‘เอ – วราวุธ’ ส่งสุขท้ายปีคืนกำไรให้ชาวไทยแบบสดๆเชิญผู้ชมทั้งประเทศอ้าแขน คว้าโชคหล่นทับกับช้อปปี้ มูลค่ากว่า 12 ล้าน! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘เอ – วราวุธ’ส่งสุขท้ายปีคืนกำไรให้ชาวไทยแบบสดๆเชิญผู้ชมทั้งประเทศอ้าแขน คว้าโชคหล่นทับกับช้อปปี้ มูลค่ากว่า 12 ล้าน! (naewna.com)

'เอ – วราวุธ'ส่งสุขท้ายปีคืนกำไรให้ชาวไทยแบบสดๆเชิญผู้ชมทั้งประเทศอ้าแขน คว้าโชคหล่นทับกับช้อปปี้ มูลค่ากว่า 12 ล้าน!

‘เอ – วราวุธ’ส่งสุขท้ายปีคืนกำไรให้ชาวไทยแบบสดๆเชิญผู้ชมทั้งประเทศอ้าแขน คว้าโชคหล่นทับกับช้อปปี้ มูลค่ากว่า 12 ล้าน!

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.57 น.

เรียกว่าเป็นการมอบสุข ส่งสุขท้ายปีแบบไม่ให้เหงา คืนกำไรให้ชาวไทยได้ยิ้มร่า! โดยเจ้าพ่อแห่งวงการสายแจกไม่ยั้ง “เอ – วราวุธ เจนธนากุล” บอสหนุ่มสุดเก่งแห่ง “เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์” ที่ล่าสุดชวน “ต้นหอม – ศกุนตลา เทียนไพโรจน์” เขย่าความสุขให้ ฟุ้งกระจายไปทั่วประเทศไทยครั้งใหญ่ ด้วยการร่วมมือกับช้อปปี้ส่งโปรเจกต์พิเศษท้ายปี Shopee 12.12 BIRTHDAY GAMESHOW โชคหล่นทับ รับ 12 ล้าน”ซึ่งเป็นรายการที่จะชวนผู้ชมทั้งประเทศเปิดกระเป๋าอ้าแขนรับความสุข จากแอปพลิเคชันช้อปปี้เพื่อลุ้นของรางวัล มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท! และที่พิเศษไปกว่านั้น ทางรายการพร้อมโชว์สุดพิเศษจากศิลปินเกาหลี GOT7 กับเซอร์ไพรส์โชว์พิเศษให้อากาเซ่ไทยได้หายคิดถึง พร้อมด้วยโชว์อีกคับคั่งจาก พระเอก-นางเอก ดาราระดับแถวหน้าเมืองไทยให้รับชมแบบสดๆส่งตรงจากสตูดิโอ ไม่ว่าจะเป็น “บูม –กิตตน์ก้อง ขำกฤษ, นาว – ทิสานาฏ ศรศึก, ยูโร – ยศวรรธน์ทะวาปี, มินนี่ – ภัณฑิรา พิพิธยากร, แซ็ค ชุมแพ, เป็กกี้ ศรีธัญญา”

งานนี้ “บอสเอ” เผยว่า “เข้าสู่เดือนธันวาคม เดือนสุดท้ายของปี ทาง เซ้นส์ ก็ขอมอบพลังความสุขให้ชาวไทยทุกคนได้ชื่นใจ ซึ่งมีกิจกรรมพิเศษจากช้อปปี้ฉลองครบรอบ 5 ปี ด้วยแคมเปญ 12.12 Birthday game show โชคหล่นทับรับ 12 ล้าน เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า ผู้ร่วมค้าและพาร์ทเนอร์ที่ช่วยสนับสนุนช้อปปี้จนเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดผมอยากจะเชิญชวนให้ผู้ชมคนไทยทุกคน รับชมรายการเพื่อร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลจากทางรายการ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า12 ล้านบาท เรียกว่าเราแจกหนัก แจกไม่อั้น แจกแบบจุกๆส่งท้ายปีกันเลยครับ โดยงานนี้ผมรับหน้าที่ดำเนินรายการร่วมกับ คุณต้นหอม ศกุนตลา รับรองว่าผู้ชมทุกคนจะได้รับความสุขไปแบบเต็มๆไม่มีผิดหวังครับ

นอกจากนี้ทางรายการยังมีโชว์สุดพิเศษ ที่เรียกว่าเป็นโชว์ระดับอินเตอร์ จากศิลปินเกาหลี วง GOT7 บอกเลยว่าเป็นการเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้ชาวอากาเซ่ไทยแลนด์ ได้หายคิดถึงแน่นอน และยังมีทัพนักแสดงมืออาชีพระดับพระเอกนางเอกจากทางช่อง 7HD ทั้งคุณบูม, คุณนาว, คุณยูโร, คุณมินนี่ และการเอนเตอร์เทนสุดว้าวจาก แซ็ค ชุมแพ, คุณเป็กกี้ ศรีธัญญาที่จะมาสร้างความสนุกสนานในรายการให้ตื่นเต้นเร้าใจให้ถึงขีดสุด ถือว่าเป็นวันพิเศษที่แจกกันรัวๆแบบนี้ ห้ามพลาดเลยนะครับ ดูรายการ ร่วมกิจกรรม Shopee ทายถูก ลุ้นทอง และ Shopee ShakeShakeเพื่อรับรางวัล ไปพร้อมกับดาราที่ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ พร้อมกันทั่วประเทศ วันที่ 12 เดือนธันวาคมนี้เวลา 18.00 น. ทางช่อง 7HD ครับ

ติดตามรายการ “Shopee 12.12 BIRTHDAY GAMESHOW โชคหล่นทับ รับ 12 ล้าน” วันเสาร์ที่ 12 เดือนธันวาคม 2563 เวลา 18.00 น. ทางช่อง 7HD หมายเลข 35

‘พีเค ปิยะวัฒน์’ เปิดทุกเรื่องราวในชีวิตและความรัก ใช้วิธีนอกใจเป็นการบอกเลิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘พีเค ปิยะวัฒน์’ เปิดทุกเรื่องราวในชีวิตและความรัก ใช้วิธีนอกใจเป็นการบอกเลิก (naewna.com)

'พีเค ปิยะวัฒน์' เปิดทุกเรื่องราวในชีวิตและความรัก ใช้วิธีนอกใจเป็นการบอกเลิก

‘พีเค ปิยะวัฒน์’ เปิดทุกเรื่องราวในชีวิตและความรัก ใช้วิธีนอกใจเป็นการบอกเลิก

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.54 น.

ก่อนถึงจุดนี้ได้ ดีเจพีเค ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร ต้องผ่านเรื่องราวขรุขระมามากมาย คุณแม่สอนเสมอว่า “ถ้าอยากได้ก็ต้องหาเอาเอง เพราะพ่อกับแม่ให้ได้แค่การศึกษา” ซึ่ง พีเค ที่ได้มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 เปิดใจแบบหมดเปลือกจากชีวิตที่ติดลบจนประสบความสำเร็จ พร้อมเล่าทุกเรื่องราวความรักที่ผ่านมาของตัวเองที่เป็นทั้งแฟนน้อย โดนตบหน้า โดนทุบรถ  ใช้วิธีนอกใจเป็นการบอกเลิก ก่อนมาเจอรักแท้กับภรรยาแสนสวย โยเกิร์ต คือความสุขที่สุดของชีวิต แต่ไม่คิดจะมีลูก

พีเค : ขออนุญาตบอกก่อนเลยว่าเรื่องที่จะเล่าทั้งหมดคือ เกิดก่อนเมื่อ 8 ปีมาแล้วนะครับ

ถาม เข้าวงการมากี่ปีแล้ว

พีเค : 20 ปีครับ และที่ต้องเลี้ยงอาหารบริษัททุกครั้งเพราะว่าในใจนอกจากทีมงานของเราที่แกรมมี่แล้ว อยากเลี้ยงพี่ฉอดด้วยทุกปีเพราะว่าชีวิตของเรามีวันนี้ได้เพราะแม่คนที่สองคนนี้เลยครับ เพราะถ้าไม่มี พี่ฉอด ก็ไม่มีผมวันนี้

ถาม แต่กว่าจะมาเป็น พีเค ในวันนี้ที่เป็น #MCRockstar เยอะแยะมากมายที่เราเห็นกัน ขับซุปเปอร์คาร์ ดูหรูหราไฮโซตลอดเวลาจริงๆแล้วต้องบอกว่าย้อนกลับไปเราก็เริ่มต้นมาอย่างยากลำบาก

พีเค : บ้านผมเป็นครอบครัวที่ฐานะปานกลาง พ่อรับเงินเดือน แม่เปิดร้านขายของชำ แม่ตั้งใจว่าอยากให้ลูกเข้าบดินทรเดชาให้ได้เพราะพี่ชายคนโตกับคนกลางเขาเข้าโรงเรียนดี ซึ่งพี่ๆของเราคือเข้าวชิราวุธวิทยาลัยได้ทั้งคู่ แต่ด้วยความที่โง่ของผมคือผมสอบเข้าไม่ได้ แต่เพราะว่าบ้านเราไม่มีเงินพอที่เราจะเข้าไปเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่ๆ แม่เลยบอกว่าถ้าเข้าโรงเรียนที่เราตั้งใจไม่ได้แล้วก็ไปลองเสี่ยงชีวิตไปอยู่ที่อเมริกา

พีเค : เราไม่มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษเลยซึ่งมีอยู่น้อยมาก วันแรกที่เราถึงก็คือช็อกเลยเพราะว่าน้าน้องสาวพ่อเขาเปิดร้านอาหารแล้วพ่อกับแม่ไปทำงานเหมือนคนเสิร์ฟ คนทำครัวที่นั่นด้วยแล้วที่เรานอนคือชั้นใต้ดิน เวลาอาบน้ำเราถามแม่ว่าอาบน้ำที่ไหน ปรากฏว่าเขาอาบน้ำกันในอ่างล้างจานเราก็ตกใจแต่ลุยก็ลุยเพราะพ่อแม่มาอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ พอเราไปอยู่ได้ 2 อาทิตย์เราเรียนเลยทันที ตอนนั้นก็โดนบูลลี่หนักเหมือนกันครับ แต่ก็ต้องขอบคุณที่เขาบูลลี่เราเพราะถ้าเราไม่เก่งไม่แกร่งมาตั้งแต่เด็กๆก็จะไม่มีชื่อ พีเค มาเลยนะ เพราะว่าชื่อเล่นจริงๆของเราชื่อ นัท แล้ว Nut ภาษาอังกฤษแปลว่า บ้า เด็กพวกมันรู้ว่านี่คือชื่อเล่นของเราก็เอาไปล้อ มาแกล้ง มาต่อย มาตบหัว จนเพื่อนฟิลิปปินส์สงสารเขาเลยเปลี่ยนชื่อให้เราตอน 10 ขวบนิดๆก็เป็นที่มาของชื่อ พีเค

ถาม แล้วเคยไหมที่ทำให้เราร้องไห้กลัว ทำไมเราต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้

พีเค : ไม่เลยครับเพราะเราเห็นพ่อแม่ลำบาก เราจะรู้สึกว่ายังไงก็ได้ยังไงก็รับได้

ถาม แต่ก็หาเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

พีเค : แม่จะสอนตลอดเลยว่าอยากได้อะไรในชีวิตนี้หาเอาเองฉันไม่มีให้ พอเราอายุ 13 เราก็เริ่มทำงานเลยได้เงินมา 5-10 เหรียญ ถือว่าเยอะแล้วในสมัยก่อน จน 16 ปี ทำงานที่แรกแบบว่าทำงานจริงจังที่เราทำคือ ล้างส้วมก่อนเลย คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า พีเค ล้างส้วมจริงเหรอ จะบอกเลยว่าทุกคนที่เข้ามาทำงานร้าน Wendy’s Burgers อาทิตย์แรกล้างส้วม อาทิตย์ถัดมาเก็บขยะ เราไม่รู้สึกอะไรเลยเพราะแม่จะสอนให้เราติดดินเสมอ แม่จะสอนว่าเรามีเท่านี้ อยากได้มากกว่านี้หาทำเอา แล้วเราจะรู้เลยว่าเราเหนื่อยขนาดไหนเราก็จะได้เงินกลับมาเท่านั้น ผมทำจนมีรายได้เป็นแสนคืองาน Computer networking ของธนาคารงานนั้นได้ตอนจบมหาวิทยาลัยแล้วจำได้เลยว่าแม่ดีใจมากเงินเดือนเดือนละแสน ใส่สูท ผูกไท ขับรถสปอร์ตไปทำงาน แม่มีความสุขมาก

พีเค : แต่ความตั้งใจที่จะกลับมาเมืองไทยคือตั้งแต่อายุ 13 อยากเป็นนักร้อง เพราะว่าทุกร้านอาหารไทยที่อเมริกาจะมีคาราโอเกะแล้วเพลงที่จะมีแต่ของแกรมมี่ เพลงพี่เบิร์ด เพลงพี่ใหม่ เพลงติ๊นา มันเลยฝังอยู่ในสมองว่าถ้าจะเป็นนักร้องต้องที่แกรมมี่เท่านั้น แม่บอกว่าถ้าอยากเป็นนักร้องต้องเอารับปริญญามา 1 ใบ พอเราได้รับปริญญาเราบอกว่าเราจะกลับมาเป็นนักร้องแม่บอกว่าทำงานก่อน แต่พอเราบอกว่าเราจะกลับจริงๆแล้วนะ ทะเลาะกันร้องไห้เพราะแม่เสียดายงานที่เราทำ

ถาม ทิ้งเงินเป็นแสนกลับมาเมืองไทย แล้วจะไปใกล้ความฝันของเรายัง

พีเค : เอาเดโมมายื่นที่แกรมมี่ artist ตอนนั้นพี่ปั๋ง เป็นหัวหน้าอยู่ที่นั่นเอาเราก็เอาเดโมมาให้เจอผู้หญิงคนหนึ่งให้เรากรอกใบสมัครพอเรากรอกเสร็จเขาก็ขอบคุณค่ะ เราก็คิดว่าแค่นี้เหรอ แต่วันนั้นเราโชคดีที่มาเจอพี่นิคเพราะเราโตมาด้วยกันที่เมืองนอก วันนั้นผมเลยได้รู้จักพี่ฉอด พี่อั๋น พี่อ้อย ค่อยๆรู้จักทุกคนในช่วงนั้นตลอด 1 ปี ถึงแม้ไม่มีงานเรายังมีเงินเก็บติดตัวมา 25,000 บาท ที่เราเหลือเท่านี้เราจะมีกลับมาเท่าไหร่ไม่ว่าแต่หนี้ที่โน้นต้องเป็นศูนย์

ถาม ทิ้งทุกอย่างแถมทิ้งความรักมาด้วย

พีเค : คือ ซินดี้ คบมา 4 ปี ตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว เขาสวยมาก ถ้าไม่นับคุณโย เขาคือแฟนที่สวยที่สุด เราคบกันมา 4 ปี แล้วก็มาเที่ยวเมืองไทยด้วยกันสองครั้ง เขาบอกเราว่ารู้ว่าเราอยากเป็นนักร้องเรามาอยู่ที่นี่ด้วยได้นะ มาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่นี่ก็ได้ แต่ด้วยความที่เราไม่มีทุน ไม่รู้จักใครเลยลากเขามาถ้าเรือล่มคือตายคู่ เลยตัดสินใจว่า เลือกเอาระหว่างความรักกับความฝัน ผมเลือกความฝัน ที่ต้องเลิกกับเขาเพราะเราไม่สามารถที่จะไปยื้อที่เขาจะไปต่อได้ เราไม่รู้ว่าบนเส้นทางของความฝันจะสำเร็จไหม จะใช้เวลานานเท่าไหร่ เราตัดสินใจเลิกเสียใจมาก ร้องไห้หนักมากแต่มันต้องทำเพื่อที่จะกลับมาเมืองไทย

ถาม ซึ่งตอนที่กลับมาเมืองไทย คือ เหลือเงินอยู่เท่าไหร่

พีเค : 25,000 บาทครับ แต่สำหรับผมไม่ใส่ใจ เพราะเราขอแค่เรามาทำ ไม่ใช่ไม่มาทำเพราะคนอื่นบอกทำไม่ได้เพราะจะมีคำว่า แกเคยดูตัวเองบ้างหรือเปล่าในกระจก แกทำไม่ได้ เราได้ยินแบบนี้มาเยอะมากเราเลยขอเลือกทำเอง ถ้ามันทำไม่ได้ก็จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เงินเล็กเงินใหญ่ไม่ใช่สำหรับผมในตอนนั้น ขอให้ได้มาตอกบัตรที่แกรมมี่ทุกวัน พี่เราโชคดีที่ได้รู้จักพี่ฉอด แล้วบอกว่าเราพูดภาษาอังกฤษได้ลองทำเทปดีเจดีไหม เราก็คิดว่าลองเป็นดีเจ

พีเค : แต่ยังคงส่งเดโมต่อไปจนมาเจอค่ายอังกอร์ ทำเพลงให้เป็นแนว R&B ปรากฏว่าเพลงดังทุกคนในประเทศร้องได้แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมร้อง เราก็ไปทัวร์คอนเสิร์ตขึ้นไปร้อง 4 คน แต่ไม่มีคนรู้จักเราเลยจนร้องเพลงนี้ขึ้นมาทุกคนถึงร้องอ๋อ !! พอมันเกิดแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกมันน่าเบื่อ แล้วมีอยู่วันหนึ่งเรารู้เลยว่าเราจะยึดหน้าที่พิธีกร เกิดขึ้นในวันที่มีคอนเสิร์ตเกาหลี-ไทย วันนั้นผมเป็นพิธีกรด้วย วง Sane ที่ผมอยู่ก็ขึ้นร้องด้วยพองานจบรับเช็ค 1 ใบของพิธีกร อีก 1 ใบนักร้องเปิดมาดูจากนั้นต่อไปเรารู้เลยว่าเราต้องเป็นพิธีกรอย่างเดียว เพราะเราได้ทำตามความฝันแล้วนะจากนี้ไปเราจะเป็นพิธีกรเต็มตัวแล้ว

ถาม พอมาถึงเรื่องความรักวันหนึ่งจะเข้าใจคำว่า PK ย่อมาจากปีครึ่งทำไมความรักถึงมีวงจรแค่ปีครึ่ง

พีเค : ตั้งแต่ที่ผมกลับมาเมืองไทยคนที่ผมคบลูกน้องพี่ฉอดสองคนคือสองคนในนั้น เรื่องมันเกิดขึ้นก่อน 8 ปี เพราะเราเป็นคนที่รักคนง่าย เพราะในหัวผมผู้หญิงที่เพอร์เฟกต์ที่สุด คือ สวย เก่ง ฉลาด รักผมฝากชีวิตไว้ได้แล้วที่ผมคบมาคืออาจจะมีความเพอร์เฟกต์นี้ 2 ใน 5 หรือ 3 ใน 5 มันเลยคบได้พักหนึ่งแล้วเรารู้สึกเบื่อ แล้วพอเราเจอคนใหม่ที่เขามีคาแรคเตอร์ที่เขาไม่มีก็เลยมาชอบคนนี้แทน

ถาม แล้วทำไมไม่หาคนที่คาแรคเตอร์คบตามที่เราต้องการก่อนแล้วค่อยคบ หรือเพราะว่ามันไม่เจอเลยแก้ขัดไปก่อน

พีเค : ใช่ เพราะมันไม่เจอด้วย มันก็ไม่ผิดนะครับเพราะเราเห็นเสน่ห์ของแต่ละคนเรารู้สึกว่าผู้หญิงทุกคนสวยและเก่งเพียงแต่ว่าเขาสวยและเก่งจนวันหนึ่งเราต้องยอมขอเขาแต่งงานหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาเราแค่ชอบแล้วก็จีบเขาแล้วพอคบกันมาได้สักพักก็จะเริ่มเห็นจุดด้อยๆ

พีเค : (ถามว่าคบซ้อนไหม) ตลอดครับ จะบอกว่าคบซ้อนเพราะผมเป็นคนที่รู้สึกว่าเพราะผมไม่ชอบเป็นคนที่อยู่คนเดียว ถึงแม้ชอบเอาตัวเองออกมาอยู่คนเดียวข้างนอกจากครอบครัว แต่คนที่เลือกเป็นคนรักผมไม่ชอบอยู่คนเดียว สมมุติว่าเราอยู่กับคนที่หนึ่งพอรู้ว่าไม่ใช่แล้วเราก็จะหาที่สองมาเสียบ แล้วทำให้คนที่หนึ่งเขาจับได้พอเขาจับเราได้เขาก็จะเลิกกับเรา คนที่สองเขาก็จะขึ้นมาเป็นที่หนึ่งแล้วพอเกิดอาการเดิมๆเราก็ทำแบบเดิม มันก็เหมือนงูกินหางไปเรื่อยๆ (คบมากที่สุดที่คบซ้อน 7 – 8 คน แต่แค่คุย ไปทานข้าวแค่นั้นนะครับ) ซึ่งในการที่วางแผนให้เขาจับได้คือ เราตั้งใจที่จะทำให้เขาจับได้ แต่เขานึกว่าเขาจับเราได้เอง เพราะเราไม่อยากขอเลิกกับเขามันดูเป็นผู้ร้ายมากเกินไป อีกอย่างคือเราจิตใจไม่แข็งพอในการเลิก คือจีบจีบได้บอกเลิกลำบาก กล้านอกใจเพื่อให้เขาเลิก แต่เราไม่ได้บอกเลิกเขาอย่างเดียวนะ เราก็มีอกหัก โดนทิ้ง โดนหลอก มีสลับกันมาตลอด

ถาม ในทุกความรักปีครึ่งของ พีเค คือ โดนทุกอย่างเลยทั้งทุบรถ ตบหน้า

พีเค : ช่วงที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นคือช่วงที่เป็นดีเจแรกๆเลยคบกับ AE สวย เปรี้ยวเลยแล้วสักพักเขาออกไปเป็นแอร์โฮสเตสเราก็แอบไปคบกับนักร้องแล้วพอเขาบินกลับมา เขามาที่บ้านเจอผมกับนักร้องพอดี เขาเข้ามาตบเปรี้ยง !! แล้วเดินออกประตูไปเลย (ซึ่งนักร้องเขาก็ไม่รู้ว่าเราคบซ้อน แต่เขายังคบกับเราต่อ)จนกระทั่งเขามาเจอเรากับพริตตี้เขาก็เลยทุบรถแล้วก็ไป

ถาม แล้วเคยอกหักบ้างไหม

พีเค : จะบอกว่าในชีวิตมีอกหักสองครั้งที่อกหักแรงๆเลย รักครั้งแรกที่อกหักคือ ตอนอยู่อเมริกาคบกันมา 1 ปีเขียนจดหมายหากันทุกวัน เจอกันทุกเดือนเมษายน เจอกันปีละ 1 ครั้ง เจอกันครั้งแรกเราชอบเลยพยายามจีบเป็นแฟน โทรศัพท์หาบ่อยๆจีบ 1 ปี เราได้ไปเจอเขาที่ลานจอดรถ เพราะเขานัดที่นั่นเราก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงนัดที่นั่นเราก็เอาของขวัญวันเกิดไปให้เขา เขาบอกว่าขอบคุณนะ “ เราเป็นเพื่อนกันเถอะ “ แล้วเขาก็เดินไปขึ้นรถสปอร์ตสีดำแล้วขับออกไปเพราะมีคนมารอรับเขาอยู่แล้ว เราก็นั่งร้องไห้อยู่ 4 ชั่วโมงร้องจากเวอร์จิเนียจนนั่งรถตู้กลับไป นิวยอร์กร้องจนถึงบ้านจำได้เลยว่าเจ็บ แค้น เสียใจ เสียดายทุกความรู้สึกมันวนเข้ามาอยู่ในหัวนั่นคือรักครั้งแรก แต่ต้องขอบคุณเขานะเพราะวันนั้นทำให้ผมมีวันนี้เพราะจากที่เราไม่รู้ว่าไฮโซคืออะไร ไม่รู้เลยว่าหนังสือ GQ คือ อะไรทำให้ผมศึกษาทุกอย่างและผมต้องมีรถคันนั้น Nissan 300zx twin turbo สีดำ วันหนึ่งผมต้องมีคันนี้ให้ได้เพื่อไปรับเขาและอีก 2 ปีต่อมาผมก็มีคันนี้และไปรับเขา และเราต้องทำให้เขารักเราให้ได้แล้วก็พอทำทุกอย่างเสร็จวันนั้นเลิก คืนนั้นเลิก ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราชนะ (เขาก็ร้องไห้) แต่ต้องขอบคุณเขามากนะทำให้ผมมีทุกวันนี้ เพราะรถสปอร์ตกลายเป็นส่วนหนึ่ง สำคัญที่สุดในชีวิตเรา

พีเค : และอีกครั้งกับการอกหักเราคบมา 3 ปี คาแรคเตอร์คือทุกอย่างที่เราต้องการในแบบของผู้หญิงเลยคนหนึ่ง (ตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว) แต่เพราะเขามีแฟนอยู่แล้วเป็นฝรั่งและรวยมาก เราจะไปรับเขาทุกครั้งที่แฟนเขาไปเมืองนอก พาเขาไปเที่ยวแล้วเราก็บอกทุกคนว่าคนนี้คือแฟน สำหรับเราเรารักเขาเหมือนแฟน เวลาที่แฟนตัวจริงเขากลับมาเราเสียใจตลอด ซึ่งเราก็คิดตลอดเลิกดีไหมๆแต่พอเขากลับมาคือเราเซ็ตศูนย์ใหม่ตลอดมีความสุขเหมือนเดิม ผมคบอยู่กับคนนี้ 3 ปี อย่าเรียกว่าอดทนครับเพราะผมมีความสุข แต่สำหรับคนนี้แม่กับพี่ชายบอกว่าเลิกเถอะ แต่ทุกคนมองว่าประสบความสำเร็จในชีวิตมีเงิน ขับรถดี มีภรรยาสวย แต่ก่อนหน้านี้ถ้าผมไม่เจอเรื่องพวกนี้ผมจะไม่เข้าใจเลยว่าการที่เรามีภรรยาที่ดีที่สุดคืออะไร ที่หยุดกับคนนี้ได้เพราะเขาจะเป็นคนที่ขี้โมโหแล้วเวลาที่เขาโกรธเขาจะเก็บของแล้วออกจากห้องแล้วเขาก็หายไปเลยเป็นอาทิตย์ๆแต่พอเขาอารมณ์ดีเขาจะกลับมา แต่มีวันหนึ่งทะเลาะกันแล้วเราขอร้องว่าอย่าเก็บของไม่อยากเลิกแต่เขาก็เก็บของแล้วไป แล้ววันนั้นผมมีอีเว้นท์แล้วเป็นวันแรกที่ผมเจอ โย แล้วผมก็คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะทำให้ผมหลุดออกจากบ่วงนี้ได้ โดยไม่ได้คิดว่าจะแต่งงานกับน้องโยด้วย ความลับนี้ โย ไม่เคยรู้ถ้าโย (ดูอยู่ตอนนี้คงรู้แล้ว) ซึ่งพอหลังจากวันนั้นเขาก็กลับมาแต่เราไม่คืนดีแล้ว และเขาก็ไป เราเริ่มมองเห็นความสวยของน้องโย เขามีคาแรคเตอร์ครบทุกอย่างที่เราต้องการ

พีเค : ขอเบอร์มาแต่ไม่กล้าโทรไปเองให้น้าเน็ก โทรไปให้เพราะวันที่เราได้เบอร์มาเราไปทำงานกับน้าเน็ก พอน้าโทรให้ถามว่าน้องโย มีแฟนหรือยังเขาก็บอกว่ามีแล้ว แต่เพราะใจเราชอบไปแล้วอย่างไรก็ตามก็ขออยู่รอบๆผู้หญิงคนนี้ (เพราะเรารู้สึกว่าวันหนึ่งต้องเป็นเขาจริงๆ) เพราะเรามั่นใจว่าเขาจะเลิกกับแฟนเขา แต่เราจะรอเราจะเสียเวลาเท่าไหร่ก็ได้ครายที่เสียกับคนคนนี้ เรารอแบบโสดๆเลยครับ และเก็บข้อมูลของเขาไปพร้อมว่าชอบอะไร เรียนที่ไหน เพื่อนเขาคือใครทุกครั้งที่เราได้มีโอกาสไปทานข้าว หรือไปเจอเขาเราจะได้คุยในสิ่งที่เขาชอบได้ เพราะน้องโย คือผู้หญิงที่สวยที่สุดตั้งแต่ที่ผมเคยเจอมา ผมไม่ชอบนางเอก ผมชอบนางร้ายเพราะนางร้ายเขามีเป้าหมายในชีวิตเพราะเขาอยากได้พระเอก เหมือนเราที่เป็นอยู่ (แล้วเขาก็เลิกกับแฟนเขาจริงๆ) โดยไม่เกี่ยวกับเรา แต่เขาไม่ได้เลือกเรานะ เขามีความลังเลเพราะว่าตอนนั้นเขาเป็นนางแบบแถวหน้าของเมืองไทยมีพระเอกมีคนเข้ามาคุยกับเขาเยอะ เราก็ปล่อยเขาเพราะเรารู้ว่าเราเป็นลำดับล่างของเขาเลย นัดเขาไปกินข้าวที่ฮิลตันข้างแม่น้ำเจ้าพระยา เราก็บอกว่าเรารู้ตัวว่าเราไม่ใช่เบอร์ต้นๆถ้ามื้อนี้เป็นมื้อสุดท้ายเราขอมอบตุ๊กตาหมีให้เขาชื่อ น้องฮัลโหล (เพราะเขาเป็นคนสะสมตุ๊กตาหมี)ที่ชื่อนี้เพราะไม่อยาก Say Goodbye ครับ ซึ่งข้อมูลที่เราเก็บมาเป็นของเขาสิ่งที่เราชนะใจเขาเลยอันดับหนึ่งคือ ตุ๊กตาหมี เพราะพอเขาเห็นตุ๊กตาหมีหน้าตา คำพูดมันเปลี่ยนไปหมดเลยเปลี่ยนแบบว่าชื่อเราอยู่ล่างๆเด้งขึ้นมาข้างบนเลย พอเราเริ่มรู้ว่าเขามีใจเราก็เริ่มมัดใจเขาด้วยการซื้อ น้องหมา เพราะคือลูกเราไม่มีอยู่แล้วเพราะเราไม่อยากมีเลยซื้อ French Bulldogมาให้ตัวแรกพออยู่ด้วย 2 วัน เขารักมากขึ้นความสัมพันธ์ของผมกับเขาก็สนิทกันมากขึ้น แล้วผมซื้ออีกตัวคือสีขาวความรักตอนนี้คือ คูณน้อง หมาของเขาให้ชื่อว่า โมย่า ส่วนอีกตัวชื่อ มัทน่า

ถาม ในเรื่องของความเจ้าชู้ที่ใครๆรอบตัวเขาก็เตือน เราหยุดได้จริงๆ???

พีเค : หยุดครับ หยุดได้จริงๆเพราะว่าผู้หญิงคนนี้ คือมีทุกอย่างในตัวของผู้หญิงที่เราต้องการมีความสวย มีความฉลาด มีความเซ็กซี่ มีความรักใส่ใจในตัวเอง แล้วเรามองเห็นอนาคตแล้วด้วยนะ (แต่ถามว่าคนเจ้าชู้หยุดได้จริงๆเหรอ) คือ จะบอกว่าตอนนี้ผมทำงานเยอะมากเจอทั้งหล่อ ทั้งสวย แต่มันอยู่ที่ว่าเราหยุดไหม หรืออยู่ที่ว่าเรามีภรรยาที่รักเรามากไหม เป็นเพราะว่า โยเกิร์ต ด้วยที่ทำให้เราเลิกได้ และเราก็ผ่านชีวิตมากเยอะด้วย ซึ่งเพราะเราผ่านจุดนั้นมาหมดตอนนี้เราทำงานเสร็จกลับบ้านมาหาภรรยา ตอนเย็นไปกินข้าวด้วยกัน แต่การที่ผมเคยเจ้าชู้มาผมรู้สึกผิดตลอด แต่ความรู้สึกผิดของผมมันสั้นกว่าความรู้สึกถูก ผมบอกแฟนรายการคลับฟรายเดย์โชว์เลยว่าผมไม่ใช่คนดีแต่ผมเรียนรู้ชีวิตผมมาตลอดว่ามันต้องผ่านความผิดมากี่ครั้ง มันถึงจะมาถูกตอนนี้ ซึ่งไม่เลยเพราะว่ามันก็มีอีกหลายคนที่ทำผมเสียใจและเราก็ไม่เคยขอโทษซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นผ่านมาก็ขอให้มันผ่านไปแต่นั้นเอง

ถาม กับ โยเกิร์ต อายุห่างกัน 14 ปี มีอะไรที่ห่างกันบ้างในชีวิต

พีเค : ไม่มีเลยครับ เพราะ โย เป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็ก ส่วนผมเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่มันเลยเจอกันครึ่งทางเป๊ะ !! ผมว่ามันมีความสุขนะ

ถาม มีอะไรที่ โย เป็นห่วง พีเค ที่สุด

พีเค : เรื่องกินเหล้า เพราะว่าผมชอบดื่มไวน์เหมือนคนชอบกินอาหารหวาน ผมชอบกินรสชาติขององุ่นเน่า เขาก็ห่วงสุขภาพเราเพราะเราไปตรวจสุขภาพมาไขมันก็ขึ้นพอกตับเขาเลยตั้งกฎว่าวันธรรมดาให้ดื่ม 3 แก้ว วันเสาร์ อาทิตย์ เขาจะไม่พูด แต่ว่าเราหนีออกจากบ้านมาเพราะว่าเราถูกตีกรอบ แต่พอแต่งงานเราโดนตีกรอบแบบนี้ แต่ไม่เป็นไรเพราะเขาเป็นห่วงเราถ้าไม่มีเขาคอยเตือนเราวันนี้ไม่รู้จะเป็นยังไง ส่วนเรื่องมีทายาทเราคงไม่มีเพราะเราไม่อยากมีลูกตั้งแต่เด็ก โย ก็ด้วยเพราะเราไม่อยากให้ลูกเกิดมาเหมือนเราเพราะเราไม่ชอบการถูกตีกรอบแต่ถ้าเรามีลูกเราต้องรักลูกเรามากแน่ๆเราจะเกิดการตีกรอบเขาโดยไม่รู้ตัว เราเลยคิดว่าเราอยู่กันสองคนสบายๆเราคือมีหน้าที่ดูแลซึ่งกันและกัน

เรียกได้ว่าเส้นทางของ พีเค ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องเจอแต่ละบททดสอบและคำสบประมาท แต่เขาเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ทำไม่ได้ก็จะหาความรู้เพิ่มแล้วฝึกฝน ในที่สุดกลายเป็น ดีเจพีเค ปิยะวัฒน์ ยืนหยัดบนเส้นทางดีเจและพิธีกรชื่อดังมาจนปัจจุบัน ติดตามชมเรื่องราวของ พิธีกร คนเก่ง พีเค ได้ในรายการ Club Friday Show ทางยูทูป

‘กองประกวดนางสาวไทย’ พาสาวงามชมความงามวัดพระธาตุลำปางหลวงเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘กองประกวดนางสาวไทย’พาสาวงามชมความงามวัดพระธาตุลำปางหลวงเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย (naewna.com)

'กองประกวดนางสาวไทย'พาสาวงามชมความงามวัดพระธาตุลำปางหลวงเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย

‘กองประกวดนางสาวไทย’พาสาวงามชมความงามวัดพระธาตุลำปางหลวงเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.49 น.

 กองประกวดนางสาวไทย นำโดย ดร.อดิศร สุดดี ผู้อำนวยการกองประกวด เเละ บิ๊นท์-สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ นางสาวไทย ประจำปี 2562 ตำแหน่ง Miss International 2019-2020  พร้อมคณะสาวงามผู้เข้าประกวดนางสาวไทยประจำปี 2563 ทำกิจกรรมเก็บตัว ณ จังหวัดลำปาง อีกหนึ่งจังหวัดที่มีมนต์เสน่ห์อารยธรรมเเห่งล้านนา

 คณะผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2563 ออกเดินทางจากที่พัก โรงเเรมลำปางเวียงทอง ก่อนเดินทางทำกิจกรรมสถานที่เเรก คือเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองเเม่เมาะ) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เรียนรู้เเหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้า ชมวิวทิวทัศน์เหมืองถ่านหินพร้อมเก็บภาพความสวยงามของทุ่งบัวตอง เเละผู้เข้าประกวดยังได้เล่นสไลเดอร์เหมือง เเม่เมาะอย่างสนุกสนาน เเละพักรับประทานอาหารกลางวัน ณ จิตต์อารี สปอตคอมเพล็กซ์ จากนั้นเหล่าสาวงามได้เดินทางไปยัง อ.เกาะคา จ.ลำปาง ชมความงดงาม วัดพระธาตุลำปางหลวง เเละได้เข้าเยี่ยมชม ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีนายสุรัตน์ชัย อินทร์วิเศษ ผู้อำนวยการสำนักสถาบันคชบาลเเห่งชาติในพระอุปถัมภ์กล่าวต้อนรับเเละได้ให้สาวงามเเบ่งกลุ่มนั่งรถบัสทำกิจกรรมตามจุดต่างๆ อาทิชมโรงพยาบาลช้าง ให้อาหารช้างเเละชมการเเสดงช้าง จบกิจกรรมเก็บตัวที่จังหวัดลำปาง เเละเดินทางกลับจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเย็น

ร่วมส่งกำลังใจให้เหล่าผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2563 ด้วยการ โหวต MISS POPULAR 2020 พิมพ์ข้อความ MT ตามด้วยหมายเลขผู้เข้าประกวด ส่งมาที่ 4806999 เริ่มตั้งแต่ 18 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2563 เพื่อให้สาวงามในดวงใจของคุณผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้ายบนเวทีนางสาวไทย ปี 2563 ในรอบตัดสิน ประกาศผลผู้ได้รับตำแหน่ง MISS POPULAR 2020 บนเวที ในรอบ PRELIMINARY วันที่ 12 ธันวาคม 2563 นี้

‘ตูน บอดี้สแลม’ ควงคู่ ‘ก้อย รัชวิน’ ฮันนีมูนมาราธอนฉบับคู่รัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘ตูน บอดี้สแลม’ ควงคู่ ‘ก้อย รัชวิน’ ฮันนีมูนมาราธอนฉบับคู่รัก (naewna.com)

‘ตูน บอดี้สแลม’ ควงคู่ ‘ก้อย รัชวิน’ ฮันนีมูนมาราธอนฉบับคู่รัก

‘ตูน บอดี้สแลม’ ควงคู่ ‘ก้อย รัชวิน’ ฮันนีมูนมาราธอนฉบับคู่รัก

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.45 น.

เพิ่งแต่งงานกันไปหมาดๆสำหรับคู่รักมาราธอน ‘ตูน บอดี้สแลม – อาทิวราห์ คงมาลัย’ และ ‘ก้อย – รัชวิน วงศ์วิริยะ’ ก็ยังไม่วายประเดิมฮันนีมูนมาราธอนแรกกับงาน “วิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ตงานการแข่งขันวิ่งมาราธอนนานาชาติชั้นนำของเอเชียอาคเนย์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ณ ลากูน่า ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ที่ผ่านมา โดย ‘ตูน บอดี้สแลม’ ลงวิ่งระยะ 42.195 กม. ใช้เวลาไปเพียง 03:54:47  ชั่วโมง ส่วนสาว  ‘ก้อย – รัชวิน’ ลงวิ่งระยะ 21.097 กม. ใช้เวลาไปเพียง 02:39:59 ชั่วโมง ถึงแม้จะวิ่งคนละระยะแต่สาวก้อยก็มายืนรอให้กำลังใจถึงหน้าเส้นชัย ทำเหล่าผู้ร่วมงานต่างอิจฉา
ตาร้อนกันเป็นแถว

การแข่งขันวิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต เป็นเดสติเนชั่น มาราธอนชั้นนำของเอเชียและด้วยมาตรฐาน
การจัดงานระดับสากล มีระบบรายงานผลแข่งขันโดย สปอร์ตสแตทส์ เอเชีย (Sportstats Asia) และรับรองเส้นทางแข่งขันโดย สมาคมวิ่งมาราธอนนานาชาติและการแข่งขันทางเรียบ (The Association of International Marathons and Distance Races) หรือ เอมส์ (AIMS) จึงเป็นหนึ่งในสนามที่ได้รับคัดเลือกเพื่อรับรองผลเข้าร่วมการแข่งขันมาราธอนชั้นนำระดับโลกอย่าง ‘บอสตัน มาราธอน’ และในปีนี้จะตอบรับวิถีใหม่และปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค. จ.ภูเก็ต) ซึ่งการแข่งขันจะจัดขึ้น 2 วัน โดยในช่วงเย็น (ซันเซ็ท) ประกอบด้วยการแข่งขันวิ่งยุวชน 2 กม., วิ่ง 5 กม., วิ่ง 10.5 กม., ส่วนระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.097 กม., มาราธอน 42.195 กม. และมาราธอนประเภททีมซึ่งจะจัดแข่งขันในเช้า (ซันไร้ส์)

ประธาน ‘Miss Earth Thailand’ ไม่เสียใจ ‘น้ำเพชร’ ไม่ได้มง ปีหน้าปรับกลยุทธลุยใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ประธาน ‘Miss Earth Thailand’ ไม่เสียใจ ‘น้ำเพชร’ไม่ได้มง ปีหน้าปรับกลยุทธลุยใหม่ (naewna.com)

ประธาน 'Miss Earth Thailand' ไม่เสียใจ 'น้ำเพชร'ไม่ได้มง ปีหน้าปรับกลยุทธลุยใหม่

ประธาน ‘Miss Earth Thailand’ ไม่เสียใจ ‘น้ำเพชร’ไม่ได้มง ปีหน้าปรับกลยุทธลุยใหม่

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.44 น.

หลังจากขับเคี่ยวกันมากว่า 45 วันกับการประกวด Miss Earth 2020 ซึ่งปีนี้จัดการประกวดออนไลน์ และนับเป็นจัดงานประกวดนางงามออนไลน์ครั้งแรกของโลก ผลการตัดสินคือสาวงามจากสหรัฐอเมริกา คว้ามงกุฎ Miss Earth 2020 ไปครอง ในขณะที่ น้ำเพชร ฏีญาร์ภา กฤษณสุวรรณMiss Earth Thailandตัวแทนจากประเทศไทย เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย และได้รางวัลอันดับ 2 ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม เรียกว่าไปไม่ถึงฝัน

แม้จะไม่ได้มงกุฎมาครอง แต่กองประกวด Miss Earth Thailand ก็ได้จัดงานฉลองการเสร็จสิ้นภารกิจการประกวด โดยมีแขกรับเชิญคนพิเศษอย่าง ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 และ แอนโทเนีย โพซิ้ว” มิสซูปร้าเนชั่นแนล 2019 มาร่วมงานด้วย งานนี้ก็เลยได้เห็นเหล่าสาวงามมาประชันกันในงาน อย่างไรก็ตามด้าน ดร.สิริกานต์ อ้นสนกรานประธานกองประกวด Miss Earth Thailand ประธาน เอ็นสิริ กรุ๊ป, สิริ ไทยเจมส์ได้กล่าวถึงการประกวดครั้งนี้ว่า ได้ทำอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว ข้อผิดพลาดในปีนี้จะถูกนำไปแก้ไขเพื่อไปประกวดในปีหน้าและมั่นใจว่าจะคว้าชัยมาให้คนไทยได้ชื่นชม พร้อมกับเปิดเผยว่า ในปีหน้าจะมีการจัดประกวด Miss Earth Thailand 2021 แบบเต็มรูปแบบ เพื่อคัดเลือกสาวที่จะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปคว้ามงกุฏMiss Earth 2021

“สำหรับการะประกวด Miss Earth 2020 มีการประกวดออนไลน์ไปกว่า83 ประเทศทั่วโลกประเทศไทยเราเองถ้ามองในแง่ของการทำงานก็ถือว่าตอบโจทย์ มีความรู้สึกว่าอิ่มในเรื่องของการทำงาน เพราะเราทำงานที่ค่อนข้างทุ่มเทตลอดระยะเวลาการทำงาน ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ยาวนานมากประมาณ 45 วัน และ 3 วันจะสตรีมมิ่งที ซึ่งมีการสตรีมการแข่งขันทั้งหมด 22 ครั้งรวมถึงการประกวดรอบไฟนอนท์ครั้งนี้ด้วยค่ะ”

“ผลการประกวดครั้งนี้ในฐานะที่เป็นผู้จัดประกวด Miss Earth Thailand นะคะ ก็รู้สึกว่า อยากให้เราได้มีโอกาสได้นำเสนอทุกมิติ แต่ระยะเวลาของเราอาจจะไม่พอ เพราะการสตรีมแต่ละครั้งเขาจะให้เวลาแค่ 2 นาที การเก็บเกี่ยวสิ่งที่ตัวนางงามก็คือน้องน้ำเพชรได้อยากจะบอกถึงความทุ่มเทมันเกิน 2 นาที ก็เป็นไปได้ว่าทางกอง Miss Earth อาจจะมองเราได้ไม่ทุกมิติอย่างที่เราต้องการ”

“คือเราทำการบ้านมาอย่างมากและอยากจะนำเสนอให้เป็นระบบที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่ว่าปัญหาของสิ่งแวดล้อมของโลกมันมีมากมายเกินกว่าที่เราจะนำเสนอได้แค่ 2 นาที เราทำเต็มที่แล้วในระยะเวลาที่จำกัด และในการประกวดออนไลน์ครั้งแรกของโลกด้วย ความไม่พร้อมก็บันดาลเป็นความพร้อม ความพร้อมก็เป็นความตื่นเต้นอยากช่วยอยากทำให้ดีที่สุด ทำเต็มที่เกินร้อยเลยด้วยซ้ำ น้องน้ำเพชรทำงานเต็มที่ทำตลอดเวลาต่อเนื่องทุกวัน”

“ถามว่าสมหวังไหม ก็ไม่สมหวัง ถามว่าผิดหวังไหม เราเป็นนักกีฬาค่ะ เรารู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย อะไรที่ดีอยู่แล้วเราจะยึดถือไว้อะไรที่เป็นข้อด้อยก็จะเอาไปแก้ไขในปีต่อไป เพราะดร.ถือครองลิขสิทธิ์ Miss Earth Thailand ถึง 3 ปี ซึ่งก็ยังมีเวลาพิสูจน์ฝีมือกันอีก ก็ขอประกาศพันธกิจให้สัญญากับแฟนนางงามทุกท่านว่า ดิฉันก็ยังขอยึดถือพันธกิจในการที่เราจะไปสู่มงกุฏMiss Earth ให้จงได้ค่ะ”

เตรียมจัดงานประกวด Miss Earth Thailand 2021 ในช่วงกลางปี 2564 เพื่อเฟ้นหาสาวงามรักษ์โลกไปประกวด Miss Earth 2021

 “สำหรับปีหน้า Miss Earth Thailand จะจัดมีการจัดประกวด Miss Earth Thailand เพื่อคัดเลือกสาวงามที่จะมาเป็นตัวแทนของสาวไทยไปชิงมงกุฏMiss Earth ซึ่งจะจัดประกวดขึ้นตอนกลางปี ก็ฝากแฟนนางาม น้องๆ นักศึกษา ที่มีความสนใจอยากจะเป็นทูตความงามด้านสิ่งแวดล้อม คุณสมบัติคือต้องมีความงดงาม มีบุคลิกภาพที่ดี มีทักษะในการสื่อสารที่ดี รักสิ่งแวดล้อมจริงๆ ที่จะมาช่วยเหลือโลกใบนี้เตรียมตัวให้พร้อมกับการประกวดครั้งนี้”

‘ไทยพีบีเอส’ เปิดตัวภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘ไทยพีบีเอส’เปิดตัวภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life) (naewna.com)

'ไทยพีบีเอส'เปิดตัวภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life)

‘ไทยพีบีเอส’เปิดตัวภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life)

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.39 น.

ณ โรงภาพยนตร์ House สามย่านมิตรทาวน์ | สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เปิดตัวภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life) ถ่ายทอดผ่านมุมมอง 5 ผู้กำกับชื่อดัง ผ่านเรื่องราวผู้คนมากมายที่อยู่รอบขุนน้ำนางนอนที่ถูกลืม หลังเหตุการณ์กู้ภัยถ้ำหลวง ปี 2561 การกู้ภัยที่ยากที่สุดในโลก เพื่อสร้างประเด็นสนทนาใหม่ของสังคม “ยังทิ้งใครไว้ข้างหลัง?”เข้าฉายเป็นทางการที่โรงภาพยนตร์ลิโด Connect ตั้งแต่วันที่ 10 -17 ธันวาคมนี้ ปี 2564 วางแผนเดินสายฉายทั่วประเทศ รวมทั้งเทศกาลหนังทั้งไทยและต่างประเทศ

ภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life) เดินทางต่อเนื่องมาจากสารคดีโทรทัศน์ “ถ้ำหลวง” ‘สูญ – หา – เจอ – รอด – ฟื้น’ ของไทยพีบีเอส ที่ถอดบทเรียน ‘ปฏิบัติการช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่าติดถ้ำหลวง’ แต่สองปีผ่านมา หลายชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณรอบ ๆ ขุนน้ำนางนอนกำลังจะถูกหลงลืม ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นคงเหมือนติดอยู่ในถ้ำที่คล้ายจะโปร่งแสง แต่กลับหาทางออกมาไม่ได้ โดยกลับไปสถานที่เดิมด้วยคำถามใหม่ ๆ พร้อมกับการคิดใคร่ครวญถึงคำตอบร่วมของสังคมไทย ผ่านสายตา 5 ผู้กำกับหนังชื่อดัง คือ พัฒนะ จิรวงศ์, อุรุพงศ์ รักษาสัตย์, ญาณิณ พงศ์สุวรรณ, โสภาวรรณ บุญนิมิตร และพีรชัย เกิดสินธุ์

พิภพ พานิชภักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เปิดเผยว่า ไทยพีบีเอสมุ่งหวังให้ภาพยนตร์สารคดี ‘ติดถ้ำ’ เป็นเครื่องมือชวนสนทนาในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่กระบวนการผลิตสารคดีที่มีส่วนร่วมกับชุมชน รวมถึงประเด็นที่ถูกเล่า และไม่ได้ถูกเล่าผ่านหนังสารคดีก็ตาม เช่น เรายังทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่ ให้เป็นวาระของสังคมที่สามารถพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะได้ และเป็นการขยายขอบเขตพื้นที่และการเข้าถึงผู้คนมากกว่าจอโทรทัศน์

“ไทยพีบีเอสมีแนวคิดว่าอยากทำเนื้อหา หรือประเด็นข่าวต่าง ๆ ให้ไปไกลกว่าข่าว มองมุมใหม่ ๆ เช่นผลิตเป็นสารคดี หรือภาพยนตร์สารคดี เพราะข่าวเน้นเหตุการณ์ ความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งบางครั้งไม่เพียงพอ เพราะสังคมมีความซับซ้อน และมีบริบทแวดล้อมมากมาย จึงต้องหาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อสื่อสารเรื่องเหล่านี้ให้เข้าถึงผู้คนในรูปแบบต่าง ๆ สามารถขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง ให้คนทุกเสียง ทุกมุม นำมาตีแผ่ให้เห็น ซึ่งการทำภาพยนตร์สารคดีครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเฉพาะพื้นที่ถ้ำหลวง แต่สะท้อนไปถึงปัญหาที่ถูกละเลยตั้งคำถามเชิงโครงสร้างสังคมทั้งประเทศไทย”

“จากเหตุการณ์ถ้ำหลวงมีการช่วยเหลือหลั่งไหลมาจากทั่วโลก ยังคงหลงเหลือล่องลอยความรู้สึกของคนทั้งโลก และสิ่งนี้ถือเป็นพันธกิจของสื่อสาธารณะที่ต้องบันทึกในฐานะประวัติศาสตร์ชาติ และประวัติศาสตร์ของคนในโลก แต่ไทยพีบีเอสไม่ได้มองแค่ปฏิบัติการกู้ภัย เรามองเห็นสังคมทั้งสังคม ในอนาคตไทยพีบีเอสมีความมุ่งมั่นที่จะผลิตเนื้อหา หรือเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับผู้ชมในหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม”

พิภพ กล่าวอีกว่า โครงการผลิตภาพยนตร์นี้ ยังเป็นกระบวนการเรียนรู้เพิ่มทักษะของบุคลากรภายในองค์กรร่วมกับทีมผู้กำกับชื่อดัง และถอดบทเรียนเป็นหนังสือ นี่คือกระบวนการสร้างความรู้ใหม่เพื่อยกระดับทั้งคนในองค์กรไทยพีบีเอส แวดวงวิชาการ และวิชาชีพสื่อมวลชน ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์สารคดี ‘ติดถ้ำ’ เข้าฉายเป็นทางการที่โรงภาพยนตร์ลิโด Connect ตั้งแต่วันที่ 10 -17 ธันวาคมนี้ และปี 2564 มีการวางแผนเดินสายฉายหนังทั่วประเทศ รวมทั้งเทศกาลหนัง ทั้งไทยและต่างประเทศด้วย โดยมี Documentary Club ร่วมเป็นผู้จัดจำหน่ายหนัง ซึ่งเป็นความร่วมมือกันครั้งแรก เพื่อพัฒนารูปแบบการตลาดเพื่อสังคมในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ ภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life) ประกอบด้วย 4 หนังสารคดีสั้นร้อยเรียงเป็นหนังยาว คือ “นักฟุตบอลหมายเลข 0”จากผู้กำกับ พัฒนะ จิรวงศ์ ถ่ายถอดเรื่องราวของ “ตาล” เด็กไร้สัญชาติที่มุ่งมานะฝึกซ้อมฟุตบอลอย่างหนักเพื่อไปให้ถึงฝัน แม้จะได้เป็นแค่ตัวสำรองของทีม เพราะอุปสรรคเพียงความเป็นเด็กไร้สัญชาติ, เรื่อง “น้ำวน” จากผู้กำกับ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ เล่าเรื่องชาวนาที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำจากเหตุการณ์ถ้ำหลวง ยังมีหลายพื้นที่ใช้สารเคมีในการเกษตร แม้จะพยายามสร้างระบบน้ำวน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าทุกสิ่งล้วนคืนสู่ธรรมชาติ และมนุษย์คือผู้ที่ได้รับผลกระทบ วนเวียนกันไปประหนึ่ง “น้ำวน”

อีกหนึ่งเรื่องราว “ปางหนองหล่ม” จากผู้กำกับ โสภาวรรณ บุญนิมิต และ พีรชัย เกิดสินธุ์  เรื่องเล่าคนเลี้ยงควายอาชีพดั้งเดิมของมนุษยชาติในพื้นที่ใจกลางรอยเลื่อนแผ่นดินไหวแม่จัน – เชียงแสน ในที่สุด กาลเวลาและกระแสโลกาภิวิตน์ก็เข้ามาตั้งคำถามกับวิถีชีวิต ความกระอักกระอ่วนถึงอนาคตของลูกหลานว่าควรสานต่อหรือไปทำอย่างอื่น และแท้จริงแล้ว ปัญหาภัยแผ่นดินไหวคือปัญหาของใคร

ปิดท้ายด้วย “ใกล้แต่ไกล” จากผู้กำกับ ญาณิน พงศ์สุวรรณ เรื่องราวของ “เมย์” หญิงสาวชาวอาข่า ที่กำลังจะเรียนรู้ว่าสิ่งใดคือทางเลือกของอนาคต สิ่งที่ผู้ใหญ่บอกเล่านั้น ไม่ได้ทำให้เธอรู้อะไรมากขึ้น นอกจากตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปให้เท่าทันยุคสมัย และเริ่มเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทย ยิ่งทำให้ “เมย์” ต้องไกลห่างจากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น

อนึ่ง โครงการผลิตภาพยนตร์สารคดี ‘ติดถ้ำ’ อยู่ภายใต้ความดูแลของ ‘ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ’ หรือ The Active หน่วยงานตั้งขึ้นใหม่ ในไทยพีบีเอส เมื่อต้นปี 2563 เพื่อทำหน้าที่ออกแบบสื่อและสารในการขับเคลื่อนสังคม โดยขยายขอบเขตพื้นที่และการเข้าถึงผู้คนมากกว่าจอโทรทัศน์ ติดตามผลงานได้ที่ https://theactive.net หรือ FB page: The Active #ติดถ้ำ

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3) สังคมเหลื่อมล้ำ- กติการัฐล้าหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3) สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง (naewna.com)

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3)  สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3) สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใน 2 ตอนแรกที่ผ่านมา (ฉบับวันพุธที่ 2 และจันทร์ที่ 7 ธ.ค.2563) นั้นกล่าวถึงความร่วมมือของเครือข่ายธุรกิจสตาร์ทอัพที่นำไปสู่การรับมือวิกฤติไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร กับข้อถกเถียงเรื่องการใช้ระบบติดตามเพื่อสืบสวนโรคว่าจะหาจุดสมดุลอย่างไรระหว่างการคุ้มครองสังคมส่วนรวมจากโรคระบาด และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นสิทธิด้านความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม “ความเหลื่อมล้ำ” ยังเป็นอีกประเด็นและเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังรุนแรง

“โควิด-19 คิดแต่ไม่ถึง กับความเหลื่อมล้ำยุคดิจิทัล” เป็นหัวข้อที่ 3 ซึ่งถูกนำเสนอในเวทีสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิว นอร์มอล” โดยผู้นำเสนอคือ สุนิตย์ เชรษฐาผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion เริ่มต้นด้วยการยกสถิติ“คนไทยกับการเข้าถึงอินเตอร์เนต”มาชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เนตจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอีกไม่น้อยที่ตกหล่นไป

“ข้อมูลล่าสุดของปี 2562ของ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) บอกว่ามีคนใช้อินเตอร์เนต 50.1 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 66.5 ล้านคน ก็คือมีคนหายไป 16 ล้านคน แต่ขณะเดียวกันในเว็บไซต์ กสทช.ก็จะเขียนมุมเล็กๆ ว่าแต่ทั้งนี้ยังไม่รวมโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐที่เข้าถึงคนอีก 20 ล้านคน

ผมก็เลยไปไล่ๆ ถามดู รายงานโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐออกมาปี 2561 เขาบอกว่ามีผู้เข้าถึงทั้งหมดจริงๆ อย่างไรไม่แน่ใจ ครอบคลุมเท่าไรไม่รู้ แต่ว่ามีผู้ใช้จริงๆ ผู้ที่บันทึก หรือเป็น Register User (ผู้ใช้ที่ลงทะเบียน) อยู่ 6 ล้านคน ไม่ว่าจะอย่างไรก็เหมือนหายไปจำนวนหนึ่ง ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2561 มีการสำรวจผู้ใช้เครื่องมือดิจิทัลที่อายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป แล้วก็ทำ Sampling (สุ่มตัวอย่าง) ให้เท่ากับทั้งประเทศได้ ก็มีคนตอบมา 40% ขอบผู้ตอบ บอกว่าไม่เคยใช้อินเตอร์เนต” สุนิตย์ ระบุ

ซึ่งการที่ผู้ใดเข้าไม่ถึงอินเตอร์เนตในยุคที่มาตรการความช่วยเหลือของรัฐเน้นลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ เท่ากับผู้นั้นต้องเสียสิทธิ์นั้นไปโดยปริยาย ดังโครงการ“เราไม่ทิ้งกัน” ที่รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย. 2563 ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ต้องตกงานขาดรายได้ (โดยผู้ลงทะเบียนต้องไม่ใช่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33) ในช่วงดังกล่าวมีรายงานว่าคนอีกไม่น้อยเข้าไม่ถึง

ขณะเดียวกัน ในช่วงปลายเดือนมี.ค. 2563 ที่รัฐบาลเริ่มตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อรับมือวิกฤติไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะโดยหนึ่งในนั้นคือภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร จุดนี้ความเหลื่อมล้ำอยู่ที่หากเป็นผู้เข้าถึงอินเตอร์เนตจะสามารถเข้าไปติดตามได้ทางเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊คซึ่งข้อมูลที่เป็นรายละเอียดมักจะเผยแพร่ใน 2 พื้นที่ดังกล่าวในขณะที่ผู้เข้าไม่ถึงอินเตอร์เนตก็ต้องรอติดตามผ่านสื่อดั้งเดิม เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ที่อาจไม่ทันท่วงที

“ช่วงนั้นมันมีความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา มันเป็นโรคอุบัติใหม่ ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ตั้งหลายเรื่อง ตั้งแต่ตกลงอาการโรคมันมีอะไรบ้าง มันเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของการพบ ซึ่งถ้าจำได้ช่วงต้นๆ ตัวเลขที่บอกว่าอาการประเภทไหนไอแห้งๆ หายใจไม่สะดวก ตัวร้อน นู่นนี่นั่น แล้วเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้ออกมาจากการวิจัยที่ใช้เวลาสั้นมากของรัฐบาลจีนร่วมกับ WHO (องค์การอนามัยโลก) คนในพื้นที่อู่ฮั่น ตอนนั้นที่แตกออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าอะไรเท่าไรอย่างไร ซึ่งข้อมูลก็มีการเปลี่ยนแปลงต่อมาเรื่อยๆ

หรือแม้แต่ข้อมูลที่เคยเป็นอย่างหนึ่งสุดท้ายเป็นอีกอย่างหนึ่งเช่น ข้อมูลองค์การอนามัยโลกเรื่องข้อแนะนำว่าควรหรือไม่ควรใส่หน้ากากอนามัย ช่วงแรกถ้าจำได้คือบอกไม่ต้องใส่ มันไม่อันตราย ไม่แพร่กระจายง่ายขนาดนั้น แต่สุดท้ายก็บอกว่าไม่ได้สุดท้ายต้องใส่เพราะข้อมูลมันเปลี่ยนไป อะไรประมาณนี้ หรือในเมืองไทยเองมีการเก็บข้อมูลเช่นว่าพบเชื้อในส่วนไหนบ้างของสารคัดหลั่งของร่างกาย ซึ่งตอนนั้นก็มีข่าวอยู่พักหนึ่งว่าไม่พบเชื้อในจุดต่างๆ ที่เป็นสารที่ออกมาจากอวัยวะเพศบ้าง อะไรบ้างคนก็พูดกันไป แต่สุดท้ายก็เจอหมด”สุนิตย์ ยกตัวอย่าง

ผอ.สถาบัน ChangeFusionยังกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำในอีกเรื่อง คือ “การขาดทักษะในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัล” ที่เห็นได้ชัดช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 คือ “การส่งต่อข่าวปลอม” แต่โชคดีที่ในประเทศไทยยังไม่มีใครเสียชีวิตจากการหลงเชื่อแล้วทำตามข้อมูลที่เป็นข่าวปลอมเหล่านั้น รวมถึง “การใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างไม่รู้เท่าทัน” แม้ด้านหนึ่งจะมีการใช้อย่างสร้างสรรค์ เช่น เปิดเพจรวมหางานในท้องถิ่น หรือสอนเทคนิคขายของออนไลน์ แต่อีกด้านหนึ่ง การขายบริการทางเพศหลากหลายรูปแบบและการชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงอินเตอร์เนตและการมีทักษะท่องโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์แล้ว ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งในช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 “รัฐยังไม่ค่อยอยากเปิดเผยข้อมูล” เช่น มีความพยายามของนักเทคโนโลยีในประเทศไทย ในการทำแอพพลิเคชั่นที่ระบุที่ตั้งร้านขายหน้ากากอนามัย แต่เพราะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐทำให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน ซึ่งต่างจาก ไต้หวัน ที่รัฐส่งเสริมอย่างเต็มที่ จนแอพฯ แบบเดียวกันสามารถระบุได้อย่างแม่นยำทั้งที่ตั้งร้านค้าและจำนวนหน้ากากที่แต่ละร้ายมี

ขณะที่ ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ที่นำไปสู่การขาดโอกาสทั้งการศึกษาและการหางานที่มั่นคง เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว กระทั่งสถานการณ์โควิด-19 เป็นเพียงตัวเร่งให้เห็นชัดขึ้น เช่น เมื่อการระบาดรุนแรงขึ้นจนรัฐบาลต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ คนจำนวนไม่น้อยต้องตกงานเพราะไม่สามารถเปลี่ยนไปทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ได้

อนึ่ง ที่ผ่านมาในส่วนของรัฐบาลเองก็ไม่ได้ให้ความจริงจังกับการปฏิรูปสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัล อันหมายถึงการออกนโยบายโดยตัดสินใจบนฐานของข้อมูลมากกว่าการเมือง และการไม่มีข้อมูลทำให้ไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบเฉพาะเจาะจงได้ เช่น มาตรการล็อกดาวน์ เมื่อไม่มีข้อมูลรัฐก็ต้องล็อกดาวน์ทั้งประเทศแทนที่จะล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่เสี่ยง หรือมาตรการช่วยเหลือคนจนที่พบว่าไม่ตรงเป้าเพราะรัฐไม่รู้ว่าคนจนอยู่ที่ไหน

อย่างไรก็ตาม ธิปไตร มองว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาส เช่น เมื่อรัฐมีข้อจำกัดในการรับมือ ท้องถิ่นกลับได้แสดงบทบาทมากขึ้นผ่านกลไก อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) หรือภาคสังคมที่ตั้งตู้ปันสุข ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมช่วยเยียวยาในช่วงวิกฤติได้อีกทางหนึ่ง และวิกฤติครั้งนี้ยังทำให้รัฐสามารถเก็บข้อมูลคนจนได้อย่างเป็นระบบ โดยหากรัฐมีธรรมาภิบาลและมีการเชื่อมฐานข้อมูลก็จะเป็นประโยชน์มากในอนาคต

ทั้งนี้ เบื้องหลังปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย มีสาเหตุ 3 ประการ ได้แก่ 1.รัฐมีกฎระเบียบที่ขาดการปรับปรุงให้ทันสมัย เช่น ในช่วงแรกๆ ที่มีการล็อกดาวน์ ชาวต่างชาติยังต้องไปต่อคิวรอรายงานตัวที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นหากมีระบบการรายงานตัวแบบออนไลน์ ดังเช่นในต่างประเทศที่การสมัครบัญชีธนาคาร กระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) ใช้วิธีการถ่ายรูปบันทึกลงเว็บไซต์กันแล้ว เป็นต้น

2.รัฐอยากลดความเหลื่อมล้ำแต่กลับสร้างความเหลื่อมล้ำเสียเอง เช่น นโยบายประเภทแบ่งอำนาจแต่ไม่ยอมกระจายอำนาจ การแบ่งอำนาจคือการให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะตัวแทนกระทรวงมหาดไทย ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายอีกหลายอย่าง อาทิ อปท. บางแห่งต้องการซื้อวัคซีนไปฉีดสุนัขในพื้นที่เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่หน่วยงานส่วนกลางไปตรวจแล้วบอกว่าอปท. ไม่สามารถใช้งบประมาณกับเรื่องดังกล่าวได้ อีกทั้งรัฐยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเน้นส่งเสริมทุนใหญ่ด้วย

3.รัฐละเลยในการสร้างสวัสดิการสังคม (Safety Net) หรือเน้นการช่วยเหลือมากกว่าการสร้างระบบรัฐสวัสดิการ เช่น กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) น่าจะเพิ่มเพดานเงินสมทบจากรัฐให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมส่งเงินสมทบมีเงินเพียงพอใช้ในวัยเกษียณไปจนถึงอายุ 80 ปี แต่ภาครัฐไม่เห็นด้วยเพราะกังวลเรื่องภาระทางการคลังที่จะเพิ่มขึ้นหลักพันล้านบาทต่อปี

ด้าน ศ.สุริชัย หวันแก้ว นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ปัญหาทั้งความเหลื่อมล้ำ ทั้งธรรมาภิบาลของรัฐบาลดิจิทัล(Governance Digital Government)อาจรุนแรงขึ้นท่ามกลางความระแวงสงสัยว่าข้อมูลที่เก็บไปเพื่อรายใหญ่หรือรายเล็ก ขณะที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบจากความล้มเหลวได้ เช่น หน่วยงานต่างๆ พากันบอกว่ามีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

นอกจากนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐยังมีลักษณะรวมศูนย์อย่างมาก และในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้านหนึ่งภาครัฐยังสามารถรวมศูนย์ผ่านสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่อีกด้านหนึ่งพลังในการปรับตัวกลับเกิดมาจากความแข็งแรงของภาคสังคม “ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมอย่างเหมาะสมเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือโควิด-19 ได้อย่างมั่นคง”ขณะเดียวกัน “ความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) ยังต้องการการถกเถียงอย่างมาก” รวมถึงรัฐมองไม่เห็นพลเมืองดิจิทัลอีกกลุ่มหนึ่งและอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อจัดการกับคนกลุ่มนี้หรือไม่

“ถ้าจะถกเถียง Digital Citizenship อาจจำเป็นต้องถกมากกว่าด้านบวกหรือด้านลบ หรือข้อมูลลวง หรือข้อมูลปลอมน่าจะจำเป็นต้องถกให้เห็นเลยว่ามันเกิดขึ้นแล้ว Digital Citizenshipนอกการ Organize (จัดตั้ง) รวมศูนย์ของกลไกที่เรียกว่ารัฐอยากจะรวมศูนย์ ซึ่งอันนี้ไม่ได้แปลว่าผมชวนให้ต่อต้านหรือไม่ต่อต้าน เราจำเป็นต้องมองเห็นว่าทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอย่างเป็นกระบวนการจากการวางแผนยุทธศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้นแต่เอาจริงๆ การ Organizeนอกสายตาของผู้ที่จัดวางพิมพ์เขียวไว้มันไปไกลมาก” ศ.สุริชัย กล่าว

ศ.สุริชัย ยังกล่าวอีกว่า บทบาทของพลเมืองดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่นอกสายตาของรัฐ น่าทำการศึกษาต่อไปที่ไม่ใช่เพียงเรื่องการต่อต้าน แต่รวมถึงการสร้างบทบาทของสังคมเพื่อกำกับดูแลทิศทางของรัฐ เรื่องธรรมาภิบาล เรื่องการดูแลความทุกข์ยากของคนในสังคมที่ไปไกลกว่าการแถลงข่าวจากส่วนกลาง การปฏิรูปของหน่วยงานต่างๆ ทั้งด้วยตนเองและด้วยการปฏิรูปร่วมกันท่ามกลางสังคมที่ตื่นตัวมากขึ้น จะทำให้เป็นวาระของสังคมได้อย่างไร

(โปรดติดตามตอนที่ 4 ในฉบับวันที่ 14 ธ.ค. 2563)

หมายเหตุ : การจัดสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุค นิว นอร์มอล” เป็นความร่วมมือกันของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , Centrefor Humanitarian Dialogue (HD),ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย,สถาบัน Change Fusion และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน

วสท. ประกวดออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – วสท.ประกวดออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้า (naewna.com)

วสท.ประกวดออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้า

วสท.ประกวดออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้า

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับการประกวดแบบหัวรถจักรไฟฟ้า “Thailand Electric Locomotive Design Contest 2020” ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งจัดโดย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ร่วมกับ สนง.สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)บนพื้นฐานกฎและกติกาการแข่งขันของ IMechERailway Challenge ภายใต้การดูแลของสถาบันวิศวกรเครื่องกล (Institution of MechanicalEngineers) แห่งสหราชอาณาจักร

โดยทีมได้รับรางวัลชนะเลิศคือทีม “RET-KMITL” จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งนายนนทวัฒน์ บวรกุลโสภณ อายุ 23 ปี นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ซึ่งเป็นหัวหน้าทีม “RET-KMITL” กล่าวว่า สมาชิกในทีมมีกันอยู่ 10 คนมารวมตัวเพราะมีความสนใจเทคโนโลยีระบบรางเหมือนกัน ใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะมาเป็นหัวรถจักรไฟฟ้าย่อส่วน เป้าหมายของการออกแบบนั้นเพื่อใช้ขนส่งในภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว เช่น สวนสัตว์เชียงใหม่ ซึ่งมีระยะทางวิ่ง 3.7 กม. จะใช้เวลาวิ่งราว 45 นาที

จุดเด่น คือ 1.ความปลอดภัยพร้อมด้วยระบบเบรกทั้งแบบปกติ ระบบเบรกฉุกเฉิน ระบบเบรกอัตโนมัติ และระบบเบรกโดยจ่ายพลังงานคืน 2.ใช้พลังงานสะอาด ไม่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากแบตเตอรี่แล้ว ยังมีพลังงานสำรองจากไดนาโมอีกด้วย3.มีความสวยงาม และสามารถควบคุมได้ตลอดเวลาผ่านระบบบลูทูธและรักษาความปลอดภัย 4.ติดตั้งและถอดประกอบง่าย เช่น ถอดล้อเพลาได้ภายใน 5 นาทีเท่านั้น และ 5.อายุการใช้งานยาวนาน 50 ปี วัสดุอุปกรณ์และอะไหล่หาง่าย น้ำหนักรวม 500 กก.

“กำหนดราคาขาย 299,900 บาท/ หัวจักรค่าใช้จ่ายสร้างราง 1,200 บาท /เมตร หรือ 4.4ล้านบาท โดยคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 1.3-2.5 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันเรากำลังจะมีสถานีกลางบางซื่อที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน เราหวังว่าในอนาคตพลังของคนรุ่นใหม่จะได้มีส่วนพัฒนาสร้างสรรค์ระบบรางของไทยให้ยั่งยืน” นายนนทวัฒน์ กล่าว

สำหรับการแข่งขันรายการนี้มีกติกาคือ ผู้เข้าแข่งขันเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ทีมละไม่เกิน10 คน ภายใต้โจทย์การแข่งขัน ประกอบด้วย ออกแบบหัวรถจักรต้นกำลังเป็นไฟฟ้า สำหรับรางขนาด 10 1/4 นิ้วน้ำหนักรวมต้องไม่เกิน 2 ตัน และความเร็วสูงสุด 15 กม./ชม. ทั้งนี้จุดเด่นของการประกวดยังรวมถึงแผนการตลาด คำนวณต้นทุน กำหนดราคาขายและกลุ่มเป้าหมายลูกค้าเพื่อขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

ขณะที่ นายธเนศ วีระศิริ นายก วสท. กล่าวว่าวัตถุประสงค์ของการประกวด“Thailand ElectricLocomotive Contest 2020” การแข่งขันออกแบบโมเดลหัวรถจักรไฟฟ้าครั้งนี้ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านวิศวกรรมระบบราง รองรับการเติบโตของประเทศในอนาคต สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เป็นพลังร่วมสร้างสรรค์ผลงานหัวรถจักรและระบบราง ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การจัดการระบบรางและการบำรุงรักษา ต่อยอดองค์ความรู้ในระบบรางสู่ทักษะการปฏิบัติและผลิตโมเดลย่อส่วนหัวรถจักรไฟฟ้าจริง

ด้าน นายเอกรงค์ สุขจิต ประธานโครงการ Railway Challenge วสท. กล่าวเสริมว่า สหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศที่เป็นจุดกำเนิดของเทคโนโลยีระบบรางและรถไฟใต้ดินแห่งแรกของโลก ได้เริ่มจัดงานนี้ครั้งแรกในปี 2012 และพัฒนาต่อเนื่องมาโดยให้ออกแบบและผลิตรถไฟโมเดลแบบย่อส่วนตามโจทย์ที่กำหนดและวิ่งบนรางได้จริง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการพัฒนาบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมระบบราง และส่งผลกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางจากมหาวิทยาลัยสู่ภาคอุตสาหกรรม

พบเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนในกทม. กว่า 5 พันคน ช่วง ต.ค.2562-ก.ย.2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – พบเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนในกทม.กว่า 5 พันคน ช่วงต.ค.2562-ก.ย.2563 (naewna.com)

พบเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนในกทม.กว่า 5 พันคน ช่วงต.ค.2562-ก.ย.2563

พบเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนในกทม.กว่า 5 พันคน ช่วงต.ค.2562-ก.ย.2563

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.15 น.

“ครูโอ๊ะ” ปิดโครงการ‪พัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน พร้อมนำผลวิจัยขยายช่วยเหลือกลุ่มเด็กบนท้องถนนนับแสนคน ดันครูเร่ร่อนเป็นพนักงานราชการ‬

วันที่ 8 ธันวาคม 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์  รมช.ศึกษาธิการ‪ เป็นประธานปิดโครงการ พัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน (Children in Street) ในเขตกรุงเทพมหานคร ‬ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัดกรุงเทพฯ พร้อมมอบโล่เกียรติคุณให้กับภาคีเครือข่าย

นางกนกวรรณ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบาย และหน่วยงานที่ข้องกับกลุ่มเด็กบนท้องถนน กลุ่มเด็กเปราะบาง และกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ของกระทรวงศึกษาธิการ ได้เห็นการทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องและองคร์กรที่มีส่วนร่วมได้ทุ่มเทพลังความคิดและทรัพยากรมาร่วมบูรณาการในการทำงานให้โครงการพัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กบนท้องถนน ในเขตกรุงเทพฯ ดำเนินการจนสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี ซึ่งจากสถิติล่าสุดพบว่ามีเด็กบนท้องถนน อยู่ประมาณ  3 หมื่นคน ที่กระจายอยู่ในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ รวมถึงในเขต กทม. และหากผนวกเข้ากับจำนวนเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นที่ไม่ได้รับการศึกษาอีกนับแสนคน ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย และเป็นความท้าทายขององค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคมในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

“หากกลุ่มเด็กบนท้องถนน กลุ่มเด็กเปราะบาง หรือเด็กด้อยโอกาสเหล่านี้ ได้รับความช่วยเหลือให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไปในอนาคต  และขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับองค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงาน กศน.กทม., มูลนิธิบ้านนกขมิ้น, มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาวุคคล(Mercy), ศูนย์สร้างโอกาสเด็กกรุงเทพมหานคร สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิสายเด็ก ๑๓๘๗, และ องค์กาาเฟรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” นางกนกวรรณ กล่าว

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้กระทรวงศึกษาฯมีครู กศน.ที่ทำงานร่วมกับองค์ต่างๆในเขต กทม. ที่ได้ทำงาฯวิจัยและได้สรุปผลการวิจัยที่ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อนำไปสู่การจัดระบบในการช่วยเหลือที่มีมติและได้รูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งในส่วนของ กศน.ก็ได้มีนโยบายจะสร้างความมั่นคงให้กับครูเร่ร่อนที่มีอยู่กว่า 30 คน ทั่วประเทศ เพื่อบรรจุให้เป็นพนักงานราชการ โดยตนได้มอบหมายให้ ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้แล้ว เพื่อเชิญผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาหารือถึงความจำเป็นและเหมาะสม และหากจำเป็นต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา ตนก็พร้อมจะนำเสนอ

ทั้งนี้ เพื่อเติมเต็มการทำงานและเพื่อให้เด็กเร่ร่อนเกิดความเชื่อมั่นไว้ใจบุคลากรของ กศน. รวมถึงให้มีการพัฒนาครูเร่ร่อนบนท้องถนนให้มีความเหมาะสมกับบริบทในแต่ละจังหวัดต่าง ๆที่มีเด็กเร่ร่อนอยู่ในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ จ.ขอนแก่น และ จ.เชียงใหม่ ได้นำผลวิจัยนี้ไปใช้ ทำให้สามารถพัฒนาครูเร่ร่อนได้ผลดีระดับหนึ่งแล้ว โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยสนับสนุน ซึ่งงานวิจัยนี้ถือเป็นประโยชน์เพื่อนำไปเป็นข้อมูลที่จะของห้รัฐบาลและ ครม.สนับสนุนในการทำให้ครูเร่ร่อนมีความมั่นคงในการบรรจุเป็นพนักงานราชการ

ด้านนายวรัช  พฤกษาทวีกุล เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวว่า ขณะนี้กศน.มีครูเร่ร่อนอยู่จำนวน 35 คน ตนกำลังดูอยู่ว่ามีอัตราว่างที่จะสามารถบรรจุครูเร่ร่อนให้เป็นพนักงานราชการได้กี่คน อย่างไรก็ตาม ครูกลุ่มนี้จะต้องได้รับการบรรจุเป็นพนักงานราชการแน่นอน และถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

ขณะที่ รศ.ดร.นิตติยา ปภาพจน์ หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน ‪(Children in Street) ในเขตกรุงเทพมหานคร ‬ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัดกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า จากผลวิจัยพบว่า สาเหตุเกิดจากปัญหาครอบครัวอันดับ 1 และพ่อแม่แยกทางกัน ความรุนแรงในครอบครัว ไม่มีผู้ดูแล บิดามารดาไม่มีงานทำ มีรายได้น้อย ปัญหาความยากจน  และปัญหาเกิดจากตัวเด็กเอง  ติดเพื่อน ติดเกม พิการ ใช้สารเสพติด ติดแฟน ปัญหาเกิดจากโรงเรียน ความรุนแรงในโรงเรียนและอื่น ๆ ทำให้เด็กขาดโอกาสทางการศึกษา จึงต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน ‪(Children in Street) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ห้กับเด็กและพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับครูและคนทำงานกับเด็กบนท้องถนน‬

หัวหน้าโครงการวิจัย ฯ กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์และผลการบันทึกข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคล และการสำรวจของ กศน.กทม. พบว่ามีเด็กเร่ร่อนใน กทม.กระจายอยู่ตามเขตต่าง ๆ 22 เขต เป็นเด็กบนถนน จำนวน 152 คน นอกจากนี้ จากข้อมูลภาคีเครือข่าย 5 องค์กร พบว่าในช่วงเดือน ต.ค.2562-ก.ย.2563 มีเด็กบนท้องถนนรวมทั้งสิ้น 5,409 คน ซึ่งเด็กบนท้องถนนจะครอบคลุมเด็กเร่ร่อน และเด็กกลุ่มเสี่ยง เด็กในภาวะยากลำบากที่มีโอกาสจะหลุดออกจากนอกระบบการศึกษา ที่มีคุณภาพในเขต กทม.จำนวน 203 คน ‬

‘อนุชา’ ชวนปชช.สวดมนต์วันเสาร์ต่อเนื่อง เพื่อความเป็นสิริมงคล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อนุชา’ชวนปชช.สวดมนต์วันเสาร์ต่อเนื่อง เพื่อความเป็นสิริมงคล (naewna.com)

'อนุชา'ชวนปชช.สวดมนต์วันเสาร์ต่อเนื่อง เพื่อความเป็นสิริมงคล

‘อนุชา’ชวนปชช.สวดมนต์วันเสาร์ต่อเนื่อง เพื่อความเป็นสิริมงคล

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.18 น.

“รมต.อนุชา”ชวนประชาชนสวดมนต์ วันเสาร์ต่อเนื่อง เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดินและปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ได้สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวันเสาร์ เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดินและปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 นั้น ผลจากการจัดกิจกรรมจนกระทั่งถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 พบว่ามีประชาชนทั่วประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนกว่า 20 ล้านคน โดยส่วนมากต้องการน้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาไปถือปฏิบัติในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาหลายด้าน อีกทั้งยังเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติไทย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากผลการจัดกิจกรรม ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563 เห็นชอบให้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วันเสาร์อย่างต่อเนื่อง คือ ครั้งที่ 1 วันเสาร์ ที่ 12 ธ.ค.63 ครั้งที่ 2 วันเสาร์ ที่ 19 ธ.ค.63 และครั้งที่ 3 วันเสาร์ ที่ 26 ธ.ค.63 โดยกำหนดจัดพิธีพร้อมกันทั่วประเทศ เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป

สำหรับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและใกล้เคียง สามารถเข้าร่วมพิธีได้ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ประชาชนต่างจังหวัด สามารถเข้าร่วมพิธีได้ที่วัดประจำจังหวัดหรืออำเภอ หรือสถานที่ตา มที่ทางจังหวัดเห็นสมควร จึงขอเชิญประชาชนเข้าร่วมพิธีตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน