สพฐ. ชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน และการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598092

สพฐ. ชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน และการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน

สพฐ. ชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน และการจ่ายเงินเยียวยานักเรียน

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.19 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2564 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในการประชุมทางไกล เพื่อชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และมาตรการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายนักเรียน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอนที่รับผิดชอบการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ผ่านระบบห้องประชุมออนไลน์ ZOOM Meeting และถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง OBEC Channel

นายอัมพร กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นี้ ขอให้โรงเรียนมีความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนการสอน โดยจัดการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ 1. การเรียนแบบ On-Hand ให้จัดส่งใบงานหรือใบกิจกรรมที่โรงเรียนจัดทำขึ้นไปยังเด็กผ่านผู้ปกครอง และนับจำนวนชั่วโมงตามกิจกรรมที่จัดผ่านใบงานนั้น 2. การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม (On-Air) ออกอากาศผ่าน DLTV เรียนได้ 2 ช่องทาง คือ ผ่านช่องทางจานดาวเทียม ดิจิทัลทีวี และดาวน์โหลดเอกสารใบงานจากเว็บไซต์ http://www.dltv.ac.th โดยนับจำนวนชั่วโมงเรียนตามตารางการเรียนการสอนของ DLTV 3. การเรียนผ่านออนไลน์ (Online) ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Group Line ของแต่ละห้องเรียน เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารระหว่างครูกับผู้ปกครองและเด็ก รวมถึงการมอบหมายงานหรือกิจกรรม ให้นับจำนวนชั่วโมงตามกิจกรรมที่จัด โดยไม่ควรให้เด็กอยู่หน้าจอนานเกิน 1 ชั่วโมง และต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง 4. การเรียนรูปแบบผสมผสาน ให้นับจำนวนชั่วโมงตามกิจกรรมที่จัดเป็นหลัก ซึ่งนอกจากกิจกรรมต่างๆ ที่กล่าวไปนั้น ครูสามารถจัดกิจกรรมโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายสอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของเด็กได้ เน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัส และมีปฏิสัมพันธ์ทางบวก เพื่อให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข ทำให้เด็กได้เคลื่อนไหว เช่น การสำรวจ สังเกต เล่น สืบค้น ทดลอง เล่านิทาน ร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง เป็นต้น
ทางด้านการประเมินพัฒนาการของเด็กนั้น จะเป็นการประเมินร่วมกันระหว่างครูและผู้ปกครองอย่างเหมาะสมตามสภาพบริบท โดยประเมินให้เชื่อมโยงรูปแบบการเรียนรู้ทั้ง 4 รูปแบบ (On-Hand, On-Air, Online, ผสมผสาน) ซึ่งผู้ปกครองและครูอาจตกลงกันในการเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงหลักฐานการประเมิน ตามความจำเป็นและเหมาะสมกับสภาพบริบท โดยผู้ปกครองอาจร่วมประเมินด้วยการใช้เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลง่ายๆ สำหรับเด็ก เช่น แบบบันทึกความดี เพื่อไม่สร้างความเครียดในการประเมินให้กับเด็ก

นายอัมพร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายนักเรียน โดยการจ่ายเงินเยียวยานักเรียนคนละ 2,000 บาท นักเรียนที่จะได้รับเงินเยียวยานั้น ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนนักเรียนของโรงเรียนที่ได้ลงข้อมูลไว้ ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2564 เมื่อมีรายชื่อเป็นนักเรียนอยู่ที่ไหน สพฐ. ก็จะจัดสรรเงินไปตามรายชื่อของนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนนั้น โดยโรงเรียนจะจ่ายเงินให้เฉพาะนักเรียนที่มีตัวตนจริง ส่วนนักเรียนที่ไม่มีชื่อในทะเบียนในวันที่ 25 มิ.ย. แต่มาเรียนเพิ่มเติมในโรงเรียนนั้น นักเรียนจะยังมีชื่ออยู่ที่โรงเรียนเดิม ทางโรงเรียนใหม่ก็ต้องเพิ่มชื่อนักเรียนเข้าไป แล้วรายงานไปยังเขตพื้นที่ฯ หากว่าโรงเรียนมีเด็กย้ายออก ก็ให้งดการจ่ายของเด็กคนนั้น และถ้ามีเด็กมาเพิ่มแล้วโรงเรียนมีเงินเหลือพอก็สามารถจ่ายเงินเด็กที่มาเพิ่มได้ พร้อมทั้งแจ้งข้อมูลไปที่เขตพื้นที่ฯ หรือถ้ามีเด็กย้ายออกอย่างเดียวไม่มีย้ายเข้า ก็ให้แจ้งข้อมูลที่เขตพื้นที่ฯ พร้อมกับโอนเงินที่เหลือเข้ามา โดยโรงเรียนสามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองได้โดยตรงหรือจ่ายเป็นเงินสดก็ได้ ส่วนจะได้รับวันที่เท่าไหร่นั้นต้องรอให้กระทรวงการคลังโอนเงินเข้ามาที่กระทรวงศึกษาธิการเสียก่อน ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ที่สภาพัฒน์ฯ เมื่อตรวจสอบเอกสารครบถ้วนก็คาดว่าจะสามารถโอนเงินได้ไม่เกินสิ้นเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ เมื่อ สพฐ. ได้รับเงินจัดสรรเมื่อใดก็จะโอนเงินไปยังบัญชีของเขตพื้นที่ฯ ภายในวันเดียวกันนั้น และให้เขตฯโอนต่อไปยังโรงเรียนภายใน 3 วัน เมื่อเงินถึงบัญชีโรงเรียนแล้ว ขอให้โรงเรียนโอนเงินหรือจ่ายเงินถึงมือผู้ปกครองภายใน 3 วันเช่นเดียวกัน โดยรวมแล้วทั้งกระบวนการขอให้จบภายใน 7 วัน

ในส่วนของการจ่ายเงิน เราได้กำหนดแนวทางไว้ 2 ประเด็น คือ หากผู้ปกครองมีบัญชีธนาคารก็สามารถโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองได้โดยตรง แต่หากใช้วิธีโอนเงินไม่ได้ จะให้โรงเรียนบริหารจัดการผ่านครูประจำชั้น ในการออกแบบการจ่ายเงินสดให้ผู้ปกครอง เช่น นัดหมายผู้ปกครองเข้ามารับเงินสดที่โรงเรียน แต่ต้องเป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคของ ศบค. โดยให้ผู้ปกครองลงลายมือชื่อพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายเงิน ทั้งนี้ ขอให้ทางโรงเรียนสื่อสารกับผู้ปกครองให้เข้าใจตรงกันว่า ในขณะนี้ สพฐ. ยังไม่ได้รับเงินจัดสรรจากกระทรวงการคลังมาถึงกระทรวงศึกษาธิการ จึงยังไม่มีเงินลงไปถึงโรงเรียน ซึ่งเมื่อใดที่เงินลงไปถึงโรงเรียนแล้ว ก็จะดำเนินการจ่ายเงินให้กับผู้ปกครองภายใน 3 วัน

“ทั้งนี้ นักเรียนและผู้ปกครองที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียน สังกัด สพฐ. สามารถตรวจสอบสถานะการมีสิทธิ์ตามโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา (COVID-19) ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน ได้แล้วที่เว็บไซต์ https://student.edudev.in.th โดยจะต้องมีข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนและเลขประจำตัวนักเรียน ที่โรงเรียนรายงานเข้ามาในระบบและยืนยันข้อมูล ณ วันที่ 25 มิ.ย. 2564 กรณีที่มีการย้ายสถานศึกษาหลังวันที่ 25 มิ.ย. 2564 ให้ใช้เลขประจำตัวของโรงเรียนเดิมจึงจะพบสิทธิ์ และนักเรียนที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ จะยังไม่ได้รับสิทธิ์ในรอบนี้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว
 

บอร์ด ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างแทนเกษียณ รวม 20,453 อัตรา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597965

บอร์ด ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างแทนเกษียณ รวม 20,453 อัตรา

บอร์ด ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างแทนเกษียณ รวม 20,453 อัตรา

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.50 น.

บอร์ด ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างแทนเกษียณสิ้นปีงบประมาณ 64 ให้ส่วนราชการในศธ.รวม 20,453 อัตรา

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2564 ผ่านระบบออนไลน์ ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติอนุมัติ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สืบเนืองจากที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว 3/2564) รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ใหม่ ทั้ง 4 สายงาน (ว 9 – ว 12 /2564) ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว จะสอดคล้องกับระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยกำหนดให้นำผลการประเมินการพัฒนางานตามข้อตกลง (Performance Agreement : PA) ไปใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนจากการประเมิน ลดภาระงานของข้าราชการครูฯ ลดภาระด้านงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งเกิด การเชื่อมโยงบูรณาการกันระหว่างการประเมินแต่ละระบบ ซึ่ง ก.ค.ศ.ในคราวประชุมครั้งที่ 7/2564 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ได้มีมติอนุมัติหลักการการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้กำหนดรูปแบบการประเมินที่ใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน เพื่อให้สามารถนำผลการประเมินมาใช้ ทั้งการประเมินเพื่อให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ การประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ รวมทั้งการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อเลื่อนเงินเดือน ที่เน้นระบบการประเมินแบบ Performance-based Appraisal เป็นหลัก โดยใช้ระบบการประเมินแบบ Result-based Appraisal ร่วมด้วย โดยทุกตำแหน่งจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) (ยกเว้นครูผู้ช่วย)

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดย สอศ. ได้ขอให้ ก.ค.ศ.พิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ.เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ 0206.6/ว 8 ลงวันที่ 26 เมษายน 2562 ข้อ 5 กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี เมื่อส่วนราชการดำเนินการตามข้อ 5 แล้ว ให้นำเสนอ ก.ค.ศ.พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแจ้ง กศจ.หรือ อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ.ตั้ง ดำเนินการต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวว่า ที่ประชุมได้อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณปี พ.ศ.2564 ให้กับส่วนราชการต่างๆ รวม 20,453 อัตรา ดังนี้ สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตำแหน่ง ผู้อำนวยกานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) จำนวน 42 อัตรา และ รอง ผอ.สพท.(ตำแหน่งโครงสร้าง) จำนวน 60 อัตรา ผอ.สถานศึกษา จำนวน 2,046 อัตรา รอง ผอ.สถานศึกษา จำนวน 186 อัตรา ครูผู้ช่วย จำนวน 16,553 อัตรา ศึกษานิเทศก์ จำนวน 128 อัตรา บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2) จำนวน 292 อัตรา พนักงานราชการ จำนวน 32 อัตรา รวม 19,339 อัตรา สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 5,041 อัตรา

สังกัด สำนักงานปลัด ศธ. (สป.ศธ.) ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัทธยาศัย (กศน.) ตำแหน่ง ผอ.สนง.กศน.จังหวัด จำนวน 6 อัตรา รอง ผอ.สนง.กศน.จังหวัด จำนวน 4 อัตรา ครูผู้ช่วย จำนวน 48 อัตรา ศึกษานิเทศก์ จำนวน 10 อัตรา บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2) จำนวน 13 อัตรา พนักงานราชการ จำนวน 1 อัตรา รวม 156 อัตรา สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 6 อัตรา

สป.ศธ.(เดิม) ศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 13 อัตรา รองศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 2 อัตรา ศึกษานิเทศก์ จำนวน 42 อัตรา บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2) จำนวน 46 อัตรา พนักงานราชการ จำนวน 5 อัตรา รวม  08 อัตรา

สอศ.ตำแหน่ง ผอ.สถานศึกษา จำนวน 51 อัตรา รอง ผอ.สถานศึกษา จำนวน 49 อัตรา ครูผู้ช่วย จำนวน 738 อัตรา ศึกษานิเทศก์ จำนวน 1 อัตรา บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2) จำนวน 10 อัตรา พนักงานราชการ จำนวน 1 อัตรา รวม 850 อัตรา สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 275 อัตรา

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ที่ประชุมอนุมัติการย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 3 ราย ทั้งนี้ ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ.เสนอ และอนุมัติ การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและ ผ่านการพัฒนาก่อนการแต่งตั้งฯให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สังกัด สพฐ.จำนวน 17 ราย โดยคงให้ได้รับวิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้มีผลการแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ.เสนอ รวมถึงอนุมัติ การย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสังกัด สพม. ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 37 ราย ทั้งนี้ ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ.เสนอ และอนุมัติ การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและ ผ่านการพัฒนาก่อนการแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สังกัด สพฐ.จำนวน 11 ราย โดยคงให้ได้รับเงินเดือนและได้รับวิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้มีผลการแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ.เสนอ

มรภ.สงขลา ใช้เทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงผสมแป้งทำ ‘ขนมเจาะหู’ สืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597881

มรภ.สงขลา ใช้เทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงผสมแป้งทำ 'ขนมเจาะหู' สืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ

มรภ.สงขลา ใช้เทคโนโลยีช่วยทุ่นแรงผสมแป้งทำ ‘ขนมเจาะหู’ สืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ

วันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 10.03 น.

คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีทุ่นแรงผสมแป้งทำขนมเจาะหู ขนมคู่ประเพณีสารทเดือนสิบท้องถิ่นใต้ หวังลดเวลาเตรียมวัตถุดิบ ช่วยชุมชนมีรายได้เลี้ยงครอบครัว    

27 ส.ค.64 ดร.กันตภณ มะหาหมัด คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่าโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นและภูมิภาค ครั้งที่ 11 สาธิตทำขนมเจาะหู ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยโปรแกรม Zoom ที่ ลานอเนกประสงค์ อาคาร 74 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า ทางคณะฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสืบสานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม จึงได้เชิญวิทยากร นางมณฑา เพชรสุวรรณ์ บุคลากรสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สงขลา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการทำขนมพื้นบ้านภาคใต้ มาบรรยายให้ความรู้ในเรื่อง ความเป็นมาและขั้นตอนการทำขนมเจาะหู พร้อมทั้งสาธิตการทำขนมเจาะหู โดยคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมได้นำความรู้ด้านเทคโนโลยีมาช่วยทุ่นแรงในการผสมแป้ง ช่วยลดเวลาในการเตรียมแป้งสำหรับทำขนมเจาะหู ทั้งยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว 

ดร.ศรีวรรณ ขำตรี ผู้ช่วยคณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ยังกล่าวว่า ขนมเจาะหูเป็นหนึ่งในขนมที่ใช้ในการจัดหฺมฺรับ หรือสำรับ ในประเพณีสารทเดือนสิบของคนใต้ หรือที่คนคุ้นเคยว่างานทำบุญชิงเปรต เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว และผู้ที่ตกนรกหรือเรียกว่าเปรต จะได้รับอนุญาตให้มาพบกับญาติ ของตนในเมืองมนุษย์ได้ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ (10) และกลับไปสู่นรกดังเดิม ในวันแรม 15 ค่ำเดือนสิบ โดยในงานบุญเดือนสิบเมืองนครศรีธรรมราชจะเรียกขนมเจาะหูว่า ขนมดีซำ มีความหมายแทนเงินหรือเบี้ย เพราะมีลักษณะคล้ายกับเบี้ยหอย แต่จังหวัดอื่นๆ ก็จะเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ขนมเบซำ และขนมเจาะรู 

ทางด้าน ผศ.วีรชัย มัฎฐารักษ์ รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์การพัฒนานักศึกษาและกิจการพิเศษ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.สงขลา ผู้เสนอโครงการ กล่าวว่า ด้วยความสำคัญดังกล่าวคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมจึงได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ขึ้น โดยได้ประยุกต์ใช้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอนในรายวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรมเพื่อชุมชน ซึ่งอาจารย์ผู้สอนได้ให้โจทย์นักศึกษาในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อการแก้ปัญหาชุมชน โดยงานกลุ่มดังกล่าวมี นายสุริยา สิงเนี่ยว นายพงศธร สยมพร นายวัชรพล สุวรรณชาตรี และ นายนที นวลแก้ว สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม (ต่อเนื่อง) ได้นำเสนอการแก้ปัญหาการผสมแป้ง เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและส่งเสริมการผลิตของผลิตภัณฑ์ขนมเจาะหูเพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สืบทอด อนุรักษ์และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมทางด้านศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นภาคใต้ ให้นักศึกษา มรภ.สงขลา และประชาชนทั่วไปที่สนใจได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น