รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594543

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

รายงานพิเศษ : อุทยานฯไทรโยค ไอเดียเก๋ ปรับโฉมศูนย์บริการนทท.

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมเจตน์ จันทนา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ รวมทั้งจังหวัดกาญจนบุรีของเรา จากการติดตามข้อมูลจากสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี พบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ได้เร่งดำเนินการตรวจหาเชื้อในเชิงรุกเพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดให้ได้โดยเร็ว ซึ่งอำเภอไทรโยค พบผู้ติดเชื้อสะสมข้อมูลวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ จำนวน 156 รายเสียชีวิตสะสม จำนวน 6 ราย ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมทั้งจังหวัดอยู่ที่ จำนวน 7,457 ราย เสียชีวิตสะสม จำนวน 53 ราย ซึ่งหวังว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติหลายแห่งทั่วประเทศได้มีการปิดรับบริการนักท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ และตัวของนักท่องเที่ยวเองซึ่งอุทยานแห่งชาติไทรโยคเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เปิดให้บริการ และยังคงจัดชุดลาดตระเวนเชิงคุณภาพเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและล่าสัตว์ป่าอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาอาคารสถานที่ให้เกิดความสวยงามเอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวในอนาคต
อันใกล้นี้

ทั้งหมดเป็นไปตามนโยบาย ทส. ยกกำลัง 2 + 4  ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ให้ยกระดับคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเป็นสองเท่า และเจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนต้องเพิ่มศักยภาพในการทำงานมากขึ้น

อุทยานแห่งชาติไทรโยค จึงใช้โอกาสที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนไม่มาก ปรับปรุงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่มีอยู่ให้ได้มาตรฐานให้เป็นไปตามนโยบาย ด้วยการจัดทำนิทรรศการในรูปแบบจิตกรรมฝาผนังขึ้นภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อให้ความรู้รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานของนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากการเข้ามาท่องเที่ยวตามวิถีปกติ ทุกคนจะได้ความรู้กลับไป

เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่ง สถานที่แรกที่จะเป็นเสมือนห้องรับแขกให้กับนักท่องเที่ยวนั่นก็คือ “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว” เพื่อให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่เดินทางมาจะได้ทราบถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ การปฏิบัติตัวเมื่อเข้ามาอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ รวมถึงข้อห้ามต่างๆ ที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติเพื่อให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติไม่ถูกทำลาย” นายสมเจตน์กล่าว

นายสมเจตน์ จันทนา กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จึงดึงศักยภาพของเจ้าหน้าที่มาช่วยกันคิดช่วยกันออกแบบ แล้วลงมือทำกันเองตามความถนัดของแต่ละคน ซึ่งเป็นความโชคดีที่เจ้าหน้าที่ของเรามีความถนัดในหลายๆด้าน เช่นช่างก่อสร้างโครงสร้างช่างไม้ ช่างไฟ และช่างศิลป์ มีการออกแบบเนื้อหาพร้อมรูปภาพประกอบนิทรรศการ ตลอดจนการแปลภาษาเพื่อให้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่เป็นด่านหน้ารับนักท่องเที่ยวนั้น เป็นห้องนิทรรศการศิลปะฝาผนังเพื่อความสวยงาม นอกจากนี้เราได้มีการสื่อสารแบบสองภาษาเพื่อความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

โดยเนื้อหาของนิทรรศการจะประกอบไปด้วยความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค จนเป็นที่มาของเพลงเขมรไทรโยคอันเป็นเพลงไทยเดิมที่ยังคงความไพเราะมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่บ่งบอกถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นตลอดระยะทาง 415 กิโลเมตร ที่ทางรถไฟสายนี้พาดผ่านรวมถึงความสำคัญของอุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวน้ำตกและถ้ำต่างๆ ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค และสัตว์ป่าที่สามารถพบได้ในป่าแถบนี้

นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างของค้างคาวชนิดต่างๆ โดยเฉพาะค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกที่สามารถพบในอุทยานแห่งชาติไทรโยคให้ชม โดยภายในศูนย์บริการจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้ความรู้แก่ทุกคน ตลอดจนสื่อ แผ่นพับเอกสารต่างๆ ไว้แจกแก่นักท่องเที่ยวจึงขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทุกท่านที่มาเยือนอุทยานแห่งชาติไทรโยคได้เข้ามาหาความรู้บนศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกันได้ ปัจจุบันนี้อุทยานแห่งชาติไทรโยคยังเปิดให้บริการการท่องเที่ยวแต่ต้องปฏิบัติตัวภายใต้มาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

สถานีเกษตร+สิ่งแวดล้อม : Single Form ส่งออกยาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594542

สถานีเกษตร+สิ่งแวดล้อม : Single Form ส่งออกยาง

สถานีเกษตร+สิ่งแวดล้อม : Single Form ส่งออกยาง

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ค่อนข้างรุนแรง หน่วยงานราชการหลายแห่ง ต้องให้พนักงานทำงานที่บ้าน(WFH ) ตามนโยบายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้การทำงานสะดุด จำเป็นจะต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้

การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เช่นกัน “ณกรณ์ ตรรกวิรพัท” ผู้ว่าการ กยท. บอกว่า กยท.มีนโยบายที่จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารงานมากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา กยท.ได้นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์ แบบ Single Form (e-SFR) และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง (e-QC) ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ National Single Window (NSW)

ระบบดังกล่าว เป็นระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ สำหรับการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ด้านขนส่งและเครือข่ายโลจิสติกส์ ตามเส้นทางยุทธศาสตร์ และยังสอดคล้องกับนโยบาย THAILAND 4.0 ในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ (Service Reform)

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) มีนโยบายให้ปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก สินค้ายุทธศาสตร์ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว ยางพารา สินค้า แช่แข็ง และวัตถุอันตราย ผ่านระบบ NSW เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการส่งยางออกฯ ลดปริมาณเอกสาร ขั้นตอนและระยะเวลาในการยื่นขอใบรับรองคุณภาพยาง และใบรับค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร ในอนาคต โดยการบันทึกรายการครั้งเดียว ลดความผิดพลาด และความซ้ำซ้อนของข้อมูล รวมทั้งเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกันได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากการบันทึกรายการครั้งเดียว

“เพื่อให้เป็นไปตามมติ กบส. ดังกล่าว กยท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า ยางพาราโดยมีหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางออกฯ และให้บริการวิเคราะห์คุณภาพยางแก่ภาครัฐและเอกชน จึงได้บูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร และกรมศุลกากร ร่วมกันดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และออกแบบระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร แบบ Single Form และ ระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง ผ่านระบบ NSW” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

สำหรับระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-SFR) กยท.จะเริ่มนำมาใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ยกเว้นผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมประเภทยางผสมสารเคมี ให้ชำระผ่านทางระบบ e-CESS ตามเดิม ส่วนระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-QC) กยท.จะนำเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2565

แม้การนำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวมาใช้ จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการระบาดของ COVID-19 แต่ก็สามารถช่วยให้การทำงานแบบเว้นระยะห่างได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่ทำให้การส่งออกสะดุด สามารถช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในทางอ้อมได้

หากผู้ส่งออกยางมีข้อสงสัยใดๆ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ โทร 0-2433-2222 ต่อ 313,319 หรือ e-mail : ecess@raot.mail.go.th รับรองได้ความกระจ่างแน่นอน

รัฐศักดิ์ พลสิงห์

วิกฤติโควิดฉุดบริโภคสินค้าเกษตร 5 เดือนเสียหาย 13,895 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594545

วิกฤติโควิดฉุดบริโภคสินค้าเกษตร5เดือนเสียหาย13,895ล้าน

วิกฤติโควิดฉุดบริโภคสินค้าเกษตร5เดือนเสียหาย13,895ล้าน

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสามในครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงและน่าจะยืดเยื้อ ซึ่งย่อมกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความเสี่ยง และยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้าลง โดยคาดว่าขยายตัวเพียงร้อยละ 0.7 (ข้อมูล ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2564) เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2564 สศก. พบว่า ขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2563 ที่หดตัวถึงร้อยละ 3.1 เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และช่วงต้นปี 2564 ทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้มากขึ้น รวมทั้งสภาพอากาศโดยทั่วไปที่เอื้ออำนวย และไม่ประสบปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง ทำให้สถานการณ์การผลิตพืชและปศุสัตว์ดีกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรเพิ่มปริมาณการผลิต โดยแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร ทั้งปี 2564 สศก. ยังคาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.7-2.7 ตามเดิมที่คาดการณ์ไว้

จากการวิเคราะห์ผลกระทบโควิด-19 พบว่า ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆโดยผลกระทบที่ได้รับมีสาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าเกษตรที่อ่อนตัวลงเพราะมาตรการที่ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น การล็อกดาวน์ และการควบคุมพื้นที่การจำกัดเปิดร้านค้า และ ร้านอาหารต่างๆ โดยผลวิเคราะห์พบว่า กรณีโควิด-19 กระทบ 5 เดือน (เมษายน – สิงหาคม 2564) มูลค่าทางเศรษฐกิจการเกษตรในส่วนของการบริโภคสินค้าเกษตรในประเทศ จะลดลงรวมทั้งสิ้น 13,895 ล้านบาท เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีต่อสาขาการผลิตทางการเกษตร 5 อันดับแรก (กรณี 5 เดือน) พบว่า สาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ การทำสวนผัก มูลค่าทางเศรษฐกิจลดลง 3,049 ล้านบาท รองลงมา คือ การทำสวนผลไม้ มูลค่าลดลง 2,061 ล้านบาท การทำนา มูลค่าลดลง 2,038 ล้านบาท การประมงทะเลและการประมงชายฝั่ง มูลค่าลดลง 1,007 ล้านบาท และการเลี้ยงสัตว์ปีก มูลค่าลดลง 908 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากโครงสร้างการบริโภคของประเทศไทย มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการบริโภค ผัก ผลไม้ และข้าว มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้โควิด-19 จะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย แต่การส่งออกสินค้าเกษตรไทย ยังขยายตัวได้ดีตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า จึงนับเป็นอีกแรงสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้โดยเมื่อพิจารณาถึงการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังตลาดโลก ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 (เดือนมกราคม-มิถุนายน) พบว่า มีมูลค่าอยู่ที่ 716,581 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 669,079 ล้านบาท หรือเพิ่มร้อยละ 7.1 สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สำคัญที่มีปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ยางพารา ทุเรียนและผลิตภัณฑ์ สับปะรดและผลิตภัณฑ์ ลำไยและผลิตภัณฑ์ เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ กุ้งและผลิตภัณฑ์ และน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลักที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมแนวทางดำเนินนโยบายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ตลอดจนผลักดันนโยบายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาและปรับทักษะแรงงาน (upskill/reskill) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล (Smart Farm) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสามารถรองรับปัจจัยลบ ต่างๆ ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจ (economic shocks) ในอนาคตได้ดีขึ้น

ข่าวภูมิภาค : 13 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594541

ข่าวภูมิภาค : 13 สิงหาคม 2564

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โคราชรณรงค์เชิงรุกโครงการสัตว์ปลอดโรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านโพนสูง  ต.หมื่นไวย  อ.เมือง  จ.นครราชสีมา นายสัญญา ภักดิ์โพธิ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายพิทยา แสงรุ่ง ผช.ปชส.นครราชสีมา  และนายอรุณ ขันโคกสูง ผู้ใหญ่บ้านโพนสูงฯ ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตามโครงการ สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้าประจำปี 2564 ตามพระราชปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีนายสัญญา ภักดิ์โพธิ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระราชปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้ที่ถูกต้องและสร้างความเชื่อมั่นโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า รวมทั้งการดูแลสุนัข แมว ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และเพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสนับสนุนให้ความร่วมมือ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐในการดูและการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชน

พังงา อุตุฯ เตือน ฝนตกหนัก คลื่นลมแรง

ผู้สื่อข่าวรายงาน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมเวียดนามตอนบน ทำให้จังหวัดพังงา บรรยากาศทั่วไปท้องฟ้ามืดครึ้มฝนฟ้าคะนองมีฝนตกหนักถึงหนักมากสลับกับมีลมกระโชกแรงตลอดทั้งวัน ส่วนคลื่นลมบริเวณชายหาดนางทอง หมู่ 7 บ้านบางหลาโอน ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า พบว่าคลื่นในทะเลมีกำลังแรง น้ำทะเลมีสีขุ่น
ความสูงของคลื่น 2 เมตร ส่วนที่บ้านลำภี หมู่ 5 ต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง บริเวณลำคลองปริมาณน้ำเริ่มสูงขึ้นเรื่อย น้ำมีสีขุ่นแดง
และได้ไหลเข้าท่วมสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ของชาวบ้าน หากฝนยังไม่หยุดคาดว่าจะขยายวงกว้างอย่างแน่นอนขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนทั่วไทยมีฝนตกหนัก 40-70% อันทะเลอันดามันคลื่นมีความสูง 2 เมตร พร้อมเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่า
ไหลหลากได้ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

‘กู๊ด ดอกเตอร์ฯ’ ผนึกกำลัง สปสช. เดินหน้าให้บริการการแพทย์ทางไกล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/597581

'กู๊ด ดอกเตอร์ฯ' ผนึกกำลัง สปสช. เดินหน้าให้บริการการแพทย์ทางไกล

‘กู๊ด ดอกเตอร์ฯ’ ผนึกกำลัง สปสช. เดินหน้าให้บริการการแพทย์ทางไกล

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.37 น.

บริษัท กู๊ด ดอกเตอร์ เทคโนโลยี ร่วมกับ สปสช. ให้บริการการแพทย์ทางไกล Telemedicine และยกระดับบริการด้านสุขภาพสำหรับผู้ต้องแยกกักตัวอยู่ที่บ้าน (Home Isolation)

25 สิงหาคม 2564 บริษัท กู๊ด ดอกเตอร์ เทคโนโลยี (Good Doctor Technology: GDT) บริษัทเทคโนโลยีด้านสุขภาพระดับภูมิภาคที่ยึดมั่นในวิสัยทัศน์การให้บริการที่ว่า “หนึ่งแพทย์ต่อหนึ่งครอบครัวทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA)” ขอประกาศว่า ทางบริษัทได้รับการการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้เป็นผู้ให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการและผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงระหว่างการแยกกักตัวอยู่ที่บ้านหรือ Home Isolation ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดย GDTT มีเป้าหมายที่จะเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือด้านการแพทย์สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลและมียารักษาครบครันผ่านการให้บริการการแพทย์ทางไกลได้อย่างทันท่วงทีผ่านแอปพลิเคชันด้านสุขภาพที่พร้อมใช้งานบนมือถือ

ความร่วมมือนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการบรรเทาวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของทางสปสช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่บริหารจัดการและให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงภายในประเทศไทยในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นการรับมือกับปัญหาการขาดแคลนเตียงผู้ป่วยภายในโรงพยาบาล และลดจำนวนผู้ป่วยติดค้างตามสถานพยาบาลต่าง ๆ อันเนื่องมาจากยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นของแต่ละวันในปัจจุบัน

การบริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) จะสามารถช่วยลดภาระที่มากจนเกินรับมือให้กับระบบการดูแลสุขภาพในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างไร ในขณะที่ประเทศไทยยังคงต่อสู้กับการแพร่กระจายของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 GDTT ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องผลักดันความพยายามระดับประเทศในการแก้ไขปัญหาเรื่องของการจัดการการดูแลผู้ป่วยโดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพที่พร้อมใช้งานบนช่องทางดิจิทัล ด้วยการเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพแก่ผู้ที่แยกกักตัวอยู่ที่บ้านหรือภายในชุมชน GDTT มีเป้าหมายที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นใจว่าทุกครอบครัวในประเทศไทยจะสามารถเข้าถึงแพทย์ประจำครอบครัวได้อย่างทั่วถึง และได้ผลักดันให้เกิดการนำบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มาใช้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแพร่ระบาดใหญ่ แอปพลิเคชันของบริษัท GDTT ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือและเข้ากับบริบทของผู้ใช้ชาวไทย โดยนอกเหนือจากบริการการแพทย์ทางไกลแล้ว ยังมีส่วนลดพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามต่างๆ รวมถึงเป็นแหล่งรวมบทความด้านสุขภาพที่เขียนโดยทีมแพทย์ประจำของ GDTT แอปพลิเคชัน Good Doctor ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องของการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซียหรือประเทศจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบอัตโนมัติผู้ป่วยจะสามารถเชื่อมต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ภายใน 60 วินาที โดยไม่ต้องทำการนัดหมายล่วงหน้า อีกทั้งยังจะได้รับการวินิจฉัยและแผนการรักษาที่แนะนำได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 15 นาที

นพ. สุทธิชัย โชคกิจชัย หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ บริษัท กู๊ด ดอกเตอร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า ด้วยการแพทย์ทางไกลและการดูแลผ่านช่องทางออนไลน์ เราจะสามารถให้การดูแลที่เหมาะสมแก่ผู้ที่กักตัวอยู่ในบ้านหรือภายในชุมชนได้อย่างทันท่วงที โดยเราจะ พยายามทำให้ผู้ป่วยสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างดีที่สุด ที่สำคัญ คือ ในช่วงเวลานี้ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องได้รับคำแนะนำอย่างดีเพื่อที่พวกเขาจะสามารถเข้าใจอาการและจัดการอาการเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม ในที่สุดแล้ว เราหวังว่าจะสามารถลดความเสี่ยงที่อาการของผู้ป่วยจะทรุดลง รวมถึงป้องกันไม่ให้พวกเขามีอาการที่ร้ายแรงขึ้นอันจะนำไปสู่การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การให้บริการการแพทย์ทางไกลในประเทศไทยจะทำให้เรามีโอกาสปรับปรุงการจัดการบริการการแพทย์เบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

การที่กระทรวงสาธารณสุขได้ขยายขอบเขตให้สถานพยาบาลเอกชนสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาได้ในโครงการทำให้ GDTT สามารถช่วยสนับสนุนแนวทางการจัดการผู้ป่วยได้สองวิธี คือ การทดสอบโดยใช้ชุดทดสอบแอนติเจน (Antigen test kits: ATK) จะทำให้ผู้ป่วยสามารถตรวจการติดเชื้อได้อย่างง่ายดายรวดเร็วและสามารถนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแต่การตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ และการดูแลเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องแยกกักตัวที่บ้านหรือในชุมชนเพื่อคอยให้การดูแลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 และรักษาผู้ป่วยตามอาการ

ในกรณีแรกผู้ป่วยสามารถปรึกษากับแพทย์และหากจำเป็นแพทย์จะสั่งชุดทดสอบแอนติเจนให้กับผู้ป่วย หากผลลัพธ์เป็นลบ ผู้ป่วยจะยังคงได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการสังเกตอาการด้วยตนเองอย่างเหมาะสม หากผลลัพธ์เป็นบวก จะมีการย้ายผู้ป่วยไปอยู่ในส่วนของการดูแลเบื้องต้นของ GDTT ในกรณีที่สองผู้ป่วยที่จำเป็นต้องแยกกักตัวที่บ้านหรือในชุมชนจะต้องลงทะเบียนกับ สปสช. ก่อนเริ่มกักตัว หลังจากนั้นพวกเขาจะสามารถรับบริการด้านสุขภาพเพิ่มเติมด้วยการติดตามอาการและการให้คำปรึกษาผ่านช่องทางแอปพลิเคชันกับทีมแพทย์ประจำของ GDTT และยังจะมีการส่งยาไปให้ถึงที่บ้านเป็นระยะเวลา 14 วันตลอดช่วงที่ผู้ป่วยกักตัวอยู่ที่บ้าน

ซึ่งบริการนี้รวมถึงยารักษาอาการที่แพทย์สั่ง ยารักษาการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ได้รับการอนุมัติจากทางการและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ ชุดทดสอบการติดเชื้อด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ปัจจุบัน GDTT ได้ร่วมกับผู้ให้บริการ์จัดส่งสินค้าซึ่งให้บริการตามความต้องการของผู้ป่วยครอบคลุมในหลายพื้นที่ เพื่อให้บริการตามควมต้องการของผู้ป่วย โดยจะทำการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็นให้ผู้ป่วยอย่างรวดเร็วที่สุด

เมลวิน หวู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารระดับภูมิภาคของ กู๊ด ด็อกเตอร์ เทคโนโลยี กล่าวว่า ความสามารถในการให้บริการที่เพียงพอกับปริมาณผู้ใช้งานเป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องพิจารณาเพื่อประเมินถึงระดับประสิทธิภาพของการบริการผ่านช่องทางออนไลน์ และเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญให้กับระบบการดูแลผู้ติดเชื้อโควิดที่บ้านและชุมชนของ สปสช. ด้วยรูปแบบการให้บริการทางไกลที่ไม่เหมือนใครของเราซึ่งมีประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อแพทย์ของเรากับผู้ป่วยได้ทันทีเช่นนี้ เราพร้อมที่จะให้บริการผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งต้องการเข้าถึงแพทย์อย่างเร่งด่วนได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัสในช่วงระยะเวลาการแยกกัก 14 วัน ด้วยเครือข่ายร้านขายยาและการจัดส่งสินค้าที่แข็งแกร่งของเราซึ่งครอบคลุมทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร เราจะสามารถดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้นและให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างง่ายดายเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะของระบบซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบริการสุขภาพดิจิทัลของเรา

รำลึก 130 ปี พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/597249

รำลึก 130 ปี พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์

รำลึก 130 ปี พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ทรงเปิดตึก “นราธิปพงศ์ประพันธ์-สุพิณ” ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พ.ศ.2514

พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณประสูติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2434ที่จังหวัดพระนคร เป็นโอรสองค์ที่ 5ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ในรัชกาลที่ 4 และหม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ในราชสกุล “มนตรีกุล” ซึ่งสืบสายมาจาก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เพิ่มคำว่า “วรรณ” ข้างหน้าพระนามเดิม มาเป็น “วรรณไวทยากร” แปลว่า “หมอหนังสือ” และเจ้าของพระนามนี้ รับสั่งว่า “ตั้งแต่นั้น ฉันก็พยายามที่จะบำเพ็ญตนให้สมกับชื่อที่ได้รับพระราชทาน”

เสด็จในกรมฯ ทรงเสกสมรสกับหม่อมเจ้าพิบูลเบ็ญจางค์ กิติยากร มีโอรสคือ หม่อมราชวงศ์วิบุลเกียรติ วรวรรณ (ถึงแก่อนิจกรรม) สมรสกับ หม่อมราชวงศ์ทิพภากร อาภากร (ถึงแก่อนิจกรรม) มีบุตรและธิดา คือ หม่อมหลวงเกียรติกร วรวรรณ(ถึงแก่กรรม), หม่อมหลวงสุทธิ์ธรทิพย์วรวรรณ มีบุตรและธิดา คือ นายชวิศอ่องจริต และ นางสาวฐิตาภา วรวรรณ ต่อมาเสด็จในกรมฯ ทรงเสกสมรสกับหม่อมพร้อยสุพิณ บุนนาค และมีธิดา คือ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร คู่ชีวิตคือ นายจิตริก เศรษฐบุตร (อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน) โดย ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร มีธิดาคือ เด็กหญิงวิญวรรณ ไกรฤกษ์ (จากการสมรสครั้งแรก) ถึงแก่กรรม

เสด็จในกรมฯ ทรงมีน้ำพระทัยอันประเสริฐกับทุกๆ คนทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยพระองค์ท่านทรงมีพระอุปนิสัยสุภาพอ่อนน้อมไม่ถือพระองค์ ทรงรักห่วงใยครอบครัวอย่างลึกซึ้งและทรงดูแลทุกข์สุขญาติพี่น้องอย่างทั่วถึงตลอดพระชนม์ชีพ ความรักความผูกพันที่เสด็จในกรมฯ ทรงมีต่อครอบครัวเป็นที่ประจักษ์ในบันทึกของพระองค์ท่านหลังจากทรงรอดพ้นจากอันตรายอย่างปาฏิหาริย์เมื่อเครื่องบินที่ท่านประทับเดินทางกลับจากการปฏิบัติราชการที่ประเทศญี่ปุ่นถูกพายุพัดหนักเกือบตกทะเล ท่านได้ทรงบันทึกเป็นโคลงตอนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยห่วงใยที่ทรงมีต่อชายาและธิดาของพระองค์ท่านอย่างที่สุด

การถวายความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดพระชนม์ชีพ เสด็จในกรมฯ ได้ถวายความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ เสด็จในกรมฯ ได้ถวายงานสนองพระบรมราชโองการฯ ด้วยความตั้งพระทัยแน่วแน่ในการทรงใช้พระปรีชาสามารถให้งานสัมฤทธิผลอย่างดีที่สุด เช่น ในการเสด็จเป็นผู้แทนพระองค์ในงานมหกรรมโลกเอกซ์โป 70 ณ เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ใน พ.ศ.2513 และในโอกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เสด็จในกรมฯเป็นประธานสมัชชาแห่งชาติ (สภาสนามม้า)เพื่อเลือกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.2516 เป็นการแก้ไขสถานการณ์วิกฤตในชาติหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ

พระประวัติด้านการศึกษา (ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ) พ.ศ.2443 ทรงศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบ พ.ศ.2445 ทรงศึกษาในโรงเรียนราชวิทยาลัย สอบไล่ได้ชั้นมัธยมพิเศษ เป็นปีที่ 1 ได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษเมื่อพระชันษา 14 ปีพ.ศ.2448 ทรงศึกษาชั้นมัธยมศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ณ โรงเรียน Marlborough College เป็นเวลา 4 ปี สำเร็จวิชา ModernSide (วิชาภาษาปัจจุบัน) และ Classical Side (วิชาภาษาโบราณ คือ ภาษากรีก) ทรงได้รับรางวัลถึง 17 รางวัล

เสด็จในกรมฯ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหม่อมพร้อยสุพิณ ม.ล.เกียรติกรวรวรรณ เฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการฉลองพระชันษา 80 ปี ของเสด็จในกรมฯ พ.ศ.2514

พ.ศ.2453 ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดใน Balliol College ทรงได้รับปริญญา B.A. เกียรตินิยมทางประวัติศาสตร์ พ.ศ.2458 ได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ Ecole Libre des Sciences Politiques ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในสาขาวิชาการทูตและทรงสอบไล่ได้รับประกาศนียบัตรวิชาการทูตรางวัลที่ 1 พ.ศ.2470 ได้เสด็จกลับมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ทรงได้รับปริญญาโท และด้วยพระปรีชาสามารถทางด้านวิชาการ เสด็จในกรมฯ ทรงได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์อีกหลายสาขาวิชาและจากหลายสถาบัน อาทิ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์อักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์รัฐศาสตร์ (การทูต)มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วารสารศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางกฎหมายแพ่ง มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด,ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางกฎหมาย มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย, มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก, มหาวิทยาลัยฟาร์เล ติกกินสัน, และปริญญาบัตร (กิตติมศักดิ์) วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

ได้เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไปว่า เสด็จในกรมฯทรงเป็นปราชญ์แห่งสยาม และทรงมีคุณูปการต่อประเทศชาติเป็นอเนกอนันต์ พระองค์ทรงรับใช้บ้านเมืองตลอดมาทุกสมัยโดยมิได้คำนึงถึงว่าบุคคลใดหรือคณะใดเป็นผู้บริหารประเทศ ทรงมีแต่ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะทรงรับใช้ชาติตามพระสติปัญญา อุตสาหะและซื่อสัตย์สุจริตเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น

ทรงฉายร่วมกับธิดา ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร เมื่อทรงดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ พ.ศ.2499 โดย ท่านผู้หญิงวิวรรณ อดีตข้าราชการ กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เลขานุการส่วนพระองค์

ผลงานด้านการต่างประเทศ ทรงทำหน้าที่เลขานุการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และทรงทำหน้าที่เลขานุการคณะทูตไทยในที่ประชุมสันติภาพหลังมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ.2460)ทรงดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองบัญชาการ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ทรงเป็นเสนาบดี (พ.ศ.2463) ทรงดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลอง กระทรวงการต่างประเทศ (พ.ศ.2467-2469) ถึงแม้เสด็จในกรมฯได้ทรงดำรงตำแหน่งนี้เพียง 2 ปี แต่ก็ได้ทรงมีโอกาสปฏิบัติราชการอันสำคัญ โดยได้ทรงร่วมในการเจรจาเพื่อแก้ไข “สัญญาไม่เสมอภาค”กับบรรดาประเทศในยุโรป ซึ่งเป็นพระภารกิจที่นำความสำเร็จเป็นคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติและยังทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนในการเจรจากับฝรั่งเศสเพื่อทำอนุสัญญาว่าด้วยอินโดจีนเกี่ยวกับเขตแดนในแม่น้ำโขงโดยตกลงให้มีคณะกรรมการร่วมกันคอยกำกับดูแล

จากตำแหน่งปลัดทูลฉลอง เสด็จในกรมฯได้เสด็จไปรับราชการในต่างประเทศ นับเป็นก้าวสำคัญในการทรงงานด้วยพระปรีชาสามารถในตำแหน่งอัครราชทูตไทยประจำพระราชสำนักเซนต์เจมส์ เนเธอร์แลนด์และเบลเยียม ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสมัชชาสันนิบาตชาติ ซึ่งพระองค์ทรงได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการระเบียบวาระแห่งสมัชชาสันนิบาติชาติรวมทั้งทรงเป็นรองประธานและผู้แทนประจำคณะกรรมการอื่นๆ ด้วย (พ.ศ.2469) ทรงเป็นตุลาการในศาลอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก (พ.ศ.2477-2478)

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯทรงเป็นองค์ประธานการประชุมเรื่อง “ปัญหาการใช้คำภาษาไทย” ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เสด็จในกรมฯ ร่วมอภิปรายในงานนี้ เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2505 ซึ่งต่อมาได้กำหนดให้เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติของทุกปี

ในปี 2480 ประเทศไทยได้มีการแก้ไขสนธิสัญญากับนานาประเทศ เสด็จในกรมฯทรงเป็นผู้แทนในการเจรจาทำสนธิสัญญากับนานาประเทศจนบรรลุผลสมบูรณ์ ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาแสดงถึงเป็นผู้มีความสำเร็จในการปฏิบัติราชการแผ่นดิน อีกทั้งทรงเป็นประธานผู้แทนคณะทูตไทย เจรจากำหนดเขตแดนระหว่างไทยกันอินโดจีนของฝรั่งเศส ณ ประเทศญี่ปุ่น ทรงได้รับมอบอำนาจให้ทรงลงพระนามในสัญญาได้ พระองค์ทรงทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งของชาติอีกวาระหนึ่ง (พ.ศ.2484) ต่อมาในปีพ.ศ.2486 ในช่วงระหว่างมหาสงครามเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนของนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีของชาติต่างๆ ในมหาเอเชีย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเสด็จในกรมฯทรงทำหน้าที่ได้อย่างดียิ่ง

งานสำคัญของชาติ ทรงเจรจาให้ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติเป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2489 หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงรัฐบาลไทยได้แต่งตั้งให้เสด็จในกรมฯ เป็นผู้แทนไปเจรจาให้ประเทศไทย ได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเนื่องจากมีบางประเทศมีท่าทีจะยับยั้ง เช่น ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต แต่ด้วยกุศโลบายของเสด็จในกรมฯ ในการเจรจากับผู้แทนฝรั่งเศสและกับนายโกรมิโก ผู้แทนสหภาพโซเวียต โดยทรงทำหนังสือยืนยันว่าจะมีการแลกเปลี่ยนทูตระหว่างกันโดยเร็วเป็นที่พอใจของนายโกรมิโก จนต้องยอมยกเลิกคัดค้านการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติของไทย ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากพระอัจฉริยภาพของเสด็จในกรมฯ ในการใช้กลวิธีในการเจรจาอย่างมีปัญญาเฉียบแหลมรับมือทันท่วงทีกับสถานการณ์ที่ยากลำบากโดยเฉพาะกับผู้แทนประเทศมหาอำนาจซึ่งเป็นฝ่ายชนะสงคราม ประเทศไทยจึงได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติก่อนหลายประเทศที่ยังเข้าไม่ได้ในปีนั้น ปีนี้นับเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติครบ 75 ปีในวันที่ 6 ธันวาคม 2564

ทรงดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสำนักเซนต์เจมส์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทรงฉายเมื่อ 2 ธ.ค. 2470

ทรงเป็นผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ในปีพ.ศ.2490 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เสด็จในกรมฯเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ พระองค์ท่านทรงมีบทบาทสำคัญยิ่ง ทรงได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการถึง 4 ชุด จากคณะกรรมการทั้งหมด 7 ชุดคือ คณะกรรมการทรัสตี คณะกรรมการเศรษฐกิจ คณะกรรมการกฎหมาย และคณะกรรมการการเมืองพิเศษ ในระยะที่ทรงเป็นประธานคณะกรรมการการเมืองพิเศษ มีเรื่องเล่าเป็นเกร็ดที่น่าสนใจคือในการประชุมเกี่ยวกับการลดอาวุธ มีการโต้แย้งกันอย่างรุนแรงโดยนายวิชินสกี้ผู้แทนสหภาพโซเวียตกล่าวว่า “Prince Wanagrees with me. He is smiling” ทำให้เสด็จในกรมฯ ต้องทรงรีบชี้แจงที่ประชุมให้ระมัดระวังการแปลความหมายจากการที่พระองค์แย้มพระสรวลว่าเป็นการเห็นชอบกับข้อเสนอของนายวิชินสกี้เพราะปกติท่านก็ยิ้มแย้มอยู่เสมอ วาทะคำคมพร้อมอารมณ์ขันของพระองค์ท่านทำให้บรรยากาศในที่ประชุมหายตึงเครียดลง พระปฏิภาณอันเฉียบแหลมและพระปรีชาสามารถของเสด็จในกรมฯในการทรงปฏิบัติหน้าที่ประธานในแต่ละคณะกรรมการจึงนำไปสู่การยอมรับและพอใจในผลงานของพระองค์ท่านจากผู้แทนประเทศสมาชิก ที่ประชุมสมัชชาจึงได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกเสด็จในกรมฯเป็นประธานสมัชชาในเวลาต่อมา

ทรงเป็นประธานสมัชชาสหประชาชาติ พ.ศ.2499-2500 จากผลงานที่เสด็จในกรมฯได้ทรงปฏิบัติเป็นผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมตั้งแต่ทรงดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยในสหประชาชาติ พระองค์ท่านจึงทรงได้รับเลือกให้เป็นประธานสมัชชาสหประชาชาติในสมัยประชุมครั้งที่ 11 โดยได้ทรงรับเลือกด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ เสด็จในกรมฯได้ทรงปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยพระปรีชาสามารถในการสร้างสันติภาพให้แก่ชาวโลก โดยทรงควบคุมการประชุมสมัชชาเพื่อแก้ไขปัญหาที่สหภาพโซเวียตเข้าไปยึดครองประเทศฮังการีและอีกปัญหาที่อังกฤษ อิสราเอลและฝรั่งเศสเข้ายึดครองคลองสุเอซซึ่งผลปรากฏว่าที่ประชุมมีมติให้ประเทศที่เข้ายึดครองถอนกำลังออกไปพร้อมทั้งได้เสนอให้มีการจัดตั้งกองกำลังฉุกเฉินของสหประชาชาติเพื่อรักษาสันติภาพเป็นครั้งแรก

เสด็จในกรมฯ และชายา หม่อมพร้อยสุพิณ วรวรรณ ณ อยุธยา

เสด็จในกรมฯได้ทรงปฏิบัติพระภารกิจในตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 11 ด้วยความสำเร็จเป็นเกียรติประวัติอันงดงามสำหรับประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกและเป็นที่น่าปลื้มปีติอย่างยิ่งที่ผู้แทนประเทศสมาชิกในที่ประชุมทุกท่านได้ยืนขึ้นปรบมือให้พระองค์ท่านเป็นเวลานานในโอกาสที่พระองค์ท่านทรงอำลาจากตำแหน่งในวันที่ทรงครบวาระหน้าที่ประธานสมัชชาฯ เป็นภาพที่น่าภาคภูมิใจสำหรับคนไทยและประเทศไทยซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้แทนไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้

เสด็จในกรมฯ ทรงได้พบและร่วมงานกับ โจ เอน ไล ในการประชุมเรื่องหาทางตกลงเกี่ยวกับปัญหาเกาหลีที่เจนีวา เมื่อพ.ศ.2497 ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงเป็นประธานร่วมกับเซอร์แอนโทนี่ อีเดน รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ และนายโมโลตอฟรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพโซเวียต การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยความเข้าใจอันดีและมีไมตรีฉันทมิตรต่อกัน โดย นายโจ เอน ไล ได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ด้วย ต่อมาในพ.ศ.2498 ได้มีการประชุมเอเชีย-แอฟริกา ที่บันดุง ประเทศอินโดนีเซียเสด็จในกรมฯทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และทรงได้รับเลือกจากที่ประชุมให้เป็นผู้เสนอรายงาน Rapporteur จึงได้ร่วมงานกับ นายโจ เอน ไลอีกครั้งหนึ่ง นายโจ เอน ไล ซึ่งเป็นประธานร่วมกับ นายนัสเซอร์ ประธานาธิบดีแห่งอียิปต์ ได้ให้ความไว้วางใจในพระปรีชาสามารถของเสด็จในกรมฯ โดยเสนอให้พระองค์ท่านเป็นกรรมการร่างข้อตกลงเพื่อเสนอให้เป็นมติของที่ประชุมสรุปได้ว่า ประเทศเอเชีย-แอฟริกา จะร่วมมือกันพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับอธิปไตยแห่งชาติ และลัทธิเชื้อชาติรวมทั้งส่งเสริมสันติภาพกับความร่วมมือแห่งโลก ในระหว่างการประชุมนายโจ เอน ไล ได้แสดงอัธยาศัยไมตรีอันดีและให้เกียรติกับเสด็จในกรมฯ โดยเชิญไปเลี้ยงอาหารค่ำและถวายของที่ระลึก ในปีต่อๆ มาเมื่อมีผู้แทนไทยไปประเทศจีน เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และบุคคลสำคัญอื่นๆ นายโจ เอน ไล ได้กล่าวถึงเสด็จในกรมฯและส่งคำระลึกถึงมาถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ

ม.ร.ว.วิบุลเกียรติ วรวรรณ (โอรส) ถึงแก่อนิจกรรม, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร (ธิดา), หม่อมพร้อยสุพิณ

เสด็จในกรมฯ เมื่อทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานการประชุมคณะมนตรี ส.ป.อ. (ซีโต้) พ.ศ.2497 ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมเซอร์แอนโทนี่ อีเดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมได้กล่าวถึงการทำหน้าที่ของเสด็จในกรมฯว่า ทรงใช้ถ้อยคำสร้างไมตรีด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ “แม้แต่นกที่เข้ามาเกาะอยู่ในโดมยังหยุดร้องเพื่อฟังพระสุรเสียงเวลารับสั่ง”

เสด็จในกรมฯ ทรงดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาใหญ่ สหประชาชาติ พ.ศ.2495-2500

พระเกียรติคุณ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์

ผลงานด้านการเมือง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเสด็จในกรมฯเป็น “องคมนตรี” ปี พ.ศ. 2465 รับปรึกษาราชการในส่วนพระองค์ปีพ.ศ.2477-2478 ทรงเป็นกรรมการในคณะกรรมาธิการหลายคณะ ทั้งทางฝ่ายรัฐบาลและทางฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรปีพ.ศ.2502 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีและต่อมาในสมัยที่จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ทรงเป็นรองประธานที่ได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้ทำหน้าที่แทนในคณะกรรมการด้านต่างๆ ได้แก่ (1) คณะกรรมการก.พ. (2) คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (3) คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ และ (4) คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ

ด้วยพระปรีชาสามารถในความรอบรู้เรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ เสด็จในกรมฯทรงได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในปี 2511ต่อมาปี 2516 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯเป็นประธานสมัชชาแห่งชาติ หรือ “สภาสนามม้า” เพื่อให้มีการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปทำหน้าที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นงานสำคัญงานสุดท้ายในพระชนม์ชีพของเสด็จในกรมฯ

ผลงานด้านการศึกษา ทรงเป็นศาสตราจารย์ในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงสอนภาษาอังกฤษ และภาษาไทย (พ.ศ.2473) และทรงเป็นกรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2502) ทรงเป็นศาสตราจารย์(กฎหมายระหว่างประเทศ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ.2477) ทรงเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2505) ทรงเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ.2506-2514)ในขณะทรงดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทรงจัดตั้งแผนกวารสารศาสตร์ ซึ่งต่อมาเป็นคณะวารสารศาสตร์มี ผาณิต พูนศิริวงศ์ เป็นนักศึกษารุ่นแรก นอกจากนี้ ยังได้ทรงจัดตั้งโครงการไทยคดีศึกษาและคณะรัฐประศาสนศาสตร์ โดยทรงมีบทบาทในการพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปสู่ความสมบูรณ์แบบในด้านวิชาการสังคมศาสตร์และการสื่อสารมวลชน พร้อมทั้งทรงสนับสนุนให้คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีการประสานงานกับชุมชนวิชาการภายนอกมหาวิทยาลัยและประสานสัมพันธ์อันดีกับนักศึกษาทุกคณะในมหาวิทยาลัย

ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งอธิการบดี เสด็จในกรมฯได้ทรงเฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ในหลายโอกาส พร้อมทั้งทรงให้การต้อนรับพระราชอาคันตุกะและผู้นำจากหลายประเทศ เช่น พระราชาธิบดีแห่งเอธิโอเปีย ประธานาธิบดีแห่งประเทศออสเตรีย และนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธาน งานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2510 ณ สนามศุภชลาศัยโดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เฝ้าฯรับเสด็จ

ทรงเป็นประธานคณะกรรมการก่อตั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) เพื่อเป็นการแสดงมุทิตาจิตต่อพระองค์ท่าน ทางสถาบันฯได้สร้างอาคารนราธิปพงศ์ประพันธ์ โดยมีพระรูปของพระองค์ท่านประดิษฐานอยู่ด้านหน้าอาคารเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระองค์ท่านที่ทรงดำเนินงานในการก่อตั้งสถาบันนี้จนเป็นผลสำเร็จ ทรงเป็นประธานคณะกรรมการก่อตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ประทานคำแนะนำต่างๆ พร้อมทั้งเชิญให้ผู้แทนมหาวิทยาลัยฟาร์เลย์ ดิกกินสัน นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มาให้ความร่วมมือในการวางหลักสูตร พระองค์ท่านได้ทรงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพจนสิ้นพระชนม์

เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นปราชญ์ราชบัณฑิตทางภาษาและวรรณคดี รวมทั้งด้านการบัญญัติศัพท์ ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์”ทรงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นปัจจัยในการจรรโลงชาติและวัฒนธรรมไทย พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์อันยาวไกลและทรงเห็นว่า “คนไทยต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในภาษาไทยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเวลาที่สังคมเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและมีการใช้ศัพท์ใหม่ๆ แม้เสด็จในกรมฯทรงได้ตระหนักในคุณค่าของภาษาต่างประเทศแต่สำหรับคนไทยก็จะต้องเรียนภาษาไทยให้ได้ดียิ่งขึ้น พระองค์ทรงริเริ่มภารกิจด้าน “การบัญญัติศัพท์” ขึ้นเพื่อคนไทยได้มีศัพท์บัญญัติภาษาไทยไว้ใช้แทนการใช้คำฝรั่งทับศัพท์ (ซึ่งอาจจะมีการตีความหมายแตกต่างกันไปได้) กอปรกับทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านภาษาหลายภาษาและทรงมีความรอบรู้ลึกซึ้งถึงนิรุกติศาสตร์ภาษานั้นๆ ซึ่งได้ทรงนำมาประกอบใช้ในการทรงคิดค้นบัญญัติศัพท์ภาษาไทยหรือที่เรียกกันว่า “ศัพท์พระองค์วรรณ” เป็นจำนวนมากหมุนเวียนใช้กันอยู่จนทุกวันนี้ เช่นคำว่า ปฏิรูป, ปฏิวัติ, รัฐธรรมนูญ, ประชาธิปไตย, นวัตกรรม, สื่อสารมวลชน, มลพิษ, มลภาวะ,วัฒนธรรม, ระบบ, ระบอบ เป็นต้น

นอกจากนี้ การส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย เป็นอีกงานหนึ่งที่เสด็จในกรมฯทรงมีบทบาทคือ ทรงเป็นกรรมการบัญญัติศัพท์และเป็นกรรมการชุมนุมภาษาไทยของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้เสด็จพระราชดำเนินไปในการประชุมของชุมนุมภาษาไทยเพื่อ “พระราชทานกระแสพระราชดำริเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย” เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2505 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เสด็จในกรมฯ ทรงร่วมในการอภิปรายในที่ประชุม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นวันสำคัญยิ่งของชาวไทยที่ได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทที่เป็นหลักในการใช้ภาษาไทย นับจากวันนั้นทางราชการได้กำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคม เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” มาจนถึงทุกวันนี้ และด้วยพระอัจฉริยภาพในด้านภาษาและสังคมศาสตร์ เสด็จในกรมฯทรงได้รับเลือกให้เป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน ถึง 3 สมัยคือ สมัยที่หนึ่ง พ.ศ.2477-2490 สมัยที่สอง พ.ศ.2512-2516 และสมัยที่สาม พ.ศ.2516-2518

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติครบ 125 ปี (เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2559) ของเสด็จในกรมฯ ที่ประชุมราชบัณฑิตยสภาได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเทิดพระเกียรติพระองค์ทรงเป็น“พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” และในโอกาสดังกล่าวได้จัดทำหนังสือ “ศัพท์บัญญัติพระองค์วรรณฯ” โดยมีทายาทเสด็จในกรมฯท่านผู้หญิงวิวรรณ เป็นที่ปรึกษาในการทำหนังสือนี้

เสด็จในกรมฯ กับพระญาติราชสกุลวรวรรณ ร่วมกันบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม

ด้านวรรรณคดี นอกจากงานในด้านภาษาศาสตร์และการบัญญัติศัพท์ เสด็จในกรมฯทรงสนพระทัยอย่างยิ่งในงานวรรณคดี ทรงเป็นนักปราชญ์ นักแปลและนักวรรณคดี ได้ทรงค้นคว้าและทรงนิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับวรรณคดีไว้หลายเล่ม เป็นตำราให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษากันต่อมา เช่น พระนิพนธ์ชื่อ “วรรณคดีบริสุทธิ์” “วรรณคดีวิพากษ์” และ “วิทยาวรรณกรรม” พระองค์ท่านทรงแปลบทวรรณคดีที่มีชื่อเสียงจากภาษาอังกฤษเป็นโคลงกลอนภาษาไทยได้อย่างไพเราะยิ่งโดยแปลความหมายให้ใกล้กันอย่างที่สุดและมีความงามในอารมณ์ที่คล้ายคลึงกัน เช่น ได้ทรงแปล “Ode on a Grecian Urn” เป็นภาษาไทยว่า โศลกโกศสมัยกรีก เป็นโคลงสี่สุภาพที่ไพเราะนับเป็นวรรณคดีชิ้นเอกที่พระองค์ท่านได้ทรงนิพนธ์ไว้

เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นปรมาจารย์ในด้านภาษาศาสตร์และวรรณคดี ผลงานของพระองค์ท่านในพระนิพนธ์อันทรงคุณค่าเกี่ยวกับวรรณคดี ทั้งในบทกวีโคลง ฉันท์ภาษาไทยและที่แปลจากภาษาต่างประเทศตลอดจนงานที่ทรงค้นคว้าวิจัยที่ทรงบรรยายในโอกาสต่างๆ เป็นคุณูปการส่วนหนึ่งของพระองค์ท่านที่ทำให้วรรณคดีมีความหมายและความสำคัญลึกซึ้งยิ่งขึ้นในวัฒนธรรมไทยหลังจากสิ้นพระชนม์ไปหลายปีแล้ว เสด็จในกรมฯ ยังทรงได้รับการรำลึกถึงและทรงได้รับรางวัลเกียรติยศ โดยในพ.ศ.2561 งานวรรณกรรมของพระองค์ท่านในสารคดีเรื่อง “วิทยาวรรณกรรม” ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสารคดีประเภทดีเด่นตามประกาศของกระทรวงวัฒนธรรม นับเป็นมิ่งมงคลแด่พระองค์ท่านอีกวาระหนึ่ง

ผลงานด้านสังคม ด้านสื่อ และศาสนา เสด็จในกรมฯ นอกจากจะทรงรับราชการและทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติในด้านต่างๆ แล้ว ยังได้ทรงมีภารกิจในด้านสังคม ด้านสื่อและศาสนา ดังนี้ งานด้านสังคม ทรงเป็นนายกสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ พ.ศ.2480-2483 ทรงเป็นผู้ว่าการภาคโรตารี่ 330 ซึ่ง ในขณะนั้นมีสโมสรโรตารีต่างๆ อยู่ในสังกัดถึง 4 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน พ.ศ.2481-พ.ศ.2489 ทรงเป็นนายกสยามสมาคมถึง 2 สมัยคือ สมัยที่หนึ่ง พ.ศ.2487-2492 และสมัยที่สองพ.ศ.2412-2419 ทรงเป็นประธานคณะกรรมการแผนกอักษรศาสตร์ มูลนิธิอานันทมหิดล, ประธานโครงการตำราสมาคมสังคมศาสตร์ และนายกสมาคมราชวิทยาลัย งานด้านสื่อ ทรงก่อตั้ง“หนังสือพิมพ์ประชาชาติ” เสด็จในกรมฯทรงให้ความสนใจในงานด้านสื่อเป็นอย่างยิ่งและทรงสนับสนุนกิจการหนังสือพิมพ์ โดยได้ทรงก่อตั้ง “หนังสือพิมพ์ประชาชาติ” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ให้ผู้อ่านได้เข้าใจเกี่ยวกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในยุคที่บ้านเมืองกำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจการเมืองสังคม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีคำขวัญของหนังสือพิมพ์ว่า “บำเพ็ญกรณีย์ ไมตรีจิต วิทยาคมอุดมสันติสุข” พระองค์ท่านทรงเขียนบทความในหน้า ๕ ของหนังสือพิมพ์นี้ใช้นามปากกาว่า “วรรณไว-ไขข่าว” เป็นบทความยอดนิยมของผู้อ่านในยุคนั้น เสด็จในกรมฯ ได้ทรงสร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณของสื่อให้แก่วงการหนังสือพิมพ์ เพื่อให้เป็นสื่อสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจในข่าวสารที่ถูกต้อง โดยไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง (Fake News) พระองค์ท่านทรงเป็นต้นแบบและทรงมีวิสัยทัศน์ยาวไกลในการวางรากฐานของนักหนังสือพิมพ์ที่ดีสมกับที่ท่านได้ทรงบัญญัติศัพท์คำว่า สื่อ และคำว่าสื่อสารมวลชน ให้ได้ใช้กันจนถึงทุกวันนี้เสด็จในกรมฯ ทรงมีสปิริตของความเป็นนักหนังสือพิมพ์อย่างเต็มที่ ทรงพอพระทัยและทรงภูมิใจที่ระยะหนึ่งได้ทรงมีอาชีพนี้ซึ่งพระองค์ท่านได้รับสั่งกับบรรดานักหนังสือพิมพ์อาวุโสที่ได้ร่วมงานทำหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติ” กับพระองค์ท่านว่าฉันก็เป็นนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งเหมือนพวกท่าน

เสด็จในกรมฯ ทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิวิชาการหนังสือพิมพ์ (พ.ศ.2518-2519)

งานด้านศาสนา เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงมีความเลื่อมใสในพระบวรศาสนาและยึดมั่นในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ทรงมีพระเมตตาต่อผู้อื่นอย่างเต็มเปี่ยมตลอดพระชนมชีพทรงเป็นกรรมการมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยเพื่อการเผยแพร่พุทธศาสนา (พ.ศ.2515-2519) โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ

ทรงเป็นประธานสร้างวัดพุทธปทีป ณ กรุงลอนดอน ทรงตั้งทุนการศึกษาของพระสงฆ์สามเณรไว้ที่วัดมกุฏกษัตริยารามซึ่งทายาทยังถวายทุนนี้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ทรงดำรงตำแหน่งประธานองค์อุปถัมภ์การพัฒนาวัดสัมพันธวงศ์ โดยเฉพาะการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ทรงตั้งทุนถวายพระสงฆ์วัดราชประดิษฐ์

งานด้านการกุศล เสด็จในกรมฯ ทรงมีน้ำพระทัยเป็นกุศลและประทานพระเมตตาให้กับบุคคลหลากหลายอาชีพตลอดพระชนม์ชีพ ทรงร่วมกับหม่อมพร้อยสุพิณฯ ในการบริจาคเงินสร้างศาลา“วรรณ-สุพิณ” ณ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง พ.ศ.2507 โดยในปัจจุบันได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ซึ่งได้ใช้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเป็นการสืบต่อบุญกุศลที่พระองค์ท่านได้บำเพ็ญไว้สืบไป ทรงบริจาคเงินให้สภากาชาดไทยในการสร้างตึก “นราธิปพงศ์ประพันธ์-สุพิณ” เพื่อใช้ในการรักษาคนไข้จำนวนมากด้านรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และในปัจจุบันทางโรงพยาบาลได้นำเครื่องเอกซเรย์ที่มีประสิทธิภาพสูงจากตึกนราธิปฯที่ได้รับบริจาคจากทายาทเสด็จในกรมฯ ไปใช้ในแผนกรังสี อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์โดยยังคงมีการใช้ตึกนราธิปฯในการรักษาด้านรังสีวิทยา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดตึกนราธิปฯ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ภาพหน้าโกศศพ ม.ล.ต่วนศรี วรวรรณ พระมารดา : ในภาพ เสด็จในกรมฯ กับ ท่านผู้หญิงวิวรรณ (ขวาสุด) และ ม.ล.เกียรติกร วรวรรณ นัดดา (ที่ 2 จากซ้าย) กับ ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์นัดดา (ที่ 2 จากขวา) และ ม.ร.ว.ทิพภากร วรวรรณ (ซ้ายสุด) สะใภ้เสด็จในกรมฯ

งานเทิดพระเกียรติเสด็จในกรมฯหลังจากสิ้นพระชนม์ ในโอกาสครบรอบ100 ปีชาตะกาลของพระองค์ท่าน สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยซึ่งได้ก่อตั้งมาครบ 30 ปี ใน พ.ศ.2544 ได้เทิดพระเกียรติเสด็จในกรมฯ ด้วยการจัดตั้งรางวัล “นราธิปพงศ์ประพันธ์” ขึ้น โดยมีการมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติให้กับนักเขียนอาวุโสดีเด่นอายุ 80 ปีขึ้นไป และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นอายุ 75 ปีขึ้นไป นับเป็นการน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่านจากวงการนักเขียนซึ่งเป็นงานที่พระองค์ท่านโปรดตลอดพระชนม์ชีพและได้ทรงมีผลงานอันมีคุณค่ายากที่จะเปรียบได้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านสืบต่อไป

เพื่อเทิดพระเกียรติและเป็นอนุสรณ์ถวายเสด็จในกรมฯ ในฐานะที่พระองค์ทรงมีส่วนสำคัญยิ่งในการวางรากฐานการศึกษาวิจัยทางสังคมศาสตร์ขึ้นในประเทศไทย ได้มีการจัดตั้ง “ศูนย์นราธิปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์” ขึ้นเมื่อพ.ศ.2522 ณ อาคารราชบัณฑิตยสถานหลังเดิม ดำเนินการโดยกองหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ด้วยความร่วมมือของหม่อมพร้อยสุพิณและทายาทกับสมาชิกราชสกุล “วรวรรณ” ในการมอบหนังสือ พระนิพนธ์ เอกสาร ของใช้ส่วนพระองค์ตลอดจนหนังสือหายากที่มีคุณค่าให้กับศูนย์นราธิปฯ เพื่อเป็นห้องสมุดในการให้วิทยาทานกับบุคคลทั่วไป สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาฯเสด็จฯทรงเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์นราธิปฯ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ต่อมาได้มีการปรับปรุงศูนย์นราธิปฯ ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย ดำเนินการโดยกรมศิลปากรร่วมกับทายาทคือ ท่านผู้หญิงวิวรรณ (ธิดา) ม.ล.สุทธิธรทิพย์(นัดดา) และสมาชิกราชสกุล “วรวรรณ” การจัดตั้งศูนย์นราธิปฯนี้นับเป็นการรำลึกถึงพระเกียรติคุณของเสด็จในกรมฯ ในการทรงบำเพ็ญคุณประโยชน์ให้กับสังคมไทยนานัปการ โดยเฉพาะทรงส่งเสริมให้มีการพัฒนาและการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการอ่านหนังสือทางวิชาการหลากหลายสาขามากยิ่งขึ้น

องค์การยูเนสโกประกาศพระเกียรติคุณ ด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในการทรงงานสนองคุณประเทศชาติ โดยเฉพาะผลงานอันดีเด่นทางด้านการศึกษา ภาษา และวัฒนธรรมระดับโลก องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) จึงประกาศพระเกียรติคุณเสด็จในกรมฯ ในฐานะปูชนียบุคคลสำคัญประจำปี พ.ศ.2534 ในวาระวันประสูติครบ 100 ปี

ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ครบ 130 ปี ในวันที่ 25สิงหาคม 2564 ขอน้อมถวายความรำลึกและจารึกพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านผู้ทรงมีพระคุณูปการในแผ่นดินตราบนิจนิรันดร์

เอสซีจี เคมิคอลส์ ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 เร่งสนับสนุนโรงพยาบาลสนาม จ.ระยอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/597268

เอสซีจี เคมิคอลส์ ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19  เร่งสนับสนุนโรงพยาบาลสนาม จ.ระยอง

เอสซีจี เคมิคอลส์ ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 เร่งสนับสนุนโรงพยาบาลสนาม จ.ระยอง

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เอสซีจี เคมิคอลส์ เดินหน้าช่วยฝ่าวิกฤตโควิด-19 โดยได้สนับสนุนและส่งเสริมการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อภายในพื้นที่จังหวัดระยองที่มีจำนวนมากขึ้น

ล่าสุด ได้มอบเตียงสนามกระดาษ รวมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับผู้ติดเชื้อระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาลสนาม รวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท เพื่อให้สาธารณสุขจังหวัดระยอง ใช้ในการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ระยอง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับและดูแลผู้ติดเชื้อได้อย่างทันท่วงที โดยมี ว่าที่ร้อยตรีพิรุณเหมะรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายแพทย์สุนทร เหรียญภูมิการกิจ นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดระยอง นายพิสัณห์ เนื่องจำนงค์คลังจังหวัดระยอง เป็นผู้รับมอบ และนายมงคล เฮงโรจนโสภณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจีนายพิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด นายไพศาล เล็กสกุลไชย กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด ในธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นตัวแทนมอบ

ปัจจุบัน จังหวัดระยอง มีสถานที่กักกันเพื่อเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงกระจายตามเขตพื้นที่ต่างๆ แต่เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น ทางจังหวัดระยองจึงยกระดับความปลอดภัยให้กับชาวระยองโดยเร่งเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามให้เพียงพอในแต่ละพื้นที่ เพื่อรองรับการแพร่ระบาดของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจมีเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารอื่นๆ ของเอสซีจีได้ที่ https://scgnewschannel.com / Facebook :scgnewschannel/Twitter : @scgnewschannel หรือ Line@:scgnewschannel

‘มูจิ’ โฉมใหม่ New Concept Store #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/597183

‘มูจิ’ โฉมใหม่ New Concept Store

‘มูจิ’ โฉมใหม่ New Concept Store

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มาซาชิ โอกะ ผจก.ฝ่ายจัดซื้อ บจ. มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) พร้อมด้วย รวิศรา จิราธิวัฒน์ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บจ.สรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัลรีเทล, บรมพิจารณ์จิตร กก.ผจก.ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และ เรียว โมริตะ กก.ผจก.บ.เจซีบี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) และเหล่าเซเลบริตี้

มูจิ (MUJI) แบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เปิด New Concept Store บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม พื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 1,800 ตร.ม. ที่พร้อมให้สัมผัสประสบการณ์ความเป็นมูจิครั้งแรก อาทิ บ้านมูจิ จำลองห้องที่ตกแต่งด้วยสินค้ามูจิเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดซีรี่ส์ของใช้และเครื่องแต่งกายแนวใหม่ของมูจิเป็นที่แรก พลาดไม่ได้กับมุมเบนโตะ อาหารกล่องสไตล์ญี่ปุ่น ข้าวปั้นและเบเกอรี่จากผู้ผลิตท้องถิ่น รวมทั้งการทำงานร่วมกันระหว่างมูจิและทีมแล็บทีมนักสร้างสรรค์ศิลปะชื่อดังจากญี่ปุ่นมาเสริมจินตนาการให้คุณหนูๆ และสินค้าชิ้นพิเศษมากมาย

โดย อกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มูจิ สาขาใหม่บนชั้น 7 ห้างเซ็นทรัล ชิดลมเป็นสาขาที่สร้างสรรค์ด้วยแนวคิดใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบร้าน สินค้า และบริการใหม่ทั้งหมด และเป็นสาขาแรกของมูจิในประเทศไทย ดำเนินกิจการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2556 และได้นำเสนอรูปแบบใหม่ของร้านค้าญี่ปุ่นให้กับชาวไทยมาตั้งแต่บัดนั้น จนถึงวันนี้ก็ได้เวลาที่เราจะปรับโฉมภาพลักษณ์ใหม่อีกครั้ง”

ทั้งนี้ ด้วยการเป็นสาขาที่มาพร้อมแนวคิดใหม่ ลูกค้าจะได้พบประสบการณ์ที่จะหาไม่ได้จากมูจิสาขาอื่นๆ ในไทย นับตั้งแต่เรื่องการออกแบบที่มีคอนเซ็ปต์หลัก คือ ความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ เลือกใช้ไม้เก่าที่คัดสรรแล้วจากพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านรู้สึกถึงความง่ายๆ สบายๆ ส่วนพื้นอื่นๆ ของร้านเลือกใช้วัสดุที่แตกต่างกันเพื่อให้เข้ากับสินค้าในบริเวณนั้นๆ โดยไม่ลืมว่าจะใช้วัสดุจริงเช่น ไม้ ทราย อิฐ เหล็ก ฯลฯ เพื่อให้ลูกค้าสามารถสัมผัส และรู้สึกไปกับวัสดุนั้นได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่จากผลิตภัณฑ์ และบริการของมูจิ ที่เกิดขึ้นเป็นที่แรกในประเทศไทย อาทิ บ้านมูจิครั้งแรกของการจำลองห้องที่ตกแต่งด้วยสินค้าของมูจิ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของมูจิ เข้ากับห้องของลูกค้าได้อย่างลงตัว อีกทั้งลูกค้ายังจะได้แรงบันดาลใจสำหรับการจัดบ้านด้วยผลิตภัณฑ์มูจิ อันเป็นประสบการณ์ที่ต้องมาพบด้วยตนเอง และยังเป็นครั้งแรกที่มูจิ เปิดโซนอาหารประจำวันที่มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด ทั้งข้าวปั้น เบนโตะ หรือข้าวกล่องสไตล์ญี่ปุ่นไปจนถึงสลัดผัก และขนมเบเกอรี่ที่ปรุงสดใหม่ทุกวันจากผู้ผลิตท้องถิ่นในราคาคุ้มค่า หรือจะเป็น MUJI IDÉEของใช้ในบ้าน และเสื้อผ้ารูปแบบใหม่ที่นำสิ่งของในชีวิตประจำวันมาออกแบบและทดลองอะไรใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม ทำให้ชีวิตทุกวันไม่ธรรมดา ที่พลาดไม่ได้สำหรับหนูๆ จะได้มาแสดงไอเดียสร้างสรรค์ผ่านกระดานดำรูปแบบใหม่ อันเกิดจากการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ระหว่างมูจิ และทีมแล็บทีมนักสร้างสรรค์ศิลปะชื่อดังของญี่ปุ่น เจ้าของผลงานนิทรรศการที่เป็นการผสมผสานระหว่างแสงและสัมผัสเข้าด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

‘สสส.-ศิริราช’ พัฒนาหลักสูตร ‘เน็ต ป๊า-ม้า’ ช่วยพ่อแม่ดูแลลูกเรียนออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/597197

‘สสส.-ศิริราช’พัฒนาหลักสูตร  ‘เน็ต ป๊า-ม้า’ช่วยพ่อแม่ดูแลลูกเรียนออนไลน์

‘สสส.-ศิริราช’พัฒนาหลักสูตร ‘เน็ต ป๊า-ม้า’ช่วยพ่อแม่ดูแลลูกเรียนออนไลน์

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงโครงการ “NET PA-MA เน็ต ป๊า-ม้า” ซึ่ง สสส. ดำเนินการร่วมกับ สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า การระบาดของโควิด-19 ทำให้เด็กต้องเรียนออนไลน์อยู่บ้าน กระทบต่อพ่อแม่ ผู้ปกครองบางครอบครัวที่ต้องทำงานที่บ้าน (Work from Home) ควบคู่กับการเลี้ยงลูก และดูแลคุณภาพการศึกษาของลูกให้เป็นไปตามแผนการสอนของโรงเรียน

จนอาจทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเกิดภาวะเครียด กังวล ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจอาจแสดงพฤติกรรมเชิงลบใส่เด็ก และซ้ำเติมความเครียดของเด็ก โดยข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ ร่วมกับสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย สำรวจผลกระทบวิกฤตโควิด-19 ต่อเด็กและเยาวชนในประเทศไทย อายุ 15-19 ปี จำนวน 6,771 คน
เมื่อเดือนมี.ค.-เม.ย. 2564 พบเด็กและเยาวชนมีความเครียด วิตกกังวล ด้านการเรียน ร้อยละ 70 อาจทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพจิตในระยะยาว หากเด็กและเยาวชนไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมจากที่บ้าน

โครงการนี้จึงถือกำเนิดขึ้น โดยมีการจัดทำเว็บไซต์ https://www.netpama.com สร้างหลักสูตรฝึกอบรมผู้ปกครองของเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม (Internet-Base Parent Management Training Program : Net PA-MA เน็ต ป๊า-ม้า) ขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยพ่อแม่ยุคใหม่ให้รู้วิธีเลี้ยงลูกเชิงบวก และทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตัวเอง ผ่านองค์ความรู้ที่นำไปใช้ปฏิบัติได้จริง 6 บทเรียน ได้แก่ 1.ปัจจัยพื้นฐานในการปรับพฤติกรรมเด็ก 2.ทักษะพื้นฐานในการสื่อสาร 3.เทคนิคการชม 4.เทคนิคการให้รางวัล 5.เทคนิคการลงโทษ และ 6.เทคนิคการให้คะแนน

“บทเรียนเหล่านี้จะทำให้พ่อแม่รู้วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระยะยาว สสส. จะร่วมกับภาคีเครือข่าย ขยายผลนำหลักสูตรนี้ไปเชื่อมกับองค์กรและบริษัทต่างๆ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวกในโลกยุคใหม่แก่พนักงานในองค์กรและบริษัท เชื่อว่าหลักสูตรออนไลน์ที่ผสมผสานทั้งสาระและความบันเทิงจะช่วยให้ครอบครัวยุคใหม่รับมือกับสถานการณ์ทั้งช่วงโควิด-19และในภาวะปกติได้เป็นอย่างดี” นายสุปรีดา กล่าว

ด้าน รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า พ่อแม่ที่เครียดเพราะลูกต้องเรียนออนไลน์ช่วงโควิด-19 ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไม่รู้วิธีเลี้ยงลูกในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และบางครอบครัวอาจมีเด็กพิเศษที่มีปัญหาการเรียนรู้ สมาธิสั้น หรือ ภาวะเรียนรู้บกพร่อง เมื่อมาอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเรียนออนไลน์ จึงต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพราะขาด 3 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการเลี้ยงลูก ทักษะการสื่อสาร และทักษะการฝึกวินัยเชิงบวกให้กับลูก

จึงทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบด้านอารมณ์และพฤติกรรมในเด็ก เช่น ดื้อ เอาแต่ใจ ต่อต้าน ก้าวร้าว และมีปัญหาเรื่องเข้าสังคม จึงเป็นที่มาของการพัฒนาหลักสูตรนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน ระยะเวลายาวนานถึง 20 ปี โครงการนี้จึงเป็นการนำความรู้ทางวิชาการและการปฏิบัติจริงมาพัฒนาเป็นหลักสูตรออนไลน์ ให้เหมาะสมสำหรับผู้ปกครองอายุ 25-50 ปี ที่ต้องการศึกษาวิธีเลี้ยงลูกที่ถูกต้องผ่านพฤติกรรมและคำพูดเชิงบวก

“แต่ละบทเรียนจะสอนเทคนิคต่างๆ เช่น ลูกไม่ทำการบ้าน ไม่มีสมาธิเรียน ทะเลาะกัน และไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ต้องใช้วิธีจัดการหรือใช้คำพูดกับเด็กอย่างไรให้เหมาะสม โดยที่ทั้งผู้ปกครองและเด็กจะไม่บอบช้ำทางจิตใจ สำหรับพ่อแม่ที่สนใจหลักสูตรเลี้ยงลูกออนไลน์มีคอร์ส2 รูปแบบ ได้แก่ คอร์สเร่งรัด เหมาะกับคนที่มีพื้นฐานจิตวิทยาการเลี้ยงลูก ไม่ค่อยมีเวลา อยากเรียนรู้เทคนิคบางอย่าง และคอร์สจัดเต็ม เหมาะกับคนที่ต้องการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นในการปรับพฤติกรรมเด็กทั้งการสื่อสาร จับอารมณ์สะท้อนความรู้สึก เทคนิคการชม ให้รางวัล ลงโทษ ฯลฯ” รศ.นพ.ชาญวิทย์ ระบุ

น.ส.ณัฐพร พีรพุทธรางกูร ผู้ปกครองที่เข้าร่วมหลักสูตรออนไลน์ที่เข้าร่วมสอนเทคนิคในการปรับพฤติกรรมเชิงบวกเด็กกับ http://www.netpama.com กล่าวว่าจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมลงทะเบียนเรียน เพราะต้องการมีองค์ความรู้เรื่องจิตวิทยาเด็ก เพื่อนำไปใช้กับลูกในชีวิตประจำวัน จึงเลือกสมัครคอร์สแบบจัดเต็ม 6 บทเรียน โดยเนื้อหาทำให้ได้รู้วิธีการและเทคนิคเชิงบวกในการดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากได้รับประกาศนียบัตรและคะแนนสะสมเพื่อใช้เป็นสิทธิพิเศษในการปรึกษาจิตแพทย์เด็ก วัยรุ่น และนักจิตวิทยาที่มีประสบการณ์ในการดูแลเด็กแล้ว

ยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้เลี้ยงลูกในระยะยาวได้ทั้งการสานสัมพันธ์ในครอบครัว การใช้คำพูดและคำชมเชิงบวก รวมถึงวิธีการให้รางวัลและลงโทษที่เหมาะสม และหลังจากนำมาใช้ในการเลี้ยงลูกพบว่า เด็กมีเหตุผล เชื่อฟังมีความรับผิดชอบมากขึ้น และทำให้ตัวเองในฐานะผู้ปกครองก็ได้มีมุมมองการเลี้ยงลูกแบบใหม่คือ เลิกคาดหวังกับลูกไม่กดดันในสิ่งที่เด็กไม่ชอบ เพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีความสุขควบคู่กับการมีสุขภาวะที่ดี

โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เรียนรู้วัฒนธรรมการทำกสิกรรมอย่างพอเพียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/597190

โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เรียนรู้วัฒนธรรมการทำกสิกรรมอย่างพอเพียง

โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เรียนรู้วัฒนธรรมการทำกสิกรรมอย่างพอเพียง

วันพุธ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา นำที่ดินของ สมจิตต์ และมณี อิ่มเอิบ น้อมเกล้าฯ ถวาย จำนวนกว่า 110 ไร่ ณ ตำบลศาลาลำดวนอำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้วมาพัฒนาเป็นโรงเรียนหรือสถานที่ฝึกกระบือให้สามารถทำการเกษตร และเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมการเกษตรท้องถิ่น และภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมทั้งให้เกษตรกรได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ จังหวัดสระแก้ว จึงเกิดขึ้น โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโครงการแห่งนี้เมื่อวันที่ 10มีนาคม 2552 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณทรงออกแบบตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ โดย กาสรแปลว่า ควายหรือกระบือ ส่วน กสิวิทย์คือ ความรู้สำหรับการกสิกรรม โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ มีกระบือผู้ให้ความรู้ซึ่งเป็นกระบือทรงเลี้ยงที่มีผู้น้อมเกล้าฯถวาย ส่วนกระบือผู้เรียนรู้นั้นเป็นกระบือจากธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ เกษตรกรที่จะรับกระบือจากโรงเรียนกาสรกสิวิทย์จะต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจจริงในการนำกระบือไปใช้ในการเกษตรของตนอย่างจริงจัง และจะต้องเข้ามาฝึกกับครูฝึกสอนซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีความชำนาญในการฝึกและควบคุมกระบือเพื่อใช้ในการเกษตรนอกจากนี้เกษตรกรจะได้รับความรู้ด้านการเลี้ยงและดูแลกระบือ การจัดการเรื่องหญ้าและอาหารกระบือ การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ผสมผสาน และการใช้ชีวิตแบบพอเพียงอีกด้วย ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ที่เข้ามาศึกษาหาความรู้ในโรงเรียน สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อม รักษาธรรมชาติ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและพึ่งพิงกันได้ตลอดไป