“แรมโบ้” บุกใต้ ลงพื้นที่เกาะยาว จ.พังงา รับเรื่องความเดือดร้อนชาวประมงพื้นบ้านปลากะตัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453493

“แรมโบ้”บุกใต้ ลงพื้นที่เกาะยาว จ.พังงา รับเรื่องความเดือดร้อนชาวประมงพื้นบ้านปลากะตัก

"แรมโบ้"บุกใต้ ลงพื้นที่เกาะยาว จ.พังงา รับเรื่องความเดือดร้อนชาวประมงพื้นบ้านปลากะตัก

28 ธันวาคม 2563 – 16:14 น.

“แรมโบ้”บุกใต้ ลงพื้นที่เกาะยาว จ.พังงา รับเรื่องความเดือดร้อนชาวประมงพื้นบ้านปลากะตัก

เมื่อวานนี้ (27 ธันวาคม2563) นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่อ.เกาะยาว จ.พังงาตามที่นายสานิ นาวีว่อง และชมรมปลากะตักเกาะยาว ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี  คราวที่นายกรัฐมนตรีและครม.เดินทางมาตรวจราชการและประชุม ครม.สัญจรที่ จ.ภูเก็ต ต่อมาตัวแทนชมรมปลากะตักชาวบ้านเกาะยาว ได้เดินทางมาติดตามเรื่องที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและเชิญนายสุภรณ์และคณะลงตรวจสอบข้อเท็จจริงในความเดือดของชาวบ้าน

"แรมโบ้"บุกใต้ ลงพื้นที่เกาะยาว จ.พังงา รับเรื่องความเดือดร้อนชาวประมงพื้นบ้านปลากะตัก

จากปัญหาการออกกฎหมายห้ามทำการประมงใกล้ชายฝั่ง ห่างออกไป1.5ไมล์ทะเล ตั้งแต่พ.ศ.2558 จึงทำให้ส่งผล กระทบความเดือดร้อนอาชีพของชาวบ้านอย่างมาก เพราะได้ประกอบอาชีพประมงทำกันมาอย่างยาวนาน หลังจากมีการออกพรบ.ประมงเพิ่มเติม ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพประมงได้อีกต่อไป เพราะถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมอย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากพื้นที่ของเกาะยาวเป็นพื้นที่ ที่มีเกาะจำนวนมาก จะต้องออกไปจับปลา ให้ห่างออกชายฝั่งในระยะ 1.5 ไมล์ทะเล ซึ่งระยะดังกล่าวไม่มีปลากะตักให้ชาวประมงได้ลากอวน เพราะปลากะตักจะมีเฉพาะในพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง ทำให้การประมงที่ทำมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป กลายเป็นการทำประมงที่ผิดกฎหมายทั้งที่ทำมายาวนานตั้งแต่ในอดีต ตลอดจนกฎหมายใหม่มีบทลงโทษหนักและค่าปรับสูงมาก พร้อมทั้งถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย

"แรมโบ้"บุกใต้ ลงพื้นที่เกาะยาว จ.พังงา รับเรื่องความเดือดร้อนชาวประมงพื้นบ้านปลากะตัก

นายสุภรณ์ฯ และคณะได้เดินทางตรวจดูพื้นที่และตรวจดูสภาพเรือประมงที่ถูกจับและจอดทิ้งไว้กว่า2 ปี ที่สภาพกำลังชำรุดทรุดโทรมใช้งานไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่ได้ทำการอายัดไว้ และรับฟังปัญหาจากชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อนำปัญหาดังกล่าวนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบได้พิจารณาหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงพื้นบ้าน อาชีพจับปลากะตัก ที่อ.เกาะยาว จ.พังงาต่อไป

"แรมโบ้"บุกใต้ ลงพื้นที่เกาะยาว จ.พังงา รับเรื่องความเดือดร้อนชาวประมงพื้นบ้านปลากะตัก
"แรมโบ้"บุกใต้ ลงพื้นที่เกาะยาว จ.พังงา รับเรื่องความเดือดร้อนชาวประมงพื้นบ้านปลากะตัก
"แรมโบ้"บุกใต้ ลงพื้นที่เกาะยาว จ.พังงา รับเรื่องความเดือดร้อนชาวประมงพื้นบ้านปลากะตัก

สื่อทำเนียบฯตั้ง “ฉายารัฐบาล” ปี63 “Veryกู้” ส่วน “ประยุทธ์” ได้ “ตู่ไม่รู้ล้ม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453444

สื่อทำเนียบฯตั้ง “ฉายารัฐบาล” ปี63 “Veryกู้” ส่วน “ประยุทธ์” ได้ “ตู่ไม่รู้ล้ม”

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

28 ธันวาคม 2563 – 10:24 น.

สื่อทำเนียบฯ ตั้ง “ฉายารัฐบาล” ปี63 “Veryกู้” ส่วน “ประยุทธ์” ได้ “ตู่ไม่รู้ล้ม” ประวิตร “ป้อมไม่รู้โรย” วิษณุ “ไฮเตอร์เซอร์วิส” อนุทิน “ทินเนอร์” จุรินทร์ “เช้าสายบ่ายเคลม” ณัฏฐพล “หวีดดับ” วาทะแห่งปีนายกฯ “ไม่ออก.. แล้วผมทำผิดอะไรหรือ”

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติสืบต่อกันมา สะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานรัฐบาล โดยปราศจากอคติ โดย พร้อมมีมติตั้งฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และ วาทะแห่งปี ประจำปี 2563 ร่วมกันดังนี้

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

ฉายารัฐบาล : VERY “กู้”

เปรียบเปรยการทำงานของรัฐบาล ที่ต้องกอบกู้วิกฤตจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 กู้ชีวิตคนไทยให้อยู่รอดปลอดภัย แม้จะยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ แต่ก็ยังดีกว่าหลายประเทศ แม้จะไม่ถึงขั้น very good ก็ตาม ขณะเดียวกัน ผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาปากท้องคนไทยที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน และ ภาวะตกงาน บางคนต้องจากโลกนี้ไปด้วยไม่อาจรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ มาบรรเทาปัญหา

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

ฉายา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) : ตู่ไม่รู้ล้ม

เป็นการล้อคำ “โด่ไม่รู้ล้ม” ชื่อยาดองชนิดหนึ่ง สรรพคุณคึกคัก กระปี้กระเปร่า ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สะท้อนถึงการทำงาน ของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ว่าจะประสบปัญหา อุปสรรคการเมือง หรือ ชุมนุมขับไล่ถาโถม ก็ยังยืนหยัดฝ่าฟันอยู่ในตำแหน่งได้ต่อไป

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี : ป้อมไม่รู้โรย

ล้อจากคำว่า บานไม่รู้โรย ด้วยภาพลักษณ์ของพี่ใหญ่ 3 ป. ในวัย 75 ปี ยังคงทำหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีเคียงข้างน้องๆ ได้ แถมยังแผ่บารมีควบเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล เหมือนกับดอกไม้ แม้จะบานนานมากแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้โรย ประกอบกับ วลีติดปากที่มักจะตอบคำถามสื่อมวลชน แทบทุกครั้งว่า ไม่รู้ ๆ อยู่เสมอ

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี : ไฮเตอร์ เซอร์วิส

เป็นการยกคุณสมบัติเด่น ของนายวิษณุ ที่สามารถหาทางออก ปัญหาหนักอกของคนในรัฐบาลโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายได้อย่างเชี่ยวชาญ และ มักถูกวิจารณ์เรื่องความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เปรียบได้กับผลิตภัณฑ์ซักฟอกขาวยี่ห้อดัง ที่สามารถล้างคราบสกปรก ให้ขาวสะอาดหมดจดได้ แต่อาจทำให้เนื้อผ้าเสียหาย ขาดความสวยงาม คล้ายกับชื่อเสียงของรัฐบาลที่สึกกร่อนตามไปด้วย

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข : ทินเนอร์

ด้วยชื่อ อนุทิน ซึ่งพ้องกับสาระเหยที่มี ทั้งคุณและโทษ ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท หากสูดเดาเข้าไปมาก อาจทำลายระบบประสาท กระทบกระเทือนความรู้สึกนึกคิด คล้ายพฤติกรรมการใช้คำพูดที่ขาดความยั้งคิด ส่งผลลบต่อตัวเอง และ รัฐบาลโดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ จนเป็นประเด็นลดความน่าเชื่อถือของตนเอง เช่น โควิด..กระจอก ไล่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับประเทศหรือ ตอบโต้กับบุคลากรทางการแพทย์ จนเกิดกระแสต่อต้านหลายครั้ง

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ : เช้าสายบ่ายเคลม

สะท้อนการทำงานที่เห็นได้บ่อยครั้ง ว่ามักไม่ตรงต่อเวลา เข้าร่วมประชุมสายสม่ำเสมอ ส่วนในแง่การทำงานมักนิ่งเงียบเมื่อมีประเด็นที่ส่งผลลบต่อตนเองและพรรคประชาธิปัตย์ แต่หากเป็นเรื่องที่เป็นผลดีต่อคะแนนนิยมก็จะรีบเคลมผลงานดังกล่าวทันที

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง : ค้างคลัง

ยังคงไปไม่ถึงดวงดาว โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เปลี่ยนตัวว่าการไปถึง 2 ครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังเป็นคนนอกสายตา ถูกรั้งให้อยู่ได้แค่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเท่านั้น ทั้งที่ทุ่มเทให้กับพรรคอย่างมาก อีกทั้งยังออกตัวแรง แสดงออกชัดเจน ว่า”พร้อมมาก”ที่จะทำหน้าที่นี้ก็ตาม

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม : ศักดิ์สบายสายเขียว

ลือลั่นมากกับปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว และ อีกหลายโครงการ ที่ขัดแย้งกับหลายหน่วยงานแต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนเกื้อกูลอย่างดีจากนายกรัฐมนตรี โดยระยะหลังเรียกได้ว่า “ขึ้นหม้อ”ตามติดนายกรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด ส่วนการทำงานในพรรคภูมิใจไทย ก็อยู่อย่างไร้ความกังวลเพราะมีพี่ชายที่ชื่อ เนวิน ชิดชอบ คอยดูแลปัดเป่าทุกข์ภัยต่างๆ ให้

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม : พังPORN

สะท้อนการทำงานที่ล้มเหลว ในฐานะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานด้านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักที่ถูกนำมาใช้โจมตีรัฐบาลอย่างหนัก แม้จะเปิดศูนย์ anti-fake news แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และ ล่าสุดเกิดดราม่า หลังสั่งปิดการเข้าถึงเว็บไซต์ปลุกใจเสือป่าชื่อดัง จนเกิดกระแสต่อต้านลุกลามบานปลาย

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ : หวีดดับ

ภาพลักษณ์แกนนำ กปปส. ยังคงเป็นภาพจำ ที่ไม่อาจลบเลือนได้ เช่นเดียวกับนกหวีดที่ถูกยกมาใช้เป็นสัญลักษณ์เปรียบเปรย ได้กำกับดูแลงานกระทรวงเกรดเอ แต่กลับไม่มีผลงานโดดเด่นปรากฎให้เห็น มีเพียงข่าวกระแสต่อต้านรายวัน หนักหน่วงที่สุด คือ ถูกกลุ่มนักเรียนนักศึกษา รวมตัวขับไล่

สื่อทำเนียบฯตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี63 "Veryกู้" ส่วน "ประยุทธ์" ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม"

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน : แชมป์ไตรกีฬา

ไตรกีฬา ประกอบด้วย กีฬา 3 ชนิด คือ วิ่ง วายน้ำ และ ปั่นจักรยาน สะท้อนภาพลักษณ์ได้ครบถ้วนชัดเจน ในบุคลิกที่สื่อมวลชนประจักษ์ ทั้งในตำแหน่งรัฐมนตรี และ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ ที่มีทั้งการวิ่งเต้น การเข้าหาผู้ใหญ่ และ การปลุกปั่นกระแส แม้จะถูกกล่าวหาว่า ลืมบุญคุณผู้ชักนำเข้าสู่การเมือง แต่ก็ไม่สนใจเสียงวิจารณ์ เดินหน้าจนสามารถคว้าตำแหน่งที่ต้องการได้สำเร็จ ทั้งที่เป็นนักการเมือง และ สส.สมัยแรกเท่านั้น

วาทะแห่งปี :”ไม่ออก.. แล้วผมทำผิดอะไรหรือ”

เป็นคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตอบข้อสักถามสื่อมวลชน พร้อมกับบรรดาคณะรัฐมนตรีที่ยืนเรียงหน้าประกาศความเหนียวแน่น เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังกลุ่มผู้ชุมนุม ยื่นข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

“เพื่อไทย” ห่วงโควิดทำธุรกิจ SMEs เจ๊งอีกมาก แนะ “บิ๊กตู่” ช่วยจริงจัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453440

“เพื่อไทย”ห่วงโควิดทำธุรกิจ SMEs เจ๊งอีกมาก แนะ”บิ๊กตู่”ช่วยจริงจัง

"เพื่อไทย"ห่วงโควิดทำธุรกิจ SMEs เจ๊งอีกมาก แนะ"บิ๊กตู่"ช่วยจริงจัง

28 ธันวาคม 2563 – 10:02 น.

“เพื่อไทย”ห่วงโควิดระบาดทำธุรกิจ SMEs เจ๊งอีกมาก เตือน 30 ธันวาคม ไทยถูกตัดจีเอสพี ครั้งที่ 2 และอาจโดนเรื่องอื่นอีก แนะ “ประยุทธ์” ช่วย SMEs จริงจัง เลิกเอื้อเฉพาะทุนใหญ่

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2563 นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส. หนองคาย อดีตรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโควิดครั้งใหม่ที่เกิดจากความล้มเหลวของฝ่ายความมั่นคง ที่ปล่อยให้มีการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเถื่อนเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของคนในชาติทั้งที่รู้กันว่าเมียนมาร์มีผู้ติดเชื้อไวรัสเป็นจำนวนมาก โดยการระบาดของไวรัสได้เริ่มขยายในวงกว้าง และเริ่มทำความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  

ทั้งนี้คาดกันว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 2 แสนล้านบาทแล้วและอาจจะเพิ่มขึ้นอีก โดยธุรกิจ SMEs จะได้รับผลกระทบมากที่สุดโดยจะมีธุรกิจ SMEs ปิดตัวเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ด้านอาหารทะเลจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะคนจำนวนมากจะไม่กล้าทานอาหารทะเลที่เชื่อว่ามีการใช้แรงงานต่างด้าวที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสโควิด และการที่รัฐบาลส่งอธิบดีกรมประมงออกมาทานกุ้งโชว์ เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารทะแลที่ผ่านการต้มสุกแล้ว จะไม่แพร่เชื้อ แต่แทนที่จะใช้กุ้งจากจังหวัดสมุทรสาคร กลับใช้กุ้งที่มาจากบริษัทใหญ่โดยมีกล่องโชว์ยี่ห้ออย่างเห็นได้ชัด ยิ่งตอกย้ำปัญหาการเอื้อนายทุนใหญ่มากกว่าธุรกิจรายย่อย ทั้งๆที่มีพ่อค้าขายกุ้งในจังหวัดสระแก้วต้องฆ่าตัวตายเพราะขายกุ้งไม่ได้ และหากรัฐบาลยังไม่อาจสร้างความมั่นใจขนาดพลเอกประยุทธ์ไม่ยอมกินกุ้งเอง แต่กลับส่งนายอนุชา นาคาศัย รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปกินกุ้งแทน ยิ่งสร้างความคลางแคลงใจให้กับประชาชน นี่เฉพาะธุรกิจอาหารทะเลเท่านั้น และธุรกิจ SMEsอื่นๆก็ได้ผลกระทบทั้งหมด โดยเฉพาะ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยวที่น่าจะโดนผลกระทบซ้ำเติมเพิ่มขึ้นจากเดิมขึ้นไปอีก 

นอกจากนี้ ในวันที่ 30 ธันวาคมที่จะถึงนี้จะถึงกำหนดวันที่สหรัฐตัดจีเอสพีไทยเป็นครั้งที่ 2 ในสินค้า 231 รายการ มูลค่ากว่า 25,433 ล้านบาท หลังจากตัดครั้งแรก จำนวน 531 รายการ มูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท มีผลวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ระหว่างสหรัฐกับไทย และจะส่งผลให้การส่งออกไทยที่ติดลบและย่ำแย่อยู่แล้วย่ำแย่มากขึ้นไปอีก อีกทั้งวุฒิสภาสหรัฐยังได้ส่งหนังสือท้วงติงไทยในเรื่องการต้องเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่ชุมนุมโดยสงบ ซึ่งไทยอาจจะโดนมาตรการด้านอื่นซ้ำเติมอีก อย่างเช่นข้อหาการปั่นค่าเงินบาท ทั้งที่ความจริงคือค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากทั้งที่เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ติดลบหนักและการส่งออกก็ติดลบ แต่กลับโดนข้อหานี้ แสดงว่าสหรัฐต้องการแสดงความไม่พอใจกับรัฐบาลไทยใช่หรือไม่ ซึ่งหากพลเอกประยุทธ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงความคิดและหลักปฏิบัติ ก็น่าเป็นห่วงว่าประเทศไทยอาจจะโดนมาตรการลงโทษอย่างอื่นเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับ SMEs ส่งออกของไทยอย่างมาก เพราะทุกวันนี้ SMEs ส่งออก ก็แย่กันอยู่แล้วจากปริมาณการส่งออกที่ลดลงแถมค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่ามาก 

ในภาวะผันผวนนี้ พลเอกประยุทธ์จะต้องตั้งหลักคิดให้ดี เพราะหากยังบริหารจัดการไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกหรือฝืนกระแสโลก เศรษฐกิจไทยที่แย่อยู่แล้วจะไม่ฟื้น อีกทั้งธุรกิจ SMEs จะได้รับผลกระทบมากสุด อยากเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์มาสนใจช่วยเหลือธุรกิจ SMEs มากกว่าที่จะคิดข่วยเจ้าสัวอย่างเดียว เพราะหาก SMEs เจ๊งและปิดกิจการกันมาก จะเกิดการว่างงานมากและเศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้ยากหรือไม่ฟื้นเลย

“จตุพร” จ่อเดินสายคุยแกนนำ นปช. หารึอแนวทางจะเอาไงกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453409

“จตุพร”จ่อเดินสายคุยแกนนำ นปช. หารึอแนวทางจะเอาไงกัน

 "จตุพร"จ่อเดินสายคุยแกนนำ นปช. หารึอแนวทางจะเอาไงกัน

27 ธันวาคม 2563 – 19:42 น.

“จตุพร”เผยเตรียมเดินสายคุยอดีตแกนนำ นปช.เพื่อหารือแนวทางขององค์กร นปช. แต่ส่วนตัวมองว่า ควรจะยุติองค์กร นปช.ให้เป็นตำนาน ย้ำเป็นคนเดิม จ่อดำเนินคดีกับนักเลงคีย์บอร์ด ปมใส่ร้ายไปอยู่กับเผด็จการ   

เมื่อ 27 ธ.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการลมหายใจพีซทีวี เวทีทัศน์ส่งท้ายปี 2563 ว่า ปีนี้เป็นบรรยากาศส่งท้ายปีเก่าท่ามกลางเรื่องราวมากมายและปีหน้าก็จะเป็นปีที่เรื่องราวจะมากกว่าปีนี้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจสังคม การเมืองในทุกๆด้าน แต่การต่อสู้กับเผด็จการนั้นสู้ไปสู้มา กลายเป็นตนถูกผลักไปอยู่ร่วมกับเผด็จการ ซึ่งเป็นข้อหาที่มีความรุนแรงมากที่สุด โดยอ้างเรื่องเชียงใหม่ที่ไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.ดังนั้นทุกเรื่องราวเมื่อมีการโจมตีใส่ร้ายตน ตนก็ลุกขึ้นต่อสู้ตามวิถีทางที่ต่อสู้มาตลอดชีวิต โดยเฉพาะเรื่องความถูกต้องและความดีงามทั้งหลาย    

ที่ผ่านมาตนตั้งใจจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีกับใคร แต่เมื่อปล่อยไว้ยิ่งได้ใจ กล่าวหาทุกเรื่องที่เป็นความเท็จ โดยเฉพาะเรื่องที่บอกว่าไปอยู่กับเผด็จการ ก็ต้องไปสู้กันในชั้นศาลเพราะคนเราหากจะชั่วไปอยู่กับเผด็จการก็คงไม่มาเสียคนเอาตอนแก่ ซึ่งวิถีชีวิตของตน จากเด็กวัดไปเป็นครูดอยที่ไม่มีเงินเดือนกว่า 3 ปี ออกมาเป็นผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬลงเวทีอย่างมือเปล่ากลับไปอยู่หอพักใช้ชีวิตเเบบเดิม และก่อนที่จะมาพรรคไทยรักไทยตนก็ไปทำงานเกี่ยวกับภาคองค์กรประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องแรงงาน เหล่านี้ปรากฎเป็นข่าวสามารถย้อนกลับไปดูได้ ดังนั้นในระหว่างทางก็สู้กันมาตลอดทาง ไม่เคยอยากได้ใคร่ดี จนกระทั่งวันหนึ่งก็ลงมาสู่บนท้องถนนอย่างจริงจังกันอีกรอบหลังจากการยึดอำนาจปี 2549 จากนปก.จนกระทั่งนปช. ตนไม่เคยคิดที่จะอยากเป็นประธาน นปช. แม้แต่วันเดียว  
 
ตอนนำนักศึกษาในเหตุการณ์พฤษภา 35 ตนก็เป็นผู้นำนักศึกษาในสถานการณ์ที่ประชาชนเขายกให้มานำและก็สู้จนวินาทีสุดท้าย เป็นจุดเปลี่ยนในเหตุการณ์ขณะนั้น  เหตุการณ์คนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 52 และ 53 ที่มีความตายปรากฏ เราก็อยู่ชุดของคนที่รอด  ซึ่งตนมาอภิปรายเสมอว่าเรามีหน้าที่คือการทวงความยุติธรรมให้กับคนที่ตาย หากยังจำกันได้ว่าหลังเหตุการณ์ปี 53 กระแสคนเสื้อแดงและกระแสพรรคเพื่อไทยถึงจุดต่ำสุด เพราะถูกข้อหาเรื่องล้มล้างสถาบัน เรื่องเผาบ้านเผาเมืองและเรื่องก่อการร้าย  หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรก หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมก็มีความเข้าใจว่าตนต้องหลบหนี แต่ตนยืนยันและให้เหตุผลว่าหากตนหนีไปแล้วใครจะอยู่ในการทวงหาความยุติธรรมให้กับคนที่เสียชีวิต และระหว่างทางถูกฟ้องดำเนินคดีหลายสิบคดี ปัจจุบันคดีก็ไม่หมดและไม่เคยรอดแม้แต่คดีเดียว 
 
แต่มีการไปอธิบายใส่ความ ใส่ร้าย ว่า ออกมาจากคุกเเล้วจะรอดเพราะไปเจรจาตกลงซึ่งตนติดคุกรวมกัน 4 รอบ ประมาณ 19 เดือน อีกทั้งยังมีคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้ทนายความไปยื่นคำร้องขอให้ศาลนับใหม่ ศาลชั้นต้นยก ส่วนศาลอุทธรณ์ให้นับไป ขณะนี้รอระหว่างฎีกา

นอกจากนี้ยังมี ศาลแพ่งอีก 2 คดี ซึ่งตนได้อธิบายคำพิพากษาที่ระบุว่า นายจตุพรพูดเหมือนกับที่นายทักษิณ ชินวัตรพูดว่าไม่มีลักษณะยุยงให้คนเผาบ้านเผาเมือง ยกฟ้องนายทักษิณ  แต่ให้ลงโทษนายจตุพร เพราะเป็นประธาน นปช. ซึ่งขณะนั้นในปี 2553 ตนไม่ได้เป็นประธานนปช. ดังนั้นทั้ง 2 สำนวนเฉพาะดอกเบี้ยกว่า 100 ล้านบาท  เรื่องเหล่านี้หลังออกจากคุกมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นอยากถามว่าตนรอดอะไรสักเรื่องบ้าง รวมถึงคดีบ้านสี่เสาเทเวศร์ ในสำนวนที่ 2 หากใครได้ไปฟังคดีในสำนวนแรกทุกประโยคคล้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ทั้งนั้น ดังนั้นถามว่าตนไปแลกเปลี่ยนอะไรกัน  

นายจตุพร กล่าวว่า ในคดีก่อการร้าย ซึ่งศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์รับฟ้องและในขณะนั้น จำเลยในคดีนี้ 4 คนอยู่ระหว่างถูกคุมขัง คือ นาย วีระกานต์ มุสิกพงศ์  นายแพทย์เหวง โตจิราการ  นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท  และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปรากฏว่าไม่ได้รับหมาย อุทธรณ์ที่อัยการอุทธรณ์มาทางศาล ดังนั้นเมื่อไม่ได้รับหมายจึงขยายอุทธรณ์ไม่ได้ และเมื่อไม่ได้อุทธรณ์ เท่ากับว่าอุทธรณ์ไม่ได้ ตนก็ยื่นคำขาดไปว่า หากทั้ง 4 คนไม่ได้รับการพิจารณาอุทธรณ์ ตนก็จะไม่ยื่นอุทธรณ์เช่นกัน เนื่องจากอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน ปล่อยให้ศาลตัดสินไปเลย  
 
ดังนั้น สิ่งที่ตนอยากจะบอกในวันนี้ว่า เราพยายามประคับประคองทุกสถานการณ์ และตนก็เป็นนายจตุพรเหมือนเดิม ร้องเพลงเดิมทุกอย่าง เพียงแต่อายุมากขึ้น ก็ต้องลดคีย์ลงมาบ้าง แต่งเนื้อเพลงเหมือนเดิม ส่วนทิศทางของนปช.จะเป็นอย่างไรนั้นตนจะเดินสายคุยกับแกนนำแต่ส่วนตัวเห็นว่าควรจะยุติองค์กร นปช.ให้เป็นตำนาน  
 
นายจตุพร ยังย้ำในตอนท้ายอีกว่าทุกอย่างที่สู้กันมานั้น ไม่มีอะไรติดยึด ทุกอย่างมันคือหัวโขน หากติดยึด มันต้องติดยึดกันมาตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ใช่มาติดเอาตอนแก่

“หมอสุกิจ” คอนเฟิร์มผู้ร่วมประชุมอนุ กมธฯสภาติดโควิดจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453404

“หมอสุกิจ” คอนเฟิร์มผู้ร่วมประชุมอนุ กมธฯสภาติดโควิดจริง 

"หมอสุกิจ" คอนเฟิร์มผู้ร่วมประชุมอนุ กมธฯสภาติดโควิดจริง 

27 ธันวาคม 2563 – 18:32 น.

ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร  นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์  ยืนยันผลตรวจชาวระยองมาประชุมอนุกมธฯสภาติดโควิดจริง สภาฯสั่งให้กลุ่มเสี่ยงตรวจเชื้อ เตรียม”บิ๊กคลินนิ่ง ”  สภาช่วงปีใหม่

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.เวลา 17.30 น. นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงข่าวมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มาร่วมประชุมอนุกรรมาธิการฯ ในสภาว่า ล่าสุดได้รับผลตรวจยืนยันมาเรียบร้อยแล้วว่า ชายคนดังกล่าวมีผลตรวจเป็นบวก ติดเชื้อโควิดจริงซึ่งนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร รับทราบเรื่องนี้แล้ว

 “หลังจากนี้ในช่วงปีใหม่ ก่อนเปิดประชุมสภาในช่วงต้นปี 2564 จะมีการบิ๊กคลีนนิ่งพื้นที่ภายในรัฐสภา  ส่วนจะต้องเลื่อนการเปิดประชุมสภาฯ หลังปีใหม่หรือไม่นั้น ต้องไปหารือในรายละเอียดกับทุกฝ่ายก่อน” 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากผลตรวจ MR. A เป็นบวก ผู้บริหารสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการส่งไลน์ถึงข้าราชการที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ระบุว่า “ขอทุกคนมีสติ อย่าตกใจ เบี้องต้นท่านเลขาฯได้ปรึกษาทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด และแพทย์แนะนำให้ บุคลากร ของสำนัก กมธ. 2 เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดและดำเนินการตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ ยังไม่ให้ WFH  ยกเว้น กลุ่มงาน กมธ.ต่างประเทศ ให้ไปตรวจเชื้อในวันที่ 28 ธ.ค. และให้ WFH “

“วัชระ” หวังดี เตือนคนมีเอี่ยวขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453394

“วัชระ” หวังดี เตือนคนมีเอี่ยวขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5

"วัชระ" หวังดี เตือนคนมีเอี่ยวขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5

27 ธันวาคม 2563 – 16:06 น.

“วัชระ” หวังดี เตือนคนมีเอี่ยวขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5 หากกล้าสวนประธานชวนให้เตรียมไปป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2563 จากกรณีที่นายสาธิต  ประเสริฐศักดิ์ ประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ได้รับหนังสือของนายจักรพันธ์ จันทรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ที่ให้ความเห็นสรุปว่า บริษัท ซิโน-ไทย เอนจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จก.(มหาชน) ได้ขอขยายเวลาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 5 จำนวน 133 วัน หลังจากขยายสัญญามาแล้ว 4 ครั้ง 1,864 วันจากสัญญาก่อสร้างเดิม 900 วัน รวม 2,764 วันก็ไม่แล้วเสร็จ ได้มาขอขยายเวลาก่อสร้างครั้งที่ 5 เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่ก่อประโยชน์แก่ทางราชการ และต่อมานายสาธิตได้แจ้งให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาโครงการหรือ CAMA และกลุ่มบริษัทผู้ควบคุมงาน หรือ ATTAไปหาเหตุผลที่ดีกว่าเดิมเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาอนุมัติให้บริษัทซิโน-ไทยได้ขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นั้น 

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2563 กลุ่มบริษัทผู้ควบคุมงาน ATTAได้ประชุมและมีมติไม่เห็นชอบการขอขยายเวลาครั้งที่ 5 ของบริษัท ซิโน-ไทย พร้อมกับส่งหนังสือแจ้งถึงกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา CAMA แล้ว สัญญาก่อสร้างเดิมมีระยะเวลา 900 วัน หากก่อสร้างไม่เสร็จบริษัทซิโน-ไทยผู้รับจ้างต้องเสียค่าปรับวันละ 12 ล้านบาท จากค่าก่อสร้าง 12,280 ล้านบาท การขยายเวลาครั้งที่ 1 จำนวน 378 วัน กลุ่มบริษัท CAMA เห็นชอบตามคณะกรรมการตรวจการจ้างฯชุดนายสรศักดิ์ เพียรเวช เป็นประธาน แต่กลุ่มบริษัทATTA กลับเห็นชอบให้ขยายเวลาเพียง 287 วันตามคณะกรรมการตรวจการจ้างฯชุดนายวีระพันธ์  มุขะสมบัติ เป็นประธาน การขยายเวลา 278 วันเป็นเหตุให้นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถูกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.)ใช้คำสั่งม.44 ย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

ต่อมามีการขยายเวลาอีกเป็นครั้งที่ 2 จำนวน 421 วัน และครั้งที่ 3 จำนวน 678 วัน ทั้งกลุ่มบริษัท CAMAและกลุ่มบริษัทATTA ต่างเห็นชอบเหมือนกัน ส่วนการขยายเวลาครั้งที่ 4 จำนวน 382 วัน กลุ่มบริษัทCAMAเห็นชอบ กลุ่มบริษัทATTAไม่เห็นชอบ จึงเป็นที่สังเกตว่าการใช้อำนาจตามม.44 ของพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ที่โยกย้ายนายจเร  พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น เป็นเพราะไม่ตอบสนองความต้องการของฝ่ายการเมืองใช่หรือไม่ ในการขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และกลุ่มบริษัท CAMA เห็นชอบให้ขยายเวลาก่อสร้างตามความต้องการของบริษัทซิโน-ไทยฯทุกครั้ง จึงมีคำถามว่ากลุ่มบริษัทCAMAที่สำนักงานเลขาธิการจ้างเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่เป็นที่ปรึกษาของทางราชการหรือที่ปรึกษาบริษัทผู้รับเหมากันแน่ 

ขณะที่งบประมาณสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจ่ายให้ทั้ง 2 กลุ่มบริษัทคือ CAMA และATTAรวมแล้วทั้งสิ้นกว่า 550 ล้าน จึงชัดเจนว่ายิ่งขยายเวลาไปเท่าใดก็จะต้องเสียเงินภาษีของประชาชนเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการตรวจการจ้างฯจะมีการประชุมพิจารณาขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ในวันจันทร์นี้ เวลา 09.00 น.และประชุมต่อเนื่อง 3 วันรวดจนหมดพ.ศ.2563 

นายวัชระ ยังได้เปิดเผยถึงข้อมูลของกลุ่มบริษัทที่ควบคุมงานก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่หรือ ATTA ประกอบด้วย บริษัท อรุณ ชัยเสรี คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ส จำกัด นายปิยวัชร ชัยเสรี ผู้มีอำนาจได้มอบอำนาจให้นายพินัส เลิศเลื่อมใส เป็นผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท เทสโก้ จำกัด มีนายธรรมนูญ มงคล เป็นผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท สถาปนิกหนึ่งร้อยสิบ จำกัด นายมนต์ชัย คงประยูร มอบอำนาจให้นายพินัส เลิศเลื่อมใส เป็นผู้มีอำนาจลงนาม และบริษัท ไทยเอนยิเนียริ่ง คอนซัลแตนทส์ จำกัด มีนายพงษ์ศักดิ์ เดชอุดม เป็นผู้มีอำนาจลงนาม ส่วนบริษัทที่ปรึกษาโครงการหรือ CAMA ประกอบด้วย บริษัท ซีอีแอล เอ็นจิเนียส์ จำกัด มีนายจาตุรันต์ ศิรพงศ์พันธุ์ เป็นผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท เอทีที คอนซัลเตนท์ จำกัด มีนายวีระพล ทองอุไทยและนายวิรัช องค์ประเสริฐ เป็นผู้มีอำนาจลงนามมอบอำนาจให้นายอานนท์ กุลฤดีฤทธา เป็นผู้มีอำนาจลงนาม และบริษัท สถาปนิก 49 จำกัด มีนายนิธิ สถาปิตานนท์ เป็นผู้มีอำนาจลงนามมอบอำนาจให้นายประภากร วทานยกุลเป็นผู้มีอำนาจลงนาม และบริษัท มิตรเทคนิคคอนซัลแท้นท์ จำกัด มีนายหริส สูตะบุตรและนายสุรวัฒน์ คงสิริ เป็นผู้มีอำนาจลงนามซึ่งมอบอำนาจให้นายนิรุทธ เหมศาสตร์ เป็นผู้มีอำนาจลงนามแทน 

“ประมวล” เห็นด้วยฉายาสภา “ปลวกจมปลัก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453388

“ประมวล”เห็นด้วยฉายาสภา “ปลวกจมปลัก”

"ประมวล"เห็นด้วยฉายาสภา "ปลวกจมปลัก"

27 ธันวาคม 2563 – 15:27 น.

“ประมวล”เห็นด้วยฉายาสภา “ปลวกจมปลัก” เพราะสส. คำนึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน แถมมีแต่ความแตกแยก ขี้ต้นเหตุส่วนหนึ่งมาจากรัฐธรรมนูญ สืบทอดอำนาจ น่าเศร้าสภาไร้คนดีจนนักข่าวมีมติยกเลิกรางวัลนี้

เมื่อวันที่27 ธันวาคม 2563 นายประมวล เอมเปีย อดีตสส. ชลบุรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวเห็นด้วยกับมตินักข่าวสภาที่ตั้งฉายาให้สภาว่าปลวกจมปลัก มันสะท้อนว่า นักข่าวเขามองพฤติกรรมสส. อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา นับแต่รัฐบาลพล. อ. ประยุทธ์ เข้าบริหารประเทศ ก็จะเห็นความพิกลพิการของระบบรัฐสภา มีการนับคะแนนแบบอภินิหารกฎหมายเพื่อให้พรรคเล็กที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ได้เป็นสส. เพียงเพื่อเอาเสียงไปเติมไม่ให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

“นับจากนั้นมา สส. แต่ละคนก็แสวงหาผลประโยชน์เพราะเสียงสส. ในสภามีความสำคัญ ทำให้สส. ไม่ได้ทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย แต่ทำหน้าที่เพื่อแสวงหาและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง”

นายประมวลกล่าวว่า ทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สส. รัฐบาลก็จะเฮโลกันยกมือ โดยไม่สนใจว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลอะไรมาอภิปรายนายกฯและรัฐมนตรี หลายประเด็นยังคาใจประชาชน แต่สภาก็ใช้เสียงข้างมากลากไป

“ผมมองว่าต้นเหตุสำคัญมาจากรัฐธรรมนูญเลยทำให้เราได้สส. ที่ไม่มีคุณภาพ เรามีระบบเลือกตั้งที่ประหลาด เรามีสว. 250 คนที่มาเป็นค้ำยันในการสืบทอดอำนาจ”

นายประมวลกล่าวและว่า น่าเสียดายที่สุดคือสภา500 คนไม่มีคนดีศรีสภาเลยแม้แต่คนเดียว แถมนักข่าวประจำสภายังประกาศยกเลิกรางวัลนี้ เพราะคงหมดหวังว่า จะยกรางวัลอันทรงคุณค่านี้ให้กับสส. คนไหน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

กรมประมงตรวจสอบมาตรฐาน การผลิตสินค้า ‘กุ้งทะเล’ แปรรูปส่งออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541629

กรมประมงตรวจสอบมาตรฐาน การผลิตสินค้า'กุ้งทะเล'แปรรูปส่งออก

กรมประมงตรวจสอบมาตรฐาน การผลิตสินค้า’กุ้งทะเล’แปรรูปส่งออก

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.14 น.

28 ธันวาคม 2563 นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลทั้งระบบ ตั้งแต่การเลี้ยง กระทั่งการแปรรูปเพื่อส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลของไทย พร้อมยืนหยัดและเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดโลก  

ทั้งนี้นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “กุ้งทะเล” ถือเป็นสินค้าสัตว์น้ำที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าจากการส่งออกและนำรายได้เข้าสู่ประเทศกว่าปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยกรมประมงได้ให้ความสำคัญและเข้มงวดกับกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลเพื่อให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งระบบ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ในปัจจุบันต่างหันมาใส่ใจต่อความปลอดภัยทางด้านอาหารมากยิ่งขึ้น

สำหรับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตกุ้งทะเลในจังหวัดสงขลาครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งแหล่งวัตถุดิบ และแหล่งแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก  โดยในระดับฟาร์มเลี้ยงได้ทำการตรวจฟาร์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี หรือ GAP ซึ่งพบว่าเกษตรกรได้ดูแลและบริหารจัดการฟาร์มตามหลักการต่าง ๆ ของ GAP อย่างเข้มงวด อาทิ ด้านสถานที่ การเลี้ยง การให้อาหารและปัจจัยการผลิต การจัดการสุขภาพสัตว์น้ำ รวมถึงสุขอนามัยฟาร์ม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจสอบการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งในฟาร์มเลี้ยงและร้านค้า ซึ่งเป็นไปตามมาตรการของกรมประมงที่มีการควบคุมและเฝ้าระวังการใช้ยารวมทั้งสารเคมีในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งทะเลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ จึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตกุ้งทะเลจากมาตรฐาน GAP  มีคุณภาพ ถูกหลักสุขอนามัย ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง รวมทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ขณะเดียวกันยังได้เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปกุ้งทะเลแช่แข็ง ซึ่งเป็นโรงงานที่กรมประมงเคยส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพร้อมแนะนำขั้นตอนการปฎิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิตสินค้า ให้ปลอดภัยอย่างเข้มงวด และในครั้งนี้ทางกรมประมงได้เดินทางมาทานสอบการดำเนินการซ้ำอีกครั้ง 

โดยผลปรากฏว่าทางโรงงานฯ มีการดำเนินการตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อแนะนำของกรมประมงอย่างเคร่งครัด และได้เข้มงวดในเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับมาตรฐานของวัตถุดิบที่รับเข้ามาแปรรูป การขนส่ง การนำวัตถุเข้าโรงงาน ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพกุ้ง ความสด สะอาด  รวมถึงขั้นตอนในการควบคุมกระบวนการแปรรูป ให้เป็นไปตามมาตรฐานเพื่อการส่งออก ตั้งแต่การรับสินค้าเข้าจนกระทั่งแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจะส่งออกอีกทั้งยังได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทางเคมีและจุลชีวะของโรงงานด้วย  นอกจากนี้ โรงงาน ยังได้เพิ่มเติมมาตรการเฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( โควิด-19) สำหรับการคัดกรองบุคลากรก่อนเข้า – ออกโรงงาน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมประมงและกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้  

อย่างไรก็ตาม กรมประมงได้ดำเนินการสุ่มตัวอย่างสินค้าสัตว์น้ำที่จะส่งออกจากโรงงานแปรรูปเพื่อทวนสอบระบบการควบคุมการผลิต และติดตามคุณภาพสินค้า โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้า ณ โรงงานผลิต เพื่อตรวจวิเคราะห์ คุณภาพทางจุลินทรีย์ เคมี และกายภาพ และเมื่อสินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐานตามข้อกำหนดก็จะออกใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ (Health Certificate) เพื่อให้สินค้าสามารถส่งออกได้ต่อไปและจากการตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้ากุ้งทะเลทั้งระบบในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่า “ผลิตภัณฑ์กุ้งทะเลของไทย” มีความพร้อมและศักยภาพที่จะยืนหยัดอยู่ในตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็งต่อไป  ด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต  ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

อสม. คึกคักตรวจเข้มแรงงานต่างด้าว จัดชุดลงพื้นที่ให้คำแนะนำประชาชน รณรงค์-สร้างความรู้ป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541589

อสม.คึกคักตรวจเข้มแรงงานต่างด้าว จัดชุดลงพื้นที่ให้คำแนะนำประชาชน รณรงค์-สร้างความรู้ป้องกันโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ บ้านบางหลาโอน หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา นายจำรัส หลีเจี๊ยะ กำนันตำบลคึกคักนางสาวจิตติมา คงพันธ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 พร้อมด้วย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อสม. ลงพื้นที่ สำรวจตรวจสอบแรงงานต่างด้าวในสถานประกอบการในเขต ต.คึกคัก ตรวจสอบสถานประกอบการโรงแรมในพื้นที่เขาหลักที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่ พร้อมกับให้ความรู้ ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการที่มีแรงงานต่างด้าวไม่ให้ตื่นตระหนก และขอให้ดูแล จัดระบบความปลอดภัยในด้านสาธารณสุข สวมหน้ากากอนามัย เจลล้างมือรักษาระยะห่าง รวมทั้งรักษาความสะอาดในสถานที่ทำงาน และที่พักอาศัย เพื่อดำเนินการตามมาตรการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด อย่างเคร่งครัดอีกทั้งยังทำความเข้าใจกับนโยบายของรัฐการห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ อสม.ของ ต.คึกคัก ได้มีการตรวจตั้งจุดตรวจวัดอุณหภูมิแรงงานต่างด้าว ที่สวนสาธารณะชายหาดนางทอง โดยมีชาวเมียนมาที่ทำงานในพื้นที่ ต.คึกคัก มาตรวจเช็คร่างกายพร้อมรับคำแนะนำการปฏิบัติตัวในช่วงโควิดนี้

ด้านนายจำรัส หลีเจี๊ยะ กำนันตำบลคึกคัก กล่าวว่า ต.คึกคัก ประกอบไปด้วย 7 หมู่บ้าน ตอนนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้ช่วยแพทย์ สารวัตรได้ลงพื้นที่เพื่อทำการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวทั้ง 7 หมู่บ้าน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของตำบล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาหลัก กู้ภัยเขาหลัก ร่วมกันสำรวจแรงงานต่างด้าว ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปกว่า 80% แล้วตอนนี้

โดยนายจ้างเองหรือว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และสำหรับในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้ก็ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงแรงงานต่างด้าว ห้ามจัดงานเลี้ยง มั่วสุม หรือกิจกรรมนั่งดื่มต่างๆ ห้ามจัดงานเลี้ยงโดยเด็ดขาดรวมถึงบุคคลต่างพื้นที่ที่จะเข้ามาในพื้นที่งดเว้นการเข้ามารวมถึงคนในพื้นที่ก็ขอให้งดเว้นการออกนอกพื้นที่โดยเด็ดขาด หากบุคคลใดต้องการออกนอกพื้นที่หรือต้องการไปพบแพทย์ก็ขอให้มาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ หรือผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ก่อน

‘บิ๊กป้อม’ นำทีมเร่งแผนแม่บทฯน้ำ เตรียมชง 5 เรื่องใหญ่เสนอ กนช. ไฟเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541590

‘บิ๊กป้อม’นำทีมเร่งแผนแม่บทฯน้ำ เตรียมชง5เรื่องใหญ่เสนอกนช.ไฟเขียว

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รองนายกประวิตรฯ นั่งหัวโต๊ะเร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 5 เรื่องใหญ่ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน แก้ปัญหาลุ่มน้ำท่าจีน สร้างธนาคารน้ำใต้ดิน พร้อมไฟเขียว 19 โครงการ ของ กปภ. แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของเมืองพัทยา พัฒนาการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง และเห็นชอบ 9 แผนหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้า พระยาตอนล่าง

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 3/2563 ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) อาคารจุฑามาศ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม.เมื่อเร็วๆนี้ ว่า การประชุมได้ให้หน่วยงานร่วมพิจารณาให้ความเห็นต่อแผนงาน/โครงการต่างๆ ที่นำเสนอให้ครอบคลุมในเชิงพื้นที่ มีเป้าหมายชัดเจน มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ลดความซ้ำซ้อน ทำให้สามารถพิจารณาจัดลำดับการทำงานของหน่วยงาน ให้สอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะแผนงานที่ต้องบูรณาการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน สำหรับการขับเคลื่อนงานตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้คณะทำงานทั้ง 6 ด้าน หากพบว่ามีปัญหาอุปสรรค ไม่สามารถดำเนินการได้ ให้หน่วยงานร่วมกันพิจารณาและเสนอแนวทางเพื่อปรับปรุงเป้าหมายและตัวชี้วัดให้เหมาะสม เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาต่อไป

ด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการเพื่อขับเคลื่อนแผนงานที่สำคัญ 5 เรื่อง ก่อนที่จะเสนอ กนช. เพื่อพิจารณา ประกอบด้วย 1.การขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย กรอบแนวทางการดำเนินงานการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน และการพัฒนาน้ำอุปโภคบริโภคให้ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสมโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น การดำเนินการจัดทำข้อมูลเชิงนโยบาย ตลอดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำลุ่มน้ำท่าจีนโดยกรมควบคุมมลพิษ การจัดทำคู่มือการเติมน้ำใต้ดิน โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รวมทั้งยังเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายในการจัดทำแผนปฏิบัติการจำนวน 2,800 ตำบล และพื้นที่เป้าหมายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งด่วน เพื่อเสนอของบกลางปี 2564 เพิ่มเติม จำนวน 1,713 ตำบลด้วย

2.โครงการเพื่อการพัฒนาปี 2564 ของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จำนวน 19 โครงการ สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 3 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 โครงการ ภาคตะวันออก 1 โครงการ ภาคกลาง 2 โครงการ และภาคใต้ 4 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จ จะมีกำลังการผลิตน้ำเพิ่มขึ้นอีก 143,136 ลบ.ม./วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 243,852 คน 3.แผนหลักการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยาและพื้นที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ 226.47 ตร.กม. มีประชาชนได้ประโยชน์ 144,520 ครัวเรือน แบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะคือ ระยะเร่งด่วน (ปี 2565–2569) ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่พัทยาใต้ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่พัทยาเหนือ โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่ถนนเทพประสิทธิ์และโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกลุ่มพื้นที่คลองนาเกลือ ระยะกลาง (ปี 2570–2574) ได้แก่ ปรับปรุงคลองกระทิงลายห้วยมาบประชัน คลองนาเกลือ คลองมาบยายเลีย ห้วยร่วมหนองปรือ และคลองสาขาต่างๆ ให้มีขีดความสามารถรองรับน้ำหลากที่เกิดจากน้ำฝนได้ ปรับปรุง/ก่อสร้างท่อระบายน้ำสายหลักและสายรอง เพื่อนำน้ำจากพื้นที่ชุมชนลงสู่คลอง และระยะยาว (ตั้งแต่ปี 2575) ได้แก่ ปรับปรุงห้วยใหญ่และห้วยสาขาให้มีขีดความสามารถรองรับน้ำหลากที่เกิดจากน้ำฝนได้ ก่อสร้างฝายห้วยมาบประชัน และคลองมาบยายเลียเพื่อชะลอน้ำหลากและกักเก็บน้ำบางส่วน พร้อมทั้งก่อสร้างสถานีสูบน้ำยกระดับ และท่อส่งน้ำแรงดันเพื่อสูบน้ำหลากบางส่วนไปกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำมาบประชัน ก่อสร้างฝายห้วยใหญ่เพื่อชะลอน้ำหลากและกักเก็บน้ำบางส่วน พร้อมทั้งก่อสร้างสถานีสูบน้ำยกระดับ และท่อส่งน้ำแรงดันเพื่อสูบน้ำหลากบางส่วนไปกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำห้วยซากนอก

4.แผนหลักการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ที่ประชุมเห็นชอบตามที่ สทนช. และกรมชลประทานเสนอ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เกษตร และสร้างหลักประกันให้เกษตกรสามารถเพาะปลูกได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นสำคัญ ประกอบด้วย โครงการประตูระบายน้ำปิดปากลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โครงการบรรเทาวิกฤติภัยแล้งลุ่มน้ำห้วยหลวงและลุ่มน้ำข้างเคียง โครงการผันน้ำ โขง เลยชี มูล และโครงการฝายปากชม

“ในส่วนเรื่องที่ 5 หลักการของแผนงานบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน ที่ประชุมเห็นชอบตามที่กรมชลประทานเสนอ และให้เร่งปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก และคลองชัยนาท-ป่าสัก 2 พร้อมจัดลำดับความสำคัญแผนงานและงบประมาณ รวมทั้งจัดที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยที่รุกล้ำเขตคลอง สำหรับ 9 แผนงานหลักดังกล่าว แบ่งเป็น 3 กลุ่มได้ดังนี้ กลุ่ม 1 การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำและคลองเดิม ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก กลุ่ม 2 การบริหารจัดการพื้นที่ ได้แก่ การบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำพื้นที่รับน้ำนอง และกลุ่ม 3 การสร้างคลองระบายน้ำหลากสายใหม่ ได้แก่ คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร คลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย และหากต้องการยกระดับเชิงป้องกันให้สูงขึ้น ก็อาจจะต้องศึกษาคลองระบายน้ำที่ควบคู่กับถนนนวงแหวนรอบที่ 3” เลขาธิการ สทนช. กล่าว