เรียนรู้ยุคดิจิทัล ม.มหิดล แนะปรับ “บทเรียน” ให้เล็กลง และเข้าใจง่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/477235

เรียนรู้ยุคดิจิทัล ม.มหิดล แนะปรับ “บทเรียน” ให้เล็กลง และเข้าใจง่าย

4 สิงหาคม 2564 – 14:05 น.

แนวโน้ม “บทเรียน” สอนนักศึกษา ไม่ควรอัดแน่นเนื้อหา ควรใช้อุปกรณ์ดิจิทัลที่ทันสมัย ผสมผสานโลกแห่งความเป็นจริงและความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน นำเสนอผ่านคลิปง่ายๆ เป็นตัวช่วยผู้เรียนให้เข้าใจ

วันที่ 4 สิงหาคม ตรงกับ “วันสื่อสารแห่งชาติ” ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารซึ่งมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ โดยได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด

นับตั้งแต่มีการสร้างคอมพิวเตอร์และระบบอินเทอร์เน็ตขึ้นมา จนทำให้หลายสถาบันการศึกษาต้องเร่งการผลิตและพัฒนาบัณฑิตให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมารองรับดังเช่นปัจจุบัน

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่าทศวรรษในการผลิตบัณฑิตคุณภาพ ซึ่งสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติในปัจจุบัน ได้แก่ ข้อที่ 4 ที่ว่าด้วยการศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality Education)

รวมทั้งข้อที่ 9 ซึ่งว่าด้วยอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (Industry, Innovation and Infrastructure) ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่หมุนไปด้วยความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีการสื่อสารเช่นปัจจุบัน ซึ่งหมายถึงโอกาสในการเข้าถึงโลกแห่งความรู้ที่ไม่มีขีดจำกัด

อาจารย์ ดร.พัฒนศักดิ์ มงคลวัฒน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาของคณะฯ ให้สามารถจบออกไปเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ คณะฯ จึงได้มุ่งพัฒนาบัณฑิตให้มีความเป็นเลิศ

ทั้งในด้านองค์ความรู้ (Knowledge) ประสบการณ์ (Experience) และการมีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) โดยเน้นการเรียนรู้แบบ Active Learner ที่มีผู้สอนคอยสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) ให้นักศึกษามีความกระตือรือร้นใฝ่หาความรู้อยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ คณะฯ ยังมีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร อุปกรณ์ และสถานที่ ในการที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าว โดยได้ริเริ่มให้มี Smart Classroom ซึ่งมี Smart Interactive Board Display ที่ผู้เรียนและผู้สอนสามารถโต้ตอบ และเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารใน platform อื่นๆ ได้ในขณะเดียวกัน

อาจารย์ ดร.พัฒนศักดิ์  กล่าวต่อไปว่า การเรียนการสอนในปัจจุบันได้มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อช่วยในการเรียนการสอนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ “Virtual Reality” หรือ การจำลองภาพให้เสมือนจริง และ “Augmented Reality” หรือ การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลที่ทันสมัยต่างๆ มาช่วยในการผสมผสานโลกแห่งความเป็นจริงและความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน

รวมทั้งการใช้เกม (Gamification) เพื่อช่วยในการเรียนรู้ ซึ่งก้าวต่อไป คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช) ด้วยทุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข) บางส่วน

และการสนับสนุนจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อจัดตั้ง “ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล” (AI Mahidol University Center) ณ อาคารของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อประโยชน์ต่อนักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดล และประเทศชาติต่อไป

ซึ่งรูปแบบของสื่อการเรียนการสอนที่จะรองรับโลกที่มีข้อมูลข่าวสารมากมายไร้ขีดจำกัดเช่นปัจจุบัน อาจารย์ ดร.พัฒนศักดิ์  มองว่า ควรมีการจัดทำบทเรียนให้เล็กลง และเข้าใจง่าย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมากขึ้น

“นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมเยาวชนก่อนเข้าสู่วัยอุดมศึกษาในเรื่องพื้นฐานที่ดีของการสื่อสาร ซึ่งประกอบไปด้วยทักษะการพูด การอ่าน และการเขียนก็เป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ในวัยที่เริ่มรู้หนังสือ เนื่องจากหากขาดทักษะการพูด การอ่าน และการเขียนที่ดี จะไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ทั้งในการใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ โดยจะเป็นทักษะที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ให้กับตัวเองให้สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อไปได้อีกด้วย และที่สำคัญ ความรู้ หรือความถนัดแต่เพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้ในโลกยุคปัจจุบัน” ดร.พัฒนศักดิ์  กล่าวทิ้งท้าย

เติมกำลังใจให้กัน NT มอบซิม my และระบบ Cloud PBX สนับสนุนโครงการ ‘อว.พารอด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/477164

เติมกำลังใจให้กันNTมอบซิมmyและระบบ Cloud PBX สนับสนุนโครงการ’อว.พารอด’

3 สิงหาคม 2564 – 21:05 น.

เติมกำลังใจ NTมอบซิมmyและระบบCloud PBXสนับสนุนโครงการ’อว.พารอด’ ระบุ ศูนย์รวมจิตอาสาและอาสาสมัคร รวมถึงผู้ป่วยโควิดที่หายดีแล้ว มาร่วมโทรศัพท์ให้กำลังใจ ให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยที่ กักตัวอยู่บ้าน-ในชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นางสุวรรณา หรรษาจารุพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มขายและบริการลูกค้าองค์กร 1 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือNTมอบซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่myและระบบCloud PBX

ให้แก่ศาสตราจารย์พิเศษดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร 

เพื่อสนับสนุนศูนย์ปฏิบัติงาน‘อว.พารอด’ให้สามารถรองรับการปฏิบัติงาน การรายงานข้อมูลการติดต่อของผู้ป่วยและระบบCall Center (Cloud PBX)สำหรับใช้เป็นศูนย์กลางการติดต่อสื่อสาร

รวมถึงให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยที่อยู่ใน Home Isolation และ Community Isolation ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยเสริมจากการติดต่อตามปกติ เพื่อสอบถามอาการประจำวันของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยระบบCall Centerที่NTมอบให้ในครั้งนี้ประกอบด้วย ระบบCloud PBXเบอร์ติดต่อผ่านระบบCall Centerเลขหมายโทรศัพท์ และซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบmy

ทั้งนี้ศูนย์ปฏิบัติงาน‘อว.พารอด’อยู่ภายใต้โครงการ “อว.พารอด” โดย อว.และเครือข่ายพันธมิตรได้ระดมจิตอาสาและอาสาสมัคร รวมถึงผู้ป่วยโควิดที่หายดีแล้ว มาร่วมโทรศัพท์ให้กำลังใจและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยที่กักตัวอยู่บ้านหรือในชุมชน

พร้อมกันนี้ได้ดำเนินการจัดส่ง“กล่องอว.พารอด”ซึ่งมียาสมุนไพรและอุปกรณ์จำเป็นเพิ่มเติมจากที่โรงพยาบาลมีให้แก่ผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแลของโรงพยาบาลในเครือข่ายกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet)โดยเริ่มนำร่องตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม2564ที่ผ่านมา

“รมว.ศธ.” ตื่นรู้ สั่งสำรวจชีวิตครู-นักเรียน “เรียนออนไลน์” ช่วงโควิด19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/477139

“รมว.ศธ.” ตื่นรู้ สั่งสำรวจชีวิตครู-นักเรียน “เรียนออนไลน์”ช่วงโควิด19

3 สิงหาคม 2564 – 17:58 น.

“รมว.ศธ.” ตื่นรู้ สั่งสำรวจชีวิต ครู-นักเรียน “เรียนออนไลน์” ช่วงโควิด19 หวังนำมาแก้ปัญหา เผยรับอาสาสมัครครูนักประเมิน 250 คน1วันเต็ม ระบุ 5 ส.ค.นี้ประชุมทางไกล กำหนดแนวทางสำรวจ รวมถึงผลกระทบผู้ปกครอง

คืบหน้าหลังกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้อำนาจแต่ละพื้นที่ใช้ดุลพิจในการจัดการเรียนการสอน ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่ศธ.ได้มอบนโยบายและวางแผนกับทุกส่วนราชการในเรื่องของการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 หรือโควิด19

ใน 5 รูปแบบ (Online/On Air/On Demand/On Hand/On Site) นั้น ตนเห็นว่าเด็กนักเรียน และครูได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาสักระยะแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ได้รับข้อมูลจากบริบทของแต่ละพื้นที่ว่า เกิดปัญหาและอุปสรรคที่ชัดเจนอะไรหรือไม่ 

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ตนจึงมีความกังวลและมีความห่วงใยในการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะมีสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ที่มีบริบทที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองในแต่ละพื้นที่เพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนมายังศธ.เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้รับทราบ แก้ไขปัญหา และปรับนโยบายได้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

” จึงได้มีการประชุมหารือกันถึงแนวทางในการได้มาถึงข้อมูลที่จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหา และได้มอบหมายให้ นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้หาแนวทางและวิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและการประเมินแบบเร่งด่วนภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้” รมว.ศธ. กล่าว

“ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลว่าได้วางแผนและวางระบบวิธีการเก็บข้อมูลจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองจากพื้นที่ต่าง ๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ ผ่านกลไกใหม่ที่เรียกว่าการประเมินแบบเร่งด่วน ซึ่งเป็นวิธีการที่นานาชาติใช้กัน และเป็นวิธีการที่จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็วจากสภาพความเป็นจริงและเชื่อถือได้” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 4 แห่ง คือ คณะวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา, ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรและคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และข้าราชการครูที่มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการ 

“ซึ่งจะกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “อาสาสมัครครูนักประเมิน”(Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ซึ่งผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมเป็น RAV Team ในครั้งนี้คือ ครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือศึกษานิเทศก์ ที่มีพื้นฐานการวิจัยและประเมิน (จบ ป.โท – ป.เอก) จะเป็นผู้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากโรงเรียน หรือพื้นที่ต่าง ๆ และประเมินผลแบบเร่งด่วน ส่งผลกลับมายังส่วนกลาง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้อย่างรวดเร็ว”รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ทั้งนี้โครงการนี้ได้เปิดรับผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการประมาณ 250 คน ซึ่งทราบว่าขณะนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเต็มจำนวนแล้วภายในระยะเวลา 1 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและก็รู้สึกดีใจที่มีผู้ที่เห็นความสำคัญและได้อาสามาช่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ

ซึ่งหลังจากนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดให้มีการจัดการประชุมชี้แจงแนวทางและวิธีการดำเนินงานให้กับอาสาสมัครดังกล่าว ในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้ ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งตนเองก็จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

รมว.ศธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้หลังจากได้รับข้อมูลดังกล่าวมาแล้ว ก็จะเร่งดำเนินการวางแนวทางปรับปรุงนโยบายในการพัฒนา การบริหารจัดการการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด19 เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคของการจัดการเรียนการสอน

” เพื่อให้นักเรียน ครู รวมถึงผู้ปกครองได้คลายความกังวลและคลายความเครียดที่ต้องเผชิญกับสภาวะการณ์เช่นนี้ และพร้อมที่จะช่วยเหลือ ดูแล และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดีที่สุด”รมว.ศธ. กล่าว

ประกาศแล้ว QS จัดอันดับ “เมืองนักศึกษาที่ดีที่สุดในโลก” ประจำปี 2565 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/477067

ประกาศแล้ว QS จัดอันดับ “เมืองนักศึกษาที่ดีที่สุดในโลก” ประจำปี 2565

3 สิงหาคม 2564 – 10:30 น.

ประกาศแล้ว QS จัดอันดับ “เมืองนักศึกษาที่ดีที่สุดในโลก” ประจำปี 2565 เปรียบเทียบมหาวิทยาลัยระดับชั้นนำของโลก เมืองนี้ยังมีมหาวิทยาลัยที่ติด10 อันดับแรกของโลก ถึง 2 สถาบันทำให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาโลก

QS หรือ QS Quacquarelli Symonds บริษัทวิเคราะห์ด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วโลก ได้เปิดเผยการจัดอันดับ“เมืองนักศึกษาที่ดีที่สุดในโลก”(QS Best Student Cities Ranking)ครั้งที่ 9 ท่ามกลางกระแสการกลับมาวางแผนศึกษาต่อต่างประเทศของนักศึกษาทั่วโลก

ผลลัพธ์จากการจัดอันดับซึ่งช่วยให้นักศึกษาสามารถเปรียบเทียบ จุดหมายสถานที่ศึกษาชั้นนำ 115 แห่ง แสดงให้เห็นว่า ลอนดอน ยังคงสถานะเป็นเมืองสำหรับนักศึกษาที่ดีที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน ตามมาด้วยมิวนิกซึ่งขยับขึ้นจากที่ 4 มาสู่ที่ 2 และกรุงโซล ซึ่งขยับจากอันดับที่ 10 มาเป็นอันดับที่ 3 ร่วมตำแหน่งกับโตเกียว เจ้าภาพโอลิมปิก

เหตุผลที่ “ลอนดอน” ติดอันดับหนึ่งมาจาก มีมหาวิทยาลัยระดับโลกจำนวนมาก โดยทำคะแนนดีเป็นอันดับสองของโลกจากตัวบ่งชี้การจัดอันดับ

ได้รับคำชมเชยอย่างมากจากนักศึกษาที่เคยศึกษาในเมือง โดยได้คะแนน 98.4/100 สำหรับมุมมองของนักศึกษา โดยตามหลังเพียงแค่กรุงเบอร์ลินเท่านั้น

โอกาสทางอาชีพที่โดดเด่นสำหรับผู้สำเร็จการศึกษา โดยอยู่ในอันดับที่ 4 ในตัวชี้วัดกิจกรรมนายจ้าง ได้คะแนน 92.9/100

เปิดรับนักศึกษาต่างชาติในระดับสูง ซึ่งได้คะแนนดีที่สุดเป็นอันดับห้าของโลก (95.9/100) สำหรับความหลากหลายของนักศึกษา

ไฮไลท์อื่น ๆ จากการจัดอันดับประจำปีนี้ได้แก่

บอสตันเป็นเมืองใหม่ที่ติดสิบอันดับแรกเพียงเมืองเดียว โดยขยับขึ้นจากอันดับที่ 13 สู่อันดับที่ 9 ครองตำแหน่งร่วมกับปารีส (ขยับลงสองอันดับ) และมอนทรีออล (ขยับลงสามอันดับ)

เยอรมนีและออสเตรเลียเป็นสองประเทศที่มีเมืองสำหรับนักศึกษาที่ดีที่สุดติด 10 อันดับแรกประเทศละ 2 เมือง

เมือง 15 แห่งของสหรัฐอเมริกาที่ถูกจัดอันดับ ทำผลงานลดลงอย่างมีระบบในด้านตัวบ่งชี้ความปรารถนา

จุดหมายปลายทางสำหรับนักศึกษาอันดับหนึ่งของภูมิภาคลาตินอเมริกาคือบัวโนสไอเรส (อันดับที่ 22 ขยับขึ้นเก้าอันดับเมื่อเทียบรายปี)

เมืองโลซานของสวิตเซอร์แลนด์ติดอันดับนี้ครั้งแรก โดยอยู่ในอันดับที่ 19

กรุงมอสโกและกรุงปักกิ่งติด 30 อันดับแรกร่วมกันในอันดับที่ 25

แรงผลักดันจากกิจกรรมนายจ้างที่ลดลง ทำให้ 5 ใน 7 เมืองที่ติดอันดับของออสเตรเลียมีอันดับลดลง

เมืองที่ได้รับการจัดอันดับทั้งสามแห่งของสเปนมีอันดับร่วงลงในเลขหลักสิบ

Ben Sowter ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของQSกล่าวว่า การตอบแบบสำรวจจากเหล่านักศึกษาที่ศึกษาจริงในลอนดอนทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า เมืองนี้ยังคงนำเสนอโอกาสโดดเด่นด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการศึกษา การที่มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ 10 อันดับแรกของโลกถึง 2 แห่งนั้น

“ยังทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการศึกษาชั้นนำของโลกด้วย อย่างไรก็ตาม ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ และผลกระทบจากBrexitที่ยืดเยื้อ อาจส่งผลเสียต่อตำแหน่งชั้นนำของลอนดอน” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของQSกล่าว

QSจัดอันดับเมืองที่มีประชากรอย่างน้อย 250,000 คน และมีมหาวิทยาลัยอย่างน้อยสองแห่งที่อยู่ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดยQS การจัดอันดับนำเสนอมุมมองอันทรงพลังด้านความรู้สึกของทั้งอดีตและว่าที่นักศึกษา โดยมีการตอบแบบสำรวจมากกว่า 95,000 รายการซึ่งถูกนำไปใช้จัดทำดัชนีความพึงปรารถนา (นักศึกษาที่คาดหวังจะเดินทางไปเรียน) และมุมมองนักศึกษา (เคยไปเรียนมาแล้ว)

ระเบียบวิธี:https://www.topuniversities.com/best-student-cities/methodology

 QS จัดอันดับ “เมืองนักศึกษาที่ดีที่สุดในโลก” ประจำปี 2565

ขอบคุณที่มา : QS Quacquarelli Symonds 2004-2021

เปิดวาร์ป “แพร พิมพ์อารยา” ดาวเด่นน้องใหม่คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/477028

เปิดวาร์ป “แพร พิมพ์อารยา” ดาวเด่นน้องใหม่คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ

2 สิงหาคม 2564 – 22:05 น.

“แพร พิมพ์อารยา” ดาวเด่นน้องใหม่คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ แชร์ประสบการณ์การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำไมเธอถึงสามารถพิชิตฝันได้เป็นเฟรชชี่ CU105 สมความตั้งใจ

หนึ่งในนิสิตใหม่จุฬาฯ ที่ก้าวสู่รั้วจามจุรีด้วยความภาคภูมิใจมีชื่อของ “พิมพ์อารยา อรรถวิภัชน์” หรือน้องแพร นักแสดงรุ่นใหม่ผู้ใฝ่ฝันอยากเข้าเรียนคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในวันนี้เธอสามารถพิชิตฝันได้เป็นเฟรชชี่ CU105 สมความตั้งใจ

“บรรยากาศอบอุ่นมาก อาจารย์และรุ่นพี่ที่คณะให้การต้อนรับพวกเราอย่างเต็มที่” น้องแพรเล่าถึงบรรยากาศงานปฐมนิเทศนิสิตใหม่ในรูปแบบออนไลน์ซึ่งเป็นกิจกรรมแรกที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จัดขึ้นสำหรับนิสิตน้องใหม่ แม้ความรู้สึกจะไม่เท่ากับการได้ไปที่มหาวิทยาลัย แต่ก็รับรู้ได้ถึงความตั้งใจของอาจารย์และรุ่นพี่ที่จัดงานต้อนรับนิสิตใหม่ทุกคน

การเรียนในคณะสัตวแพทย์เป็นความใฝ่ฝันของน้องแพรตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน ที่บ้านของเธอเลี้ยงสุนัข ทำให้เธอมีความรักและเอ็นดูสัตว์มาก

ยิ่งในเวลาที่สัตว์เลี้ยงป่วยต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ถ้ามีความรู้ในการดูแลสัตว์เลี้ยงมากพอก็น่าจะช่วยชีวิตสัตว์ได้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เธอสอบเข้าคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

เปิดวาร์ป "แพร พิมพ์อารยา"  ดาวเด่นน้องใหม่คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ

แพร พิมพ์อารยา นิสิตน้องใหม่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ 

“รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ได้เข้ามาเรียนในคณะนี้ เหมือนเราทำเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้สำเร็จแล้ว” น้องแพรยังเผยอีกว่า หลักที่สำคัญที่สุดในการเรียนให้ประสบความสำเร็จต้องไม่เครียดและไม่กดดันตัวเองจนเกินไป ควรหากิจกรรมผ่อนคลาย โดยน้องแพรจะใช้เวลาอยู่กับสัตว์เลี้ยงที่เธอรักคือสุนัข ซึ่งช่วยลดความเครียดจากการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบได้เป็นอย่างดี

น้องแพร มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักจากการประกวดมิสทีน ไทยแลนด์ 2018 และได้ร่วมแสดงภาพยนตร์โฆษณาเครื่องดื่มเกลือแร่ร่วมกับเวอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังทีมฟุตบอล Liverpool

รวมถึงมีผลงานการแสดงซีรี่ย์ เรื่อง “แอบมองแอบจองรัก” ที่จะออกอากาศในเร็ว ๆ นี้ น้องแพรเล่าว่าการทำงานในวงการบันเทิงได้ให้ประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย ที่สำคัญคือได้เรียนรู้ตนเองในอีกด้านที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งท้าทายความสามารถเป็นอย่างมาก

แม้จะเรียนและทำงานไปด้วย ซึ่งส่งผลต่อการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย อยู่บ้าง แต่น้องแพร มีเทคนิคในการเตรียมตัวสอบ ให้ประสบความสำเร็จ มาเล่าสู่กันฟังการเตรียมตัวสอบที่ผ่านมามีการวางแผนจัดตารางการอ่านหนังสือในแต่ละวันอย่างรอบคอบ แบ่งเวลาให้กับการเรียน การอ่านทบทวนตำรา การทำงาน และการพักผ่อนในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน

เปิดวาร์ป "แพร พิมพ์อารยา"  ดาวเด่นน้องใหม่คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ

เธอได้ทำคลิปแชร์เคล็ดลับและเทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมสอบของตัวเองทาง YouTube Chanel: YAHsis เปรียบเสมือนบันทึกไดอารี่ส่วนตัวซึ่งเป็นประโยชน์กับรุ่นน้องที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก

“Be the best as you can be” คือคติประจำใจของนิสิตเก่งคนนี้ที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จ ในทุกสิ่งที่เธอทำ เธอเชื่อว่าถ้าพยายามเต็มที่และทำดีที่สุดในทุกสิ่งที่ลงมือทำแล้ว เราจะไม่รู้สึกเสียใจกับผลลัพธ์ที่ออกมา

เช่นเดียวกับเวลานี้ที่น้องแพรตั้งใจเต็มที่กับบทบาทใหม่ในฐานะนิสิตจุฬาฯ ที่เธอจะใช้ชีวิตตลอด 6 ปีที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้ดีที่สุด ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ไปด้วย

ดราม่าไฟเซอร์ “อนุทิน” แจกวัคซีน “นครสวรรค์” ที่มั่น ส.ส.ภูมิใจไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477875

ดราม่าไฟเซอร์ “อนุทิน” แจกวัคซีน “นครสวรรค์” ที่มั่น ส.ส.ภูมิใจไทย

8 สิงหาคม 2564 – 17:30 น.

การเมืองเรื่องวัคซีน “อนุทิน” เดินสายแจกวัคซีน 3 จังหวัด พบเป็นฐานเสียงค่ายสีน้ำเงิน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ค่ำคืนวันที่ 7 ส.ค.2564 ในโซเชียลร้อนแรงอยู่ 2 เรื่องคือ “ม็อบ 7 สิงหา” และ “อนุทินมอบไฟเซอร์”     

ประเด็น “อนุทินมอบไฟเซอร์” มาจากภาพป้ายต้อนรับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข ที่มีข้อความว่า “นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสาธารณสุข มอบวัคซีน Pfizer ให้กับบุคลากรทางการแพทย์จังหวัดนครสวรรค์”
  
 เหตุเกิดที่โรงพยาบาลท่าตะโก อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ในพิธีมอบวัคซีนโควิด-19 เพื่อฉีดบุคลากรทางการแพทย์ และอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) จ.นครสวรรค์   

วันถัดมา นพ.อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.นครสวรรค์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนยอมรับ “ป้ายจริง” ไม่ใช่การตัดต่อ โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจัดทำขึ้นมา แต่เมื่อตนและทีมตรวจสอบสถานที่เห็นว่า ไม่เหมาะสม และอาจโยงไปเป็นประเด็นการเมือง จึงสั่งให้ปลดลง     

เมื่อรองนายกฯอนุทิน มาถึงสถานที่จัดงาน จึงไม่ได้เห็นป้ายนี้อยู่ในงาน สรุปง่ายว่า ป้ายนี้ ไม่เคยได้ใช้ด้วยซ้ำ    

ที่น่าตั้งคำถาม ทำไม สสจ.นครสวรรค์ จึงไม่จัดพิธีมอบวัคซีนในเขต อ.เมืองนครสวรรค์? ทำไมต้องจัดที่ อ.ท่าตะโก ซึ่งห่างจากตัวเมืองนครสวรรค์ 48 กิโลเมตร     

หากส่องลึก “การเมืองปากน้ำโพ” ก็จะพบว่า พื้นที่ อ.ท่าตะโก เป็นที่มั่นหนึ่งเดียวของพรรคภูมิใจไทย ในนครสวรรค์ 

++
คนดังท่าตะโก
++
เอ่ยชื่อ “มานพ ศรีผึ้ง” ในเวทีการเมืองระดับชาติ อาจมีคนรู้จักน้อย แต่สำหรับคนนครสวรรค์ “มานพ” คืออดีตนายก อบจ.นครสวรรค์ ที่มีฐานเสียงหลักอยู่ใน อ.ท่าตะโก     

พลันที่ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” รับบทแม่ทัพเลือกตั้งภูมิใจไทย ดูแลพื้นที่อุทัยธานี, ชัยนาท,นครสวรรค์ และกำแพงเพชร ชาดาก็วางตัว “มานพ” ลงสนามเขต 4 ทันที 

ดราม่าไฟเซอร์ "อนุทิน" แจกวัคซีน "นครสวรรค์" ที่มั่น ส.ส.ภูมิใจไทย

 ส.ส.มานพ ศรีผึ้ง ร่วมต้อนรับ อนุทิน ที่รพ.ท่าตะโก  

ชาวยุทธจักรรอยต่ออุทัยธานี-นครสวรรค์ รู้ดีว่า ชาดากับมานพ มีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องการเมือง    

ผลเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ที่เขต 4 นครสวรรค์ มานพ ศรีผึ้ง พรรคภูมิใจไทย ชนะ พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ พรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.นครสวรรค์ 3 สมัย (คนสนิทของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์)    

หลัง “บรรยิน” เผชิญวิบากกรรม “นุกูล” ก็เหนื่อยแน่ หากต้องลงสนามแข่งกับ “มานพ” สมัยหน้า โดยไม่มีพี่เลี้ยง ขณะที่อีกฝ่ายได้ “ชาดา” เป็นกองหนุน    

ดังนั้น พิธีมอบวัคซีนโควิด-19 เพื่อฉีดบุคลากรทางการแพทย์ และอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) จ.นครสวรรค์ จึงต้องมาจัดที่ รพ.ท่าตะโก ซึ่ง มานพ ศรีผึ้ง ส.ส.นครสวรรค์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ อ.ท่าตะโก ก็ได้มาต้อนรับอนุทิน และปราศรัยให้กำลังใจ อสม.     

เลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า ภูมิใจไทยปักธง 1 เสียง ไว้แล้วที่เขต 4 นครสวรรค์

ดราม่าไฟเซอร์ "อนุทิน" แจกวัคซีน "นครสวรรค์" ที่มั่น ส.ส.ภูมิใจไทย

ส.ส. มานพ พา อนุทิน พบปะ อสม.เขตอ.ท่าตะโก

++
เดินสายแจกวัคซีน
++
ก่อนหน้าจะไปแจกวัคซีนที่ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ “อนุทิน” ก็เดินสายไปแจกวัคซีนที่ปราจีนบุรี และปทุมธานี    

วันที่ 5 ส.ค.2564 อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมด้วย กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนาม และมอบวัคซีน จำนวน 1 หมื่นโดส ให้กับ จ.ปราจีนบุรี     

ในมิติการเมือง ตระกูล “วิลาวัลย์” โดยสุนทร วิลาวัลย์ นายก อบจ.ปราจีนบุรี (พ่อของกนกวรรณ) เป็นแม่ทัพภูมิใจไทย และปัจจุบัน ส.ส.ปราจีนบุรี 3 คน ล้วนสังกัดพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ อำนาจ วิลาวัลย์ (หลานชายสุนทร) , ชยุต ภุมมะกาญจนะ และสฤษฎิ์ บุตรเนียร    

วันที่ 6 ส.ค.2564 อนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานดูแลผู้ป่วยโควิด 19 ในชุมชน (Community Isolation) ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และมอบวัคซีนโควิดจำนวน 1 หมื่นโดส ให้แก่ อสม.ในพื้นที่ จ.ปทุมธานีด้วย     

วันดังกล่าว “ส.ส.เอ้” พิษณุ พลธี ส.ส.ปทุมธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย ในฐานะเจ้าของพื้นที่ได้มาต้อนรับอนุทิน พร้อมกับนักการเมืองท้องถิ่น อ.ธัญบุรี ในเครือข่ายของชาญ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ.ปทุมธานี    

จะว่าไปแล้ว เสนาบดีเมืองไทยที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ยากที่จะสลัดทิ้ง “วัฒนธรรมการเมืองอุปถัมภ์” เพราะหยั่งรากฝังลึกมาเกือบร้อยปี 

ไม่จบ “ม็อบ 7 สิงหา” มวลชนแบน “เยาวชนปลดแอก” พาคนไปเสี่ยง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477838

ไม่จบ “ม็อบ 7 สิงหา” มวลชนแบน “เยาวชนปลดแอก” พาคนไปเสี่ยง

8 สิงหาคม 2564 – 14:15 น.

ไปไม่ถึงวัง “ม็อบ 7 สิงหา” แกงกันเอง ตั้งคำถามไร้แกนนำ ไร้ยุทธศาสตร์ ไร้ยุทธวิธี คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ท่ามกลางกลิ่นควันแก๊สน้ำ และปลอกกระสุนยางเกลื่อนถนน หลายคนถามหา “แกนนำคนดัง” หายหน้าไปไหน ไม่ว่าจะเป็น อานนท์ นำภา, จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, พริษฐ์ ชิวารักษ์, ภาณุพงศ์ จาดนอก และปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล  

 “อานนท์” ตอบไปแล้วว่า เจ้าภาพ “ม็อบ 7 สิงหา” คือ กลุ่มเยาวชนปลดแอก-Free Youth ฉะนั้น พวกเขาจึงไม่ปรากฏตัว แต่ลึกๆ แกนนำคนดังเหล่านี้ คงได้ฟัง “คลิปหลุด” เสียงนายตำรวจใหญ่วางแผนจับแกนนำทุกคนที่โผล่ร่วมม็อบ จึงเล่นบทแกนนำ Work From Home    

ที่น่าสนใจ หลังตำรวจเคลียร์ม็อบ 7 สิงหา ในโลกโซเชียลกลับติดแฮชแท็ก #แบน freeyouth จนติดอันดับเทรนด์ทวิตเตอร์ สืบเนื่องจากมีเหตุเผารถรถผู้ต้องขัง แอดมินเพจเยาวชนปลดแอก ได้โพสต์ภาพพร้อมระบุว่า “ประชาชนโต้กลับ เผารถตำรวจจนสิ้นซาก”    

แม้ภายหลังทางแอดมินเยาวชนปลดแอก จะเปลี่ยนเป็นข้อความว่า “ยังไม่ทราบฝ่ายไหนกระทำ” แต่ความขัดแย้งภายในฝ่ายประชาธิปไตยก็ไม่จบ มีการติดแฮชแท็ก #แบน freeyouth และ #ม็อบพาคนไปตาย    

แนวร่วมอย่างกลุ่มดาวดิน สามัญชน ยังเสนอความเห็นว่า “ต้องช่วยกันหาเป้าหมายและวิธีการต่อสู้ที่ได้ผลมากขึ้นด้วย นี่คิดไม่ออกเลย ต้องใช้เวลาและช่วยกันคิดหลายๆ คน”    

สรุปว่า การเคลื่อนไหวแบบ “ไร้แกนนำ” ของกลุ่มเยาวชนปลดแอก-Free Youth ไร้มรรค ไร้ผล และห่างไกลชัยชนะ ในสายตาพวกเดียวกัน

++
แกนนำตัวจริง
++
กลุ่มเยาวชนปลดแอก-FreeYouth ก่อตั้งโดย “ฟอร์ด” ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และพัฒนามาเป็นกลุ่ม REDEM เป็นองค์กรเอกเทศ ไม่ได้อยู่ใต้ร่มกลุ่มราษฎร, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, กลุ่มทะลุฟ้า และกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย    

ไม่จบ "ม็อบ 7 สิงหา" มวลชนแบน "เยาวชนปลดแอก" พาคนไปเสี่ยง

ฟอร์ด ทัตเทพ แกนนำตัวจริงกลุ่มเยาวชนปลดแอก

ปัจจุบัน “ฟอร์ด ทัตเทพ” หายตัวไป แต่ก็มีเพื่อนรักทำงานเป็นแอดมินเพจเยาวชนปลดแอก-FreeYouth และคอยประสานงานกับกลุ่มต่างๆ    

ตัวละครเปิดของกลุ่มเยาวชนปลดแอกคือ “อั๋ว” จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ และผู้ร่วมก่อตั้งคณะประชาชนปลดแอก 

ไม่จบ "ม็อบ 7 สิงหา" มวลชนแบน "เยาวชนปลดแอก" พาคนไปเสี่ยง

 จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ผู้ประสานงานเยาวชนปลดแอก

ก่อนถึงวันดีเดย์ 7 สิงหา ฝ่ายประชาธิปไตยเริ่มวิจารณ์ยุทธวิธี “บุกวัง” ของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ทำนองว่าสุ่มเสี่ยง ล่อเป้า และถึงขั้นตั้งข้อหา “ขายม็อบให้ตำรวจ”    

“อั๋ว” จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ จึงออกมาชี้แจงว่า “ไม่เคยขายม็อบให้ตำรวจ หากมีหลักฐานการขายม็อบให้ตำรวจโปรดนำมาชี้แจงด้วย ที่โดนสลายการชุมนุมในหลายๆ ครั้ง เป็นเพราะมาตรการของรัฐที่ใช้ปราบปรามการชุมนุม”    

เวลานั้น “อั๋ว” ยังยืนยันว่า จะต้องไปวังให้ได้ และบอกว่า “แผนความปลอดภัย ทางออก การปฐมพยาบาล ฯลฯ มีการเตรียมไว้แล้ว”   

ถึงวันจริง แกนนำเยาวชนปลดแอกต้องย้ายเป้าหมายการชุมนุม เพราะเจอกลยุทธ์กดดันเร็วของตำรวจ ไม่ทันที่ม็อบจะตั้งลำ รถเครื่องขยายเสียงของ REDEM เข้าพื้นที่ไม่ได้ จึงออกประกาศ “แกงหม้อใหญ่” ย้ายไปทำเนียบรัฐบาล แต่เจอสกัดอีกรอบ เลยเปลี่ยนแผนไปบ้านนายกรัฐมนตรี    

คำว่า “แกงตำรวจ” เลยถูกล้อว่า “แกงกันเอง” หรือ “แกงผู้ชุมนุม” ทำให้เคลื่อนขบวนมีข้อจำกัด ประกอบกับตำรวจวางแผน “ดักทาง” ม็อบ 7 สิงหา ไว้ทุกจุด 

++
คำเตือนรุ่นพี่
++
กลางดึกคืนวันที่ 7 ส.ค.2564 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้แสดงความเห็นผ่าน Somsak Jeamteerasakul ว่า “ไม่ว่าเราจะประเมินอย่างไร (และมีความเป็นไปได้ ที่จะประเมินจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ตามแต่รสนิยม) การชุมนุมแบบ Redem นี้ ยากจะปฏิเสธว่า คงไม่อาจนำมาซึ่งชัยชนะได้ จะว่าไปแล้ว การชุมนุมแบบที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า (ถ้าไม่เลิกเสียก่อน) ก็ไม่อาจจะประสบความสำเร็จเช่นกัน การชุมนุมนั้นจำเป็นและมีประโยชน์ แต่ไม่อาจเป็นคำตอบเพียงนี้ได้”    

เมื่อ 28 ก.พ.2564 กลุ่มเยาวชนปลดแอกหรือกลุ่ม REDEM เดินขบวนไปบ้านพักนายกรัฐมนตรี ที่ ร.1 รอ.ทม. ได้เกิดเหตุปะทะกับตำรวจ พร้อมกับมีการจับกุมผู้ร่วมชุมนุมจำนวนมาก    

ตอนนั้น “ใบตองแห้ง” คอลัมนิสต์อาวุโส โพสต์เฟซบุ๊ค Atukkit Sawangsuk พูดถึงม็อบ REDEM ด้วยท่าทีเยี่ยงมิตร “ปัญหาการประสานงาน ม็อบไม่มีแกนนำ อาจต้องทบทวนกัน..”     

ดูเหมือนว่า แอดมินเพจเยาวชนปลดแอก-Free YOUTH โพสต์ ยังเชื่อว่า การชุมนุมแบบ REDEM เสมือนประชาธิปไตยทางตรงที่มวลชนร่วมกันโหวตผ่าน TELEGRAM และยังใช้กลยุทธ์ “ไร้แกนนำ” จนมาถึงม็อบ 7 สิงหา 

“ประยุทธ์” บอบช้ำไปต่อลำบาก พปชร.เล็ง “ประวิตร” นายกฯสำรอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477836

“ประยุทธ์” บอบช้ำ ไปต่อลำบาก พปชร.เล็ง “ประวิตร” นายกฯสำรอง

8 สิงหาคม 2564 – 14:10 น.

ผ่าประเด็นร้อน เมื่อ “ประยุทธ์”บอบช้ำ ไปต่อลำบาก พปชร.เล็ง “ประวิตร” นายกฯสำรอง

จากความผิดพลาดในการบริหารจัดการโควิด-19และการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล กลายเป็น ”หมัดน็อค” ที่จะทำให้รัฐนาวาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯต้องเจอมรสุมหลายด้าน โอกาสที่จะจมกลางทะเลมีความเป็นไปได้สูง

ด้วยความที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แม้นว่า กระทรวงสาธารณสุข จะเป็นโควต้าของ พรรคภูมิใจไทย ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรค ดำรงตำหน่งรองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ก็ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ อึดอัดในการบริหารงาน

จะว่าความล้มเหลวเกิดจากความไร้ฝีมือของ นายอนุทิน ก็ดูจะไม่แฟร์ เหตุเพราะพล.อ.ประยุทธ์ ได้ยึดอำนาจการบริหารจัดการโรคระบาดมาไว้กับตนจนหมดสิ้น โดยมี นพ.ปิยสกล สกลสัตยาธร เป็นคู่คิดคนสำคัญ

การจัดหาวัคซีนแบบแทงม้าตัวเดียว การผูกขาดวัคซีน ข้อกล่าวหาเหล่านี้ ตอนแรกไม่มีใครเชื่อ แต่พอมาวันนี้ทุกอย่างชัดขึ้นว่า ข้อกล่าวหาเหล่านั้นเป็นจริง แต่กว่าจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้มันก็ช้าไปเพราะโรคระบาดได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ

สภาพคนตกงาน ร้านรวงเจ๊ง คนป่วยไม่มีเตียง รอตายข้างถนน มันเป็นสภาพที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น หากผู้นำไม่มีความประมาทในตั้งแต่ต้น

ยิ่งมาเสียรังวัดในการออกคำสั่งฉบับที่29 แล้วศาลแพ่งวินิจฉัยว่าเป็นการออกคำสั่งโดยมิชอบในการปิดปากสื่อ ปิดปากประชาชนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้อาการหนักกว่าเดิม

สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนว่าการบริหารภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เลยทำให้กระแสการขับไล่ประยุทธ์ดังยิ่งขึ้น เกิดปรากฎการณ์คนที่เคยเชียร์ คนที่เคยสนับสนุน พากันลงถนนไปยืนฝั่งตรงข้าม

ศึกนอกประชิดรั้วทำเนียบฯทุกวัน ขณะที่ศึกในก็ดูจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะความหวาดระแวงกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพลังประชารัฐ ภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ ทวีมากยิ่งขึ้น นับแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณ และลามมาถึงการจัดหาวัคซีน ที่ถูกมองว่ามีความ ”เหลื่อมล้ำ”

แต่ธรรมชาติของรัฐบาลผสมหลายพรรค ที่มักจะลงรอยกันด้วยผลประโยชน์ ก็ยังพากันฝ่ากระแสลมไปได้ ยังไม่มีพรรคไหนโดดเรือหนี รอจังหวะจวนตัวจริงๆ

แต่ปัญหาสำคัญตอนนี้ไปเกิดกับพรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐ ที่กำลังจัดทัพเตรียมเลือกตั้ง เพื่อกลับมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้

หลังจากที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค ก็มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเลือกตั้ง วางคนวางตำแหน่งเอาไว้

เพราะต่างทราบดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ ยิ่งไปเพิ่มคะแนนนิยมให้พรรคฝ่ายค้าน โอกาสที่ พปชร.จะชนะเลือกตั้งนั้นริบหรี่ลงเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นความพยายามของ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องการผลักดันให้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ ข้ามห้วยไปดำรงตำแหน่งปลัดมหาดไทย เพื่อทำงานแต่มือกับ ปลัดฉิ่ง ฉัตรชัย พรหมเลิศ ที่กำลังจะเกษียณ และมีพรรคการเมืองสำรองเอาไว้เป็นกรณีฉุกเฉิน

แต่ถูกเบรกโดยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พี่เลิฟของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ยอม โดยไม่สนใจว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเช่นไร เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ ก็คงจะพอเท่านี้ หรือหากไม่พอ โอกาสที่จะกลับมาอีกก็คงยาก

ประกอบกับ พล.อ.อนุพงษ์ หวาดระแวงว่า ร.อ.ธรรมนัส จะมาแย่งเก้าอี้รมว.มหาดไทย ด้วยแล้ว และยิ่ง นายจตุพร วิ่งไปให้ร.อ.ธรรมนัส ช่วยยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับพล.อ.อนุพงษ์

“พี่ป๊อกทำแบบนี้ ก็ทำให้คนทำงานลำบาก คนที่ทำเพื่อค้ำบัลลังก์ เหนื่อยแน่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า” แหล่งข่าวในพปชร.บ่นเสียงดังๆ

อย่างไรก็ตาม ในพรรคพลังประชารัฐ ณ วันนี้เริ่มพูดคุยกันมากขึ้นว่า หากสถานการณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สู้ดี และบริหารประเทศไปแบบนี้ บอบช้ำมากๆ ถ้าส่งพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีก โอกาสแพ้สูง และหากพล.อ.ประยุทธ์ จะเอาอีก พปชร.ก็จะลำบาก

จึงมีความพยายามจะหาคนมาเป็นตัวสำรองเผื่อเอาไว้กรณีดังกล่าว ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครนอกจาก พล.อ.ประวิตร จะขยับขึ้นมาเป็นแคนดิเดต นายกฯของพลังประชารัฐเท่านั้น

เกมเหล่านี้ จะเป็นการพิสูจน์ฝีมือของ “ธรรมนัส” ว่าจะใช้ความเป็นคนใจถึงพึ่งได้ มากอบกู้สถานการณ์ได้หรือไม่

กลับบ้าน “ทักษิณ” ไม่เลือกแนวทาง “7 สิงหา” จบที่โต๊ะเจรจา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477741

กลับบ้าน “ทักษิณ” ไม่เลือกแนวทาง “7 สิงหา” จบที่โต๊ะเจรจา

7 สิงหาคม 2564 – 17:49 น.

ม็อบสิงหา ‘ทักษิณ’ ชี้คาร์ม็อบดีกว่าม็อบอนาธิปไตย มั่นใจเจรจาจบกลับบ้าน คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

ปกติคิวของ “โทนี่” หรือ ทักษิณ ชินวัตร จะมาพบเอฟซีชินวัตร อังคารเว้นอังคาร แต่ก่อนวันถึงการนัดหมายชุมนุมใหญ่ “ม็อบ 7 สิงหา” ของ กลุ่มเยาวชนปลดแอก และเครือข่าย โดย “โทนี่” มีนัดหมายกับกลุ่มแคร์ในค่ำวันที่ 6 ส.ค.2564 ตั้งวงขันโตกความคิด พูดจาภาษาคนเมือง 

คลับเฮาส์ฉบับคนเมือง “ขันโตกความคิด” โทนี่ ต้องการสื่อสารกับคนบ้านเดียวกัน และฐานคะแนนของเขา ตั้งแต่สมัยไทยรักไทย จนมาถึงเพื่อไทย คาดเดาว่า ครั้งต่อไป คงจะถึงคิวภาคอีสาน สรุปใจความสำคัญของโทนี่ครั้งล่าสุดคือ การช่วงชิงเยาวชนคนรุ่นใหม่ และหย่าศึกเพื่อไทยกับก้าวไกล

ทักษิณหรือโทนี่รู้ดีว่า ถ้อยวลี “สู้ไปกราบไป” เป็นจุดอ่อนของเขาในสายตาเยาวชนสามนิ้ว เขาจึงต้องพยายามอธิบายให้เด็กๆ เห็นว่า ไม่ได้ขวางแนวคิดคนรุ่นใหม่ แต่กังวลเรื่องวิธีการ

กลับบ้าน "ทักษิณ" ไม่เลือกแนวทาง "7 สิงหา" จบที่โต๊ะเจรจา

คลับเฮาส์สำหรับชาวเหนือ

ปลอบใจเด็ก

การปรากฏตัวของทักษิณในนาม “โทนี่” ก็มีเป้าหมายที่จะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เพราะแกนนำม็อบสามนิ้ว ล้วนแต่เติบโตในยุคทหารครองเมือง พวกเขาไม่ได้สัมผัสกับความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย และนโยบายประชานิยม   “ผมรู้ว่าจิตลึกๆ ของคนรุ่นใหม่มองไม่เห็นอนาคตตัวเองในประเทศไทย การมองไม่เห็นอนาคตตัวเองผู้ใหญ่วันนี้ ถ้าเป็นผมจะเรียกเด็กๆเหล่านี้ไปจับเข่าคุยกัน อะไรคืออนาคตที่เขาอยากเห็น ทำได้คืออะไร ทำไม่ได้คืออะไร มันดีกว่า  เพราะเด็กคือลูกหลานเราทั้งนั้น” 

ทักษิณเสนอว่า การต่อสู้ของเยาวชนต้องมียุทธศาสตร์ มีจังหวะก้าว ฉะนั้น เขาจึงไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนขบวนไปวัง หรือแนวทางที่สุ่มเสี่ยง “จะประท้วงก็ประท้วงให้อยู่ความสันติ เช่น คาร์ม็อบ ผมว่าดีเข้าท่า”  ด้วยเหตุนี้ ทั้งณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ จึงกระโจนเข้าร่วมคาร์ม็อบกับ “บก.ลายจุด” 

จบที่โต๊ะเจรจา

ตลอดเวลา 15 ปีที่ทักษิณ ชินวัตร จากเมืองไทยไปอยู่ต่างแดน ได้กลับเข้ามากราบแผ่นดินในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะปักหลักอยู่ยาวในต่างแดน 

“ทุกอย่างต้องจบลงบนโต๊ะเจรจา เพราะแม้แต่สงครามโลกยังจบลงที่โต๊ะเจรจา” คำพูดประโยคนี้ ของทักษิณ ถูกสื่อสารผ่านสำนักข่าวต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ยามที่เขาถูกถามว่า จะได้กลับเมืองไทยเมื่อใด?

ล่าสุดในวงคลับเฮาส์ “ขันโตกความคิด” ทักษิณหรือโทนี่ ก็หลุดคำพูดนี้มาอีกครั้ง “…การเมืองความคิดต่างเป็นเรื่องธรรมดา แต่การแลกเปลี่ยนความคิดกันเป็นวิธีเดียวที่จะสันติ สงครามไม่เคยจบบนสนามรบ สงครามจบบนโต๊ะเจรจาทุกสงคราม”  นี่คือหลักคิดของทักษิณ ในการหาทางกลับบ้าน ซึ่งสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ส.ส.เพื่อไทย พยายามเดินหน้าเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย แต่ก็ถูก กปปส.ขวาง จนเกิดม็อบใหญ่และรัฐประหาร 2557 ตอนนั้น มีรายงานเบื้องหลังข่าวว่า ทักษิณถูกหลอก “ดีลล่ม” อะไรทำนองนี้ อันหมายถึงว่าการเจรจาไม่จบ

กลับบ้าน "ทักษิณ" ไม่เลือกแนวทาง "7 สิงหา" จบที่โต๊ะเจรจา

ยืนยันกลับบ้านแน่ ไม่มีดีลลับ 

เมื่อ “คำผกา” ตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่จะกลับบ้าน คนเหนือคิดถึง อยากให้กลับมา “โทนี่” ตอบว่า อยากกลับตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ขอดูเวลาให้เหมาะเจาะ แล้วจะกลับเมื่อไหรจะบอก

“หลายคนไปตกใจที่ลูกขึ้นแคปชั่นคัมมิ่งซูน อันนั้นคือลูกๆ จะทำเซอร์ไพรส์ผม โดยการทำเว็บไซต์ให้ โดยเป็นเว็บที่รวบรวมข้อคิด แนวคิด และแนวทางในการดำเนินชีวิตของผมไว้ ขอเคลียร์ว่า ผมไม่มีดีลกับใครเลย นั่งรอมาหลายสิบปีไม่มีใครมาดีลเลย ทุกวันนี้มีแต่ดีลกับลูกว่าเมื่อไหร่จะมาหา..”

 เที่ยวนี้ ทักษิณพูดถึงเรื่อง “กลับบ้านแน่” ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ติดต่อกันหลายครั้ง คล้ายกับว่าการเจรจาบนโต๊ะจบแล้ว

เสียงจาก “clubhouse” บอกว่า “เรายังมีหวัง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477709

เสียงจาก “clubhouse” บอกว่า “เรายังมีหวัง”

7 สิงหาคม 2564 – 13:43 น.

ชีวิตยังมีความหวัง #ม็อบ 7 สิงหา เบนเป้า แกงหม้อใหญ่ ไ่ม่ไปสำนักพระราชวัง หลังโทนี่ส่งสัญญาณผ่าน #clubhouse

ความเคลื่อนไหว ทางการเมืองทั้งในและนอกสภา เป็นกระบวนการที่สอดประสานกันอย่างมีนัยยะ   เมื่อคนเลือกพรรค พรรคก็ต้องสนองตอบต่อศรัทธา ของคนที่เลือกเข้ามา  จากอนาคตใหม่  มาเป็นก้าวไกลและแตกออกไปเป็นกลุ่มก้าวหน้า ล้วนมีฐานที่มาจากคนรุ่นใหม่ ดอกส้มสีทอง เรยา ฟ้ารักพ่อ ส่งให้ ธนาธร กลายเป็นขวัญใจในฐานะพ่อของฟ้า จนมาสู่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 

เสียงจาก "clubhouse" บอกว่า "เรายังมีหวัง"

หากย้อนกลับในปี 52 ,53  ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ในบรรดาหัวกระบวน นปช. นอกจากจตุพร พรหมพันธ์ ก็มี ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อยู่เคียงข้างในฐานะหัวหมู่ทะลวงฟัน ขวัญใจคนเสื้อแดง ครั้นเมื่อนปช.  ถูกสลายลง  บทบาทของสมบัติ บุญงามอนงค์
ก็เด่นชัด จากกิจกรรมผูกผ้าแดง แยกราชประสงค์ – กินแม็ค- สู่คาร์ม็อบ 

เสียงจาก "clubhouse" บอกว่า "เรายังมีหวัง"

กลุ่มประชาชนไม่ทน กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมือง กลุ่มเยาวชนปลดแอก
มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1.ให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากนายกรัฐมนตรี 2.ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้ง สสร. และแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ ไม่มีข้อยกเว้น 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์  ซึ่งพรรคก้าวไกลนั้น เห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มมวลชน    ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองทั้ง 3 ข้ออย่างชัดเจน

ขณะที่ท่วงทำนองและท่าทีของพรรคเพื่อไทย ยอมรับข้อเสนอนี้ได้เพียง เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์      ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีเงื่อนไขไม่แก้หมวดหนึ่งและหมวดสอง คือไม่แตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์

พรรคก้าวไกล ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มฮาร์ดคอร์ เพราะมีดีกรีความเคลื่อนไหว   ที่เข้มข้นกว่า   ย่อมเป็นธรรมดาที่พรรคเพื่อไทยต้องปรับขบวนกัน  เพื่อไม่ให้เสียตลาดมวลชนฐานเสียงดั้งเดิมของพรรค

เสียงจาก "clubhouse" บอกว่า "เรายังมีหวัง"

ความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล เกิดขึ้นมา         หลายครั้ง แม้ว่าทั้ง 2 พรรคจะมีจุดยืนและอุดมการณ์ที่เรียกตัวเองว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตยเหมือนกันแต่ดีกรี ความเข้มข้นไม่เท่ากันจึงปรากฏอาการ              ชิงไหวชิงพริบกัน ทั้งในและนอกสภา 

เพื่อไทยอาจเพลี่ยงพล้ำที่เห็นด้วยกับการ ตัดงบประมาณไปไว้ ในงบฯกลาง 
แต่ประสบการณ์ ขับเคลื่อนมวลชน มีมากกว่า   แม้ใครจะปรามาสว่าสู้ไป  กราบไป 
แต่สำหรับเพื่อไทยนี่ยังไม่ใช่เวลาจะหักด้ามพร้าด้วยเข่า“เพราะเราต้องมีความหวัง”   ม็อบไม่ควรบุกพระราชวัง จึงเป็นเสียงที่ดังออกมาจากคลับเฮาส์  

เสียงจาก "clubhouse" บอกว่า "เรายังมีหวัง"