วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.” ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475497

วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.”ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้

22 กรกฎาคม 2564 – 15:15 น.

วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.”ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ อย่าให้คนนอกมองว่าชื่อชั้นระดับ “ตรีนุช เทียนทอง” อยู่ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีศึกษาฯ” เพื่อรอวันจาก..

ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ มีหลายจังหวัดที่ ศบค.จังหวัด ประกาศปิดโรงเรียน ยกจังหวัด บางจังหวัดปิดยาวไม่มีกำหนด บางจังหวัดปิด 7 วัน 14 วัน แตกต่างกันไป ตามที่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ชอบอ้างและหวังให้เป็นเช่นนั้น คือ เป็นไปตามดุลพินิจ และบริบท ของแต่ละพื้นที่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีคำถามย้อนกลับมาว่า การที่นักเรียนบางจังหวัดหยุดเรียน บางจังหวัดได้เรียน แม้จะไม่ต่อเนื่องเพราะเปิดเรียนมาตอนไหนก็มีผู้ปกครองหรือนักเรียนติดโควิด ทำให้ต้องปิดเรียนอีกรอบอยู่ร่ำไป จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา อย่างที่ ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ชอบกล่าวถึงหรือไม่

เมื่อการจัดการเรียนการสอนไม่มีความแน่นอน การสั่งการที่ไม่ชัดเจน ชอบผลักภาระให้กับผู้ปฎิบัติโดยอ้างดุลพินิจและบริบทในแต่ละพื้นที่ เมื่อ “ตรีนุช” อาสาเข้ามารับหน้าที่ “รมว.ศธ.” ต้องทราบถึงบริบทของกระทรวงศึกษาธิการ แบบองค์รวม หรือ ภาพใหญ่ ที่ควรจะเป็น

และเมื่อถึงเวลาคับขัน “รมว.ศธ.” ต้องสามารถตัดสินใจเลือกแนวทาง ที่จะทำให้การศึกษาของชาติได้รับผลกระทบและเสียหายน้อยที่สุด เพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้เดินหน้าต่อไป

ไม่ใช่การสั่งการแบบที่เป็นอยู่ กระทรวงศึกษาธิการมอบให้โรงเรียน ใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจตามบริบทของแต่ละพื้นที่ แปลตามตรงมันคือการผลักภาระ การข้ามขั้นตอน จากสูงสุด ไปถึงระดับปฏิบัติในคราวเดียว แล้วจะมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)เอาไว้ทำไม

ระยะเวลาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นมาแล้วเกือบ 3 ปี ไม่รู้กี่ ระลอก กระทรวงศึกษาธิการก็ทำได้แค่ สำรวจข้อมูล ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทาง ไม่เคยมีความชัดเจนในวิธีปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนเสียโอกาส และมองไม่เห็นอนาคตของการศึกษาไทย

อยากขอให้ “ผู้บริหารระดับสูง” หรือ ” 5 เสือศธ.” งดกิจกรรมที่ไม่สำคัญ ติดตามการปฏิบัติงานของสำนักงานเขตพื้นที่และโรงเรียนอย่างจริงจัง เป็นไปได้อาจจะแอบมาดูในพื้นที่บ้างก็ได้ อาจจะทำให้ “5เสือศธ.” เปลี่ยนทัศนะคติในการทำงานบ้างก็ได้ อย่าเชื่อในสิ่งที่ท่านได้ฟังจากข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ลองพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วจะเห็นความจริง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการทำงานของครูและบุคลกากรทางการศึกษาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทุกข้อมูลที่ “รมว.ศธ.” ได้รับทราบจากรายงานของข้าราชการผู้ใกล้ชิด เปรียบไม่ได้แม้เสี้ยวหนึ่งของความจริง

การสั่งการแบบบังคับ จะเอาให้ได้ ต้องเป็นแบบนี้ เพื่อเอาใจเจ้านายระดับสูง ยกตัวอย่าง เช่น การประเมินความพร้อมของโรงเรียน ผ่าน Thai stop covid+ ถ้าผลการประเมินโรงเรียนเป็นสีเขียวทั้งประเทศแบบที่รมว.ศธ.ได้รับรายงานแล้วทำไมนักเรียนติดโควิด-19

การที่ท่านมีคำสั่งให้ครู เวิร์คฟอร์มโฮม ในระดับสูงสุด ขอค้านว่า ไม่มีโอกาสเป็นจริง ท่านแอบมาที่โรงเรียนไหนก็ได้ที่ใกล้ที่สุด รมว.ศธ.จะพบว่า ครูปฏิบัติงานที่โรงเรียนครบทุกคน แม้กระทั้งเรียนออนไลน์ สอนออนไลน์ครูก็ต้องมาสอนออนไลน์ที่โรงเรียน ส่วนเด็กนักเรียนก็ให้เรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านกับครอบครัว แล้วแบบนี้รมว.ศธ.จะแก้ปัญหายังไง

นอกจากนั้นยังมีสถานศึกษาที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการอีกมากมาย ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามแนวทางของ ศบค. มีสถานศึกษาบางแห่งในระดับอาชีวะศึกษา กักตัวนักศึกษาไว้นานนับเดือน เพื่อที่จะรอเรียนภาคปฏิบัติ หรือ ON-SITE โดยไม่สนใจต่อสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มจะรุนแรงและเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.”ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด ก่อนที่จะสายเกินไปว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ อย่าให้คนนอกมองว่าชื่อชั้นระดับ “ตรีนุช เทียนทอง” อยู่ในตำแหน่ง “รมว.ศธ.” เพื่อรอวันจากไปเท่านั้น นะขอบอก!!

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ “สิงหามรณะ” รัฐบาลแพแตกโควิดระบาดหนัก-ม็อบรวมตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476989

“ซินแสเข่ง”ผ่าดวงวิกฤติ”สิงหามรณะ”รัฐบาลแพแตกโควิดระบาดหนัก-ม็อบรวมตัว

2 สิงหาคม 2564 – 17:40 น.

“ซินแสเข่ง”ผ่าดวงวิกฤติรัฐบาลแพแตกจะอยู่หรือจะไป “สิงหามรณะ” โควิดระบาดหนัก-ม็อบรวมตัวจุดเชื้อไม่ยำเกรง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”ประยุทธ์”โดดเดี่ยว”บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก”ลอยตัว แนะนายกฯเด็ดขาดปราบโควิดจบก่อนสิ้นปี64

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ ชี้ชะตารัฐบาลถึงจุดวัดดวง สิงหาเดือนมรณะ ปะทะดวงเมือง ระวังวิกฤติหนักปะทะเดือด รัฐบาลแพแตกว่าจะอยู่หรือจะไป วิกฤติทั้งเศรษฐกิจทรุด กับสถานการณ์ที่อาจจะรุนแรง เพราะตกดวงปะทะแตกแยก ตายจาก วุ่นวาย สับสน

พรรคร่วมรัฐบาลระส่ำสับสนเตรียมสละเรือท่ามกลางมรสุมหนัก ทั้งไวรัสโควิด ระบาดหนักแพร่กระจายคนตายเพิ่ม กลุ่มม๊อบรวมตัวจุดเชื้อไม่ยำเกรง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน  แพร่กระจายเชื้อโรคระบาดเพิ่ม จับตารัฐบาล ภาครัฐ ที่จะเด็ดขาดหรือไม่เพื่อประชาชนส่วนใหญ่ที่รอคอยความหวัง

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติชี้ชะตารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะอยู่หรือจะไป สิงหาเดือนมรณะ ปะทะดวงเมือง รัฐบาลแพแตกเสียงแตกระส่ำ

ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิดที่ยังไม่หยุดนิ่ง คนตายเพิ่ม วิกฤติเศรษฐทรุดหนัก รัฐบาลคะแนนเสียงตก เจ้าหน้าที่รัฐปล่อยเกียร์ว่างทำงานไม่เต็มที่ นายกฯ เหมือนหัวเดียวกระเทียมหลีบ บิ๊กป้อม บิ๊กป๊อกขัดแย้งลอยตัวเหนือปัญหา 

รองนายกฯ รมต. สาธารณะสุข อนุทิน ต้องเชื่อนายใหญ่ของพรรคกำกับเพราะเกรงฐานเสียงสะเทือน ส่วนประชาธิปัตย์ กลายเป็นประเภทนกสองหัว เละเทะทั้งพรรค สุดท้ายอาจตัวใครตัวมัน

เตรียมสละเรือแล้วนายกฯจะโดดเดี่ยว หากไม่ตัดสินใจเด็ดขาด แสดงศักยภาพรัฐบาล เพื่อกู้สถานการณ์ให้กลับมาเป็นปกติของบ้านเมืองก่อน เพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ส่วนโรคระบาดต้องปล่อยให้แก้ไปตามยะถากรรมจนกว่าจะหายเองเพราะควบคุมไม่ได้อาจต่อเนื่องถึงสิ้นปี หรือนานกว่านั้น

ซินแสเข่ง สรุปท้ายสุด กับดวงสถานการณ์ ทั้งเศรษฐกิจ และปัญหาบ้านเมือง หากไม่ลงตัวในเดือนสิงหาคม ที่จะเป็นเดือนของการชี้ขาด ของรัฐบาล กับกลุ่มผู้สร้างความวุ่นวายกับความหายนะ ยั่วยุให้นายกฯ ประยุทธ์

และภาครัฐต้องออกมาใช้อำนาจกำลังปราบปรามให้เด็ดขาด และต้องสรุปการบริหารการป้องกันควบคุมหยุดหยั้งโรคระบาดโควิด 19 ให้เห็นรูปธรรมภาพที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อหยุดหยั้งก่อนสิ้นปี 2564

‘ม็อบตู่’ ทำอะไร ในสมรภูมิดินแดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/476950

‘ม็อบตู่’ ทำอะไร ในสมรภูมิดินแดง

2 สิงหาคม 2564 – 13:40 น.

“ม็อบ 1 สิงหา” เหตุปะทะดินแดง กังขา “ม็อบจตุพร” เปิดเวทีปราศรัยหน้าบ้านประยุทธ์ทำไม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

คาร์ม็อบหรือ #ม็อบ 1 สิงหา จบด้วยเหตุปะทะ ระหว่างเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนกับผู้ชุมนุมวัยรุ่น(กลุ่มจักรยานยนต์) ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ตั้งแต่ช่วงเย็น ไปจนถึงสองทุ่ม เจ้าหน้าที่ได้ยิงแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม และเคลียร์พื้นที่ไปจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

บก.ลายจุด หรือสมบัติ งามบุญอนงค์ แกนนำจัดคาร์ม็อบ ได้ย้ำในคลับเฮาส์ว่า เมื่อขบวนผ่านแนวรั้วของกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1 ทม.รอ.) ซึ่งมีการวางแนวตู้คอนเทนเนอร์และรั้วลวดหนามสกัดไว้ ขอให้ขับผ่านไปเลย อย่าจอดรถปราศรัย อย่าเอาปะทะ

จากการตรวจสอบข่าวที่นำเสนอในช่วงเหตุเกิดความวุ่นวายที่ดินแดง พบว่า มีรถบรรทุกของกลุ่มไทยไม่ทน จอดปราศรัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว ประมาณช่วง 17.00 น.

แม้ “ตู่” จตุพร พรหมพันธ์ แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย จะอยู่ในเรือนจำ แต่ “เจ๋ง ดอกจิก” ยศวริศ ชูกล่อม ก็ได้รับบทบาทผู้นำชั่วคราว และนำขบวนไทยไม่ทนเข้าร่วมคาร์ม็อบ

ขบวนคาร์ม็อบไทยไม่ทน ออกสตาร์ทหน้าปั๊ม ปตท.ถนนเลียบด่วนรามอินทรา มุ่งหน้าวิภาวดี เมื่อผ่านแนวรั้วของ ร.1 ทม.รอ. ได้เปิดปราศรัยโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากมีบ้านพักรับรองของ พล.อ.ประยุทธ์

ขณะเดียวกัน บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลทหารผ่านศึก มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้เดินทางเข้ามาปักหลักในพื้นที่ กิจกรรมไล่ประยุทธ์

เวลา 17.30 น. ตำรวจควบคุมฝูงชน นำกำลังออกมาจากซอยพหลโยธิน 2 ข้าง รพ.ทหารผ่านศึก กดดันให้ผู้ชุมนุมยุติการทำกิจกรรม

เวลา 17.42 น. ผู้ปราศรัยบนรถบรรทุกของกลุ่มไทยไม่ทน ประกาศยุติการชุมนุม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุบานปลาย แต่หลังจากนั้น ได้เกิดเหตุปะทะชุลมุนวุ่นวายอยู่นานกว่า 3 ชั่วโมง สถานการณ์จึงยุติ

สำหรับม็อบ 1 สิงหา มีหลายขบวนหลายกลุ่ม โดย “บก.ลายจุด” พยายามสื่อสารผ่านคลับเฮาส์ แต่ก็ทำได้เฉพาะบางขบวนเท่านั้น

++

รอวันคืนสังเวียน

++

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2564 มีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2564 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564 ปรากฏว่า จตุพร พรหมพันธุ์ ได้เข้าเกณฑ์พระราชทานอภัยโทษ จะได้รับการปล่อยตัวภายในเดือน ส.ค.นี้ หลังจากเข้ารับการอบรมโคก หนอง นา โมเดล

จตุพรต้องรับโทษจำคุกต่อ 11 เดือน 16 วัน คดีหมิ่นอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และก่อนเข้าเรือนจำ จตุพรได้โทรศัพท์ไปหา “บ.ก.ลายจุด” ฝากฝังภารกิจไล่ประยุทธ์ ให้ขบวนคาร์ม็อบดำเนินการต่อ และขอให้ประสบความสำเร็จ

ดังที่ทราบกัน จตุพรนำกลุ่มไทยไม่ทนลงถนน เจอสถานการณ์ “ม็อบจุดไม่ติด” เพราะบรรดา 30 องค์กรฝ่ายประชาธิปไตยที่เข้าร่วมในนามคณะสามัคคีประชาชนฯ มีแต่ “หัว” กับ “ชื่อ” ไม่มีมวลชน

ขบวนคาร์ม็อบไทยไม่ทน

ปี 2564 สถานการณ์เปลี่ยน ไม่ใช่ยุคคนเสื้อแดง ไม่ใช่เวลาของแกนนำมวลชนยุคทีวีดาวเทียม นี่คือสัจธรรมของแกนนำมวลชน

++

พระเอกเสื้อแดง

++

ต้องยอมรับว่า คาร์ม็อบ 1 สิงหา สื่อส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่ “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งนำทีมคาร์ม็อบคนเสื้อแดงลงถนนอย่างคึกคัก มีพิธีกรรมเล็กๆน้อยๆ ก่อนเคลื่อนขบวน

วันเดียวกัน ในเฟซบุ๊คของณัฐวุฒิ ได้อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องสวมเสื้อแดง มีตัวหนังสือคำว่า “ไพร่” ติดหน้าอก

“ไอ้ควายแดง บ้านนอก โง่ ไร้การศึกษา ถูกเขาหลอกมา ม็อบรับจ้าง ไอ้ก่อการร้ายพวกนี้ไงถูกยิงตายเกลื่อนบางกอกสิบกว่าปีก่อน มันยังอยู่ ถูกเขาไล่ฆ่า จับขัง ดูถูกเหยียดหยามยังยืนหยัดกัดฟันสู้ วันนี้พวกมันกลับมาแล้ว..”

ลีลาพระเอก เสื้อแดงของเต้น

“เต้น” แกนนำ นปช. เคยตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับเรื่องจะกลับสู้บนท้องถนนอีกหรือไม่ “มันเป็นคนละยุคสมัยกันแล้ว ผมไม่เคยคิดที่จะหยุดต่อสู้ แต่การจะกลับไปบนถนนหรือเวที ขอให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนด ผมไม่ได้แทงกั๊กหรือเล่นตัว แต่มันเป็นเรื่องของยุคสมัย”

ทำไม “เต้น” กระโจนเข้าร่วมคาร์ม็อบในเวลานี้ คงหาคำตอบได้ไม่ยาก เมื่อ “โทนี่” ออกมาเร่งเกมเปลี่ยนม้ากลางศึก ผ่านคลับเฮาส์เกือบทุกสัปดาห์

ผ่านฉลุย “กมธ.งบฯ” เห็นชอบ 1.63 หมื่นล้านเข้า “งบกลาง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476980

ผ่านฉลุย” กมธ.งบฯ “เห็นชอบ 1.63 หมื่นล้านเข้า”งบกลาง”

2 สิงหาคม 2564 – 16:23 น.

ผ่านฉลุย” กมธ.งบฯ “เห็นชอบ 1.63 หมื่นล้านเข้า”งบกลาง” 35 เสียงเห็นชอบมีเพียง 7 เสียง จากฝ่ายค้าน “ก้าวไกล”- ” ประชาชาติ” ไม่เห็นด้วย ” ศิริกัญญา ” ก้าวไกล ชี้ไม่เหมาะสมในการแปรคืนงบประมาณเป็น”งบกลาง”อ้างสู้” โควิด”

วันที่ 2 สิงหาคม น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ กมธ.มีวาระประชุมเพื่อลงมติแปรคืนงบประมาณที่ได้ตัดมาจำนวน 16,300 ล้านบาท ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้แปรงบประมาณจำนวน 16,300 ล้านบาทเข้าสู่งบกลางทั้งหมด

โดยองค์ประชุมในวันนี้มี 45 คน เห็นด้วย 35 เสียง ไม่เห็นด้วย 7 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง โดยมีนายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองประธาน กมธ. ทำหน้าที่ประธานในการประชุม

สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วย คือ พรรคก้าวไกลทั้ง 6 คน และพรรคประชาชาติ 1 คน ได้แก่ 1.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล 3.น.ส.วรรณวิภา ไม้สน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4.น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม.

5.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 6.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ 7.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาชาติ

ก่อนหน้านี้ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 เปิดเผยว่า ในการประชุมกมธ.งบประมาณ เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา มีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาลงมติแปรคืนงบประมาณที่ได้ตัดมาทั้งหมดประมาณ 16,300 ล้านบาท

โดยมีการยื่น 2 ญัตติ ซึ่งญัตติแรกยื่นโดยนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.พลังประชารัฐ ในฐานะ กมธ.งบประมาณฯ ที่ยื่นญัตติเพื่อแปรงบประมาณไปที่งบกลางประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือแบ่งเป็น 2 พันล้านบาทจะไปที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น

ขณะที่จำนวนหนึ่งกระจายไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานอัยการสูงสุด และมีหน่วยงานอื่นๆ อีกเล็กน้อย

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตนได้เสนอญัตติให้แปรงบประมาณ 16,300 ล้านบาท ไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อชดเชยรายได้ภาษีที่ดินที่หายไปจากการลดอัตราภาษีที่ดินในช่วงปี 63-64 มูลค่า 13,200 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะถูกแปรไปยังสำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพ 860.24 ล้านบาท

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 631.73 ล้านบาท กองทุนการออมแห่งชาติ 460 ล้านบาท กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร 500 ล้านบาท กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี 100 ล้านบาท กองทุนช่วยเหลือเกษตรกร 100 ล้านบาท และกองทุนประกันสังคม 509.61 ล้านบาท

ซึ่งญัตติของตนที่ตั้งขึ้นได้ผ่านการเจรจาต่อรองกับกรรมาธิการทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลหลายคน จนสามารถได้เสียงจากฝ่ายรัฐบาลมาส่วนหนึ่งแต่ไม่เด็ดขาดมากพอ ทำให้สุดท้ายการลงญัตติทั้งสองญัตติไม่ประสบความสำเร็จทำให้ต้องมีการนัดประชุมอีกครั้งในช่วงบ่ายวันนี้ เวลา 13.30 น. เพื่อลงมติดังกล่าวกันอีกครั้ง

“ญัตติที่จะแปรไปยังงบกลางไม่เหมาะสม อาทิ การที่จัดสรรงบกลางไปเพิ่ม 1 หมื่นล้านบาท แม้จะเหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหาโควิด แต่สภาฯเพิ่งจะอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะเพิ่มเงิน 1 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญแม้ว่าจะใช้งบกลางหมดแล้ว แต่รัฐบาลยังมีเงินสำรองจ่ายอีก 5 หมื่นล้านบาท ตามพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาโควิด ไม่ใช่ว่าเราไม่มีเงิน และเราไม่จำเป็นที่จะใส่เงินที่เราตัดได้ไปไว้ในงบกลางเพิ่ม อีกทั้งงบกลางเป็นรายการที่มีการตรวจสอบได้ยากจากฝ่ายค้าน เพราะมีอำนาจเต็มของนายกฯที่จะอนุมัติงบประมาณไปโครงการต่างๆ จากงบกลางโดยเฉพาะเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น

รวมทั้งที่ผ่านมาก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานต่างๆ ในการให้ข้อมูล จึงเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบ แม้แต่สำนักงบประมาณของรัฐสภา ก็จัดทำรายงานวิเคราะห์งบประมาณก็มีข้อมูลเดือนมี.ค. 64 เท่านั้น” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานต่างๆ ขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ดังนั้นเงินจึงไม่ใช่ว่าไม่ใช่ที่ไป เพราะมีหลายงานที่ขาดงบประมาณในปีนี้ เนื่องจากตั้งงบประมาณลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งสมควรและเหมาะสมมากกว่าที่จะอยู่ในงบกลาง

ตอนแรกมีการตั้งว่าจะคืนงบไปในงบกลาง 1 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมีกรรมาธิการส่วนหนึ่งจากพรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นด้วยก็มีการเจรจาต่อรองและปรับลดเหลือ 5 พันล้านบาท

“ถามว่านี่คืออะไร จะเป็นแบบไหนก็ได้ที่ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ชัดเจน หรือมีหลักเกณฑ์ว่าจะใช้เงินส่วนนี้แค่ไหนอย่างไร หรือเป็นเพียงแค่การเตรียมงบประมาณไว้สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น”

“ขอให้ช่วยกันคืนงบของประชาชนเพื่อสวัสดิการของประชาชน อย่านำเงินงบเป็นเช็กเปล่าให้นายกฯ  จะนำข้อมูลดังกล่าวไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย”

“ศาลฯ” ย้ำชัด “คดีลูกชายบิ๊กตุลาการ” ทะเลาะวิวาท พิจารณาเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476970

“ศาลฯ”ย้ำชัด “คดีลูกชายบิ๊กตุลาการ”ทะเลาะวิวาท พิจารณาเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

2 สิงหาคม 2564 – 15:27 น.

“โฆษกศาลฯ “ย้ำชัด “คดีลูกชายบิ๊กตุลาการ”ทะเลาะวิวาทตีหัวพ่อนักแสดงหนุ่มเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อคดีถึง”ศาล”จะพิจารณาเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ยันไม่มีใครใช้ตำเเหน่ง กระทำโดยมิชอบได้

กรณีเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. วันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา นายสุรศักดิ์ พุ่มโพธิงาม อายุ 58 ปี พ่อของนายณวัชร์ พุ่มโพธิงามหรือไวท์ ดารานักแสดงหนุ่ม ถูกคู่กรณีทำร้ายร่างกายด้วยการตีศรีษะ ชกต่อย และยังตบหน้ามารดาของนาย ณวัชร์ หลังเกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนกันจนต้องหยุดรถเพื่อตกลงกัน บริเวณเชิงสะพานข้ามคลองมหาสวัสดิ์ ถนนราชพฤกษ์ ต.มหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

ต่อมานายสุรศักดิ์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีคู่กรณีกับพนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย แล้ว โดยมีรายงานข่าวว่าคู่กรณีดังกล่าวเป็นบุตรชายของข้าราชการระดับสูงในศาลยุติธรรมความคืบหน้าเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 2 ส.ค.นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า กรณีวิวาททำร้ายร่างกายบริเวณถ.ราชพฤกษ์ที่มีการกล่าวอ้างว่าคู่กรณีเป็นลูกของบุคลากรศาลยุติธรรมนั้น เมื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคลและมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดีตามกฎหมายในเรื่องนี้ศาลยุติธรรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดและจะไม่มีบุคลากรคนใดใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบได้เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

โดยศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาคดีด้วยความเป็นกลางอย่างอิสระ ไม่ว่าคู่ความจะเป็นใครต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ยืนหยัดบนความถูกต้อง

“ผู้ประกันตนมาตรา 40” ฝันเป็นจริงแท็กซี่ เฮ “สุชาติ” ให้คำมั่นรัฐเยียวยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476951

“ผู้ประกันตนมาตรา40” ฝันเป็นจริงแท็กซี่ เฮ “สุชาติ”ให้คำมั่นรัฐเยียวยา

2 สิงหาคม 2564 – 14:25 น.

“สุชาติ”ย้ำรัฐไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง กรณีแท็กซี่อายุเกิน 65 ปี สมัคร “ผู้ประกันตนมาตรา40” ไม่ได้ รุกหารือสภาพัฒน์ฯ แก้ระเบียบให้รวมทั้งที่ตกหล่น นำเข้าครม.10 ส.ค. เพื่อให้รับเยียวยา 5,000บาท 24 ส.ค.นี้

วันที่ 2 สิงหาคม 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับข้อร้องเรียนจากนายวิฑูรย์ แนวพานิช นายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย ในโอกาสเข้าพบ รมว.แรงงาน เพื่อติดตามความคืบหน้าข้อเรียกร้อง 3 ประเด็น

คือ การสมัครมาตรา 40 ของคนขับแท็กซี่ที่มีอายุ 65 ปีลงมา กรณีอายุเกิน 65 ปี ที่สมัครมาตรา 40 ไม่ได้ และกลุ่มที่ตกหล่น โดยมี นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายจำลอง ช่วยรอด คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงง นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน 

"ผู้ประกันตนมาตรา40" ฝันเป็นจริงแท็กซี่ เฮ "สุชาติ"ให้คำมั่นรัฐเยียวยา

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน

รมว.แรงงาน กล่าวว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีได้เล็งเห็นถึงความลำบากและให้ความห่วงใยพี่น้องอาชีพอิสระ เช่น คนขับรถแท็กซี่ หาบเร่แผงลอย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขับรถสามล้อ อาชีพธุรกิจกลางคืน

อย่างพนักงานเสิร์ฟ นักร้อง นักดนตรี ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อคดาวน์ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงมีดำริให้สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาจากผลกระทบโควิด-19 คนละ 5,000 บาท

อาชีพอิสระ เช่น คนขับรถแท็กซี่ หาบเร่แผงลอย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขับรถสามล้อ อาชีพธุรกิจกลางคืน อย่างพนักงานเสิร์ฟ นักร้อง นักดนตรี ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อคดาวน์ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

จึงมีดำริให้สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาจากผลกระทบโควิด-19 คนละ 5,000 บาท กรณีคนขับแท็กซี่ที่มีอายุ 65 ปีลงมาและมีภูมิลำเนาในต่างจังหวัดได้สมัครมาตรา 40 จะได้รับการเยียวยาครบทุกคนหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้มีระบบการตรวจสอบอยู่แล้ว

หากมีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะและอยู่ในพื้นที่ 13 จังหวัดควบคุมสูงสุดก็จะได้รับการเยียวยา กรณีคนขับแท็กซี่ที่มีอายุเกิน 65 ปี แต่ระเบียบประกันสังคมที่รับสมัครมาตรา 40 ต้องมีอายุระหว่าง 15 – 65 ปี 

ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงแรงงานจะหารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อแก้ไขระเบียบหลักเกณฑ์ และนำเข้าคณะรัฐมนตรี ส่วนกลุ่มที่ตกหล่นยังไม่ได้ลงทะเบียนจะนำเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)อีกครั้ง เพื่อไม่ให้มีการตกหล่น ซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรีได้ในวันที่ 10 สิงหาคม เพื่อให้สามารถโอนเงินได้ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ต่อไป

"ผู้ประกันตนมาตรา40" ฝันเป็นจริงแท็กซี่ เฮ "สุชาติ"ให้คำมั่นรัฐเยียวยา

นายวิฑูรย์ แนวพานิช นายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย พบผู้บริการกระทรวงแรงงาน

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงาน ยังได้สนับสนุนถุงยังชีพ ซึ่งได้รับบริจาคจากภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ใหญ่ใจดีหลายบริษัท อย่างเครือซีพี เครื่องดื่มคาราบาวแดง และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ได้บริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หน้ากากอนามัย นำไปช่วยเหลือครอบครัวแท็กซี่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบโควิด-19 ผ่านประธานมูลนิธิเพื่อคนขับรถแท็กซี่

รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณแก่มูลนิธิเพื่อคนขับรถแท็กซี่นำเงินไปให้ครอบครัวคนขับแท็กซี่จัดทำข้าวกล่องส่งแคมป์คนงานเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด-19

“วันนี้วงจรธุรกิจ วงจรเศรษฐกิจ ต้องประคองกันไป เพื่อให้เศรษฐกิจเดินคู่กับระบบสาธารณสุข การพบปะพูดคุยกับนายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทยในวันนี้ เชื่อว่าเขามีกำลังใจกลับไป ผมได้ลงมารับเรื่องด้วยตนเอง ขอให้กำลังใจพี่น้องคนขับแท็กซี่และแรงงานนอกระบบทุกคน ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายสุชาติ กล่าว

  นายวิฑูรย์ แนวพานิช นายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย  

ด้าน นายวิฑูรย์ แนวพานิช นายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย กล่าวภายหลังเข้าพบนายกสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่า จากการเข้าพบท่าน รมว.แรงงานในวันนี้ ทำให้เราได้เข้าใจบทบาทของรัฐบาลและกระทรวงแรงงานมากขึ้น ทางสมาคม เราเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะคำตอบการสมัครผู้ประกันตนมาตรา 40 ของคนขับแท็กซี่ จากท่าน รมว.แรงงาน

ให้แท็กซี่ที่ขณะนี้ยังประกอบอาชีพอยู่ประมาณ 20,000 กว่าคนได้สมัครเพื่อจะได้รับเงินเยียวยาคนละ 5,000 บาท ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ยังไม่สามารถสมัครผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้ ท่านจะหาช่องทางนำเสนอเพื่อแก้ไขระเบียบให้สมัครได้และได้รับการเยียวยาทุกคนโดยไม่ตกหล่น

นอกจากนั้น ยังได้รับการช่วยเหลือด้านการสนับสนุนถุงยังชีพ รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณแก่มูลนิธิเพื่อคนขับรถแท็กซี่นำเงินไปให้ครอบครัวคนขับแท็กซี่จัดทำข้าวกล่องส่งแคมป์คนงานเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด-19

“เต้- มงคลกิตติ์” ประเดิมเดินสายโหวตถอน “ประยุทธ์” พ้นนายกฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476960

“เต้-“มงคลกิตติ์” ประเดิมเดินสายโหวตถอน”ประยุทธ์” พ้นนายกฯ

2 สิงหาคม 2564 – 14:16 น.

“มงคลกิตติ์” เดินสายประเดิมชวน”พรรคประชาธรรมไทย”โหวตถอน “บิ๊กตู่” พ้นนายกฯตั้งเป้า 42 เสียงคว่ำ รบ.ด้าน “พิเชษฐ” ขอให้ระบบรัฐสภาเป็นตัวกำหนด ยังตอบไม่ได้จะโหวตทางใด

ก่อนที่พรรคฝ่ายค้าน จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจกลางเดือน ส.ค. นี้ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ในฐานะฝ่ายค้านอิสระ ถือฤกษ์เริ่มเดินสายเข้าคุยกับบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อขอให้เปลี่ยนใจโหวตถอดถอนนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการอภิปราย​ไม่ไว้วางใจในครั้งนี้

ทั้งนี้ “พรรคประชาธรรมไทย” เป็นพรรคเล็กพรรคแรกที่ นายมงคลกิตติ์ เข้ายื่น โดยมีหัวหน้า​พรรคประชา​ธรรม​ไทย​ นายพิเชษฐ สถิรชวาล เป็นผู้รับหนังสือ 

โดยนายมงคลกิตติ์ กล่าวให้เหตุผลถึงการเดินสายครั้งนี้ว่า เหมือนเป็นการแก้ตัวที่เคยยกมือโหวตให้ พลเอกประยุทธ์​ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ก็พิสูจน์แล้วว่า พลเอกประยุทธ์​ บริหารงานในลักษณะ Work from Home มีความล่าช้าในการแก้ปัญหาและการจัดหาวัคซีน จนทำให้การระบาดมีแนวโน้มสูง และเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นจึงมองว่าควรใช้ระบบสภาฯ ถอดถอนออกจากตำแหน่งหลังจากนี้จะเข้าคุยกับทุกพรรค ตั้งเป้าหาให้ได้ 42 เสียง

ส่วนการเดินสายคุยกับ 10 พรรคเล็กนั้น จะสู้กับบารมีของคนในพรรคร่วมรัฐบาลที่ดูแลพรรคเล็กอยู่ได้หรือไม่ นายมงคลกิตติ์ มองว่า สถานการณ์ค่อนข้างเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าการติดสินใจของทุกพรรคการเมืองขึ้นอยู่กับความเดือดร้อนประชาชนเป็นหลัก 

ด้านหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย นายพิเชษฐ ย้ำชัดว่า ที่ตนมาถึงวันนี้ได้เพราะมาจากเสียงของประชาชน เป็นความต้องการของประชาชน พร้อมมองว่าการที่จะเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลนั้น ต้องเปลี่ยนในระบบรัฐสภา เพราะนายกรัฐมนตรีก็มาจากรัฐสภา ตนยังเชื่อว่ายังไม่มีระบบไหนที่ดีไปกว่าระบบประชาธิปไตยส่วนการที่มีประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกนั้น ก็คือประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน 

นายพิเชษฐ ยังระบุต่อว่า หลังรับหนังสือวันนี้แล้ว หลังจากนี้จะมีการคุยกันต่อไปในส่วนของกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคเล็กที่เหลือ เพราะส่วนตัวคงตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องมีหลายความคิดเห็น พิจารณาด้วยเหตุและผล แต่ยืนยันทุกเสียงจะโหวตไปในทิศทางเดียวกันแน่นอน พร้อมยืนยันว่าตน “ยืนข้างประชาชน” อะไรที่สามารถทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ตนก็พร้อมจะทำ 

ถามถึงประเด็นที่เห็นว่ารัฐบาลมีปัญหาในขณะนี้และต้องได้รับการแก้ไขโดยทันที หัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย มองถึงประเด็นความบกพร่องเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนที่ค่อนข้างล่าช้า ส่งผลทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งที่ผ่านมาตนก็เคยให้ข้อเสนอแนะไปแก่รัฐบาลว่าอย่ายึดติดเพียงวัคซีนที่มีอยู่ เช่น ซิโนแวค ,แอสตร้าเซนเนก้า เท่านั้น อยากให้จัดหาวัคซีนตัวเลือกที่มีคุณภาพชนิด mRNA เข้ามาบ้าง

ประเด็นนี้รัฐบาลต้องชี้แจงกับประชาชน ส่วนที่บอกว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน ตนมองว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ มันคงเป็นไปไม่ได้ 

ถามต่อว่าที่ผ่านมามักจะมีตัวแทนจากพรรคหลักรัฐบาลมาเป็นตัวประสานปัญหาอยู่ตลอด ๆ ครั้งนี้จะเป็นเช่นนั้นอีกหรือไม่ นายพิเชษฐ ระบุว่า มันอยู่ที่เหตุการณ์ซึ่งวันนี้กับวันก่อนไม่เหมือนกัน วันนี้มันเป็นเรื่องของชีวิตและความเดือดร้อนของประชาชน 

อย่างไรก็ตาม นายพิเชษฐ ยืนยันว่า ตนเห็นด้วยหากจะใช้สภาฯ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี หรือให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะจะทำให้การแก้ปัญหาหยุดชะงัก 

“นายกฯ” เป็นประธานเปิด “รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง” เชื่อมต่อเขตเมือง “สถานีกลางบางซื่อ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476940

“นายกฯ” เป็นประธานเปิด”รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง” เชื่อมต่อเขตเมือง”สถานีกลางบางซื่อ”

2 สิงหาคม 2564 – 12:04 น.

“นายกฯ” เป็นประธานเปิด”รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง” เชื่อมต่อเขตเมือง”สถานีกลางบางซื่อ” ยกระดับการเดินทางประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพขนส่ง ทดลองบริการฟรี ก่อนเปิดบริการเต็มรูปแบบพฤศจิกายนนี้

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอาคมเติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดให้ประชาชนใช้บริการเดินรถโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิตและบางซื่อ-ตลิ่งชัน ผ่านระบบ Video Conference)

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมพิธีเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ทั้งช่วงบางซื่อ-รังสิตและช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดให้บริการประชาชนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนพฤศจิกายน 2564 นี้

จากการที่รัฐบาลได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี 2561-2580 ซึ่งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตเมืองเพื่อช่วยยกระดับการเดินทางให้ประชาชนมีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลบรรเทาปัญหาการจราจรรวมทั้งพัฒนารถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางขนส่งและโลจิสติกส์มีการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค

"นายกฯ" เป็นประธานเปิด"รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง" เชื่อมต่อเขตเมือง"สถานีกลางบางซื่อ"

ขณะเดียวกันรักษาสภาวะแวดล้อมของโลกไปด้วยควบคู่กันไปอย่างยั่งยืนรับเป็นก้าวย่างสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ในการพัฒนาระบบรางและการพัฒนาประเทศตามเป้าหมายของรัฐบาลซึ่งต่อไปจะมีการเร่งรัดการดำเนินการในพื้นที่ต่างๆในแต่ละภูมิภาค 

โดยเปิดระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง เปิดให้บริการเส้นทางสายเหนือช่วงบางซื่อ-รังสิต มีจำนวน 10 สถานี ระยะทาง 26 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทาง 25 นาที สายตะวันตกช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน มีจำนวน 3 สถานี ระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทาง 15 นาที

ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย มอบหมายให้ รฟท.จำกัดซึ่งเป็นบริษัทลูกเป็นผู้ให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง เปิดให้ประชาชนให้บริการฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไปจนถึงประมาณปลายปี 2564 ซึ่งจะเป็นการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบโดยจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 06.00 น -20.00 น

และในช่วงเวลาเร่งด่วนจะมีการเดินรถในเวลาทุก ๆ 15 นาที ในเวลาปกติเดินรถทุก 30 นาที โดยท่ามกลางการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้มีการจัดให้บริการจำกัดจำนวนผู้โดยสารทุกประเภทไม่เกินร้อยละ 50 ตามมาตรการรักษาระยะห่าง

นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการร่วมกับการเดินทางอื่นๆเพื่อเพิ่มความสะดวกและการเข้าถึงของประชาชนและมีการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆ

“นายกฯ” รับมอบวัคซีน COVID-19 “ไฟเซอร์” จากสหรัฐฯ จำนวน 1.5 ล้านโดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476930

“นายกฯ “รับมอบวัคซีน COVID-19 “ไฟเซอร์” จากสหรัฐฯ จำนวน 1.5 ล้านโดส

2 สิงหาคม 2564 – 11:01 น.

“นายกฯ” รับมอบวัคซีน COVID-19 “ไฟเซอร์” จากรัฐบาล”สหรัฐฯ” จำนวน 1.5 ล้านโดส ย้ำการบริหารจัดการวัคซีนให้เหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุดกับประชาชนคนไทย

วันนี้ (2 สิงหาคม 2564) เวลา 09.00 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีรับมอบวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

โดยมีนายไมเคิล ฮีธ (Mr. Michael Heath) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นพิธีฯ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ได้สนับสนุนวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมิตรแท้และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศที่มีมายาวนานกว่า 188 ปี รวมถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย-สหรัฐฯ ที่ต้องการจะแก้ไขสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ร่วมกัน

ซึ่งการฉีดวัคซีนถือเป็นประโยชน์สำหรับไทยที่มีความต้องการใช้วัคซีนเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน พร้อมขอขอบคุณ นางแทมมี่ ดักเวิร์ธ วุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ได้ผลักดันและสนับสนุนให้ไทยได้รับวัคซีนเพิ่มเติมอีกจำนวน 1 ล้านโดส

โอกาสนี้นายกรัฐมนตรียังขอบคุณรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดูแลคนไทยและผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ เป็นอย่างดี

พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะนำวัคซีนทั้งหมดไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนคนไทยต่อไป

นายไมเคิล ฮีธ อุปทูตสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ทางสหรัฐฯ มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในพิธีส่งมอบวัคซีนไฟเซอร์ในวันนี้ และภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมกับไทยในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อุปทูตสหรัฐฯ ยังยินดีที่ไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ที่ยาวนาน และความร่วมมือครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความมั่นคง สาธารณสุข และเศรษฐกิจ

นอกจากนี้เป็นระยะเวลาอันยาวนานที่ไทยและสหรัฐฯ มีความร่วมมือทางด้านสาธารณสุข และการพัฒนาวัคซีนร่วมกันเพื่อป้องกันโรคระบาด การส่งมอบวัคซีนวันนี้นับเป็นการยกระดับความร่วมมือดังกล่าวให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ อุปทูตสหรัฐฯ ยังกล่าวขอบคุณรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ดูแลประชาชนชาวสหรัฐฯ ในไทยเป็นอย่างดีในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  พร้อมหวังว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของไทยจะคลี่คลาย

ทั้งนี้ วัคซีนดังกล่าวของบริษัทไฟเซอร์ ไบโอเอนเทค (Pfizer-BioNTech) จำนวน 1,503,450 โดส ได้จัดส่งถึงไทยแล้วเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564

นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังเป็นประธานพิธีรับมอบวัคซีนแอสตร้า เซเนกา ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร จำนวน 415,040 โดส   รัฐบาลสมาพันธรัฐสวิสมอบอุปกรณ์ทางแพทย์  ชุดตรวจหาเชื้อโควิด – 19 แบบเร่งด่วน หรือ Rapid Antigen Test Kit จำนวน 1,100,000 ล้านชุด และเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 102 เครื่อง ซึ่งได้จัดส่งถึงไทยแล้วเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม

และวัคซีนแอสตร้า เซเนกา ของรัฐบาลญี่ปุ่นได้มอบจำนวน 1,053,090 โดส เมื่อวันที่ 12  กรกฎาคม  ที่ผ่านมา

สำหรับแผนการจัดหาและกระจายวัคซีน นายกรัฐมนตรี ยืนยันการจัดหาโควิด-19 ในเดือนสิงหาคมจำนวน 10 ล้านโดส ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่ม 7 โรคเสี่ยง โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรด่านหน้า กลุ่มโรงงานและกลุ่มประกันสังคมรวมทั้งคนต่างประเทศที่อยู่ประเทศไทย

พร้อมทั้งได้เร่งให้มีการพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัคซีนสปุ๊กนิก  ขณะเดียวกันก็สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการต่างประเทศ เร่งเจรจาจัดหาวัคซีน เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อป้องกันไวรัสที่กลายพันธุ์

ขณะนี้ได้เร่งการฉีดวัคซีนให้มากที่สุด เชื่อว่าจะสามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุได้ครอบคลุมร้อยละ 50 ภายในเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับเกณท์การจัดสรรวัคซีน Pfizer 1.5 ล้านโดส ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ (เข็ม 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ) จำนวน 700,000 โดส  ผู้มีภาวะเสี่ยงสูง จำนวน 645,000 โดส ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย จำนวน 150,000 โดส ทำการวิจัย  5,000 โดส และสำรองส่วนกลาง จำนวน 3,450 โดส

มั่นใจว่าหลังจากนี้ไทยจะสามารถจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม รวมทั้งจัดหายาฟาวิฟิราเวียร์ และยาตัวอื่นๆ ซึ่งจะเป็นยารักษาโควิด-19 ตัวใหม่ๆ เพิ่มด้วย  

“ผู้ว่าฯสมุทรสาคร” ชี้อย่ามี “โรงพยาบาลสนาม” ไว้ถ่ายรูป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/476887

“ผู้ว่าฯสมุทรสาคร” ชี้ อย่ามี “โรงพยาบาลสนาม”ไว้ถ่ายรูป

1 สิงหาคม 2564 – 20:47 น.

ผู้ว่าฯสมุทรสาคร “วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ” ชี้ อย่ามี”โรงพยาบาลสนาม” เพียงไว้ถ่ายรูป เน้นคุณภาพอย่าเน้นแต่ปริมาณ

นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี  ผู้ว่าฯสมุทรสาคร โพสต์เฟซบุ๊ก 

 อย่ามี “โรงพยาบาลสนาม”ไว้ถ่ายรูป

ผมบอกกับคนที่เกี่ยวข้อง และทำงานด้วยกันเสมอ ตั้งแต่เป็นนายอำเภอใหม่ๆว่า

งานของเรา มีทั้งเกียรติและหน้าที่

อย่าเลือกทำเฉพาะงานที่เขาให้เกียรติ ละเลยงานในหน้าที่ไป โดยเฉพาะการ “บำบัดทุกข์บำรุงสุข”

อย่าเลือกทำเฉพาะงานตัดริบบิ้น คล้องพวงมาลัย ให้โอวาท หรือทอดผ้าบังสุกุลฯลฯ จนลืมไปว่างานในหน้าที่คืออะไร

ยามที่เจอกับสถานการณ์”โควิด”

ทางเลือกที่สำคัญคือการจัดตั้ง รพ.สนาม รวมทั้ง รพ.สนามในชุมชน หรือศูนย์พักคอยคนสาครที่เรียกกันว่า CI

กระทั่งถูกนำมาใช้กับโรงงานอุตสาหกรรม อาจเรียกว่า รพ.สนามในโรงงาน หรือ ศูนย์พักคอยในโรงงาน หรือ FAI

มีโรงงานเข้าร่วมการจัดตั้งแล้ว ไม่ต่ำกว่า 2,000 แห่ง มีเตียงในโรงงานเพิ่มขึ้น 30,000 เตียง

อนาคตสุดคาดเดาว่า เราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร

แต่บอกได้ว่า สมุทรสาครยังไม่ยอมแพ้

ความร่วมมือของภาครัฐ ประชาชน เอกชน ในการจัดตั้ง รพ.สนามในโรงงานคือคำตอบ

ผมยังย้ำเหมือนตอนเป็นนายอำเภอว่า

รพ.สนาม ที่ตั้งขึ้น เน้นที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณ

อย่านึกว่ามี รพ.สนามแล้ว คือ ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ ทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้

ปล่อยให้สภาพแวดล้อมของโรงงานไม่ดี พนักงานโรงงานอยู่กันตามมีตามเกิด

มี รพ.สนามไว้แค่ถ่ายรูปก็พอแล้ว

หากเป็นอย่างนี้ ไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างนี้

ต้องเจอกันครับ