 29,929 ราย ใน 15 จังหวัดได้แก่ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ และเชียงราย รวม  895,396 ไร่ ซึ่งการใช้กลไกประชารัฐมาแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบที่วางไว้ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตยางพารา กระตุ้นให้มีการประดิษฐ์คิดค้น/ปรับปรุง พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

รวมถึงส่งเสริมอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์ยางพาราท้องถิ่น ให้เป็นที่รู้จักแก่ภาคอื่น ๆ และพัฒนาช่องทางการตลาด รวมถึงธุรกิจต่อเนื่องเพื่อพัฒนายางพาราทั้งระบบในอนาคต ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะสร้างตลาดรับซื้อน้ำยางสดและโรงงานแปรรูปยางพาราที่จังหวัดบุรีรัมย์นำร่อง

“ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้มอบหมายเลขาธิการส.ป.ก. แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำในพื้นที่ส.ป.ก. ทั่วประเทศด้วย ซึ่งการดำเนินหลาย ๆ มาตรการไปพร้อมกันตามกลไกประชารัฐจะสามารถแก้ปัญหายางพาราตกต่ำทั้งระบบได้ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นและประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว

จำนำข้าวยังไม่จบ ฟ้องยึดทรัพย์ เสี่ยเปี๋ยง ครั้งที่ 15 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

จำนำข้าวยังไม่จบ ฟ้องยึดทรัพย์ เสี่ยเปี๋ยง ครั้งที่ 15

17 มกราคม 2563 – 18:42 น.
เสี่ยเปี๋ยง,จำนำข้าว,ยึดทรัพย์,ยึดทรัพย์เสี่ยเปี๋ยง,จีทูจี
เปิดอ่าน 65 ครั้ง

คกก.ธุรกรรมปปง.มีมติยื่นอัยการร้องศาลยึดทรัพย์ เสี่ยเปี๋ยง เพิ่มอีก 2.9 ล้าน เผยยอดรวมยึดทรัพย์ 15 ครั้ง กว่า 16,000 ล้าน ส่วนคดีแชร์คอร์สสัมมนายึดเพิ่ม 44 ล้าน

ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) วันที่ 17 ม.ค. 2563 พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 1/2563 มีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องเพิ่มเติมให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในรายคดีกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร กับพวก จำนวน 389 รายการ มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 2,930,715 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน โดยคดีดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการฯ และความผิดเกี่ยวกับการยักยอกอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานกฎหมายฟอกเงิน ที่ผ่านมา ปปง. ได้สืบสวนขยายผลมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 15 ครั้ง รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นประมาณ 16,170 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องเพิ่มเติมให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีแชร์คอร์สสัมมนา บริษัทเดอะซิสเต็ม ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ จำกัด และบริษัท อินโนวิชั่นโฮลดิ้ง จำกัด โดยนายภูดิศ กิตติธราดิลก กับพวก จำนวน 2 รายการ มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 44 ล้านบาท พร้อมดอกผล ไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย ทั้งนี้ที่ผ่านมา ปปง.ได้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด 3 ครั้ง รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นประมาณ 63 ล้านบาท

ราชกิจจาฯ ประกาศ 2 พรรคสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411173?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ราชกิจจาฯ ประกาศ 2 พรรคสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

17 มกราคม 2563 – 17:20 น.
สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง,ราชกิจจาฯ,ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง,ราชกิจจานุเบกษา
เปิดอ่าน 1,758 ครั้ง

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง พรรคเพื่อธรรมสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ความว่า ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2553 เรื่อง รับจดแจ้งการจัดตั้ง พรรคเพื่อธรรม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 นั้น

นายธานินทร์ สุภาแสน รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม ได้มีหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ในการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อธรรม ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2562 ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้เลิกพรรคเพื่อธรรม ตามข้อบังคับพรรคเพื่อธรรม พ.ศ. 2561 ข้อ 121 กรณีดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้พรรคเพื่อธรรมสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศให้พรรคเพื่อธรรมสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง (7) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562

อิทธิพร บุญประคอง

ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/A/004/T_0011.PDF

วันเดียวกัน เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้าสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ความว่า ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2556 เรื่อง รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 นั้น

คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติขยายระยะเวลาให้พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้าดำเนินการตามมาตรา 141 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2561 ลงวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2561 ออกไปอีก จำนวน 180 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2562 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2562

และพรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้าต้องดำเนินการตามมาตรา 141 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2561 ลงวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2561 ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2561 มีผลใช้บังคับ และต้องดำเนินการตามมาตรา 141/1 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2561 ลงวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2561 ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีการประกาศพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ในราชกิจจานุเบกษา

นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อครบระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ขยายตามมาตรา 141 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) ครบระยะเวลาตามมาตรา 141 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 141/1 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2561 ลงวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2561 พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า
ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ จึงเป็นเหตุให้พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้าสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 141 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน

คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศให้พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้าสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา 141 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2561 ประกอบมาตรา 91 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562

อิทธิพร บุญประคอง

ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

อ่านข่าว – ราชกิจจาฯ ประกาศ ตั้ง ปารีณา – สิระ เป็นกรรมาธิการแทน

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/A/004/T_0012.PDF

นายกฯ ขอดูความจำเป็น แจง กมธ.กฎหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411172?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

นายกฯ ขอดูความจำเป็น แจง กมธ.กฎหมาย

17 มกราคม 2563 – 17:13 น.
บิ๊กตู่,กมธ,กมธกฎหมาย,นายกฯ,ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

นายกฯขอดูความจำเป็นแจง กมธ.กฎหมาย ใช้อำนาจแจ้งจับปชช.ห้วงคสช. ไม่หวั่นพ.ร.บ.คำสั่งเรียก บอกถูกเชิญมา 4 รอบก็ไม่ไป ห่วงนำงบฯมาเป็นประเด็น กระทบปชช.-เงินเดือนกมธ.

คลิปที่ 1

ที่องค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรมีมติ เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะอดีตหัวหน้า คสช. และอดีตเลขาธิการ คสช. ประกอบด้วย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร , พล.อ.ธีรชัย นาควานิช และ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. มาให้ข้อมูลกรณีการดำเนินคดีโดยรัฐเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 ว่า ขอดูก่อนว่าจำเป็นหรือไม่ หากจำเป็นก็จะไป แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ส่งหนังสือหรือส่งคนไปชี้แจง ความจริงน่าจะจบได้แล้ว ทั้งนี้ก็มีข่าวผ่านในโซเชียลมีเดีย เผยแพร่ข้อมูลว่ามีการบุกรุกอะไรหรือไม่ ซึ่งตนก็ไม่รู้ เห็นกันหรือยัง ตัวประธานเองนั้นแหละ

เมื่อถามว่า คณะกรรมาธิการฯ ระบุจะใช้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่ เขาบอกว่า ถ้าจำเป็นจะออกคำสั่งเรียกไม่ใช่หรือ

เมื่อถามว่า คณะกรรมาธิการฯ ปฎิเสธรับหนังสือชี้แจง และจะทำหนังสือเชิญอีกรอบ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คราวก่อนตนก็ไม่ได้ไปตั้ง 4 ครั้ง เดี๋ยวค่อยว่ากัน ตนไม่ได้ท้าทายอะไรเขา แต่บางเรื่องควรจะเป็นเรื่องหรือไม่ จะจบหรือไม่จบ ว่ากันมา

“แต่สิ่งสำคัญเรื่องงบประมาณ เขาก็เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น ต้องถามว่าใครเดือดร้อนประชาชนและข้าราชการเดือดร้อนใช่หรือไม่ แม้กระทั่งคณะกรรมาธิการฯเดือนร้อนหรือไม่ มีเงินเดือนจ่ายไหม ที่ว่าจะทุจริตก็ให้ไปตรวจสอบกันอีกที ถ้าพูดเหมารวมเช่นนี้ประชาชนก็ไม่เข้าใจทั้งหมด จะกลายเป็นว่าทำงบประมาณมาผิด ซึ่งผมว่าก็ไม่ได้ผิด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ทั้งนี้ต้องเอางบประมาณที่ได้มาทั้งก้อนมาดู แม้กระทั่งโครงการต่างๆก็ต้องเอามาดูอีกรอบ เวลาต้องทำงบประมาณจริง เมื่อได้งบประมาณมาแล้ว ต้องมาดูอีกว่าจะลงตรงไหน อย่างไร นี่คือความยาก ง่ายของรัฐบาลที่ทำมา ถ้าทำแบบเดิมก็ง่ายหมด ได้งบประมาณมา ก็อนุมัติโครงการ แต่ของรัฐบาลชุดนี้ ถ้าทำไม่ตรงเจตนารมณ์หรือยุทธศาสตร์ตนก็ไม่อนุมัติ และไม่เอาเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี(ครม.)นั้นคืออำนาจนายกรัฐตรี ไม่ใช่เสนอมาตนจะอนุมัติหมด หลายอย่างก็ให้กลับเอาไปทบทวนและทำมาใหม่ เพื่อให้ตรงกับนโยบายของเรา ไม่เช่นนั้นก็ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยไม่เกิดประโยชน์

เมื่อถามว่า จะทำงบประมาณล่าช้า ทำให้รัฐบาลทำงานสะดุดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ต้องสะดุดแน่ เพราะโครงการใหญ่ใช้งบประมาณไม่ได้ จำเป็นต้องใช้งบประมาณไปพรางก่อน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก ดังนั้นโครงการขนาดใหญ่ลงทุนไม่ได้เลย ทำได้แต่โครงการขนาดเล็กและขนาดกลาง แต่โครงการใหญ่ๆจำนวนแสนล้านบาท หรือ สองแสนล้านบาท ทั้งรัฐวิสาหกิจ ไม่สามารถใช้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ถ้างบประมาณผ่านสภาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเราก็เหลือเวลาประมาณ 6 เดือน เราเกรงว่าจะใช้งบประมาณไม่หมด เราก็มีมาตราการเร่งรัดการใช้จ่าย ตรงไหนติดขัด ก็แก้ไขให้ดำเนินการได้ และ วันนี้ได้เตรียมแผนงานคู่ขนาน ไม่ใช่ว่าพอถึงเวลาอนุมัติงบประมาณไปแล้วแล้ว มาศึกษากันใหม่ เราจะอนุมัติโครงการที่มีผลศึกษาแล้วและมีความพร้อมแล้ว ทั้งนี้ที่ผ่านมา เสนอมาแล้วยังไม่พร้อมก็ไปเริ่มต้นกันใหม่ก็ยืดยาดไปเรื่อยเบิกเงินไม่ได้ตามไตรมาสจึงทำให้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ยาก ก็ต้องแก้ไขกันทั้งหมดถามว่ายากหรือไม่

บิ๊กตู่ รับปี 63 แล้งหนัก พร้อมดูแลเกษตรกรขาดรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411165?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่ รับปี 63 แล้งหนัก พร้อมดูแลเกษตรกรขาดรายได้

17 มกราคม 2563 – 16:28 น.
บิ๊กตู่,แล้งหนัก,ห้ามทำนา
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

นายกฯ ชี้ปี 57-62 ภัยแล้งลด แต่ปี 63 ถือว่าหนัก ยันน้ำกิน-น้ำใช้ต้องมี พร้อมดูแลเกษตรกรช่วงขาดรายได้ ไม่เคยสั่งห้ามทำนา โว รบ.นี้ให้เครื่องจักรทำเกษตรแปลงใหญ่

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ออกรายการ Government Weekly ช่วง PM Talk ทางเพจไทยคู่ฟ้า นายกฯได้พูดคุยกับเกษตรกรจาก จ.ชัยนาท จ.สุพรรณบุรี และเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อรับฟังปัญหาการประกอบอาชีพและการบริหารจัดการน้ำในช่วงที่เกิดภัยแล้ง

โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนมีความยินดีที่ทุกคนมาพร้อมกันที่นี่ ทำเนียบรัฐบาลเป็นของทุกคน เป็นของคนไทยๆ ไม่ใช่ของตน อีกทั้งเป็นศูนย์กลางบริหารราชการแผ่นดินและเป็นที่ทำงานของนายกฯ อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งติดพันกับประเทศไทยมาโดยตลอด เนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลง คนเยอะขึ้น และฝนตกบ้างไม่ตกบ้าง แต่ยืนยันรัฐบาลจริงจังกับแก้ปัญหา ซึ่งจะทำคนเดียวไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า อย่างไรก็ตามปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นทุกปี แต่ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาปี 57-62 ภาพรวมจากข้อเท็จจริง ภัยแล้งถือว่าลดลง โดยในปี 61 ไม่มีประกาศพื้นที่ภัยแล้ง แต่ในปี 63 สถานการณ์หนัก เนื่องจากน้ำต้นทุนน้อยลง ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ รวมทั้งมีความเสี่ยงน้ำอุปโภคบริโภค น้ำทำการเกษตร น้ำในภาคอุตสาหกรรม และน้ำเค็มรุก ซึ่งอย่างน้อยต้องมีน้ำอุปโภคบริโภคใช้ และดูแลอย่างไรในช่วงที่เกษตรกรไม่มีรายได้ ยืนยันไม่ใช่รัฐบาลห้ามปลูกพืชโน้นนี่ เพราะมีคนบิดเบือนว่านายกฯห้ามทำนา ตนจะห้ามได้อย่างไร แต่เป็นเพราะลม ฟ้า อากาศ และเข้าใจดีว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จึงไม่ต้องการให้กระดูกสันหลังโค้งงอเพราะจะเสียหายอีก ขณะเดียวกันทุกคนต้องปรับตัวไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรให้ทุกคนพอใจได้หมด นอกจากนี้ที่ผ่านมาการสร้างแก้มลิงก็กระทบพื้นที่ราษฎร จึงต้องระบายน้ำออกไปหมด นั่นคือปัญหา โดยการแก้ไขต้องทำแบบยั่งยืนและมีแผนเป็นระยะ และเชื่อว่ามันต้องทำได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งเกษตรกรจาก จ.ชัยนาท ได้บอกกับนายกฯ ว่า ในช่วงที่ไม่สามารถปลูกข้าว ไม่มีรายได้ก็ปลูกผักและเลี้ยงสัตว์แทน อีกทั้งอยากให้ภาครัฐจ้างแรงงานเกษตรกรลอกคูคลองช่วยให้มีรายได้ช่วง 3-4 เดือนนี้ นอกจากนั้นยังนำเสนอรูปแบบแก้ปัญหาข้าวล้นตลาด ซึ่งได้ลงมือปฏิบัติที่จ.ชัยนาทแล้วคือ ข้าวที่ปลูกใน จ.ชัยนาทก็บริโภคในจังหวัดด้วยคนชัยนาท ซึ่งนายกฯกล่าวชื่นชมว่า ดี ผลิตตามความต้องการของคนในพื้นที่ ไม่ล้นออกมาข้างนอก ซึ่งตรงนี้เป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของรัฐบาล

ทั้งนี้นายกฯ ได้ถามเกษตรกรด้วยว่า “รัฐบาลไหนให้เครื่องจักรไปทำเกษตรแปลงใหญ่ ผมนี่แหละเป็นคนสั่งให้เครื่องจักร และให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้เพิ่มเติมอีก อดทนกับผมหน่อย ผมพยายามทำ ทำเพื่ออนาคต นี่คือแผนที่ยั่งยืน”

นายกฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้น้ำทั้งหมดมาจากฝน จึงอยู่ที่การกักเก็บจะทำได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งที่ผ่านมาทำไม่ได้เพราะติดประชาชน ทั้งที่มีการศึกษาได้เตรียมความพร้อมทั้งหมดแล้ว โดยทุกอย่างไม่มีอะไรได้หรือเสียไปทั้งหมด อยู่ที่ความคุ้มค่า จึงอยู่ที่ประชาชนและเอ็นจีโอ ทุกฝ่ายก็ต้องร่วมมือกันจะรักษาป่าได้มากแค่ไหนหรือจะปลูกเพิ่มอย่างไร วันนี้ตนเห็นหน้าเกษตรกรก็เห็นใจ แต่ก็ยังมีรอยยิ้ม ยืนยันรัฐบาลไม่ทิ้งประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกร และกำลังพิจารณาว่าทำอย่างไรให้มีสินทรัพย์ เช่น วัวหรือควาย ที่ขายเมื่อไหร่ก็มีเงิน อย่างไรก็ตามขอให้เห็นใจพี่น้องเกษตรกรของไทย เราต้องมีกระดูกสันหลังที่แข็งแรงและไม่ยากจนในวันหน้า

กรณ์ โพสต์ชวนคนไทยตั้งชื่อพรรคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411158?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กรณ์ โพสต์ชวนคนไทยตั้งชื่อพรรคใหม่

17 มกราคม 2563 – 16:07 น.
กรณ์,โพสต์ชวนคนไทย,ตั้งชื่อพรรคใหม่
เปิดอ่าน 208 ครั้ง

กรณ์ จาติกวณิช โพสต์เฟซบุ๊ก ชวนคนไทยตั้งชื่อพรรคใหม่ ติดแท็ก # ช่วยกรณ์ตั้งชื่อพรรค 5 ชื่อที่โดน เชิญมาร่วมทำงานกับพรค

นายกรณ์ จาติกวณิช  ซึ่งเพิ่งได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และกำลังจะตั้งพรรคการเมืองใหม่ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า..

ก่อนอื่นขอขอบคุณทุกกำลังใจ และแรงสนับสนุนที่ส่งมาจากทุกช่องทาง ทั้งหมดมีค่ากับผมมากจริงๆ ในวันที่เราต้องตัดสินใจใหญ่ครั้งนึงในชีวิต
.
เมื่อวานผมยืนยันชัดเจนว่า ผมตั้งใจจะทำการเมืองแบบใหม่ รวมพลคนมีของจากทั่วทั้งประเทศมาช่วยกันพัฒนาบ้านเมือง นั่นหมายถึงการตั้งพรรคใหม่ และทำงานด้วยวิธีการที่ใหม่จริง
.
ผมจึงขอเชิญชวนคนไทยมา #ช่วยกรณ์ตั้งชื่อพรรค ครับ
.
DNA ของความเป็นพรรค

1-Startup ต้องกล้าคิด กล้าลุย พร้อมเปลี่ยนแปลง แต่รอบคอบ

2-ปฏิบัตินิยม มุ่งทำงาน ลงมือจริง พูดแต่ในสิ่งที่จะทำ

3-Global Mindset ไทยเข้าใจ-ทัดเทียม-เท่าทันโลก

ผมขอใบ้สั้นๆ ไว้แค่นี้


.
5 ชื่อที่กลุ่มของเราคิดว่าเหมาะสมที่สุด
เราจะขอเรียนเชิญพวกท่านมาร่วมงานกับเรา

พิมพ์นำเสนอได้ตามสบาย
ในทุกช่องทาง Social Media
พร้อมติดแฮชแท็ก #ช่วยกรณ์ตั้งชื่อพรรค
เรามาร่วมกันออกแบบประเทศไปด้วยกันครับ

ตั้ง 2 อนุศึกษาแก้รธน.-ประชาสัมพันธ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411137?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ตั้ง 2 อนุศึกษาแก้รธน.-ประชาสัมพันธ์

17 มกราคม 2563 – 15:23 น.
ข่าววันนี้,อย่าชี้นำ,อนุศึกษาแก้รธน
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

 กมธ.แก้รธน. มติตั้ง 2 อนุ ศึกษาแก้รธน.-ประชาสัมพันธ์ “พีระพันธุ์” บอกเวทีรับฟัง อย่าชี้นำ หวั่นเป็นชนวนความขัดแย้ง มีงบ 5 ล้านบาทให้บริหารจัดการ

รัฐสภา –  17 มกราคม 2563 – ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์แและแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ประธานกมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม  นัดที่ 3 เพื่อพิจารณาแนวทางการทำงานของกมธ.​ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าว กมธ.ยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในแนวทางการทำงาน โดยมีข้อสรุปเป็นมติสำคัญ

คือ  ตั้งคณะอนุกมธ.ฯ จำนวน 2 คณะ คือ 1.คณะอนุกมธ. วิเคราะห์ศึกษาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ,พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะกมธ.​เป็นประธานอนุกมธ.ฯ ซึ่งได้นัดประชุมนัดแรกวันที่ 21 มกราคม เวลา 09.30 น. และ2.คณะอนุกมธ.ประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ให้นายวัฒนา เมืองสุข กมธ.โควต้าพรรคฝ่ายค้าน เป็นประธาน และนัดประชุมครั้งแรกวันที่ 23 ม.ค.เวลา 15.00น.​

ขณะที่รายละเอียดอื่นๆ ซึ่งที่ประชุมได้ยกหารือในสาระสำคัญ อาทิ งบประมาณที่กมธ. ได้รับเพื่อดำเนินการมีจำนวนรวม 5 ล้านบาท  ส่วนแนวทางทางการรับฟังความเห็นนั้นกมธ. มีข้อเสนอและสรุปสาระสำคัญได้ว่า  ต้องเปิดกว้างรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนสังคม ต่อปัญหา หลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการศึกษาปัญหาของรัฐธรรมนูญ และต้องประชาสัมพันธ์การทำงาน,ผลการศึกษาให้สาธารณะรับทราบเป็นระยะ

โดยนายพีระพันธุ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการหารือว่า การรับฟังความเห็นของกมธ.ฯ ต้องระวังไม่ให้เกิดชนวนความขัดแย้ง และต้องทำหน้าที่เป็นกลาง ไม่ชี้นำความเห็น เพราะรัฐธรรมนูญ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เช่น สิทธิเสรีภาพ และส่วนของรูปแบบการบริหารการปกครอง  โดยที่ผ่านมาประชาชนรับทราบเฉพาะส่วนการบริหารการปกครอง ดังนั้นหากสามารถทำงานเพื่อสะท้อนมุมมองของประชาชนในการสร้างหลักประกันสิทธิ เสรีภาพ เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐะรรมนูญ

ขณะที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรอนาคตใหม่ ฐานะ กมธ.กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดมีกระแสเรียกร้องให้แก้ไข หลังประกาศใช้ไม่นาน ดังนั้นขอให้กมธ. รับฟังความเห็นที่แตกต่าง พร้อมยอมรับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องปกติ  เพราะหากกังวลตั้งแต่เริ่มแรกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสร้างความขัดแย้ง อาจทำให้งานไม่คืบหน้า  ส่วนการรับฟังความเห็น เชื่อว่าคณะโฆษกของกมธ. ต้องทำแนวทางที่สอดคล้องกับการแสดงความเห็นของส.ส.ที่ได้อภิปรายในที่ประชุม.

สายัณห์ แจง บิ๊กตู่ ไม่เคยสั่งสร้างสะพานข้ามเกาะสมุย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411134?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สายัณห์ แจง บิ๊กตู่ ไม่เคยสั่งสร้างสะพานข้ามเกาะสมุย

17 มกราคม 2563 – 15:11 น.
สายัณห์,สะพานข้ามเกาะสมุย,สะพานจันทร์โอชา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 66 ครั้ง

“สายัณห์” ลั่น ชงไอเดีย สร้างสะพานข้ามเกาะสมุย ชื่อ “จันทร์โอชา” ไม่ใช่เรื่องผิด แจง “บิ๊กตู่” ไม่เคยสั่ง ไม่รู้เรื่องมา แต่ขอบคุณเจตนาดี แย้ม “คมนาคม” ประเมิน

17 ม.ค.2563-นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่ได้เสนอให้รัฐบาลสร้างสะพานจาก อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ไป อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎรธานี โดยใช้ชื่อสะพาน “จันทร์โอชา”ว่า ตนเป็นนักประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมาในอดีต มีนายกฯ อย่างน้อย 2 ท่าน คือ นายพจน์ สารสิน เป็นนายกฯ ไม่กี่วันก็สร้างสะพาน “สารสิน” จาก จ.พังงาไป จ.ภูเก็ต และอดีตนายกฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็สร้างสะพาน “ติณสูลานนท์”เพราะฉะนั้นการที่ตนเสนอให้ใช้ชื่อ “จันทร์โอชา” ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร

ทั้งนี้ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไม่เคยสั่งการให้สร้างสะพานชื่อของท่าน และนายกรัฐมนตรีไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แต่ที่ตนเสนอเนื่องจากต้องการให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับฝ่ายการเมือง และเป็นการจุดประเด็นขึ้นมาเท่านั้น

เมื่อถามว่าหลังจากอภิปรายในที่ประชุมสภาฯไปแล้ว ได้มีผู้ใหญ่ติดต่อมาสอบถามหรือไม่ นายสายัณห์ กล่าวว่า มีติดต่อมาและแจ้งว่า นายกฯ ขอบคุณที่มีเจตนาดี แต่วันนี้ต้องให้กระทรวงคมมนาคมตรวจสอบเส้นทางเพื่อประเมินเรื่องการสร้างสะพาน ส่วนเรื่องชื่อนั้น นายกฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญ ให้เอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งพูดถึงชื่อสะพานในตอนนี้ ส่วนตัวแล้วตนขอแค่ให้มีการสร้างสะพานเกิดขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าก็ต้องทำ

นายสายัณห์ กล่าวว่า ตนคือ ส.ส.เป็นผู้แทนประชาชน ในเมื่อประชาชนในพื้นที่เขาเรียกร้องมาหลายปี ตนก็เป็นกระบอกเสียงทำหน้าที่แทนพวกเขานำข้อเสนอในเสนอต่อรัฐบาลก็เท่านั้น และเมื่อเสนอไป ผู้ประกอบการโรงแรมที่เกาะสมุยหลาย ๆ คน ก็ติดต่อมาขอบคุณตน ที่เสนอเรื่องนี้ให้เพราะพวกเขารอคอยมานานแล้ว