หนุ่มอิตาลีทะเลาะเมีย เดินหนีออกจากบ้าน 450 กม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

หนุ่มอิตาลีทะเลาะเมีย เดินหนีออกจากบ้าน 450 กม. – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.หนุ่มอิตาลีทะเลาะเมีย เดินหนีออกจากบ้าน 450 กม.หนุ่มอิตาลีแหกเคอร์ฟิวเดินออกจากบ้านไกล 450 กม. หวังหวังสงบสติอารมณ์หลังทะเลาะกับภรรยา

สำนักข่าวอินดิเพนเดนท์รายงาน ชายชาวอิตาลีวัย 48 ปี โมโหทะเลาะกับภรรยาตัดสินใจเดินเป็นระยะทาง 450 กม. เป็นเวลา 1 สัปดาห์หวังสงบสติอารมณ์ก่อนจะถูกตำรวจควบคุมตัว

ชายคนดังกล่าวเดินเท้าจากโคโม เมืองทางตอนเหนือของอิตาลีติดกับชายแดนสวิตเซอร์แลนด์ ไปยังฟาโน เมืองเล็กๆ บนชายฝั่งทะเลเอเดรียติกซึ่งอยู่ห่างออกไปทางใต้ประมาณ 280 ไมล์หรือราว 450 กม.

ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมชายคนดังกล่าวเมื่อเวลา 2.00 น. เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวของอิตาลี โดยชายคนดังกล่าวมีอาการเหนื่อยล้าพร้อมรับสารภาพว่าเขาเพียงแค่เดินออกจากบ้านเพื่อสงบสติอารมณ์โดยไม่รู้เลยว่าเดินมาไกลแค่ไหน ซึ่งเขาเดินโดนเฉลี่ยประมาณ 60 กม. ต่อวัน โดยเขาได้รับอาหารจากคนแปลกหน้าในระหว่างทาง ภายหลังสอบสวนภรรยาของเขาพบว่าชายคนดังกล่าวหายออกจากบ้านไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

โดยชายคนดังกล่าวได้รับคำสั่งให้จ่ายค่าปรับ 400 ยูโรเนื่องจากฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาระลอก 2 ซึ่งมีกำหนดเคอร์ฟิวทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 5.00 น.

ชายคนนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นฟอร์เรสท์ กัมพ์แห่งอิตาลี โดยหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอิตาลีตั้งคำถามว่าหากไม่มีการจับกุมเสียก่อนชายคนนี้จะไปลงเอยที่ใด

คนแรกของโลก! คุณยายชาวอังกฤษประเดิมฉีดวัคซีนโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

คนแรกของโลก! คุณยายชาวอังกฤษประเดิมฉีดวัคซีนโควิด-19 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 15:30 น.คนแรกของโลก! คุณยายชาวอังกฤษประเดิมฉีดวัคซีนโควิด-19หญิงอังกฤษวัย 90 ปีเป็นคนแรกของโลกที่ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาจากไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค

สำนักข่าวสกายนิวส์ รายงาน มาร์กาเรต คีแนน วัย 90 ปี เป็นคนแรกของโลกที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาในโครงการสร้างภูมิคุ้มกันที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร นอกเหนือจากอาสาสมัครทดลองวัคซีน หลังจากที่สหราชอาณาจักรได้อนุมัติให้ฉีดวัคซีนกับประชาชนทั่วไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติวัคซีนที่พัฒนาโดยไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ให้ใช้ในกลุ่มประชาชนทั่วไป

โดยคีแนนได้รับวัคซีนในวันที่ 8 ธ.ค. เวลา 6.31 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในโคเวนทรีโดยพยาบาลเมย์ พาร์สันส์

คีแนนกล่าวว่า “การได้รับวัคซีนเป็นคนแรกถือเป็นสิทธิพิเศษและของขวัญวันเกิดล่วงหน้าที่ดีที่สุดที่ฉันปรารถนา” เพราะเธอจะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่หลังจากที่ต้องอยู่คนเดียวมาเกือบทั้งปี พร้อมกล่าวขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ดูแลเธอเป็นอย่างดี

คีแนนยังฝากถึงคนอื่นๆ ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนว่า “คำแนะนำของฉันที่อยากจะมอบให้แก่ผู้ที่จะได้รับวัคซีนคือ “ฉีดมัน” ถ้าฉันสามารถรับการฉีดวัคซีนในวัย 90 ปีได้คุณก็สามารถรับได้เช่นกัน”

พยาบาลพาร์สันส์กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นคนแรกในประเทศที่ส่งมอบวัคซีนให้แก่ผู้ป่วย ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาที่ทำงานในระบบสาธารณสุขสหราชอาณาจักร (NHS) นั้นเป็นเรื่องยากสำหรับเราทุกคนแต่ตอนนี้รู้สึกราวกับมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์”

แมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทวงสาธารณสุขสหราชอาณาจักรเผยว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะมีการกระจายวัคซีนให้แก่โรงพยาบาลหลายสิบแห่งซึ่งเรียกว่า “V-Day” โดยมอบให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปและผู้ดูแลเป็นกลุ่มแรก

ด้านบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวว่า “การอนุมัติไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) สำหรับใช้ในสหราชอาณาจักรถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับโควิด-19 แต่ทุกคนยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมไวรัสอย่างเคร่งครัด”

ทั้งนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจกรได้รับวัคซีนจำนวน 40 ล้านโดสจากไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ซึ่งเผยว่ามีประสิทธิภาพ 95% ในการป้องกันไวรัสโคโรนาและใช้ได้กับทุกกลุ่มอายุ

ขณะนี้ประเทศไทยได้ทำการสั่งจองและจัดซื้อวัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) จำนวน 26 ล้านโดส ซึ่งจะสามารถจัดหาวัคซีนได้ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยนพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติกล่าวว่าประเทศไทยคาดว่าจะได้ใช้วัคซีนภายในกลางปีหน้า

Photo by Jacob King / POOL / AFP

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน เขาคือว่าที่กลาโหมผิวดำคนแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน เขาคือว่าที่กลาโหมผิวดำคนแรก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 14:11 น.เจาะลึกรัฐบาลไบเดน เขาคือว่าที่กลาโหมผิวดำคนแรกพลเอกลอยด์ ออสติน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐเตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมผิวดำคนแรกของสหรัฐ

1. สื่อต่างประเทศหลากหลายแหล่งรายงานว่า โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐได้ตัดสินใจเลือกพลเอกลอยด์ ออสติน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐ ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งออสตินจะเป็นคนผิวดำคนแรกที่เป็นผู้นำกระทรวงกลาโหมหากได้รับการรับรองจากวุฒิสภา

2. ออสตินมีประสบการณ์ทำงานในเพนตากอนมายาวนานและยังเคยทำงานร่วมกับไบเดนอย่างใกล้ชิดในสมัยที่ไบเดนดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี และออสตินยังเคยดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการกองทัพและผู้บังคับบัญชากองกำลังสหรัฐในอิรักอีกด้วย

3. แหล่งข่าวเผยว่า “ออสตินรู้จักเพนตากอนทั้งภายในและภายนอก และน่าจะเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมในการดำเนินการขนส่งและกระจายวัคซีนโควิด-19” นอกจากนี้ยังคาดว่าไบเดนจะประกาศการเลือกคณะรัฐมนตรีในประเทศในวันศุกร์นี้ (11 ธ.ค.)

4. ทั้งนี้ ออสตินจะต้องได้รับการผ่อนผันจากสภาคองเกรสเพื่อยืนยันตำแหน่งพลเรือน เนื่องจากออสตินเพิ่งปลดเกษียณได้เพียง 4 ปี และกฎหมายสหรัฐกำหนดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไว้ว่าต้องปลดเกษียณหรือลาออกจากกองทัพแล้วอย่างน้อย 7 ปี

5. ลอยด์ เจมส์ ออสติน เดอะ เติร์ด (Lloyd James Austin III) เกิดวันที่ 8 สิงหาคม 1953 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยสหรัฐ  หรือเวสต์พอยต์ (West Point) ด้วยปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิตในปี 1975 หลังจากนั้นยังศึกษาต่ออีกในด้านต่างๆ และรับราชการเป็นทหารโดยเริ่มที่เวสต์พอยต์’เป็นที่แรกจากนั้นก็ไต่เต้าในหน้าที่การเมืองอย่างต่อเนื่อง

6. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ออสตินกลายเป็นผู้บัญชาการระดับสูงสุดอันดับสองของอิรักโดยเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังพันธมิตรนานาชาติ – อิรัก (MNC-I) ในฐานะผู้บัญชาการของ MNC-I เขากำกับการปฏิบัติการของกองกำลังร่วมและพันธมิตรประมาณ 152,000 คนในทุกภาคส่วนของอิรัก ในปี 2010 เขารับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังสหรัฐ – อิรัก (USF-I)

7. เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการคนที่ 12 ของกองบัญชาการกลางแห่งสหรัฐ (CENTCOM) โดยออสตินยังเป็นผู้บัญชาการคนดำคนแรกของ CENTCOM ด้วย ผู็แต่งตั้งเขาก็คือประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งเป็นประธานาธิบสหรัฐผิวดำคนแรกด้วย 

Photo by Brendan Smialowski / AFP

จีนประกาศชัยชนะภารกิจแก้จน แต่ย้ำอย่าเพิ่งชะล่าใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนประกาศชัยชนะภารกิจแก้จน แต่ย้ำอย่าเพิ่งชะล่าใจ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 12:10 น.จีนประกาศชัยชนะภารกิจแก้จน แต่ย้ำอย่าเพิ่งชะล่าใจปัญหาความยากจนขั้นสูงสุดในประเทศจีนถูกกำจัด แต่ยังคงดำเนินมาตรการย้ำความสำเร็จต่อไป

ซินหัวรายงาน ประธานาธิบดีสี จินผิงของจีนได้ประกาศชัยชนะในการขจัดความยากจนในประเทศหลังต่อสู้กับปัญหาดังกล่าวมา 8 ปี ซึ่งได้รับคำชื่นชมจากอันโตนิอู กูแตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติว่าเป็นความสำเร็จที่ “ยิ่งใหญ่มาก”

โดยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. โอวชิงผิง รองผู้อำนวยการสำนักงานกลุ่มผู้นำด้านการบรรเทาความยกจนและการพัฒนาของคณะรัฐมนตรีแถลงว่า แม้ว่าจีนกำลังจะขจัดความยากจนขั้นสูงสุด (absolute poverty) ได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่การขจัดความยากจนเชิงสัมพันธ์ (relative poverty) นั้นเป็นภารกิจระยะยาว ดังนั้นจึงต้องดำเนินมาตรการเพื่อย้ำความสำเร็จในการแก้จนต่อไป พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพโดยรวมของมาตรการต่างๆ ตลอดจนปรับปรุงระบบประกันสังคมและบรรเทาทุกข์ในชนบทต่อไป

ประเทศจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมานานหลายทศวรรษ และการกำจัดความยากจนจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยได้ให้คำมั่นว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายในสิ้นปี 2020 และสร้าง “สังคมที่เจริญรุ่งเรืองในระดับปานกลาง” ก่อนวันครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนในเดือนกรกฎาคมปีหน้า

โดยเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ารัฐบาลจีนได้ประกาศว่า 9 อำเภอยากไร้แห่งสุดท้ายในมณฑลกุ้ยโจวหลุดพ้นจากความยากจนขั้นสูงสุด ส่งผลให้ปัญหาความยากจนขั้นสูงสุดในประเทศจีนได้ถูกกำจัด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความไม่เท่าเทียมในสังคม

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้ให้คำจำกัดความของความยากจนขั้นสูงสุด (absolute poverty) ว่าประชาชนมีรายได้น้อยกว่า 2,300 หยวน หรือราว 10,000 บาทต่อปี ซึ่งรัฐบาลจีนได้ดำเนินการเพื่อกำจัดความยากจนสัมบูรณ์ในมณฑลยากจน 832 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2014

ไต้หวันเอาจริง! ฝ่าฝืนกฎกักตัวเพียง 8 วิ ถูกปรับ 1 แสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไต้หวันเอาจริง! ฝ่าฝืนกฎกักตัวเพียง 8 วิ ถูกปรับ 1 แสน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 11:00 น.ไต้หวันเอาจริง! ฝ่าฝืนกฎกักตัวเพียง 8 วิ ถูกปรับ 1 แสนชายชาวฟิลิปปินส์ถูกปรับ 106,000 บาท หลังแอบออกจากห้องกักตัวเพียงแค่ครู่เดียว

CNN รายงาน สำนักงานสาธารณสุขเมืองเกาสงเปิดเผยกับสำนักข่าวท้องถิ่นไต้หวันว่า ชายชาวฟิลิปปินส์ถูกปรับ 100,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 106,000 บาท หลังฝ่าฝืนมาตรการกักกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเกาสง

โดยกล้องวงจรปิดในโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเกาสงจับภาพชาวฟิลิปปินส์คนดังกล่าวที่กำลังอยู่ในระหว่างการกักตัวฝ่าฝืนมาตรการกักกันโดยแอบออกจากห้องไปที่โถงทางเดินเพียงครู่เดียวเท่านั้น

สำนักงานสาธารณสุขเตือนว่า ผู้ที่อยู่ในระหว่างการกักตัวไม่ควรคิดว่าจะไม่ถูกปรับแม้ว่าจะออกจากห้องเพียงแค่ครู่เดียว เนื่องจากมาตการกักกันของไต้หวันระบุว่าห้ามมิให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการกักตัวออกจากห้องไม่ว่าจะนานเพียงใดก็ตาม

โดยขณะนี้มีโรงแรมกักกัน 56 แห่งในเมืองเกาสงโดยมีห้องพักทั้งหมดประมาณ 3,000 ห้อง

ทั้งนี้ ไต้หวันได้รับการยกย่องจากนานาประเทศว่าสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาได้ดี โดยตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ระบุว่าไต้หวันมีผู้ติดเชื้อเพียง 716 คน และเสียชีวิต 7 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 23 ล้านคน

“เมียนมา” ติดโควิดทะลุ 1 แสนคนแล้วหลังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“เมียนมา”ติดโควิดทะลุ 1 แสนคนแล้วหลังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 08:24 น."เมียนมา"ติดโควิดทะลุ 1 แสนคนแล้วหลังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง“เมียนมา”เผยยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสม เพิ่มทะลุกว่า 1 แสนคนแล้ว หลังจากพบผู้ป่วยต่อเนื่อง ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่กว่า 2,100 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาของเมียนมาแถลงว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีจำนวน 1,276 ราย ส่งผลให้ขณะนี้เมียนมามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 100,431 ราย

ขณะที่ จำนวนผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้น 22 ราย สู่ระดับ 2,132 ราย ส่วนผู้ที่รักษาจนหายดีและได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วมี 79,240 ราย

รายงานข่าวระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเมียนมาได้พุ่งขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่ที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อเป็นครั้งแรกเพียง 2 รายในวันที่ 23 มี.ค. โดยเมียนมาได้ตรวจหาเชื้อไปแล้ว 1,307,744 ตัวอย่าง

จีนติดตั้ง “ดวงอาทิตย์เทียม” สำเร็จแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนติดตั้ง “ดวงอาทิตย์เทียม” สำเร็จแล้ว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 18:05 น.จีนติดตั้ง "ดวงอาทิตย์เทียม" สำเร็จแล้ว จีนประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาเทคโฯโลยีขั้นสูง การผลิตดวงอาทิตย์เทียมยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพึ่งพาตัวเองของจีนด้วย

สำนักข่าว Global Times ของทางการจีนรายงาน่า การติดตั้ง “ดวงอาทิตย์เทียม” ของจีนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า HL-2M Tokamak ได้ประสบความสำเร็จแล้วโดยติดตั้งอยู่ในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาและได้มีการปลดปล่อยพลังงานออกมาครั้งแรกแล้ว

Global Times ชี้ว่าการพัฒนาดวงอาทิตย์เทียมแสดงให้เห็นว่าจีนมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบการสร้างและการใช้งานเทคโนโลยีของอุปกรณ์โทคาแมค (Tokamak) ขั้นสูงขนาดใหญ่ด้วยตัวของจีนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการออกแบบและสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันของจีนโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก

Global Times รายงานว่าเครื่องรุ่นนี้มีโครงสร้างและโหมดการควบคุมที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ทำให้นี้สามารถสร้างพลาสมาที่ร้อนกว่า 200 ล้านองศาเซลเซียสและสามารถเพิ่มระดับกระแสไฟฟ้าของพลาสมาได้มากกว่า 2.5 ล้านล้านแอมแปร์

สำหรับเครื่องรุ่น HL-2M Tokamak ออกแบบมาเพื่อจำลองปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พลังงานสะอาดผ่านพลังงานฟิวชั่นเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ควบคุมได้

ทั้งนี้ โทคาแมคเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สนามแม่เหล็กรูปวงห่วงยาง ในการเก็บกักพลาสม่า นิยมใช้ในการผลิตพลังงานฟิวชั่นเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ควบคุมได้ มีการทดลองหลายครั้งในหลายประเทศ

Oilprice.com รายงานว่า พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นถือเป็นทางออกหนึ่งของการสร้างพลังงานที่ปราศจากการปล่อยมลพิษ แต่ยังไม่มีใครทำมันได้สำเร็จเพราะพลังงานนิวเคลียร์ฟิวเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น การปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ต่างๆ โดยพลังงานี่ปลดปล่อยออกมาเป็นการฟิวชั่นกันของอะตอมเบา เช่น ไฮโดรเจนให้กลายเป็นธาตุขนาดหนัก เช่น ฮีเลียม

Photo by Ferdinandh CABRERA / AFP

จีนเรียกร้องสหรัฐมาเจรจากันใหม่หลังเปลี่ยนผู้นำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเรียกร้องสหรัฐมาเจรจากันใหม่หลังเปลี่ยนผู้นำ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 16:57 น.จีนเรียกร้องสหรัฐมาเจรจากันใหม่หลังเปลี่ยนผู้นำมาคุยกันดีกว่า จีนเรียกร้องให้มีการเจรจาใหม่กับสหรัฐหลังจากไบเดนชนะเลือกตั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานักการทูตระดับสูงของจีนเรียกร้องให้มีการเริ่มต้นการเจรจากับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐที่นำโดยว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกทั้งอสงประเทศยังร้าวฉาน

หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนกล่าวระหว่างการหารือผ่านทางวิดีโอกับคณะกรรมการของสภาธุรกิจสหรัฐ – จีน (USCBC) เมื่อวันจันทร์ว่า “ทั้งสองฝ่ายควรทำงานร่วมกัน”

“เราจำเป็นต้องพยายามเริ่มการสนทนาใหม่ กลับมาให้ถูกทางและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระยะต่อไปของความสัมพันธ์จีน – สหรัฐ” หวังอี้กล่าว

ความคิดเห็นของหวังอี้มีขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่รัฐบาลประกาศมาตรการจำกัดการเดินทางมายังสหรัฐของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจีย ซึ่งนี่เป็นหนึ่งกรณีที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศตกต่ำถึงจุดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

นอกจากนี้ สหรัฐยังเตรียมคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนอย่างน้อยสิบกว่าคนฐานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสิทธิ์สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านในฮ่องกง

ไม่เฉพาะแค่นั้น ความสัมพันธ์ของจีนกับพันธมิตรของสหรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียก็เสื่อทรามลงมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ท่ามกลางกรณีพิพาทที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างรัฐบาลจีนและออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่อาวุโสของจีนได้จุดประกายความไม่พอใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเขาทวีตภาพทหารออสเตรเลียถือมีดเปื้อนเลือดไปที่ลำคอของเด็กชาวอัฟกัน

แต่ดูเหมือนว่าหวังอี้จะแสดงท่าทีประนีประนอมมากขึ้นโดยกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายควรทำงานเพื่อ “ขยายฉันทามติ” และความร่วมมือ

“สำหรับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันทีนั้นเราจำเป็นต้องรักษาท่าทีที่สร้างสรรค์ในการจัดการสถานการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการทวีความรุนแรงและการทำให้สถานการณ์โดยรวมของความสัมพันธ์จีน – สหรัฐตึงเครียดขึ้น” หวังอี้กล่าว

Photo by KIM Min-Hee / POOL / AFP

ช่วงหยุดยาว ‘หมอโอภาส’ แนะ เตรียม ‘คน-รถ’ ให้พร้อมก่อนเดินทางไกล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ช่วงหยุดยาว ‘หมอโอภาส’ แนะ เตรียม’คน-รถ’ให้พร้อมก่อนเดินทางไกล (komchadluek.net)

ช่วงหยุดยาว ‘หมอโอภาส’ แนะ เตรียม’คน-รถ’ให้พร้อมก่อนเดินทางไกล

ช่วงหยุดยาว 'หมอโอภาส' แนะ เตรียม'คน-รถ'ให้พร้อมก่อนเดินทางไกล

8 ธันวาคม 2563 – 14:40 น.

ช่วงหยุดยาว “หมอโอภาส” แนะ เตรียม’คน-รถ’ให้พร้อมก่อนเดินทางไกล เน้นย้ำให้ผู้ขับขี่เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดหรือทานยาที่ทำให้ง่วง เช่น ยาลดน้ำมูก ยาภูมิแพ้ ยาแก้ไอ เป็นต้น และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

วันนี้ (8 ธันวาคม 2563) นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงวันที่ 10-13 ธันวาคม 2563 นี้ เป็นช่วงหยุดยาว ซึ่งประชาชนมักจะเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ จึงขอเน้นย้ำผู้ที่ขับขี่ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เตรียมความพร้อมทั้งคนขับและยานพาหนะให้พร้อมก่อนออกเดินทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

อ่านข่าว : เช็คด่วน ฟรีค่าทางด่วน 2 วัน 3 เส้นทาง

สำหรับวิธีการเตรียมความพร้อมในการเดินทางไกล มีดังนี้ 1.การเตรียมคนขับ ซึ่งเป็นคนที่ต้องดูแลชีวิตของคนบนรถ นอกจากตัวเองและผู้โดยสารบนรถ อาจส่งผลไปยังผู้ร่วมทางด้วย โดยผู้ขับควรวางแผนการเดินทาง และศึกษาเส้นทางเพื่อให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

เตรียมความพร้อมสภาพร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดหรือทานยาที่ทำให้ง่วง เช่น ยาลดน้ำมูก ยาภูมิแพ้ ยาแก้ไอ เป็นต้น และหาข้อมูลจุดบริการของหน่วยงานที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในระหว่างเส้นทางของแต่ละจังหวัดที่เดินทาง

นอกจากนี้ แนะนำให้ผู้ขับควรหยุดพักรถทุก 150 กิโลเมตร หรือทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ขับผ่อนคลายความอ่อนเพลียเมื่อยล้า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการหลับใน

2.การเตรียมรถ ขอให้ประชาชนตรวจสอบสภาพรถ ตรวจเช็คลมยาง ไฟส่องสว่างและไฟเลี้ยว ตรวจระบบเบรกให้มีความสมบูรณ์และใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ตรวจสอบน้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่ เติมน้ำมันเครื่องให้พร้อม และควรมีเครื่องมือประจำรถและอะไหล่ต่างๆ สำรองติดรถไว้

หากเป็นรถเช่าควรเลือกรถที่จดทะเบียนถูกต้อง มีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย เลือกรถให้เหมาะสมกับการเดินทาง ขับรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรและกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด

นายแพทย์โอภาส แนะนำประชาชนผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือไปท่องเที่ยว ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด โดยการสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ แยกสิ่งของเครื่องใช้ เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล

และลงทะเบียนแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ทุกครั้งก่อนเข้าและออกสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนทุกคน เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ ปฏิบัติตามกฎจราจร ขับรถอย่างมีสติ ดื่มไม่ขับ โทรไม่ขับ ไม่แชท และง่วงไม่ขับ

ช่วงหยุดยาว 'หมอโอภาส' แนะ เตรียม'คน-รถ'ให้พร้อมก่อนเดินทางไกล

ที่สำคัญต้องคาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อขับขี่ยานพาหนะ หากพบเห็นอุบัติเหตุให้รีบโทรแจ้งขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์กู้ชีพ โทร.1669 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

‘นพ.ธเรศ’ เผยปี 62 ไทยโกยรายได้ทะลุกว่า 4,500 ล้านบาทจากการรักษาผู้มีบุตรยาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘นพ.ธเรศ’ เผยปี 62 ไทยโกยรายได้ทะลุกว่า 4,500 ล้านบาทจากการรักษาผู้มีบุตรยาก (komchadluek.net)

‘นพ.ธเรศ’ เผยปี 62 ไทยโกยรายได้ทะลุกว่า 4,500 ล้านบาทจากการรักษาผู้มีบุตรยาก

'นพ.ธเรศ' เผยปี 62 ไทยโกยรายได้ทะลุกว่า 4,500 ล้านบาทจากการรักษาผู้มีบุตรยาก

8 ธันวาคม 2563 – 10:00 น.

“นพ.ธเรศ” อธิบดี สบส.เผยปี 62 ไทยโกยรายทะลุกว่า 4,500 ล้านบาท จากการรักษาผู้มีบุตรยาก เดินหน้าพัฒนาสถานพยาบาลรักษาผู้มีบุตรยากทั้ง 102 แห่งทั่วประเทศ ตอบโจทย์คู่สมรส ลดปัญหาอัตราเกิดรองรับสังคมผู้สูงอายุ

วันนี้(8 ธ.ค.2563) นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบัน หลายประเทศมีอัตราการเจริญพันธุ์หรือค่าเฉลี่ยการมีบุตรของผู้หญิงลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว

อ่านข่าว : ทลายอุ้มบุญข้ามชาติ รวบนายทุนผัวเมียจีน

โดยพบว่าสถิติทางสาธารณสุขของอัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate – TFR) ของประเทศไทยลดลง เหลือเพียง 1.5 และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ส่งผลให้ในอนาคตประเทศไทยจะประสบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้คู่สมรสหลายคู่ต้องหันมาพึ่งพิงเทคโนโลยีทางการแพทย์

ซึ่งในจุดนี้ประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นอันดับต้นๆของโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาตินั้น

จากการสำรวจเชิงสถิติของกรม สบส.พบว่าในปี พ.ศ.2562 การให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมากรม สบส.เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ก็ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาศักยภาพสถานพยาบาลที่ให้บริการรักษาผู้มีบุตรยากอย่างต่อเนื่อง

จนขณะนี้มีสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการให้บริการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ทั้งสิ้น 102 แห่ง มีอัตราความสำเร็จในการให้บริการตั้งครรภ์โดยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 46 มีการให้บริการทำเด็กหลอดแก้วกว่า 20,000 รอบการรักษา การผสมเทียมกว่า 12,000 รอบการรักษา และอนุญาตให้ตั้งครรภ์แทน หรือที่เรียกกันว่าอุ้มบุญแล้วกว่า 400 ราย

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นหลักฐานของความสำเร็จ และยืนยันให้เกิดความเชื่อมั่นแก่คู่สมรสว่าการรับบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ จากสถานพยาบาลไทยจะช่วยให้คู่สมรสสามารถมีบุตรได้ตามที่หวัง ช่วยลดปัญหาอัตราเกิดที่ลดลงรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต

ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรม สบส.กล่าวต่อว่า นอกจาก ความก้าวหน้าของวิทยาการแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันทางการแพทย์ของประเทศไทย ได้รับความเชื่อมั่นจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ ก็คือการมีกฎหมาย “พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558” ควบคุม กำกับการใช้เทคโนโลยีฯ ให้มีความถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐาน

มีการกำหนดสิทธิ์ และคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยีฯ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนามาตรฐานการบริการให้ดียิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหากมีการกระทำผิด ก็จะมีบทลงโทษผู้กระทำผิดอย่างชัดเจน อาทิ หากผู้ใดรับจ้างอุ้มบุญ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซื้อ-ขายอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เป็นนายหน้าชี้ช่องทางให้มีการรับตั้งครรภ์แทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฯลฯ ซึ่งกรม สบส.อยู่ระหว่างทบทวนปรับแก้กฎหมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นำรายได้เข้าสู่ประเทศไปไทย และเพิ่มการเข้าถึงบริการในการรักษาผู้มีบุตรยากต่อไป

'นพ.ธเรศ' เผยปี 62 ไทยโกยรายได้ทะลุกว่า 4,500 ล้านบาทจากการรักษาผู้มีบุตรยาก

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์

ทั้งนี้ หากสถานพยาบาลสนใจขอรับรองมาตรฐาน หรือประชาชนสนใจสอบถามข้อมูล สามารถติดต่อได้ที่กลุ่มคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ หมายเลขโทรศัพท์ 02 193 7000 ต่อ 18418-18419 และสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการให้บริการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ได้จากเว็บไซต์กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (https://mrd-hss.moph.go.th)

ขอบคุณที่มา : กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ