“บิ๊กตู่” ยัน ยกเลิกคอนเสิร์ตบิ๊กเมาน์เท่น ไม่ใช่เรื่องการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“บิ๊กตู่” ยัน ยกเลิกคอนเสิร์ตบิ๊กเมาน์เท่น ไม่ใช่เรื่องการเมือง (komchadluek.net)

“บิ๊กตู่” ยัน ยกเลิกคอนเสิร์ตบิ๊กเมาน์เท่น ไม่ใช่เรื่องการเมือง

"บิ๊กตู่" ยัน ยกเลิกคอนเสิร์ตบิ๊กเมาน์เท่น ไม่ใช่เรื่องการเมือง

14 ธันวาคม 2563 – 16:18 น.

“บิ๊กตู่” ยัน ยกเลิกคอนเสิร์ตบิ๊กเมาน์เท่น ไม่ใช่เรื่องการเมือง แจง เป็นอำนาจสาธารณสุขจังหวัด ชี้ เพื่อป้องกันโควิดระบาด แย้ม หารือ ศบค.จะให้จัดงานจากนี้รูปแบบไหน ลั่น ไม่มีช๊อค ฝ่ายค้านเปิดซักฟอก

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยกเลิกคอนเสิร์ตบิ๊กเมาน์เท่น ว่า เป็นเรื่องการพิจารณาของสาธารณสุขจังหวัด เพราะผู้ว่าราชการจังหวัด ก็มีอำนาจในการพิจารณา ส่วนรัฐบาล มีหน้าที่ปลดล็อคต่างๆให้ แต่ถ้าไม่ปฎิบัติตาม ก็ต้องปิด เพราะสิ่งสำคัญคือ ป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งถ้าหากระบาด ใครจะรับผิดชอบ ดังนั้น ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละพื้นที่ ที่ทุกพื้นที่ก็จะทำลักษณะเดียวกัน เพราะช่วงนี้ ก็ใกล้เคียงการจัดงาน คอนเสิร์ต การแสดง ซึ่งก็ขอให้ดูกติกาด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนยัน ตนเองไม่ได้ขัดแย้งกับใคร และการสั่งยกเลิกคอนเสิร์ตไม่ใช่เรื่องการเมือง เพราะตนเอง ไม่ต้องสั่ง ซึ่งหากสั่งทุกเรื่องก็ตาย โดยทุกคนก็ทำหน้าที่ของตนเองอยู่แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวการเมือง รวมถึงตนเอง ก็ไม่รู้ว่าในคอนเสิร์ต มีกิจกรรมอะไรบ้าง เนื่องจากไม่ได้ติดตาม และไม่ได้สนใจ นอกจากนี้ ขอชมเชย สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ด้วย เนื่องจากฟังเหตุผลการสั่งยกเลิกก็ดี เพราะเพื่อความปลอดภัยของทุกคน โดยเมื่อเช้า ตนก็มีการหารือกับ ศบค.ว่าการจัดงานจากนี้ จะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด

ส่วนกรณีฝ่านค้าน เตรียมเปิดซักฟอกรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า ก็เปิดสิ ถ้าซักฟอก ก็ซักมา พร้อมยืนยัน ไม่ช็อค เพราะไม่ใช่คนใจอ่อน และข้อเท็จจริงมีอยู่แล้ว

‘ธรรมนัส’ สั่งชะลอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ธรรมนัส’ สั่งชะลอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ (komchadluek.net)

‘ธรรมนัส’ สั่งชะลอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

'ธรรมนัส' สั่งชะลอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

14 ธันวาคม 2563 – 14:25 น.

“ธรรมนัส” รมช.เกษตรฯ เจรจาเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น พร้อมชะลอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ รอผลศึกษาคณะทำงานที่ตั้งขึ้น เตรียมลงพื้นที่รับฟังข้อมูลรอบด้าน ขณะที่แกนนำยื่นข้อเสนอ 3 เงื่อนไข

วันนี้(14 ธ.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศแยกพาณิชการ ถ.พิษณุโลก บริเวณทำเนียบรัฐบาล ว่า กลุ่มเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ที่เดินทางมาจาก จ.สงขลา เพื่อคัดค้านโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะยังคงปักหลักชุมนุมเป็นวันที่ 5 แล้ว

ขณะที่ เวลา 10.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประสาน หวังรัตนปราณี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มาพบปะพูดคุย และรับฟังปัญหากับกลุ่มผู้ชุมนุม นำโดย นายสมบูรณ์ คำแหง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มารับฟังปัญหา เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ในการชะลอการดำเนินโครงการ และจะเสนอตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ลงนามโดย พล.อ.ประวิตร เพื่อกำกับและติดตาม และตนจะลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ทันที

สำหรับประเด็นที่ชาวบ้านเป็นกังวลการประชุมของกรมโยธาธิการและผังเมือง เปลี่ยนสีผังเมืองจากสีเขียวเป็นสีม่วง เพื่อกำเนินการให้เป็นเขตอุตสาหกรรม ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้ประสานไปยังอธิบดีกรมโยธาฯ เพื่อให้ชะลอการประชุมออกไปก่อน เพื่อหารือแนวทางออกของปัญหากับชาวบ้านอีกครั้ง และได้เชิญตัวแทนชาวบ้านไปหารือร่วมภายในทำเนียบรัฐบาล

“ยืนยันว่าให้ชะลอโครงการทั้งหมดออกไปก่อน ส่วนจะยุติโครงการหรือไม่ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องรอผลการศึกษารายละเอียดก่อน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ด้าน นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ได้ยื่น 3 เงื่อนไขกับตัวแทนรัฐบาล คือ 1. ขอให้ยุติการดำเนินโครงการไว้ก่อน 2. เสนอให้ศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA ว่ามีความจำเป็นในการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมหรือไม่ ซึ่งจะเป็นทางออกกับรัฐบาลด้วย 

และ 3. ขอให้รายงานเรื่องการตั้งคณะทำงานศึกษา เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้รับทราบ วันพรุ่งนี้ (15 ธ.ค.) เพื่อเป็นหลักประกันผูกมัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่เครือข่ายไม่ไว้วางใจให้มาดูเรื่องนี้

“เบื้องต้น 2 ฝ่ายจะได้พูดคุยกันอีกครั้ง ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับรายละเอียดโครงสร้างคณะทำงานที่จะตั้งขึ้น รวมถึง ขอบเขตอำนาจหน้าที่ ก่อนเสนอให้ พล.อ.ประวิตร ลงนามต่อไป” นายสมบูรณ์ กล่าว

'ธรรมนัส' สั่งชะลอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ
'ธรรมนัส' สั่งชะลอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

“ชวน” เปิดสัมมนาลดความเหลื่อมล้ำคนพิการในการเลือกตั้ง เปรียบธุรกิจการเมืองเหมือนโรคเอดส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ชวน” เปิดสัมมนาลดความเหลื่อมล้ำคนพิการในการเลือกตั้ง เปรียบธุรกิจการเมืองเหมือนโรคเอดส์ (komchadluek.net)

“ชวน” เปิดสัมมนาลดความเหลื่อมล้ำคนพิการในการเลือกตั้ง เปรียบธุรกิจการเมืองเหมือนโรคเอดส์

"ชวน" เปิดสัมมนาลดความเหลื่อมล้ำคนพิการในการเลือกตั้ง เปรียบธุรกิจการเมืองเหมือนโรคเอดส์

14 ธันวาคม 2563 – 14:07 น.

“ชวน” เปิดสัมมนาลดความเหลื่อมล้ำคนพิการในการเลือกตั้ง เปรียบธุรกิจการเมืองเหมือนโรคเอดส์ แนะนักการเมืองอย่าสร้างเงื่อนไขรัฐประหาร ย้ำไทยต้องมีพระมหากษัตริย์

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2563 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการเลือกตั้งและโอกาสในการเมืองของคนพิการ ซึ่งจัดโดยนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 24 บ้านรัชดา สถาบันพระปกเกล้า และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ  

"ชวน" เปิดสัมมนาลดความเหลื่อมล้ำคนพิการในการเลือกตั้ง เปรียบธุรกิจการเมืองเหมือนโรคเอดส์

โดยนายชวน ได้กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ภายใต้หลักการที่ว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หลักการนี้เป็นหลักการที่ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศเป็นเข้าของอำนาจ โดยพระมหากษัตริย์ทรงใข้อำนาจผ่าน 3 สถาบันตามที่ปรากฎอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยเฉพาะอำนาจนิติบัญญัติถือว่าเป็นสัญลักษณ์โดยตรงของความเป็นประชาธิปไตย เพราะมีการนำประชาชนเข้ามาเป็นตัวแทนในการออกกฎหมายเพื่อบังคับคนทั้งประเทศโดยวิธีการเลือกตั้ง ดังนั้นการเลือกตั้งจึงเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย และไม่ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญกี่ฉบับก็ตาม แต่ว่าทุกฉบับก็ยอมรับความสำคัญของการเลือกตั้ง เพียงแต่ว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับก็มีเงื่อนไขที่กำหนดองค์กรที่มีหน่วยงาน หรือกลุ่ม หรือตัวแทนโดยการแต่งตั้งเข้ามาเป็นสัดส่วนด้วย จะมากหรือน้อยเป็นไปตามยุคสมัย ซึ่งพัฒนาการประชาธิปไตยที่ผ่านมายาวนานหลายปี ทำให้ความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น และประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นทำให้เกิดการหวงแหนและผูกพัน และในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2534-2535 คิดว่าน่าจะไม่มีการยึดอำนาจมาอีกแล้ว แต่สิ่งที่เรานึกไม่ถึงคือมีเหตุการณ์ที่แปลกปลอมเข้ามา 

“ผมเคยใช้คำว่าเราเคยมีอหิวาตกโรค โรคเรื้อน วัณโรค รักษาไม่หายเพราะไม่มีวัคซีนสมัยนั้น ที่ผมเล่าเรื่องนี้เพราะว่า เปรียบการเมืองฉันใด โรคที่เราไม่คิดว่ารักษาหายได้ ต่อมามีวัคซีนมียา แต่ก็มีโรคใหม่เกิดขึ้นที่ไม่มีใครคืดคือโรคเอดส์ ซึ่งไม่มีการป้องกัน สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โรคเอดส์เข้ามา สมัยนั้นก็ไม่มีวัคซีน มีปัญหาน่ากลัว อาจจะไม่ติดเชื้อรุนแรงเท่าปัจจุบันนี้ อันนี้คือสิ่งที่เราไม่คิดว่าโรคร้ายแรงหมดแล้วจะมา ฉันใดการเมืองก็เหมือนกัน”

นายชวน กล่าวต่อว่า ที่เปรียบเทียบครั้งหนึ่งทหารเคยเป็นเงื่อนไขของปัญหาที่ยึดอำนาจ วันหนึ่งเราเห็นประชาธิปไตยแข็งพอสมควรที่ไม่มีเงื่อนไขที่จะเกิดการยึดอำนาจแล้ว และในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี2สมัย ได้ห้ามให้พลเรือนมียศทหาร และได้มีการแต่งตั้งพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. หวังให้มำเรื่องสุจริต ไปตรวจสอบกรณีต่างๆที่มีข้อพิรุธ 

ทั้งนี้ นายชวน กล่าวว่า การยึดอำนาจทุกครั้งจะมีการกล่าวอ้างเรื่องของการทุจริต ดังนั้นนักการเมืองต้องไม่สร้างเงื่อนไขให้เขาเอาไปอ้าง และก็ไม่คิดว่าจะมีโรคใหม่เหมือนโรคเอดส์เกิดขึ้น คือ ธุรกิจการเมือง ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ซื้อนักการเมือง ซื้อเสียงเลือกตั้ง ซื้อพรรคการเมือง ซื้อสื่อมวลชน ซื้อองค์กรอิสระ และลุกลามไปสถาบันยุติธรรม และหากย้อนไปดูคดีที่เกิดขึ้นมากมาย มีรัฐมนตรีติดคุกไม่น้อยกว่า 10 คน ซึ่งไม่เคยปรากฎใน 88 ปี และจะได้เห็นวิกฤติที่เกิดขึ้นกับการเมืองของไทยอันเกิดจากธุรกิจการเมือง 

นายชวน กล่าวต่อว่า เราเลือกแล้ว ว่าประเทศไทยจะปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะประเทศเรามีระบบการปกครองผ่านมาเกือบพันปีด้วยระบบที่มีพระเจ้าแผ่นดิน เพียงแต่มีการใช้ชื่อที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ยุคแล้วแต่สมัย แต่ไม่เคยเปลี่ยนเป็นระบบอื่น ไม่เคยไปทดลองเป็นระบบสาธารณรัฐ เราจึงตัดสินใจเมื่อ 88 ปีที่แล้ว ว่าเราเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นรูปแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำให้มีรัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อไปอ่านเนื้อหาอล้วก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น เพราะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าบ้านเมือง

“ทั้งที่ความจริงแล้วบ้านเมืองเราไม่ได้มีปัญหา แม้จะเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช พระเจ้าแผ่นดินของเราก็ไม่ได้เหี้ยมโหดเหมือนในหนังฝรั่ง เราเห็นข้อความที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ พระองค์ทรงเขียนบันทึกเป็นจดหมายไว้ชัดเจนว่าพระองค์สละราชสมบัติเนื่องจากพระองค์ไม่เห็นด้วยกับที่คณะราษฎร์ทำ พระองค์ยังรับสั่งไว้ในจดหมายว่าแม้จะเป็นพระมหากษัตริย์ในสัมยสมบูรณาญาสิทธิราชพระองค์ไม่เคยใช้อำนาจในทางไม่ดีที่มีผลร้ายต่อประชาชน อันนี้ก็เป็นอย่างหนึ่งที่ทำให้ระบบเราได้รับการยอมรับ” นายชวน กล่าว 

นอกจากนี้ นายชวน ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ทฤษฎีโดมิโนในขณะเกิดเหตุอินโดจีน ในปี 2518 ที่ประเทศในภูมิภาคเปลี่ยนไปทีละประเทศและมีการคาดหมายว่าประเทศไทยก็จะไม่รอดต้องเปลี่ยนตามไปด้วย โดยหากได้ศึกษาอย่างละเอียดจะทราบถึงเหตุใดที่ไทยถึงรอดจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งที่ประเทศไทยมีการป้องกันตัวเองโดยยอมให้สหรัฐอเมริกาตั้งฐานทัพโดยยึดหลักว่าให้ไปต่อสู้ข้างนอกดีกว่ามาต่อสู้ข้างใน แต่ทั้งนี้เราก็ไม่สามารถเอามาตรฐานปัจจุบันไปวัดอดีตได้

“นอกเหนือจากการที่รัสเซียล่ม แล้วก็ทำให้กำลังของบางประเทศที่รุกไทยอ่อนแอลงแล้ว ส่วนหนึ่งก็คือความผูกพันต่อประชาชนที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเรื่องนี้ผมเคยพูดมา 3 ครั้งแล้ว ว่าสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ตกเป็นทฤษฎีโดมิโนอย่างที่ฝรั่งคาดหมายว่าจะเป็น เหตุผลเพราะว่าความผูกพันที่คนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นสูงมาก ในหลวงของเรานั้นมีพระมหากรุณาธิคุณและทรงครองราชย์ยาวนาน ได้เห็นปัญหาของประชาชน โครงการทั้งหลายที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของปวงชน เมื่อจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่เกิดขึ้นในอินโดจีนคนก็รับไม่ได้สถานการณ์ก็เปลี่ยน” นายชวน กล่าว 

ดังนั้นในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย นอกเหนือจากเงื่อนไขของความเป็นประเทศที่มีสิทธิและหน้าให้กับประชาชน ซึ่งเราต้องพยายามย้ำเรื่องของสิทธิและหน้าที่คู่กัน เราไม่สามารถอยู่ได้เพียงรู้จักสิทธิที่จะเรียกร้องอย่างเดียว โดยไม่ทำหน้าที่ และในระบอบนี้แม้การเมืองจะมีการสั่นคลอนอยู่ตลอดเวลาในช่วงที่ผ่านมา แต่การที่ความมั่นคงยังอยู่ได้เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือสถาบันศาล ไม่ว่าจะมีการยึดอำนาจ หรือไม่ยึดอำนาจ ศาลยังคงสถิตย์ความเป็นธรรมอยู่ ถึงจะไม่ 100% แต่ก็เป็นหลักที่เชื่อถือได้ แต่ฝ่ายที่ปฏิบัติผิดไม่พอใจก็เป็นธรรมดา แต่ขอเรียนว่าหากเราให้ศาลดำรงความเป็นกลางได้แบบนี้ตลอด ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นทางการเมือง บ้านเมืองก็สามารถไปได้ 

นายชวน ยังย้ำว่า เรื่องของความเท่าเทียมทางกฎหมายถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีตนจึงได้ใช้คำขวัญว่า “ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยเหมือนกันหมดได้ แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน” เพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าสังคมนี้น่าอยู่หรือไม่น่าอยู่ 

นอกจากนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังกล่าวชื่นชมนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนักบริหารระดับสูงรุ่นที่24 หรือ ปปร.24 ที่เห็นความสำคัญของผู้พิการกว่า 1.7 แสนคน ในการเข้าถึงสิทธิขึ้นพื้นฐานและเข้าถึงการเลือกตั้งได้เหมือนกับบุคคลอื่น สังคมที่น่าอยู่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความจนความรวยเพียงอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับสังคมที่มีความเป็นธรรม ทั้งนี้หวังว่าจะสามารถทำให้การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการเลือกตั้งและโอกาสในการเมืองของคนพิการให้เป็นรูปธรรม และเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เพื่อให้คนพิการใช้สิทธิ์ได้โดยสะดวก ลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง

"ชวน" เปิดสัมมนาลดความเหลื่อมล้ำคนพิการในการเลือกตั้ง เปรียบธุรกิจการเมืองเหมือนโรคเอดส์

“เศรษฐพงค์” แนะ DES ศึกษาโมเดลบรอดแบนด์ท้องถิ่นมาใช้ลดขนาดทีโอทีและเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เศรษฐพงค์” แนะ DES ศึกษาโมเดลบรอดแบนด์ท้องถิ่นมาใช้ลดขนาดทีโอทีและเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น (komchadluek.net)

“เศรษฐพงค์” แนะ DES ศึกษาโมเดลบรอดแบนด์ท้องถิ่นมาใช้ลดขนาดทีโอทีและเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น

"เศรษฐพงค์" แนะ DES ศึกษาโมเดลบรอดแบนด์ท้องถิ่นมาใช้ลดขนาดทีโอทีและเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น

14 ธันวาคม 2563 – 11:15 น.

“เศรษฐพงค์” แนะ DES ศึกษาโมเดลบรอดแบนด์ท้องถิ่นมาใช้ลดขนาดทีโอทีและเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น เชื่อเป็นทางเลือกที่ดีตอบสนองความต้องการแต่ละชุมชน

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2563 พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธานกรรมาธิการการสื่อสาร การโทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้สัมภาษณ์ว่า จากการเข้ารับตำแหน่งประธานธิบดีสหรัฐของ นายโจ ไบเดน ในเดือนหน้า โดยได้มีการชูนโยบาย Made in all of American โดยภายใต้นโยบายนี้จะมีการลงทุนถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งรวมถึง 5G และ AI แต่นายไบเดนเองยังให้ความสนใจในเรื่องของการปิดช่องว่างดิจิทัลในพื้นที่ชนบทห่างไกลโดยคาดว่าจะมีการลงทุนในเรื่องนี้ถึง 2 หมื่นล้านเหรียญ และหนึ่งในโมเดลที่จะทำเรื่องนี้คือผู้ให้บริการบรอดแบนด์ท้องถิ่น โดยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าท้องถิ่นย่อมเข้าใจความต้องการของชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยรูปแบบของผู้ให้บริการบรอดแบนด์ท้องถิ่นมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ รูปแบบแรกจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ให้บริการเองบรอดแบนด์จะเป็นบริการพื้นฐานให้กับคนในชุมชน 2. เป็นลักษณะกึ่งเอกชนกึ่งรัฐ (Quasi Private Network)เป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองท้องถิ่นกับชาวบ้านหรือวิสาหกิจชุมชนมาสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนและบริการภาครัฐ และ 3. เป็นเอกชนสมบูรณ์แบบ แต่ไม่ใช่เอกชนผู้ให้บริการขนาดใหญ่แต่ควรเป็นวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ

“เทคโนโลยีสมัยใหม่การเป็นผู้ให้บริการบรอดแบนด์ไม่จำเป็นต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะเกือบทั้งหมดสามารถใช้การบริการงานโครงข่ายผ่านระบบคลาวด์ได้ โดยสามารถวางโครงข่ายได้ทั้งแบบมีสาย (Fiber-to-the-Home) และแบบไร้สาย citywide WiFi หรือ Noncellular IoT ได้ เพราะที่ผ่านมาการให้บริการผ่านผู้ให้บริการขนาดใหญ่ทั้งรัฐและเอกชน ได้มีการปักเสาพาดสาย หรือตั้งสถานีฐานภายในชุมชนต่างๆ แต่ประชาชนไม่สามารถเอาโครงข่ายมาใช้เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ได้จริง แต่ถ้าโครงข่ายบรอดแบนด์ทัองถิ่นเป็นของชุมชน จะสามารถบริหารจัดการเพื่อตอบสนองความต้องการ่ของแต่ละชุมชนที่มีความหลากหลาย”พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว

พ.อ.เศรษฐพงค์  กล่าวว่า ในบ้านเราทีโอทีเป็นผู้ให้บริการภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ มีพนักงานจำนวนมากหมื่นกว่าราย และเป็นปัญหาที่ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายพนักงานเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ มีความพยายามจะแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นเวลานาน และปัจจัยความเสี่ยงที่ความถี่ 2100MHz และ 2300MHz ที่นำไปให้ผู้ประกอบเอกชนนำไปใช้งานและนำมาเป็นส่วนแบ่งรายได้ โดยใบอนุญาตที่ทั้งสองความถี่กำลังจะหมดอายุลงภายในปี 2025 ซึ่งการลดขนาดของพนักงานขององค์กรให้ไปอยุ่ภายใต้ผู้ให้บริการบรอดแบนด์ท้องถิ่นที่มีจำนวนหลายพันแห่ง ถ้ามีการเปิดอนุญาตให้มีประกอบการชนิดนี้ได้ รวมทั้งประสบการณ์ของคนทีโอทีจะสามารถไปเริ่มต้นการบริหารจัดการการให้บริการบรอดแบนด์แก่คนใจชุมชนได้  ประกอบกับผู้ให้บริการบรอดแบนด์ท้องถิ่นจะต้องมีการว่าจ้างคนในท้องถิ่นเพื่อมาร่วมงานจะทำให้เกิดเศรษฐกิจชุมชนได้ รวมทั้งโครงข่ายที่เป็นของชุมชนสามารถจัดการให้ตอบสนองความต้องการในชุมชนได้เช่นเอามาเน้นเรื่อง Smart Farm สำหรับชุมชนที่มีการปลูกข้าวหรือการทำเกษตรเป็นหลัก หรือ Smart Fisherman สำหรับชุมชนชาวประมงซึ่งมีความต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตอบโจทย์ที่ตลาดต่างประเทศต้องการเข้ามาตรวจสอบถึงแหล่งที่มาสัตว์ทะเลที่จับได้

“ในอดีตที่ผ่านมามีการใช้โมเดลทั้งเน็ตประชารัฐ เน็ตชายขอบ ที่พยายามปิดช่องว่างดิจิทัล โดยให้ผู้ให้บริการขนาดใหญ่เป็นผู้ดำเนิการ แต่ผลตอบสนองไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ดังนั้นการพิจารณาบรอดแบนด์ท้องถิ่นอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและอาจมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ในแต่ละชุมชน”พ.อ.เศรษฐพงค์  กล่าว

“แรมโบ้” ยืนยัน คำสั่งผู้ว่าโคราชสั่งปิดสถานที่จัดคอนเสิร์ต “บิ๊กเมาน์เทน” ถูกต้องแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“แรมโบ้” ยืนยัน คำสั่งผู้ว่าโคราชสั่งปิดสถานที่จัดคอนเสิร์ต “บิ๊กเมาน์เทน” ถูกต้องแล้ว (komchadluek.net)

“แรมโบ้” ยืนยัน คำสั่งผู้ว่าโคราชสั่งปิดสถานที่จัดคอนเสิร์ต “บิ๊กเมาน์เทน” ถูกต้องแล้ว

"แรมโบ้" ยืนยัน คำสั่งผู้ว่าโคราชสั่งปิดสถานที่จัดคอนเสิร์ต "บิ๊กเมาน์เทน" ถูกต้องแล้ว

14 ธันวาคม 2563 – 10:24 น.

“แรมโบ้” ยืนยัน คำสั่งผู้ว่าโคราชสั่งปิดสถานที่จัดคอนเสิร์ต “บิ๊กเมาน์เทน”ที่เขาใหญ่ทำถูกต้องแล้ว เพราะทำตามมาตรการสาธารณสุข ไม่เกี่ยวประเด็นทางการเมือง ซัด “รังสิมันต์” รับผิดชอบไหวหรือไม่ หากเกิดการติดเชื้อโควิดในระหว่างจัดคอนเสิร์ต

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2583 นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แสดงความคิดเห็นว่าการสั่งปิดคอนเสิร์ตบิ๊กเมาน์เท่น ไม่ได้กลัวการแพร่กระจายของโควิด-19 แต่กลัวการแพร่กระจายของความคิดแบบประชาธิปไตยว่าเรื่องนี้นายรังสิมันต์ ก็เห็นชัดเจนแล้วว่าคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาระบุว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ทุกเวทีไม่สามารถจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานตามมาตรการที่กำหนด อีกทั้งประชาชนบางส่วนไม่สวมหน้ากากอนามัย มีการตะโกนร้องเพลง  ซึ่งหลายฝ่ายรวมทั้งจังหวัดก็เห็นแล้วว่าสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 

ดังนั้นทางจังหวัดจึงต้องขอให้ยกเลิกการจัดคอนเสิร์ต นายรังสิมันต์ควรรับฟังเหตุผลอื่นบ้าง อย่าเอาแต่ประเด็นทางการเมือง อย่าพูดแบบไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม  เพราะหากเกิดการติดเชื้อโควิด -19 ในงานคอนเสิร์ตขึ้นจนกลายเป็นการระบาดรอบที่ 2 ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ถามว่านายรังสิมันต์จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ไหวหรือไม่

“ตนยืนยันว่าทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมาโดยมีผู้ว่าฯเป็นประธานได้ดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบแล้วว่า ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนมีค่าสูงสุด จะปล่อยปะละเลยไม่ได้ ประเทศชาติประชาชนส่วนรวมต้องมาก่อน ดังนั้นคนที่เอามาตีเป็นประเด็นการเมืองถือว่า สิ้นคิดสิ้นดี สมองปัญญาอ่อน ไม่เหมาะที่จะเป็นสส.ตัวแทนพี่น้องประชาชน เลยสักนิด”

“ธนกร” เผย รัฐบาลพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ลั่น “บิ๊กตู่” ไม่ได้ทำอะไรผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธนกร”เผย รัฐบาลพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ลั่น”บิ๊กตู่”ไม่ได้ทำอะไรผิด (komchadluek.net)

“ธนกร”เผย รัฐบาลพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ลั่น”บิ๊กตู่”ไม่ได้ทำอะไรผิด

"ธนกร"เผย รัฐบาลพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ  ลั่น"บิ๊กตู่"ไม่ได้ทำอะไรผิด

14 ธันวาคม 2563 – 09:51 น.

“ธนกร”เผย รัฐบาลพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ลั่น”บิ๊กตู่”ไม่ได้ทำอะไรผิด เหน็บ”สุทิน”เอาเวลาไปประสานรอยร้าวในพรรคก่อนดีกว่า

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2563 นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะชี้แจงในสภาฯ ไม่ได้วิตกกังวลอะไร เพราะมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด บริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบรัฐบาล ดีกว่าการสนับสนุนม็อบชุมนุมปิดถนน ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ส่วนกรณีที่นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า  ประเด็นที่เตรียมไว้อภิปรายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์อาจจะช็อกได้นั้น คงแค่จะโหมโรงให้ดูน่ากลัว ตนมั่นใจว่าพล.อ.ประยุทธ์สามารถชี้แจงได้หมด เพราะที่ผ่านมาก็ทำงานให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยิ่งการทุจริตคอรัปชั่นยิ่งไม่มีอย่างแน่นอน

นายธนกร กล่าวอีกว่า ตนเป็นห่วงพรรคเพื่อไทย เพราะช่วงนี้คงช็อกอยู่ เกรงว่าอาจจะไม่สมราคาคุย เพราะขณะนี้พรรคเพื่อไทยกำลังมีปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค แกนนำหลายคนลาออกจากพรรคไป ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรค นายโภคิน พลกุล นายวัฒนา เมืองสุข จนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องออกโรงมาทวิตเรียกขวัญภายในพรรคติดต่อกันหลายครั้ง ไม่รู้สมาชิกพรรคจะมีกะจิตกะใจอภิปรายหรือไม่ จริงๆ แล้วตนอยากจะให้นายสุทินเอาเวลาไปช่วยประสานรอยร้าวภายในพรรคก่อนจะดีกว่า ที่สำคัญการบริหารงานของรัฐบาลโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด พล.อ.ประยุทธ์ทำทุกวิถีทางเพื่อนำประเทศฝ่าวิกฤติโควิด-19 ในครั้งนี้

‘ทิพานัน’ ปลุกประชาชน 20 ธันวาอย่าเลือกกลุ่มคลั่งสาธารณรัฐเป็น ‘นายกอบจ.-ส.อบจ.’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ทิพานัน’ปลุกประชาชน20ธันวาอย่าเลือกกลุ่มคลั่งสาธารณรัฐเป็น ‘นายกอบจ.-ส.อบจ.’ (komchadluek.net)

‘ทิพานัน’ปลุกประชาชน20ธันวาอย่าเลือกกลุ่มคลั่งสาธารณรัฐเป็น ‘นายกอบจ.-ส.อบจ.’

'ทิพานัน'ปลุกประชาชน20ธันวาอย่าเลือกกลุ่มคลั่งสาธารณรัฐเป็น 'นายกอบจ.-ส.อบจ.'

14 ธันวาคม 2563 – 09:35 น.

‘ทิพานัน’ เผยผลโพลร้อยละ 96.8 ปชช.ยี้สาธารณรัฐ แฉม็อบลอกคราบ ชี้วาระซ่อนเร้นแบ่งแยกประเทศ เบื้องหลังมีพรรคการเมืองจ้องแก้รธน.หมวด1 ย้ำไทยกระจายอำนาจผ่านอปท.อยู่แล้ว ปลุกประชาชน20ธันวา อย่าเลือกกลุ่มการเมืองคลั่งสาธารณรัฐ เป็นนายกอบจ.-ส.อบจ.

วันนี้(14 ธ.ค.2563)น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตจอมทอง ธนบุรีและอดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.8 รู้สึกแย่กับข่าวแกนนำม็อบมีแนวคิดจะแบ่งแยกประเทศออกเป็นสาธารณรัฐว่า เสียงสะท้อนของประชาชนเป็นเครื่องยืนยันว่าประชารับไม่ได้กับแนวคิดดังกล่าว เข้าใจว่านี่คือ’วาระซ่อนเร้น’

อ่านข่าว : เปิด13 ข้อ ‘ดร.อานนท์’ ตอบชัดๆทำไมต้องบังคับใช้มาตรา 112

ของผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้แนวคิดกับกลุ่มผู้ชุมนุมมาตลอด โดยหลอกเอาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนำหน้าในการเคลื่อนไหวเรียกร้อง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ลอกคราบออกมาให้เห็นว่าแท้ที่จริง ต้องการลดบทบาทสถาบัน อันเป็นศูนย์รวมใจของคนไทย ก็เพื่อแบ่งแยกประเทศ ซึ่งเชื่อว่าประชนส่วนใหญ่จะไม่ยอมให้กลุ่มคนเหล่านี้ทำสำเร็จแน่นอน

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า การเปิดเผยวาระซ่อนเร้นของม็อบออกมาครั้งนี้ ทำให้ประชาชนตาสว่างและเข้าใจมากขึ้น ว่าแท้จริงแล้วที่เคลื่อนไหวมาตลอดหลายเดือนนั้น เบื้องหลังคืออะไร เหตุใด นักการเมือง และพรรคการเมืองบางพรรคถึงจ้องจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่1 ให้ได้ ก็เพราะรัฐธรรมนูญมาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่รับรองรูปแบบของรัฐว่า ประเทศไทยจะต้องเป็นรัฐเดียวเท่านั้น

‘ปัจจุบันเรามีการกระจายอำนาจการปกครองไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งอบจ. อบต. เทศบาล อยู่แล้ว หากช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหล่านี้ ได้ผู้นำที่ดี มีความสามารถ และปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ประชาชนก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประเทศชาติพัฒนา ไม่ต้องถึงกับต้องมีระบบสาธารณรัฐ ที่หวังแบ่งแยกประเทศ

“ฉะนั้น การเลือกตั้งนายกอบจ.และส.อบจ.ในวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ที่จะถึงนี้ พี่น้องประชาชนต้องไม่เลือกผู้สมัครของกลุ่มการเมืองที่มีแนวคิดทิศทางเดียวกับสาธารณรัฐเข้ามาเป็นผู้นำท้องถิ่น เพราะอาจนำพาประเทศชาติไปสู่การแบ่งแยกประเทศและที่สำคัญคือไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงแบบที่กลุ่มแกนนำม็อบแอบอ้างหลอกลวงใช้มาตลอดเลย” น.ส.ทิพานัน กล่าว

ทั้งนี้ผลโพลที่น่าสนใจอีกประเด็นคือคือ ประชาชนกว่าร้อยละ 98.5 เห็นด้วยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่คนไทยทุกคนต้อง “กตัญญู” ต่อพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาล รวมถึงร้อยละ 98.7 เห็นด้วยว่า ประชาธิปไตยของไทยแบบทุกวันนี้ดีอยู่แล้ว และแผ่นดินไทยต้องไม่แบ่งแยก ดังนั้นจึงขอให้ชาวไทยช่วยกัน ร่วมแรงร่วมใจไม่ให้คนที่ไม่หวังดีเข้ามามีบทบาทใดๆต่อสังคมและประเทศชาติ

“กำนันตุ้ย” นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“กำนันตุ้ย”นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย (komchadluek.net)

“กำนันตุ้ย”นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย

"กำนันตุ้ย"นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย

13 ธันวาคม 2563 – 17:43 น.

“กำนันตุ้ย”นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย พร้อมพูดคุยรับฟังปัญหาในพื้นที่ พร้อมชู 10นโยบาย10อำเภอ เตรียมพร้อมทำงานได้ทันทีหากได้รับเลือก ชี้แม้กระแสตอบรับดีมากแต่ยังไม่ประมาทต้องลุยทำงานหนักจนวันสุดท้าย

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2563 นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา ผู้สมัครนายก อบจ. ราชบุรี พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.อบจ.ดำเนินสะดวกทั้ง 3 เขต ลงพื้นที่ อ.ดำเนินสะดวก โดยได้ล่องเรือหาเสียงและพูดคุยรับฟังปัญหาจากชาวบ้านริมคลองดำเนินสะดวก โดยตลอดทั้งเส้นทางมีชาวบ้านเข้ามาทักทายและร่วมพูดคุยด้วยเป็นจำนวนมาก

"กำนันตุ้ย"นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า การล่องเรือในพื้นที่ดำเนินสะดวก นอกจากมาหาเสียงแล้ว เรายังสำรวจปัญในของชาวบ้านในพื้นที่ริมคลองว่ามีปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งคลองดำเนินสะดวกเป็นคลองที่เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง และยังเชื่อมไปยังคลองบางแพ อ.บางแพ จ.ราชบุรีด้วย ดังนั้นคลองดำเนินฯจึงถือเป็นคลองเส้นสำคัญสำหรับพี่น้องประชาชนทั้ง 2 อำเภอ โดยมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างตลาดน้ำดำเนินฯ ซึ่งเราสามารถพัฒนาต่อแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ได้อีก และพื้นที่ส่วนใหญ่ของดำเนินฯและบางแพเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีทั้งชาวสวนมะพร้าว กล้วยและองุ่น รวมถึงกุ้งก้ามกราม ที่ต้องใช้น้ำจากคลองแห่งนี้ ตนจึงนำทีมงานมาสำรวจปัญหาว่ามีอะไรบ้าง เช่น ปัญหาน้ำเสีย วัชพืชและขยะในลำคลอง

 “การลงพื้นที่เราไม่ได้มาหาเสียงทำคะแนนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ผมและทีมงานยังได้มาเก็บข้อมูลและรับฟังปัญหาจากชาวบ้านในพื้นที่ด้วย เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการเตรียมความพร้อมทำงานหากว่าผมได้รับเลือกก็สามารถที่จะทำงานได้ทันที โดยผมไม่ได้เน้นการทำงานนั่งโต๊ะแล้สรับฟังรายงานจากคนอื่น แต่เราต้องลงไปรับฟังปัญหาที่แท้จริงจากชาวบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาผมได้ลงพื้นที่ครบทุกอำเภอในจังหวัดราชบุรีแล้ว แต่ละพื้นที่จะมีปัญหาที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเรื่องน้ำ และปัญหาเรื่องปากท้อง ซึ่งตนนั้นก็มีนโยบาย 1 อำเภอ 1 ตลาดชุมชน เพื่อเป็นที่พบประสำหรับผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรงด้วย ซึ่งจะเป็นการสร้างงานสร้างรายได้โดยตรงให้กับชาวบ้าน”นายวิซัฒน์ กล่าว

"กำนันตุ้ย"นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย

นายวิวัฒน์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้เราได้เน้นย้ำกับ 10 นโยบาย 10 อำเภอให้ประชาชนในทุกพื้นที่ได้รับทราบ เช่น การพัฒนาศูนย์กลางกีฬาจังหวัดราชบุรี ส่งเสริมกีฬาทุกประเภทในจังหวัด ส่งเสริมพัฒนาการศึกษาในจังหวัดสู้มาตรฐานสากล การบริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนอย่างมีมาตรฐานและทั่วถึง และศูนย์ประสานงานร่วมแก้ไขปัญหาประชาชน สนับสนุนอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างรวดเร็ว โดยช่วงนี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว เรายังต้องเดินหน้าหาเสียงอย่างหนักกันต่อไป เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่รับทราบและเข้าใจในนโยบายของเรา

 เมื่อถามว่าขณะนี้จากผลสำรวจเบื้องต้นพบว่าคะแนนเสียงค่อนข้างทิ้งคู่แข่งอยู่มาก นายวิวัฒน์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ถือว่ากระแสตอบรับของตนและทีมงานดีมาก แต่แม้ว่าจากผลสำรวจคะแนนเราจะนำ ตนยังไม่ประมาท เราจะยังแน่ใจว่าเราชนะไม่ได้จนกว่าจะถึงวันประกาศผล ขณะนี้ตนและทีมงาน รวมทั้งผู้สมัคร ส.อบจ.ในกลุ่มพัฒนาราชบุรีทุกคน ยังเดินหน้าลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะขอคะแนนเสียงแล้ว เรายังรับฟังปัญหาเพื่อนำไปสู่การทำงานในอนาคตต่อไปด้วย ซึ่งตนก็ต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ทำงานหนักร่วมกันมาตลอดจนทำให้กระแสตอบรับดีมาก

"กำนันตุ้ย"นำทีมผู้สมัคร ส.อบจ. ล่องเรือคลองดำเนินฯหาเสียงโค้งสุดท้าย

‘รมช.ประภัตร’ ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘รมช.ประภัตร’ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้ (naewna.com)

'รมช.ประภัตร'ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้

‘รมช.ประภัตร’ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมใต้

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.25 น.

“รมช.ประภัตร”ปล่อยคาราวานฟางอัดฟ่อน ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ เคลื่อนขบวนกว่า 30 คัน

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีปล่อยขบวนรถบริจาคฟางอัดฟ่อนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ณ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด จ.ราชบุรี ว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดของภาคใต้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากประสบกับปัญหาความเดือดร้อน รวมไปถึงกลุ่มเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนม โคเนื้อ แพะ และแกะ ในพื้นที่ภาคใต้ก็ประสบปัญหาความเดือดร้อน จากการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงอาหารที่ใช้สำหรับการเลี้ยงสัตว์

อย่างไรก็ตาม วันนี้ได้เห็นถึงน้ำใจของชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) พร้อมด้วยสมาชิก องค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สมาชิกกว่า 5,000 ราย และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ได้ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว จึงร่วมแรงร่วมใจกันบริจาคฟางอัดฟ่อน รวมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อร่วมกันให้ความช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมจำนวน 30 คันรถ ซึ่งเป็นฟางอัดฟ่อน จำนวน 20,000 ฟ่อน โดยมอบให้กับกรมปศุสัตว์เพื่อทำการส่งมอบให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ได้ประชาสัมพันธ์ชี้แจงโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และเกี่ยวกับกิจการที่เกี่ยวเนื่องฯ (โคขุน กู้วิกฤต Covid-19) ให้กับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้รับทราบ ซึ่งเป็นโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มีตลาดรองรับที่แน่นอน มีการประกันราคา สำหรับการสนับสนุนเงินทุน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเลี้ยงสัตว์ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท/ปี ถือเป็นดอกเบี้ยที่ต่ำและไม่ต้องนำทรัพย์สินมาค้ำประกัน เพียงรวมเป็นกลุ่มและสมาชิก 7 คนขึ้นไป ยื่นจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกับเกษตรอำเภอ ดำเนินการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อผ่านความเห็นชอบต่อไป ซึ่งจะสามารถเป็นแหล่งเงินทุนที่ช่วยส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนอีก

จากนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ ให้แก่ผู้ร่วมบริจาค สิ่งของและฟางอัดฟ่อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดของภาคใต้อีกด้วย

เกษตรฯเตรียมจัด ‘เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เกษตรฯเตรียมจัด’เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ประจำปี2564 (naewna.com)

เกษตรฯเตรียมจัด'เทศกาลโคนมแห่งชาติ'ประจำปี2564

เกษตรฯเตรียมจัด’เทศกาลโคนมแห่งชาติ’ประจำปี2564

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.06 น.

เกษตรฯเตรียมจัด”เทศกาลโคนมแห่งชาติ”ประจำปี2564 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ”ในหลวง รัชกาลที่ 9″ ที่ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่พสกนิกรชาวไทย

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เตรียมจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 8 – 17 มกราคม 2564 ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงานในวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2564

“เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2564 จัดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2530 ซึ่งกำหนดให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็น “วันโคนมแห่งชาติ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่พสกนิกรชาวไทย โดยร่วมกับพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ในวันที่ 16 มกราคม 2505 ซึ่งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) หรือฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นฟาร์มโคนมแห่งแรกของประเทศไทยที่เป็นต้นแบบในการเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมอย่างเป็นระบบ เกษตรกรสามารถนำไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งยังส่งเสริมการบริโภคนมเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อ.ส.ค.จึงได้ถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ที่จะให้มีการจัดงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นประจำทุกปี

สำหรับการจัดงานในปีนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เกี่ยวข้องในวงการโคนมและอุตสาหกรรมนมจะได้พบปะ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ความรู้ ทัศนคติ การเลี้ยง การผลิต ระหว่างเกษตรกรด้วยกัน รวมทั้งเป็นเวทีในการแสดงความก้าวหน้าเกี่ยวกับวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมนมของประเทศ นอกจากนี้ยัง เป็นศูนย์กลางการหาแนวทางในการพัฒนาโคนมในภูมิภาคอาเซียน โดยมีการจัดประชุมระดับนานาชาติภายในงาน ส่วนกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการทางวิชาการของหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชน การสัมมนาทางวิชาการ การประกวดโคนม รวมทั้งการออกร้านจำหน่ายสินค้าปัจจัยการเลี้ยงโคนม และสินค้าอุปโภคบริโภคอีกด้วย