อนค.ส่งหลักฐานแก้ข้อหาคดีเงินกู้ 191 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/413093?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

อนค.ส่งหลักฐานแก้ข้อหาคดีเงินกู้ 191 ล้าน

27 มกราคม 2563 – 16:03 น.
อนค,ยุบพรรค,กกต,ข่าววันนี้,แก้ข้อหา,คดีกู้เงิน,ศาลรัฐธรรมนูญ,ธนาธร
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

ทีมทนายอนาคตใหม่ ใช้เวลาครบ 30 วัน ส่งหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาปมกู้ยืมเงิน “ธนาธร” 191 ล้าน ต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

เมื่อวันที่​ 27​ ม.ค. 2563 – ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ กรณีกู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค จำนวน 191 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการ กกต. มีมติว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรค โดยศาลกำหนดให้พรรคอนาคตใหม่ส่งคำชี้แจงและเอกสารแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่พรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นขอขยายเวลาต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลอนุญาตให้ขยายเวลาต่อไปอีก 15 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า โดยในวันนี้ (27 ม.ค.) เป็นวันสุดท้ายตามกำหนดยื่นคำให้การแก้ข้อกล่าวหา 2 ครั้ง รวม 30 วัน ซึ่งในช่วงบ่าย ทีมทนายความและนิติกรของพรรคอนาคตใหม่ได้นำหลักฐานมายื่นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ทั้งนี้หลังยื่นเอกสาร ทางทีมทนายได้รีบเดินทางกลับและไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชน

‘เฉลิมชัย’ตรวจพื้นที่ภัยแล้งเมืองบุรีรัมย์ ยืนยันชลประทานรับมือไหว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469073

‘เฉลิมชัย’ตรวจพื้นที่ภัยแล้งเมืองบุรีรัมย์ ยืนยันชลประทานรับมือไหว

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 19.30 น.

“เฉลิมชัย”ตรวจพื้นที่ภัยแล้งเมืองบุรีรัมย์ ยืนยันชลประทานรับมือไหวแน่นอน มั่นใจ”สุรินทร์-ศรีสะเกษ-นครราชสีมา”น้ำอุปโภคเพียงพอ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเมืองบุรีรัมย์ พร้อมด้วยคณะทำงาน โดยมี นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 และ นายเทิดพงษ์ ไทอุดม ผู้อำนวยการโครงการชลประทานบุรีรัมย์ ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ โดย รมว.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายแนวทางการทำงานต่อเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ณ โครงการชลประทานบุรีรัมย์ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ถึงแนวทางการบริหารการจัดการน้ำ

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า จากการรายงาน ภาพรวมน้ำอุปโภคบริโภคใน จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.นครราชสีมา ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ว่ามีเพียงพอ และขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจ เนื่องจากกรมชลประทานมีการวางแผนบริหารจัดการน้ำไม่ให้ขาดแคลน แต่ในส่วนภาคเกษตรต้องขอความร่วมมือเกษตรกรงดปลูกพืชใช้น้ำเยอะ เนื่องจากฝนทิ้งช่วงทำให้น้ำต้นทุนมีน้อย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมมาตรการในการช่วยเหลือไว้แล้ว ทั้งเรื่องการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสัตว์ การส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อย โดยสนับสนุนบ่อบาดาลส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ตลอดจนการจ้างแรงงาน เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนช่วงหน้าแล้ง

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ชลประทานทุกพื้นที่บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนล่วงหน้า มีแผนที่ชัดเจนซึ่งจะช่วยให้ผ่านวิกฤติไปได้ น้ำอุปโภคบริโภคเป็นเรื่องสำคัญที่หล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศ จึงต้องบริหารจัดการไม่ให้ขาดแคลนน้ำ ซึ่งได้มอบนโยบายให้เพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ ในส่วนของอ่างที่ตื้นเขินให้สำรวจเพื่อจัดทำแผนของบขุดลอกเพิ่มพื้นที่ปริมาตรน้ำให้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันในส่วนของลุ่มน้ำต่างๆ ที่สามารถทำแก้มลิงได้ให้ดำเนินการทำแผนได้ทันที เพื่อเก็บกักน้ำให้เพียงพอไว้ใช้ในฤดูแล้ง อย่างไรก็ตามได้กำชับและขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ต้องื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือรินรวจให้พร้อมรับมือสถานการณ์

ขณะที่ นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน บอกว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ (ณ 27 ม.ค.63) มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 63 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากความจุใช้การได้ 279 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 23 ของความจุใช้การของอ่างฯ รวมกัน (ปริมาณน้ำเก็บกักสูงสุดในาก่พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์รวมกันประมาณ 295.39 ล้าน ลบ.ม.) จากปริมาณน้ำใช้การได้ดังกล่าว มีแนวโน้มที่จะไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนงน้ำเพื่อผลิตประปา จำเป็นต้องหาแนวทางในการสำรองน้ำไว้เพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าส่วนปริมาณน้ำอ่างห้วยจระเข้มากและอ่างห้วยตลาดมีน้ำรวม 2.028 ล้าน ลบ.ม.

และจากการประชุมร่วมพิจารณาสถานการณ์น้ำในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างสำนักชลประทานที่ 8 และการประปาส่วนภูมิภาคเขต 8 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.63 ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคยืนยันว่า น้ำในอ่างทั้ง 2 แห่ง จะสามารถรองรับการผลิตประปาได้ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2563 แน่นอน ซึ่งกรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และแม้ว่าขณะนี้ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้ง แต่ยังคงต้องสำรองน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหากเกิดกรณีฝนมาล่าช้า อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดและสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้

เห็นใจ!! ‘มนัญญา’จี้กรมวิชาการเกษตร เร่งแก้ปัญหา’ลูกจ้าง’ถูกเลิกจ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469018

news_default

เห็นใจ!! ‘มนัญญา’จี้กรมวิชาการเกษตร เร่งแก้ปัญหา’ลูกจ้าง’ถูกเลิกจ้าง

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.18 น.

“มนัญญา”จี้กรมวิชาการเกษตรต้องเร่งแก้ไขความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างทั่วประเทศ โดยเป็นปัญหาจากถูกตัดงบประมาณกว่า40% ย้ำต้องเห็นใจ แนะลดค่าใช้จ่ายการประชุมสัมมนาในโรงเรม-การเดินทางไปต่างประเทศของผู้บริหาร นำเงินจ้างลูกจ้างต่อ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เป็นห่วงลูกจ้างจ้างเหมาของกรมวิชาการเกษตร ที่ทำงานในสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร 8 เขต และศูนย์วิจัยฯ ระดับจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ 1,705 คน ที่ส่วนใหญ่ถูกบอกเลิกจ้าง อีกส่วนหนึ่งถูกลดเงินเดือน 50% ลูกจ้างเหล่านี้ทำสัญญาจ้างคราวละ 3 เดือน อัตราเงินเดือน 6,000 – 10,000 บาท ซึ่งน้อยมากสำหรับสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เมื่อถูกเลิกจ้างยิ่งจะทำให้เดือดร้อน เพราะการหางานใหม่ก็ยาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานให้กรมวิชาการเกษตรมานานและอายุมากแล้ว

ทั้งนี้ แม้จะเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ก็ไม่สามารถไปก้าวก่ายได้ เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จะต้องบริหารจัดการปริมาณงานให้สมดุลกับงบประมาณที่ได้รับ แต่เห็นว่า หากตัดค่าใช้จ่ายบางส่วนออก เช่น การประชุมสัมมนาในโรงแรม การเดินทางไปต่างประเทศของผู้บริหารซึ่งใช้งบประมาณมาก แล้วนำเงินส่วนนั้นมาว่าจ้างลูกจ้างในภารกิจที่จำเป็น จะบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างได้ส่วนหนึ่ง

“ที่เห็นใจมากคือ ลูกจ้างที่ทำงานในศูนย์วิจัยฯ มานาน และอายุมาก ซึ่งขวัญเสียเพราะมีภาระที่ต้องใช้จ่ายมาก หางานใหม่ยาก นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับลูกจ้างจากสำนักวิจัยฯ ที่ถูกเลิกจ้างหลายคน โดยทุกคนอยู่ในความทุกข์ เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ข้างของแพงอยู่แล้ว ตอนนี้ต่างพยายามหาที่สมัครงาน แต่ยังไม่มีใครได้งานใหม่ เมื่อไม่มีงานทำจึงยิ่งลำบากมาก” น.ส.มนัญญา กล่าว

ขณะที่ ลูกจ้างศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ของจังหวัดหนึ่งในภาคกลาง กล่าวว่า จำเป็นต้องออกจากงาน แม้ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ จะแก้ปัญหาโดยการปรับลดเงินเดือนลง 50% เพื่อให้สามารถว่าจ้างลูกจ้างทั้ง 15 คน ของศูนย์ต่อไปได้ แต่จากเงินเดือน 10,000 บาท ลดเหลือ 5,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัว ขณะนี้ลูกจ้างที่ยังอายุน้อยหลายคนบอกเช่นเดียวกันว่า หากภายใน 1 – 2 เดือน ยังเป็นเช่นนี้อยู่ก็จำเป็นต้องลาออก

กรมการข้าวฯ ลุยจัดมหกรรมผลิตภัณฑ์ข้าวไทย63 เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพผู้สูงวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468988

กรมการข้าวฯ ลุยจัดมหกรรมผลิตภัณฑ์ข้าวไทย63 เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพผู้สูงวัย

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.28 น.

กรมการข้าวฯชวนเที่ยวมหกรรมข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทย 63 โชว์ข้าวเฉลิมพระเกียรติ 5สายพันธุ์ใหม่ ข้าวพื้นเมือง หวังขยายตลาดให้เกษตรกร-เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ-สูงวัย 

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2563  นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว นายณราวุฒิ ปิยโชติสกุลชัย ผอ. กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และน.ส.ทรงศิริวรรณ เลิศณรงค์ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมการตลาดศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานงานมหกรรมข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทย ปี 2563 (Thai Rice Fair 2020) โดยนายสุดสาคร กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาข้าว และรายได้ของชาวนาไทยจึงได้กำหนดนโยบายการช่วยเหลือชาวนาในด้านต่างๆ ทั้งด้านการผลิต การตลาดโดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตรวม การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าในสินค้าข้าวให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งการจัดหาตลาดรองรับผลผลิตข้าวในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการด้านข้าวสามารถยกระดับมาตรฐานระบบคุณภาพการผลิตข้าวแบบตลาดเฉพาะ ซึ่งเป็นการสร้างคุณภาพและความจำเพาะให้กับสินค้าข้าวในแต่ละพื้นที่   ภายใต้ระบบการผลิต   ได้แก่การผลิตข้าวมาตรฐาน Q (ข้าว GAP) ข้าวอินทรีย์  ข้าวสิ่งบ่งชี้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ (ข้าว GI)   รวมทั้งข้าวเฉพาะถิ่นที่มีความหลากหลายทางชีวพันธุ์ข้าว ที่มีคุณภาพและคุณลักษณะพิเศษที่โดดเด่นในทางโภชนาการ  การนำไปผลิตเป็นเวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

“กรมการข้าว ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านการผลิตข้าว การขับเคลื่อนงานบริหารจัดการข้าวของประเทศอย่างครบวงจร จึงกำหนด จัดงานนี้ขึ้น โดยปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ มีข้าวพันธุ์หายากที่คนไทยยังไม่รู้จัก เพื่อประชาสัมพันธ์การบริโภคข้าวไทยที่มีคุณภาพให้เข้าไปสู่กระแสนิยมของสังคมและผู้สนใจทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่รักในสุขภาพ  กลุ่มผู้บริโภคที่สูงอายุ   ส่งเสริมการเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวตลาดเฉพาะ รวมถึงการเพิ่มมูลค่า  เพิ่มช่องทางและโอกาสในการจำหน่ายที่กว้างขวางขึ้น”  อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ด้านนายณราวุฒิ กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทยครั้งนี้ใช้ชื่อธีมงานว่า “ข้าวใหม่ ที่อยากให้คุณรู้”  ภายในงานจะมีกิจกรรมที่สำคัญอาทิ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวที่โดดเด่น 4ภาค  จากกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 65 ร้านค้า  ได้แก่  กลุ่มข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการของข้าวสายพันธุ์ใหม่   ข้าวเฉลิมพระเกียรติร.10  จำนวน 5 สายพันธุ์ที่กรมการข้าวรับรองพันธุ์ใหม่ คือ ข้าวเจ้า พันธุ์ กข81, ข้าวเจ้า พันธุ์กข83(หนองคาย 62), ข้าวเจ้าพันธุ์ พันธุ์ขะสอ 62, ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62  รวมถึงข้าวที่หารับประทานได้ยากมีการจำหน่ายจำกัดเนื่องจากผลิตปีละ 1 ครั้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวที่เป็นนวัตกรรมใหม่จากทั่วประเทศ  นิทรรศการให้องค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับข้าว  การขอเครื่องหมายรับรองพันธุ์ข้าวแท้กรมการข้าว  นิทรรศการพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ข้าว GI

นายณราวุฒิ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมวิถีข้าววิถีไทย โชว์ ชิม ช้อป แชร์ การสาธิตการแปรรูปข้าว กินข้าวใหม่ ข้าวหลากหลายสายพันธุ์ โดยมีดารานักแสดง และเชฟมืออาชีพ มาสาธิตเมนูจากข้าวมาให้ชิมวันละ10สายพันธุ์ และการใช้ประโยชน์จากข้าว ให้ผู้ร่วมงานได้รับชมกัน การเจรจาธุรกิจค้าข้าวจับคู่ธุรกิจข้างสานใจคนปลูกผูกใจคนกิน  การประกวดแข่งขันสุดยอดข้าวอร่อย การแข่งขันเกี่ยวกับข้าว อาทิ  ประกวดสุดยอดข้าวอร่อยปี 2563   การแข่งขันกินขนมจีน น้ำยา การแข่งขันกินข้าวหลาม  การแข่งขันเกมข้าวพันธุ์แท้  การแข่งขันเกมวาดต้นข้าวในจินตนาการของหนู การแสดงดนตรีและการแสดงกิจกรรมวิถีชีวิตชาวนาการละเล่นเกี่ยวกับข้าว  โดยผู้ที่สนใจสามารถเที่ยวชมงานมหกรรมข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทย ปี 2563 ได้ระหว่างวันที่ 31 ม.ค.- 10ก.พ. นี้  ณ ลานกิจกรรมชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ถ.ศรีนครินทร์ กรุงเทพมหานคร

เฝ้าระวังโรคเส้นใบเหลืองในกระเจี๊ยบเขียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468948

news_default

เฝ้าระวังโรคเส้นใบเหลืองในกระเจี๊ยบเขียว

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.19 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางวันอากาศร้อนแดดแรง กลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกกระเจี๊ยบเขียวให้เฝ้าระวังโรคเส้นใบเหลือง ที่พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช อาการเริ่มแรกจะพบใบกระเจี๊ยบเขียวด่าง เส้นใบมีสีเหลือง ยอดเหลือง ใบและยอดม้วนงอ ต้นเตี้ยแคระแกร็น ฝักมีสีเหลือง ติดฝักน้อยและฝักไม่สมบูรณ์

สำหรับในแปลงปลูกกระเจี๊ยบเขียวที่ระบาดของโรค ให้เกษตรกรตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นเป็นโรคให้ถอนแล้วนำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที และกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก โดยเฉพาะวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อไวรัสสาเหตุโรค เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้าขนลำโพง โทงเทง และขี้กาขาว เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ กรณีพบโรค เชื้อไวรัสสาเหตุโรคพืชยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่ป้องกันการระบาดได้ด้วยการกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ ที่เป็นพาหะนำโรค โดยใช้สารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชไปทำลายนอกแปลงปลูก และไม่ปลูกกระเจี๊ยบเขียวซ้ำ ที่เดิม เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน หลีกเลี่ยงปลูกพืชอาศัยของเชื้อไวรัสใกล้แปลงปลูกกระเจี๊ยบเขียว อาทิ พืชตระกูลแตง เช่น แตงกวา ฟักทอง มะระ และบวบ พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วแขก พืชตระกูลมะเขือ เช่น มะเขือเทศ มะเขือเปราะ มะเขือยาว พริก และยาสูบ และพืชชนิดอื่น ได้แก่ งา กะเพราขาว ตำลึง ฝ้าย หงอนไก่ บานไม่รู้โรย และทานตะวัน จากนั้น ให้เกษตรกรเลือกใช้กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ต้านทานโรค ได้แก่ พันธุ์ OK 9701 และพันธุ์พิจิตร 1

อธิบดีปศุสัตว์เปิดประชุมการตรวจประเมิน ติดตามระบบการผลิตสัตว์ปีกของไทยจากสหภาพยุโรป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468943

อธิบดีปศุสัตว์เปิดประชุมการตรวจประเมิน ติดตามระบบการผลิตสัตว์ปีกของไทยจากสหภาพยุโรป

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.10 น.

27 มกราคม 2563 เวลา 9.30 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมรับการตรวจประเมินติดตามระบบการผลิตสัตว์ปีกของประเทศไทยจากคณะเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป ด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety Mission) พร้อมด้วย Mr. Polyvios Neocleous และ Dr. Laszlo TOTH คณะทีมตรวจประเมินจากสหภาพยุโรป นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้เชี่ยวชาญ ปศุสัตว์เขต ปศุสัตว์จังหวัด ผู้อำนวยการสำนัก/กอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) มีกำหนดการเดินทางมาตรวจประเมินที่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อตรวจติดตามการดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะจากการตรวจประเมินในครั้งก่อน (22 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2562) ด้านระบบการผลิตสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกของประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรป

กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก (Competent Authority: CA) ในระบบการผลิตปศุสัตว์ด้านสัตว์ปีกของไทย ได้มีการเตรียมความพร้อมการดำเนินงานด้านความปลอดภัยอาหาร ทั้งด้านระบบการผลิต ตั้งแต่ฟาร์ม โรงงาน ผู้ประสานงาน ล่าม เอกสารวิชาการ ห้องวิเคราะห์ปฎิบัติการ สัตวแพทย์ประจำโรงงาน และการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบการผลิตสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานเดียวกัน สอดคล้องตามข้อกำหนดและระเบียบของสหภาพยุโรป สร้างความเชื่อมั่นในการส่งออกสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกของไทยไปสหภาพยุโรปต่อไป ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์

สถาบันวิจัยยางกยท.ย้ายที่ทำการใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468745

news_default

สถาบันวิจัยยางกยท.ย้ายที่ทำการใหม่

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย (สวย./กยท.) นำโดยหัวเรือใหญ่ส่วนงานวิจัยยางพารา ของ กยท. ดร.กฤษดา สังข์สิงห์ ผอ.สถาบันวิจัยยาง กยท.พร้อมทีมนักวิชาการ นักวิจัย พนักงานจากสถาบันวิจัยยาง (เฉพาะส่วนกลาง) ย้ายที่ทำการใหม่ไปอยู่ที่ กยท. สำนักงานใหญ่ บางขุนนนท์ กรุงเทพฯ

ดร.กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กยท.เปิดเผยว่า เดิมสถาบันวิจัยยางใช้พื้นที่ กรมวิชาการเกษตร ปฏิบัติงานมาตลอด จนประกาศใช้พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ให้เป็นองค์กรหลักบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ โดยมีสำนักงานใหญ่ของ กยท. อยู่ทีถนนบางขุนนนท์ กทม. ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน สถาบันวิจัยยาง จึงย้ายที่ทำการมาที่กยท. สำนักงานใหญ่ บางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ตั้งเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป

สำหรับภารกิจของสถาบันฯคือ งานวิชาการ ค้นคว้าศึกษาวิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีในการบริหารจัดการด้านยางพารา อาทิ ปรับปรุงพันธุ์ เทคโนโลยีชีวภาพยาง พัฒนาระบบกรีดยางการเขตกรรมและการปลูกสร้างสวนยาง การจัดการธาตุอาหารพืช การอารักขาพืช การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีในการทำสวนยางพารา หรือ Good Agricultural Practices (GAP) การปลูกพืชผสมผสานห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืช การบริหารเงินทุนวิจัยของกองทุนพัฒนายางพาราตามมาตรา 49 (4) การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยใหม่ๆ การสร้างนวัตกรรม รวมถึงการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และขยายผลเชิงพาณิชย์เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามข้อมูล สถาบันวิจัยยาง พร้อมให้บริการติดต่อได้ที่กยท. ชั้น 5 อาคาร 50 ปี ถนนบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม. หรือศูนย์วิจัยยางภูมิภาคทั้ง 5 แห่ง ที่จ.สงขลา สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา บุรีรัมย์ และหนองคาย ซึ่งยังตั้งอยู่ที่ทำการเดิม

เกษตรฯตั้งคณะทำงานหยุดเผามุ่งลดฝุ่นหมอกควัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468746

news_default

เกษตรฯตั้งคณะทำงานหยุดเผามุ่งลดฝุ่นหมอกควัน

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั้งเกิดจากธรรมชาติ ไอเสียรถยนต์ การประกอบโรงงานอุตสาหกรรม และหมอกควันที่เกิดจากการเผาเศษซากพืช/วัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่การเกษตร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางป้องกันแก้ปัญหา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯมอบให้ตั้งคณะทำงานป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืช วัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่เกษตร โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯเป็นคณะทำงาน ทำแผนป้องกันเฝ้าระวัง เสนอมาตรการแนวทางป้องกันการเผา เพื่อลดปัญหาฝุ่นหมอกควัน และรายงานความก้าวหน้าให้รมว.เกษตรฯทราบ

สำหรับแผนงาน/โครงการสนับสนุนป้องกันแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2563 ที่เสนอเข้ามามี 4 โครงการ/แผนงานดังนี้  1.โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร โดยกรมส่งเสริมการเกษตร 2 กิจกรรมคือ ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร เป้าหมาย 16,800 ราย สร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาเพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร 210 แห่ง พื้นที่ 42 จังหวัด 2.โครงการส่งเสริมการไถกลบและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อป้องกันหมอกควันในพื้นที่เกษตรภาคเหนือ โดยกรมพัฒนาที่ดิน 2 กิจกรรม คือ การไถกลบตอซัง พื้นที่เป้าหมาย 70,000 ไร่ การผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน 3,650 ตัน  3.โครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน 45,000 ไร่ ส่งเสริมปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า ไม้หายากหรือไม้ประจำถิ่น โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. และ4.แผนบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า ด้วยปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งมีจังหวัดรายงานสถานการณ์พื้นที่การเผา รวม 23 จังหวัด ไม่มีสถานการณ์ 43 จังหวัด

ด้านนายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการส่งเสริมหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเกษตรเพื่อป้องกันแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร ด้วยการถ่ายทอดความรู้ เสนอทางเลือกให้ปรับเปลี่ยนวิธีเพื่อลดเผา ได้แก่  ทางเลือกที่ 1 ไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทางเลือกที่ 2 นำเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ปุ๋ยหมัก ใช้แทนปุ๋ยเคมี ทางเลือกที่ 3 นำเศษวัสดุการเกษตรมาใช้เลี้ยงสัตว์ ทางเลือกที่ 4 นำมาใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน เป็นพลังงานทดแทน ทางเลือกที่ 5 นำมาเพาะเห็ด หรือนำมาผลิตกระดาษ ทางเลือกที่ 6 คือ นำเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้าคลุมโคนต้นพืช และทางเลือกที่ 7 นำเปลือกซังข้าวโพดหรือฟางมาทำวัสดุเพาะปลูก ขณะนี้อยู่ระหว่างถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร 10,617 ราย คิดเป็นร้อยละ 63 ของเป้าหมาย

รายงานพิเศษ : จับมือ…ฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปด้วยกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468749

รายงานพิเศษ : จับมือ…ฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปด้วยกัน

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้หลายพื้นที่ในประเทศกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีปัจจุบันมีปริมาณจำกัด โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นภาครัฐคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว และเตรียมมาตรฐานรับมือต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

….แต่ปีนี้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ มีน้อยมาก จึงไม่เพียงพอสำหรับการใช้ในทุกๆกิจกรรม

จากสถิติปริมาณฝนตกเฉลี่ยในรอบ 50 ปี ของประเทศไทย เกิดภาวะฝนแล้งจัดอยู่ 3 ปีด้วยกัน คือ ปี 2522 มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,332.3 มิลลิเมตร (มม.) ปี 2535 มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,357.3 มม. และปี 2562 มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,342.5 มม. อย่างไรก็ตาม แม้สถิต ฝนตกปี 2562 จะเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2522 ก็ตาม แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในฤดูปี 2562/63 รุนแรงมากกว่าด้วย เพราะจำนวนประชากร การเติบโตทางเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม ตลอดจนพื้นที่การเกษตรขยายมากกว่าปี 2522 ทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ 447 แห่ง ณ วันที่ 20 มกราคม 2563 มีปริมาณน้ำรวม 45,416 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 60% ของความจุอ่างฯ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 21,608 ล้าน ลบ.ม.หรือ 41% ของความจุอ่างฯ และในจำนวนดังกล่าวเป็นอ่างฯขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% ของความจุอ่างฯ มากถึง 12 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แม่กวงอุดมธารา แม่มอก จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลําพระเพลิง ลําแชะ ลํานางรอง ป่าสักชลสิทธิ์ ทับเสลากระเสียว คลองสียัด และหนองปลาไหล

ส่วนสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลัก ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,648 ล้านลบ.ม. หรือ 43% ของความจุอ่างฯเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 3,952 ล้าน ลบ.ม. หรือ 22% ของความจุอ่างฯ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ทั้งหมดกรมวางแผนจัดสรรน้ำ โดยให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค หากมีเหลือถึงจะจัดสรรเพื่อปลูกพืชฤดูแล้ง รวมถึงทำนาปรัง ดังนั้น จึงมีพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานหลายพื้นที่จำเป็นต้องงดทำนาปรังเพราะปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยาให้งดทำนาปรังทั้งหมด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรส่วนหนึ่ง แต่ยังมีปลูกข้าวนาปรังบ้างพอสมควร

ทั้งนี้ ในการจัดสรรน้ำที่วางแผนไว้ในฤดูแล้งทั้งประเทศรวม 17,699 ล้าน ลบ.ม. และสำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 อีก 11,340 ล้านลบ.ม. ณ วันที่ 20 มกราคม 2563 จัดสรรน้ำไปแล้ว 7,144 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 40 % ของแผน เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาวางแผนจัดสรรน้ำไว้ 4,000 ล้านลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 2,222 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 56% ของแผน ในขณะที่การปลูกพืชฤดูแล้งวางแผนไว้ทั่วประเทศ 2.83 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ ปรากฏว่าการปลูกข้าวนาปรังไม่เป็นไปตามแผน ขณะนี้เพาะปลูกแล้ว 3.10 ล้านไร่ เกินกว่าแผนที่วางไว้คิดเป็น 134.21% ของแผนฯ โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยารณรงค์งดทํานาปรังหรือนาต่อเนื่องในฤดูแล้ง ปี 2562/63 ผลออกมาขณะนี้เพาะปลูกแล้ว 1.76 ล้านไร่

จะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่ปลูกข้าวนาปรังเกินกว่าแผนจะอยู่ที่ลุ่มเจ้าพระยาเกือบทั้งหมด

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่าจากการสำรวจเบื้องต้นเกษตรกรที่ทำนาปรังส่วนใหญ่ ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ตนเอง ดังนั้น การจัดสรรน้ำยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้มีน้ำพออุปโภคบริโภคจนถึงเดือนกรกฎาคม ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าฝนจะมาเดือนกรกฎาคมแน่นอน

“การบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาค่อนข้างยากกว่าลุ่มน้ำอื่นๆ เพราะพื้นที่กว้างครอบคลุมกว่า 22 จังหวัด และไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนเป็นของตนเอง มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำมีน้อยมากมีปริมาณน้ำที่ได้งานได้เพียง 204 ล้านลบ.ม. หรือ 21% ของปริมาณการกักเก็บเท่านั้น ต้องใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ จัดสรรน้ำหล่อเลี้ยงลุ่มเจ้าพระยา ด้วยระยะทางไกลน้ำย่อมสูญเสียในแต่ละพื้นที่น้ำไหลผ่านจะมีการสูบน้ำขึ้นไปใช้ระหว่างทาง บางครั้งนำไปใช้ไม่เป็นไปตามที่จัดสรรให้ กรมจึงขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่สร้างความเข้าใจเรื่องจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน” ดร.ทองเปลวกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการบริหารจัดการน้ำให้พ้นวิกฤติภัยแล้งปีนี้ไปให้ได้นั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกัน ประชาชนต้องใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าของน้ำ พื้นที่การเกษตรกรที่ให้งดทำนาปรังก็ต้องงดทำจริงๆ เพราะปริมาณน้ำต้นทุนมีจำกัด หากบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ กรมชลประทานมั่นใจว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่ จะเพียงพอสำหรับรักษาระบบนิเวศของลำน้ำและอุปโภคบริโภคจนถึงฤดูฝนแน่นอน

ชายคาพระพิรุณ : 27 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468744

586851

ชายคาพระพิรุณ : 27 มกราคม 2563

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ว่าด้วยเรื่องงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ถูกคณะกรรมาธิการตัดงบและมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนของหลายๆ หน่วยงาน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าน สว.สมชาย ชาญณรงค์กุล อดีตผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านการเป็นอธิบดีมาหลายกรมได้อภิปรายงบประมาณในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ไว้น่าสนใจ ซึ่ง คุณธัชธาวินท์ สะรุโน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สวพ.8 สงขลา ได้สรุปประเด็นสำคัญอธิบายไว้ในเฟสบุ๊คส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจ ขุนเกษตรา จึงขออนุญาตหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังใจความดังนี้ ปัจจุบันประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาเกษตรให้ก้าวหน้าด้วยนวัตกรรม จึงควรมีการปรับการทำงานและงบประมาณให้สนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว ควรให้การสนับสนุนงบวิจัยให้มากขึ้นเพราะงานวิจัยช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศ เช่น พันธุ์ข้าวคุณภาพดี 1 พันธุ์ ต้องลงทุนวิจัย 10 ล้าน แต่สามารถสร้างมูลค่ากลับคืนมาเป็นหมื่นล้านบาท จึงควรมีการวางแผนอัตรากำลังบุคลากรของกระทรวงเกษตร และการพัฒนาความสามารถบุคลากร ให้เหมาะสมกับแนวทางการพัฒนาที่กำลังก้าวไปข้างหน้าควรปรับการทำงานในกระทรวงและแต่ละกรม ให้มีการทำงานให้มีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน ในการทำงานแต่ละงานโครงการ และมีเป้าหมายชัดเจน เช่น แปลงใหญ่, smart farmer และ วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น ควรปรับปรุงระบบการจัดการส่งเสริมพันธุ์พืชให้เหมาะสม ทั้งในเชิงปริมาณพันธุ์ดีที่ราชการผลิตให้เพียงพอ ตลอดจนจัดองค์กรและบทบาทหน้าที่ให้รองรับตั้งแต่ผลิตพันธุ์หลักจากศูนย์วิจัยไปจนถึงพันธุ์ขยายที่จะให้เกษตรกรได้ใช้อย่างทั่วถึง ดังคำที่ว่า “การเกษตรที่ดี เริ่มด้วยการใช้พันธุ์ที่ดี ก็สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง” กรมส่งเสริมสหกรณ์ ควรมีการสนับสนุนให้สามารถดูแลสหกรณ์ให้ใกล้ชิดมากขึ้น เช่น ในด้านอุปกรณ์ต่างๆ ที่ลงทุนไปแล้ว ให้สามารถทำงานได้เกิดประโยชน์ให้เต็มที่ และการดูแล เรื่องการสนับสนุนแหล่งเงินทุนในการดำเนินงานให้แก่สหกรณ์ขนาดเล็กด้วย กรมส่งเสริมการเกษตร ควรมีการสนับสนุนให้มีการพัฒนากำลังพลและพัฒนาวิธีการทำงานของกรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ข้อจำกัดของกรมโดยเฉพาะด้านบุคลากรที่น้อยลง กรมการข้าว ควรมีการสนับสนุนในเรื่องการวิจัยพันธุ์ข้าวที่จะดูว่ามีวิธีใดที่จะใช้เวลาในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้สั้นลงด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย กรมวิชาการเกษตร ควรสนับสนุนให้สามารถทำงานที่รับผิดชอบได้ครบถ้วนและเต็มที่เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลคุ้มครองเกษตรกร เช่น ตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืชให้มีพืชพันธุ์ดี พ.ร.บ. ปุ๋ย ให้ได้ใช้ปุ๋ยเต็มสูตร พ.ร.บ. วัตถุอันตราย ไม่ให้มีสารเคมีปลอม พ.ร.บ. กักพืช ดูแลการส่งออกนำเข้า การระบาดของศัตรูพืชจากต่างประเทศ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ที่ต้องคุ้มครองพืชไว้ให้ลูกหลาน

การที่กรมวิชาการเกษตร ถูกตัดงบดำเนินงานไปกว่าครึ่ง ทำให้มีปัญหาในการทำงาน เช่น การตรวจวิเคราะห์สารตกค้างในผลผลิต แต่งบประมาณในการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ แต่งบค่าวิเคราะห์ถูกตัดไป ด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่องโครมาโตกราฟี่ ที่มีการกล่าวถึงนั้น แต่ละรุ่นจะมีสมรรถนะแตกต่างกันไปและราคาก็ต่างกันตามความสามารถในการวิเคราะห์ ซึ่งไทยมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีความสามารถในการวิเคราะห์รับรองเพื่อให้ต่างประเทศเชื่อถือประเทศไทย ด้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยที่ต้องทำวิจัยของประเทศ เป็นงานที่ต้องเตรียมการล่วงหน้า ทำวันนี้ ผลจะออกอีก 3-5 ปี ข้างหน้า ต้องทำต่อเนื่อง หากหน่วยงานนี้ถูกตัดงบไปกว่าครึ่ง จะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรมากมาย เช่น มีผลต่อการไปรับรอง GAP โดยเฉพาะในช่วงที่ผลไม้กำลังออกสู่ตลาดและต้องส่งออก มีผลต่อพนักงานที่ถูกเลิกจ้างทันทีพันกว่าคน มีผลต่อโครงการเร่งด่วนตามนโยบายต่างๆ และงานวิจัยที่ถูกตัดไปกว่า 50% ขณะที่งบเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่บอกว่ามีปัญหากลับไม่ถูกตัด แต่กลับไปตัดงบที่ใช้ทำงาน ท่าน สว.สมชาย ยังอภิปรายอีกว่า มีเหตุผล 4 ประการ ที่รัฐบาลควรพิจารณาให้การดูแลและหาทางแก้ไขงบกรมวิชาการเกษตรเพื่อให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ คือ 1. กรมวิชาการเกษตร ต้องทำงานในการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างการส่งออกสินค้าค้าเกษตร 2. กรมวิชาการเกษตร ต้องทำงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อน รองรับยุทธศาสตร์ชาติในการสร้างนวัตกรรม 3. กรมวิชาการเกษตร ต้องทำงานเพื่อสร้างความมั่นใจในสินค้าเกษตรไทยที่จะเข้าสู่ตลาดโลก และ 4.การเกษตรไทยกำลังก้าวเข้าสู่เกษตรแบบแม่นยำ ต้องอาศัยข้อมูลจากการวิจัยของกรมวิชาการเกษตร

นอกจากนั้นมีประเด็นการอภิปรายของ สว. หลายท่าน ที่เกี่ยวกับงานวิจัย พอจับใจความได้ดังนี้ 1. ในประเทศพัฒนาแล้วทุกประเทศ จะให้งบประมาณเพื่อการวิจัยค่อนข้างสูง แต่ไทยยังให้งบด้านการวิจัยน้อยมาก จึงน่าเป็นห่วงว่าไทยจะตามไม่ทันและไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่วางไว้ได้ 2. การวิจัย จำเป็นต้องมีการลงทุนสูง จะมาคิดถึงกำไรขาดทุน หรือมาคิดว่าแพงไม่แพงไม่ได้ในเวลานั้นๆ เพราะเป็นสิ่งที่รัฐต้องลงทุนระยะยาว และอย่างต่อเนื่อง ความคุ้มค่าการลงทุนวิจัยต้องดูประประโยชน์จากการนำผลงานวิจัยไปใช้ ถ้าคุ้มค่าถือว่าถูก ถ้าไม่คุ้มค่าก็ถือว่าแพง 3. การวิจัยต้องสนับสนุนทั้งการวิจัยพื้นฐาน แม้ยังไม่เห็นประโยชน์เฉพาะหน้าก็ตาม แต่จะเป็นฐานความรู้ไปสู่การต่อยอดให้เกิดการประยุกต์ และพัฒนา ต่อไป 4. การวิจัยต้องทำอย่างต่อเนื่อง และใช้เวลา เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช 1 พันธุ์ อาจใช้เวลา 10 กว่าปี จึงต้องให้การสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตามต้องหาวิธีที่จะทำให้พัฒนาได้รวดเร็วขึ้น 5. ไทยตั้งเป้าจะพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม งานวิจัยจึงสำคัญยิ่งที่จะทำให้ไทยสามารถพัฒนาได้บรรลุเป้าหมาย การวิจัยได้ถูกตัดงบมากเกินไป แล้วความก้าวหน้าทางการเกษตรของไทยจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร…ทั้งหมดนี้ เป็นเสียงสะท้อนจากคนที่ทำงานภาคเกษตรมาค่อนชีวิต จึงอยากให้ผู้มีอำนาจช่วยพิจารณา เพราะนอกจากกระทบต่อการขับเคลื่อนงานแล้ว ยังส่งผลต่อบุคลากรที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวซึ่งมีหลายตำแหน่งตั้งแต่นักวิจัย ธุรการ ขับรถคนงาน คนเหล่านี้ไม่ได้รับบรรจุ ไม่มีสวัสดิการใดๆ จากรัฐ ประกันสังคมก็ต้องทำประกันตนเอง หลายคนที่เป็นตำแหน่งคนงานในแปลงทดลอง ทำมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ เลี้ยงครอบครัวก็ด้วยเงินเดือนจ้างชั่วคราว มาตกงานตอนแก่แล้วจะเอาอะไรกิน…

ขุนเกษตรา