THB1 million compensation for family of murdered Swiss tourist #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/in-focus/40004463

THB1 million compensation for family of murdered Swiss tourist


The family of the Swiss tourist murdered in Phuket last Thursday will receive a compensation of THB1 million from the Foreign Tourists Assistance Fund, Ministry of Tourism and Sports permanent secretary Chote Trachu said on Monday.

Authorities have arrested and charged Teerawat Thothip, 27, an unemployed local, for killing 57-year-old Swiss national Nicole Sauvain Weisskopf at the Ton Ao Yon waterfall in Phuket’s Muang district on August 3.

The suspect was arrested on Saturday and has reportedly confessed to the crime, saying he intended to rob, not kill the victim. He has been charged with robbery and causing death.

The deceased had entered Thailand to travel under the Phuket sandbox programme and was allowed to stay in the province until August 26.

THB1 million compensation for family of murdered Swiss touristTHB1 million compensation for family of murdered Swiss tourist

Chote met Swiss Ambassador Helene Budliger Artieda on Monday to inform her of the compensation to be provided to the deceased’s family. The ministry also promised to facilitate travel for the family if they wished to take the body back.

“Tourism Minister Pipat Ratchakitprakarn has been discussing with Phuket authorities and police measures to increase security for tourists under the sandbox programme,” said Chote. “Initially, the authorities agreed to install additional CCTV cameras at tourist attractions in Phuket and increase the number of volunteer security staff at each attraction.

“We will also increase screening measures for Thais and foreigners who wish to enter the province at Tha Chatchai Checkpoint and will especially look for those with arrest warrants.

“As for the long-term measures, the ministry will survey all tourist attractions in the province and consider closing down sites that are not popular and are isolated,” added Chote.

Published : August 10, 2021

By : THE NATION

นักวิจัย มวล.พัฒนา “กล้าเชื้อผงปลาส้ม” ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478261

นักวิจัย มวล.พัฒนา “กล้าเชื้อผงปลาส้ม” ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล

10 สิงหาคม 2564 – 22:08 น.

นักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คิดค้นกล้าเชื้อผงปลาส้ม เพื่อผลิตปลาส้มที่มีคุณภาพคงที่ ลดระยะเวลาการผลิต ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และช่วยผู้ประกอบการสามารถผลิตปลาส้มได้ในทุกฤดูกาล

รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล เลิศคณาวนิชกุล นักวิจัยและอาจารย์ประจำสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ปลาส้มเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ประเภทผลิตภัณฑ์อาหารหมักที่ประชาชนนิยมบริโภคในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“ฉีดวัคซีน” AstraZeneca ให้แก่บุคลากรม.วลัยลักษณ์ เริ่มลอตแรก 950 โดส

นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์คิดค้นสูตรอาหารเลี้ยงด้วงสาคู ให้มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูงกว่าน้ำมันปลา

‘ม.วลัยลักษณ์’วิจัยยกระดับน้ำมันปาล์มดิบ จากเกรดอาหารสัตว์เป็นเกรดเวชสำอาง

แต่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ปลาส้มยังใช้การหมักแบบพื้นบ้าน (TraditionFermented) จึงมักพบปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเกิดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และสารเคมีที่อาจเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค รวมถึงระยะเวลาการหมักผลิตภัณฑ์ และรสชาติยังไม่คงที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถขอการรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนได้

ดังนั้นเพื่อหาแนวทางการรักษาคุณภาพของการผลิตปลาส้มให้คงที่สม่ำเสมอ ทีมนักวิจัยของสำนักวิชาสหเวชศาสตร์ จึงได้ร่วมกันคิดค้นกล้าเชื้อผงสำหรับผลิตปลาส้มขึ้น ด้วยการใช้กล้าเชื้อผงของแบคทีเรียแลคติก แทนการคัดเลือกจุลินทรีย์จากธรรมชาติที่มีปะปนมากับวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตปลาส้ม

นักวิจัย มวล.พัฒนา "กล้าเชื้อผงปลาส้ม" ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล

เพื่อทำให้เกิดปลาส้มที่มีคุณภาพคงที่ ลดระยะเวลาการผลิต ลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค เกิดความน่าเชื่อถือต่อผู้บริโภคและเป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคัญเพื่อให้สามารถยกระดับไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล กล่าวถึงวิธีการผลิตผงกล้าเชื้อปลาส้มว่า เริ่มจากการเลี้ยงแบคทีเรียแลคติก ซึ่งแยกได้จากปลาส้ม คือ แลคโตบาซิลลัส ซาลิวาเรียส (Lactobacillus salivarius) หรือ ลิวโคนอสต็อค มีเซ็นเทอรอยเดส (Leuconostoc mesenterodies) ในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลว ดีแมน-โรโกซ่า-ชาร์ป (de Mann-Rogosa-Sharpe) ที่อุณหภูมิ 35-37 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 4-6 วัน

กระตุ้นให้เชื้อมีการเจริญเติบโตคงที่ และปั่นแยกเอาส่วนของตะกอนเชื้อมาใช้เตรียมเป็นกล้าเชื้อผงบนวัสดุยึดเกาะ 2 ชนิด คือ แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว และได้เป็นกล้าเชื้อผงปลาส้มออกมา

รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล กล่าวต่อไปอีกว่า กล้าเชื้อที่ผลิตออกมาสามารถผลิตได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบผง ของเหลว หรือแบบเม็ด แต่ที่นิยมใช้เป็นกล้าเชื้อผง เนื่องจากสะดวกในการขนส่งและง่ายต่อการใช้งาน สามารถนำมาใช้เป็นกล้าเชื้อการหมักเพื่อควบคุมกระบวนการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้

ซึ่งกล้าเชื้อผงนอกเหนือจะนำไปใช้ผลิตปลาส้มแล้ว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นหัวเชื้อตั้งต้นในกระบวนการหมักเพื่อถนอมอาหารชนิดอื่นได้ เช่น น้ำนมหมัก น้ำผลไม้โพรไบโอติก เป็นต้น ที่สำคัญยังช่วยผู้ประกอบการสามารถผลิตปลาส้มได้ตลอดทั้งปี สามารถยกระดับไปสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป

นักวิจัย มวล.พัฒนา "กล้าเชื้อผงปลาส้ม" ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล

“มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส่งเสริมผลิตสินค้าภายในประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการผลิต OTOP นำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายศักยภาพทางการค้า รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์กล้าเชื้อผงปลาส้ม 

นักวิจัย มวล.พัฒนา "กล้าเชื้อผงปลาส้ม" ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล

กล้าเชื้อผงปลาส้ม

นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการแล้ว ยังทำให้เกิดการบูรณาการการวิจัย การเรียนการสอน การบริการวิชาการ และยังใช้เป็นตัวอย่างให้กับนักศึกษาในการเรียนการสอน และได้ฝึกปฎิบัติจริงกับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ในชุมชนได้อีกช่องทางหนึ่งที่สำคัญคือสามารถพัฒนาให้เกิดกลุ่มนักวิจัยขึ้นได้ในชุมชนแบบยั่งยืน” รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล กล่าว

“องค์กรครู” เรียกร้องผ่าน “รมว.ศธ.” เร่งช่วยเหลือ “ครูเตรียมตกงาน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478255

“องค์กรครู” เรียกร้องผ่าน “รมว.ศธ.” เร่งช่วยเหลือ “ครูเตรียมตกงาน”

10 สิงหาคม 2564 – 21:05 น.

กระทรวงศึกษาฯอย่าเป็นต้นเหตุสร้างปัญหาให้สังคม ในภาวะวิกฤติโควิด19  แนะเกลี่ยงบที่ไม่จำเป็นอุ้ม “ครูเตรียมตกงาน” ระบุการปรับเกณฑ์ใหม่ กระทบจำนวนครูมัธยมลด 20-30 คนต่อแห่ง อนาคตเสี่ยงครูขาดแคลน

คืบหน้า “ครูเตรียมตกงาน” อันเนื่องมาจากหนังสือคำสั่งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทราบและปฏิบัติ ตาม หนังสือ ที่ ศธ 04010/ว39 เรื่อง การดำเนินการ การจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กิจกรรมครูคลังสมอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“ครูเตรียมตกงาน” เมื่อสพฐ. เห็นชอบให้สิ้นสุดโครงการ   

อีก 20 วัน “ครูเตรียมตกงาน” 8 ปี บนเส้นทางสู่ครูไร้ตำแหน่ง

“รมว.ศธ.” ตื่นรู้ สั่งสำรวจชีวิตครู-นักเรียน “เรียนออนไลน์”ช่วงโควิด19

เนื้อหาในหนังสือราชการดังกล่าว ใจความว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายในการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา ขนาดกลางและเล็ก ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

 ตามหนังสือฉบับดังกล่าว จะไม่มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา อีกต่อไป

นั่นหมายถึง ครู วิทย์-คณิต 1,964 ราย จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 นี้ เนื่องในสัญญาจ้าง มีการจ้างงานเพียง 10 เดือน ใน 1 ปี ทำให้ ลูกจ้างที่เคยปฏิบัติงานในฐานะ ครู มายาวนานกว่า 8 ปี ต้อง ตกงานทันที

เกี่ยวกับเรื่องนี้  ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา  และอดีตนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศสมัยที่ 23-24 ให้สัมภาษณ์กับ “คมชัดลึกออนไลน์” ว่า เป็นข่าวร้ายที่มาพร้อมกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งตนได้ติตตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้เป็นครูอัตราจ้าง เป็นลูกจ้างชั่วคราว เป็นครูวิทย์-คณิต

ครูเหล่านี้ได้รับเงินเดือนไม่ตรง ครูเหล่านี้ไม่ได้รับเงินเดือนตรงตามวุฒิการศึกษา ครูเหล่านี้รับเงินเดือนต่ำกว่าวุฒิการศึกษา

“ที่สำคัญครูอัตราจ้างเหล่านี้  ทำงานเท่ากับข้าราชการครู หรือบางคนทำงานหนักกว่าข้าราชการครู  สวัสดิการด้อยกว่าข้าราชการครูเป็น กลุ่มบุคคลที่ทรงคุณค่า มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนที่เห็นใจ เป็นคุณครูคนหนึ่ง ที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู สอนหนังสือ รักและผูกพันเด็กนักเเรียน เหล่านี้คือภาพที่ผมเห็น ทั้งในอดีตที่เคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนและปัจจุบันภาพจำเหล่านี้ยังคงอยู่” ดร.รัชชัยย์ ระบุ

ดร.รัชชัยย์ ถามกลับสิ้นสุดโครงการเพราะบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ขอเรียกร้องให้เลขาธิการกพฐ.ชี้แจงเรื่องนี้กับสาธาราณะ อย่านำเเรื่องเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างในการเลิกจ้างเท่านั้น นับเป็นข่าวร้ายกว่าที่มากับข่าวร้ายในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ คนที่มีงานทำยังตกงาน และหางานยาก

“ผมจะทำหนังสือเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดูแลเอาใจครูให้มากกว่านี้ อย่าให้สังคมมองว่ากระทรวงศึกษาฯ กำลังกระทำซ้ำเติมปัญหาในสังคมในภาวะที่ยากลำบาก ครูจะไปหางานที่ไหนทำ เมื่อเด็กไม่ได้เรียนหนังสือ โรงเรียนไม่เปิด แต่กระทรวงศึกษาฯ สามารถเกลี่ยเงินงบประมาณครุภัณฑ์จัดซื้อจัดจ้างที่ไม่จำเป็นเหล่านี้มาจ้างครูเตรียมตกงาน อย่างน้อยครูเหล่านี้มีทักษะในการสอน ไม่ต้องมาเริ่มต้นใหม่” ดร.รัชชัยย์ กล่าว

ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา  ตั้งข้อสังเกตว่าการที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) กำหนดปรับเกณฑ์ใหม่

ส่งผลให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ขาดอัตรากำลัง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่อัตราครูจะหายไป 20-30 อัตรา เพราะถูกตัดออกเพราะเกณฑ์ใหม่ทำให้โรงเรียนมีครูเกิน แต่เกณฑ์เดิมครูไม่เกิน แต่โรงเรียนขนาดเล็กจะได้เปรียบ

“โควิดมาประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบแน่นอน ทุกคนเดือดร้อน แต่รัฐบาล หรือกระทรวงศึกษาธิการไม่ควรเป็นต้นเหตุแห่งความเดือดร้อนของครู การเลิกจ้างครูวิทย์-คณิต ครูจะเอาอะไรกิน หากเลิกจ้างในภาวะปกติ ยังหางานได้

แต่ตอนนี้จะหางานที่ไหน ศธ.และ สพฐ. กำลังสร้างปัญหาสังคมขึ้นมาใม่ ผมขอถามทั้งรมว.ศธ. และเลขาธิการกพฐ. ได้เตรียมมาตรการเยียวยามารองรับครูเตรียมตกงาน ที่จะถูกเลิกจ้างมี่มากกว่า 2,000 คน เอาไว้หรือยัง” ดร.รัชชัยย์ กล่าวทิ้งท้าย

วิศวะ-ศิริราชฯ ม.มหิดล เปิดตัว “ใส่ใจ” แชทบอทเพื่อสุขภาพจิตคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478181

วิศวะ-ศิริราชฯ ม.มหิดล เปิดตัว “ใส่ใจ” แชทบอทเพื่อสุขภาพจิตคนไทย

10 สิงหาคม 2564 – 16:55 น.

บริการ “ใส่ใจ” แชทบอททางสุขภาพจิตได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านเฟซบุ๊กทั้งในสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

คนไทยและทั่วโลก กำลังเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระกระทบที่รุมเร้าทั้งทางสุขภาพกายและใจ วิถีการดำเนินชีวิตในสังคม การทำงาน การเรียน และเศรษฐกิจ

อีกทั้งอิทธิพลของกระแสข่าวสารที่ถาโถมหลั่งไหลในยุคโซเชียลมีเดีย มีส่วนทำให้คนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น เช่น โรคซึมเศร้า ความเครียด ความกังวล หรืออาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย

คณะวิศวะมหิดล ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผนึกความร่วมมือกับ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัวนวัตกรรมแชทบอท “ใส่ใจ” (Psyjai) ที่สามารถพูดคุยกับทุกเพศวัย ก้าวล้ำด้วยเอ.ไอ.ช่วยประเมินสภาวะจิตใจและอารมณ์เบื้องต้น บรรเทาความเครียดด้วยหลักจิตวิทยา เปิดบริการแล้ววันนี้ให้เข้าถึงได้ง่ายในทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ช.ม.

​ดร. กลกรณ์ วงศ์ภาติกะเสรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 ในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความเครียดวิตกกังวลได้หลายๆ ด้าน ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งความเครียดอาจแสดง ออกมาเป็นรูปแบบของการนอนไม่หลับ ไม่สามารถหาความสุขจากกิจกรรมในวันธรรมดาๆ ได้ ท้อแท้ รู้สึกว่าไม่สามารถเอาชนะความยากลำบากของตัวเองได้

รวมถึงความรู้สึกทุกข์ใจและซึมเศร้า รวมถึงการเสียความมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เป็นต้น ทีมวิจัย จึงได้พัฒนา นวัตกรรมแชทบอท “ใส่ใจ” (Psyjai) ที่เป็นเสมือนเพื่อนคนหนึ่งที่มีความรู้ทางด้านจิตวิทยา สามารถพูดคุยกับผู้ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา และใช้งานง่าย

โดยทีมวิจัยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการดูแลคนไทยให้มีสุขภาพจิตที่ดี ผู้ใช้งานสามารถตระหนักรู้ถึงสภาวะอารมณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า และนำไปสู่การจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดความยากลำบากของประชาชนในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตในช่วงโควิด-19 ทั้งที่เป็นผลกระทบจากโควิด-19 หรือ ประเด็นปัญหาทั่วไป ช่วยให้คนไทยทุกเพศวัยสามารถดูแลสุขภาพจิตตนเองได้ทันท่วงที ป้องกันปัญหาดังกล่าวไม่ให้พัฒนาความรุนแรงขึ้น

วิศวะ-ศิริราชฯ ม.มหิดล เปิดตัว "ใส่ใจ" แชทบอทเพื่อสุขภาพจิตคนไทย

แชทบอท ใส่ใจ (Psyjai) นี้ให้บริการผ่านทางเฟสบุค โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) วิเคราะห์อารมณ์จากเนื้อหาการพูดคุย และมีระบบจัดการการสนทนา (Dialogue Management) สำหรับส่งข้อความโต้ตอบให้สอดคล้องกับอารมณ์และประเด็นปัญหาที่ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์หรือตรวจจับได้

แชทบอท “ใส่ใจ” ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 

1.ประเมินสภาวะอารมณ์ ได้แก่ อารมณ์เศร้า เครียด และวิตกกังวล ที่มีต่อภาวะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ข่าวสารโซเชียลมีเดีย หรือจากผลกระทบต่ออาชีพการงาน การศึกษา การปรับตัวทางสังคม ภาระการดูแลสมาชิกในครอบครัว ทั้งนี้เพื่อสร้างภาวะตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงของภาวะสุขภาพจิตในระยะเริ่มแรกที่สามารถให้การดูแลได้ง่าย

 2. ให้การดูแลประคับประคองอารมณ์ในระดับเบื้องต้น (Emotional Support) โดยอ้างอิงหลักการให้การดูแลจิตใจตามหลักจิตวิทยา โดยผู้ใช้งานสามารถพูดคุยกับแชทบอทได้ทุกที่ ทุกเวลา และมีการบ้านหรือแบบฝึกหัด (Homework) เพื่อกระตุ้นให้นำเนื้อหาที่พูดคุยไปปรับใช้จริง และผู้ใช้งานสามารถติดตามความก้าวหน้าของตนเองได้บนหน้าแสดงข้อมูล (Dashboard)

ส่วนวิธีใช้งาน สามารถเข้าไปใช้งานโดยเสิร์ชหาคำว่า “Psyjai” ในช่องค้นหา ของแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก หรือ http://www.facebook.com/psyjaibot/ หลังจากเข้ามาที่หน้าเฟซบุ๊กเพจใส่ใจแล้ว ก็สามารถกดปุ่ม “ส่งข้อความ” เพื่อเริ่มพูดคุยได้ทันที 

นอกจากนี้แชทบอท “ใส่ใจ” (Psyjai) ยังมีระบบให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ใช้งานที่มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตนเอง หรือมีภาวะอารมณ์ที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยง โดยเราให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาความลับของผู้ใช้งานตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านคะแนนการประเมินสุขภาพจิต และเนื้อหาที่พูดคุย

รศ.พญ. สุดสบาย จุลกทัพพะ หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในปัจจุบันปัญหาด้านสุขภาพจิตมีความรุนแรงมากขึ้น พบได้ในคนทุกกลุ่มอายุ ในขณะที่ความสามารถในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตที่เป็นมาตรฐานนั้นมีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทั่วโลกต่างกำลังเจอวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19

จากสถิติของกรมสุขภาพจิต รายงานว่า เฉพาะช่วง ม.ค.2564 เดือนเดียว มีผู้ขอรับบริการโทรปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เกี่ยวกับความเครียดจากโควิด-19 มีจำนวนสูงลิ่วถึง 1.8 แสนคน เปรียบเทียบกับทั้งปี 2563 มีจำนวนการโทรขอคำปรึกษาอยู่ที่ราว 7 แสนคน

ดังนั้น “ใส่ใจ” แชทบอทบริการทางสุขภาพจิต จึงตอบโจทย์ด้วยข้อดี คือเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็วในการประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นด้วยตนเองอย่างถูกต้อง และสามารถรองรับผู้ใช้บริการได้เป็นจำนวนมาก สะดวกมากขึ้น ลดการเดินทางและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิดตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอีกด้วย

วิศวะ-ศิริราชฯ ม.มหิดล เปิดตัว "ใส่ใจ" แชทบอทเพื่อสุขภาพจิตคนไทย

​พณิดา โยมะบุตร นักจิตวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทางจิตใจ แบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัย คือ

1. ปัจจัยทางด้านกายภาพ เช่น พันธุกรรม เพศ อายุ 2. ปัจจัยทางด้านจิตสังคม เช่น พื้นฐานทางจิตใจ อารมณ์ ทักษะการแก้ปัญหา สภาพแวดล้อม เป็นต้น ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน กระทบการดำเนินชีวิตของคนในหลายๆ ด้าน ถือเป็นภาวะวิกฤติที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิต 

วิธีป้องกันสุขภาพจิตที่ดีที่สุดคือ หมั่นสำรวจภาวะอารมณ์และความคิดของตนเอง เรียนรู้และจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อการดูแลที่เหมาะสม แต่ด้วยข้อจำกัดของจำนวนบุคลากรและการเข้าถึง ทำให้มีประชากรไทยจำนวนมากไม่ได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิตจนปัญหารุนแรงขึ้นจนถึงระดับที่แก้ไขได้ยาก

ทีมวิจัยพัฒนาแชทบอท “ใส่ใจ” (Psyjai) โดยบูรณาการองค์ความรู้ทางจิตวิทยาคลินิกและจิตเวช ผสานเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างเครื่องมือเป็นบริการเพื่อสังคมที่เข้าถึงคนในวงกว้างได้ง่ายและลดช่องว่างดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของคนไทยแล้ว ยังเป็นการยกระดับการให้บริการสุขภาพจิตในประเทศไทยให้ก้าวไปกับโลกและไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลอีกด้วย

ดังนั้น หากรู้สึกไม่สบายใจ เครียด หรือสงสัยว่าตนมีอาการซึมเศร้าหรือไม่ ก็สามารถเข้าถึงบริการ “ใส่ใจ” แชทบอททางสุขภาพจิตได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านเฟซบุ๊กทั้งในสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“ครัวปันอิ่ม” สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478192

“ครัวปันอิ่ม” สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด

10 สิงหาคม 2564 – 16:48 น.

“ครัวปันอิ่ม” สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด ประเดิมชุมชนชาวบางกอกน้อย ประชาชนสามารถมารับแจกอาหารคุณภาพได้แล้ว ที่ศูนย์พักคอย “รร.สุวรรณารามวิทยาคม”

เริ่มแล้วกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โรงพยาบาลศิริราช กองทัพเรือ โรงเรียนสุวรรณรามวิทยาคม ร่วมกับจิตอาสา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดตัวโครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม เป็นต้นไป

โดยประเดิมลงพื้นที่เขตบางกอกน้อย นำอาหารอุ่นร้อนพร้อมรับประทานเมนูกะเพรากุ้ง เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ กาแฟ ขนม และหน้ากากอนามัย ไปแจกจ่ายให้กับชาวชุมชน บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยที่กักตัวที่กักตัวในชุมชน (Community Isolation) และในศูนย์พักคอย โรงเรียนสุวรรณรามวิทยาคม

"ครัวปันอิ่ม" สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด

เพื่อแบ่งเบาภาระการจัดเตรียมอาหารของชุมชนและบรรเทาความเดือดร้อนในภาวะวิกฤต-19 โดยมี นายจงจัด จันทบ ผู้อำนวยการโรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม พร้อมด้วยผู้นำและตัวแทนจากชุมชนซอยสุดสาคร ชุมชนวัดรวกสุทธาราม ชุมชนวัดยาง และศูนย์พักคอย โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม ร่วมรับมอบ

โครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงความดี สู้ภัยโควิด-19” เป็นการผนึกกำลังของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วนกว่า 100 องค์กร ทั้งมูลนิธิ กลุ่มจิตอาสา ภาคประชาสังคม และองค์กรเอกชน เพื่อแจกข้าวกล่องปรุงสุกพร้อมทาน 2 ล้านกล่องสู่ชุมชนใน 40 จุดทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเขตบางกอกน้อย ได้แก่ ชุมชนซอยสุดสาคร ชุมชนวัดรวกสุทธาธรรม ชุมชนวัดยาง และศูนย์พักคอย รร.สุวรรณารามวิทยาคม เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ซีพีเอฟ ร่วมกับ พันธมิตร ดูแลรับผิดชอบ

นายจงจัด จันทบ ผู้อำนวยการ โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกภาคส่วนที่เข้ามาสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์พักคอยฯ แห่งนี้ โดยเฉพาะเครือซีพี-ซีพีเอฟ ที่ช่วยเหลือสังคมในทุกวิกฤต โดยนำอาหารคุณภาพปลอดภัย น้ำดื่ม และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ในโครงการ “ครัวปันอิ่ม” มามอบให้ และยังแบ่งปันความอิ่มอร่อยต่อไปถึงพี่น้องที่ติดเชื้อและกักตัวอยู่ที่บ้านด้วย

"ครัวปันอิ่ม" สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด

ด้าน นายทองสุข วิสัยแสง รองประธานชุมชนวัดสุวรรณาราม (บ้านบุ)​ กล่าวว่า ชุมชนนี้มีประชากรค่อนข้างหนาแน่น จำนวน 800 ครัวเรือน กว่า 2,000 คน และเป็นชุมชนที่มีตลาดสด จึงมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ รู้สึกดีใจที่ได้รับการดูแลและมีกองหนุนจาก “ครัวปันอิ่ม”​ส่งตรงถึงชุมชน ให้ทั้งผู้ป่วยโควิดที่กักตัวที่บ้านได้เข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอ ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในชุมชนได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ นายประพัฒน์ จันทร์ทอง ประธานชุมชนวัดพระยาทำ อรุณอัมรินทร์ 5 กล่าวว่า ชุมชนมีผู้ติดเชื้อที่ในชุมชน 11 คน เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 คน และอีก 8 คนกักตัวในศูนย์พักคอยวัดพระยาทำ ซึ่งดัดแปลงจากศาลาการเปรียญมาเป็นที่กักตัวแบบ Community Isolation การได้รับอาหารจากครัวปันอิ่ม ช่วยลดภาระการจัดหาข้าวปลาอาหารให้ชาวชุมชนได้อิ่มท้องทุกมื้อ

นางเพยาว์ ไชยพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการชุมชนวัดรวกสุทธาธรรม ถ.จรัลสนิทวงศ์ 33 กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านในชุมชนระดมเงินและสรรพกำลังจัดหาอาหารการกิน รวมทั้งสมุนไพรให้กับผู้ติดเชื้อทุกวันอยู่แล้ว รู้สึกดีใจที่มีผู้ใหญ่ใจดี ทำโครงการ “ครัวปันอิ่ม”​ เข้ามาช่วยเหลือผู้กักตัว และคนตกงานไม่มีรายได้ ช่วยบรรเทาความยากลำบากในภาวะวิกฤตได้มาก

"ครัวปันอิ่ม" สู่ชุมชน 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ สู่โควิด

ก่อนหน้านี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช กองทัพเรือ และนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ได้มาเยี่ยมชมการจัดตั้งศูนย์พักคอย รร.สุวรรณารามวิทยาคม เขตบางกอกน้อย ที่เปิดรองรับผู้ติดเชื้อในชุมชนโดยรอบ จำนวน 120 เตียง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิดในกรุงเทพฯ และเคียงข้างคนไทยก้าวผ่านวิกฤตโควิดไปด้วยกัน

กว่า 600 อปท.”ตั้งชุมชน” ดูแลผู้ป่วยโควิดเปิดโฮมสเตย์-วัดเป็นที่กักตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478076

กว่า 600 อปท.”ตั้งชุมชน” ดูแลผู้ป่วยโควิดเปิดโฮมสเตย์-วัดเป็นที่กักตัว

9 สิงหาคม 2564 – 21:25 น.

ท้องถิ่นตื่นตัวกว่า 600 อปท. มีมาตรการรองรับผ่านเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ “ตั้งชุมชน”ดูแลเพื่อจำกัดวงการระบาดเชื้อโควิด-19 ทั้งส่วนที่จะนำเข้ามาและในส่วนที่จะนำออกไป

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. กล่าวว่า สสส. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการปรับแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือการระบาดของโควิด-19ร่วมกับภาคีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)เข้าร่วมกว่า 600 แห่ง รวม 2,268 คน ผ่านทางระบบออนไลน์ เพื่อรับมือสถานการณ์การระบาดของโควิด-19

เนื่องจากในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขั้นวิกฤต ส่งผลให้ประชาชนส่วนหนึ่งเดินทางกลับภูมิลำเนา ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นจึงต้องเตรียมความพร้อมและมีมาตรการรองรับ ที่ผ่านมาเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ มีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ที่รวดเร็ว สามารถปรับแผนปฏิบัติงานในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ดร.ประกาศิต กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมและการรับมือกับวิกฤตการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในระลอกนี้ แผนสุขภาวะชุมชนร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่าย (ศวภ.) ได้ออกแบบชุดกิจกรรมเพื่อการควบคุมโควิด-19ใน5ประเด็นคือ

1.ติดตามข้อมูลคนเข้าออก/ผู้ติดเชื้อ/กลุ่มเสี่ยง2.การสื่อสารกระบวนการ ได้แก่ การรายงานตัว และการรับวัคซีน 3.การดูแลตนเองในระบบชุมชนให้กับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ในชุมชน (Community Isolation)ซึ่งประกอบไปด้วย

สถานกักกันโรคท้องที่ (Local Quarantine / Home Quarantine)และระบบการดูแลที่บ้าน (Home Isolation) 4.การสนับสนุน รับ-ส่งตัว และ5.การฟื้นฟูด้านต่างๆ ในทุกมิติ

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้ท้องถิ่นมีประสบการณ์การรับมือกับการระบาดที่แตกต่างกันไป บางพื้นที่มีการระบาดค่อนข้างกว้างขว้างและเกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ ท้องถิ่นจึงต้องวางมาตรการจำกัดวงการระบาด

ทั้งการคัดกรองคนเข้าออกพื้นที่อย่างเข้มงวด มีการเตรียมสถานที่สำหรับกักตัวผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การส่งต่อผู้ป่วยติดเชื้อไปยังโรงพยาบาล รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนให้กับประชาชนในพื้นที่ 

แต่ที่มีเหมือนกันทุกพื้นที่ คือความร่วมมือกันในการพัฒนาศักยภาพในการจัดการปัญหาผ่านความร่วมมือของ 4 องค์กรหลัก ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ท้องที่ คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรชุมชนหรือภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐในพื้นที่ ซึ่งทุกพื้นที่ต้องรับมือกับสถานการณ์อย่างจริงจังและเข้มงวด เพื่อจำกัดวงการระบาดทั้งในส่วนที่จะนำเข้ามาและในส่วนที่จะนำออกไป

“ม.มหิดล” แนะวิธีใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit แบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478071

“ม.มหิดล” แนะวิธีใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit แบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง

9 สิงหาคม 2564 – 20:30 น.

ม.มหิดล แนะวิธีใช้ชุดตรวจ COVID-19 พร้อมเรียนรุ้วิธีการแปลผลตรวจ เบื้องต้นด้วยตัวเอง ข้อควรระวังต้องตรวจซ้ำ เป็นระยะอาจจะทุก 3 – 5 วัน จนครบเวลากักตัว

ตามที่ได้มีประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ให้ประชาชนสามารถใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ด้วยตัวเอง เพื่อให้สามารถวินิจฉัย รักษา และป้องกันที่เหมาะสมโดยเร็ว ทำให้เกิดความต้องการอุปกรณ์ดังกล่าวมาใช้ทดสอบด้วยตัวเองอย่างแพร่หลายนั้น

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดเสวนาออนไลน์แนะวิธีใช้ชุดตรวจ COVID-19 เบื้องต้นด้วยตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสต่อโรค ย้ำให้กำจัดชุดตรวจที่ใช้แล้วด้วยจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดร.ทนพ.เมธี ศรีประพันธ์ อาจารย์นักเทคนิคการแพทย์ ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงวิธีการตรวจยืนยันการติดโรค COVID-19 ในปัจจุบันว่า ยังคงเป็นวิธี RT-PCR ซึ่งข้อดีของการใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ตรวจคัดกรอง COVID-19 ที่ประชาชนทั่วไปสามารถหาซื้อมาตรวจได้ด้วยตัวเองนั้น คือ จะช่วยในการแยก หรือคัดกรองผู้ที่มีผลบวกเบื้องต้น หรือกลุ่มเสี่ยงให้เข้ารับการรักษา หรือดูแลในระบบสาธารณสุขให้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ หากผู้ตรวจมีความจำเป็นต้องใช้หลักฐานการตรวจที่รับรองโดยแพทย์ จะต้องไปตรวจในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลเท่านั้น ซึ่งสำหรับผู้ที่ยังไม่มีความเสี่ยงก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจ และหากจำเป็นต้องตรวจเมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยง

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และซื้อจากสถานพยาบาล คลินิกเวชกรรม คลินิกเทคนิคการแพทย์ และร้านยาที่มีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษาเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อเองผ่านทางออนไลน์ ตลาดนัด หรือผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์

ซึ่งตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 6 ที่ว่าด้วยน้ำและระบบสุขาภิบาลสะอาด (Clean Water and Sanitation) ควรใช้ชุดตรวจ COVID-19 ด้วยจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสก่อโรค COVID-19

โดยผู้ตรวจจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่การเลือกชุดตรวจที่ผ่านการรับรองคุณภาพ การเก็บและเตรียมตัวอย่างตรวจ การใช้งานชุดตรวจ การอ่านและแปลผล รวมถึงการกำจัดชุดตรวจที่ใช้งานแล้ว

ซึ่งการเก็บตัวอย่างตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการแหย่จมูก (swab) โดยใช้ก้านสำลีที่ให้มากับชุดตรวจ สอดเข้าไปในรูจมูกเพื่อเก็บตัวอย่าง หรือการเก็บตัวอย่างตรวจโดยใช้น้ำลาย รวมถึงการดำเนินการตรวจนั้น ควรทำด้วยตัวเอง ในพื้นที่ที่แยกจากบริเวณอื่น และควรทำตามขั้นตอน

หรือคำแนะนำในเอกสารประกอบชุดตรวจ หรือ VDO Clip ของชุดตรวจแต่ละยี่ห้อ ซึ่งสามารถสแกนได้จาก QR Code ที่แนบมากับผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด ซึ่งการเพิ่มหรือลดขั้นตอนเอง อาจทำให้ผลการตรวจผิดพลาดได้ ภายหลังการตรวจและอ่านผลแล้วให้ทิ้งชุดตรวจ รวมถึงอุปกรณ์ทั้งหมดในถุงพลาสติกที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ

โดยควรซ้อนถุง 2 ชั้น และรัดปากถุงให้แน่นก่อนทิ้ง รวมถึงเขียนข้อความติดไว้ด้วยว่า “ชุดตรวจ COVID-19 ใส่น้ำยาแล้ว” จากนั้น จึงนำไปทิ้งในถังขยะติดเชื้อ (ถังสีแดง) เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อผู้อื่น แต่ถ้าไม่มี สามารถอนุโลมให้ใส่ถังขยะทั่วไปได้

ส่วนวิธีการแปลผลตรวจนั้นก็สามารถศึกษาจาก VDO Clip ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งผลการตรวจที่เป็นบวกจะมีแถบสีขึ้นทั้งที่ C และ T ในขณะที่ผลการตรวจที่เป็นลบจะมีแถบสีขึ้นที่ C ด้านเดียว

นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงหากตรวจแล้วได้ผลลบ ให้เว้นช่วงและรักษาระยะห่าง รวมถึงกักตัวเป็นระยะเวลา 14 วัน นับจากวันที่มีความเสี่ยง หรือสัมผัสผู้ติดเชื้อ 

นอกจากนี้ จะต้องตรวจซ้ำเป็นระยะๆ เช่น ทุก 3 – 5 วัน จนครบเวลากักตัว อย่างไรก็ตามหากผลตรวจขึ้นแถบสีที่ T ด้านเดียว หรือไม่มีแถบสีใดขึ้นเลย จะไม่สามารถอ่านและแปลผลได้ ต้องตรวจซ้ำ หรือเปลี่ยนชุดตรวจใหม่

ชุดตรวจ ATK สำหรับตรวจคัดกรองด้วยตัวเองมีจำหน่ายที่ สถานปฏิบัติการเภสัชชุมชน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ เปิดทำการทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 15.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.0-2644-4609

“วิศวะจุฬาฯ” คิดค้นเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ลดภาระงานด่านหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478045

“วิศวะจุฬาฯ” คิดค้นเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ลดภาระงานด่านหน้า

9 สิงหาคม 2564 – 19:20 น.

เครื่องแบ่งและบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ดูดและบรรจุ “วัคซีนแอสตราเซเนกา” ลงเข็มฉีดยาได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว ปลอดภัย ทีมวิจัย “วิศวะจุฬาฯ” เผย ช่วยเพิ่มจำนวนผู้ได้รับวัคซีนอีก 20 %

การกระจายวัคซีนสู่ประชาชนจำนวนมากอย่างทั่วถึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้เร็วที่สุด แต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการ ทั้งรูปแบบของวัคซีนแอสตรา เซเนกา ที่ต้องมีการแบ่งใส่เข็มฉีดวัคซีนให้แต่ละคนในปริมาณเท่าๆ กัน

อีกทั้งบุคลากรการแพทย์ที่ต้องรับหน้าที่ฉีดวัคซีนให้ประชาชนเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน เหล่านี้เป็นโจทย์ที่ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ขบคิดหาทางออกและได้พัฒนาเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ (Automated Vaccine) ที่มีความแม่นยำ ในการแบ่งวัคซีน ช่วยเพิ่มปริมาณผู้รับวัคซีนได้อีก 20 % และแบ่งเบาความเหนื่อยล้าของบุคลากรการแพทย์

“นี่เป็นนวัตกรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ความจำเป็นและนโยบายเร่งด่วน ในโครงการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด นวัตกรรมนี้ช่วยลดการสูญเสียวัคซีน ซึ่งนำไปฉีดให้คนได้เพิ่มขึ้น ช่วยทำให้การใช้วัคซีนของประเทศไทยมีความคุ้มค่าและมีประสิทธิผลอย่างแท้จริง”

ศาสตราจารย์ นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล  รองอธิการบดี ด้านการติดตามและประเมินผลยุทธศาสตร์ แผนการงบประมาณ และสุขภาวะ และประธานโครงการจัดบริการฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-19 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU VP) กล่าวถึงความสำคัญของนวัตกรรมนี้ต่อสถานการณ์ปัจจุบันกำเนิดแนวคิดเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ (Automated Vaccine)

"วิศวะจุฬาฯ" คิดค้นเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ลดภาระงานด่านหน้า

นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ “แอสตราเซเนกา” เป็นวัคซีนหลักของประเทศ ซึ่งจะมีการนำมาใช้ฉีดประชาชนชาวไทยจำนวน 61 ล้านโดส โดยบุคลากรการแพทย์เป็นผู้ฉีด แอสตราเซนเนกาเป็นวัคซีนประเภท multiple dose คือหนึ่งขวดบรรจุ 10 โดส หรือฉีดได้ 10 คน

แต่ทางบริษัทผู้ผลิตวัคซีน เติมปริมาตรวัคซีนให้เป็น 13 โดสในแต่ละขวด เนื่องจากแต่ละรอบที่บุคลากรการแพทย์ดูดวัคซีนขึ้นมาจะมีการสูญเสียวัคซีน จึงทำให้ใส่ส่วนเกินมา ซึ่งปริมาณส่วนที่เพิ่มเข้ามานี้เป็นโอกาสในการกระจายวัคซีนเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขจึงได้มีการจัดฝึกบุคลากรการแพทย์จากสถาบันบำราศนราดูรให้ดูดวัคซีนออกจากขวดให้ได้มากกว่า 10 โดส ซึ่งบางครั้งก็ได้ 11-12 โดส ไม่แน่นอน

“ในฐานะที่เราอยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งประดิษฐ์นวัตกรรมอยู่แล้ว เราเห็นว่าเรื่องนี้เครื่องจักรกลสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ เราจึงประดิษฐ์เครื่องที่ดึงวัคซีนออกมาจากขวดได้เป็นจำนวน 12 โดสอย่างเม่นยำ ทำให้แต่ละขวด สามารถฉีดวัคซีนได้ 12 คน นอกจากนี้ ในแต่ละเข็มจะมีปริมาณวัคซีนที่ถูกต้องเท่ากันด้วย”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้พัฒนาเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ร่วมกับอาจารย์ศรันย์ กีรติหัตถยากร สำนักบริหารหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

"วิศวะจุฬาฯ" คิดค้นเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ลดภาระงานด่านหน้า

“ปัจจุบันวัคซีนมีจำนวนจำกัด การที่เราสามารถเพิ่มการฉีดวัคซีนได้ 20 % ตรงนี้มีคุณประโยชน์กับประเทศชาติมาก” ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวเน้นหลักการทำงานของเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และภาคเอกชนหลายแห่ง ผลิตและพัฒนาเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนด้วยระบบอัตโนมัติ ให้มีความปลอดภัย ปลอดการปนเปื้อน และมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่สำคัญใช้งานง่ายโดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องเพียงคนเดียวเท่านั้นและไม่จำเป็นต้องเป็นการแพทย์

“เจ้าหน้าที่จะเตรียมเข็มฉีดยาวางไว้บนแท่นจำนวน 12 หลอด จากนั้นนำขวดวัคซีนวางไว้ในจุดที่กำหนดบนสายพานหัวดูดสุญญากาศของเครื่องแบ่งจะดูดวัคซีนจำนวน 6.5 มิลลิลิตรออกจากขวดจนหมด มาใส่ไว้ในกระบอกไซริงค์ฉีดยาขนาด 10 มิลลิลิตร

ด้วยหลักการดูดของเหลวโดย Air Cushion วัคซีนจะไม่สัมผัสกับหัวดูดโดยตรงจึงหมดห่วงเรื่องการปนเปื้อน จากนั้นเครื่องจะแบ่งบรรจุวัคซีนลงเข็มฉีดยาตามจำนวนที่กำหนดไว้ คือ 0.5 มิลลิลิตรเท่ากันทั้ง 12 หลอด และมีการเปลี่ยน ตัวเข็มและกระบอกไซริงค์ทุกครั้ง ปลอดภัยไม่ปนเปื้อนแน่นอน” ผศ.ดร.จุฑามาศ อธิบายกระบวนการทำงานของเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ

“เครื่องทำงานแบบระบบสายพาน ทำให้แบ่งบรรจุวัคซีนลงหลอดฉีดยาได้อย่างต่อเนื่องรวดเร็ว ใช้เวลาประมาณ 4 นาที จากนั้นปิดหลอดด้วยเข็มฉีดยา และนำมาเก็บใส่ถาดบรรจุวัคซีนเพื่อนำไปฉีดได้ทันที ซึ่งตรงนี้ช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่บุคลากรการแพทย์ด่านหน้าในการดูดวัคซีนออกจากขวดได้มาก ลดเวลาทำงานในส่วนนี้ เพิ่มโอกาสให้ผู้รับฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น 20% ในหนึ่งวันสามารถเพิ่มการฉีดได้ถึง 1,700 โดส”

ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวว่าหลักการทำงานของเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติสามารถนำไปประยุกต์ ตั้งค่าใช้กับการแบ่งบรรจุวัคซีนทางเลือกอื่นๆ ที่มาในรูปแบบ multiple dose ได้เช่นเดียวกัน

"วิศวะจุฬาฯ" คิดค้นเครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติ ลดภาระงานด่านหน้า

ปัจจุบัน เครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติต้นแบบมีการนำร่องใช้งานจริงแล้วที่ศูนย์บริการวัคซีน จุฬาฯ ซึ่งขั้นต่อไป ผศ.ดร.จุฑามาศ เผยว่าได้เตรียมแผนการผลิตอีกจำนวน 100 เครื่องเพื่อจัดสรรกระจายไปยังจุดฉีดวัคซีนใหญ่ๆ ที่มีปริมาณการฉีดวัคซีนมากกว่า 1,000 โดสต่อวัน เช่น จุดฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดต่างๆ

นอกจากนี้ ยังเล็งโอกาสการส่งออกนวัตกรรม ไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีการใช้วัคซีนคล้ายๆ กันกับประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างหารือและรอความชัดเจนจากกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ เครื่องแบ่งบรรจุวัคซีนอัตโนมัติยังสามารถต่อยอดใช้การวัคซีนชนิด mRNA ชนิดอื่น เช่น วัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งทีมวิจัยกำลังพัฒนาโดยใช้หลักการเดียวกันโดยมีการปรับเปลี่ยนในบางชิ้นส่วนเท่านั้น

อีก 20 วัน “ครูเตรียมตกงาน” 8 ปี บนเส้นทางสู่ครูไร้ตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478022

อีก 20 วัน “ครูเตรียมตกงาน” 8 ปี บนเส้นทางสู่ครูไร้ตำแหน่ง

9 สิงหาคม 2564 – 16:40 น.

ตามสัญญาจ้าง มีการจ้างงานเพียง 10 เดือน ใน 1 ปี เมื่อสพฐ.ออกหนังสือถึงเขตพื้นที่การศึกษา สั่งสัญาณให้ “ครูเตรียมตกงาน” ได้ทันทีเมื่อสิ้นสุดโครงการ

ข่าวร้ายไม่แพ้โควิด-19 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้แจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทราบและปฏิบัติ ตาม หนังสือ ที่ ศธ 04010/ว39

เรื่อง การดำเนินการ การจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กิจกรรมครูคลังสมอง เนื้อหาในหนังสือราชการดังกล่าว ใจความว่า..

ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายในการยกระดับคุณภาพการศึกษา วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา ขนาดกลางและเล็ก ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (ครู วิทย์-คณิต)

ตามหนังสือฉบับดังกล่าว จะไม่มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการจ้างบุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา อีกต่อไป

นับเป็นข่าวร้ายกว่าที่มากับข่าวร้าย ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าเสียงเรียกร้องจะถูกส่งต่อกันไปมากขนาดไหน เสียงเล็กๆ นี้ก็คงไม่ได้ถูกส่งไปถึงผู้มีอำนาจแต่อย่างใด

มีเพียงความเงียบ และความว่างเปล่า ไร้ตำตอบ มีแต่คำถาม เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รอวันสิ้นสุดสัญญาเลิกจ้าง”ครูวิทย์-คณิต”

แต่ในความเป็นจริง ทราบหรือไม่ว่า ครู วิทย์-คณิต 1,964 ราย จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 นี้ เนื่องในสัญญาจ้าง มีการจ้างงานเพียง 10 เดือน ใน 1 ปี

ทำให้ ครู วิทย์-คณิต ลูกจ้างที่เคยปฏิบัติงานในฐานะ ครู มายาวนานกว่า 8 ปี ต้อง ตกงานทันที นับจากวันนี้ เหลือ เวลา เพียง 20 วันเท่านั้น

ในขณะที่ ครู วิทย์-คณิต 1,964 ราย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนอย่างเข้มแข็ง แม้จะท้อแท้และสิ้นหวัง เนื่องจากในทุกๆ วันของการปฏิบัติงานต้องมีบันทึกรายงาน ต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อเบิกจ่ายเงินเดือน ดังนั้นแม้จะสิ้นหวังอย่างไร ก็ยังคงต้องทำงาน เพื่อเงินเดือนๆ สุดท้าย ของระยะเวลา 8 ปี ที่ยาวนาน

ครูหลายคนมีครอบครัว บางคนใช้เวลาในช่วงที่ผ่านมา สร้างครอบครัว ลงหลักปักฐาน ในพื้นที่ที่ตนเองปฏิบัติงาน มีเพื่อนรวมงานที่ใกล้ชิด มีความคุ้นเคยกับบุคคลและสิ่งแวดล้อมอย่างยาวนาน สิ่งเหล่านั้นคงต้องสิ้นสุดลง

ลาก่อน สำหรับตำแหน่ง ‘ครู’ แม้จะต้องจากไปอย่างไร้คนเหลียวแล แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา 8 ปี มันเลิกไม่ได้แล้ว สำหรับความเป็น ‘ครู’ แม้จะเป็นครูไร้ตำแหน่งก็ยอม

สาธิตจุฬาฯ เผยเคล็ดลับปั้น “นวัตกร” รุ่นเยาว์หลังคว้า 9 รางวัลระดับโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478017

สาธิตจุฬาฯ เผยเคล็ดลับปั้น “นวัตกร” รุ่นเยาว์หลังคว้า 9 รางวัลระดับโลก

9 สิงหาคม 2564 – 16:15 น.

แจ้งเกิด “นวัตกร” สาธิตจุฬาฯ คว้า 6 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงิน จากงานประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ ที่สาธารณรัฐโปแลนด์ บทพิสูจน์ทิศทางการพัฒนาคนแห่งอนาคต

เด็กเป็น “นวัตกร” โดยธรรมชาติ หากได้รับการปลูกฝังอุปนิสัยและส่งเสริมความคิดเชิงนวัตกรรม พวกเขาจะเปล่งศักยภาพสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้ ดังที่นักเรียนระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำให้ประเทศไทยภาคภูมิใจมาแล้วจากการคว้ารางวัล 6 เหรียญทอง และ 3 เหรียญเงิน จากงานประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ E-NNOVATE 2021 International Innovation Show ณ สาธารณรัฐโปแลนด์ ที่จะแข่งแบบออนไลน์เมื่อเดือนมิถุนายน 2564

ชิ้นงานแห่งความสำเร็จที่ทำให้หลายคนต้องทึ่ง อาทิ ปากกาต่อต้านโรคระบาด ระบบห้องน้ำอัจฉริยะระเบิดความสนุกสำหรับชีวิตวิถีใหม่ ชุดหมอนลดการนอนกรนเพื่อปรับสมดุลให้การนอนหลับมีคุณภาพและปลอดภัยที่สุด ชุดอุปกรณ์ช่วยออกกำลังกายในผู้ป่วยติดเตียง ชุดฝึกสมองและกระตุ้นพัฒนากล้ามเนื้อมือสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและเด็กออทิสติก ฯลฯ (คลิกดูเพิ่มเติมที่ https://www.chula.ac.th/news/48422/ )

กว่า 7 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถมศึกษา นักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้นำเสนอนวัตกรรมเข้าแข่งขันในเวทีระดับโลกหลายประเทศและได้รับรางวัลกลับมาทุกปี

โดยเฉพาะปีนี้นับเป็นปีที่ส่งผลงานของนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุด ทั้งๆ ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์

“แต่ปัญหานี่เองคือโอกาส นักเรียนมีเวลาในการบ่มความคิดและพัฒนานวัตกรรมซึ่งหลายชิ้นก็ตอบโจทย์ความท้าทายของโลกในปัจจุบัน” อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ ประธานศูนย์นวัตกรรมแห่งโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถมศึกษา ผู้เป็นลมใต้ปีกนวัตกรรุ่นเยาว์ทั้งหลายเผยเคล็ดลับการสร้างนวัตกร ที่ครูและผู้ปกครองสามารถนำไปใช้ดูแลเด็กๆ และนักเรียนของตนเองได้

โรงเรียนสาธิตแห่งศตวรรษที่ 21

อาจารย์จีระศักดิ์ เล่าถึงที่มาของการตั้งศูนย์นวัตกรรมขึ้นในโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ว่า “เพื่อเตรียมนักเรียนให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นความรู้และทักษะใหม่ๆ หรือวิชาชีพที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมทั้งส่งเสริมทัศนะเชิงบวกต่อโลกและชีวิต ความคิดอ่านก้าวหน้าที่มองหาทางออกเป็นนิสัยและความเป็นไปได้อยู่เสมอ”

หัวใจสำคัญของการปั้นนวัตกรคือความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียนและครู และตระหนักถึงความ ต่างระหว่างนักเรียนแต่ละคน โดยศูนย์ฯ มีหน้าที่เสริมส่งความฝันของนักเรียนให้เป็นรูปธรรม ซึ่งรางวัลครั้งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าศูนย์ฯ และโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ มาถูกทางแล้ว

“นวัตกรรมที่ได้รับรางวัลเป็นผลจากการปฏิรูปวิธีการเรียนรู้ โดยครูจะปล่อยให้นักเรียนเป็นคนเริ่ม ‘คิด’ กำหนดโจทย์เอง ครูเพียงคอย ‘ร่วมมือ’ ฟังการ ‘แก้’ โจทย์และแนะนักเรียนหาวิธีแก้โจทย์เองตามแต่จินตนาการของแต่ละคน

ซึ่งครูจะย้ำเสมอให้นักเรียนค้นหาวิธีการแก้โจทย์มากกว่าหนึ่งวิธีเสมอ ที่เหลือคือการ ‘สร้าง’ ชุดความรู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาค่อนข้างนานเพราะต้องสำรวจ รวบรวมข้อมูลที่มีเดิมมาวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียกับวิธีที่ตัวเองพบโดยระวังการละเมิดลิขสิทธิ์คนอื่น” อาจารย์จีระศักดิ์ กล่าวถึงกุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จ

กระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนใหม่จะเป็นไปตามขั้นตอน “คิด-ร่วมมือ-แก้-สร้าง” โดยพ่อแม่ผู้ปกครองและครูบาอาจารย์คอยทำหน้าที่สนับสนุนทรัพยากรแวดล้อม เช่น การประสานองค์กรเครือข่ายที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับนวัตกรรมที่นักเรียนกำลังศึกษา ดังที่ศูนย์ฯ เคยประสานไปยังคณะวิศวกรรมฯ จุฬาฯ เพื่อพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมของนักเรียน

3 เทคนิค หรือ3ทริก ปั้นนวัตกรแห่งศตวรรษที่ 21

1.เชื่อ พ่อแม่ผู้ปกครองและครูต้อง “เชื่อ” ศักยภาพในตัวเด็กแม้ยังไม่เห็นวี่แววแห่งความสำเร็จก็ตาม โดยจำเป็นต้องอำนวยพื้นที่อิสระทางความคิดและเคารพการตัดสินใจของนักเรียน ยอมให้เด็กกล้าเริ่มต้นวิเคราะห์ปัญหาในแบบของตน และทดลองแก้โจทย์ด้วยตัวเอง เทคนิคนี้จะบ่มเพาะเด็ก ๆ ให้เริ่มมีนิสัยของนักวิเคราะห์ตั้งแต่ยังเยาว์

2.สนับสนุน  เปลี่ยนการสั่งและพร่ำสอนเป็นการหนุนเสริมโดยไม่ปล่อยนักเรียนต่อสู้ตามลำพัง เนื่องจากการคิดค้นนวัตกรรมต้องทำงานเป็นหมู่คณะ ครูและผู้ปกครอง ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกใน “ทีม” ที่จะต้องร่วมกันสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับการลองผิดลองถูกจนกว่าภารกิจจะสำเร็จลุล่วง

3.ผลักดัน  หลายเรื่องที่นักเรียนสนใจแต่ผู้ปกครองและครูไม่ถนัด ก็ต้องออกไปหา เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องอื่นๆ หากนักเรียนได้รับแรงผลักดันจากมืออาชีพในเรื่องที่ตนกำลังศึกษา นวัตกรรมของเด็กก็จะยิ่งมีความเป็นไปได้ มีประสิทธิภาพ คุณภาพ และความสลับซับซ้อนของกลไกการทำงานเทียบชั้นมาตรฐานมืออาชีพเลยทีเดียว

เตรียมขยายผล ให้คำปรึกษาฟรี

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ศูนย์นวัตกรรมพร้อมขยายแนวคิดและเพิ่มเพื่อนร่วมทางในการพัฒนาคนคุณภาพเพื่ออนาคตของชาติ

“ศูนย์ได้เตรียมให้ความช่วยเหลือแก่โรงเรียนที่สนใจปฏิรูปการเรียนรู้ตามแนวทางเดียวกัน ผู้สนใจติดต่อมายังศูนย์นวัตกรรมโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ได้ เรายินดีให้คำปรึกษาหรือประสานความช่วยเหลืออื่นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ” อ.จีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย