สอศ. โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผลประเมิน ITA ระดับ A ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597850

สอศ. โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผลประเมิน ITA ระดับ A ประจำปี 2564

สอศ. โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผลประเมิน ITA ระดับ A ประจำปี 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 20.18 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2564 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ซึ่งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้คะแนน 87.59 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่ในระดับ A ซึ่งเกณฑ์ตัวชี้วัดการประเมินผล มีทั้งหมด 10 ด้าน โดย สอศ.ได้คะแนนในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1.การป้องกันการทุจริต 100.00 คะแนน 2.การเปิดเผยข้อมูล 96.00 คะแนน 3.การปฏิบัติหน้าที่ 85.70 คะแนน 4.คุณภาพการดำเนินงาน 85.44 คะแนน 5.ประสิทธิภาพการสื่อสาร 84.47 คะแนน 6.การปรับปรุงการทำงาน 84.34 คะแนน 7.การใช้อำนาจ 78.52 คะแนน 8.การใช้ทรัพย์สินของราชการ 74.00 คะแนน 9.การแก้ไขปัญหาการทุจริต 72.58 คะแนน และ 10.การใช้งบประมาณ 71.90 คะแนน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การประเมิน ITA มีกลุ่มเป้าหมายเป็นหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ เพื่อให้หน่วยงานที่เข้าร่วมการประเมินฯ ได้รับทราบคุณลักษณะและสถานการณ์ดำเนินงานในด้านคุณธรรม และความโปร่งใส เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาหน่วยงานภาครัฐทุกแห่งให้มีคุณธรรม และความโปร่งใสในการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

 “สอศ.ได้ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้ง นโยบายและมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมุ่งหมายให้การบริหารงานและการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่ง สอศ. มีนโยบายและสร้างความตระหนักเรื่องความโปร่งใสในการทำงานแก่ผู้บริหารและบุคลากร โดยถือหลักเกณฑ์ที่ว่า “อาชีวะยุคใหม่ ต้องโปร่งใส่ ตรวจสอบได้”” นายสุเทพ กล่าว
 

ศธ.ทยอยฉีดไฟเซอร์ นร.ปลายกันยานี้ คาดอีกเดือนกว่าทำได้ตามเป้า-เปิดโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597704

ศธ.ทยอยฉีดไฟเซอร์ นร.ปลายกันยานี้ คาดอีกเดือนกว่าทำได้ตามเป้า-เปิดโรงเรียน

ศธ.ทยอยฉีดไฟเซอร์ นร.ปลายกันยานี้ คาดอีกเดือนกว่าทำได้ตามเป้า-เปิดโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.24 น.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสด น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กรณีการฉีดวัคซีนโควิดให้นักเรียนว่า จะดำเนินการได้เมื่อใด เพราะทุกวันนี้โรงเรียนเปิดเรียนไม่ได้ การเรียนออนไลน์ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงอยากให้เด็กได้ฉีดวัคซีนจะได้กลับไปเรียนได้ อยากทราบว่า กระทรวงศึกษาธิการมีงบประมาณซื้อวัคซีนมาฉีดให้นักเรียนโดยเฉพาะหรือไม่ จะทำได้เมื่อไร โดยน.ส.กนก วรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ตอบชี้แจงแทนรมว.ศึกษาธิการว่า จำนวนครูและบุคลากรการศึกษามีเกือบ 9 แสนคน ยอดล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ได้ฉีดวัคซีนให้ครูและบุคลาการการศึกษาไปแล้วเกือบ 6 แสนคน เหลืออยู่ประมาณ 3.2 แสนคน ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ส่วนจำนวนนักเรียนอายุ 12 – 18 ปี มีอยู่ 4 ล้านกว่าคน แม้กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ตั้งงบประมาณซื้อวัคซีนฉีดให้เด็กนักเรียนไว้ แต่ประสานกับกระทรวงสาธารณสุขว่า ทันทีที่วัคซีนไฟเซอร์ที่สามารถฉีดให้เด็กและเยาวชนอายุ 12 -18 ปี เข้ามาปลายเดือน ก.ย. 2 – 3 ล้านโดส เมื่อเข้ามาถึงแล้วจะวางแผนยุทธศาสตร์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายวัคซีนไปฉีดให้นักเรียน 4 ล้านกว่าคน

“เร็วที่สุดคาดว่าใช้เวลา 1 เดือนกว่า จะฉีดได้ตามจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ เพื่อเปิดโรงเรียนให้เด็กกลับมาเรียนได้ตามปกติ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความปลอดภัยช่วงนั้นๆ ว่าจะเปิดเรียนได้หรือไม่” น.ส.กนกวรรณ กล่าว

สวนดุสิต จัดกิจกรรมหาทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597516

สวนดุสิต จัดกิจกรรมหาทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.เฉิดฉิน สุกปลั่ง ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และรัฐบาลมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งจากมาตรการต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะผลกระทบ ทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ปกครอง ขาดรายได้ ซึ่งส่ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ครอบครัวของนักศึกษา ทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่ และด้านค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษา ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมาเป็นคณะกรรมการ มีบทบาทหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน ให้คําแนะนําปรึกษาแก่มหาวิทยาลัย และสนับสนุนให้มีทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อให้มีโอกาสศึกษาในมหาวิทยาลัย ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย จึงร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าการเรือน-สวนดุสิต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดโครงการจัดหาทุนช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครั้งที่ 2 เพื่อช่วยสนับสนุนมหาวิทยาลัยอีกช่องทางในการช่วยเหลือนักศึกษา

รศ.พัชรี สวนแก้ว รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา กล่าวเสริมว่า การเปิดรับบริจาคเงินสมทบทุนการศึกษา “ทุนช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19” ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยผู้ที่ร่วมบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดบริจาค ในการนี้จึงขอเชิญผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยฯ รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาที่สนใจ ร่วมให้โอกาสทางการศึกษา โดยสามารถบริจาคสมทบทุนการศึกษาผ่านเลขบัญชี 079-7-19691-2 ธนาคารกรุงเทพ สาขามหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยให้นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้รับความช่วยเหลือ และสามารถจบการศึกษาได้ตามแผนการเรียนที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dusit.ac.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์สนเทศแนะแนวการศึกษาและอาชีพ

แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนา AI โดยวิศวฯ จุฬาฯ ด้วยการแปลงเวลาว่างเป็นรายได้กับ ‘Wang’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597520

แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนา AI โดยวิศวฯ จุฬาฯ  ด้วยการแปลงเวลาว่างเป็นรายได้กับ ‘Wang’

แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนา AI โดยวิศวฯ จุฬาฯ ด้วยการแปลงเวลาว่างเป็นรายได้กับ ‘Wang’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับวัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Smart Assistant อย่าง Google Assistant,Amazon Alexa, Siri, ระบบCustomer Service เช่น Chat Bot และคอลเซ็นเตอร์อัจฉริยะขององค์กรต่างๆ รวมไปถึงระบบเครื่องไม้เครื่องมือด้านการแพทย์ ฯลฯ ซึ่งการพัฒนา AI และ Machine Learning จำเป็นต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล (data collecting) เป็นจำนวนมากและหลากหลาย มีต้นทุนสูงทั้งค่าใช้จ่าย กำลังคนและเวลา

ดังนั้น จะดีสักแค่ไหนหากเราสามารถใช้เวลาว่างสร้างรายได้ และยังช่วยนักวิจัยพัฒนา AI ให้มีประสิทธิภาพไปด้วย โดยแนวคิดนี้เกิดจากสองหนุ่มนิสิตวิศวฯ จุฬาฯ
ผู้พัฒนา “Wang” (ว่าง) แพลตฟอร์มที่แมทชิ่งเวลาว่างกับโอกาสทางธุรกิจและสร้างประโยชน์ให้สังคม ที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นมากมายการันตี ความเป็นสุดยอดสตาร์ทอัพ

ด้วยโอกาสดังกล่าวกลายเป็นโอกาสให้สองนิสิตหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างสรรค์ธุรกิจเชื่อมการพัฒนา AI ที่ต้องอาศัย “ข้อมูล” เข้ากับ “คนที่มีเวลาว่าง” เกิดเป็นแพลตฟอร์ม “Wang” (ว่าง) ที่ให้ “คนว่าง” มาร่วมงานติดแท็กข้อมูลและเก็บข้อมูล ซึ่งถือเป็นงานที่ใช้เวลานานที่สุดในการสร้าง AI เลยทีเดียว

กฤตย์ กังวาลพงศ์พันธุ์ นิสิตปริญญาโท จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ K.G. &Patrick Co., Ltd. เจ้าของแพลตฟอร์ม“Wang” เล่าถึงจุดเริ่มต้นแนวคิดธุรกิจนี้ว่า “ช่วงที่เรียนระดับปริญญาโท ผมทำงานวิจัยเกี่ยวกับ AI และ Machine Learning ก็ได้เห็นว่า จุดอ่อน หรือ pain point ในตลาดด้าน Machine Learning และ AI คือ ข้อมูลไม่เพียงพอ ทั้งในแง่ปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลายตามความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล ซึ่งสิ่งนี้สวนทางกับตลาดด้าน Machine Learning ที่เติบโตสูงขึ้นและจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ผมจึงอยากพัฒนาตรงนี้เพื่อแก้ปัญหาในมุมของผู้ต้องการใช้ข้อมูล

กฤตย์ กังวาลพงศ์พันธุ์ กล่าวต่อไปว่า “การสร้าง AI ขึ้นมาสักตัวให้ลองนึกถึงการสอนเด็กตั้งแต่ยังเป็นทารก เราจะต้องค่อยๆ สอนให้เขารู้จักว่าสิ่งนี้คืออะไร ถ้าเราต้องการให้เขาทำอะไร ต้องคอยป้อนข้อมูลให้เขา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ Machine Learning ก็คือ “ข้อมูล” AI ใดๆ จะไม่สามารถทำงานได้หากขาดข้อมูลที่เพียงพอ ข้อมูลยิ่งมากยิ่งทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น

กฤตย์ กล่าวถึงแนวคิดหลักในการดำเนินงานธุรกิจ Wang : Data Market ว่ามันคือแพลตฟอร์มสำหรับเก็บข้อมูลและติดแท็กข้อมูล (data labeling) เพื่อนำไปใช้พัฒนางานวิจัยด้าน AI ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับภาครัฐ บริษัทเอกชน และองค์กรต่างๆ ที่ต้องการข้อมูลไปตอบโจทย์งาน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยด้านการศึกษา งานวิจัยทางการตลาด สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค สำรวจตลาดเพื่อออกแบบบริการและผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและธุรกิจ หรืองานวิจัยเก็บความคิดเห็นสาธารณะเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ เป็นต้น และ “Wang จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลหรือที่เรียกว่า Requester กับคนที่มีเวลาว่างซึ่งออนไลน์อยู่ในแพลตฟอร์มจากทั่วประเทศ หรือเรียกย่อๆ ว่า “คนว่าง”โดยทำการกระจาย task หรืองานติดแท็กข้อมูลเหล่านี้ให้กับคนว่าง ทำให้การเก็บข้อมูลทำได้อย่างได้รวดเร็ว ควบคุมได้ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และมีความหลากหลายมากกว่าวิธีเก็บข้อมูลโดยทั่วไป และคนว่างก็ได้ใช้เวลาว่างในการหารายได้เสริมได้อีกด้วย

อีกคนหนึ่งคือ กฤติน เดชหอมชื่นนิสิตปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ร่วมก่อตั้ง K.G.& Patrick Co., Ltd. และรับผิดชอบดูแลหาคนว่างมาทำงาน รวมถึงงานด้านการตลาดต่างๆ กล่าวเสริมว่า “รอบๆ ตัวเรามีคนที่ว่างงาน หรือมีเวลาว่างหลังเลิกงาน หรือเลิกเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขาสามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หารายได้เสริม พร้อมทั้งได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีของโลกใบนี้ได้ด้วย โดย เมื่อเร็วๆ นี้ เราได้มีโอกาสนำ Wang ไปเข้าร่วมโครงการของ Thailand Institute of Justice หรือสถาบันเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยให้กลุ่มคนชายขอบ เช่น เยาวชนในสถานพินิจ ผู้ต้องหาในเรือนจำผู้ที่มีรายได้น้อยในชุมชนแออัด ได้มีรายได้เสริม เป็นการช่วยเหลือสังคมอีกทางหนึ่งด้วย ปัจจุบันมี “คนว่าง”ที่เข้ามาเป็นสมาชิกในระบบของ Wang แล้วกว่า 18,000 คน และได้รับค่าตอบแทนจริงจากการทำงานติดแท็กข้อมูล เช่น งานอัดเสียง งานจำแนกวัตถุจากภาพ เป็นต้น ซึ่งในอนาคต เราอยากจะพัฒนาให้เกิดเป็น Community ของ “คนว่าง” โดยพยายามหางานที่มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นและตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกของเรา” กฤติน กล่าวเสริม

นำองค์ความรู้บูรณาการสู่ชุมชนท้องถิ่น มรภ.สุราษฎร์ ส่งมอบ 5 นวัตกรรมไชยา หวังให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597517

นำองค์ความรู้บูรณาการสู่ชุมชนท้องถิ่น  มรภ.สุราษฎร์ ส่งมอบ 5 นวัตกรรมไชยา  หวังให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด

นำองค์ความรู้บูรณาการสู่ชุมชนท้องถิ่น มรภ.สุราษฎร์ ส่งมอบ 5 นวัตกรรมไชยา หวังให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการจัดตั้งกองบริการวิชาการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ส่งมอบอุปกรณ์ 5 นวัตกรรม เครื่องต้นแบบในการดำนาแบบใช้คนลาก เครื่อง
ต้นแบบในการสีข้าว เครื่องอบลมร้อนเครื่องโม่ข้าว และเครื่องต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด หวังแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือในท้องถิ่น ร่วมพัฒนาการลดแรงงานการผลิตและแปรรูปข้าวหอมไชยา จาการบูรณาการศาสตร์องค์ความรู้ แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา โดย ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทนอธิการบดี กล่าวว่า จากการสำรวจพื้นที่ในอำเภอไชยา พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้วิถีการทำนาแบบดั้งเดิม การดำนาโดยใช้แรงงานคน จากปัญหาเรื่องการขาดแคลนเครื่องมือในท้องถิ่นที่ปลูกข้าวของอำเภอไชยา ความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมจากชุมชนที่มีความต้องการใช้ประโยชน์จากการประดิษฐ์ คิดค้น และสร้างเครื่องต้นแบบ ให้เครือข่ายผู้ผลิตข้าวหอมไชยาสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มากขึ้น จากการประดิษฐ์ คิดค้น และสร้างเครื่องต้นแบบช่วยลดระยะเวลาและแรงงานในการดำนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพิ่มศักยภาพในการผลิตนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง เหมาะสมกับความต้องการของคนในชุมชนและท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้ ให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี การนำองค์ความรู้ มาบูรณาการศาสตร์ร่วมกันเพื่อตอบโจทย์การสร้างประโยชน์และพัฒนาท้องถิ่น ด้วยนวัตกรรม

สำหรับอุปกรณ์ 5 นวัตกรรม ที่ได้ส่งมอบแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา ตำบลโมถ่ายอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ เครื่องต้นแบบในการดำนาแบบใช้คนลาก เครื่องต้นแบบในการสีข้าว เครื่องอบลมร้อน เครื่องโม่ข้าว และเครื่องต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ผลิตโดย อาจารย์คมกริชณ์ ศรีพันธ์ และ ดร.พีรพงศ์ หนูช่วย อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้าอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ ได้มีการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านการหมักสมบูรณ์โดยเลือกใช้สูตรปุ๋ยอินทรีย์ที่มีธาตุอาหารหลักที่ผ่านมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร ก่อนทำการอัดเม็ดปุ๋ย ต้องให้มีความชื้นที่เหมาะสมปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านเครื่องอัดเม็ดจะได้ขนาด 6 มิลลิเมตร ที่มีขนาดเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช ผลิตโดย ดร.นรานันท์ ขำมณี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุดในการเก็บเกี่ยวข้าวหอมไชยา และได้รับความรู้เทคนิควิธีการใหม่ๆ ในกระบวนการสีข้าวให้ได้คุณภาพสูงสุด

ย้ายทหาร 64 ‘พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี’ จะไปต่อหรือติดม่านประเพณี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480812

ย้ายทหาร 64 ‘พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี’ จะไปต่อหรือติดม่านประเพณี

27 ส.ค. 2564

จับตาย้ายทหาร 64 “พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี” ทายาท พล.อ.อิสระพงศ์ จะขยับขึ้นแม่ทัพภาค 1 ได้ไปต่อหรือไม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ฤดูกาลโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ได้นัดประชุมคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับชั้นนายพล ในวันที่ 30 ส.ค.2564 ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ตามธรรมเนียม นักข่าวสายทหารก็จะปล่อย “โผโยกย้ายนายทหาร” ออกมาเป็นสีสัน โดยเฉพาะในส่วนกองทัพบก จะเป็นที่สนใจของผู้คนมากกว่าเหล่าทัพอื่น

ที่น่าสนใจ โผทหารในปีนี้มีอยู่ 2-3 ตำแหน่งคือ พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รอง เสธ.ทบ. (ตท.22) เป็นเสนาธิการทหารบก, พล.ท.เจริญชัย หินเธาว์ (ตท.23) แม่ทัพภาคที่ 1 จะขยับเป็น ผช.ผบ.ทบ. และ พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี (ตท.24) รอง เสธ.ทบ. อาจจะเป็นแม่ทัพภาคที่ 1

กรณี “บิ๊กอ๊อบ” พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ที่มีกองเชียร์เยอะ อาจไม่สมหวัง เพราะมีคู่แข่งชื่อ “บิ๊กโต” พล.ท.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง แม่ทัพน้อยที่ 1 (ตท.23) สายบูรพาพยัคฆ์

++

ทายาท ‘บิ๊กตุ๋ย’

++

สปอตไลท์สื่อสายทหาร สาดจับไปที่ “บิ๊กอ๊อบ” พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ตั้งแต่เป็นนายทหารระดับ “ผบ.พัน” ที่กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.11 ทม.รอ.) สมัยที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็น ผบ.ร.11 ทม.รอ.

ย้ายทหาร 64 ‘พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี’ จะไปต่อหรือติดม่านประเพณี

พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี

ด้านหนึ่ง “บิ๊กอ๊อบ” เป็นทายาทของ “บิ๊กตุ๋ย” พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารบก และเป็นหนึ่งในคณะรัฐประหาร 2534 ซึ่งเวลานั้น “บิ๊กตุ๋ย” เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก และเป็นเลขาธิการคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน รสช.

ย้ายทหาร 64 ‘พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี’ จะไปต่อหรือติดม่านประเพณี

พล.อ.อิสระพงศ์  หนุนภักดี อดีต ผบ.ทบ.

พล.อ.อิสระพงศ์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาล ที่มีอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้น “บิ๊กตุ๋ย” เป็นผู้บัญชาการทหารบก ต่อจาก พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้ง มี.ค.2535

หลังพฤษภาทมิฬ พล.อ.อิสระพงศ์ ถูกย้ายจากผู้บัญชาการทหารบก เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กตุ๋ย” ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคประจำตัว เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2560 ขณะมีอายุได้ 83 ปี

++

ไม่ได้จบ จปร.

++

พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี มีบิดา “พล.อ.อิสระพงศ์” เป็นไอดอล จึงเข้าเรียนโรงเตรียมทหาร แต่ยังมีปัญหาการปรับตัว บิดาได้แนะนำให้ไปเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบกเวอร์จิเนียร์ Virginia Military Institute (VMI)

เมื่อ “บิ๊กอ๊อบ” จบจาก ร.ร.นายร้อย VMI สหรัฐฯ ได้เข้ารับราชการที่กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.11 ทม.รอ.) จนกระทั่ง ได้เป็น ผบ.ร.11 รอ. ก่อนจะขยับไปดำรงตำแหน่งกองพลทหารราบที่ 11 (ร.11)

ปี 2561 พล.ท.ทรงวิทย์ ออกจากกองพลทหารราบที่ 11 ไปเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.ร.1 รอ.)

ปี 2562 สมัย พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. น้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขยับ “บิ๊กอ๊อบ” ผบ.พล.1รอ. และ รอง ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อเตรียมเข้าไลน์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 1

ปี 2563 กลายเป็นเรื่องที่ฮือฮา เมื่อมีการโยก พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี รองแม่ทัพภาคที่ 1เป็น รอง เสธ.ทบ. จึงมีเสียงวิจารณ์กันว่า “บิ๊กอ๊อบ” ดูจะห่างไกลเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 และ ผบ.ทบ. แม้ว่า จะเป็นรอง เสธ.ทบ.ที่ดูแลงานสายยุทธการ ทั้งของ ทบ. และ ฉก.ทม.รอ.904

ประเด็นที่ “บิ๊กอ๊อบ” วืดจากตำแหน่งแม่ทัพภาค 1 เพราะไม่ได้จบ จปร. ที่เคยเป็นม่านประเพณีกางกั้น ไม่ให้นายทหารที่จบนายร้อยต่างประเทศ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

ดังนั้น ฤดูกาลย้ายนายทหารปีนี้ หาก พล.ท.ทรงวิทย์ กลับมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ก็มีโอกาสเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. และอาจเป็น ผบ.ทบ.ในอนาคต แต่หากผิดหวังอีกครั้ง ก็ต้องเดินไปตามวิถีนายร้อยต่างประเทศ ที่ไม่มีโอกาสเป็น ผบ.ทบ.เลยสักคน

เกมวัดใจ ‘ธรรมนัส’ ทั้งแข่งทั้งร่วมเพื่อไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480779

เกมวัดใจ ‘ธรรมนัส’ ทั้งแข่งทั้งร่วมเพื่อไทย

27 ส.ค. 2564

แก้รัฐธรรมนูญ “ธรรมนัส” บัตร 2 ใบ ไม่หวั่นแลนด์สไลด์ มั่นใจ ส.ส.บ้านใหญ่ แชร์ที่นั่งเพื่อไทย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

“มั่นใจเบอร์ไหน” วลีคำถามแบบวัยรุ่น คอการเมืองหลายคนคงอยากรู้ว่า พรรคพลังประชารัฐ เอาความมั่นใจอะไร ถึงตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายกับพรรคเพื่อไทย แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องระบบเลือกตั้ง

ชั่วโมงนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ “แก้ไขระบบเลือกตั้ง” วาระสอง ผ่านฉลุย โดยที่ประชุมรัฐสภา มีมติในการแก้ไขระบบเลือกตั้ง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การแก้ไขสัดส่วนของ ส.ส. แบบแบ่งเขต 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน โดยใช้ระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนาน ที่มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบแบบเดียวกับระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 แต่ไม่มีการกำหนดเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำในการจัดสรรที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“ส.ส.เขต” ที่หายไป 50 คน ก็จะกลับมาเหมือนเดิม ฉะนั้น พรรคการเมืองที่มีความชำนาญสมรภูมิ “เขตเดียว เบอร์เดียว” จะได้เปรียบ

พรรคก้าวไกล เห็นด้วยกับบัตร 2 ใบ แต่ต่อรองขอให้คงสัดส่วนของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 คือ แบ่งเขต 350 คน และบัญชีรายชื่อ 150 คน แต่ไม่เป็นผล เสียงส่วนใหญ่เอาตามพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย

ส่วนพรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขระบบเลือกตั้ง แต่ก็เลือก “งดออกเสียง” แทนโหวตไม่เห็นด้วย

จริงๆแล้ว พรรคที่ชำนาญการในระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 คือพรรคไทยรักไทย ซึ่งในวันนี้ก็คือ พรรคเพื่อไทย แต่พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้รับอานิสงส์จากระบบเลือกตั้งสูตรมีชัย ฤชุพันธ์ ทำไมปฏิเสธระบบนี้

คำตอบคือ พรรคพลังประชารัฐ ต้องสกัดพรรคก้าวไกล ไม่ได้เติบโตไปมากกว่านี้ ส่วนพรรคเพื่อไทย เป็นคู่แข่งในวิถีเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่ศัตรูเชิงอุดมการณ์

++

ระบบบ้านใหญ่

++

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เขต 97 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 18 ที่นั่ง รวม 115 ที่นั่ง (ข้อมูลเดือน มี.ค.2562) หากคิดเฉพาะ ส.ส.เขต พรรคพลังประชารัฐ เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคเพื่อไทยที่ได้ 136 ที่นั่ง (ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ)

เจาะลึกลงไปใน ส.ส.เขต ของพลังประชารัฐ ปรากฏว่า เป็นอดีต ส.ส. 37 คน ที่เคยสังกัดพรรคเพื่อไทย(พรรคของทักษิณ) 22 คน

พลังประชารัฐ จึงอุดมไปด้วยนักเลือกตั้งมากประสบการณ์ เคยสังกัดพรรคไทยรักไทยมาก่อน ย่อมรู้ดีว่า กติกาแบบนี้ ใครได้เปรียบ เสียเปรียบ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไปหรือไม่? จึงแตะมือพรรคเพื่อไทย แก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้งที่พรรคของตัวเองเสียเปรียบ

หากอ่านใจ แกนนำพลังประชารัฐ คงคิดว่าสูตรเลือกตั้งแบบ “เลือกคนที่รัก และเลือกพรรคที่ใช่” นั้น เหมาะกับ “ส.ส.บ้านใหญ่” ในพรรคพลังประชารัฐ และเป็นทางออกกรณี “ผู้นำพรรค” ขายไม่ได้ ถ้าเป็น “บัตรใบเดียว” ทำให้ประชาชนตัดสินใจยาก แต่พอ “บัตร 2 ใบ” ชาวบ้านตัดสินใจง่าย เลือกคนที่รัก และเลือกพรรคที่ชอบอีกใบหนึ่ง

“เลือกคนที่รัก” อาจเป็นทางออกให้พลังประชารัฐ ในสถานการณ์รัฐบาลประยุทธ์เรตติ้งร่วงเพราะมหาวิกฤติโควิด

++

มั่นใจภาคเหนือ

++

สูตรสำเร็จจากชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม อาจเป็นโมเดลหนึ่งที่ทำให้ “ธรรมนัส” มีความมั่นใจ ในการเจาะพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลางของพรรคเพื่อไทย

บวกกับพันธมิตรการเมืองท้องถิ่น ที่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งนายก อบจ.มากกว่า 20 สนามใน ภาคเหนือและภาคกลาง คงสร้างความมั่นใจให้กับ “ผู้กองคนดัง”

เกมวัดใจ ‘ธรรมนัส’ ทั้งแข่งทั้งร่วมเพื่อไทย

วันที่ ‘ธรรมนัส’ เยี่ยม พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ 

เฉพาะสมรภูมิภาคเหนือ พลังประชารัฐ มี ส.ส. 24 คน แยกเป็นพะเยา 2 คน ,ตาก 2 คน, กำแพงเพชร 3 คน, สุโขทัย 2 คน,พิจิตร 3 คน,พิษณุโลก 2 คน,นครสวรรค์ 4 คน,ลำปาง 1 คน และเพชรบูรณ์ 5 คน

พรรคพลังประชารัฐ สามารถยึดครองภาคเหนือตอนล่างได้ทุกจังหวัด และการขยายจำนวน ส.ส.ในภาคเหนือตอนบน ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป

จากผู้ร้าย กลายเป็นฮีโร่? “ผู้กำกับโจ้” พลิกเกมสู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480775

จากผู้ร้าย กลายเป็นฮีโร่ ? “ผู้กำกับโจ้” พลิกเกมสู้

27 ส.ค. 2564https://www.youtube.com/embed/TFyZqidQQ6k

การแถลงข่าวรับมอบตัว “ผู้กำกับโจ้” ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการจัดฉากหรือไม่ ทำไมมีอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงข้อกล่าวหา

หลังปล่อยให้สื่อซักไซ้ผู้ต้องหาหลายนาที พล.ต.อ. สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. ก็ตัดบท งดคำถาม เพราะเกรงจะกระทบรูปคดี การปล่อยผู้กำกับโจ้ แจงรายละเอียดของการก่อคดี นอกจากจะถูกตั้งคำถามในโลกออนไลน์ ยังถูกตั้งคำถามจาก ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง รองคณบดีฝ่ายบริหาร สถาบันรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำไมผู้ต้องหารายนี้จึงมีอภิสิทธิ์ชี้แจงความิดที่ตัวเองก่อ

จากผู้ร้าย กลายเป็นฮีโร่ ? "ผู้กำกับโจ้" พลิกเกมสู้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ผู้กำกับโจ้” เครียดเกือบคิดสั้นดิ่งตึกจบชีวิต ก่อนตัดสินใจมอบตัว
เปิดเส้นทางหลบหนี “ผู้กำกับโจ้” สุดระทึกทีมจับ ไล่ล่ากระชั้นชิด
 

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความมองว่า การชี้แจงของผู้ต้องหา ไม่มีผลต่อการพิจารณาคดีเป็นเพียงความพยายามชี้ให้เห็นแนวทางการต่อสู้คดี ว่าเป็นความพยายามทำตามหน้าที่  ไม่ได้มีเจตนาทำให้ผู้เสียหายเสียชีวิต ซึ่งเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา  เพราะหากศาลเห็นว่าเป็นเรื่องของความประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อัตราโทษจำคุกไม่เกินสิบปี ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาโทษเท่าไร  นอกจากนี้ยังสามารถรอลงอาญาได้ รอการลงโทษได้ และอาจไม่ต้องออกจากราชการ แต่หากเป็นทนายฝ่ายผู้เสียหาย ก็ต้องพยายามหาหลักฐานชี้ใหเห็นว่ามีเจตนาฆ่า หรือมีเจตนาเล็งเห็นผล เพราะเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ย่อมรู้ผลจากการกระทำของตนเอง และแนวทางนี้ น่าจะเป็นแนวทางของพนักงานสอบสวนด้วยเช่นเดียวกันแต่ก็มีคำเตือนจากนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทนายเตือนตำรวจว่าอย่าทำงานตามกระแส แต่ต้องสอบสวนให้สิ้นข้อสงสัย เพราะคดีอาจพลิกได้ คดีผู้กำกับโจ้ ยังมีคำถามถึงกระบวนชันสูตร ของแพทย์นิติเวช เรื่องการออกใบรับรองการตายว่ามีขบวนการขั้นตอนอย่างไร ส่งผลต่อรูปคดีหรือไม่ เรื่องนี้ได้รับคำอธิบายในเบื้องต้นว่า เมื่อศาลพิจารณา ศาลจะฟังจากปากคำแพทย์ผู้ดำเนินการ มากกว่าหนังสือรับรองการตาย ที่ออกให้ตามความจำเป็นของงานทะเบียนราษฎร์ และสถิติ
 

จากผู้ร้าย กลายเป็นฮีโร่ ? "ผู้กำกับโจ้" พลิกเกมสู้

คดีอุฉกรรจ์ครั้งนี้ ยังมีผลทำให้ กฏหมายปฏิรูปตำรวจ ที่เงื้อค้างง้างคามานานได้รับการผลักดันและถูกจับตาเป็นพิเศษว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ผ่านกฤษฎีกามาแล้ว กรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา ก็พิจารณามากว่าสิบครั้งหลังเสนอเข้ามาตั้งแต่วันที่24 กุมภาพันธ์ ถ้ายังผลักดันไม่ได้ สุดท้ายก็คงจะเงียบหายไป พร้อมๆกับการคลี่คลายคดี  

“เปิดคำพิพากษา” ฎีกา บรรทัดฐานเอาถุงพลาสติกครอบศีรษะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480721

“เปิดคำพิพากษา” ฎีกา บรรทัดฐานเอาถุงพลาสติกครอบศีรษะ

27 ส.ค. 2564

“เปิดคำพิพากษา” ฎีกาที่ 5332/2560บรรทัดฐานเอาถุงพลาสติกครอบศีรษะ ศาลมองประเด็นแห่งคดีว่าการกระทำนั้นมีเจตนาหรือไม่ ศาลจะดูจากการกระทำนั้นว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลนั้น

วันที่ 27 สิงหาคม 2564  นายคมเทพ  ประภายนต์  ทนายความชื่อดัง เปิดคำพิพากษาฏีกาบรรทัดฐาน กับ “คมชัดลึกออนไลน์”ว่า  คำพิพากษาบรรทัดฐานมองที่ “เจตนา” ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 58  มาตรา 59 ว่าด้วยเจตนาซึ่งมีองค์ประกอบทั้งภายนอกภายในและ “เจตนาพิเศษ”

หากเป็นการการกระทำที่ประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลนั้นได้ จะเห็นได้จากคำพิพากษาบรรทัดฐาน ที่ศาลวินิจฉัยว่านี่คือ “เจตนา” ดังรายละเอียดคำพิพากษาฎีกาที่ 5332/2560 ต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 5332/2560

จำเลยใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้ตายแล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณลำคอผู้ตาย แม้จำเลยมิได้ประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

แต่จำเลยก็ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนาฆ่า เพราะถ้าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายจริงจำเลยก็คงเอามีดแทงหรือบีบคอผู้ตายให้ถึงแก่ความตายไปแล้ว คงไม่ต้องลำบากหาถุงพลาสติกมาครอบศีรษะจำเลยนั้น

เห็นได้ว่าแม้จำเลยจะไม่ประสงค์ต่อผลที่จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คงเพียงแต่จะทรมานผู้ตายเท่านั้น

แต่จำเลยย่อมเห็นผลได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว

“ทำไมศาลมองเป็นเจตนา เพราะคนกระทำย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้ที่ถูกกระทำนั้นอาจสูญเสียชีวิตได้  นี่คือหลักของเจตนาง่ายๆ เพราะใครก็ตามที่ถูกถุงพลาสติกคลุมศรีษะ คนที่กระทำย่อมเล็งเห็นผลได้ ว่าผู้ถูกกระทำอาจเสียชีวิต  แต่ในหลักวิธีปฏิบัติของเจ้าพนักงานของรัฐการสืบสวนสอบสวนไม่มีวิธีการแบบนี้”ทนายคมเทพ ระบุ

ทนายคมเทพ  กล่าวย้ำอีกว่า ความจริงการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน มีหน้าที่ในการซักถามผู้ต้องหาเท่านั้น  อย่าลืมว่าผู้ต้องหาคือผู้บริสุทธฺ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา เขาคือผู้บริสุทธิ์ ต้องเคารพในความเป็นมนุษย์

….กมลทิพย์ ใบเงิน รายงาน…..

ม็อบ 29 สิงหา ผู้นำ ‘คาร์ม็อบ’ วอน ทะลุแก๊ส ยึดสันติวิธี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480650

ม็อบ 29 สิงหา ผู้นำ ‘คาร์ม็อบ’ วอน ทะลุแก๊ส ยึดสันติวิธี

26 ส.ค. 2564

ม็อบ 29 สิงหา “คาร์ม็อบ” นัดส่งท้าย บก.ลายจุด วอน ทะลุแก๊ส อย่าไปติดกับดักดินแดง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สมรภูมิดินแดง คืนวันที่ 26 ส.ค.2564 อยู่ในสภาพปกติ ไม่ต่างจากคืนก่อนหน้านั้น มีผู้ชุมนุมบางตา ที่บริเวณแยกดินแดง ไม่มีการปะทะใดๆ ระหว่างเจ้าหน้าที่ คฝ.และผู้ชุมนุม

วันที่ 25 ส.ค.2564 แอดมินเพจเยาวรุ่นทะลุแก๊ส ได้นัดหมายผู้ชุมนุมให้มารวมตัวที่แยกดินแดงเหมือนเดิม แต่ใกล้ 2 ทุ่ม แอดมินเพจได้โพสต์ว่า “ยุติการชุมนุม..พวกขี้ข้าเผด็จการ ใช้วิธีดักทางเข้าของเรา เราจะกลับมาวางแผนกันใหม่เร็วๆนี้”

เที่ยงคืนวันเดียวกัน แอดมินเพจทะลุแก๊ซ – Thalugaz โพสต์ว่า “ชาวทะลุแก๊ซ ไม่ใช่ผู้คน แต่เป็นจิตวิญญาณของการไม่ยอมจำนนและลุกขึ้นมาต่อต้าน”

จริงๆแล้ว วัยรุ่นที่มาชุมนุมบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ไม่ได้มีการจัดตั้ง ไม่มีแกนนำ ต่างคนต่างมา เมื่อมาถึงตู้คอนเทนเนอร์ ที่ขวางทางไปประตูเข้า ร.1 รอ.ทม. ถนนวิภาวดี ก็ปาประทัด จุดพลุ จากนั้น คฝ.ก็เข้าสลายการชุมนุม

เพียงแต่ระยะหลัง มีเพจเยาวรุ่นทะลุแก๊ส และเพจทะลุแก๊ซ ปรากฏขึ้นมา แต่ทั้งสองเพจก็แถลงว่า พวกเขาไม่ใช่แกนนำ เพียงแต่ใช้หน้าเพจเป็นกระบอกเสียง และประสานงานเท่านั้น

++

อย่าไปติดกับดัก

++

วันที่ 26 ส.ค.2564 ที่สำนักข่าวยูดีดีนิวส์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ จัดแถลงข่าวกิจกรรม Car Mob – Call out วันที่ 29 ส.ค.นี้ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งโดยทันที

ตอนท้ายของการแถลงข่าว “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ ได้กล่าวถึงการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงว่า แม้การชุมนุมในลักษณะนั้น จะเกิดจากความไม่พอใจของเยาวชนต่อการบริหารงานของรัฐบาลก็ตาม แต่จะเป็นกับดัก เนื่องจากแม้ผู้ชุมนุมจะเข้าประชิดถึงบ้านหลวงในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่อยู่แล้วในขณะนั้น และไม่เป็นผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง จึงให้ทบทวนอีกครั้งว่า ควรออกมาชุมนุมอย่างสันติวิธีดีกว่า

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2564 “บก.ลายจุด” ได้แสดงทัศนะผ่านเฟซบุ๊ค “สมบัติ บุญงามอนงค์” มีข้อความว่า “หลังแนวคอนเทนเนอร์ ไม่มีขุมสมบัติ แต่คือกับดักที่ขุดให้เราตกหลุมพราง ต่อให้เดินผ่านไปถึงรั้วราบ 1 ก็ยังไม่ได้สิ่งที่หวัง แต่จะเจอกับดักอันที่สอง เมื่อข้ามกำแพงเข้าไปด้านในคือกับดักอันต่อไป”

บก.ลายจุด ย้ำว่า “ไม่มีสิ่งใดหลังตู้คอนเทนเนอร์เลยเพื่อนเอ้ย..เราเห็นเช่นนี้ ที่กล่าวมาไม่กล้าที่จะห้าม รู้ว่าเพื่อนเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ มันไม่ใช่สมรภูมิมันคือกับดัก”

++

ขบวนการใหม่

++

แม้สมรภูมิดินแดง จะสงบเงียบติดต่อกันมา 2 วัน แต่แอดมินเพจทะลุแก๊ช ได้โพสต์แถลงการณ์เรื่อง “การจัดตั้งขบวนการต่อสู้ใหม่” โดยเบื้องต้น เขาอธิบายว่า “เพจทะลุแก๊ซ ที่ตั้งขึ้นนี้ มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ ต้องการอะไรจากเหตุการณ์ที่เยาวชนลุกขึ้นมาต่อต้านด้วยหลักสันติวิธีสากล..”

อย่างไรก็ตาม แอดมินเพจทะลุแก๊ซ ปฏิเสธว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มวัยรุ่นที่ดินแดง “…แต่อยากจะส่งข้อความนี้ไปถึงทุกๆคนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ร่วมกันกับพวกเราในครั้งนี้ ขอบคุณทุกคนจริงๆที่ยืนหยัดสู้เคียงข้างพวกเรา เราจะจดจำร่วมกันว่าใครบ้างที่มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง มิใช่พวกหิวแสงอยากได้ซีน ต้องการชี้นำมวลชนต่างๆนานาๆ ประหนึ่งเป็นศาสดา(จอมปลอม) ผู้ชี้ทางสว่างให้กับพวกเขา”

แอดมินเพจทะลุแก๊ซ ได้เสนอตอนท้ายของแถลงการณ์ว่า “ไม่มีฮีโร่ในขบวนการนี้ ทุกคนกำหนดชีวิตตัวเอง ทำงานร่วมกัน แบ่งงานกันทำ และเคารพในชีวิตและประสบการณ์ของแต่ละคนสั่งสมมา” พร้อมกับเรียกร้องให้หยุดการชี้นำหรือการนัดแนะชุมนุม และขอให้มีกการจัดตั้งขบวนการต่อสู้ใหม่ โดยใช้ดินแดงเป็นที่พูดคุยของทุกฝ่าย

ม็อบ 29 สิงหา ผู้นำ ‘คาร์ม็อบ’ วอน ทะลุแก๊ส ยึดสันติวิธีบก.ลายจุด ผู้ยึดสันติวิธี

ตลอดที่มีการชุมนุมของกลุ่มวัยรุ่นที่ดินแดง ในฝ่ายประชาธิปไตย มีเพียง “บก.ลายจุด” เพียงคนเดียวที่กล้าออกมาเสนอแนะ และวิจารณ์ด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าเยาวชนเหล่านั้นจะได้รับอันตราย

ต่างจากนักวิชาการบางกลุ่มที่แสดงท่าทีสนับสนุนการปะทะกับ คฝ. โดยอ้างคำว่า “สันติวิธีเชิงตอบโต้” ซึ่งมีเส้นแบ่งบางๆกั้นไว้ ระหว่างสันติวิธีเชิงตอบโต้กับอนาธิปไตย

นับจากนี้ไป ต้องจับตา “คาร์ม็อบ” นัดสุดท้าย จะมีเหตุการณ์วัยรุ่นปะทะกับ คฝ.ที่สามเหลี่ยมดินแดงอีกหรือไม่?