จอบเบิ่งสหาย “ค้อนเคียว” ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จอบเบิ่งสหาย “ค้อนเคียว” ไทย (komchadluek.net)

จอบเบิ่งสหาย “ค้อนเคียว” ไทย

จอบเบิ่งสหาย "ค้อนเคียว" ไทย

10 ธันวาคม 2563 – 14:00 น.

ปลุกผีค้อนเคียว เปิดปูมสหาย 2 ขั้ว ปกป้องสถาบัน และยึดกุมอุดมการณ์เดิม

++
ไม่น่าเชื่อว่า สัญลักษณ์ “ค้อนเคียว” ของชาวคอมมิวนิสต์สากล จะกลายเป็นประเด็นร้อน มีการถกเถียงกัน ทั้งในกลุ่มม็อบราษฎร และกลุ่มผู้ปกป้องสถาบัน

อ่านข่าว…  สับสนอะไร นิพิฏฐ์ ถาม เยาวชนปลดแอก สัญลักษณ์ ค้อน – เคียว เข้าใจลัทธิคอมมิวนิสต์แค่ไหน

จอบเบิ่งสหาย "ค้อนเคียว" ไทย

อดีตสหายอีสาน แสดงพลังปกป้องสถาบันฯ ที่ลำตะคอง

หลังเพจเยาวชนปลดแอก(Free YOUTH) ประกาศเปิดตัว RT MOVEMENT – ทีมข้อเดียวมูฟเมนท์ ปลุกสำนึกทางชนชั้นของเหล่าแรงงานผู้ถูกกดขี่ พร้อมโลโก้ RT ที่ออกแบบคล้ายค้อนเคียว    

จากนั้น เรื่องราว “ค้อนเคียว” ก็ถูกขุดขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ทางสื่อโซเชียล

++
ค้อนเคียวเปลี่ยนไป
++
ดังที่รู้กันในกลุ่มซ้ายไทย วันที่ 1 ธ.ค.ของทุกปี เป็นวันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งปีนี้ ครบรอบ 78 ปี    

จะว่าไปแล้ว พคท.ในทางกายภาพนั้น ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว แต่ในเชิงอุดมการณ์ ยังมีคน 2 กลุ่มใหญ่ๆ เคลื่อนไหวจัดตั้งทางความคิดอยู่     

1 ธันวา..ปีนี้มาแปลก จู่ๆ มีคนแต่งชุด ทปท.(ทหารปลดแอก) ตั้งเวทีจัดงานรำลึกครบรอบวันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่บริเวณลำตะคอง จ.นครราชสีมา    

จอบเบิ่งสหาย "ค้อนเคียว" ไทย

อดีตสหายอีสาน แสดงพลังปกป้องสถาบันฯ ที่ลำตะคอง

ไม่มีสำนักข่าวใดรายงานข่าว แต่มีการแชร์ภาพพวกเขาในสื่อโซเชียล และบอกว่า พวกเขามาแสดงพลังปกป้องสถาบันพระมหา กษัตริย์    

สอบถามข้อมูลจากอดีตสหายนำในภาคอีสาน จึงทราบว่า กลุ่มสหายดังกล่าว นำโดย “ส.สุรศักดิ์” หรือ “ส.เสก” ประภาส โงกสูงเนิน ประธานเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค     

ประภาสเป็นแนวร่วม พคท.อีสานใต้ เริ่มเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชน จากเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านจังหวัดนครราชสีมา และก่อร่างสร้างสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.)     

ปี 2551 ประภาสนำเกษตรกรในนามสภาประชาชน 4 ภาค เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกินและหนี้สิน     

ปรากฏว่า สมาชิกในองค์กรของประภาส ส่วนใหญ่เป็น “อดีตสหาย” หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จึงนำมาซึ่งพิธีกรรมรำลึกวันก่อตั้ง พคท. และอ่านแถลงการณ์ปกป้องสถาบันเบื้องสูง     

ทุกวันนี้ ประภาส ยังนำเกษตรกรอีสานมาเรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน 

จอบเบิ่งสหาย "ค้อนเคียว" ไทย

กลุ่ม พคท.รอ. ที่มาปักหลักกลางสนามหลวง ปี 2556

++
สหายรักษาพระองค์
++
อดีตแนวร่วม พคท.ของประภาส ไม่ใช่กลุ่มแรกที่เคลื่อนไหวปกป้องสถาบัน หลายปีก่อน ก็มีอดีตสหายเดินทัพทางไกลจากอีสานสู่สนามหลวง    

ปี 2556 ได้มีอดีตสหายหรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจากภาคอีสาน ประมาณ 500 คน ในนามกลุ่มธรรมาธิปไตย เดินทางมาปักหลักชุมนุมที่สนามหลวง    

อดีตสหายกลุ่มนี้ แสดงตัวในนามกองทัพปลดแอกปกป้องสถาบันฯ จึงถูกล้อเลียนว่า คอมมิวนิสต์รักษาพระองค์ หรือ พคท.รอ.     

ถัดมา สหายอีสานกลุ่มนี้ ได้เข้าร่วมการชุมนุมกับ กปปส. ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 

จอบเบิ่งสหาย "ค้อนเคียว" ไทย

อดีตสหายในนาม กลุ่มพลังธรรมาธิปไตย ปี 2556

++
สองแนวทาง
++
ปัจจุบัน สถานะของ พคท. ยังคงดำรงอยู่ มีคณะกรรมการกลางพรรค และเลขาธิการพรรค ล้วนแต่เป็นผู้สูงวัย เฉลี่ยอายุ 70-80 ปี จึงดูอ่อนล้า ไร้พลัง เพราะไม่ได้รับการยอมรับจากสหายส่วนใหญ่    

ขณะที่สหายนำอีกส่วนหนึ่ง ได้จัดตั้งองค์กรปฏิวัติใหม่ ทำงานปิดลับและขยายสมาชิกพรรคอย่างเงียบๆ     

อุดมการณ์และแนวทางขององค์กรใหม่นี้ ดูจะสอดคล้องกับข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ ของคณะราษฎร 

เกมซ้อนเกม “หน่อย-เหลิม” ชิงหาเสียง อบจ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เกมซ้อนเกม “หน่อย-เหลิม” ชิงหาเสียง อบจ. (komchadluek.net)

เกมซ้อนเกม “หน่อย-เหลิม” ชิงหาเสียง อบจ.

เกมซ้อนเกม "หน่อย-เหลิม" ชิงหาเสียง อบจ.

10 ธันวาคม 2563 – 12:15 น.

สนาม อบจ. กลายเป็น “เกมชิงพื้นที่” ของคนกันเอง ระหว่างเพื่อไทยกับ “คุณหญิงนอกพรรค”

++
โค้งสุดท้ายเลือกตั้งนายก อบจ. พรรคเพื่อไทย จัดทีมปราศรัยจากส่วนกลางลงไปช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครนายก อบจ.หลายจังหวัด

อ่านข่าว…  เอ๊ะยังไง “หน่อย” โผล่นครพนม 

เกมซ้อนเกม "หน่อย-เหลิม" ชิงหาเสียง อบจ.

คุณหญิงหน่อยไปหาเสียงเมืองน่าน

วันที่ 12 ธ.ค.2563 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มีคิวเดินสายไปชายขอบทุ่งกุลาร้องไห้ เปิดเวทีปราศรัยช่วย มังกร ยนต์ตระกูล อดีตนายก อบจ.ร้อยเอ็ด     

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำเพื่อไทย ย่องเงียบไปหาเสียงนายก อบจ.แถวอีสาน 4-5 จังหวัด ก็โผล่ไปเที่ยวเมืองน่าน เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2563 และแฉลบไปช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครนายก อบจ.น่าน 

++
คุณหญิงชิงเล่นเกม
++
ปลายเดือน ต.ค.2563 กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย มีมติให้นพรัตน์ ถาวงศ์ อดีตประธานสภา อบจ.น่าน เป็นผู้สมัครนายก อบจ.น่าน สังกัดพรรคเพื่อไทย โดยการรับรองของ สิรินทร รามสูตร ส.ส.น่าน เขต 1,นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน เขต 2 และ ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ส.ส.น่าน เขต 3     

โดยกติกาของ กกต. มีข้อห้ามไม่ให้ ส.ส. หรือข้าราชการการเมืองไปหาเสียงช่วยผู้สมัครนายก อบจ. หมอชลน่าน เลยเชิญ “คุณหญิงหน่อย” และครอบครัวไปท่องเที่ยวเมืองน่าน    

จังหวะนั้น คุณหญิงหน่อยได้ไปหาเสียงช่วยนพรัตน์ ถาวงศ์ เป็นการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับ ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย    

เกมซ้อนเกม "หน่อย-เหลิม" ชิงหาเสียง อบจ.

ร.ต.อ.เฉลิม ไปเหนือมาแล้ว เตรียมไปอีสานต่อ

ช่วงต้นเดือน ธ.ค.2563 หมอชลน่าน ได้ไปร่วมสุมหัวคิดกับ อดิศร เพียงเกษ พร้อม ส.ส.เพื่อไทยบางส่วน ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ของอดีตแกนนำเพื่อไทยคนหนึ่งแถวเขาใหญ่     

ก่อนหน้านั้น อดิศร สุทิน และหมอชลน่าน ได้พบปะพูดถึงอนาคตการเมืองพวกเขาเป็นระยะๆ   

++
เหลิมไปร้อยเอ็ด
++
วันที่ 10 ธ.ค.2563 มังกร ยนต์ตระกูล กลุ่มเพื่อไทยร้อยเอ็ด ได้แจ้งว่า พงศ์เทพ เทพกาญจนา ,อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอรุณี กาศยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย จะมาเปิดเวทีปราศรัย 3 อำเภอคือ เกษตรวิสัย,ศรีสมเด็จ และอาจสามารถ     

ตามแผนการหาเสียง วันที่ 12 ธ.ค.นี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และอดิศร เพียงเกษ ก็จะเดินทางมาหาเสียงช่วยมังกรเช่นกัน    

จริงๆแล้ว มังกร ยนต์ตระกูล ไม่ใช่ผู้สมัครนายก อบจ.ที่พรรคเพื่อไทย มีมติส่งสมัครนายก อบจ.ในนามพรรค แต่อนุญาตให้ใช้โลโก้พรรคได้    

ทำไม “ผู้ใหญ่” ในพรรคเพื่อไทย จึงลงมาหาเสียงช่วยมังกร? เข้าใจว่า คงสืบเนื่องจากคุณหญิงหน่อยมาช่วยมังกรหาเสียงถึง 2 ครั้งนั่นเอง    

แถมคู่แข่งในสนามร้อยเอ็ด ปล่อยข่าวมังกรสมคบกับคุณหญิงหน่อย ในฐานะคนนอกพรรค แอบอ้างชื่อพรรคเพื่อไทย     

ด้วยเหตุนี้ เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด กุนซือของทีมมังกร จึงประสานขอให้ผู้ใหญ่พรรคเพื่อไทยช่วยจัดทีมปราศรัยมาโดยด่วน เพื่อตอบโต้กระแสข่าวข้างต้น    

สำหรับผู้บริหารพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน คงไม่อยากให้ “คุณหญิงหน่อย” ชิงพื้นที่ ชิงคน จึงต้องส่งทัพใหญ่ไปร้อยเอ็ดโดยด่วน

“แรมโบ้” ชี้ การใช้ม. 112 ดำเนินคดีกับแกนนำผู้ชุมนุมเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“แรมโบ้” ชี้ การใช้ม. 112 ดำเนินคดีกับแกนนำผู้ชุมนุมเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว (komchadluek.net)

“แรมโบ้” ชี้ การใช้ม. 112 ดำเนินคดีกับแกนนำผู้ชุมนุมเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

"แรมโบ้" ชี้ การใช้ม. 112 ดำเนินคดีกับแกนนำผู้ชุมนุมเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

10 ธันวาคม 2563 – 17:13 น.

“แรมโบ้” ชี้ การใช้มาตรา 112 ดำเนินคดีกับแกนนำผู้ชุมนุมเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ขอคณะราษฎร อย่าเรียกร้องขอให้ทบทวนเพราะทำผิดกฎหมายแล้วต้องกล้ายอมรับความจริง คนเลวๆที่คิดชั่วต่อบ้านเมือง ต้องติดคุกหรือไล่ออกนอกประเทศให้หมด

10 ธ.ค.63  นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง คณะราษฎร ออกแถลงการณ์ เรียกร้องยกเลิกกฎหมายมาตรา112 จี้ยุติใช้เป็นเครื่องมือดำเนินคดีผู้ชุมนุม ซึ่งนายสุภรณ์กล่าวว่า ที่มีการดำเนินคดีมาตรา 112 กับผู้ชุมนุมถือว่าเป็นการทำตามกฎหมายที่มีอยู่มีความเหมาะสมที่สุดแล้ว และที่ก่อนหน้านี้นายกฯระบุว่าจะไม่ใช้มาตรา 112 เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเมตตา   มีพระมหากรุณาธิคุณ ไม่อยากให้มีการดำเนินคดี  แต่มาถึงตอนนี้จะเห็นได้ว่า ผู้ชุมนุมทำการจาบจ้วงก้าวล่วงสถาบันอย่างหนัก คนเลวๆพวกนี้ไม่เคยมีจิตสำนึกที่ทรงพระเมตตาประทานให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ดังนั้นรัฐบาลและเจ้าหน้าที่จึงจะต้องดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด ทั้งนี้มองว่าหากผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายอย่างหนักเช่นนี้ต่อไป คนในประเทศก็ยอมรับไม่ได้เช่นกัน

“ ทั้งนี้ที่ผ่านมานายกฯไม่เคยห้ามการชุมนุม และตักเตือนด้วยความห่วงใยในฐานะลูกหลานว่าอย่าทำผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่ผู้ชุมนุมได้ทำผิดซ้ำซาก อีกทั้งจาบจ้วงสถาบันอย่างมาก และนับวันยิ่งกระทำมากขึ้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ซึ่งตนมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศ ที่รักประเทศ รักสถาบัน ต้องการให้บังคับใช้มาตรา112 กับผู้ชุมนุม เพราะทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของแกนนำผู้ชุมนุมที่กำลังต้องการให้เกิดความรุนแรง วุ่นวายในบ้านเมือง หวังเพียงสร้างสถานการณ์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหมดความอดทน ใช้กำลังสลายการชุมนุมตามที่แกนนำต้องการเพื่อเรียกร้องความเห็นใจและใส่ร้ายรัฐบาลใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ใครก็อ่านแผนการณ์เกมส์ตื้นๆของแกนนำเหล่านี้ออก รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่ตกหลุมพราง  ซึ่งต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ใช้ความนิ่มนวลอดทนถึงที่สุดและหันมาบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่รวมถึงใช้มาตรา112 กับพวกคนเลวๆเช่นนี้ ถือว่าทำถูกต้องและได้รับเสียงเรียกร้องปรบมือให้กำลังใจจากประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่เดินมาถูกทางแล้ว

นอกจากนี้ผู้ชุมนุมก็ควรมีจิตสำนึกด้วยว่า กฎหมายคือกฎหมาย หากไม่อยากให้ถูกดำเนินคดี ก็ควรหยุดจาบจ้วงสถาบันและยุติการชุมนุมไป อย่าพูดหรือคิดเอาแต่ใจตัวเอง ต้องฟังเสียงจากคนอื่นบ้าง กล้าทำแล้วก็ต้องกล้ารับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง และยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

และที่ผ่านมารัฐบาล เจ้าหน้าที่บ้านเมือง รวมถึงประชาชนในประเทศก็พยายามใช้ความอดทนที่จะไม่ดำเนินคดีกับแกนนำผู้ชุมนุม แต่มาถึงตอนนี้ ก็คงไม่มีใครที่จะทนกับพฤติกรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมได้อีกต่อไป คนเลวๆคิดล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ถือว่าเป็นพวกคิดกบฎต่อประเทศ กล้าหาญชาญชัยคิดจะเปลี่ยนการปกครองประเทศให้เป็นสาธารณรัฐ สมควรต้องจับแกนนำเหล่านี้เข้าคุกให้หมดหรือไม่ก็ต้องช่วยกันขับไล่ออกนอกประเทศโดยเร็ว” นายสุภรณ์กล่าว

“จตุพร” แจงรักเคารพ “ทักษิณ” ไม่เคยเปลี่ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จตุพร” แจงรักเคารพ”ทักษิณ”ไม่เคยเปลี่ยน (komchadluek.net)

“จตุพร” แจงรักเคารพ”ทักษิณ”ไม่เคยเปลี่ยน

"จตุพร" แจงรักเคารพ"ทักษิณ"ไม่เคยเปลี่ยน

10 ธันวาคม 2563 – 16:44 น.

“จตุพร”แฉอิทธิฤทธิ์เจ๊ป่วนเพื่อไทยชิงนายก อบจ. สั่งการเสื้อแดงเชียงใหม่ป้ายสีไล่ออกจากประธาน นปช. ลั่นถูกใส่ร้ายไปอยู่เผด็จการจะไม่ยอมลาออกแน่ เหตุยิ่งทำคนเข้าใจผิดไปใหญ่ เชิญ “เจ๊”เปิดตัวสั่งการเมืองในที่แจ้ง อย่าหลบในที่มืด เฉ่ง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” พังเ

10 ธ.ค.63  นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊กไลฟ์ peace talk ในหัวข้อ “ระบอบติ่งกับตำแหน่งประธาน นปช. ตอน 1” โดยร่ายยาวถึงคนเสื้อแดงเชียงใหม่นั่งโต๊ะป้ายสี ไล่ออกจากประธาน นปช. ล้วนมีเบื้องหลังสั่งการของ “เจ๊” ซึ่งเป็นผู้ใหญ่พรรคเพื่อไทยที่ชอบเล่นการเมืองหลบอยู่ในที่มืด 
 

นายจตุพร ย้ำว่า ทั้งตนและนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ถูกขบวนการใส่ร้าย กล่าวหา ผลักใสให้ไปอยู่กับฝ่ายเผด็จการในสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ล้วนเป็นอิทธิฤทธิ์ “เจ๊คนนี้” สั่งการ จึงขอเชิญเจ๊ออกมาทำการเมืองในที่แจ้งจะดีกว่า

อีกทั้ง อธิบายว่า ระบอบติ่ง เป็นความนิยมเฉพาะส่วนโดยไม่ฟังเหตุผล หากไม่พอใจก็บูลลี่(เสียดสี ใส่ร้ายเป็นเท็จ) และในความจริงแล้วในติ่งนั้นยังมีอวตานแล้วไปปฎิบัติการต่อ ดังนั้น ตนจึงเลิกบล็อกพวกวิจารณ์เท็จ แต่ให้บูลลี่กันอย่างสบายใจ แล้วต่อไปคงฟ้องร้องดำเนินคดีให้รับผิดชอบกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อตนเห็นต่างจากพรรคเพื่อไทยกรณีเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ เพียงแค่อ้าปากจะพูดก็ถูกวิจารณ์อย่างขาดเหตุผลแล้ว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพูดถึงขบวนการ นปช. ซึ่งตำแหน่งประธาน เป็นแค่หัวโขน ไม่มีเงินเดือน ตรงกันข้ามกลับมีแต่คดีถูกฟ้องร้องมากมาย

นายจตุพร ยกคดีทางการเมืองหลายข้อหามาโต้ตอบการถูกวิจารณ์บิดเบือนใส่ร้ายถึงการเจรจาแลกเปลี่ยนไม่ต้องถูกลงโทษว่า ในคดีชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาร์เทเวศตนถูกฟ้องในสำนวนที่ 2 ซึ่งโอกาสถูกลงโทษมีมากไม่แตกต่างการพิพากษาในสำนวนที่ 1 อีกอย่างคดีแพ่งยังถูกศาลฎีกาพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้ยังถูกฟ้องให้นับโทษใหม่อีกครั้ง 

โดยคดีเหล่านี้ล้วนถูกดำเนินการหลังจากที่ตนออกจากเรือนจำพิเศษมาแล้ว แต่กลุ่มคนในระบอบติ่งยังวิจารณ์อย่างเสียหายว่า มีการเจรจาแลกเปลี่ยนไม่ต้องถูกดำเนินคดีกันอีก ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ฟังเหตุผลที่ตนได้อธิบายมาเลย

“ผมยกเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังเพื่อว่า พวกหน้าโง่ทั้งหลายที่พยายามอธิบายว่า ผมไปแลกเปลี่ยนเรื่องคดีความนั้น ผมไม่รอดแม้แต่คดีเดียว คดีพัทยา และคดีชุมนุมปี 52 ผมก็โดนเท่ากับคนอื่น ส่วนคดีก่อการร้ายก็เป็นจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นยกคำร้อง แต่อัยการยื่นอุทธรณ์ เมื่อจำเลย 3 คนอยู่ระหว่างติดคุกไม่ได้ใช้สิทธิ์แก้อุทธรณ์ จำเลยทุกคนจึงร้องให้ตัดสินทุกคนในคราวเดียวกัน ซึ่งผมไม่ควรเอาตัวรอดคนเดียว เมื่อร่วมเป็นร่วมตายกันแล้ว ก็ควรเสมอภาคกัน”

ในกรณีการใส่เสื้อเหลืองเป็นจิตอาสานั้น นายจตุพร กล่าวว่า มีใครบ้างไม่ใส่เสื้อเหลือง โดยเฉพาะครอบครัวชินวัตรทั้งตระกูล ไปเป็นจิตอาสาแสดงความจงรักภักดีหลายครั้ง พรรคเพื่อไทยทั้งพรรคและอดีตพรรคไทยรักษาชาติ รวมถึงอดีตพรรคอนาคตใหม่ ล้วนแถลงถึงการสมัครเป็นจิตอาสาแล้วใส่เสื้อเหลืองกันหมด 

“แต่พวกระบอบติ่งเฮงซวยไม่ติดใจอะไร กลับมาสนใจแค่ตนคนเดียว คนพวกนี้เอาสมองความเป็นธรรมหายไปไหนหมด ถามว่าพวกคุณมีมาตรฐานอะไร ไอ้พวกติ่งหน้าโง่ทั้งหลาย ดังนั้นปล่อยให้พวกคุณสำแดงให้เต็มที่ไป เมื่อถึงเวลา ผมจะสำแดงบ้าง”

นายจตุพร กล่าวถึงการถูกใส่ร้ายป้ายสีจุดยืนทางการเมืองว่า นปช.ต่อสู้มายาวนาน และไม่คิดว่าจะอยู่ในตำแหน่งประธาน นปช.ถึงวันนี้ เพราะตนไม่ติดยึดหัวโขน การได้อยู่กับประชาชนทำให้ตนมีความสุขมากที่สุด เพราะสนามของตนอยู่ที่ถนน ดังนั้น ตนจึงไม่ได้อีนังขังขอบกับตำแหน่ง นปช.ที่มีแต่คุก แต่มีประโยชน์บ้างในการประสานให้หมู่มิตรที่อยู่ในคุกเท่านั้น

ส่วนการยัดเหยียดข้อกล่าวหาที่แกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่เรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งประธาน นปช. เนื่องจากไปช่วยนายบุญเลิศ ลงเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ รวมทั้งกล่าวหานายบุญเลิศไปอยู่พลังประชารัฐ แต่ไม่ช่วยพรรคเพื่อไทยนั้น นายจตุพร กล่าวว่า หากตนลาออกแล้ว ย่อมแสดงว่าไปอยู่พลังประชารัฐตามข้อกล่าวหาทุกประการ แต่ตนยังยืนยันจุดยืน พร้อมประกาศชัดเจนถึงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจนกว่าประชาชนประกาศชัย

“ผมบอกว่าเสื้อแดง หรือเสื้อสีใดก็ตามมันอยู่ที่เปลือก สาระสำคัญสำคัญเป็นแก่นที่เป็นจิตวิญญาณ ถ้าผมจะลงก็ลงอย่างประชาธิปไตย ไม่ใช่มาจากบุคคลแม้เป็นเสื้อแดง แต่ไปสนับสนุนพรรคเพื่อไทยชัดเจนแถลงไล่”

รวมทั้ง ย้ำว่า ก่อนตนจะไปเชียงใหม่ นายแก้ว (เสื้อแดงเชียงใหม่) ได้ส่งคลิปมาให้พี่หมู ว่าได้จัดเวทีปราศรัยที่อำเภอฝาง แล้วโทรศัพท์บอกพี่หมูว่า คนมาจำนวนมาก และนายบุญเลิศ กำลังแก้เกมด้วยการจ้างจตุพรไปแก้เกม
 

อย่างไรก็ตาม ตนรู้เรื่องนี้เมื่อลงเครื่องบินที่เชียงใหม่ และได้คุยกับนายแก้วทางโทรศัพท์ และบอกว่า เป็นสิทธิของคุณที่จะช่วยเพื่อไทย ส่วนตนนั้นเห็นว่าตระกูลบูรณุปกรณ์เสมอต้นเสมอปลายกับแกนนำ นปช.ส่วนกลางทุกคนมาตลอดเวลา

“ผมเห็นว่าเขา (บุญเลิศ) ถูกกระทำและถูกจับทั้งโครตเพราะรณรงค์ไม่รับร่าง รธน.ปี 60 ซึ่งเป็นทั้งนโยบายของ นปช.และของพรรคเพื่อไทย น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เป็นเหมือนน้องสาวผม เมื่อเด็กชุมนุมถูกยิงแก๊สน้ำตา เธอลุกพูดในสภาว่า อีกฝ่ายหนึ่งชุมนุมก็แจกน้ำส้ม ส่วนอีกฝ่ายแจกแก๊สน้ำตา พร้อมจะอาสาเป็นคนประกันตัวเด็กมาชุมนุมที่ถูกจับด้วย คนมีทัศนคติแบบนี้หรือจะไปอยู่กับฝ่ายเผด็จการ”

นายจตุพร กล่าวว่า ถึงอย่างไรตนก็จะยืนเคียงข้างนายบุญเลิศ เพราะเขาโดนคดีไม่รับร่าง รธน. แล้วยังถูกจับติดคุกเมื่อ 26 ก.ค. 2559 และยังถูกสั่งให้หยุดทำหน้าที่ นายก.อบจ.เชียงใหม่ 2 ปี โดยคดีที่ถูกกระทำนั้น เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นคดีทุจริตมิชอบ

“นายแก้วจะเลือกช่วยพรรคก็ช่วยไป แต่อย่าใส่ความ กล่าวหากันว่าถูกจ้างมาแก้เกม ผมไปช่วยนายบุญเลิศ เพราะเลือกเอาความถูกต้อง แต่นายแก้วกลับอ้างว่า นปช.กับเพื่อไทยเป็นสองขากัน แต่การเลือกตั้งปี 2562 คนเสื้อแดงถูกแยกไปยิ่งกว่าแมงมุมเสียอีก ทั้งช่วยเพื่อชาติ อนาคตใหม่ พลังปวงชนไทย เพื่อไทย ประชาชาติ คนเสื้อแดงก็ไปช่วยอย่างมีเสรีภาพต่อกันทั้งนั้น”

นอกจากนี้ ย้ำว่า ตนไม่เคยทำตามพรรคเพื่อไทยในสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เคยพูดในที่ประชุมพรรคว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่ของตายของพรรคเพื่อไทยที่จะทำอะไรก็ได้ ยิ่งช่วงออก พรบ.นิรโทษกรรมสุดซอย ตนก็ค้านหัวชนฝาเช่นกัน เนื่องจากจะทำให้พังทั้งขบวนการ แล้วนำพาให้รัฐบาลไปติดกับดัก ซึ่งพรรคเพื่อไทยโกรธมาก แล้วถอดพวกตนออกจากผังรายการทีวีทั้งแผงเลย

“เพราะหลักคิดนักการเมืองกับนักต่อสู้ย่อมมองไม่เหมือนกัน ตลอดเป็นรัฐบาลนั้น ควรสร้างประชาชนให้แข็งแรง แต่กลับถูกแบ่งแยกแล้วปกครอง ซึ่งผมไม่อีนังขังขอบอยู่แล้ว ได้แต่มองเฉยๆ เมื่อเอานักการเมืองไปจัดการมวลชนแทน มวลชนจึงไม่ได้มาชุมนุมด้วยหัวใจ การเอานักการเมืองไปจัดการแทนนั้น คงเกิดจากไม่เข้าใจ ไม่ไว้วางใจนักต่อสู้ จนทำให้มวลชนมาชุมนุมลดน้อยลง แล้วนำพาไปสู่ถูกยึดอำนาจปี 2557”

นายจตุพร กล่าวว่า บรรดาพวกติ่งทั้งหลาย ไม่ได้อยู่ในขบวนนี้อย่างเข้าใจ แต่อยู่แบบพวกรับใช้พรรคการเมือง จนนำพาไปสู่การรัฐประหารโดยไม่มีโอกาสต่อสู้อะไรเลย ยิ่งวันที่ 21-22 พ.ค. 2557 คนเหลือชุมนุมไม่ถึง 500 คน เพราะเรื่องคนนั้น มีคนรับผิดชอบจัดการมา แต่น้อยกว่าปี 2553 เป็น 10 เท่า และตนยังมีความสงสัยอยู่ถึงปัจจุบัน

“ผมจะบอกให้ว่า ยินดีจะลุกออกจากตำแหน่งประธาน นปช.ด้วย แต่ไม่ใช่มาจากคนพวกคุณมาชี้หน้าว่า มาช่วยบุญเลิศ และบุญเลิศไปช่วยพลังประชารัฐ ซึ่งวันที่พรรคเพื่อไทยทิ้งเขานั้น พรรคพลังประรัฐยังไม่ได้ตั้งเลย เมื่อผมชี้แจงก็ถูกกล่าวหาว่าโจมตีพรรคเพื่อไทย ทั้งที่คุณบอกว่าบุญเลิศจ้างผมมา เมื่อผมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น คุณก็ชักดิ้นชักงอ คุณเป็นมนุษย์พันธุ์ไหนกันแน่”

นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น ตนให้คนไปถามว่า เพราะอะไรจึงนั่งแถลงข่าวกัน เขาบอกว่าผู้ใหญ่สั่ง ในลึกๆตนคิดถึงเจ๊คนเดียว เพราะเจ๊ทำพังมาแล้ว 2 รัฐบาล ทั้งรัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล้วนอิทธิฤทธิ์เจ๊ทั้งนั้น ลองไปไล่ตรวจดูเอา

“และวันนี้ที่เชียงใหม่ที่ทำลาย พังกำแพงมิตรภาพนั้น ก็จะพังเพราะเจ๊อีก ควรออกมาที่แจ้งเถิด อย่าหลบไปที่มืด ผมให้ความเคารพอดีตนายกทักษิณอย่างไรก็เคารพอย่างนั้นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน บุญเลิศบอกผมว่า ถ้านายกทักษิณ โทรมาบอกไม่ให้ลง เขาก็ไม่ลง แต่เมื่อผลักเขาออกไป แล้วยัดเหยียดเขาเป็นพลังประชารัฐ ทั้งที่ไม่ได้เป็นจริง เขาจึงไม่มีทางเลือกอย่างอื่น นอกจากสู้เพื่อหาความยุติธรรม”

‘พรเพชร’ หนุน ‘ส.ส.ร.’ มาจากเลือกตั้งได้แต่ต้องรับฟังรอบด้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘พรเพชร’ หนุน ‘ส.ส.ร.’ มาจากเลือกตั้งได้แต่ต้องรับฟังรอบด้าน (komchadluek.net)

‘พรเพชร’ หนุน ‘ส.ส.ร.’ มาจากเลือกตั้งได้แต่ต้องรับฟังรอบด้าน

'พรเพชร' หนุน 'ส.ส.ร.' มาจากเลือกตั้งได้แต่ต้องรับฟังรอบด้าน

10 ธันวาคม 2563 – 20:25 น.

“พรเพชร” ย้ำ ส.ส.ร.มาจากเลือกตั้งได้ แต่ต้องรับฟังรอบด้าน ควรเปิดโควต้าผู้ทรงคุณวุฒิ-คนรุ่นใหม่ร่วมวง เผย “วุฒิสภา” ได้ชื่อตัวแทนนั่งกรรมการสมานฉันท์ครบแล้ว แต่ถอนตัวไปหนึ่ง มั่นใจส่งชื่อให้ “ชวน” ไม่เกินปีนี้

วันนี้ (10 ธ.ค. 2563) – ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นไปตามการดำเนินการของคณะกรรมาธิการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทราบว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็น

อ่านข่าว : ‘ฝ่ายค้าน’ ขอรัฐสภารับหลักการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ‘ไอลอว์’ ก่อนบ้านเมืองลุกเป็นไฟ

“กระบวนการคงเป็นไปตามการพิจารณากฎหมายปกติ เร่งรัดมากไม่ได้ เพราะบทบัญญัติบางบทบัญญัติไม่สามารถลอกของเก่าได้ เนื่องจากอาจเกิดการขัดกันของกฎหมาย จึงต้องพิจารณาให้มาตราต่างๆสอดคล้องกัน”นายพรเพชร กล่าว

ส่วนข้อเรียกร้องของฝ่ายต่างๆให้ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น นายพรเพชร กล่าวว่า ส.ส.ร.ควรมาจากการเลือกตั้ง แต่ควรรับฟังความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทางด้านการเมือง รัฐธรรมนูญ และการปกครองด้วย รวมไปถึงควรให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยพบว่าเสียงผู้ทรงคุณวุฒิเพียงไม่กี่คนจะมีบทบาททำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จึงขออย่ามองในแง่ร้าย เพราะผลสรุปสุดท้ายต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก

นายพรเพชร ยังกล่าวถึงการส่งตัวแทนร่วมเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ในสัดส่วนของวุฒิสภา 2 คนว่า มีการทาบทามบุคคลที่เหมาะสมแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อนํารายชื่อเข้าสู่ที่ประชุมวิปวุฒิสภา มีคนถอนตัวไปจึงเหลือเพียงคนเดียว โดยจะดำเนินการคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อส่งรายชื่อให้กับนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และคงต้องพูดคุยกันให้หนักแน่นมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดการถอนตัวอีก ซึ่งที่ผ่านมาก็ตั้งสเปคผู้ที่จะมาเป็นกรรมการสมานฉันท์ค่อนข้างสูง ไม่เอาคนที่เคยร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว

“ทิพานัน” ตอกโฆษกเพื่อไทย ชี้คนทำรัฐธรรมนูญด้อยค่าคือพรรคการเมืองที่หนุนแก้รธน.ล้มล้างสถาบัน-เปลี่ยนแปลงการปกครอง-เอื้อประโยชน์นักโกงเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ทิพานัน”ตอกโฆษกเพื่อไทย ชี้คนทำรัฐธรรมนูญด้อยค่าคือพรรคการเมืองที่หนุนแก้รธน.ล้มล้างสถาบัน-เปลี่ยนแปลงการปกครอง-เอื้อประโยชน์นักโกงเมือง (komchadluek.net)

“ทิพานัน”ตอกโฆษกเพื่อไทย ชี้คนทำรัฐธรรมนูญด้อยค่าคือพรรคการเมืองที่หนุนแก้รธน.ล้มล้างสถาบัน-เปลี่ยนแปลงการปกครอง-เอื้อประโยชน์นักโกงเมือง

"ทิพานัน"ตอกโฆษกเพื่อไทย ชี้คนทำรัฐธรรมนูญด้อยค่าคือพรรคการเมืองที่หนุนแก้รธน.ล้มล้างสถาบัน-เปลี่ยนแปลงการปกครอง-เอื้อประโยชน์นักโกงเมือง

10 ธันวาคม 2563 – 16:30 น.

“ทิพานัน”ตอกโฆษกเพื่อไทย ชี้คนทำรัฐธรรมนูญด้อยค่าคือพรรคการเมืองที่หนุนแก้รธน.ล้มล้างสถาบัน-เปลี่ยนแปลงการปกครอง-เอื้อประโยชน์นักโกงเมือง แนะอย่าวิจารณ์แบบขว้างงูไม่พ้นคอ

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่ารัฐธรรมนูญถูกทำลายด้วยการรัฐประหาร โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันเริ่มต้นมาจากคนไม่กี่คน ไม่คำนึงถึงประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงว่า การแสดงความเห็นของโฆษกพรรคเพื่อไทย สะท้อนว่าพูดเหมือนเด็กเพิ่งเกิด โตมาไม่ทันยุคเผด็จการรัฐสภาและกระบวนการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความชอบธรรม ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการลงประชามติ และได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนกว่า 16.8 ล้านคน คิดเป็นส่วนใหญ่คือ ร้อยละ 61.35 % ของประชาชนผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีก็มาจากรัฐธรรมนูณฉบับนี้ ไม่มีฝ่ายไหนเป็นประชาธิปไตยมากกว่าอีกฝ่ายเหมือนที่ฝ่ายค้านพยายามปลุกระดมด้อยค่าฝ่ายตรงข้าม 

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเดินหน้ารูปแบบประชาชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุขที่ต่างประเทศก็ให้การยอมรับ มีการบัญญัติรับรองสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคไว้มากกว่าเดิมโดยเฉพาะในหมวด 3 มาตรา 25 นอกจากนี้ยังโดดเด่นในการป้องกันและปราบปรามนักการเมืองโกงกินและกำจัดระบบเผด็จการรัฐสภา มีการประกันเสรีภาพในการทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนของ ส.ส. รวมถึงมีความจริงจังในการสร้างประชาธิปไตยภายในพรรคการเมือง ดังนั้นจึงสงสัยว่าพรรคเพื่อไทยกลัวอะไรหรือเสียประโยชน์อะไรจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยที่รัฐธรรมนูญมีความก้าวหน้า ไม่ได้ล้าหลัง หรือเพียงแต่ต้องการใช้เป็นข้ออ้างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปูทางไปสู่การล้มล้างสถาบัน หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเป็นสาธารณรัฐ เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ซึ่งพรรคเพื่อไทยน่าจะทราบดีว่าหมายถึงกลุ่มใด และพรรคการเมืองใดที่กำลังทำให้รัฐธรรมนูญด้อยค่า 

ส่วนการทำรัฐประหารนั้น น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า การรัฐประหารปี 2557 เกิดขึ้นเพื่อต้องการยุติวิกฤติการณ์การเมือง ที่ต้องการคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม หรือนิรโทษกรรมสุดซอย กับอดีคนายกฯที่มีหลบหนีคดีทจุริตคอร์รัปชั่น สมัยรัฐบาลใคร โฆษกพรรคเพื่อไทยน่าจะไปย้อนข่าวดูก็น่าจะทราบ คราวหน้าคราวหลังจะได้ไม่แสดงความเห็นประเภท ขว้างงูไม่พ้นคอ ยิ่งพูดก็จะยิ่งประจานผลงานพรรคเพื่อไทยในอดีตให้ประชาชนนึกย้อนอีกครั้ง 

“ขอเน้นย้ำให้หยุดสร้างวาทกรรม และยอมรับความจริงว่ารัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้ง มาจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติยอมรับจากประชาชนกว่า 16 .8 ล้านเสียงแม้ว่าจะมีกระบวนการเคลื่อนไหวอย่างบิดเบือนเพื่อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญที่มีพรรคการเมืองบางพรรคอยู่เบื้องหลัง และที่สำคัญรากเหง้าปัญหาที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเกิดวิกฤติเผด็จการรัฐสภามีรัฐบาลที่เคยรวบอำนาจ รัฐบาลที่เหมือนบริษัทเอกชน และรัฐบาลที่บริหารงานผิดพลาดจนรัฐและประชาชนต้องเสียหายกว่า 800,000 ล้าน ซึ่งรัฐบาลของพลเอกประยุทธกำลังแก้ไขความล้มเหลวจากรัฐบาลชุดนั้นและดำเนินการมอบอนาคตที่ดีให้ลูกหลาน ผ่านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่กำลังพัฒนา ไม่ล้าหลัง ให้ทันสมัย จะเอาผลงานนำความเจริญไปทุกภูมิภาค ภายใต้กฎหมายและความเป็นธรรมในทุกๆ พื้นที่” น.ส.ทิพานัน กล่าว

โดนอีกแล้ว “ธนาธร” หาเสียงกำแพงเพชร เจอกลุ่มต้านถือป้ายไล่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โดนอีกแล้ว “ธนาธร” หาเสียงกำแพงเพชร เจอกลุ่มต้านถือป้ายไล่ (komchadluek.net)

โดนอีกแล้ว “ธนาธร” หาเสียงกำแพงเพชร เจอกลุ่มต้านถือป้ายไล่

โดนอีกแล้ว "ธนาธร" หาเสียงกำแพงเพชร เจอกลุ่มต้านถือป้ายไล่

10 ธันวาคม 2563 – 15:45 น.

“ธนาธร” ลงพื้นที่กำแพงเพชร ช่วย “อภิสิทธิ์” ผู้สมัครนายกอบจ.จากคณะก้าวหน้าหาเสียง แต่เจอกลุ่มต่อต้านถือป้ายขับไล่จนขบวนต้องเลี่ยงเส้นทาง ก่อนมุ่งหน้าไป จ.ตาก

วันที่ 10 ธันวาคม 2563 เมื่อเวลา 11.00 น. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้เดินทางมาช่วยหาเสียงให้กับนายอภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง นายกอบจ.กำแพงเพชร หมายเลข  3 นอกจากนี้ยังมีสมาชิก อบจ.อีก 9 เขตที่หมายเลข 3 ตรงกับหมายเลขของผู้สมัครนายกอบจ.ของทีมตน แต่อยู่ต่างกลุ่มซึ่งสมาชิกหลายคนสังกัดอยู่พรรคเพื่อไทย และอดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 พรรคเพื่อไทย ได้มาช่วยหาเสียงกันในวันนี้

โดนอีกแล้ว "ธนาธร" หาเสียงกำแพงเพชร เจอกลุ่มต้านถือป้ายไล่

โดยจุดแรกที่ นายธนาธร ได้เดินทางมาจาก จ.พิจิตร เข้า จ.กำแพงเพชร และนัดพบกันที่บริเวณลานจอดรถศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้นำรถติดป้ายหาเสียง พร้อมเครื่องขยายเสียงมาดักรออยู่ก่อนหน้าแล้ว

หลังจากนั้นนายธนาธรได้ขึ้นรถติดเครื่องขยายเสียงมุ่งหน้าจากศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ตรงไปผ่าน สภ.เมืองกำแพงเพชร ผ่านบริเวณวงเวียนต้นโพธิ์ เชิงสะพานข้ามแม่น้ำปิง ก่อนที่จะจอดรถด้านข้างธนาคารกรุงไทย สาขากำแพงเพชร และจอดปราศรัยหาเสียงอยู่บริเวณดังกล่าวนี้ประมาณ 10 นาที โดยชูประเด็นการใช้งบประมาณปีละ 800 ล้านบาท รวม 4 ปี 1 สมัย เป็นเงิน 3,200 ล้านบาท

โดนอีกแล้ว "ธนาธร" หาเสียงกำแพงเพชร เจอกลุ่มต้านถือป้ายไล่

นอกจากนี้ นายธนาธรยังปราศรัยหาเสียงถึงการจัดสรรงบประมาณไปช่วยเหลืออาหารให้กับเด็กนักเรียนในสังกัด อปท. เพื่อให้เด็กๆได้รับคุณภาพทางโภชนาการที่ดีและลดภาระให้กับทางครอบครัว จะใช้จ่ายงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียน การสอนให้ทันสมัยครบครัน มีอุปกรณ์กีฬา มีห้องแลป มีห้องวิทยาศาสตร์ มีห้องภาษาอังกฤษ พัฒนาแหล่งน้ำใน จ.กำแพงเพชร ให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอ และรับใช้ดูแลผู้สูงอายุใน จ.กำแพงเพชร

ทั้งนี้ จ.กำแพงเพชร จะก้าวไปทางทิศทางใดนั้น ให้ชาวกำแพงเพชรเป็นผู้เลือกเอง 1 สิทธิ์ 1 เสียงเลือกนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร อยากเห็นจังหวัดกำแพงเพชรเจริญก้าวหน้า สิ่งแวดล้อมที่ดี และการบริหารโปร่งใส ขอให้เลือกผู้สมัครของกลุ่ม หมายเลข 3 และสมาชิกจาก 30 เขตของจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งนายธนาธร กล่าวสนับสนุน 9 เขตเลือกตั้ง ซึ่งตรงกับหมายเลขผู้สมัครนายกอบจ. คือ หมายเลข 3

โดนอีกแล้ว "ธนาธร" หาเสียงกำแพงเพชร เจอกลุ่มต้านถือป้ายไล่

หลังจากนั้นขบวนรถของนายธนาธร ได้เคลื่อนปราศรัยหาเสียงบนรถผ่านไปถนนราชดำเนิน และเลี้ยวไปยังวัดคูยางก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนเจริญสุข ไปจอดที่หน้าห้างบิ๊กซี ซึ่งจุดดังกล่าวนี้ได้มีผู้สูงอายุขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดและต่อต้านการมาหาเสียงของนายธนาธร แต่มิได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงใดๆ ก่อนที่ขบวนของนายธนาธรจะเคลื่อนที่ปราศรัยหาเสียงบนรถไปยังถนนรอบตัวเมือง และผ่านถนนสายเลี่ยงเมืองข้ามสะพานผ่านแม่น้ำ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร ไปถนนพหลโยธิน และเคลื่อนที่ออกจากตัวเมืองมุ่งหน้าไปช่วยผู้สมัครหาเสียงที่ จ.ตาก ต่อไป

โดนอีกแล้ว "ธนาธร" หาเสียงกำแพงเพชร เจอกลุ่มต้านถือป้ายไล่

สำหรับการเดินทางมาหาเสียงของนายธนาธรในครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานนัก และทางกลุ่มหาเสียงนายธนาธรยังได้หลีกเลี่ยงการหาเสียงที่ถนนบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดศูนย์การค้าเมืองกำแพงเพชร เนื่องจากที่บริเวณดังกล่าวมีกลุ่มแม่ค้าประมาณ 40 กว่าคนได้มาถือป้ายดักรออยู่ที่บริเวณหน้าตลาด พร้อมกับเครื่องขยายเสียงเปิดเพลง “หนักแผ่นดิน” อยู่ตลอดเวลา โดยป้ายมีข้อความ “ต่อต้าน หนักแผ่นดิน เนรคุณ ชาวกำแพงเพชรไม่ต้องการคนอย่างxxx ประเทศไทยตั้งอยู่คู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไป” เป็นต้น

โดนอีกแล้ว "ธนาธร" หาเสียงกำแพงเพชร เจอกลุ่มต้านถือป้ายไล่

หลังจากใช้เวลารอประมาณ 2 ชั่วโมงไม่ปรากฏรถขบวนแห่ของนายธนาธรนั้นขับผ่านมาหาเสียงที่บริเวณดังกล่าว กลุ่มบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่มายืนรอก็ได้สลายตัวไป ขณะเดียวกันมีรายงานว่านายธนาธรนั้นหลบเลี่ยงจุดเสี่ยงที่อาจจะเกิดปัญหาตามมา และได้เดินทางจาก จ.กำแพงเพชร มุ่งหน้าไปหาเสียงให้กับผู้สมัครที่ จ.ตาก ต่อไปทันที

โดนอีกแล้ว "ธนาธร" หาเสียงกำแพงเพชร เจอกลุ่มต้านถือป้ายไล่

————————————————-

โดย พิพัฒน์ จงมีความสุข จ.กำแพงเพชร

‘สุวัจน์’ นำคณะกรรมการบริหารพรรคชพน.วางพานพุ่ม ร.7 เนื่องใน ‘วันรัฐธรรมนูญ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘สุวัจน์’ นำคณะกรรมการบริหารพรรคชพน.วางพานพุ่ม ร.7 เนื่องใน ‘วันรัฐธรรมนูญ’ (komchadluek.net)

‘สุวัจน์’ นำคณะกรรมการบริหารพรรคชพน.วางพานพุ่ม ร.7 เนื่องใน ‘วันรัฐธรรมนูญ’

'สุวัจน์' นำคณะกรรมการบริหารพรรคชพน.วางพานพุ่ม ร.7 เนื่องใน 'วันรัฐธรรมนูญ'

10 ธันวาคม 2563 – 15:20 น.

‘สุวัจน์’ นำคณะกรรมการบริหารพรรคชพน.วางพานพุ่ม ร.7 เนื่องใน ‘วันรัฐธรรมนูญ’

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2563 ที่บริเวณห้องโถง ชั้น 6 อาคารรัฐสภา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ได้นำคณะกรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนา ประกอบด้วย นายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา

นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา นายดล เหตระกูล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และนายประสาท ตันประเสริฐ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา

ร่วมพิธีวางพานประดับพุ่มดอกไม้ ถวายบังคม พระรูปต้นแบบพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพิธีทางศาสนาพุทธ เพื่อฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

'สุวัจน์' นำคณะกรรมการบริหารพรรคชพน.วางพานพุ่ม ร.7 เนื่องใน 'วันรัฐธรรมนูญ'
'สุวัจน์' นำคณะกรรมการบริหารพรรคชพน.วางพานพุ่ม ร.7 เนื่องใน 'วันรัฐธรรมนูญ'
'สุวัจน์' นำคณะกรรมการบริหารพรรคชพน.วางพานพุ่ม ร.7 เนื่องใน 'วันรัฐธรรมนูญ'
'สุวัจน์' นำคณะกรรมการบริหารพรรคชพน.วางพานพุ่ม ร.7 เนื่องใน 'วันรัฐธรรมนูญ'
'สุวัจน์' นำคณะกรรมการบริหารพรรคชพน.วางพานพุ่ม ร.7 เนื่องใน 'วันรัฐธรรมนูญ'

“วัชระ” จี้ ประธาน กมธ.กฎหมายฯ สอบตร.ไม่ฟ้อง “น้องธนาธร” ติดสินบน 20 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วัชระ” จี้ ประธาน กมธ.กฎหมายฯ สอบตร.ไม่ฟ้อง “น้องธนาธร” ติดสินบน 20 ล้าน (komchadluek.net)

“วัชระ” จี้ ประธาน กมธ.กฎหมายฯ สอบตร.ไม่ฟ้อง “น้องธนาธร” ติดสินบน 20 ล้าน

"วัชระ" จี้ ประธาน กมธ.กฎหมายฯ สอบตร.ไม่ฟ้อง "น้องธนาธร" ติดสินบน 20 ล้าน

9 ธันวาคม 2563 – 20:25 น.

“วัชระ” จี้ ประธาน กมธ.กฎหมายฯ สอบตร.ไม่ฟ้อง “น้องธนาธร” ติดสินบน 20 ล้าน ด้าน “สิระ” เผยจะนำเรื่องเข้าสู่วาระ 16 ธ.ค.นี้

วันที่ 9 ธ.ค. 2563 นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือให้นายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สอบกรณีสินบน 20 ล้านบาท ของนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า

โดย นายวัชระ กล่าวว่า จากกรณีนายสกุลธร ประธานบริษัทเรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด มอบเงิน 20 ล้านบาทแก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นชื่อเดิม เพื่อให้ได้สิทธิเช่าที่ดินบริเวณการโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เขตชิดลม ในระยาว ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์โดยไม่ต้องผ่านการประมูลตามขั้นตอนปกติ

ต่อมาพนักงานอัยการ เป็นโจทก์ฟ้องนายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ เจ้าหน้าที่ฝ่ายโครงการพิเศษ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จำเลยที่ 1 และ นายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช เอกชนรายหนึ่ง จำเลยที่ 2 ศาลอาญาทุจริตและประพฤตมิชอบกลาง มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 7 พ.ย.62 ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองจำคุกคนละ 3 ปี ในคำพิพากษา นายสกุลธร ได้ให้เงินกับบุคคลทั้งสองจำนวน 3 ครั้ง จากจำนวนที่เสนอให้มากถึง 500 ล้านบาท ของนายสกุลธร ว่าได้ให้แก่จำเลยทั้งสองรับไว้สำหรับตนเอง ก็เป็นการตอบแทนในการที่จะจำเลยทั้งสองจะร่วมติดต่อประสานงาน และนำเงินส่วนหนึ่งไปมอบให้ รอง ผอ.สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฏหมายด้วยวิธีการอันทุจริต ให้ทำการจัดสรรที่ดินดังกล่าวเพื่อให้บริษัทเช่าระยะยาว

นายวัชระ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุตามคำพิพากษานี้ จึงขอให้ ผบ.ตร.สั่งสอบสวนพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และ ผกก.สถานีตำรวจผู้รับผิดชอบ ว่าเหตุใดจึงสั่งไม่ฟ้องนายสกุลธร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการทางกฎหมายต่อนายสกุลธรอย่างไร

นอกจากนี้ยังปรากฏว่านายธนาธร และนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ตนจึงขอให้ประธาน กรรมาธิการกฎหมายฯ นำเรื่องนี้บรรจุเข้าการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯเพื่อความยุติธรรมต่อไป

นายสิระ กล่าวต่อว่า วันนี้มาทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการกฏหมายฯ โดยเรื่องดังกล่าวนี้จะประชุมในวันนี้ จะขอมติพิจารณา และจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระในวันที่ 16 ธันวาคม 63 นี้ โดยจะตรวจสอบเรื่องของกระบวนการยุติธรรม หากมีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะดำเนินการให้ถึงที่สุด ทั้งนี้จะมีการเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าวมาพูดคุยกันเรื่องดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างใด

ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท (naewna.com)

ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท

ชาวนากาฬสินธุ์เฮ! ผลชะลอขายข้าวเปลือก ราคาพุ่งตันละหมื่นบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.11 น.

10 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ของชาวนาใน จ.กาฬสินธุ์ และนำผลผลิตเมล็ดข้าวเปลือกไปขายตามลานรับซื้อ พบว่าบรรยากาศเริ่มดีขึ้น หลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ตั้งแต่เปิดตลาดรับซื้อข้าวเปลือกปี 2563 เป็นต้นมา โดยลานรับซื้อให้ราคาเพียงตันละ 6,000-7,000 บาท หรือ ก.ก.ละ 6-7 บาทเท่านั้น ซึ่งทำให้ชาวนาประสบปัญหาขายข้าวขาดทุน  ส่งผลให้ชาวนาในรายที่ยังไม่ได้นำข้าวไปขาย ทำการตากผึ่งแดดและชะลอการขาย ไว้ก่อน จึงส่งผลสืบเนื่องมาถึงสัปดาห์นี้มีการปรับราคารับซื้อข้าวสูงขึ้นอีกตันละ 5,000 บาท หรือ ก.ก.ละ 5 บาท

นายชัยศรี ภูเด่นใส อายุ 61 ปี บ้านศรีสุข ต.ศรีสุข อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า  ตนนำข้าวเปลือกมาขายที่ตลาดกลางข้าวและพืชไร่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์เป็นประจำ ซึ่งในครั้งนี้นำข้าวเจ้าหอมมะลิมาขาย โดยเป็นข้าวสด เพราะไม่มีสถานที่ตาก และเห็นว่าราคาสูงขึ้นจากตันละ 8,000 บาท เป็นตันละประมาณ 10,000 บาท หลังจากตรวจคุณภาพเมล็ดข้าวแล้ว ตนได้ราคาตันละ 10,300 บาท ถึงแม้จะได้ราคาต่ำกว่าปีที่ผ่านมาก็พอจะยิ้มได้ เพราะเป็นราคาที่พอใจ และถึงแม้จะไม่ได้กำไรมากแต่ก็ไม่ขาดทุน  ทั้งนี้ หากเป็นข้าวแห้งก็จะได้ราคาดีกว่านี้ จากการสอบถามทราบว่าราคาข้าวแห้งสูงกล่าข้าวสด ถึงตันละ 12,000-12,500 บาททีเดียว ถือเสียว่าเป็นการสำรวจราคา  ซึ่งครั้งต่อไปตนก็จะข้าวตากให้เมล็ดแห้งก่อนนำมาขาย เพื่อที่จะขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น

ด้านนายธนาพล ธรรมโนขจิต ผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่า ผลพวงจากการที่ชาวนาชะลอการขาย โดยนำเมล็ดข้าวที่ได้จากการเกี่ยวสดไปทำการตากให้แห้งก่อนที่จะนำมาขาย ซึ่งเป็นการชะลอขายไปในตัวนั้น ได้ส่งผลดีให้ราคารับซื้อข้าวเปลือกเหนียวและข้าวเจ้าหอมมะลิ มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเริ่มต้นรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกนาปี 2563 ที่ผ่านมา จากราคาข้าวเหนียว กข. 6 ราคาตันละ 6,000 บาท สัปดาห์ต่อมามีการปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นตันละ 8,500 บาท และปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 10,500-11,000 บาท  ขณะที่ข้าวเจ้าหอมมะลิ จากตันละ 8,000 บาท ปัจจุบันตันละ 12,000-12,500 บาท

นายธนาพลกล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม ราคารับซื้อผลผลิตข้าวนาปี ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าในปีนี้ ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มีสาเหตุจากนายทุนลักลอบนำข้าวเปลือกและข้าวสารจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคุณภาพและราคาต่ำเข้ามาขายในประเทศไทย โดยพ่อค้าคนกลางได้รับซื้อและนำมาปลอมปนจำหน่าย ทำให้ราคาข้าวของชาวนาไทยที่ราคาขยับขึ้นสูงตกต่ำลง ส่งผลต่อเนื่องถึงบรรยากาศการรับซื้อผลผลิตข้างฤดูกาลนี้ที่ราคายังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา จึงเป็นปัญหาที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีมาตรการห้ามเด็ดขาด ไม่ให้เกิดเหตุการณ์นำข้าวจากเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามาอีก เพราะจะกระทบถึงราคาข้าวของชาวนาไทยดังกล่าว