สวนนงนุชพัทยาเปิดบริการพร้อมโปรพิเศษสำหรับผู้ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600804

สวนนงนุชพัทยาเปิดบริการพร้อมโปรพิเศษสำหรับผู้ฉีดวัคซีน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามคำสั่งจังหวัดชลบุรีให้สถานที่ท่องเที่ยวทั้งราชการและเอกชนทุกแห่งให้เปิดบริการ มีผลตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.2564 เป็นต้นไป สวนนงนุชพัทยาพร้อมเปิดให้บริการควบคู่ไปกับมาตรการความปลอดภัยด้านสุขอนามัยตามมาตรฐาน SHA และ Safe travels ซึ่งได้รับการรับรองจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่าทางสวนนงนุชพัทยาได้ปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นพร้อมเปิดให้บริการ ที่ผ่านมาสวนนงนุชเตรียมความพร้อมในการเปิดทุกวันและเพิ่มโซนต่างๆ อาทิ เนิร์สเซอรี่ไม้ภายใน,เนิร์สเซอรี่ตะบองเพชร และพิพิธภัณฑ์หัวโขน ในการเปิดให้บริการครั้งนี้ทางสวนนงนุชพัทยา ยินดีมอบสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม สามารถเข้าชมสวนนงนุชฟรีเพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ สนับสนุนการท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทย

ทั้งนี้เพียงท่านแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนให้กับเจ้าหน้าที่บริเวณชานชาลาประตูทางเข้าท่านจะได้รับสิทธิพิเศษเข้าชมสวนสวยมากกว่า 40 สวนฟรี ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. ถึง 30 ก.ย. 2564

กรมส่งเสริมการเกษตรผ่านประเมินหน่วยงานระดับAได้คะแนน90.60 ผลสำเร็จจากแผนบริหารจัดการองค์กรด้วย‘คุณธรรม-ความโปร่งใส’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600808

กรมส่งเสริมการเกษตรผ่านประเมินหน่วยงานระดับAได้คะแนน90.60  ผลสำเร็จจากแผนบริหารจัดการองค์กรด้วย‘คุณธรรม-ความโปร่งใส’

กรมส่งเสริมการเกษตรผ่านประเมินหน่วยงานระดับAได้คะแนน90.60 ผลสำเร็จจากแผนบริหารจัดการองค์กรด้วย‘คุณธรรม-ความโปร่งใส’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยผลสำเร็จบริหารองค์กรด้วย “คุณธรรมและความโปร่งใส” ประจำปี 2564 คะแนนทะลุ 90 ได้ระดับ A

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการหน่วยงานด้วยความโปร่งใสและมีคุณธรรม โดยได้คะแนน 90.60 จัดอยู่ในหน่วยงานระดับ A จากการประเมินโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่ได้ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ 2564 ได้คะแนนเต็ม 100 คะแนนในด้านการเปิดเผยข้อมูล และด้านการป้องกันการทุจริตซึ่งการประเมินดังกล่าวกำหนดไว้ตามแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยในปีนี้มีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมการประเมิน ITA 8,300 หน่วยงาน มีประชาชนเข้ามาร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 1,331,588 ราย แบ่งเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ 471,794 ราย และผู้รับบริการภาครัฐ 859,794 ราย ซึ่งเป็นการประเมินที่มีคนเข้าร่วมมากที่สุดในประเทศไทย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินงานสนองนโยบายของรัฐและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยึด 5 กลยุทธ์สำคัญ คือ 1) สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อให้เกิดอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิตทางการเกษตร เกิดความเข้มแข็งของกลุ่ม และสามารถบริหารจัดการการตลาดได้อย่างมีคุณภาพ สามารถสนองความต้องการของผู้บริโภคสินค้าเกษตรได้ เช่น กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น ซึ่งมีเกษตรกรสนใจเข้ารวมกลุ่มเพิ่มขึ้นทุกปี 2) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร โดยส่งเสริมทักษะและความรู้แก่เกษตรกรให้สามารถทำการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และได้รับมาตรฐานระดับสากล เช่น อย. GAP GMP เป็นต้น ตลอดจนการแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างหลากหลาย และทำการผลิตแบบขยะเหลือศูนย์ (Zero waste) 3) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับความรู้ในด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การใช้โดรนช่วยทำการเกษตร ระบบการให้น้ำพืชผ่านสมาร์ทโฟน และการใช้แอปพลิเคชั่นในการอำนวยความสะดวก เช่น Farmbookในการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer ต้นแบบ พร้อมถ่ายทอดความรู้แก่เพื่อนเกษตรกรต่อไป

4) บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ และการเกษตรแบบผสมผสาน ผ่านการให้ความรู้เรื่องค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อให้เกษตรกรเลือกใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัยต่อตนเอง ผู้บริโภคสิ่งแวดล้อม และลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลงได้ เช่น โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) และ 5) พัฒนาระบบบริหารจัดการ ภาครัฐ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เอกชน แพลตฟอร์มการตลาด และหน่วยงานภาคี เช่น ไปรษณีย์ไทย ช้อปปี้ลาซาด้า เป็นต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำเกษตรให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ มีการขนส่งสินค้าเกษตรถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็วปลอดภัย ตลอดจนเป็นการขยายช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกรด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังคงมุ่งมั่นเคียงข้างพี่น้องเกษตรกรต่อไป ตามวิสัยทัศน์กรมส่งเสริมการเกษตรที่ว่า “เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และรายได้ที่มั่นคง”

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’ รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600807

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’  รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’

สกู๊ปพิเศษ : NIA จับมือพันธมิตรสร้าง‘เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย’ รวมพลัง‘พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เดินหน้าต่อยอดแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทย ระดมความร่วมมือหน่วยงานชั้นนำของประเทศจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ มาร่วมกันสร้าง เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย เพื่อก่อให้เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่ในการ พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย โดยร่วมกันเป็นผู้แทนในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการรับรู้ ความตื่นตัว และความภาคภูมิใจในนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความชำนาญระหว่างกัน ล่าสุดมีเครือข่าย 73 องค์กร ที่ตอบรับและพร้อมจะขับเคลื่อนนวัตกรรมประเทศไทยให้ก้าวไปสู่เป้าหมายสูงสุด นั่นคือการก้าวสู่อันดับ 1 ใน 30 ของประเทศที่มีความสามารถด้านนวัตกรรมของโลก ภายในปี 2573 และนำประเทศไทยก้าวเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความรู้และความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนากำลังคนที่เหมาะสม การกำหนดทิศทางและนโยบายการพัฒนาด้านนวัตกรรมที่ชัดเจน ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และยืดหยุ่นในการปฏิบัติ โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติได้ระบุวาระการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Economy) ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทหลักของ อว. ในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผ่านการบ่มเพาะและพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการนวัตกรรม การพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการสร้างและแปลงนวัตกรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ในส่วนกลาง แต่ยังขยายโอกาสการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปยังภูมิภาคนอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่ครอบคลุมทั้งการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเชิงสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

“สำหรับแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทยที่ NIA ได้ริเริ่มขึ้นนี้ เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการพลิกฟื้นประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤต และเปรียบเสมือนเครื่องมือในการ สร้างมุมมองใหม่ของประเทศไทยที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งนำนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม และกิจกรรมการสร้าง เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้การกำหนดนโยบาย การดำเนินงานและการสื่อสารด้านนวัตกรรมไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น ชาติแห่งนวัตกรรม (Innovation Nation)” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก กล่าว

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า “จากวิกฤตปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น กับดักรายได้ปานกลาง ต้นทุนการผลิตสูง การแข่งขันทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ห่วงโซ่อุปทานของโลกกำลังเปลี่ยนไปปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งการเข้าถึงบริการของรัฐ การเข้าถึงด้านดิจิทัล ด้านการศึกษา และ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น PM2.5 ปัญหาน้ำแล้งน้ำเค็ม น้ำท่วม ฯลฯ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซึ่ง NIA เชื่อว่า “นวัตกรรม” จะเป็นทางออกในการพลิกฟื้นประเทศจากวิกฤต จึงต่อยอดแพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทย ภายใต้แนวคิด พลิกฟื้นประเทศ…ด้วยนวัตกรรมไทย โดยมุ่งเน้นให้คนไทยเห็นความสำคัญในการร่วมกัน “พลิกธุรกิจให้รอด” จากการนำนวัตกรรมมาพลิกโมเดลธุรกิจ “พลิกชีวิตให้สุข” จากการนำนวัตกรรมมาพลิกแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม และ “พลิกสิ่งแวดล้อมให้ดี” จากการนำนวัตกรรมมาพัฒนากระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อม”

แพลตฟอร์ม นวัตกรรมประเทศไทยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ชาติแห่งนวัตกรรม” โดยวางกรอบการดำเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) จุดยืนนวัตกรรมประเทศไทย ที่มีเป้าหมายให้ประเทศไทยอยู่ใน 30 อันดับแรกของดัชนีนวัตกรรมโลก ภายในปี 2573 เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศด้านนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับโลก 2) ดีเอ็นเอนวัตกรรมประเทศไทย ที่มุ่งสร้างให้เกิดอัตลักษณ์ไทยรังสรรค์คุณค่าใหม่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นใน 7 ด้าน และ 3) เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย ด้วยการสร้างให้เกิดพันธมิตรนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลกผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานชั้นนำของประเทศทั้งหน่วยงานรัฐบริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ และ 4) แดชบอร์ดนวัตกรรมประเทศไทย โดยมีเป้าหมายให้เกิดข้อมูลนวัตกรรมประเทศไทย ที่มีการรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลนวัตกรรมของประเทศที่มีความหลากหลายจากทุกภาคส่วน

การเปิดตัว “เครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย” ในวันนี้ มีเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม และทำให้คนไทยและชาวต่างชาติรับรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมฝีมือคนไทยที่เป็น นวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตที่ประณีต โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมธุรกิจ ซึ่งขณะนี้มีองค์กร 73 แห่ง ที่ตอบรับเข้าร่วมเป็นเครือข่าย ซึ่งจะร่วมมือกันใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) เป็นผู้แทนประเทศในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้านนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมความร่วมมือกันในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การลงนาม ความร่วมมือ การจัดสัมมนานวัตกรรม การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม 2) สร้างการรับรู้และความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้นในประเทศไทย ผ่านการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างให้เกิดความตื่นตัวและสนใจนำนวัตกรรมฝีมือคนไทยมาใช้หรือต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 3) แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความชำนาญระหว่างกัน ผ่านความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ด้านนวัตกรรมทั้งแนวกว้างและแนวลึกระหว่างหน่วยงานในเครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย

ผู้สนใจดูนวัตกรรมไทยที่น่าภาคภูมิใจได้ที่ www.innovationthailand.org หรือ FB : Innovation.THA และสามารถดูข้อมูลความรู้ การให้บริการนวัตกรรมจากหน่วยงานต่าง ๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ เพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างและใช้ประโยชน์นวัตกรรมอย่างแพร่หลายได้ที่ https://data.nia.or.th

กาฬสินธุ์ฝึกแผน เผชิญเหตุอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600805

กาฬสินธุ์ฝึกแผน เผชิญเหตุอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดการฝึกแผนเผชิญเหตุอุทกภัย จ.กาฬสินธุ์ ประจำปีงบประมาณ 2564 ซึ่งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.กาฬสินธุ์ ดำเนินการฝึกบัญชาการเหตุการณ์ กรณีอุทกภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับ จ.กาฬสินธุ์ และระดับอำเภอทุกอำเภอ  ในรูปแบบการฝึกบนโต๊ะ ผ่านระบบประชุมทางไกล  เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมผาเสวย ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

ทั้งนี้ ได้จำลองเหตุการณ์และฝึกการแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลากจากป่าดงระแนง และพื้นที่ ต.กุดสิมคุ้มใหม่ อ.เขาวง พื้นที่เสี่ยงน้ำป่าจากเทือกเขาภูพาน โดยมีนายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้บัญชาการฝึกการแจ้งเตือนอุทกภัยจังหวัดกาฬสินธุ์  รวมทั้งได้ฝึกการบัญชาการเหตุการณ์ สถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขังใน 2 พื้นที่ดังกล่าวด้วย

นายธนทร ศรีนาค  หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลังของฤดูฝนปีนี้จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันหลายวันซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก จ.กาฬสินธุ์ จึงได้จัดทำโครงการศูนย์ฝึกบัญชาการเหตุการณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ กรณีอุทกภัยขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น

สั่งใช้คลองผันน้ำรับมืออุทกภัยเมืองตรัง กรมชลฯเร่งโครงการฯมั่นใจปี’65แล้วเสร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600809

สั่งใช้คลองผันน้ำรับมืออุทกภัยเมืองตรัง กรมชลฯเร่งโครงการฯมั่นใจปี’65แล้วเสร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทานสั่งเตรียมความพร้อมใช้โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรังที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง รับมือสถานการณ์น้ำหลากในปีนี้ หลังประสบผลสำเร็จในปี
ที่ผ่านมา พร้อมเร่งดำเนินการก่อสร้าง มั่นใจแล้วเสร็จภายในปี 2565 มั่นใจช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองตรังซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูแล้งอีกว่า 3 ล้านลบ.ม.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานกำลังดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง เพื่อช่วยบรรเทาภัยน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายให้ชุมชนเมือง วัด โรงพยาบาล สถานที่ราชการในจังหวัดตรังที่เกิดเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูฝน ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้ามากกว่าร้อยละ 60 คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2565 อย่างไรก็ตามแม้การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ แต่ก็สามารถใช้ประโยชน์จากโครงการในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้บางส่วนแล้ว เช่น ในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมาอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้เกิดฝนตกหนักและเกิดอุทกภัยขึ้นในหลายจังหวัดภาคใต้ รวมทั้งที่จังหวัดตรัง มีมวลน้ำจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำตรัง กรมชลประทานจึงได้พิจารณาใช้คลองผันน้ำของโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ช่วยในการระบายน้ำ ทำให้อ.เมืองตรังรอดพ้นจากอุทกภัยมาได้

“สำหรับฤดูน้ำหลากปี 2564 นี้ก็เช่นกัน กรมชลประทานได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการรองรับภาวะวิกฤติ หากมีปริมาณน้ำในแม่น้ำตรังเพิ่มสูงขึ้นจนอาจมีผลกระทบกับพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนเมือง ก็จะใช้คลองผันน้ำและประตูระบายน้ำของโครงการฯที่ดำเนินการแล้วเสร็จช่วยบริหารจัดการมวลน้ำ คาดว่าจะสามารถลดระดับน้ำท่วมและไม่ทำให้น้ำท่วมขังในพื้นที่เป็นเวลานาน มั่นใจว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยให้กับพี่น้องประชาชนชาวตรังได้” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้านนายรุทร์ อินนุพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทานกล่าวว่า แม่น้ำตรังซึ่งมีต้นน้ำมาจากเทือกเขาด้านตะวันตกในเขตอำเภอทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราชไหลผ่าน 5 อำเภอ ได้แก่ อ.รัษฎา อ.ห้วยยอด อ.วังวิเศษ อ.เมือง และไหลลงทะเลอันดามันที่ปากน้ำ อ.กันตัง รวมระยะทางยาว 123 กิโลเมตร เมื่อเกิดฝนตกหนักทางด้านบนหรือเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ จะมีมวลน้ำจำนวนมากจะไหลบ่าลงสู่แม่น้ำตรัง จากสถิติน้ำหลากรอบ25 ปี จะมีปริมาณน้ำเฉลี่ยถึง 1,400 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที ในขณะที่ประสิทธิภาพการรับน้ำของแม่น้ำตรังรับได้เพียง 600 ลบ.ม.ต่อวินาที อีกทั้งบางช่วงของแม่น้ำตื้นเขิน จึงไม่เพียงพอที่จะระบายน้ำออกสู่ทะเลเกิดน้ำล้นตลิ่งและท่วมซ้ำซาก

สำหรับการดำเนินโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ประกอบด้วยงานสำคัญๆ คือ คลองผันน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำของแม่น้ำตรัง ในเขตพื้นที่ อ.เมือง จ.ตรัง โดยก่อสร้างคลองผันน้ำความยาว 7.6 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่บริเวณหมู่ที่ 1 บ้านหนองตรุดกม.31+000 ของแม่น้ำตรัง ผ่านหมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3ต.หนองตรุด หมู่ที่ 1 ต.นาโต๊ะหมิง และหมู่ที่ 4 ต.บางรัก สิ้นสุดที่บ้านคลองช้างหมู่ที่ 4 ต.บางรัก อ.เมือง จ.ตรัง ความกว้างท้องคลอง 102 เมตร ลึก 4.5 เมตร สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับศักยภาพรับน้ำของแม่น้ำตรัง จะสามารถระบายน้ำไม่ให้ท่วมพื้นที่ได้

นอกจากนี้ จะมีก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง คือ ประตูระบายน้ำบริเวณปากคลองผันน้ำ เพื่อใช้ควบคุมและบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก และประตูระบายน้ำบริเวณปลายคลองผันน้ำ เพื่อใช้กักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งก่อสร้างอาคารประกอบและอื่นๆ บริเวณแนวคลองผันน้ำ ได้แก่ สะพานรถยนต์ จำนวน 6 แห่ง เพื่อเชื่อมต่อการคมนาคมระหว่าง 2 ฝั่งคลอง อาคารรับน้ำจำนวน 24 แห่งตลอดแนวคลองผันน้ำเพื่อรับน้ำจากที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ข้างเคียงลงสู่คลองผันน้ำ ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ ตลอดจนก่อสร้างถนนบนคันคลองทั้ง 2 ฝั่งเพื่อสาธารณประโยชน์

“เมื่อโครงการฯ เสร็จสมบูรณ์ นอกจากช่วยบรรเทาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว คลองผันน้ำสามารถเก็บกักน้ำได้ 3.2 ล้านลบ.ม. ไว้สำหรับการเกษตร การอุปโภคในฤดูแล้ง เป็นแหล่งน้ำดิบช่วยสนับสนุนการผลิตน้ำประปาประมาณ 1.74 ล้านลบ.ม.ต่อปี รวมถึงช่วยผลักดันน้ำเค็ม มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ในฤดูฝน 10,000 ไร่ ฤดูแล้ง 3,000 ไร่”ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11กล่าวในตอนท้าย

SKY CROP เดินหน้าปลูกฟ้าทะลายโจรทั่วประเทศ ตั้งเป้าส่งออกต่างประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600867

SKY CROP เดินหน้าปลูกฟ้าทะลายโจรทั่วประเทศ ตั้งเป้าส่งออกต่างประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ

SKY CROP เดินหน้าปลูกฟ้าทะลายโจรทั่วประเทศ ตั้งเป้าส่งออกต่างประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 21.19 น.

บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด โดย SKY CROP เริ่มลงปลูกกล้าฟ้าทะลายโจรกว่า 5,000 ไร่ทั่วประเทศ คาดว่าสามารถเก็บผลผลิตฟ้าทะลายโจรได้สูงถึง 15 ล้านตัน ตั้งเป้าส่งออกต่างประเทศหวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร

นาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย คุณศักย์ศรณ์ คัมภีรญาณนนท์ รองประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าบริหารฝ่ายปฏิบัติ , คุณธริชยา คัมภีรญาณนนท์ รองประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าบริหารฝ่ายการเงิน , คุณนพนท คัมภีรญาณนนท์ ผู้อำนวยการใหญ่ , ที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัทฯ ได้แก่ คุณบรรพต โพธิ์ทอง, ดร.เจริญสุข ด้วงล้อมจันทร์(โพธิ์เงิน), คุณสุริยา โพธิ์เงิน ,คุณศศน์นัธ เทพกิจ และ เจ้าภูวเนศวร์ ณ เชียงใหม่ เลขานุการประธานกรรมการบริหาร ร่วมแถลงข่าว SKYCROP OPENING “ก้าวสู่ไร่สกายครอป ก้าวสู่เกษตรแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจร ณ ห้องประชุม ชั้น 10 ตึกวินวิน ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา

นาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญในด้านการเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะพืชสมุนไพรที่สามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น ฟ้าทะลายโจร ที่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ ส่งผลทำให้ฟ้าทะลายโจรเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ทาง บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด โดย SKY CROP ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 10,000 ไร่ทั่วประเทศ จึงได้จัดสรรพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ที่บ้านเขาจาน ต.ท่าเกวียน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว สำหรับทำการปลูกต้นฟ้าทะลายโจร ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุ แหล่งน้ำ เหมาะสำหรับทำการเกษตรเป็นอย่างมาก โดยการปลูกจะเน้นการปลูกแบบปลอดสารเคมี 100% ผนวกกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยในการเพาะปลูกและแปรรูปฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีความสะอาด ปลอดภัย และได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ผลผลิตของทางบริษัทฯได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยมีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูงถึง 4.75±0.26% (w/w)

“เราได้จัดสรรพื้นที่เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรรวมถึงเป็นแหล่งการเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ด้านการเกษตร และในอนาคตคาดว่า จะเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก สำหรับพืชสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรนั้น ทางเราได้ศึกษาและวิจัยสายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรจากทั่วประเทศ จนได้สายพันธุ์ที่ดีที่สุด และมีคุณภาพของไร่ SKY CROP และ นอกจากนี้ทางไร่ยังได้เพาะปลูกโกฐจุฬาลัมพา และกระท่อมเพื่อป้อนตลาดด้วย”

ไร่ SKY CROP สามารถผลิตฟ้าทะลายโจรได้สูงถึง 15 ล้านตัน และแปรรูปเป็นแบบอบแห้งได้ในปริมาณ 2.5 ล้านตัน นอกจากนี้ทางบริษัทฯได้มีการร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ในการผลิตฟ้าทะลายโจรส่งให้กับไร่ SKY CROP เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านให้มีรายได้ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ด้วย ส่งผลให้กำลังการผลิตสามารถรองรับความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ นำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาแปรรูปเป็นแบบแคปซูลบรรจุขวดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ SKY HERB ของไร่ SKY CROP

นอกจากนี้ ทางบริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด ยังได้นำสมุนไพรคุณภาพที่ได้คัดสรรสายพันธุ์เป็นอย่างดีต่างๆ อาทิ ฟ้าทะลายโจร, โกฐจุฬาลัมพา, ใบกระท่อม เป็นต้น นำมาแปรรูปเป็นแบบแคปซูลบรรจุขวดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ SKY HERB ของไร่ SKY CROP ด้วย

บริษัท เมืองเศรษฐกิจพอเพียง จำกัด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นหนึ่งในองค์กรที่จะช่วยหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่เป็นมหันตภัยร้ายของประเทศและทั่วโลก และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเพื่อพี่น้องชาวไทยให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

“สุดท้ายนี้ขอฝากถึงผู้ที่สนใจอยากจะสั่งจองฟ้าทะลายโจรออแกนิคแบบผง สามารถสั่งจองออเดอร์ล่วงหน้าได้ทางโทร.093-736-5717 หรือ rd@skymed.centerและ SKY CROP ขอมุ่งมั่นพัฒนาการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 และขอยืนหยัดช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรไทยให้เติบโตไปพร้อมกันแบบมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”นาวาอากาศเอก (พิเศษ) คัมภีร์ กล่าวทิ้งท้าย

เรียบเรียงโดย -(016)

ก.เกษตรฯทุ่มงบ10,018ล้านบาท เยียวยาผู้ ที่ได้รับผลกระทบ โรคระบาดลัมปีสกิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600820

ก.เกษตรฯทุ่มงบ10,018ล้านบาท เยียวยาผู้ ที่ได้รับผลกระทบ โรคระบาดลัมปีสกิน

ก.เกษตรฯทุ่มงบ10,018ล้านบาท เยียวยาผู้ ที่ได้รับผลกระทบ โรคระบาดลัมปีสกิน

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.48 น.

เกษตรกร ผู้เลี้ยงโค-กระบือ เฮ กระทรวงเกษตรทุ่มงบ10,018ล้านบาท เยียวยาผู้ ที่ได้รับผลกระทบ โรคระบาด ลัมปีสกิน  ตาย จ่าย อัตราใหม่  ทุกราย ย้อนหลังถึงเดือน มีนาคม 64  เกษตรกรแจ้งตรงที่ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ได้ทันที ก่อนประชาคมตรวจสอบให้โปร่งใส ประเดิม 4 จังหวัดแรกเริ่มต้น กันยายนนี้

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาการแพร่ระบาดของโรค ลัมปีสกินในโค กระบือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงเกษตร เร่งรัดในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด หลังจากที่มีการระบาดมาหลายเดือน โดย กรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการต่างๆ ในการควบคุมโรค ทำให้สถานการณ์การระบาดเริ่มดีขึ้นตามลำดับ    ซึ่งขณะนี้พบการระบาดสะสม รวม 65 จังหวัด เกษตรกรได้รับผลกระทบ 268,371 ราย โค – กระบือป่วยสะสม 581,747 ตัว รักษาหายแล้ว 441,543 ตัว อยู่ระหว่างการรักษา 90,879 ตัว ป่วยตายสะสม 51,073 ตัว (ข้อมูล ณ วันที่ 7 กันยายน 2564)

ทั้งนี้ ล่าสุดเพื่อช่วยเหลือเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด ที่ ประสบปัญหา โค กระบือ เสียชีวิต ลง และให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร  จึงได้มีกำหนดอัตราการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโค – กระบือ เสียชีวิตจากโรคลัมปี – สกิน ใหม่ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564 นั้น ใหม่ ซึ่งมีการกำหนดช่วยเหลือเกษตรกรที่โคเสียชีวิต ตามการเสียชีวิตจริง และ ไม่เกินรายละ 5 ตัว  ในอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือโค   ที่เสียชีวิตที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนตัวละ 13,000 บาท อายุ 6 เดือนถึง 1 ปีตัวละ 22,000 บาท อายุมากกว่า 1 ปีถึง 2 ปีตัวละ 29,000 บาท อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ตัวละ35,000 บาท ขณะที่ กระบือ ที่เสียชีวิตจ่ายตามจริงและไม่เกินรายละ 5 ตัว ในอัตราที่กำหนด โดยกระบืออายุน้อยกว่า 6 เดือน ตัวละ15,000 บาท  อายุ 6 เดือนถึง 1 ปี ตัวละ24,000 บาท อายุมากกว่า 1 ปีถึง 2 ปี ตัวละ32,000 บาท  อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ตัวละ39,000 บาท

สำหรับประกาศหลักเกณฑ์ปลีกย่อยฯ อัตราใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขอยกเว้นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2563 และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564 ไปยังกระทรวงการคลังเพื่อให้สามารถเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคลัมปี – สกิน ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 ครอบคลุมมากขึ้นทั้งเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน และยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน รวมถึงกรณีที่เกษตรกรไม่ได้เก็บหลักฐานการตายของสัตว์ไว้ ก็สามารถไปแจ้งที่ปศุสัตว์อำเภอ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการทำประชาคม ให้จบหากทำประชาคมครบ 3 วันแล้ว ไม่มีผู้คัดค้าน ก็สามารถรับเงินเยียวยาได้ ทันทีนอกจากนี้กรณีที่เกษตรกรได้รับเงินเยียวยาไปแล้วในอัตราเยียวยาเก่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะทบทวนอีกครั้ง เพื่อจ่ายเงินเยียวยาส่วนต่างเพิ่มเติมให้เท่ากันอัตราการเยียวยาใหม่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประมาณการค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร กรณี โค – กระบือ ป่วยตายด้วยโรคลัมปี – สกิน ไว้ที่ 1,018,009,150 บาท

“พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การระบาดของโรค และได้สั่งการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ไขปัญหา และดูแลเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ มี 4 จังหวัด ที่เกษตรกรส่งเอกสารเข้ามาครบแล้ว และกรมปศุสัตว์ตรวจสอบข้อมูล ผ่านความเห็นชอบตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว ได้แก่ จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดสระแก้ว เป็นเกษตรกร 2,576 ราย สัตว์ตาย 2,800 ตัว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังทยอยจ่ายเงินเยียวยา จำนวน 29,772,000 บาท ส่วนเกษตรกรที่ยังไม่แจ้ง ให้เร่งแจ้งได้ทันทีเจ้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อจะเร่งจ่ายให้กับเกษตรกร ให้เร็วที่สุด” รมช.ประภัตร กล่าว – 004

นายประภัตร กล่าวอีกว่าในส่วนวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาด กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการสั่งวัคซีน LSDV ป้องกันโรคลัมปี สกิน เข้ามาเพิ่มอีก 5 ล้านโด๊ส โดยมีการนำเข้ามาถึงประเทศไทยแล้ว ล็อตแรก 2.5 ล้านโด๊ส และจะทยอยเข้ามาอีกในล็อตที่สองและล็อตที่สาม จนครบ 5 ล้านโด๊ส ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้มีการวางแผนจัดสรรวัคซีนไว้แล้ว ยึดตามหลักรวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม ตามสัดส่วนของจำนวนประชากรสัตว์ทั่วประเทศ โดยขณะนี้หน่วยงานในสังกัดของกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ต่างๆ มีการทำแผนวัคซีนเรียบร้อยแล้ว และสามารถดำเนินการได้ทันที

รายงานพิเศษ : สปสช. เขต 10 อุบลฯ ร่วม 8 หน่วย หนุนดูแล ช่วย ‘คนไทยไร้สถานะ’ ให้เข้าถึงบริการสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600506

รายงานพิเศษ : สปสช. เขต 10 อุบลฯ ร่วม 8 หน่วย หนุนดูแล  ช่วย ‘คนไทยไร้สถานะ’ ให้เข้าถึงบริการสุขภาพ

รายงานพิเศษ : สปสช. เขต 10 อุบลฯ ร่วม 8 หน่วย หนุนดูแล ช่วย ‘คนไทยไร้สถานะ’ ให้เข้าถึงบริการสุขภาพ

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์ เป็นประธานการดำเนินงานการพัฒนาการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน โดยการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมบุคคล ประกอบการพิจารณาเพิ่มชื่อในทะเบียน ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดขึ้น โดยมีความร่วมมือระหว่าง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างสุขภาพ องค์การแพลนอินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มีนางมลุลีแสนใจ รองผู้อำนวยการ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 10 อุบลราชธานี ต้อนรับ มีประชาชนจากอำเภอกันทรลักษ์, เบญจลักษ์, ภูสิงห์, วังหินและอำเภอเมืองศรีสะเกษ รวมถึงที่มาจากอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์จำนวน 5 คน รวมทั้งหมด 64 คนเข้ารับการตรวจสารพันธุกรรม

nn นางมลุลี แสนใจ เปิดเผยว่า แนวทางการสนับสนุนงานการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน ในพื้นที่การดำเนิ่นงานของ สปสช.เขต 10 อุบลราชธานี โดยทางเขต 10 ได้สนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่น ที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน ตามมาตรา 50(5) เพื่อให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รับรู้ และเข้าถึงสิทธิหน้าที่ในการเข้ารับบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพในระดับพื้นที่ ผลงานจากหน่วย 50 (5) ศรีสะเกษ ที่ให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้สถานะกับคนที่อยู่ในประเทศไทยแต่ต้องพิสูจน์ยืนยันสถานะ ได้ผ่านการประสานงานร่วมกันจากหลายหน่วยงานในการพิสูจน์สถานะ ใช้วิธียื่นแสดงหลักฐานว่ามีพ่อที่มีบัตรประชาชนคนไทย แต่ด้วยความที่เป็นคนทำงานแบบไร้บ้าน ย้ายที่อยู่ไปทำงานก่อสร้างหลายจังหวัด และไม่มีหลักฐานการเกิดให้กับลูก ต้องยืนยันความเป็นพ่อลูกกันจริงด้วยการตรวจ DNA ซึ่งปกติมีค่าใช้จ่าย 8,000 บาท แต่ได้รับการยกเว้นจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตามที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงไว้ และได้นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์ และทางหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา 50 (5) ทางศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพภาคประชาชน จังหวัดศรีสะเกษ ได้ร่วมประสานงานและดำเนินการโครงการนี้จนประสบความสำเร็จ

nn ด้านนายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ขับเคลื่อนโครงการนี้ วันนี้มีผู้เข้ามาสู่กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาติไทยและจะได้มีสถานะมีสิทธิตามระเบียบ ต้องขอขอบคุณทาง สปสช. และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายที่ช่วยกันในการที่จะนำผู้ที่ขาดโอกาสให้ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติเข้าสถานทางทะเบียน ซึ่งเป็นนโยบายของกรมการปกครองที่ได้ให้ความสำคัญ ให้อำเภอดำรงธรรม เพื่อให้ประชาชนคนไทยที่ยังขาดสิทธิ์ด้านสัญชาติได้เข้ามาเป็นคนสัญชาติไทย เข้าสู่สถานะทางทะเบียนเพื่อได้รับสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญไทย เพื่อเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ

ณัฐธรชนม์ สิริโชติสกุล

รายงานพิเศษ : NIAจัดงานSTARTUP X INNOVATION THAILAND EXPO 2021 15–18ก.ย.ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600509

รายงานพิเศษ : NIAจัดงานSTARTUP X INNOVATION THAILAND EXPO 2021  15–18ก.ย.ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th

รายงานพิเศษ : NIAจัดงานSTARTUP X INNOVATION THAILAND EXPO 2021 15–18ก.ย.ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)หรือ Nia กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ แถลงข่าวการจัดงาน Startup x Innavation Thailand Expo 2021(SITE 2021) ภายใต้แนวคิด การเปล่งประกายแห่งเทคโนโลยีเชิงลึก “Deep Tech
Rising…The Next Frontier of Innovation” การยกระดับเทคโนโลยีเชิงลึก…นวัตกรรมด่านหน้าแห่งอนาคตที่จะมาขับเคลื่อนประเทศ

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวว่า สำหรับการจัดงาน “STARTUP THAILAND x INNOVATION THAILAND EXPO 2021” หรือ SITE 2021 ในปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 กันยายนนี้ ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th ทุกกิจกรรมเข้าร่วมฟรี!!ภายใต้แนวคิดหลัก คือ “DEEP TECHRISING: The Next Frontier of Innovation” เพื่อนำเสนอโอกาสการยกระดับเทคโนโลยีเชิงลึกที่ถือเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตสำหรับการขับเคลื่อนประเทศใน 5 สาขา ได้แก่ เกษตร (AgTech) อาหาร (FoodTech) การแพทย์ (MedTech)อวกาศ (SpaceTech) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสําหรับบุคคล (AI Robotic Immersive IoT: ARI Tech) ซึ่งในกลุ่มเกษตร อาหารและการแพทย์ ยังสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model) อีกด้วย ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) Virtual Forum เวทีรวบรวมสุดยอดสตาร์ทอัพ นวัตกรชั้นนำของเมืองไทย และวิทยากรชื่อดังจากต่างประเทศ กว่า 60 ท่านมาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ กว่า 50 หัวข้อ 2) Opportunity โอกาสสำคัญในการหาคู่ค้าทางธุรกิจ ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้น ทั้ง Marketplace ตลาดจำหน่ายสินค้าในรูปแบบเสมือนกว่า 200 บูธ OnlineBusiness Matching การจับคู่ธุรกิจกับหน่วยงานธุรกิจกว่า 30 บริษัท และ Online Business Consultingที่บริการให้คำปรึกษาออนไลน์จากสุดยอดเมนเทอร์ ผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน ใน 10 สาขาธุรกิจ 3) SHOW การแสดงสดผ่านทางออนไลน์ที่นำเรื่องราวที่น่าสนใจด้านดีพเทคที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน และ 4) AWARD พิธีประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติ Prime Minister Award ให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจให้แก่สตาร์ทอัพไทยให้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ

“แพลตฟอร์มในปีนี้ถูกพัฒนาต่อยอดความอัจฉริยะจากเดิม ทั้งการสร้างประสบการณ์เสมือนจริงแบบไร้รอยต่อด้วยนิทรรศการรูปแบบ 360 องศาvirtual exhibition เสมือนเดินอยู่ในงานจริง และสามารถสนทนาสดกับผู้ประกอบการได้แบบเรียลไทม์ มีการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมกับนิทรรศการในโลกเสมือนผ่านการสร้างตัวตนของผู้เข้าชม (Avatar)รวมถึงการให้ปัญญาประดิษฐ์(AI) ในการประมวลผลข้อมูลของแต่ละช่วงงานจากทุกความคิดเห็นของผู้เข้าชมผสมผสานกับเครื่องมือส่วน social listeningเพื่อฟังเสียงจากทั่วโลก และอยากเชิญชวนให้ผู้คนในแวดวงสตาร์ทอัพสายนวัตกรรม หรือคนที่สนใจเข้ามาพบปะกันในงานนี้ เพื่อร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนแนวคิดในการก้าวข้ามวิกฤตไปด้วยกัน” ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ กล่าว

ภาคีกัลยาณมิตรพิชิตโควิดน่าน ส่งมอบน้ำดื่มแก่ศูนย์ฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600507

ภาคีกัลยาณมิตรพิชิตโควิดน่าน ส่งมอบน้ำดื่มแก่ศูนย์ฉีดวัคซีน

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ศูนย์ฉีดวัคซีน ของจังหวัดน่าน  ที่วิทยาลัยสงฆ์ วัดพระธาตุแช่แห้ง ต.ม่วงตึ๊ด อ.ภูเพียง จ.น่านพระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน/เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของคณะสงฆ์จังหวัดน่าน, พร้อมด้วย ภาคีฯ กัลยาณมิตรพิชิตโควิดฯ น่าน  สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน นำน้ำดื่มมอบให้กับศูนย์ฉีดวัคซีนของจังหวัดน่าน เพื่อนำไปมอบต่อให้กับผู้ที่มารับการฉีดวัคซีน ป้องกันโควิด-19 จำนวน400 แพ็ก โดยมี แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน และคณะทำงานเป็นผู้รับมอบน้ำดื่มครั้งนี้    

แพทย์หญิงอัจฉรา ละอองนวลพานิชผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน กล่าวว่าต้องขอขอบคุณภาคีเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นทั้งสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน และทางท่านพระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ที่ได้นำน้ำดื่มมาสนับสนุนเพื่อนำส่งมอบให้ประชาชนที่มาฉีดวัคซีน เพราะวันๆหนึ่งเราฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมาก ก็อยากจะให้มีน้ำดื่มไว้บริการประชาชน ที่มารับวัคซีน ก็ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

อาตมาภาพพระสุนทรมุนี จังหวัดน่านมีฐานะเป็นผู้กำกับดูแลงานสาธารณสุขของคณะสงฆ์จังหวัดน่านในฐานะประธานที่ปรึกษาอุปถัมภ์ กัลยาณมิตรฯ มีหน่วยงานองค์กรต่างๆเข้าร่วมกันมากมายมีมูลนิธิ สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน การบริหารส่วนจังหวัดน่าน บริษัทพีซี จังหวัดน่าน เป็นต้น และก็ประชาชนได้ร่วมกัน เราได้ให้การร่วมมือช่วยเหลือ ส่วนราชการ ที่รับและรักษาผู้ป่วยโควิด-19ตั้งแต่รอบที่ 1 และขณะนี้เป็นรอบที่ 4 โดยเฉพาะวันนี้ ทางโรงพยาบาลจังหวัดน่าน ได้ย้ายศูนย์ฉีดวัคซีนมาที่วิทยาลัยสงฆ์ นครน่าน ซึ่งเดิมนั้นเป็นโรงพยาบาลสนาม แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนเป็น ศูนย์ฉีดวัคซีนของจังหวัดน่าน ขึ้น วันนี้ ภาคีกัลยาณมิตรพิชิตโควิดน่าน  ได้น้ำดื่มมา จำนวน 400 แพ็กมามอบให้กับผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่านพร้อมเจ้าหน้าที่ ทีมงาน เพื่อเป็นน้ำดื่มให้กับผู้ที่รับการฉีดวัคซีนแล้วต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติ  ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายรวมถึงผู้มีจิตศรัทธาไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยขอเจริญพร