“เครือข่ายชาวสวนมังคุด” ขอบคุณ “กองทัพอากาศ” ช่วยเร่งระบายผลผลิตสู่ปลายทางช่วงวิกฤติ “โควิด-19” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/478218

“เครือข่ายชาวสวนมังคุด”ขอบคุณ”กองทัพอากาศ”ช่วยเร่งระบายผลผลิตสู่ปลายทางช่วงวิกฤติ “โควิด-19”

10 สิงหาคม 2564 – 18:07 น.

“เครือข่ายชาวสวนมังคุด”ขอบคุณ”กองทัพอากาศ”ช่วยเร่งระบายผลผลิตสู่ปลายทาง วอนอย่าดราม่าซ้ำเติม”เกษตรกร” ย้ำชัดขนส่งทางอากาศทางออกดีที่สุดช่วงวิกฤติ “โควิด-19”

จากกรณี”กองทัพอากาศ”ได้นำเครื่องบิน SAAB 340 ลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรผลไม้จากแหล่งผลิตทางภาคใต้สู่ปลายทางภาคเหนือ จนเกิดดราม่าว่า “ไม่เห็นด้วยกับกองทัพอากาศที่เอาเครื่องบิน SAAB 340  บินขนมังคุดจากสุราษฎร์ธานี ไปแลกเปลี่ยนกับลำไยที่เชียงใหม่และลำพูน เป็นการใช้ทรัพย์สินที่ผิด ประเภทและไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย”  

กระทั่งพลอากาศโท ฐานัตถ์ จันทร์อำไพ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ ได้ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด -19  และเป็นการใช้ชั่วโมงฝึกบินของนักบินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ได้ใช้งบเพิ่มขึ้น

ประกอบกับแต่ละเที่ยวบินมีพื้นที่ว่างพอ สำหรับการบรรทุกสิ่งของ จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ร่วมกับภารกิจการช่วยลำเลียงผลิตทางการเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในการระบายสินค้าไปยังพื้นที่ปลายทาง 

"เครือข่ายชาวสวนมังคุด"ขอบคุณ"กองทัพอากาศ"ช่วยเร่งระบายผลผลิตสู่ปลายทางช่วงวิกฤติ "โควิด-19"

          นายธวัชชัย เทพเลื่อน ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด

ล่าสุดวันนี้(10 ส.ค.64)นายธวัชชัย เทพเลื่อน ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัดได้ออกมากล่าวขอขอบคุณทางกองทัพอากาศที่ได้นำเครื่องบิน SAAB 340 มาช่วยในการระบายผลผลิตเงาะ มังคุดจากแหล่งผลิตสู่ปลายทางอย่างรวดเร็วเนื่องจากสองชนิดนี้เป็นผลไม้เปราะบาง เน่าเสียได้ง่าย หากใช้ระยะเวลาขนส่งที่ยาวนาน  ในขณะที่ทุกวันนี้มีอยู่ทางเลือกเดียวคือการขนส่งโดยรถยนต์

"เครือข่ายชาวสวนมังคุด"ขอบคุณ"กองทัพอากาศ"ช่วยเร่งระบายผลผลิตสู่ปลายทางช่วงวิกฤติ "โควิด-19"

“จริงอยู่การขนส่งทางอากาศอาจไม่คุ้มค่าคุ้มทุน แต่ถ้ามองในแง่ความสดของผลไม้ถึงมือผู้บริโภค ก็ถือว่าคุ้มมาก ผลไม้ก็ได้ระบายออกจากสวนอย่างรวดเร็ว อย่ามองแค่ว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่ให้มองถึงประโยชน์ที่จะได้รับมากกว่า   แต่ขอให้เป็นผลผลิตของสหกรณ์ของเกษตรกรจริง ๆ ไม่ใช่ของบริษัทเอกชน”

นายธวัชชัย  กล่าวต่อว่า  การกระจายผลไม้จากแหล่งผลิตที่ผ่านมานั้นใช้รถบรรทุกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นส่งให้กับทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยหรือ ชสท.ที่กรุงเทพฯหรือสหกรณ์ปลายทางอีกหลายจังหวัดในภาคเหนือและอีสาน ซึ่งจะต้องขนส่งโดยรถยนต์ทั้งสิ้นและใช้ระยะเวลาเดินทางหลายวัน เมื่อไปถึงจุดหมายคุณภาพอาจจะมีปัญหาไม่สดเหมือนต้นทางจากแหล่งผลิต

“อย่างวันนี้ก็ส่งเงาะไปโคราช 1 ตันกว่าจะถึงคงอีก 2 วัน ถ้าใช้เครื่องบินชั่วโมงเดียว คุณภาพผลผลิตก็ไม่เสียหาย ยิ่งในช่วงโควิดระบาด ขนส่งทางเครื่องบินน่าจะเป็นทางออกเดียวที่ดีที่สุด”ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัดกล่าว

และย้ำว่าหากจะต้องขนส่งทางอากาศก็จะต้องมีการเตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้าเมื่อถึงปลายทาง โดยเฉพาะการกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคจะต้องใช้เวลาไม่นานและจะต้องขนส่งแต่ละครั้งจะต้องใช้ผลผลิตในปริมาณมากเพื่อให้คุ้มค่าใช้จ่ายในการขนส่งให้มากที่สุด

ขณะที่ นายพรชัย โชติวรรณ เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ย อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราชยอมรับว่าการ ขนส่งทางรถยนต์ขณะนี้มีปัญหาทั้งจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และระยะเวเลที่ยาวนาน โดยเฉพาะมังคุดและเงาะ เนื่องจากไม่สามารถคงสภาพเดิมได้เมื่อถึงปลายทาง การขนส่งทางเครื่องบิน น่าจะเป็นทางออกดีที่สุดในเวลานี้

“เห็นด้วยอย่างมากในการขนส่งทางเครื่องบิน อย่าว่าแต่เครื่องบินของกองทัพอากาศเลย เครื่องบินของการบินไทย ช่วงนี้ยังทำการบินไม่ได้จอดทิ้งไว้เฉย ๆ ทำไมไม่เอามาบินขนผลไม้ช่วยเกษตรกรระบายผลผลิต”เจ้าของสวนมังคุดไข่นุ้ย กล่าวย้ำ

"เครือข่ายชาวสวนมังคุด"ขอบคุณ"กองทัพอากาศ"ช่วยเร่งระบายผลผลิตสู่ปลายทางช่วงวิกฤติ "โควิด-19"
"เครือข่ายชาวสวนมังคุด"ขอบคุณ"กองทัพอากาศ"ช่วยเร่งระบายผลผลิตสู่ปลายทางช่วงวิกฤติ "โควิด-19"

นายปราโมทย์ วุฒิมานพ  เจ้าของสวนมังคุดวุฒิมานพ ต.พรหมโลก อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช

ด้านนายปราโมทย์ วุฒิมานพ  เจ้าของสวนมังคุดวุฒิมานพ ต.พรหมโลก อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช อีกรายกล่าวเห็นด้วยในการขนส่งผลผลิตผลไม้ทางเครื่องบินในช่วงวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากการขนส่งทางรถยนต์ตามปกติไม่อาจทำได้    

“เห็นด้วยกับการขนส่งทางเครื่องบินในช่วงวิกฤติ แต่ถ้าอยู่ในภาวะปกติก็ไม่มีความจำเป็นเพราะระบบการขนส่งโลจิสติกส์ก็มีความพร้อมอยู่แล้ว  ส่วนคนที่ค้านก็ขอให้เข้าใจหัวอกเกษตรกรด้วย แค่ราคาตกต่ำก็เจ็บปวดมากพออยู่แล้ว  ขออย่าได้ซ้ำเติมกันอีกเลย”เจ้าของสวนมังคุดวุฒิมานพ  กล่าววิงวอน

นายปราโมทย์  ยังกล่าวเรียกร้องรัฐบาลให้หน่วยงานเกี่ยวข้องมาจัดระเบียบสวนผลไม้ให้ได้มาตรฐาน”จีเอพี”(GAP) พร้อมประกันราคาผลผลิตขั้นต่ำโดยคำนวณจากจุดที่คุ้มทุนเพื่อทำให้เกษตรกรมีกำลังใจในการบริหารจัดการสวนให้ได้มาตรฐานเพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพ ทั้งยังเป็นการจูงใจให้เกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้ เข้าสู่ระบบจีเอพีมากขึ้นเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องราคาและการตลาด

“ทางออกในระยะยาว ก็อยากให้หน่วยงานภาครัฐมาจัดระเบียบสวนให้ได้มาตรฐานจีเอพี(GAP) สวนไหนที่ได้จีเอพีแล้วก็ประกันราคารับซื้อให้เขาเลย สมมติมังคุดคำนวณต้นทุนแล้วประกันราคาขั้นต่ำอยู่ที่โลละ 20 บาท ถ้าขายได้ต่ำกว่านี้รัฐบาลก็ชดเชยส่วนต่างไป แต่ถ้าขายได้เกินกว่า 20 บาทก็เป็นกำไรของเกษตรกร ถ้าทำแบบนี้ได้ทุกสวนก็จะหมดปัญหาเรื่องราคา รัฐบาลก็ไม่ต้องมาแก้ปัญหากันทุกปี”เจ้าของสวนมังคุดวุฒิมานพ  ย้ำทิ้งท้าย

“ไทย” ได้รับเลือกเป็นประธานการประชุมสมัชชาความร่วมมือ “ดินโลก” (Global Soil Partnership) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/478135

“ไทย ได้รับเลือกเป็นประธานการประชุมสมัชชาความร่วมมือ”ดินโลก” (Global Soil Partnership)”

10 สิงหาคม 2564 – 10:38 น.

“ไทย ได้รับเลือกเป็นประธานการประชุมสมัชชาความร่วมมือ”ดินโลก” (Global Soil Partnership)”ครั้งที่ 9 เป็นบทบาทที่สำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนนโยบายด้าน”ทรัพยากรดิน”ในเวทีระดับโลก 

นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) นางสาวรัชนก แสงเพ็ญจันทร์ ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) และนางศุภจิต ศรีอริยวัฒน์ เลขานุการเอก (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโรม (สปษ.โรม) ได้ประชุมเตรียมการจัดการประชุมสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership: GSP PA) ครั้งที่ 9

ร่วมกับนาย Ronald Vargas ฝ่ายเลขานุการ GSP/FAO ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 8-10 กันยายน 2564 โดยในการประชุมที่จะถึงนี้ นายธนวรรษ เทียนสิน ได้รับการเสนอชื่อจากประเทศสมาชิก และเป็นผู้แทนกลุ่มภูมิภาคเอเชีย ให้ทำหน้าที่ประธานสมัชชาความร่วมมือดินโลก (GSP) และจะทำหน้าที่ประธานในการประชุม GSP ครั้งที่ 9 

"ไทย ได้รับเลือกเป็นประธานการประชุมสมัชชาความร่วมมือ"ดินโลก" (Global Soil Partnership)"

ที่ผ่านมารองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ระพีภัทร์ จันทร์ศรีวงศ์ “เป็นคนไทยคนแรกที่เคยทำหน้าที่ประธานสมัชชาความร่วมมือดินโลก (Chairperson of GSP) และอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน “เบญจพร ชาครานนท์” เคยทำหน้าที่ประธานสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งภูมิภาคเอเชีย (Chairperson of Asian Soil Partnership : ASP) ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนนโยบายด้านทรัพยากรดินในเวทีระดับโลก 

"ไทย ได้รับเลือกเป็นประธานการประชุมสมัชชาความร่วมมือ"ดินโลก" (Global Soil Partnership)"

สหประชาชาติและ FAO ได้กำหนดให้ วันที่ 5 ธันวาคม 2563 เป็น “วันดินโลก” (World Soil Day) ซึ่งเป็นวันที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ทั่วโลกเห็นความสำคัญของทรัพยากรดินตรงกับวันที่ 5 ธ.ค.ของทุกปีตามมติขององค์การสหประชาชาติ กำหนดให้ตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องจากทรงมีพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาที่ดินในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

"ไทย ได้รับเลือกเป็นประธานการประชุมสมัชชาความร่วมมือ"ดินโลก" (Global Soil Partnership)"

FAO ได้ร่วมกับรัฐบาลไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดให้มีการมอบ “รางวัลภูมิพลวันดินโลก” หรือ “King Bhumibol World Soil Day Award” ให้แก่ประเทศ องค์กร หรือบุคคลที่มีผลงานที่ประจักษ์ดีเด่นด้านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ การสร้างจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรดินและการจัดการดินเพื่อความมั่นคงอาหารอย่างยั่งยืนด้วย

FAO และกรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย หรือ Center of Excellence for Soil Research in Asia (CESRA)” เป็นศูนย์ที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 5 ธันวาคม 2561 เพื่อเป็นองค์กรที่รวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ และงานวิจัยด้านดิน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรกรดินอย่างยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย

"ไทย ได้รับเลือกเป็นประธานการประชุมสมัชชาความร่วมมือ"ดินโลก" (Global Soil Partnership)"

นอกจากนี้ FAO นำโครงการหมอดินอาสา ของกรมพัฒนาที่ดิน ไปขยายผลในระดับโลก ภายใต้โครงการ Global Soil Doctors Programme ด้วย

สำหรับการประชุม Global Soil Partnership จะมีการนำเสนอแนวทางการยกระดับสมัชชาความร่วมมือดินโลก (GSP) ไปสู่การเป็นองค์กรถาวรภายใต้ธรรมนูญของ FAO หรือการหาแนวทางอื่นในการกำหนดเป็นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องทรัพยากรดิน (UN Convention) ซึ่งประเทศสมาชิกจะต้องร่วมพิจารณาและผลักดันในเวทีระดับโลกต่อไป

ทั้งนี้ นายธนวรรษ เทียนสิน ในฐานะประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก (The Committee on World Food Security: CFS) และประธาน GSP จะเข้าร่วมประชุมเสวนาหัวข้อ Global soil governance: Status and future perspectives ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ในระหว่างการประชุม EuroSoil 2021 – Connecting People and Soil เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและกลไกในการยกระดับสถานภาพของสมัชชาฯให้มีเสถียรภาพ สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

ซึ่งขณะนี้สหภาพยุโรปรวมถึงประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรดินซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกจัดเป็นวาระสำคัญของโลกและดินที่ดีจะเชื่อมโยงถึงสุขภาพของคน สัตว์ และพืช  โดยสหภาพยุโรปกำลังริเริ่มแนวคิดการเสนอจัดตั้งอนุสัญญาเฉพาะด้านดิน เพิ่มจาก 3 พี่น้องอนุสัญญาสหประชาชาติ UNFCCC UNCCD และ CBD 

ยิ่งโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/477755

ยิ่งโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น

7 สิงหาคม 2564 – 18:39 น.

กสศ. จับมือ สพฐ. เร่งทำงานเชิงรุกแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงชั้นรอยต่อ ในช่วง COVID-19 จัดงบอุดหนุนช่วยนร.ยากจนพิเศษ กว่า 9 แสนคน

สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ปรากฎตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้ออกมาตรการล็อกดาวน์ ขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุด จาก 10 จังหวัดมาเป็น 13 จังหวัด จนล่าสุดขยายมาเป็น 29 จังหวัด 

การที่สถานการณ์แพร่ระบาดยังไม่อาจควบคุมได้ ก็ย่อมส่งผลกระทบไปถึงการศึกษาของนักเรียน และส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพผู้ปกครอง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ได้เฝ้าติดตาม ซึ่งมีสัญญาณว่า จะทำให้กลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษอาจหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น 

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  เปิดเผยว่า  จากการติดตามข้อมูลกลุ่มนักเรียนทุนเสมอภาคกลุ่มรอยต่อ (ชั้นอนุบาล 3,ป. 6 และ ม.3) ภายใต้สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  จากนักเรียนที่ได้รับเงินสนับสนุน 800 บาท จำนวน 294,454  คน มีนักเรียนที่ระบุว่าจะไม่เรียนต่อ 5,871 คน โดยกลุ่มนักเรียนในสังกัด สพฐ.  286,390 คน ระบุว่าจะไม่เรียนต่อ 5,654 คน  

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ระบุว่า จะเรียนต่อในภาคเรียนที่ 1/2564 พบว่ามีรายชื่อศึกษาต่อในฐานข้อมูลนักเรียนรายบุคคลจำนวน 214,202 คน หรือคิดเป็น 78.9% ของกลุ่มที่ระบุว่าจะเรียนต่อ และไม่พบข้อมูลในระบบ 57,590 คน หรือ 21.1%   นอกจากนี้ในส่วนของกลุ่มที่แจ้งว่าจะไม่เรียนต่อมีเด็กที่เปลี่ยนใจกลับมาเรียนต่อ 1,428 คน หรือ 25% ของกลุ่มที่ระบุว่าจะไม่เรียนต่อ

ยิ่งโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวว่า ฐานข้อมูลสารสนเทศนี้จะเป็นเป้าหมายสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางของ กสศ.ในการออกสองมาตรการ คือมาตรการป้องกัน-มาตรการแก้ไขปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการสำรวจข้อมูลนักเรียนเพิ่มเติมทั้งในส่วนของเด็กที่ระบุว่าจะเรียนต่อแต่สุดท้ายไม่ได้เรียนต่อ ว่าปัจจุบันไปอยู่ที่ไหน และเหตุผลที่ไม่ได้เรียนต่อคืออะไร รวมทั้งกลุ่มที่ระบุว่าจะไม่เรียนต่อและเปลี่ยนใจกลับมาเรียนต่อ  ว่ามาจากสาเหตุใด เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และวางแผนการทำงานช่วยเหลืออย่างเป็นระบบต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่จบชั้น ม.3 จากข้อมูลของกลุ่มที่ระบุว่าจะเรียนต่อ  65,101 คน แต่มีรายชื่อศึกษาต่อในฐานข้อมูลนักเรียนรายบุคคลว่าเรียนต่อ ม.4 จำนวน 34,212 คน หรือ 53%  ขณะที่ 30,889 คน หรือ 47% ไม่มีรายชื่อในระบบฐานข้อมูลนักเรียนรายบุคคลของ สพฐ. 

อย่างไรก็ตาม  เบื้องต้นในส่วนของนักเรียนที่จบชั้น ม.3 การนำเด็กนักเรียนกลับเข้าระบบการศึกษาอาจต้องมี การเตรียมมาตรการสนับสนุนสร้างแรงจูงใจให้กลับมาเรียนในชั้น ม.4 หรือสถานศึกษาสายอาชีวศึกษาต่อได้ เช่น จัดโปรแกรมฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss Recovery) เพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ต้องขาดเรียนไปอย่างน้อย 2-3 เดือน เพราะสาเหตุหนึ่งที่เด็กไม่อยากจะมาเรียนคือกลับมาเรียนแล้วเรียนตามเพื่อนไม่ทัน  โดยอาจทำงานร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) ของ กสศ.   เพื่อทำเป็นโมเดลต้นแบบ หรืออาจทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่นเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนจำแนกตามภูมิภาค

“การทำงานต่อไป กสศ. และหน่วยจัดการศึกษา จะต้องเน้นรูปแบบการทำงานในเชิงรุก โดยไม่รอจนได้ข้อมูลที่รายงานเข้ามาว่าสุดท้ายเด็กหลุดจากระบบการศึกษาแล้วค่อยเข้าไปช่วยเหลือซึ่งอาจจะไม่ทันการณ์ หรือทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ยากกว่ายังอยู่ในระบบแล้วให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นจึงต้องเพิ่มการเก็บข้อมูลให้บ่อยขึ้น มีข้อมูลสารสนเทศที่เป็นเรียลไทม์มากขึ้น เพื่อให้เห็นสถานการณ์ของกลุ่มเด็กเปราะบาง รวมทั้งจะต้องทำงานร่วมกันกับโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบที่จะเห็นข้อมูลที่ชัดเจนและ real time  ตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะหลุดจากระบบการศึกษา และที่หลุดออกไปแล้ว ทั้งนี้คานงัดยุทธศาสตร์ที่สำคัญควรเป็นระบบข้อมูลเด็กและเยาวชนแบบ real time ” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว  

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข กล่าวว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโควิด- 19  มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับประกาศของ ศบค.ได้ปรับปรุงเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จาก 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด ซึ่งอาจกระทบกับเด็กนักเรียนในฐานะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข และหน่วยงานต้นสังกัด (สพฐ. อปท. ตชด.) มีความห่วงใยนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโควิด- 19 ทั้งในส่วนของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของแต่ละพื้นที่ความปลอดภัยในการดำเนินงาน  ตลอดจนกลุ่มจำนวนนักเรียนยากจนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงโควิด – 19  ซึ่ง สพฐ.ติดตามเฝ้าระวังและให้ความช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาทุกคน ที่ตั้งใจลงพื้นที่คัดกรองนักเรียน ถึงแม้มีสถานการณ์โควิด-19 ครูหลายคนยังทำหน้าที่ช่วยเหลือคัดกรองเด็กจนมีตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดล้วนมาจากความทุ่มเท ความเสียสละ แม้วันหยุดก็ยังลงไปในพื้นที่ทำงาน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มนักเรียนยากจนพิเศษ ให้ได้เรียนได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค

ยิ่งโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น

“จากสถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มตัวเลขเด็กเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษาจะเพิ่มขึ้น โดยอาจมาจากสาเหตุเรื่อง
การอยพยพย้ายถิ่นฐาน และโรงเรียนปิดผู้ปกครองยังไม่สามารถพาเด็กนักเรียนไปรายงานตัวกับโรงเรียนได้ ปัจจุบันนักเรียนยากจนพิเศษได้รับการดูแลดีขึ้นเรื่อย ๆ นับเป็นความสำเร็จความภาคภูมิใจร่วมกันของ สพฐ.และ กสศ.
ที่ได้ดำเนินการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้เด็กยากจนพิเศษได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย กสศ.และ สพฐ. ได้ปรับลดกระบวนการและเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ COVID-19 แล้วเพื่อให้ครูมีความปลอดภัย และนักเรียนก็ยังคงได้รับความช่วยเหลือ ทั้งนี้ยืนยันว่าเราจะไม่ให้เด็กคนไหนตกหล่นและหลุดจากระบบการศึกษาอย่างแน่นอน และขอบทุกท่านที่ได้ดูแลนักเรียนยากจนพิเศษ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านในการฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า สำหรับภาคเรียนที่ 1/2564 กสศ.ได้จัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่นักเรียนทุนเสมอภาคกลุ่มเดิมสังกัด สพฐ.เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ในระดับชั้นอนุบาล คนละ 2,000 บาท ระดับชั้นประถมศึกษา– ม.ต้น คนละ 1,500 บาท รวมนักเรียนทั้งหมด 896,087 คน ครอบคลุมสถานศึกษา จำนวน 27,512  แห่ง  จำนวนเงินกว่า 1,388 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าครองชีพ
ค่าเดินทางในการมาเรียน เป็นหลักประกันเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบถึงแม้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะไม่มากแต่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่ครัวเรือนของนักเรียนยากจนพิเศษเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนที่สุดได้ เพราะเมื่อครอบครัวของเด็กนักเรียนกลุ่มนี้เผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ที่เข้ามาซ้ำเติมความยากจน ย่อมมีผลกระทบทำให้เด็กยากจนพิเศษมีโอกาสหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้นเช่นกัน

ยิ่งโควิดแพร่ระบาดยืดเยื้อ ยิ่งทำให้เด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น

ดร.ไกรยส  กล่าวว่า จากการติดตามผลการบันทึกข้อมูลนักเรียนยากจน (แบบ นร.01) ณ วันที่ 23 ก.ค. 2564 สถานศึกษาได้บันทึกขอรับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนมาแล้วประมาณ 1.4 ล้านคน คิดเป็นร้อย 79 ของจำนวนที่จะต้องคัดกรองทั้งหมด เพื่อดำเนินการคัดกรองความยากจนตามขั้นตอนของ กสศ. สำหรับสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงและยังไม่สามารถดำเนินการคัดกรองความยากจนได้ กสศ.จะเปิดระบบให้บันทึกอีกครั้งระหว่างวันที่ 3 ส.ค.- สิ้นภาคเรียนที่ 1/2564 และจะพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือในภาคเรียนที่ 2/2564 ต่อไป

พม. – กสศ.- กรมสุขภาพจิต – ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/477469

พม. – กสศ.- กรมสุขภาพจิต – ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19

5 สิงหาคม 2564 – 18:59 น.

เผยสถานการณ์เด็กติดเชื้อสะสมพุ่งสูง พม.ผนึก กสศ. กรมสุขภาพจิต ยูนิเซฟ ร่วมเปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กในสถานการณ์โควิด-19 ปูพรมค้นหาเข้าถึงเด็กกำพร้า ไม่มีผู้ดูแล ให้ได้รับการช่วยเหลือทันสถานการณ์

นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ และยูนิเซฟ ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ขึ้น เพื่อบูรณาการข้อมูลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเด็กกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงการดูแลรักษา เด็กกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตจากโควิด เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ไม่มีผู้ดูแล  หรือมีแนวโน้มหลุดออกนอกระบบการศึกษา  เพื่อปกป้อง ช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์ในทุกมิติปัญหา  

พม. - กสศ.- กรมสุขภาพจิต - ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19

“เรื่องนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากมีเด็กได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของโควิด-19 จำนวนมาก มียอดเด็กติดเชื้อสะสมระหว่าง 1 มกราคม – 4 สิงหาคม 2564 มากกว่า 65,086 คน แบ่งเป็น กทม. จำนวน 15,465 คน ส่วนภูมิภาค 49,621 คน โดยจำนวนเด็กติดเชื้อรายวันล่าสุดวันที่ 4 สิงหาคม 2564 อยู่ที่ 2,194 คน แบ่งเป็น กทม. 408 คน และส่วนภูมิภาค 1,786 คน และยังมีเด็กไม่ป่วยแต่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น พ่อแม่หรือผู้ปกครองติดเชื้อ ป่วยหนักหรือเสียชีวิต ทำให้เด็กโดดเดี่ยวหรือกำพร้า เด็กที่เข้าไม่ถึงการรักษา ขาดแคลนอาหาร และหลุดออกนอกระบบ” 

พม. - กสศ.- กรมสุขภาพจิต - ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19

อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดศูนย์ฯ คือ การปรับปรุงระบบการรับแจ้งเหตุ หรือ Mobile Application คุ้มครองเด็ก เพื่อค้นหาเด็กกำพร้า หรือเด็กกลุ่มเสี่ยงกำพร้าและไม่มีผู้ดูแล ผ่านเครือข่ายคุ้มครองเด็กทั่วประเทศ การประสานการทำงานกับหน่วยงานและเครือข่ายทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด  

“กรณีเด็กที่ผู้ปกครองติดเชื้อและไม่มีผู้ดูแล จะจัดอาสาสมัครเข้าไปช่วยดูแลเด็กระหว่างการกักตัวในสถานกักตัวของรัฐ หากยังไม่มีผู้ดูแลหรือยังกลับบ้านไม่ได้ ได้จัดเตรียมสถานสงเคราะห์ 4 แห่ง รองรับได้ 160 คน เพื่อให้การดูแลชั่วคราวระหว่างการจัดหาการดูแลในรูปแบบของครอบครัวเป็นลำดับแรก ติดตามครอบครัวเครือญาติ จัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ หรือส่งเด็กเข้ารับการดูแลในสถานรองรับเด็กของ ดย. ซึ่งรองรับได้ 1,935 คน รวมทั้งการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และการจัดบริการสวัสดิการสังคมตามความต้องการของเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีกด้วย”  อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว 

ด้าน พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบกับเด็กในหลายด้าน 1. กระทบกับเด็ก เรื่องการเรียนที่ต้องปรับมาเรียนออนไลน์ เหมือนถูกตัดออกจากครูและเพื่อน ขาดโอกาสในการพัฒนา เด็กเปราะบางหรือยากจนจะยิ่งเป็นปัญหาเพราะไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือ ทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง  2. กระทบกับครอบครัว ทำให้ตกงานเกิดสภาพยากจนเฉียบพลัน กลายเป็นความเครียดมาลงที่เด็กได้ หรือสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต ทำให้เด็กได้รับผลกระทบจากการสูญเสียคนที่รัก  และ 3. ผลกระทบเชิงสังคม เกิดความเครียดจากสถานการณ์การแพร่ระบาด (Pandemic Stress) มีความเสี่ยงเกิดพฤติกรรมรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งสังคมที่แสดงความโกรธเกรี้ยว เกิด Hate speech ที่จะทำให้เด็กซึมซับความรุนแรง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กในเวลานี้  สูงกว่าเหตุการณ์สึนามิที่มีเด็กได้รับผลกระทบจากคนในครอบครัวเสียชีวิตประมาณ 5,000 คน  แต่วิกฤตโควิด -19 นี้มีเด็กที่มีคนในครอบครัวเสียชีวิตสูงเกินกว่า 5,000 ครอบครัว และยังคงเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง    

พม. - กสศ.- กรมสุขภาพจิต - ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19

พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต

“จำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือพวกเขาให้เดินหน้าต่อไปได้ แม้ครอบครัวจะสูญเสียมากน้อยแค่ไหนก็ตาม บทบาทของสถาบันสุขภาพจิตเด็กฯ ดูแลสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น ทั้งสถานการณ์ปกติและวิกฤต ดังนั้นเมื่อมีฐานข้อมูลเข้ามา เราจะเข้าไปสนับสนุนตั้งแต่การประเมินว่าเด็กรายไหนที่ต้องได้รับการดูแลเฉพาะโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเด็กทุกคนควรต้องได้รับการดูแลเบื้องต้นที่เรียกว่าปฐมพยาบาลทางใจ ทางสถาบันพร้อมเข้าไปพัฒนาสมรรถนะทีมงานและอาสาสมัครให้สามารถปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้นได้ และในกรณีที่เด็กยังเหลือร่องรอยบาดแผลจากการสูญเสียที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก จำเป็นต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม ทางสถาบันก็จะเป็นทีมที่ประสานรับส่งต่อเด็กกลุ่มนี้เพื่อการดูแลระยะยาว   

“มั่นใจในพลังของสังคมไทยที่มีน้ำใจเป็นเอกลักษณ์ ที่จะช่วยกันแจ้งเข้ามา ทำให้เกิดสะพานเชื่อมระหว่างเด็กกับความช่วยเหลือ แน่นอนว่าไม่อาจทำให้ปัญหากลายเป็นศูนย์หรือหายไปได้หมด แต่เรากำลังช่วยเด็กที่มีกำลังสูญเสียไม่ให้เขาต้องเสียศูนย์ สามารถกลับมาเดินอยู่บนเส้นทางที่เขาได้รับการพัฒนาต่อไปได้ ไม่ใช่การเสียบุคคลในครอบครัวแล้วจะทำให้ต้องเสียศูนย์ไปเลย จนไม่สามาถเข้าถึงการศึกษาหรือเสียอนาคต” พญ.ดุษฎี กล่าว

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 สร้างความท้าทายต่อบริการภาครัฐ  กสศ.จึงจับมือหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ประชาสังคม เพื่อร่วมกันบริหารสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนของปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้เราเข้าถึงเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ  และได้รับการดูแลที่เหมาะสมให้เร็วที่สุด   

พม. - กสศ.- กรมสุขภาพจิต - ยูนิเซฟ เปิดศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

“เรามีกลไกอาสาสมัครคุณภาพของทั้ง 4 หน่วยงานและภาคประชาสังคม  ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  อาสาสมัครชุมชน อาสาสมัครครูทั้งในและนอกระบบ อาสาสมัครสภาเด็กและเยาวชน กทม. โดย กสศ.ระดมความร่วมมือจากภาคเอกชน ร่วมสนับสนุนทรัพยากรที่ยังขาดแคลนและจำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์ที่วิกฤต  และในระยะฟื้นฟู กสศ.จะสนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษา และโปรแกรมฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา จากการสูญเสียผู้ดูแลและเสาหลักครอบครัวเนื่องจากโควิด-19” 

นายนิโคล่า บลั้น รักษาการหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าวว่า ยูนิเซฟยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ซึ่งเด็กกลุ่มเปราะบางกำลังเสี่ยงต่อการสูญเสียผู้ดูแล 

“เราพร้อมสนับสนุนภาครัฐและหน่วยงานอื่น ๆ ในการดำเนินงานเพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทั้งนี้มาตรการช่วยเหลือเด็กใด ๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากการติดเชื้อ ควบคู่ไปกับผลกระทบด้านอื่น ๆ เช่น สุขภาพจิตของเด็กด้วย มีผลการศึกษาจำนวนมากที่สะท้อนถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จากการที่เด็กต้องถูกพรากจากครอบครัว หรือต้องอยู่ในการเลี้ยงดูทดแทนที่มีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการดูแลในรูปแบบสถาบัน เราควรดำเนินการเพื่อให้เด็กได้อยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด พร้อมกับส่งเสริมระบบให้เด็กที่ไม่มีผู้ดูแล ได้รับการเลี้ยงดูทดแทนทั้งแบบชั่วคราวและระยะยาวที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก”

ประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งกรณีเด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สามารถประสานมาที่ศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ที่สายด่วน 1300 

ไร้หัวไร้แกนนำ ‘ม็อบ 10 สิงหา’ ฮาร์ดคอร์ ‘จรยุทธ์’ เสี่ยงจลาจล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/478234

ไร้หัวไร้แกนนำ ‘ม็อบ 10 สิงหา’ ฮาร์ดคอร์ ‘จรยุทธ์’ เสี่ยงจลาจล

10 สิงหาคม 2564 – 20:05 น.

สมรภูมิดินแดงเดือด “ม็อบ 10 สิงหา” สายบวกไม่จบ ปะทะตำรวจต่อเนื่อง คอลัมน์ท่องยุทธภาพ โดยขุนน้ำหมึก

คาร์ม็อบ #ม็อบ 10 สิงหา จบลงเหมือนคาร์ม็อบ ##ม็อบ 1 สิงหา เพราะเกิดเหตุปะทะ ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนกับผู้ชุมนุมวัยรุ่น(กลุ่มจักรยานยนต์) ที่สมรภูมิสามเหลี่ยมดินแดง เหมือนเคย

เย็นวันที่ 10 ส.ค.2564 แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ประกาศยุติการชุมนุมขอให้ทุกท่านเดินทางกลับทันที หลีกเลี่ยงการปะทะที่ไม่จำเป็น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ตึงเครียด “ม็อบ10สิงหา” ตร.ถูกยิงด้วยกระสุนจริง สามเหลี่ยมดินแดง 

“ม็อบ10สิงหา” รถติดทั่วเมือง ขบวน “คาร์ม็อบ” ล่าสุดมุ่งหน้าบ้าน “ธรรมนัส”

ประมวลภาพ “คาร์ม็อบ 10 สิงหา” เคลื่อนขบวนจากแยกราชประสงค์ รถติดหนึบทั่วกรุง

ไร้หัวไร้แกนนำ 'ม็อบ 10 สิงหา' ฮาร์ดคอร์ 'จรยุทธ์' เสี่ยงจลาจล

“แล้วเราจะกลับมาล่านายทุน-ขุนศึก-ศักดินา จนกว่ามันจะล่มสลาย นี่คือการปฏิวัติประชาชน ประชาชนจะชนะ”

ไร้หัวไร้แกนนำ 'ม็อบ 10 สิงหา' ฮาร์ดคอร์ 'จรยุทธ์' เสี่ยงจลาจล

ผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งไม่ยอมกลับ ไปปักหลักบริเวณแยกดินแดงอีกครั้ง และเกิดเหตุไฟไหม้ป้อมตำรวจใต้ทางด่วนดินแดง

จะว่าไปแล้ว คาร์ม็อบ 10 สิงหา หรือม็อบ 7 สิงหา ก็มีรูปแบบเดียวกันคือ ม็อบไม่มีแกนนำ เปลี่ยนแค่ป้ายชื่อ จาก “เยาวชนปลดแอก” เป็น “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม”

++

ม็อบล่อเป้า

++

หลังม็อบ 7 สิงหา ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค Fah Borkan เขียนวิจารณ์ด้วยความเป็นห่วงว่า “..เหตุการณ์ช่วงที่นักศึกษาเหิมเกริมหลังปี 2516 จนมา 6 ตุลา 2519 จะหวนกลับมา จากวิธีการของ Free YOUTH REDEM ม็อบไรัหัวนำ..”

“ผมเขียนหลายครั้งว่า อย่าพึ่งโหมไฟช่วงโควิดระบาด โจโฉเตือนมา เพราะมีคำถามว่า ถ้าเขาจะสังหารหมู่เหมือน 6 ตุลา 19 หรือ 19 พฤษภา 53…อย่าหวังว่าประชาชนจะลุกฮือนะ”

ไร้หัวไร้แกนนำ 'ม็อบ 10 สิงหา' ฮาร์ดคอร์ 'จรยุทธ์' เสี่ยงจลาจล

แม้แต่คาร์ม็อบ 10 สิงหา ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค Punsak Srithep ได้เสนอแนะว่า “ก่อนจะจัดคาร์ม็อบ ผู้จัดต้องรู้ก่อนว่ารถวิ่งบนถนน ถ้าไม่บอกว่าใช้ถนนอะไร มุ่งหน้าไปทิศทางไหน #คือจบเช่น นัดแยกราชประสงค์ #ยังไง รถบางคันมาที่แยก แต่มุ่งหน้าไปถนนพระราม 4 บางคันมุ่งหน้าถนนพระราม 1 บางคันมุ่งหน้าแยกประตูน้ำ #คือมั่ว..”

บทเรียนจาก “ม็อบ 10 สิงหา” สะท้อนความล้มเหลวของ “ม็อบไร้แกนนำ” อีกครั้ง แม้จะผู้จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่ผู้ชุมนุมบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นขับมอเตอร์ไซค์ ดูตั้งใจจะมา “บวกกับตำรวจคุมฝูงชน” มากกว่า

++

ม็อบจลาจล

++

คนในฝ่ายประชาธิปไตยวิพากษ์ “ม็อบไร้แกนนำ” เยอะ แต่ก็มีนักเขียน นักวิชาการบางกลุ่มให้การสนับสนุน อย่างเช่น ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียนนักแปล ได้แสดงความเห็นแย้งผู้วิจารณ์ม็อบไร้หัว ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า

“งงกับคนที่มาถามว่า Redem/FreeYouth ประท้วงเพื่ออะไร เป้าหมายคืออะไร คนถามมันต้องโง่เซอะขนาดไหนวะ เขาก็ออกมาประท้วงเพื่อแสดงว่าประชาชนไม่พอใจรัฐบาลน่ะสิ เป้าหมายก็คือเมื่อมีการประท้วงมากๆ มันปั่นป่วนระบบมากเข้าๆ ในบางประเทศ รัฐบาลมันก็ลาออกไป ถ้ารัฐบาลมันไม่ลาออก ก็ต้องประท้วงไปเรื่อยๆ ก็ทำอย่างนี้กันทุกประเทศ ไม่เคยอ่านข่าวต่างประเทศกันเลยเหรอ”

ไร้หัวไร้แกนนำ 'ม็อบ 10 สิงหา' ฮาร์ดคอร์ 'จรยุทธ์' เสี่ยงจลาจล

เมื่อเร็วๆนี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอาวุโส ให้สัมภาษณ์มติชนทีวี เกี่ยวกับบทความเรื่อง“คนไทยใจเย็น” ที่เขียนลงในมติชนสุดสัปดาห์ โดยอธิบายว่า เรื่องคนไทยใจเย็นนั้น ตั้งชื่อเป็นเชิงล้อ จริงๆ ไม่ได้ใจเย็นอย่างนั้น เป็นแต่เพียงว่าความโกรธของเรานำไปสู่เหตุการณ์อย่างพฤษภาคม 2535 ก็ได้ 14 ตุลา ก็ได้ กลายเป็นการจลาจลก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่าไปนึกว่าการที่นักวิชาการต่างประเทศบอกว่าคนไทยยังโกรธไม่พอ มันมีปัญหาทันทีว่า โกรธหมายความว่าแค่ไหน กับคำว่าไม่พอ ไม่พอแก่อะไร

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 50 ปี มีเหตุจลาจล 2 ครั้งใหญ่คือ 14 ตุลา และพฤษภา 35 ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบ “ถอนรากถอนโคน”

ดังนั้น นักวิชาการบางคน จึงหวังที่จะให้เกิด “จลาจลแบบไม่เสียของ” คือจลาจลแบบการปฏิวัติฝรั่งเศส

ขับไล่รายวัน “ม็อบ 10 สิงหา” มิตรสหาย “เพนกวิน” ชูปฏิวัติประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/478188

ขับไล่รายวัน “ม็อบ 10 สิงหา” มิตรสหาย “เพนกวิน” ชูปฏิวัติประชาชน

10 สิงหาคม 2564 – 16:45 น.

การเมืองท้องถนน “ม็อบ 10 สิงหา” เยาวชนแดงเคลื่อนรถไปทั่วกรุง เช็คบิลต้นตอวิกฤตโควิด คอลัมน์ท่องยุทธภาพ โดยขุนน้ำหมึก

ขบวนคาร์ม็อบไล่ทรราช โดยการนำของ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” เริ่มต้นที่หน้าห้างเกษรพลาซ่า หันหน้าไปทางเพลินจิต โดยเคลื่อนขบวนเมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 10 ส.ค.2564 

ก่อนหน้าที่คาร์ม็อบ 10 สิงหาจะเริ่มต้นขึ้น กลางดึกวันที่ 9 ส.ค.2564 ศาลจังหวัดธัญบุรี มีคำสั่งฝากขังและไม่รับคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว 9 ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉินฯ ประกอบด้วย พรหมศร วีระธรรมจารี ,Sam Samart หรือ แซม สาแมท ,พริษฐ์ ชิวารักษ์,ณัฐชนน ไพโรจน์ ,สิริชัย นาถึง ,ชาติชาย แกดำ,ภาณุพงศ์  จาดนอก และธนพัฒน์  กาเพ็ง นำตัวส่งเรือนจำอำเภอธัญบุรี 

นอกจากนี้ ศาลอาญา มีคำสั่งเพิกถอนประกัน “เพนกวิน” จากคดี 19 กันยา เนื่องจากมีการโพสต์ภาพและข้อความที่ละเมิดและไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ในการยื่นประกันตัวด้วย

ขับไล่รายวัน "ม็อบ 10 สิงหา" มิตรสหาย "เพนกวิน" ชูปฏิวัติประชาชน

3 สมาชิกพรรคโดมปฏิวัติ ถูกจับกุมคดีม็อบ 2สิงหา

ระหว่างการนำตัวทั้ง 9 คน ไปเรือนจำ “เพนกวิน” ได้แสดงอารยะขัดขืน และตะโกนก้องรถห้องขังว่า “ปฏิวัติประชาชน” แถมมีรายการดราม่ามากมาย ก่อนขึ้นรถเรือนจำในกลางดึกคืนนั้น

พลันที่มีข่าวสารจากเพนกวิน ในทวิตเตอร์ @Panusaya S. “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ได้ทวีตข้อความ “คำสุดท้ายจากเพื่อนเรา คือ ปฏิวัติประชาชน” ขานรับทันที

เมื่อไร้เงาสหายรักอย่าง “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “ณัฐ” ณัฐชนน ไพโรจน์ ภารกิจ “ม็อบ 10 สิงหา” หรือ “คาร์ม็อบไล่ทรราช” จึงเป็นหน้าที่ของ “รุ้ง” ปนัสยา ที่จะบัญชาการร่วมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์

ผู้ปฏิบัติงานของ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคโดมปฏิวัติ ธรรมศาสตร์ ผสมกับเครือข่ายกลุ่มราษฎร กลุ่มทะลุฟ้า และกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย

++
โดมปฏิวัติ
++
วันที่ 10 ส.ค.2563 เป็นวันที่ “รุ้ง ปนัสยา” นักศึกษาปีที่ 4 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ธรรมศาสตร์ ต้องจดจำไปตลอดชีวิต เมื่อรุ้งขึ้นเวทีอ่านคำประกาศ 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

แทบไม่น่าเชื่อ จากเด็กขี้อาย ผู้ไม่กล้าแสดงออกที่ชีวิตพลิกผัน จนกลายเป็นแกนนำหญิงที่ขบวนการประชาธิปไตยจดจำ และเธออาจจะโดนถอนประกันเหมือนเพนกวินในอนาคตก็เป็นได้

ขับไล่รายวัน "ม็อบ 10 สิงหา" มิตรสหาย "เพนกวิน" ชูปฏิวัติประชาชน

เพนกวิน,รุ้ง,และณัฐ สามสหายร่วมอุดมการณ์

การได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคโดมปฏิวัติ ทำให้ 3 สหายคือ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์, “ณัฐ” ณัฐชนน ไพโรจน์ และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล มีความรักและผูกพันกัน

พรรคโดมปฏิวัติ เป็นพรรคการเมืองในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ที่เคยส่งผู้สมัครนายก อมธ. แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง โดยเพนกวิน เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก และ “รุ้ง” เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 3

เดือน ก.ย.ปีที่แล้ว พรรคโดมปฏิวัติ จัดกิจกรรมแรกพบสหาย (First meet) ภายใต้คำขวัญ “เพราะการปฏิวัติต้องการคุณ” ภายในงานมีการมอบรางวัลได้แก่ หนังสือคอมมิวนิสต์สำหรับสหายน้อย 3 เล่ม และเสื้อสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 

เพนกวิน และสหายรุ้ง เชื่อมั่นในทฤษฎีการปฏิวัติสังคม และศรัทธาในชาวคอมมิวนิสต์สากล จึงได้จัดทำหนังสือคอมมิวนิสต์มาแจกรุ่นน้องเฉพาะกลุ่ม 

++
ปฏิวัติประชาชน
++
ในกลุ่มผู้ต้องหา 9 คน ที่ถูกคุมขังระหว่างการขอประกันตัวชั่วคราว จากการทำกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มนักกิจกรรมทะลุฟ้า ที่ถูกจับกุมตัวไปที่ ตชด. ภาค 1 เมื่อ 2 ส.ค.2564 ปรากฏว่า มีสมาชิกพรรคโดมปฏิวัติ 3 คน คือ พริษฐ์ ชิวารักษ์, ณัฐชนน ไพโรจน์ และ สิริชัย นาถึง 

พรรคโดมปฏิวัติ ไม่ใช่พรรคที่บริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(อมธ.) จึงทำให้คลิปวิดีโอของ “รุ้ง” และ “เพนกวิน” ที่เป็นแขกรับเชิญร่วมกล่าวต้อนรับเพื่อนนักศึกษา ในช่วงสะท้อนสังคม ช่วงที่ 3 “ธรรมศาสตร์และการเมือง” ต้องถูกยกเลิกกะทันหัน

สืบเนื่องจากกิจกรรมรับเพื่อนใหม่ มธ.2564 ในวันที่ 7 ส.ค.2564 ผ่านเพจธรรมศาสตร์สุดสุด อมธ.พยายามจะนำคลิป “รุ้ง” และ “เพนกวิน” มาเผยแพร่ แต่ภายหลังจากที่มีการหารือร่วมกันจากหลายฝ่าย ได้มีมติว่าให้สามารถเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวได้ อมธ.จึงออกแถลงการณ์ขออภัยต่อเพื่อนนักศึกษาธรรมศาสตร์

เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ความขัดแย้งในรั้วมหาวิทยาลัย ระหว่าง “นักศึกษาหัวก้าวหน้า” กับผู้บริหารและนักศึกษาส่วนหนึ่ง ก็เกิดขึ้นถึงขั้นเผชิญหน้ากัน ท่ามกลางสงครามความคิดของ “ซ้ายไทย” กับ “ขวาจัด” 

หลังเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลาคม 2519 ที่ธรรมศาสตร์ มีนักศึกษาหลายพันคน ได้เลือกหนทาง “ปฏิวัติประชาชน” โดยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) สำหรับ “เพนกวิน” และสหายโดมปฏิวัติ จะปฏิวัติประชาชนแบบไหน?

ไล่ล่าประยุทธ์ “ม็อบ 10 สิงหา” เคียงคู่ “ปิยบุตร” ชูธงปฏิรูปแบบปฏิวัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/478041

ไล่ล่าประยุทธ์ “ม็อบ 10 สิงหา” เคียงคู่ “ปิยบุตร” ชูธงปฏิรูปแบบปฏิวัติ

9 สิงหาคม 2564 – 18:22 น.

เดินหน้าไล่ไม่หยุด “ม็อบ 10 สิงหา” ครบรอบ 1 ปี สามนิ้วประกาศ 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ  คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มาตามนัด “ม็อบ 10 สิงหา” ของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม “คาร์ม็อบใหญ่ไล่ทรราช” ซึ่งครบรอบ 1 ปี เวทีชุมนุม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” และเปิดตัว “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ในฐานะแกนนำม็อบสามนิ้วอย่างเป็นทางการ

วันที่ 10 ส.ค.2563 กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดกิจกรรม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ที่ลานพญานาค มธ.ศูนย์รังสิต ก่อนยุติการชุมนุม “รุ้ง” ได้อ่าน “ประกาศกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่ 1 ซึ่งระบุข้อเรียกร้อง 10 ข้อให้มีการแก้ปัญหาว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ 

10 ข้อเสนอดังกล่าว จึงเป็นที่มาของแนวทางการต่อสู้แบบ “ทะลุเพดาน” และนับแต่วันนั้นเป็นต้น เรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ได้ถูกนำมาอภิปรายอย่างกว้างขวางในเวทีม็อบเยาวชนคนรุ่นใหม่

ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้บันทึกว่า “นับแต่นั้น การชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา เยาวชน อนาคตของชาติ ก็ก้าวรุดหน้ามากขึ้น จนทำให้เรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลายเป็นข้อเรียกร้องที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา ปรากฏอยู่ในที่สาธารณะ”

เมื่อ 5 ส.ค.2564 “ปิยบุตร” ได้โพสต์เฟซบุ๊คว่าด้วยเรื่องการเสนอให้ฝ่ายสนับสนุนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ตั้งองค์กร “คณะกรรมการรณรงค์การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” เพื่อเดินสายรณรงค์ทั่วประเทศ ทุกช่องทาง เชิญชวนประชาชนมาร่วมเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและร่างพระราชบัญญัติต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์  

จับตา 10 ส.ค.นี้ ปิยบุตร จะมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันฯ คู่ขนานการเคลื่อนไหว “คาร์ม็อบ” ของแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ

ไล่ล่าประยุทธ์ "ม็อบ 10 สิงหา" เคียงคู่ "ปิยบุตร" ชูธงปฏิรูปแบบปฏิวัติ

ข้อเสนอของปิยบุตร

ขณะนี้ ปิยบุตร แสงกนกกุล ยังอยู่ระหว่างการพาภรรยาชาวฝรั่งเศส กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด จึงมีข่าวลือพอสมควรในปีกฝ่ายตรงข้าม

++
คาใจเพื่อไทย
++
ปี 2555 คณะนิติราษฎร์ โดยการรวมตัวกันของอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อาทิ วรเจตน์ ภาคีรัตน์, ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, ธีระ สุธีวรางกูร, ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, และปิยบุตร แสงกนกกุล ได้นำเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท  และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าสู่การพิจารณาของสภา 

ระหว่างนั้น มีการก่อตั้ง “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112” หรือ ครก.112 ซึ่งทำการรวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 20,000 คน และมีการจัดขบวนแห่รายชื่อนำไปยื่นต่อสภาฯ 

วันที่ 29 พ.ค.2555  คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112  นำโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ยื่นเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 พร้อมรายชื่อต่อ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนฯ คนที่ 2 สมัยนั้น ต่อมา ประธานรัฐสภา “สั่งจำหน่ายเรื่อง” สร้างความผิดหวังอย่างแรงให้แก่แดงตาสว่างเป็นอย่างมาก

สรุปว่า พรรคเพื่อไทยไม่เล่นด้วย ร่างแก้ไขมาตรา 112 จึงแท้งไป แต่ “ปิยบุตร” ไม่ยอมถอดใจ เฝ้ารอจนมาถึงวันนี้ ขอเล่นใหญ่ “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์”

++
ก้าวไกลรับลูก
++
อ่านความคิดของ “ปิยบุตร” เรื่องการจัดตั้ง “คณะกรรมการรณรงค์การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ก็ไม่ต่างจากการตั้งคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 เมื่อปี 2555

เพียงแต่ครั้งนี้ คณะก้าวหน้า อาจเป็นตัวหลักในคณะกรรมการรณรงค์การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ที่จะนำหน้ารณรงค์ทางความคิด และรวบรวมรายชื่อไปยื่นต่อสภาฯ ในช่วงที่มีการร่างแก้รัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ปิยบุตร” อธิบายว่า การรณรงค์เรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ครั้งนี้ เป็นการรณรงค์แบบ “ปฏิรูป” กล่าวคือ ยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีรูปของรัฐแบบราชอาณาจักร ไม่ใช่สาธารณรัฐ ประเทศไทยยังคงมีประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์ที่สืบทอดทางสายโลหิต แต่ต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบรรดากฎเกณฑ์และธรรมเนียมปฏิบัติทั้งหลายที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ทั้งหมดให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย 

ไล่ล่าประยุทธ์ "ม็อบ 10 สิงหา" เคียงคู่ "ปิยบุตร" ชูธงปฏิรูปแบบปฏิวัติ

รุ้ง ปนัสยา นำขบวนม็อบ 10 สิงหา

ข้อเสนอของปิยบุตรคือ “ปฏิรูป” ไม่ใช่ “ปฏิวัติ” และมันคือ “ปฏิรูปแบบปฏิวัติ” ซึ่งรายละเอียด คณะก้าวหน้าคงได้นำเสนอต่อไป

หากว่าเกิดเหตุยุบสภาภายในเร็ววันนี้ เชื่อว่า พรรคก้าวไกล จะเสนอประเด็นการปฏิรูปสถาบันฯ ระหว่างการหาเสียงด้วยอย่างแน่นอน

รุกใหญ่ “ทักษิณ” คู่ขนาน “คาร์ม็อบ” ดีเดย์ 15 สิงหา ประยุทธ์ออกไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/478001

รุกใหญ่ “ทักษิณ” คู่ขนาน “คาร์ม็อบ” ดีเดย์ 15 สิงหา ประยุทธ์ออกไป

9 สิงหาคม 2564 – 15:05 น.

ม็อบ 15 สิงหา “ทักษิณ” เปิดเวทีปั้นนโยบายรัฐบาลใหม่ เคียงคู่คาร์ม็อบเสื้อแดงทั่วไทย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ในที่สุด วัฎจักรการเมืองไทย ก็วนมาสู่สถานการณ์เดิมๆ เมื่อตัวละครแดนไกล เปิดแนวรบ 2 ขา ภาคใหม่ “คาร์ม็อบ-คลับเฮาส์”

วันที่ 15 ส.ค.2564 ภาคกลางวัน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นัดเคลื่อนไหว “คาร์ม็อบ” ผสม “ไฮด์ปาร์ก” ตามแนวถนัดของ นปช.

วันเดียวกัน “โทนี่” ทักษิณ ชินวัตร นัดคุยกับคนรุ่นใหม่ โครงการ The Change Maker หาไอเดียออกแบบอนาคตประเทศ ซึ่งจัดโดย THINK คิด เพื่อ ไทย และ CARE คิด เคลื่อน ไทย ผนึกกำลังกันจัดงานนี้

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ 15 สิงหา มีทั้ง “คาร์ม็อบ” บวกปราศรัยใหญ่บนท้องถนน กับ “โทนี่” ผ่านสื่อดิจิตอล

ถ้ายังจำกันได้ คืนวันที่ 6 ส.ค.นี้ ก่อนม็อบเยาวชนปลดแอก จะเดินไปวัง “โทนี่” ได้พูดให้สติหลานๆว่า การต่อสู้ของเยาวชนต้องมียุทธศาสตร์ มีจังหวะก้าว ฉะนั้น เขาจึงไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนขบวนไปวัง

“ จะประท้วงก็ประท้วงให้อยู่ความสันติ เช่น คาร์ม็อบ ผมว่าดีเข้าท่า” นั่นหมายความว่า ทักษิณได้ส่งสัญญาณให้ นปช. จัดคาร์ม็อบทั่วประเทศ

พลันที่ “รุ่นใหญ่” ขยับคาร์ม็อบ ย่อมมีเสียงตอบรับดีกว่า เพราะจังหวะนี้ “รุ่นเล็ก” ดันเดินเกมสุ่มเสี่ยงไปหาเรื่อง “บวกกับตำรวจ” จึงถูกประชาชนตั้งคำถาม และพวกเดียวกันก็ไม่พอใจ

++

คาร์-ปาร์ก

++

วันที่ 7 ส.ค.2564 “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โพสต์เฟซบุ๊คปลอบใจกลุ่มเยาวชนปลดแอกว่า “ไม่มีขบวนการใดสมบูรณ์แบบ สู้ไปเรียนรู้ปรับเเก้กันไปเป็นธรรมดาวิสัย ในสนามการต่อสู้ ไม่มีหลังพิงใดแกร่งกล้าปลอดภัยต่อประชาชนเท่ากับแผ่นหลังของเราที่ยืนพิงกัน”

รุกใหญ่ "ทักษิณ" คู่ขนาน "คาร์ม็อบ" ดีเดย์ 15 สิงหา ประยุทธ์ออกไป

ณัฐวุฒิ นัดคาร์ม็อบ 15 สิงหา

ปลอบน้องเสร็จ “เต้น” ก็ประกาศว่า “ภารกิจต่อไปของเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) เราพร้อมแล้ว เตรียมพบกับ CAR MOB+HYDE PARK..พร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ 15 สิงหาคมนี้”

จุดขายของม็อบ นปช.คือ มีดาวไฮด์ปาร์คเยอะ ต่างจาก “ม็อบเด็ก” ที่ไม่มีนักพูดเด่นๆ ตรึงมวลชนไม่ได้ “เต้น” จึงบอกว่า คาร์ม็อบครั้งใหม่ “..จะยกระดับการปราศรัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย”

++

ฟื้นนายกฯพบประชาชน

++

การกลับมารีโนเวทพรรคเพื่อไทยครั้งใหม่ ของ “คนแดนไกล” ไม่ได้แค่จัดทัพภายในพรรคเท่านั้น หากยังมีการสร้างแพล็ตฟอร์มใหม่ๆ รองรับคนรุ่นใหม่ยุคดิจิตอลอย่าง “THINK คิด เพื่อ ไทย” และ “CARE คิด เคลื่อน ไทย”

“เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ผู้ดูแล “THINK คิด เพื่อ ไทย” จึงผุดโครงการ “The Change maker คิด เพื่อ ไทย” หรือบ้านเอเอฟ ภาคการเมือง เพื่อต้อนรับคนรุ่นใหม่เข้าพรรคเพื่อไทย

ดังนั้น วันที่ 15 ส.ค.นี้ “โทนี่” จึงมีคิวคุยกับตัวแทนคนรุ่นใหม่จากโครงการ The Change Maker ร่วมกันประเทศ โดยมีการถ่ายทอดผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวข้างต้น

รุกใหญ่ "ทักษิณ" คู่ขนาน "คาร์ม็อบ" ดีเดย์ 15 สิงหา ประยุทธ์ออกไป

ทักษิณ นัดเจอคนรุ่นใหม่ 15 ส.ค.

อีกด้านหนึ่ง พานทองแท้ ชินวัตร ได้ปัดฝุ่นรายการ “นายกทักษิณฯ คุยกับประชาชน” ซึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่นายกรัฐมนตรีมาจัดรายการวิทยุ สื่อสารกับประชาชนโดยตรงเป็นประจำทุกสัปดาห์

“โอ๊ค” จึงเตรียมเปิดพื้นที่ให้กับประชาชนได้มาแลกเปลี่ยนความคิด มุมมองให้ข้อเสนอแนะ ผ่านช่องทางใหม่ #THAKSINOFFICIAL ในเร็ววันนี้

หากมองในเชิงกลยุทธ์สงครามชิงเมือง เที่ยวนี้ “ทักษิณ” เอาจริง วางแผนปูพรมการตลาดการเมือง และเปิดเกมรุกทุกแนวรบ

หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ไม่ว่านายกฯประยุทธ์จะ “ยุบสภา” หรือ “ลาออก” ค่ายทักษิณพร้อมแล้วที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

ถาม “กสม.” ธนาธร โพสต์ “ม็อบ 7 สิงหา” มีเพียงความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธ มโนหรือไม่ (มีคลิป) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477982

ถาม “กสม.” ธนาธร โพสต์ “ม็อบ 7 สิงหา” มีเพียงความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธ มโนหรือไม่ (มีคลิป)

9 สิงหาคม 2564 – 12:36 น.

“ศรีสุวรรณ” บุกถามกสม. “ม็อบ 7 สิงหา” กรณี ธนาธรโพสต์ประชาชนไปด้วยสองมือเปล่า มีเพียงความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธมโนหรือไม่ (มีคลิป)

9 ส.ค.2564 เมื่อเวลา 10.00 น.  นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  ยื่นคำร้องสอบถาม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ว่า กรณีการชุมนุมสาธารณะ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. “ม็อบ 7 สิงหา” ที่ผ่านมา  นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ทวิตเตอร์ว่า ประชาชนไปด้วยสองมือเปล่า มีเพียงความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธ จริงหรือไม่ ?

 ถาม "กสม."   ธนาธร โพสต์ "ม็อบ 7 สิงหา" มีเพียงความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธ มโนหรือไม่  (มีคลิป)

สืบเนื่องจากมีกลุ่มเยาวชนปลดแอก FREE YOUTH กลุ่มราษฎร กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฯลฯ นัดหมายจัดชุมนุมสาธารณะกันที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อเคลื่อนขบวนไปที่พระบรมมหาราชวัง แต่ต่อมาได้มีการแกงเจ้าหน้าที่ โดยเปลี่ยนไปที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิโดยมุ่งหมายไปที่บ้านพักนายกรัฐมนตรีที่ ร.1 รอ.ถ.วิภาวดีฯ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดไว้ จนเกิดการปะทะกันขึ้นโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง รถฉีดน้ำสกัดการเคลื่อนตัวชุมนุมของม็อบ ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมก็ปรากฏมีการใช้สิ่งเทียมอาวุธ เช่น หนังสติ๊ก ลูกแก้ว ลูกหิน ยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการใช้พุ ตะไล ขวดน้ำมันเพื่อใช้เป็นระเบิดเพลิงในการตอบโต้เจ้าหน้าที่ด้วย จนกระทั่งมีรถคุมขังนักโทษของตำรวจถูกเผาเสียหายไป 1 คัน ป้อมยาม สน.พญาไทถูกทุบทำลาย และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เข้าร่วมชุมนุมต่างบาดเจ็บจากการปะทะกันไปหลายคน

 ถาม "กสม."   ธนาธร โพสต์ "ม็อบ 7 สิงหา" มีเพียงความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธ มโนหรือไม่  (มีคลิป)

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้กลุ่มเยาวชนปลดแอก ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอให้ลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุม เนื่องจากผู้ร้องอ้างว่าใช้เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพการชุมนุมโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับใช้วิธีการคุกคามเสรีภาพผู้ร้องและผู้ชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง กสม.จึงมีมติมอบหมาย นางปรีดา คงแป้น ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี นางศยามล ไกยูรวงศ์ และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในวันดังกล่าวด้วย

เมื่อความปรากฏว่ามีการปะทะกันขึ้น มีผู้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย มีทรัพย์สินของทางราชการเสียหายโดยชัดแจ้ง แต่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้ากลุ่มก้าวหน้า กลับโพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์ว่า ตำรวจทหารกลับเตรียมใช้กำลังห้ำหั่น ใช้กฎหมายปราบปรามอย่างเกินเหตุ การชุมนุมในวันนี้ ประชาชนไปด้วยสองมือเปล่า มีเพียงความคิดสร้างสรรค์เป็นอาวุธเท่านั้น

ซึ่งเมื่อ กสม.ลงพื้นที่เพื่อติดตามเฝ้าระวังแล้ว ย่อมต้องมีข้อสรุปว่าผู้ชุมนุมได้ดำเนินการชุมนุมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ประชาชนไปด้วยสองมือเปล่า จริงหรือไม่ และปฏิบัติการของรัฐในการควบคุมฝูงชนเป็นไปตามหลักสากล หลักความจำเป็นและได้สัดส่วนกับสถานการณ์หรือไม่

อย่างไร เพราะคำตอบของ กสม. สามารถนำไปใช้ประกอบในการแจ้งความหรือดำเนินคดีกับผู้ที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จต่อไปได้ สมาคมฯจึงต้องเดินทางมายื่นคำร้องสอบถาม กสม.เพื่อขอคำตอบในกรณีดังกล่าวในวันนี้ นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

“พญ.กมลพรรณ-กลุ่มไทยไม่ทน” หอบเอกสารฟ้อง “ศาลปกครอง” จี้เพิกถอน “คำสั่งนายกฯ” เปิดนำเข้าวัคซีนเสรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477978

“พญ.กมลพรรณ-กลุ่มไทยไม่ทน” หอบเอกสารฟ้อง”ศาลปกครอง” จี้เพิกถอน”คำสั่งนายกฯ”เปิดนำเข้า”วัคซีนเสรี

9 สิงหาคม 2564 – 12:15 น.

“กลุ่มไทยไม่ทน” หอบเอกสารฟ้อง”ศาลปกครอง” จี้ เพิกถอนคำสั่งนายกฯ เปิดนำเข้า”วัคซีนเสรี” ยืนยัน ทำได้ ยกไต้หวัน-กัมพูชา เป็นแบบอย่าง 

ที่สำนักงานศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ กลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศและสมาชิกกลุ่มไทยไม่ทน นำโดยเลขาธิการเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ในฐานะผู้ฟ้องคดี เข้ายื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์​โอชา​  รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​, ปลัดกระทรวง​สาธารณ​สุข​ นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต และผู้อำนวยการองค์การ​เภสัช​กรรม นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ต่อศาลปกครอง

เพื่อขอให้ไต่สวน​ตรวจสอบการออกคำสั่งในประกาศ ศบค. เรื่องแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนลงวันที่ 8 มิถุนายน ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้ยกเลิก เพิกถอนคำสั่งทั้งหมด

และให้ผู้ถูกฟ้องเปิดโอกาสให้เอกชนหน่วยงานต่าง ๆ นำเข้าวัคซีนเองได้โดยเสรี โดยยกเลิกเงื่อนไข ขั้นตอนต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน รวมทั้งบริษัทเอกชน สามารถนำเข้าวัคซีนมาฉีดให้บุคลากรของตัวเองได้

ส่วนกรณีที่วัคซีนยังเป็นของฉุกเฉินและรับรู้กันว่าการซื้อขายเป็นในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หากปลดล็อกเอกชนจะจัดเองจะทำได้จริงหรือไม่ พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ เชื่อว่าทำได้ โดยอ้างว่าเขตปกครองพิเศษไต้หวัน และประเทศกัมพูชา ก็อนุญาตให้เอกชนจัดซื้อวัคซีนเองได้

“ยื่นเรื่องให้รัฐบาลหลายรอบแล้วแต่เรื่องก็เงียบและไม่มีวี่แววจะยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ยืนยันว่าประกาศนี้เป็นอุปสรรคต่อชีวิตประชาชน วิงวอนขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม และควรเห็นแก่คนไทยในชาติ” พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ กล่าว

ด้านแกนนำกลุ่มไทยไม่ทน นายสุรเดช นาจำปา เอ่ยปากถามรัฐบาลว่าจะรอให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากขึ้นกว่านี้อีกหรือ จะรอให้เหยื่อของการบริหารงานที่ล้มเหลวถึงหมื่นศพก่อนหรือ ถึงจะเข้าใจว่าวัคซีน มีความจำเป็นจริง ๆ ความเป็นความตายของคนไม่ควรเอามาเป็นธุรกิจ 

“หลังจากนี้เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าใครที่ติดเชื้อจะเป็นคนที่น่ารังเกียจ พวกคุณจะสร้างภาพแบบนี้ให้คนเกลียดชังกันเอง ทำให้คนไทยต้องหวาดระแวงกลัวคนตาย ทำไมถึงไม่รีบยุติปัญหานี้ อย่าใช้ประชาชนเป็นหนูทดลอง ที่เอ่ยปากสัญญาว่าวัคซีนจะเต็มแขนประชาชน จนถึงทุกวันนี้ไหนล่ะวัคซีนเต็มแขน เห็นแต่ศพเกลื่อนเมือง จะรอให้คนติดวันละหลักล้านก่อนหรือพวกคุณถึงจะพอใจ” นายสุรเดช กล่าว

ทั้งนี้กลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ ยังขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เอกชนนำเข้าวัคซีนได้เสรีทันที 

ซึ่งหลังจากยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง พันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ จะเข้ายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุทินและผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข รวม 6 คน และเพิ่มรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุ​รินทร์​ ลัก​ษ​ณ​วิศิษฏ์​ อีก 1 คน เป็น 7 คน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ส่อทุจริตต่อหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และฝ่าฝืนจริยธรรม

กรณีไม่กำหนดให้ใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาผู้ป่วยเบื้องต้นแทนยาฟาวิพิราเวียร์  โดยขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อและนำเข้าวัคซีนซิโนแวคในราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน การตัดสินใจซื้อวัคซีนซิโนแวคมากกว่ายี่ห้ออื่น  ขอให้ตรวจสอบการเก็บภาษี​มูลค่าเพิ่ม ค่าเก็บรักษาวัคซีนโมเดอร์นา  การจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคมาเป็นไปตามวัตถุประสงค์กระจายให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าและพื้นที่สีแดงเข้มก่อนหรือไม่

และสุดท้ายขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อชุดตรวจ Antigen Test Kid ว่าเหตุใดประเทศไทยจึงมีราคาแพง 250 -​400 บาทต่อชุด ในขณะที่ราคาในอเมริกาและยุโรปราคาอยู่ที่ 30-40 บาทต่อชุด โดยมองว่าการกำหนดราคาสูง ทำให้เกิดภาระกับประชาชน ทั้งที่ควรได้รับการตรวจฟรีตามสิทธิ​ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ​